<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>120069</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/10/2021 13:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/10/2021 13:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ป้าเป้า&#039;รับทราบข้อหาฝ่าพรก.ฉุกเฉิน-เปลื้องผ้าแยกนางเลิ้ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ต.ค. 64 - ที่ สน.นางเลิ้ง&amp;nbsp; นางวรวรรณ แซ่อั้ง หรือ &amp;quot;ป้าเป้า&amp;quot; เข้ารับทราบข้อกล่าวหา ผ่าฝืนพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) และกระทำขายหน้าต่อธารกำนัล โดยเปลือยหรือเปิดเผยร่างกาย หรือกระทำการลามกอย่างอื่น ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท ที่เข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มทะลุฟ้าที่แยกนางเลิ้ง และถลกกระโปรงต่อหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่พอใจถูกสลายการชุมนุมวันที่ 28 ก.ย.ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย &amp;quot;ป้าเป้า&amp;quot; เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ สน.นางเลิ้ง ได้ส่งหมายเรียกมาให้ตนเองที่บ้านแล้ว 2 ครั้ง แต่ตนเองพักอาศัยอยู่อีกบ้านหนึ่งตามที่อยู่ในบัตรประชาชน ทราบเรื่องเพราะทนายความโทรมาแจ้ง ครั้งนี้ถูกหมายเรียกเป็นครั้งที่ 3 ป้าไม่เคยคิดหนี เพราะไม่ได้ฆ่าใครตาย ไม่ได้ค้ายาเสพติด เป็นสิทธิในการแสดงออกเพื่อเรียกร้องความถูกต้อง และต้องการขับไล่นายกฯ ที่ใช้เงินภาษีของประชาชนไม่ถูกต้อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;สาเหตุที่เปลื้องผ้า เพราะหมดปัญญาจะสู้ คิดว่าต้องทำอะไรสักอย่าง แม้จะไม่มีอาวุธ อยากเรียกร้องให้ทุกคนออกมาต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และเพื่อชีวิตของตนเอง&amp;quot; ป้าเป้า ระบุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120069</URL_LINK>
                <HASHTAG>3นิ้ว, ถลกกระโปรง, ป้าเป้า, พรก.ฉุกเฉิน, วรวรรณ แซ่อั้ง, สน.นางเลิ้ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211018/image_big_616d0f67e947c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119382</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/10/2021 09:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/10/2021 09:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอากบออกจากกะลา! &#039;หมอวรงค์&#039;เปิดกลยุทธ์เขย่าแก๊งล้มเจ้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ต.ค. 64 - นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า #เอากบออกจากกะลา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากที่ผม #มาคุยกันไหม มีพี่น้องห่วงใย และอยากรู้ความคิดผม ผมบอกตรงๆ เลยว่า การต่อสู้ของเราต้องมีกลยุทธ์ ในการดึงเขาให้ออกมาเล่นในสนามของเรา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ผ่านมาคนกลุ่มนี้ มีแต่อ้างปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ หลอกลูกหลาน เยาวชน นักศึกษาให้ออกมาเป็นหัวหอก จ้องให้ร้ายสถาบันเบื้องสูง ผมไม่เคยเชื่อคนพวกนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่รุ้งออกมาพูดว่า &amp;quot;ต้องการให้ชีวิตคนไทยดีขึ้น&amp;quot; เท่ากับว่าเขาหลงสนาม การที่มาอ้างชีวิตที่ดีของประชาชน ซึ่งไม่ใช่สนามของเขา เพราะชีวิตที่ดีของประชาชนนั้น ต้องเกิดจากนักการเมือง ต้องมาเรียกร้องที่นักการเมือง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าเขากล้ามาคุย ก็ไม่ต่างจาก &amp;quot;เอากบออกจากกะลา&amp;quot; เขาจะได้หูตาสว่างมากขึ้น หลังจากที่ถูกปั่นหัว ถูกหลอกใช้งานมานาน จะได้อบรมสั่งสอนเขา เหมือนสมัยที่ อ.อานนท์ให้ความรู้เขา เรื่องสำนักงานทรัพย์สินฯ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ผมเชื่อว่า ผู้บงการเขาไม่ให้มาหลอกครับ หลังจากที่หลอกปั่นให้เขาหลงตัวเองว่า เป็น 1 ใน 100 ผู้หญิง ผู้สร้างแรงบันดาลใจและทรงอิทธิพล ในปี 2020 จนเข้ารกเข้าพง เพราะถ้าปล่อยมาคุย ขบวนการล้มล้างสถาบันต้องถูกสั่นคลอนแน่นอน #กลยุทธ์ในการต่อสู้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119382</URL_LINK>
                <HASHTAG>3นิ้ว, นพ.วรงค์  เดชกิจวิกรม, สถาบัน, เอากบออกจากกะลา, ไทยภักดี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210822/image_big_6122154a5a219.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119376</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/10/2021 08:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/10/2021 08:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดีตรองอธิการมธ.โต้เฟกนิวส์3นิ้ว! เปิดความจริงกรณีสวรรคต&#039;ร.8&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ต.ค. 64 - รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า วันที่ 13 ตุลาคมที่จะถึงนี้ จะเป็นวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หรือในหลวง ร.9 ของปวงชนชาวไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่ทราบว่ารัฐบาลจะจัดพิธีรำลึกถึงพระองค์ท่านอย่างไรบ้าง ส่วนประชาชนทั่วไปก็คงจะทำบุญ ตักบาตร ถวายเป็นพระราชกุศล ใน social media ก็คงจะมีการโพสต์พระบรมฉายาลักษณ์ และข้อความเทิดพระเกียรติกันอย่างเนืองแน่น และแน่นอนว่าในเพจของสำนักข่าวต่างๆ ก็จะโพสต์เรื่องราวของพระองค์กันแทบทุกเพจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพจของสำนักข่าวต่างๆ ที่อยู่ในค่ายของกลุ่ม 3 นิ้ว ที่ผูกขาดเรียกตัวเองว่าเป็นสื่อประชาธิปไตย ก็คงจะโพสต์พระบรมฉายาลักษณ์และเรื่องราวของพระองค์กันทุกสำนัก แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าสำนักข่าวเหล่านี้ ในโอกาสทำนองนี้ทุกครั้ง มักเลือกมุมที่เหมือนกับเป็นการเปิดพื้นที่ให้ผู้ติดตามเข้ามาแสดงความเห็นที่เป็นลบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์กระนั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การแสดงความเห็นที่เป็นลบต่อสมเเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ก็มักจะวนเวียนอยู่กับเรื่อง 2 เรื่อง เรื่องแรกคือกรณีสวรรคตของพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เรื่องที่ 2 คือเรื่องพระราชกรณียกิจของพระองค์ที่ก่อให้เกิดโครงการตามพระราชดำริต่างๆ ว่าเป็นการใช้งบประมาณแผ่นดินเพียงเพื่อเป็นการโฆษณาชวนเชื่อ และไม่ได้ประโยชน์จริงต่อประชาชนที่เดือดร้อนแต่อย่างใด และยังมีการกล่าวหาว่าเป็นการโฆษณาชวนเชื่อหรือ propaganda อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในโอกาสนี้จึงใคร่ขอนำไปสำรวจข้อกล่าวหาเหล่านี้ โดยขอเริ่มที่ กรณีสวรรคตของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การสวรรคตของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2489&amp;nbsp; ขณะนั้นเป็นรัฐบาลของหลวงประดิษฐ์มนูธรรม หรือนายปรีดี พนมยงค์ ในวันสวรรคต รัฐบาลได้ออกแถลงการณ์ฉบับแรกว่าสาเหตุของการสวรรคตเป็นอุบัติเหตุ จากอาวุธปืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการสอบสวนชันสูตรพระบรมศพในชั้นแรกมิได้ทำอย่างละเอียด แพทย์ประจำพระองค์ หลวงนิตย์เวชวิศิษฐ์ เป็นแพทย์ที่ถูกตามมาเป็นคนแรก ได้ทำความสะอาด เช็ดพระโลหิต และได้พบบาดแผลเหนือคิ้วซ้าย และได้ทำความสะอาดบาดแผล ซึ่งลักษณะเป็นรอยแฉก 4 แฉก จึงทำความสะอาดบาดแผล และเย็บแผลให้ติดกัน โดยไม่พบรอยกระสุนออกแต่อย่างใด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมา รัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนพฤติการณ์สวรรคตของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลขึ้น เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2489 มีประธานศาลฏีกาเป็นประธาน และมีนายสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นเลขานุการ คณะกรรมการได้อนุญาตให้ประชาชนเข้าฟังการสอบสวนได้ ชาวบ้านจึงเรียกคณะกรรมการสอบสวนชุดนี้ว่า &amp;quot;ศาลกลางเมือง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในวันเดียวกัน อธิบดีกรมตำรวจในขณะนั้น ได้เชิญคณะแพทย์มาร่วมเป็นกรรมการชันสูตรพระบรมศพ มีพลตรี พระยาดำรงแพทยาคุณ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์เป็นประธาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนหน้านั้น ในวันที่ 10 มิถุนายน ขณะทำการเช็ดพระวรกาย นายแพทย์ หม่อมหลวงเกษตร สนิทวงศ์ ได้พบรูกระสุนขนาด 1 นิ้ว ที่พระปฤษฎางค์(ท้ายทอย) ซึ่งพิสูจน์ได้ในภายหลังว่าเป็นรูกระสุนออกจริง และต่อมาคณะกรรมการแพทย์กับคณะกรรมการสอบสวนจึงได้ทำการตรวจ และชันสูตรพระบรมศพอย่างละเอียดในวันที่ 21 มิถุนายน 2489 และได้มีการทดลองยิงศพต่างๆ ณ ห้องตรวจศพ โรงพยาบาลศิริราช ในวันที่ 22 มิถุนายน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการประชุมวันที่ 23 มิภุนายน คณะแพทย์ลงความเห็นว่า สาเหตุของการสวรรคตเป็นไปได้ 3 ประการคือ 1.อุบัติเหตุ 2.ปลงพระชนม์เอง 3.ถูกลอบปลงพระชนม์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสอบปากคำของผู้ที่เกี่ยวข้อง และอยู่ในเหตุการณ์ทั้งหมดของศาลกลางเมือง สรุปพอสังเขปได้ว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.หลังจากเสด็จประพาสสมุทรสาคร จังหวัดถวายเลี้ยงอาหารทะเล ผู้ที่กินปูทะเลมีอาการท้องเดินทุกคนพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลก็เช่นกัน ทรงประชวรพระนาภี(ท้อง)มาก วันที่ 8 มิถุนายน แพทย์จึงถวายน้ำมันละหุ่ง และพระโอสถออบตาลิดอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.เช้าวันที่ 9 มิถุนายน เวลาประมาณ 5 น.เศษ สมเด็จพระราชชนนี พร้อมด้วยมหาดเล็กรับใช้อีก 2 คน เสด็จ&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ไปยังห้องบรรทม ทรงปลุกและถวายน้ำมันละหุ่ง นมสด และน้ำอุ่น จากนั้นบรรทมต่อ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.เวลาประมาณ 8 น. นายบุศย์ ปัทมศริน มหาดเล็กเฝ้าหน้าห้อง เห็นว่าทรงตื่นบรรทม เสด็จออกจากห้องสรง จึงนำน้ำส้มคั้นไปถวาย พระเจ้าอยู่หัวโบกพระหัตถ์ไม่เสวย แล้วเสด็จขึ้นแท่นบรรทม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.เวลาประมาณ 9 น. สมเด็จพระอนุชาเสด็จมาหน้าห้องแต่งพระองค์พระเจ้าอยู่หัว รับสั่งถามอาการจากนายบุศย์ ปัทมศริน และนายชิต สิงหเสนี มหาดเล็กหน้าห้อง ทั้งคู่ทูลตอบว่าทรงสบายขึ้น ขณะนี้บรรมทมต่อ สมเด็จพระอนุชาจึงเสด็จไปที่ห้องพระราชชนนี จากนั้นเสด็จประทับอยู่ที่ห้องเครื่องเล่น ซึ่งอยู่ติดกับห้องบรรทมของพระองค์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.เวลาประมาณ 9.30 น มีเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด นายชิตได้ยินแต่ไม่แน่ใจว่าเสียงมาจากไหน ประมาณ 2 นาทีจึงเข้าไปในห้องบรรทม นายบุศย์คงรออยู่หน้าห้อง นายชิตให้การว่า เห็นพระเจ้าอยู่หัวบรรทมเหมือนปกติ แต่เห็นโลหิตเปื้อนพระศอและพระอังสา(ไหล่)ซ้าย นายชิตวิ่งไปที่ห้องพระบรรทมสมเด็จพระราชชนนี กราบทูลว่า ในหลวงยิงพระองค์ แต่ปรากฏความจริงในภายหลังว่า นายชิตเองไม่ได้เห็นเหตุการณ์เนื่องจากเข้าไปหลังได้ยินเสียงปืน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6.นางสาวจรูญ ตะละภัฏ ข้าหลวงของสมเด็จพระราชชนนี กำลังทำงานให้ห้องบรรทมของสมเด็จพระอนุชา ได้ยินเสียงปืน เสียงวิ่งและเสียงกราบทูลของนายชิต จึงวิ่งออกมาผ่านห้องเครื่องเล่น สมเด็จพระอนุชาประทับอยู่ห้องเครื่องเล่น ได้ยินเสียงคนวิ่ง เสียงสมเด็จะพระราชชนนีกรรแสง จึงเสด็จออกจากห้องเครื่องเล่น พอดีได้พบกับนางสาวจรูญ จึงรับสั่งถามว่า &amp;quot;เกิดอะไรกัน&amp;quot; นางสาวจรูญกราบทูลไปตามที่ได้ยินจากนายชิต สมเด็จพระอนุชาจึงทรงรีบเสด็จตามไปยังห้องพระบรรทม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7.สมเด็จพระราชชนนีเสด็จถึงก่อน นายชิตแหวกพระวิสูตร(มุ้ง) เห็นพระเจ้าอยู่หัวบรรทมหงายอยู่ในท่าหลับธรรมดา นางสาวเนื่อง จินตดุลย์ พระพี่เลี้ยง ตามเข้าไป เห็นสมเด็จพระราชชนนีอยู่ปลายพระแท่น โถมกอดสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เห็นพระเจ้าอยู่หัวบรรทมหงายอยู่บนพระยี่ภู่ (ที่นอน) พระเศียรหนุนพระเขนยเอียงไปทางขวาเล็กน้อย มีผ้าคลุมจากพระบาทถึงพระอุระ พระกรทั้ง 2 ข้างเหยียดไปอย่างธรรมดา พระหัตถ์ไม่งอ พระพักตร์มีพระโลหิตไหลเปื้อนเปรอะ พระเนตรปิดสนิท ไม่ได้ทรงฉลองพระเนตร นางสาวเนื่อง เป็นผู้ที่เห็นปืนวางอยู่บนบนผ้าคลุมบริเวณข้อศอกซ้าย ใกล้ๆ พระกร หันปากกระบอกปืนไปยังปลายพระบาท จึงใช้นิ้วชี้มือขวา กับนิ้วหัวแม่มือ จับกลางตัวปืนไปวางไว้บนตู้ด้านซ้ายมือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานการชันสูตรพระบรมศพของคณะแพทย์สรุปว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสวรรคตโดยอาวุธปืน ขณะที่บรรทม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะแพทย์ยังลงความเห็นด้วยเสียงส่วนใหญ่ว่า พระเจ้าอยู่สวรรคตจากการลอบปลงประชนม์มีความเป็นไปได้มากที่สุด โอกาสที่จะสวรรคตเพราะอุบัติเหตุมีน้อยมาก เนื่องเพราะสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประชวร และเป็นเวลาเช้า มหาดเล็กรายงานว่ายังไม่ทรงตื่นจากบรรทม และอีกประการ แม้พระองค์จะทรงโปรดพระแสงปืน แต่ก็ทรงมีความระมัดระวังมากทุกครั้ง อีกทั้งปืน 11 มม. หรือ ยูเอสอาร์มี เป็นปืนที่มีความปลอดภัยสูง ไม่เกิดลั่นง่ายๆ อีกทั้งลักษณะแผลที่พระนลาฎที่เป็น 4 แฉก น่าเกิดจากการยิงจากระยะไม่เกินกว่า 5 เซนติเมตร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความเป็นไปได้ว่าจะเป็นการปลงพระชนม์เองก็มีน้อยมากเช่นกัน เนื่องเพราะสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงถนัดขวา แต่รูกระสุนอยู่พระนลาฎ เยื้องทางซ้ายเล็กน้อย การจะยิงพระองค์เองตรงจุดนั้น จะต้องจับปืนด้วยพระหัตถ์ทั้ง 2 ข้าง หันปากกระบอกปืนมาทางพระนลาฎด้านซ้าย และเหนี่ยวไกปืนด้วยนิ้วโป้งทั้ง 2 พร้อมก้น ซึ่งยากลำบากเกินไป อีกทั้งพระกรยังอยู่ในลักษณะเหยียดเกือบตรงทั้ง 2 ข้าง พระหัตถ์ไม่มีอาการเกร็งแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยเหตุดังกล่าว ข้อสรุปของแพทย์เสียงข้างมากจึงเห็นว่า การถูกลอบปลงพระชนม์มีน้ำหนักมากที่สุด แต่ก็ไม่อาจชี้ชัดโดยปราศจากข้อสงสัยได้ อย่างไรก็ดี ความเห็นของกรมตำรวจ สาเหตุของการสวรรคต ยังเป็นเพราะอุบัติเหตุตามแถลงการณ์เดิมของรัฐบาล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาเมื่อนายปรีดี พนมยงค์ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พลเรือตรี หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ กรมตำรวจโดยอธิบดีกรมตำรวจคนใหม่ ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นใหม่ มีหลวงชาติตระการโกศลเป็นประธาน คณะกรรมการตำรวจชุดนี้กลับลงมติในวันที่ 20 กันยายน 2490 ว่า &amp;quot;เป็นการลอบปลงพระชนม์โดยเด็ดขาด&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากการสวรรคตของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เกิดจากการลอบปลงพระชนม์จริง ผู้ลอบปลงพระชนม์จะต้องวางแผนมาอย่างดี ใจเย็น มีความนิ่ง และมีความเลือดเย็นมาก คำถามที่ไม่เคยปรากฏคำตอบที่ชัดก็คือ หากเป็นการลอบปลงพระชนม์ ผู้ลอบปลงพระชนม์ลอบเข้ามาถึงแท่นพระบรรทม อำพรางหลักฐาน และหนีออกไปโดยไม่มีใครเห็นได้อย่างไร แม้จะบอกว่าการถวายอารักขา และรักษาความปลอดภัยที่พระที่นั่งบรมพิมานจะค่อนข้างหละหลวมก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิ่งที่ยังคงเป็นปริศนาอีกประการคือ ภายหลังจากการรัฐประหารในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 มีการรื้อฟื้นคดีสวรรคตขึ้นใหม่ กลับพบว่าปืนของกลางที่วางอยู่ข้างพระกร ไม่ได้เป็นปืนที่ทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสวรรคต ด้วยการพิสูจน์ของกรมวิทยาศาสตร์ได้ระบุว่า &amp;quot;ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ว่ากระสุนที่ผ่านพระเศียรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเกิดจากการยิงของผู้อื่น โดยปืนยูเอสอาร์มี ขนาด 11 มม. และไม่ใช่กระสุนที่ยิงออกมาจากปืนของกลางที่วางพรางไว้บนพระแท่น สมมุติฐานว่าอุบัติเหตุโดยพระองค์เองและปลงพระชนม์เองจึงเป็นไปไม่ได้&amp;quot; ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ผู้ยิงสามารถมีเวลาอำพรางหลักฐานเหล่านี้ทันได้อย่างไร และด้วยเทคโนโลยีสมัยนั้น การพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ของกรมวิทยาศาสตร์ จะเชื่อถือได้ 100% หรือไม่ สิ่งเหล่านี้ยังคงเป็นปริศนาตราบจนทุกวันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับพระราชอนุชา หรือสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ด้วยพระชนม์มายุเพียง 18 พรรษา และจากการให้ปากคำของข้าหลวงทุกคนตรงกัน รวมทั้งนายชิต และนายบุศย์ ซึ่งเป็นมหาดเล็กเฝ้าหน้าห้องพระบรรทม ว่าขณะได้ยินเพียงปืน พระราชอนุชาประทับอยู่ที่ห้องเครื่องเล่น เช่นนี้แล้ว พระองค์จะทรงมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างที่พวกนิยม 3 นิ้วพยายามป้ายสีได้อย่างไร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อครหาที่ว่ามีความพยายามทำลายหลักฐานและวัตถุพยาน ในพระแท่นบรรทม จากคำให้การของมหาดเล็ก และชาวที่ (พนักงานหญิงที่ดูแลความเรียบร้อยในเขตพระราชฐาน) เห็นได้ชัดว่า บรรดาวัตถุพยานได้ถูกเคลื่อนย้าย และแปรสภาพโดยเจ้าพนักงานชั้นผู้น้อย โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เช่นนำผ้าที่เปื้อนเลือดไปซัก เป็นต้น และพนักงานสอบสวนซึ่งเข้าไปในพระที่นั่งบรมพิมานตั้งแต่เวลา 11.00 น. ก็ไม่ได้สั่งการให้เก็บหลักฐานและวัตถุพยานดังกล่าวไว้แต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับข้อสันนิษฐานของบางคนว่า ผู้ลอบปลงพระชนม์ หากมีจริง เป็นเพราะมีผู้เกรงว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล จะทรงสละราชสมบัติเพื่อลงมาเล่นการเมืองนั้น มีข้อเท็จจริงจากคำให้การของ ม.ร.ว.สุมนชาติ&amp;nbsp; สวัสดิกุล อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผุ้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท&amp;nbsp; คือ เนื่องเพราะมีข่าวว่ารัฐบาลกำลังจะยกเลิก พ.ร.บ. ที่ว่าให้พระบรมวงศานุวงศ์อยู่เหนือการเมือง พระเจ้าอยู่หัวจึงรับสั่งว่า อย่างนั้นพระองค์ท่านก็เล่นการเมืองได้เหมือนกัน เป็นนายกรัฐมนตรีก็ได้ แต่ ม.ร.ว.สุมนชาติ ยืนยันว่า เป็นการรับสั่งเล่นๆ เพราะรับสั่งต่อมาว่า &amp;quot;นี่แหละเบอร์นาร์ด ชอว์นะ&amp;quot; ซึ่งเบอร์นาร์ด ชอว์ เป็นนักเขียนที่เคยเขียนหนังสือเรื่องทำนองนี้นั่นเอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นั่นหมายความว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เคยรับสั่งทำนองนั้นจริง แต่เป็นการรับสั่งเล่นๆ และรับสั่งอยู่ในวงแคบๆ ส่วนจะมีใครไปบอกต่อ และเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเรื่องจริงจัง ก็เป็นไปได้ แต่จะเป็นสาเหตุที่จะทำให้มีการลอบปลงพระชนม์หรือไม่ ยังไม่มีอะไรที่ชี้ชัดลงไปได้ และคงไม่มีทางที่จะชี้ชัดได้ตลอดกาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หมายเหตุ : ข้อมูลเกี่ยวกับกรณีสวรรคตส่วนใหญ่ มาจากหนังสือเรื่อง &amp;quot;เอกกษัตริย์ ใต้รัฐธรรมนูญ&amp;quot; โดยคุณวิมลพรรณ ปีตธวัชชัย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119376</URL_LINK>
                <HASHTAG>3นิ้ว, กรณีสวรรคต ร.8, รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210504/image_big_6090ad8c21c67.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119369</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/10/2021 07:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/10/2021 07:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คิดวิปริต! &#039;อดีตบิ๊กข่าวกรอง&#039;ฉะ&#039;ธนาธร-ปิยบุตร&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ต.ค. 64 - นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า คิดวิปริต เมื่อไรที่สาวกแกนนำสามนิ้วถูกห้ามประกันตัว นายธนาธรและนายปิยบุตร ดาหน้าออกมาแสดงความเห็นเป็นห่วงเป็นไย&amp;nbsp; ทำนองทำลายอนาคตของประเทศ ผลักการประนีประนอมออกไป อ้างกันแต่สิทธิ เสรีภาพ การเรียกร้องเพื่อสังคมที่ดีกว่าต้องไม่ติดคุก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามจริงๆ แยกแยะกันไม่ออกเลยหรือ ระหว่างเสรีภาพ กับการทำผิดกฎหมาย ถ้าไม่จาบจ้วงล่วงละเมิดสถาบัน ใครจะไปทำอะไรได้ แทนที่จะห้ามปรามกลับยุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น่าทุเรศ พวกยุ พวกเชียร์เด็กให้ออกไปทำผิดกฎหมาย ถามจริงๆ ต้องจาบจ้วงล่วงละเมิดสถาบันถึงจะเป็นสังคมที่ดีกว่าในทัศนะของพวกคุณหรือไง หมกมุ่นอยู่กับการละเมิดสถาบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทำไมไม่ปฏิรูป ขับไล่นักการเมืองเลวๆ ที่คดโกง โกงชาติเป็นแสนล้าน พวกคุณกลับเฉย ปฏิรูปนักการเมืองสิ ประเทศถึงจะมีอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่พวกคุณไม่กล้าด่า ไม่กล้าแตะนักการเมือง ประเทศย่ำอยู่กับที่มาเป็นร้อยปีเพราะนักการเมืองเลว โกงกิน หวงอำนาจเป็นเผด็จการรัฐสภา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทำไมต้องกลัวนักการเมือง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119369</URL_LINK>
                <HASHTAG>3นิ้ว, ธนาธร, นันทิวัฒน์ สามารถ, ปิยบุตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210301/image_big_603c5154ed3b4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118168</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/09/2021 08:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/09/2021 08:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อุทกภัยการเมือง!&#039;พิธา&#039;ได้สโลแกนใหม่ &#039;ชู 3 นิ้ว น้ำท่วม 3 วัน เป็นหนี้ไป 3 ปี&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
29 ก.ย.64-นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล โพสต์เฟซบุ๊กว่าเมื่อวานนี้ ผมพร้อมด้วย องค์การ ชัยบุตร ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล, นายอดิศักดิ์ สมบัติคำ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. เขต 1 จังหวัดมหาสารคาม ประชุมร่วมกับว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขตจังหวัดชัยภูมิทั้ง 6 เขต ได้แก่ นางสาวนัฏฐิกา โล่ห์วีระ เขต 1, นายปภาวินท์ ยวงทอง เขต 2, นายเกรียงไกร จันกกผึ้ง เขต 3, นางสาวพิมพ์กาญจน์ ยศพิทักษ์ เขต 4, นางอรนุช ผลภิญโญ เขต 5 และนายกิตติธัช คำวงษ์ เขต 6 ยังอยู่ที่ชัยภูมิ แต่ออกนอกเมืองมาอยู่ที่คอนสารครับ&amp;nbsp;
.
ผมเร่งตัดสินใจหักเลี้ยวเข้ามาจังหวัดชัยภูมิจากการเดินทางในภาคอีสานหลายจังหวัด เนื่องจากเป็นห่วงประชาชนที่กำลังเผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดชัยภูมิ ที่คอนสารวันนี้ น้ำท่วมหนักและเชี่ยวกรากเหมือนกัน แต่สิ่งที่ต่างคือ ผลกระทบต่อพี่น้องเกษตรกร ที่ผลผลิตจมไปกับน้ำทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ข้าว อ้อย มัน ผัก ผลไม้
.
&amp;quot;น้ำท่วม 3 วันเป็นหนี้ไป 3 ปี&amp;quot;&amp;nbsp;
.
เพราะหลุมรายได้ที่โควิดทิ้งไว้ โดนทำให้ลึกขึ้นอีกด้วยน้ำท่วมและความเสียหายต่อผลผลิต ดังนั้นรัฐบาลต้องทำทุกวิธีทางในการเยียวยาพี่น้องเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมอย่างทั่วถึงและรวดเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมได้ให้ทีมงานก้าวไกลและว่าที่ผู้สมัครทั้ง 6 เขตของชัยภูมิ ตั้ง situation room โดยว่าที่ผู้สมัครใช้แผนที่ Quantum GIS ประมวลผลน้ำตาม flood plain ของแต่ละพื้นที่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และเราไม่สามารถรอรัฐบาลได้ ผู้สมัครของเราแต่ละเขตต้องติดตามสถานการณ์และช่วยเหลือประชาชนอย่างเร่งด่วนเท่าที่ทำได้ และถ้าเราจะแจกของ เราต้องไม่ใช่แจกแค่ถุงยังชีพแบบทั่วไป เราต้องแจกของอย่างมียุทธศาสตร์ที่โอบรับความหลากหลายในวิถีก้าวไกลเพิ่มเติมด้วย เราต้องเข้าดูแลกลุ่มเปราะบางเป็นอันดับแรก นมสำหรับเด็กอ่อน ผ้าอนามัยสำหรับผู้หญิง ของใช้และสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ป่วยติดเตียง
.
คณะทำงานของพรรคก้าวไกล ว่าที่ผู้สมัคร ในจังหวัดชัยภูมิต้องเตรียมตัวล่วงหน้า ทำงานแบบบูรณาการทั้งพรรค ทั้งในจังหวัด ทั้งในภาคอีสาน เนื่องจากเรารู้อยู่แล้วว่าเส้นทางน้ำจะไหลเข้าท่วมพื้นที่ไหนต่อ ไหลไปท่วมจังหวัดใดต่อ ทีมงานผู้สมัครในจังหวัดแต่ละเขตต้องติดตามสถานการณ์น้ำและแจ้งข้อมูล แบ่งปันทรัพยากรซึ่งกันและกัน ทำงานเป็นทีมโดยไม่คำนึงเขตใครของใคร เพราะน้ำนั้นท่วมไม่สนเขตปกครองหรือเขตเลือกตั้ง ถึงแม้ เขตใดของว่าที่ผู้สมัครจะไม่มีน้ำท่วมก็ขอให้มาช่วยเขตเพื่อนที่กำลังลำบาก เพราะในทางกลับกัน ถ้าอีกเขตท่วมบ้าง ก็จะมีคนมาช่วยประชาชน โดยให้พี่น้องประชาชนเป็นหลักสำคัญ
.
รัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ใช้งบประมาณจัดการน้ำไปแล้วประมาณ 500,000 ล้าน หรือ ปีละ 80,000 ล้าน ตลอด 7 ปีที่ผ่านมา ยังไม่สามารถรับมือกับภัยธรรมชาติได้ ดังนั้นอยากให้ทีมงานทุกท่านที่อาสาเข้ามาทำงานรับใช้พี่น้องประชาชนในนามพรรคก้าวไกลตระหนักว่า เรื่องงบประมาณในการจัดการน้ำไม่สำคัญเท่าวิสัยทัศน์ ความเข้าใจในปัญหา การบริหารจัดการและการทำงานร่วมกันเป็นทีมอย่างบูรณาการ งบประมาณชัยภูมิ 3,048 ล้านบาทในปีนี้ แต่เราเห็นอะไรบ้างในการรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วม ไม่มีการเตรียมตัวอย่างเป็นระบบ ทั้งๆ ที่เราต่างรู้อยู่ว่าฝนและพายุเกิดขึ้นในช่วงนี้ของปีทุกๆ ปี
.
การจัดการน้ำท่วมเราต้องคิดเป็นระบบ ไม่ใช่แจกถุงยังชีพเป็นอย่างเดียว สิ่งที่เราควรตรวจสอบในเวลาที่ยังไม่เผชิญเหตุการณ์น้ำท่วมในฤดูแล้งคือ มีการก่อสร้างใดบ้างที่ผิดจากที่ผังเมืองกำหนดไว้ มีการก่อสร้างอาคารบ้านเรือนรุกล้ำขวางทางหรือไม่ มีนายทุน มีผู้มีอิทธิพลถมดินขวางทางน้ำ ในพื้นที่รับน้ำหรือไม่
.
ระบบพยากรณ์อากาศและการแจ้งเตือนที่แม่นยำทันสมัย เทคโนโลยีเหล่านี้รัฐบาลมีทุกอย่างอยู่ในมือ จะทำอย่างไรให้เกิดการแจ้งเตือนให้ประชาชนรับทราบและเตรียมตัวรับสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที คิดให้ครบ ก่อนท่วมเตรียมตัวอย่างไร ระหว่างท่วมจะดูแลกันอย่างไร หลังท่วมฟื้นฟูจะฟื้นฟูเยียวยากันอย่างไร แต่ตอนนี้ที่เราทำได้คือ ระหว่างท่วมเราควรจัดหาทั้งมีพื้นที่ปลอดภัยให้ประชาชนเข้าถึงมากที่สุด ไม่ใช่เพียงพื้นที่ที่ไม่โดนน้ำท่วม แต่ต้องปลอดภัยในเรื่องสุขภาพและอนามัยด้วย และจากนี้หลังท่วม ไม่เพียงแจกถุงยังชีพแล้วหายไปเลย ต้องช่วยชาวบ้านให้เข้าถึงการเยียวยา ฟื้นฟูจากภาครัฐอย่างเป็นธรรมด้วย
.
ในการจัดการน้ำแบบใหม่ เทคโนโลยีอย่างเช่นเขื่อนมันอาจจะโบราณไปแล้ว เมื่อภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงไปการสร้างเขื่อนอาจไม่ตรงกับจุดที่มีฝนตกชุก และรัฐควรคำนึงเสมอว่าการบริหารจัดการน้ำที่ดีต้องรบกวนดุลน้ำให้น้อยที่สุดและ ถ้าหากจำเป็นจะต้องสร้างเขื่อนจริงๆ ต้องมีพื้นที่ที่เหมาะสม ประชาชนมีส่วนร่วมและให้ความยอมรับ ต้องสร้างปัญหากับประชาชนน้อยที่สุด
.
&amp;quot;เราไม่ต้องการบริหารแบบหน้าแล้งขนน้ำไปหาคน หน้าฝนขนคนหนีน้ำ ในภาคอีสานต้องไม่เป็นอย่างนี้อีกต่อไปครับ&amp;quot;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118168</URL_LINK>
                <HASHTAG>3นิ้ว, น้ำท่วม 3 วันเป็นหนี้ไป 3 ปี, พิธา ลิ้มเจริญรัตน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210929/image_big_6153b916e4237.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117839</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/09/2021 21:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โพลตอกย้ำซ้ำ! ปชช.เบื่อม็อบ ‘3นิ้ว’ทะลุสน.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โพลสำรวจความหวังและการบั่นทอนใจในสถานการณ์โควิด &amp;nbsp;ประชาชนส่วนใหญ่ชี้ม็อบขัดขวางการทำมาหากินของผู้อื่นที่บริสุทธิ์ ก่อความเดือดร้อนรำคาญต่อผู้สัญจรและผู้พักอาศัยในพื้นที่ ใช้เด็กและเยาวชนเป็นเครื่องมือ &amp;nbsp;ต้องการให้ตำรวจเอาจริง ขณะที่ม็อบ 3 นิ้วเหิมจะบุกทำเนียบฯ เจอปิดประตูตีแมวถูกรวบตัวระนาว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 25 กันยายน ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เสนอผลสำรวจภาคสนามเรื่อง ความหวังและการบั่นทอนใจในสถานการณ์โควิด-19 กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ โดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 1,104 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 21-24 กันยายน 2564 ที่ผ่านมา พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 69.3 เริ่มมีความหวังต่อการเปิดประเทศและฟื้นตัวเศรษฐกิจหลังสถานการณ์โควิดเริ่มคลี่คลาย ในขณะที่ร้อยละ 30.7 ไม่มีความหวัง นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 68.4 รับรู้ เข้าใจและพอใจผลงานรัฐบาลแก้ปัญหาวิกฤตให้เริ่มดีขึ้น ในขณะที่ร้อยละ 31.6 ยังไม่พอใจ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าพิจารณาคือ เมื่อถามถึงการแก้ปัญหาในสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 74.7 ระบุการเปิดประเทศในพื้นที่นำร่องควรขยายไปยังพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ, ร้อยละ 74.4 ระบุมาตรการต่างๆ ของรัฐ และความร่วมมือจากภาคประชาชน เริ่มสามารถทำให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติ, ร้อยละ 74.3 ระบุการจัดหาวัคซีน เพียงพอ และกระจายวัคซีนได้เร็วขึ้น, ร้อยละ 74.2 ระบุการเข้าถึงการตรวจหาเชื้อโควิดได้ง่ายและเร็วขึ้น, ร้อยละ 73.9 ระบุจำนวนผู้ติดเชื้อลดลง จำนวนผู้รักษาหายได้มากขึ้น, ร้อยละ 73.8 ระบุ เยาวชนเริ่มเข้ารับวัคซีนและกลับเข้าสู่การเปิดเรียน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ที่น่าเป็นห่วงคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 94.9 ระบุม็อบขัดขวางการทำมาหากินของผู้อื่นที่บริสุทธิ์ ก่อความเดือดร้อนรำคาญต่อผู้สัญจรและผู้พักอาศัยในพื้นที่, ร้อยละ 94.4 รับรู้ข่าวม็อบรุนแรงรายวันที่ใช้เด็กและเยาวชนเป็นเครื่องมือ, ร้อยละ 94.2 ระบุต้องการให้ตำรวจเอาจริง เด็ดขาดทางกฎหมายกับแกนนำ กลุ่มผู้สนับสนุน ผู้ก่อเหตุและผู้อยู่เบื้องหลังทั้งหมด, ร้อยละ 93.7 ระบุ ผู้ปกครองและสังคมต้องไม่ปล่อยให้เยาวชนถูกปั่นหลอกใช้ซ้ำซากจนเกิดการเผชิญหน้า ขยายสู่ความขัดแย้งรุนแรงบานปลายในสังคมเหมือนในอดีต, ร้อยละ 93.3 ระบุม็อบที่ใช้ความรุนแรงเป็นการก่ออาชญากรรม เกินเลยการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย, ร้อยละ 93.2 ระบุ มีแกนนำและกลุ่มผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลังรู้เห็นเป็นใจใช้ความรุนแรงถ่อยเถื่อน หยาบคายทำลายทรัพย์สินสาธารณะจากเงินภาษีของประชาชน และร้อยละ 92.9 ระบุไม่เห็นประโยชน์ของม็อบ ที่ใช้ความรุนแรง ขาดอุดมการณ์ ล้ำเส้นสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น ทำลายภาษีของประชาชน สร้างความเดือดร้อน เบียดเบียนผู้อื่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผอ.ซูเปอร์โพลกล่าวว่า ผลโพลนี้ชี้ให้เห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่เริ่มมีความหวังต่อการเปิดประเทศและเศรษฐกิจหลังสถานการณ์โควิดดีขึ้นตามลำดับ โดยรับรู้และพอใจกับผลงานของรัฐบาลในการแก้ปัญหาที่ดีขึ้น จากตัวเลขผู้ติดเชื้อลดลงและรักษาหายมากขึ้น การจัดหาวัคซีนเพียงพอและกระจายวัคซีนได้เร็วขึ้น การเข้าถึงการตรวจเชื้อเร็วและง่ายขึ้น การเปิดประเทศในพื้นที่นำร่องเป็นต้นแบบขยายต่อไปยังพื้นที่อื่นๆ เด็กและเยาวชนเริ่มเข้ารับวัคซีนและกลับเข้าสู่การเปิดเรียน รวมทั้งมาตรการรัฐต่างๆ ที่ประชาชนเริ่มสามารถกลับมาใช้ชีวิตปกติ
อยากทำบุญ 9 วัด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ประชาชนส่วนใหญ่กังวล หมดความอดทน และไม่เห็นประโยชน์กับม็อบรุนแรงรายวันที่ขาดอุดมการณ์ประชาธิปไตยและล้ำเส้นสิทธิและเสรีภาพผู้อื่น ขัดขวางการทำมาหากินสร้างความเดือดร้อนรำคาญต่อผู้สัญจรไปมาและผู้พักอาศัย มีแกนนำรู้เห็นเป็นใจใช้ความรุนแรงถ่อยเถื่อนหยาบคายเผาทำลายสมบัติสาธารณะ ที่น่าสนใจประชาชนส่วนใหญ่มองว่าเป็น &amp;quot;อาชญากรรม&amp;quot; เกินเลยการชุมนุม ต้องการให้ตำรวจเอาจริงเด็ดขาดทางกฎหมายกับแกนนำ ผู้ก่อเหตุและผู้อยู่เบื้องหลังทั้งหมด ไม่ปล่อยให้เยาวชนถูกปลุกปั่นหลอกใช้ซ้ำซากจนเกิดการเผชิญหน้าขยายสู่ความขัดแย้งทางสังคมดังเช่นอดีต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกรุงเทพโพลล์ โดยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ สำรวจความคิดเห็นประชาชนเรื่อง &amp;ldquo;คนไทยกับการท่องเที่ยวหลังสถานการณ์โควิดคลี่คลาย&amp;rdquo; โดยเก็บข้อมูลจากประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 1,154 คน พบว่า คนไทยส่วนใหญ่ร้อยละ 52.5 เห็นว่าหากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย การท่องเที่ยวในช่วงหน้าหนาวที่จะถึงนี้ จะคึกคักค่อนข้างมากถึงมากที่สุด ขณะที่ร้อยละ 47.5 เห็นว่าจะคึกคักค่อนข้างน้อยถึงน้อยที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า &amp;ldquo;อยากไปท่องเที่ยวในประเทศไทยรูปแบบใด หากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย&amp;rdquo; กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 34.5 อยากไปท่องเที่ยวทำบุญ เช่น ทำบุญ 9 วัด รองลงมาร้อยละ 31.3 อยากไปเกาะ ไปทะเลสวยๆ และร้อยละ 31.2 อยากไปดอยภาคเหนือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนเรื่องที่กังวลมากที่สุด ถ้าต้องเดินทางไปท่องเที่ยวในช่วงหน้าหนาวนี้ หากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย พบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 69.5 กลัวนักท่องเที่ยวการ์ดตก ไม่สวมผ้าปิดปาก กลัวติดโควิด-19 รองลงมาร้อยละ 55.2 กลัวความแออัดของคนในสถานที่เที่ยว และร้อยละ 30.8 กลัวร้านอาหาร ไม่ปฏิบัติตามกฎ ศบค.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการปรับตัวจากสถานการณ์โควิด-19 หากไปท่องเที่ยวยังสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ พบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 78.2 จะใส่หน้ากากอนามัย พกเจลแอลกอฮอล์ล้างมือบ่อยๆ รองลงมาร้อยละ 59.2 จะหลีกเลี่ยงสถานที่ที่แออัด คาดว่าคนจะไปเยอะ และร้อยละ 50.4 จะตรวจสอบข้อมูลของจังหวัดท่องเที่ยวเกี่ยวกับการระบาดโควิด-19
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านความเชื่อมั่นว่าภาครัฐจะใช้มาตรการจัดระเบียบแหล่งท่องเที่ยวอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 สร้างความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยวพบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 67.2 เชื่อมั่นค่อนข้างน้อยถึงน้อยที่สุด ขณะที่ร้อยละ 32.8 เชื่อมั่นค่อนข้างมากถึงมากที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สุดท้ายเมื่อถามว่า &amp;ldquo;สนใจเข้าร่วมลงทะเบียนโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวเริ่มวันที่ 24 กันยายนนี้หรือไม่&amp;rdquo; พบว่า โครงการเราเที่ยวด้วยกันมีประชาชนสนใจเข้าร่วมโครงการร้อยละ 34.8 ขณะที่ส่วนใหญ่ร้อยละ 57.8 ไม่สนใจส่วนที่เหลือร้อยละ 7.4 ไม่แน่ใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนโครงการทัวร์เที่ยวไทย มีประชาชนสนใจเข้าร่วมโครงการร้อยละ 33.4 ขณะที่ส่วนใหญ่ร้อยละ 60.0 ไม่สนใจ ส่วนที่เหลือร้อยละ 6.6 ไม่แน่ใจ
&amp;quot;ดร.แรมโบ้&amp;quot; ฟาดเพื่อไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงพรรคเพื่อไทยเตรียมฟ้องกลับนายสนธิญา สวัสดี ที่ได้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้ยุบพรรคเพื่อไทย โดยอ้างแค่คำพูดของนายไชยอมร แก้ววิบูลย์พันธุ์ โพสต์เฟซบุ๊ก &amp;nbsp;โดยตนเองตั้งข้อสังเกตว่า หากไม่มีมูล นายไชยอมรก็คงไม่กล้าที่จะนำเรื่องนี้ออกมาโพสต์ให้สาธารณชนได้รับทราบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกทั้งการชุมนุมของกลุ่มผู้ชุมนุมที่ผ่านมา ตนก็เห็นบรรดาสมาชิกในพรรคเพื่อไทยออกมาแถลงข่าวปกป้องกันอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้ประชาชนมองว่าพรรคเพื่อไทยให้การสนับสนุนม็อบ 3 นิ้วด้วยหรือไม่ ตนมองว่าเรื่องนี้ไม่มีมูลฝอยหมาไม่ขี้ และตอนที่ม็อบ 3 นิ้วออกมาชุมนุมก็เห็นคนในพรรคเพื่อไทยออกมาสนับสนุน ปกป้อง กันทุกคน แต่อาจเป็นเพราะพรรคเพื่อไทยได้ประโยชน์จากการชุมนุมของม็อบที่ออกมาเรียกร้องให้นายกฯ ลาออกแทนพรรคเพื่อไทย แต่พอมีแกนนำม็อบออกมาโพสต์เฟซบุ๊กในลักษณะที่มีพรรคเพื่อไทยเชื่อมโยงด้วย แต่กลับออกมาโวยวายเพราะกลัวถูกยุบพรรค ซึ่งหากไม่ใช่ข้อเท็จจริงก็ควรออกมาชี้แจง และไม่ต้องกลัวการตรวจสอบ&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ไม่ใช่นายแอมมี่คนเดียวที่ออกมาโพสต์ถึงพรรคเพื่อไทยมีส่วนสนับสนุนม็อบ แม้แต่นายปกรณ์ พรชีวางกูร หรือบุ๊ง นักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เปิดบัญชีรับบริจาคในนามกลุ่มราษฎรยังออกมาระบุว่า เด็กพรรคเพื่อไทยมีส่วนเกี่ยวข้องสนับสนุนม็อบสามนิ้ว แล้วทำไมพรรคเพื่อไทยไม่ส่งคนไปแจ้งความดำเนินคดีกับแกนนำทั้งสองคนนี้บ้าง พฤติกรรมอย่างนี้จะเรียกว่าอย่างไร อย่าคิดว่าคนอื่นโง่รู้ไม่ทันพรรคเพื่อไทยที่ออกแถลงการณ์ เป็นวิธีการที่ออกมาแก้ผ้าเอาหน้ารอดมากกว่า พวกโจรห้าร้อยส่วนใหญ่ที่รู้ตัวว่าทำผิด มักจะกินปูนร้อนท้องเสมอ ถ้าไม่สนับสนุนทุนให้ม็อบจริงจะไปตื่นเต้นกังวลทำไม ทำตัวเป็นกระต่ายตื่นตูมไปได้ และควรที่จะไปดำเนินคดีกับแกนนำม็อบสามกีบทั้งสองคนด้วยซ้ำ คือนายแอมมี่และนายบุ๊งมากกว่าที่จะไปดำเนินคดีกับนายสนธิญา สวัสดี เพียงคนเดียว ผมก็ย้ำอีกครั้งว่าไม่มีมูลฝอย หมาไม่ขี้อย่างแน่นอน&amp;quot; นายเสกสกลกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ห่วงใยและวิตกกังวลหลังรับทราบรายงานจากการปิดล้อมตรวจค้นเป้าหมายไซต์ก่อสร้างบริเวณสามเหลี่ยมดินแดงพบว่า เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยจำนวน 14 คน เป็นเยาวชน 12 คน ผู้ใหญ่ 2 คน โดยเยาวชน 2 คนให้การยอมรับเป็นผู้ทำการเผาป้อมตำรวจได้รับความเสียหาย ช่วงวันที่ 22-23 ก.ย.2564 รวมทั้งหมด 8 ป้อม ซึ่งมีข้อน่าสังเกตว่า ช่วงหลังๆ นี้การก่อเหตุรุนแรงมักเป็นเยาวชน และยังเป็นเยาวชนกลุ่มเปราะบางที่ถูกใช้ให้ก่อเหตุด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนกรกล่าวว่า ขอประณามผู้ที่อยู่เบื้องหลัง มีเจตนาร้ายใช้เยาวชนโดยเฉพาะเยาวชนกลุ่มเปราะบางเป็นผู้ก่อเหตุรุนแรง และทำลายทรัพย์สินทางราชการ จึงอยากฝากเตือนถึงเยาวชน อย่าตกเป็นเหยื่อคำยุยงของผู้ไม่หวังดีให้กระทำผิดกฎหมาย ท้ายที่สุดเยาวชนผู้ก่อเหตุเองจะถูกจับกุมและถูกดำเนินคดี​ มีประวัติเกี่ยวกับการทำผิดกฎหมาย ซึ่งจะทำให้เสียโอกาส รวมไปถึงอาจกระทบต่ออาชีพการงานในอนาคตด้วย ทั้งนี้ ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกตามระบอบประชาธิปไตย แต่ต้องไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น การชุมนุมต่างๆ ก็ต้องไม่มีการกระทำที่ผิดกฎหมาย ที่ผ่านมาไม่ได้มีการชุมนุมอย่างสงบตามที่แกนนำบางคนกล่าวอ้าง ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ทราบดีเพราะมีหลักฐานการใช้ความรุนแรงกับเจ้าหน้าที่อย่างชัดเจน
ทะลุฟ้าเข้าโรงพัก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล แถลงว่า เมื่อวันที่ 24 กันยายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้นำหมายค้นศาลเข้าตรวจค้นแคมป์ที่พักคนงานร้างใกล้สามเหลี่ยมดินแดง จากการตรวจสอบพบบุคคล 14 คน พร้อมสิ่งของต่างๆทั้งเศษระเบิดปิงปอง ลูกแก้ว ถังน้ำมัน &amp;nbsp;เศษแก้ว โล่พลาสติก และหมวกกันน็อก เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหา 1 คน พร้อมของกลางเป็นวัตถุระเบิดแสวงเครื่องและหนังสติ๊กจำนวนหนึ่ง อีกทั้งได้ทำการขยายผลจับกุมเยาวชนอีก 2 คนที่ก่อเหตุเผาและทุบทำลายป้อมตำรวจ เมื่อวันที่ 22 และ 23 กันยายนที่ผ่านมา โดยในวันนี้เจ้าหน้าที่จะนำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดส่งศาลเยาวชนและครอบครัวกลางเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม คดีกลุ่มที่ทุบและเผาป้อมตำรวจ เจ้าหน้าที่ได้มีการสืบสวน ขยายผลจับกุมผู้ก่อเหตุทุบทำลายได้แล้วกว่า 10 คน โดยเจ้าหน้าที่ก็จะมีการดำเนินการอยู่ตลอด คาดว่าในสัปดาห์หน้าจะมีหมายจับออกมาอีกหลายราย &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการนัดหมายชุมนุมของกลุ่มทะลุฟ้า นัดหมายเริ่มต้นที่แยกยมราช เพื่อเคลื่อนไปยังทำเนียบรัฐบาล นัดหมายเวลา 16.00 น. และกลุ่มทะลุแก๊สที่สามเหลี่ยมดินแดง ขอเตือนว่าการชุมนุมหรือรวมกลุ่มทำกิจกรรมที่มีลักษณะเสี่ยงต่อการแพร่โรค เป็นความผิดหลายข้อหา ทั้งนี้ กองบัญชาการตำรวจนครบาลได้จัดเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยตามสถานการณ์ทางการข่าวไว้แล้ว&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยการชุมนุมของกลุ่มทะลุฟ้า คาดว่าจะเคลื่อนขบวนผ่านแยกนางเลิ้งไปยังหน้าทำเนียบรัฐบาลนั้น ขอยืนยันว่าจะไม่ยอมให้เข้าไปในทำเนียบรัฐบาลอย่างแน่นอน เนื่องจากเป็นสถานที่ราชการหากกลุ่มทะลุแก๊สเข้าไปร่วมการชุมนุมด้วยนั้น ทางเจ้าหน้าที่จะมีการเข้าไปเจรจาเพื่อให้กลุ่มผู้ชุมนุมยุติการชุมนุม เพื่อแยกระหว่างกลุ่มที่ใช้ความรุนแรงกับกลุ่มผู้ชุมนุม พร้อมระบุว่า ทั้งสองกลุ่มเคยอยู่ด้วยกัน เพียงแค่แยกออกมาตั้งกลุ่มใหม่ และเปลี่ยนชื่อเท่านั้นเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่เวลา 15.30 น. ได้มีมวลชนเริ่มทยอยกันมาตั้งขบวนกันที่แยกยมราช มีการตั้งจุดปราศรัยย่อย และทำกิจกรรมนำป้ายผ้ามาขึงเขียนข้อความต่างๆ เพื่อรอเวลาที่จะเดินขบวนเรียกร้องไปยังทำเนียบฯ นอกจากนี้ยังมีนายธนัตถ์ ธนากิจอำนวย หรือไฮโซลูกนัท เข้าร่วมชุมนุมในครั้งนี้ด้วย
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทีมงานทะลุฟ้ายังได้ขนน้ำดื่มขับมาจอดที่ถนนพิษณุโลก ก่อนเตรียมอุปกรณ์ อาทิ สีแดง บรรจุขวดน้ำน้องตาใส จำนวน 1 เข่ง และป้ายผ้านำขบวน นอกจากนี้ ยังมีสีแดงบรรจุในภาชนะอื่น อาทิ ถุงดำ กล่องพลาสติก อีกเต็มคันรถ และได้มีการยกอุปกรณ์ที่ดัดแปลงจากท่อพีวีซี จำนวน 6 ตัวมาวางที่พื้น จากนั้นนำที่สูบลมล้อจักรยานมาต่อเข้าด้วยกัน และนำขวดรูปทรงจรวดมาเติมน้ำและสูบลมเข้าไป พร้อมประกาศให้สื่อถอยออกห่างโดยอ้างว่าอานุภาพร้ายแรงมาก ก่อนทดลองยิงไปยังทิศทางมุ่งหน้าทำเนียบรัฐบาล
ปิดประตูตีแมว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่บริเวณทำเนียบรัฐบาล ทางเจ้าหน้าที่ได้มีการนำแผงเหล็กมาวางกั้นตั้งแต่เชิงสะพานชมัยมรุเชฐ ประตู 1 ทำเนียบรัฐบาล ยาวไปจนถึงฝั่งตรงข้าม สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) โดยเจ้าหน้าที่ได้นำรถฉีดน้ำแรงดันสูง หรือจีโน่ 2 คัน รถเติมน้ำ 2 คัน เข้ามาประจำการบริเวณดังกล่าวแล้วตั้งแต่ช่วงบ่ายที่ผ่านมาแล้ว รวมทั้งมีตำรวจควบคุมฝูงชน (คฝ.) เข้ามาประจำการบริเวณจุดพักคอยภายในสำนักงาน ก.พ.ร.อีกด้วย
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเมื่อเวลา 17.00 น. กลุ่มม็อบทะลุฟ้าได้มีการยิงจรวดขวดน้ำสีแดง ซึ่งทำด้วยอุปกรณ์ที่ดัดแปลงจากขวดพลาสติก ซึ่งภายในบรรจุน้ำสีแดง จากนั้นมวลชนม็อบทะลุฟ้าได้เริ่มต้นเคลื่อนขบวนจากแยกยมราช เพื่อมุ่งหน้าไปยังทำเนียบรัฐบาลเพื่อขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ 4 ข้อเรียกร้อง คือ พล.อ.ประยุทธ์ต้องลาออกโดยไม่มีเงื่อนไข, เขียนรัฐธรรมนูญใหม่โดยประชาชนเพื่อประชาชน, ปฏิรูปสถาบัน และปฏิรูปตุลาการเพื่อคืนสิทธิการประกันตัว พร้อมกันนี้ยังระบุถึงการที่ใช้สีแดงเป็นการแสดงออกในวันนี้ว่า สีแดงแทนด้วยเลือดเนื้อของประชาชนที่ต้องล้มตายภายใต้การบริหารที่ล้มเหลวของรัฐบาลชุดนี้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างเคลื่อนขบวนมีการปาสีแดงลงบนถนนเป็นระยะ โปรยกระดาษที่มีข้อความว่า &amp;ldquo;ประชาธิปไตยกำลังหมดลมหายใจ&amp;rdquo; ตะโกนขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ รวมถึงหยุดขบวนในบางจุดเพื่อยิงจรวดขวดน้ำแล้วเคลื่อนต่อไป พร้อมประกาศว่าให้เว้นระยะห่างระหว่างกันเพื่อความปลอดภัย โดยระหว่างทางก็พอประชาชนบางส่วนออกมาร่วมขับไล่ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทั่งหัวขบวนเคลื่อนถึงแยกนางเลิ้ง ซึ่งถนนพิษณุโลก ที่จะตรงไปยังทำเนียบรัฐบาลนั้น มีการปิดกั้นด้วยรั้วเหล็ก ลวดหนามหีบเพลง เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชน และรถฉีดน้ำแรงดันสูง ในเวลาต่อมาผู้ชุมนุมยิงจรวดขวดน้ำและปาถุงบรรจุสีแดงไปทางฝั่งเจ้าหน้าที่ จนบนถนนเปรอะเปื้อนไปด้วยสีแดง ส่วนเจ้าหน้าที่ก็ประกาศผ่านเครื่องขยายเสียงขอให้ยุติและการชุมนุมถือเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายด้วย
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อสถานการณ์ตึงเครียดขึ้น เจ้าหน้าที่ใช้รถจีโน่ฉีดน้ำเพื่อตอบโต้กลุ่มผู้ชุมนุม จากนั้นเริ่มมีเสียงประทัดดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในเวลาต่อมามวลชนมีการปาขวดแก้ว เจ้าหน้าที่จึงใช้รถจีโน่ฉีดน้ำเป็นครั้งที่ 2 พร้อมประกาศให้มวลชนยุติการกระทำ แต่ฝั่งผู้ชุมนุมยังคงเผชิญหน้าปาประทัดและยิงหนังสติ๊กใส่เจ้าหน้าที่อย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ม็อบทะลุแก๊สพยายามจะเข้ารื้อลวดหนามหีบเพลง แต่เจ้าหน้าที่ฉีดน้ำผสมสารเคมีเพื่อผลักดันผู้ชุมนุม พร้อมกับประกาศผ่านเครื่องขยายเสียงอย่างต่อเนื่อง และยิงแก๊สน้ำตาในเวลาต่อมา แต่ก็ถูกตอบโต้จากฝั่งม็อบ ที่รุกเข้าใกล้แนวเจ้าหน้าที่อีกครั้งพร้อมยิงพลุและปาประทัดอย่างต่อเนื่องหนักหน่วง
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เวลา 18.00 น. เจ้าหน้าที่ คฝ.นำกำลังเป็นชุดเคลื่อนที่เร็วด้วยรถจักรยานยนต์และรถกระบะเข้ามาทางถนนนครสวรรค์ เพื่อควบคุมสถานการณ์ที่แยกนางเลิ้ง ทำให้มวลชนล่าถอย โดยผลักดันไปทางแยกยมราช พร้อมจับกุมผู้ชุมนุมบางส่วน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117839</URL_LINK>
                <HASHTAG>3 นิ้วเหิมจะบุกทำเนียบฯ, 3นิ้ว, ปชช.เบื่อม็อบ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เด็กและเยาวชนเป็นเครื่องมือ, โพลตอกย้ำซ้ำ!</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210403/image_big_6067f1fc6ea54.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116509</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/09/2021 09:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/09/2021 09:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ณัฐวุฒิ&#039;พูดกำปั้นทุบดิน&#039;บิ๊กตู่&#039;ออกไปทุกอย่างจบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ก.ย. 64 - นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำเครือข่ายไล่ประยุทธ์ (อ.ห.ต.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ไม่ควรมีใครบาดเจ็บทั้งประชาชนและเจ้าหน้าที่ แต่เมื่อเกิดเหตุปะทะทุกวันและรุนแรงมากขึ้น รัฐจะเดินหน้าปฏิบัติการต่อไปแบบนี้ไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การควบคุมฝูงชนไม่ได้หมายเพียงแค่แก๊สน้ำตา กระสุนยาง น้ำสารเคมี ไล่ยิง ไล่ตี แต่ต้องมีกระบวนการอื่นเพื่อคลี่คลายสถานการณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าพูดกำปั้นทุบดินคือประยุทธ์ออกไปทุกอย่างจบ แต่เมื่อไม่ออกก็ไม่ควรใช้กำลังกับเด็กจนเรื่องบานปลายไปเรื่อยๆ แต่ละคืนจับหลายสิบคน ข้อมูลตัวตนได้ครบ ลูกใคร บ้านอยู่ไหน ถามว่ามีหน่วยงานด้านสวัสดิภาพเด็กเข้าไปทำหน้าที่หรือตามไปดูความจริงของชีวิตบ้างหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามข่าวที่มีนักวิชาการและสื่อมวลชนสัมภาษณ์ ส่วนหนึ่งรับไม่ได้กับความล้มเหลวของรัฐบาลต้องการไล่นายกฯ แต่อีกหลายคนชีวิตพังจากโควิด พ่อตาย แม่ตาย ตกงาน ไร้อนาคต เรื่องแบบนี้ต้องมีหน่วยงานอื่นที่ไม่ใช่คฝ.เข้าไปดู คิดจะทำกันบ้างไหม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่าเห็นเด็กเป็นศัตรูต้องรู้จักคนกลุ่มนี้ให้ได้ว่าอะไรเป็นแรงขับให้ออกมา แก้ได้เยียวยาได้ต้องรีบทำ อย่าให้พวกเขากลายเป็นเหยื่อทั้งความบกพร่องและความรุนแรงของรัฐ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เจ้าหน้าที่ก็คนผู้ชุมนุมก็คน รัฐต้องเปลี่ยนวิธีปฏิบัติ ปล่อยให้คนปะทะกันจนวันหนึ่งถ้าสูญเสียกลายเป็นคนฆ่ากัน นายกฯก็จะผลักเป็นความผิดของผู้ชุมนุม เรื่องแบบนี้เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าในสังคมไทย ต้องถอดบทเรียนจากอดีตไม่ให้ซ้ำรอยอีกครั้ง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116509</URL_LINK>
                <HASHTAG>3นิ้ว, ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, นายกฯ, บิ๊กตู่, ม็อบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210913/image_big_613eb266006b8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
