<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>53751</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/01/2020 14:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/01/2020 14:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สธ.เคลื่อนไหวแล้ว  !จับมือ เอไอเอส สำรวจการใช้สารเคมีในครัวเรือนทั่วปท.ผ่านแอพ อสม.ออนไลน์ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
3ม.ค.63- &amp;nbsp;ที่กรมควบคุมโรค &amp;nbsp;กระทรวงสาธารณสุข &amp;nbsp;นพ.สุวรรณชัย &amp;nbsp;วัฒนายิ่งเจริญชัย &amp;nbsp;อธิบดีกรมควบคุมโรค และนายวีรวัฒน์ เกียรติพงษ์ถาวร หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านธุรกิจสัมพันธ์และองค์กร บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด หรือ AWN ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เรื่อง การสนับสนุนการใช้โปรแกรมประยุกต์ (Application) อสม.ออนไลน์ ในการสำรวจการใช้สารเคมีภายในครัวเรือนทั่วประเทศ เพื่อเอื้อต่อการป้องกันโรคและภัยสุขภาพ นำไปสู่เป้าหมายสูงสุด คือประชาชนมีสุขภาพดี ลดการเจ็บป่วยจากการใช้และการสัมผัสสารเคมีทางการเกษตรที่มีอันตรายสูง
นพ.สุวรรณชัย กล่าวว่า สธ. ได้ให้ความสำคัญในการดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกกลุ่มวัย โดยมีเป้าประสงค์เพื่อให้ประชาชนไม่ป่วย ไม่ตายก่อนวัยอันควร มีคุณภาพที่ดีนำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน &amp;nbsp;ทั้งนี้ ในกลุ่มวัยทำงานภาคเกษตรกรรมเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ของกลุ่มวัยทำงานมีความเสี่ยงในการสัมผัสสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีอันตรายสูง และมีความเป็นพิษต่อร่างกายทั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง โดยเฉพาะสารเคมีทางการเกษตรที่มีอันตรายสูง 3 ชนิด (พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต) ซึ่งพบได้จากข้อมูลการนำเข้าสารเคมีกำจัดศัตรูพืช และถูกนำมาใช้ทางการเกษตรอย่างแพร่หลาย และมีแนวโน้มการใช้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี จึงทำให้เกิดการขับเคลื่อนการดำเนินงานร่วมกัน &amp;nbsp;ซึ่งกระทรวงสาธารณสุข มีนโยบายสนับสนุนการยุติการใช้สารเคมีทางการเกษตรที่มีอันตรายสูง 3 ชนิด ภายในปี 2563 และได้กำหนดให้มีการสำรวจการใช้สารเคมีภายในครัวเรือน โดยสามารถใช้ได้บนโปรแกรมประยุกต์ (Application) อสม.ออนไลน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายวีรวัฒน์ กล่าวว่า ในนามของบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูกของบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส &amp;nbsp;ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มคิดและพัฒนา Application อสม.ออนไลน์ อันเป็นแพลตฟอร์มหนึ่งในรูปแบบของเครือข่ายสังคมออนไลน์ สำหรับใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารในการทำงานด้านสาธารณสุข ระหว่างหน่วยบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ &amp;nbsp;และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน &amp;nbsp;หรือ อสม. &amp;nbsp; โดยรู้สึกเป็นเกียรติที่ทางกรมควบคุมโรคได้เล็งเห็นถึงความสำคัญและประโยชน์ของ Application อสม.ออนไลน์ ในการเป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะมีส่วนช่วยเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรค และภัยสุขภาพของประชาชนจากการใช้สารเคมีในครัวเรือน ทำให้เกิดเป็นความร่วมมือในวันนี้ขึ้น จากความร่วมมือระหว่างเอไอเอส และกรมควบคุมโรค ในครั้งนี้ เอไอเอสจึงได้มีการพัฒนา Application อสม.ออนไลน์ เพิ่มเติม &amp;nbsp;เพื่อให้มีขีดความสามารถมากขึ้น &amp;nbsp;โดยได้เพิ่มแบบรายงานการสำรวจการใช้สารเคมีในครัวเรือน &amp;nbsp;ตามรูปแบบที่ทางกรมควบคุมโรคกำหนด ทั้งนี้เมื่อมีการสำรวจข้อมูลแล้ว ทางหน่วยบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิในพื้นที่จะสามารถเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวได้อย่างแม่นยำ ขณะเดียวกันข้อมูลของทุกพื้นที่ทั่วประเทศที่มีการสำรวจจะถูกรวบรวมส่งต่อไปยังกรมควบคุมโรค &amp;nbsp;เพื่อใช้ในการประเมินทางวิชาการ และนำไปดำเนินการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคในพื้นที่ต่อไป
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53751</URL_LINK>
                <HASHTAG>3สารเคมีเกษตร, กรมควบคุมโรค, สำรวจสารเคมีในครัวเรือน, เอไอเอส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200103/image_big_5e0ef11b4e500.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>47213</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/10/2019 10:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/10/2019 10:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;มนัญญา&#039; เดินหน้าแบนสารพิษ ลุย บ.เอกชน ตรวจสต็อกก่อนพบพิรุธอื้อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ต.ค.62 - น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 2 ต.ค.ที่ผ่านมา ตนพร้อมด้วยนายฉกรรจ์ แสงรักษาวงศ์ ประธานคณะที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตร ลงพื้นที่ตรวจสอบบริษัทผู้ผลิต นำเข้า และจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์สารเคมีกำจัดศัตรูพืช คือ พาราควอต ไกลโฟเซต ทั้ง 2 แห่ง ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเดียวกัน&amp;nbsp;โดยแห่งแรกคือ บริษัท ไทยเฮอบิไซด์ จำกัด ตั้งอยู่ใน นิคมอุตสาหกรรมบางปู จ.สมุทรปราการ ได้มีการจดทะเบียนเป็นผู้ผลิต นำเข้า และจำหน่าย ซึ่งมีข้อมูลของปี 2561 นำเข้าพาราควอต 5.8 แสน กิโลกรัม&amp;nbsp;ส่วนปี 2562 ไม่มีตัวเลขแจ้งการนำเข้าแต่อย่างใด เมื่อขอตรวจดูสต๊อกสินค้า พบว่ามีสารพาราควอต อยู่ 300,000 กิโลกรัม โดยผู้จัดการอ้างว่าเป็นการซื้อมาจากบริษัทอื่น ส่วนปี 2562 ได้มีการนำเข้าไกลโฟเซต 500,000 กิโลกรัม ปัจจุบันเหลืออยู่ในสต๊อก 2.7 แสน กิโลกรัม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ ผู้อำนวยการฝ่ายผลิตภัณฑ์ บริษัท ป.เคมีเทค จำกัด ที่ตั้งอยู่ ถนนสิรินธร กล่าวว่า แม้จะอยู่ในเครือเดียวกันกับ บ.ไทยเฮอบิไซด์ จำกัด แต่จดทะเบียนเป็นผู้จำหน่ายสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ภายใต้ตราสินค้าเดียวกันเท่านั้น ซึ่งมีการส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ไม่มีสต๊อกสารเคมีดังกล่าว แต่มีการนำสารเคมีเกษตรจากบริษัทแรกส่งออก โดยการดำเนินการส่งออกเหมือนนำเข้าคือไม่ต้องเสียภาษี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.มนัญญา ได้ตั้งข้อสังเกตว่า การดำเนินการดังกล่าวที่บริษัทหนึ่งมีสินค้า แต่กลับไม่ดำเนินการเป็นผู้ส่งออก ขณะที่อีกบริษัทหนึ่งไม่มีสินค้า แต่เป็นผู้ดำเนินการส่งออก ข้อมูลต่างๆที่ได้เหล่านี้ จะต้องนำไปตรวจสอบอย่างละเอียดว่า ทั้งบริษัทและหน่วยงานที่อนุญาต คือกรมวิชาการเกษตรดำเนินการตามระเบียบ ตามกฎหมายหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ยังเห็นว่าการส่งออกเป็นรายได้ของบริษัทผู้ค้าสารเคมี แต่ไม่ได้มีการเสียภาษี คงจะต้องมีการทบทวน และเสนอจัดเก็บภาษีการส่งออกสารเคมี เพื่อนำมาเป็นกองทุนส่งเสริมเกษตรกร ลดใช้สารเคมี ทำเกษตรอินทรีย์ แต่อาจจะยังไม่ครอบคลุมเรื่องแนวทางการเก็บภาษีนำเข้าสารเคมีเกษตร &amp;nbsp;เพราะจำเป็นที่จะต้องพิจารณาให้รอบคอบ และรอบด้านต่อผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับเกษตรกรด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่านายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่าอยากให้มีการยกเลิก แต่ไม่ได้ชี้ชัดถึงระยะเวลาว่าจะยกเลิกให้ได้ภายในสิ้นปี 2562 &amp;nbsp;เพราะต้องขึ้นอยู่กับคณะกรรมการวัตถุอันตราย&amp;nbsp;น.ส.มนัญญา กล่าวว่า รัฐมนตรีฯก็ตอบแบบผู้ใหญ่ที่คิดแบบรอบด้าน สำหรับตนเองที่มีหน้าที่กำกับดูแลหน่วยงานที่รับผิดชอบ เรื่องนี้ก็ต้องเดินหน้าต่อไปให้บรรลุเป้าหมายภายในสิ้นปี 2562 ตามที่ได้ประกาศไว้ แต่การจะไปให้ถึงตรงนั้น ข้อมูลต้องพร้อมครบถ้วนทุกด้านด้วยเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ วันจันทร์ที่ 7 ตุลาคมจะมีการรวบรวมข้อมูลทั้งหมด รวมถึงข้อมูลที่ได้ลงพื้นที่เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการทั้ง 4 ฝ่าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47213</URL_LINK>
                <HASHTAG>3สารเคมีเกษตร, มนัญญา  ไทยเศรษฐ์, รมช.เกษตรฯ, แบนสารเคมี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191003/image_big_5d9566321dd50.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>29210</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/02/2019 17:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/02/2019 17:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรีนพีซ แถลงการณ์ถาม คกก.วัตถุอันตรายทำไมไม่ปกป้องคนจากสารเคมีอันตราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 กุมภาพันธ์ 2562 - กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้ออกแถลงการณ์ เกี่ยวกับรณีคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติอนุญาตให้ใช้ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซตต่อไปอีก 2 ปีว่า จากการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย เมื่อวันที่14 กุมภาพันธ์ 2562 &amp;nbsp;ที่ได้มีการทบทวนมติเดิมที่ให้ใช้สารเคมีพาราควอตต่อไปได้ หลังจากมีการทักท้วงของผู้ตรวจการแผ่นดินที่วินิจฉัยให้ยกเลิก &amp;nbsp;แต่ท้ายที่สุด กรรมการวัตถุอันตรายมีมติยืนตามมติเดิมเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 คือ ไม่ยกเลิกการใช้วัตถุอันตรายทั้ง 3 รายการ ได้แก่ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซตต่อไปอีก 2 ปี แม้จะมีการแสดงความกังวลและคัดค้านประกอบกับข้อมูลวิชาการถึงผลกระทบโดยองค์กรต่าง ๆ มาโดยตลอด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มติดังกล่าวถือเป็นความผิดพลาด และเป็นการเพิกเฉยต่อผลกระทบทางสุขภาพต่อผู้บริโภคและเกษตรกรจากสารพิษร้ายแรง กลุ่มคนที่มีหน้าที่ปกป้องประชาชนจากสารเคมีอันตรายอย่าง คณะกรรมการวัตถุอันตรายกลับไม่เด็ดขาดในการตัดสินใจเพื่อปกป้องสุขภาพของประชาชนจากการได้รับสารพิษที่อาจก่อมะเร็ง แต่ให้น้ำหนักกับผลประโยชน์ต่อภาคบริษัทอุตสาหกรรม พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซตเป็นสารเคมีกำจัดวัชพืชที่สามารถตกค้างได้ในสิ่งแวดล้อม อาหาร น้ำดื่ม หรือแม้แต่ในร่างกายของคนและถ่ายทอดจากแม่สู่ลูกได้ หากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จริงจังกับการปกป้องสุขภาพและสิ่งแวดล้อมจะต้องดำเนินการห้ามใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายนี้กับอาหารของประชาชน &amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ระบบอาหารเชิงอุตสาหกรรมกำลังคุกคามสุขภาพของทั้งผู้กินและผู้ผลิต ทางออกที่สามารถทำได้เพื่อยกเลิกการใช้สารเคมีอันตราย คือการเปลี่ยนแปลงจากระบบเกษตรกรรมเชิงอุตสาหกรรมที่พึ่งพาสารเคมีไปสู่การเกษตรกรรมเชิงนิเวศที่เป็นมิตรต่อสุขภาพมนุษย์และสิ่งแวดล้อม โดยจำเป็นจะต้องมีการส่งเสริมทางนโยบายอย่างเข้มแข็งจากทางภาครัฐ&amp;rdquo; รัตนศิริ กิตติก้องนภางค์ ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านอาหารและเกษตรกรรมเชิงนิเวศ&amp;quot; กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมามูลนิธิการศึกษาไทยและมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้สรุปผลการศึกษาของผลกระทบจากสารกำจัดศัตรูพืชต่อนักเรียนระดับประถมและมัธยมต้น ทั้ง 4 ภาค ของประเทศไทยว่าผักและผลไม้ที่นำมาใช้ประกอบอาหารกลางวันให้เด็กนักเรียนทานนั้นอยู่ในระดับที่ไม่ปลอดภัยร้อยละ 52 และจากการตรวจหาการปนเปื้อนของสารเคมีในเลือดของนักเรียนและคุณครูจำนวน 7,807 คน จาก 55 โรงเรียนพบว่าร้อยละ 6 นั้นอยู่ในระดับที่ไม่ปลอดภัย และร้อยละ 25 ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง การได้รับสารเคมีนั้นไม่เพียงได้รับจากการกินอย่างเดียว แต่ยังคงได้รับด้วยการสูดดม หรือการสัมผัสทางอ้อม การยกเลิกการใช้พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซตจะเป็นจุดเริ่มต้นสู่อนาคตของอาหารที่ปลอดภัยจากสารพิษได้อย่างแท้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขอเรียกร้องให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีมติยกเลิกและควบคุมการใช้พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซตในประเทศไทย โดยเร่งด่วนที่สุด&amp;quot;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29210</URL_LINK>
                <HASHTAG>3สารเคมีเกษตร, กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้, คณะกรรมการวัตถุอันตราย, ยกเลิกสารเคมีเกษตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190215/image_big_5c6692eaf122b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21083</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/10/2018 14:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/10/2018 14:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชี้&quot;สารเคมีเกษตร&quot;ซ้ำรอย&quot;แร่ใยหิน&quot; 7ปีแบนไม่สำเร็จ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ผศ.ดร.นพ.ณรงค์ภณ ทุมวิภาต แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคปอด คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล บรรยาย เรื่อง &amp;quot;แร่ใยหิน: ภัยเงียบที่องค์กรผู้บริโภคคุณภาพต้องรู้&amp;quot; ภายในงานประชุมวิชาการองค์กรผู้บริโภคคุณภาพ เมื่อวันที่ 29 ต.ค.ที่ผ่านมา ว่า ประเทศไทยมีการนำเข้าแร่ใยหิน เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมหลัก คือ กระเบื้องมุงหลังคา เบรกและคลัทช์รถยนต์ จากข้อมูลระดับโลกพบว่า มี 125 ล้านคนทั่วโลกสัมผัสแร่ใยหินจากที่ทำงาน ทำให้มีผู้เสียชีวิตจากแร่ใยหินราว 1 แสนคนต่อปี โดยโรคที่เกิดจากแร่ใยหิน ได้แก่ ภาวะผิดปกติที่เยื่อหุ้มปอด เช่น มีน้ำในโพรงเยื่อหุ้มปอด ปอดแฟบเป็นก้อน เยื้อหุ้มปอดหนาตัวเป็นหย่อม เยื้อหุ้มปอดหนาตัวทั่วไป เกิดพังผืดในปอดจากแร่ใยหิน รวมไปถึงโรคอันตราย เช่น มะเร็งปอด มะเร็งเยื่อเลื่อม (เมโสเธลิโอมา) ประกอบด้วย มะเร็งเยื่อหุ้มปอด มะเร็งเยื่อบุช่องท้อง และมะเร็งเยื่อหุ้มหัวใจ รวมไปถึงมะเร็งกล่องเสีย และมะเร็งรังไข่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับประเทศไทย จากโครงการพัฒนาระบบเฝ้าระวังโรคเหตุแร่ใยหิน โดย ศ.นพ.สุรศักดิ์ บูรณตรีเวทย์ ซึ่งได้อาศัยข้อมูล Health Data Center ของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ปี 2558-2559 พบว่า มีการรายงานจำนวนผู้ป่วยโรคเหตุแร่ใยหิน 385 ราย แต่จากการที่แพทย์อาชีวเวชศาสตร์ดำเนินการยืนยันความถูกต้อง พบว่า มีผู้ป่วยที่มีสาเหตุจากแร่ใยหินจริง 28 ราย แบ่งเป็นมะเร็งเยื่อเลื่อม 26 ราย ประกอบด้วย มะเร็งเยื่อหุ้มปอด 21 ราย มะเร็งเยื่อบุช่องท้อง 3 ราย มะเร็งเยื่อหุ้มหัวใจ 1 ราย และมะเร็งที่อัณฑะ 1 ราย พังผืดในปอดจากแร่ใยหิน 1 ราย และเยื่อหุ้มปอดหนาตัวเป็นหย่อม 1 ราย ส่วนใหญ่เกิดจากการสัมผัสแร่ใยหินจากการประกอบอาชีพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ผศ.ดร.นพ.ณรงค์ภณ กล่าวว่า ประเทศไทยมีปัญหาการวินิจฉัยโรคจากแร่ใยหินได้น้อยกว่าความเป็นจริง เนื่องจากมีข้อจำกัด คือ รอยโรคปอดจากแร่ใยหินมีความคล้ายกับโรคปอดชนิดอื่น อาจทำให้แพทย์คาดไม่ถึงว่า เกิดจากแร่ใยหิน ประกอบกับมีระยะฟักตัวของโรคนานมากกว่า 10 ปีขึ้นไป เช่น พังผืดในปอดจากแร่ใยหินใช้เวลา 20-40 ปี มะเร็งปอดมากกว่า 15 ปี มะเร็งเยื่อหุ้มใช้เวลามากกว่า 40 ปี ซึ่งระยะเวลาที่นาน อาจทำให้ผู้ป่วยหลงลืม ไม่สามารถซักประวัติโดยละเอียดได้ ซึ่งผู้อาจมีการเปลี่ยนงานมานาน รวมถึงอาจมีพฤติกรรมเสี่ยงจากปัจจัยอื่น เช่น สูบบุหรี่ ทำให้ไม่ได้รับการวินิจฉัยที่ชัดเจน เป้นสาเหตุที่ทำให้ผู้ที่สนับสนุนให้ใช้แร่ใยหินต่อ เอาข้อมูลนี้มาบอกผิดๆ ว่า คนป่วยไม่เคยสัมผัสแร่ใยหินมาก่อน และย้ำว่า การไม่มีประวัติสัมผัสไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีการสัมผัสมาก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขณะนี้กว่า 60 ประเทศทั่วโลกก็แบนแร่ใยหินแล้ว แม้แต่ประเทศแคนาดาและบราซิลที่มีรายได้จากการส่งออก ก็ประกาศยกเลิก ประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาว ก็ประกาศจะยกเลิกในปี 2020 และเวียดนามก็ประกาศในปี 2023 ซึ่งเมื่อต่างประเทศมีการแบนแล้วก็ไม่มีเหตุผลใดที่ไทยจะไม่แบนแร่ใยหิน อย่ารอให้ต้องเจอปัญหาก่อน อย่างประเทศญี่ปุ่นที่แบนไม่สำเร็จ แม้ว่าจะพยายามแบนมานาน แต่กลับสำเร็จด้วยการที่โรงงานแห่งหนึ่งปล่อยแร่ฟุ้งกระจายรอบเมืองในปี 2005 จนทำให้มีผู้ป่วยมะเร็งเยื่อเลื่อมถึง 90 ราย และมีผู้เสียชีวิต ซึ่งไม่ใช่แค่คนที่ทำงาน แต่ยังรวมไปถึงคนในครอบครัวคนงาน และคนที่อาศัยใกล้ๆ ด้วย และมาแบนสำเร็จในปี &amp;quot; ผศ.ดร.นพ.ณรงค์ภณ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่าขณะนี้ประเทศไทยก็มีความพยายามจะแบนสารเคมี 3 ชนิด เนื่องจากมีผลต่อสุขภาพ แต่ก็ยังแบนไม่สำเร็จเช่นเดียวกัน แม้ว่าต่างประเทศจะมีการแบนไปแล้วผศ.ดร.นพ.ณรงค์ภณ กล่าวว่าถือว่าน่าเป็นห่วง จริงๆ แล้วทั้งแร่ใยหินและสารเคมีมีความน่ากลัวไม่ต่างกัน ย่างแร่ใยหินมีมติ ครม.ให้แบนตั้งแต่ปี 2554 แต่จนทุกวันนี้ก็ยังแบนไม่สำเร็จ อย่างไรก็ตาม จุดที่แตกต่างคือ แร่ใยหินมีสารทดแทนแล้ว ซึ่งมีการพัฒนาจนราคาถูกกว่าแร่ใยหินก็ควรจะมีการแบนได้แล้ว ส่วนสารเคมีอาจยังมีสารทดแทนที่ไม่ดีพอ หรือบางตัวก็ยังไม่มีสารทดแทนหรือไม่ จึงทำให้ยังเป็นปัญหา แต่ยืนยันว่า ไม่ว่าจะเป็นแร่ใยหินหรือสารเคมี ดังนั้นประเทศไทยก็ควรแบนแล้ว เพราะหลังจากแบนแล้วกว่าโรคจะลดลงก็ใช้เวลา 20-30 ปี เช่น กลุ่มสแกนดิเนเวียแบนตั้งแต่ราวปี 1980 กว่าๆ โรคจากแร่ใยหินเพิ่งจะลดลงเมื่อปี 2010 ส่วนอังกฤษโรคน่าจะลดลงช่วงปี 2020 ดังนั้น หากประเทศไทยเริ่มแบนแร่ใยหินตั้งแต่วันนี้ ก็จะเห็นประโยชน์ต่อสุขภาพที่เกิดขึ้นในรุ่นลูกรุ่นหลาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กล่าวว่า คณะกรรมการพิจารณาเรื่องการแบนแร่ใยหิน และ คณะกรรมการพิจารณาสารเคมี 3 ชนิด คือ คณะกรรมการชุดเดียวกัน ซึ่งมีกลุ่มคนที่สนับสนุนการใช้สารพิษรวมอยู่ ซึ่งเมื่อดูแล้วจะพบว่าทั้งสองเรื่องเป็นเรื่องเดียวกันที่กระทบกับสุขภาพประชาชน ดังนั้น มันมีความชัดเจนแล้วว่ามันมีผลต่อสุขภาพ หากยังมีการใช้เช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งเพิ่มปริมาณผู้ป่วยขึ้นไปอีก เช่น แร่ใยหินมีความชัดเจนแล้วว่า ทำให้ผู้สัมผัสเป็นโรคมะเร็ง ผู้ป่วยมะเร็งเพิ่มชัด สิ่งที่จะต้องทำเพื่อให้ทั้งสองเรื่องมีความเป็นไปได้ คือการแก้ไขร่าง พ.ร.บ.วัตถุอันตราย เพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างตัวคณะกรรมการชุดต่างๆ ที่มีอำนาจตัดสินใจ หรือไม่ก็ต้องพิจารณาให้มีการแบนไปเลยทันที.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21083</URL_LINK>
                <HASHTAG>3สารเคมีเกษตร, ผศ.ดร.นพ.ณรงค์ภณ ทุมวิภาต, แบนแร่ใยหิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181031/image_big_5bd95b4455db3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19010</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/10/2018 15:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/10/2018 15:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;หมอสุขุม&quot;เผยคกก.ปฎิรูปประเทศ 3ชุดยันไม่เอาสารเคมี แต่การแบนไม่ใช่เรื่องง่าย แม้จะมี ม.44 ก็ตาม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ต.ค.61- นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการปฏิรูประบบสาธารณสุขเมื่อวันที่ 2 ต.ค.ที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุข และคณะกรรมการปฏิรูปทั้ง 3 คณะ คือ คณะกรรมการปฎิรูประบบสาธารณสุข คณะกรรมการปฏิรูปด้านสังคม และคณะกรรมการปฏิรูปด้านสิ่งแวดล้อม ยังคงยืนยันการแบนสารพิษทั้ง 3 ชนิด ทั้ง พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต ซึ่งตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้ให้นโยบายไว้ว่า เราต้องป้องกันสุขภาพพี่น้องประชาชนคนไทย จึงได้มีการเสนอว่าให้มีการแบนสารเคมีทั้ง3 ชนิด แต่ขณะนี้การแบนยังไม่เกิดขึ้น ประชาชนยังคงอยู่ในสิ่งแวดล้อมนี้ ดังนั้น การเปิดเผยผลสำรวจผักผลไม้ จึงเป็นการนำข้อมูลมาเพื่อประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบว่ายังมีปัญหาอยู่ ขอย้ำว่าการล้างไม่ได้ช่วย100 % อยู่แล้ว อาจจะล้างสารเคมีได้บางตัว แต่การล้างก็เพื่อลดสารเคมีที่จะเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งต้องขอขอบคุณ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ที่ได้ออกมาให้ข้อมูลเรื่องดังกล่าว ซึ่งจริงๆเราเป็นพันธมิตรที่ทำงานร่วมกันมานาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่าจากกระแสข่าวว่าทางภาคนักวิชาการและภาคประชาชนบางกลุ่มต้องการกดดันให้มีการใช้ ม.44 เพื่อปลดล็อกการแบนสารเคมีทั้ง 3 ชนิดให้เร็วขึ้น นพ.สุขุม กล่าวว่า ม.44 เป็นกระบวนการทางกฎหมายต้องใช้เวลา เพราะฉะนั้นอย่ามองแค่การใช้กฎหมายในการแก้ปัญหาเพียงอย่างเดียว ซึ่งการที่จะแก้ปัญหาและต่อต้านการใช้สารเคมีได้ทันทีต้องเริ่มจากตัวเอง อย่างที่เรียนว่าภาครัฐมีหน้าที่คอยให้ข้อมูลเพื่อปกป้องพี่น้องประชาชน &amp;nbsp;โดยการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมจึงควรมีการให้ความรู้กับประชาชนว่าให้มีการหลีกเลี่ยงการบริโภคผัก ผลไม้ ที่มีปัญหาซึ่งจะช่วยป้องกันทันที โดยในเรื่องนี้กระทรวงสาธารณสุขก็เริ่มจากการสนับสนุนให้โรงพยาบาลในสังกัด ใช้ผักปลอดสารพิษ 100 % &amp;nbsp;และมีการกระตุ้นให้เกิดการสร้างองค์ความรู้ในโรงเรียนเพื่อให้เลี่ยงใช้ผักที่มีการปนเปื้อนสารพิษ และการตรวจมีการสุ่มตรวจในผู้ประกอบการเรื่อยๆ โดยมีการพัฒนาศักยภาพในการตรวจหาสารเคมีในการตรวจมากขึ้นเพื่อรองรับ .&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19010</URL_LINK>
                <HASHTAG>3สารเคมีเกษตร, คณะกรรมการปฎิรูประเทศ, นพ.สุขุม กาญจนพิมาย, ม.44</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181003/image_big_5bb47bdc7d04d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17872</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/09/2018 17:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/09/2018 17:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม.เห็นชอบพ.ร.บ.เกษตรยั่งยืน แต่NGO ไม่วางใจ  หวั่นบริษัทสารเคมีคัดค้าน เพราะยังไม่มีการยกเลิก3สารเคมีอันตราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ก.ย.61 &amp;nbsp;นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติเห็นชอบในหลักการร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ ซึ่งก็เป็นแนวทางที่ดี หลังจากนี้ตามขั้นตอนทางกฎหมาย ทาง ครม.จะได้มีการส่งร่างดังกล่าวไปยังกระทรวงต่างๆเพื่อให้แสดงความคิดเห็น ก่อนรวบรวมความคิดเห็นส่งไปยัง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งจากการที่ได้ทำงานประสานกัน ทางภาคประชาชนเชื่อมั่นว่าหลายๆกระทรวง อาทิ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงมหาดไทยก็จะให้การสนับสนุนร่างดังกล่าวอย่างแน่นอน แต่สิ่งที่เป็นกังวลคือ หากมีการส่งเข้า สนช.แล้ว ก็จะต้องมีการตั้งกรรมาธิการ และส่งไปยัง สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งไม่ทราบว่าจะต้องมีการแก้ไขอย่างไรบ้าง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;การที่ร่างผ่านความเห็นชอบของ ครม.แล้วถือเป็นแนวทางที่ดี แต่ก็ยังไม่สามารถวางใจได้ เพราะหากดูตาม ไทม์ไลน์ ของการที่จะยกเลิกการใช้สารพิษทั้ง 3 ชนิด ทั้ง พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกรโฟเซตแล้ว บริษัทสารเคมีก็ยังมีช่องทางให้สามารถคัดค้านได้ และการยกเลิกก็ยังไม่เป็นผล ซึ่งในเรื่องนี้ที่ยังเหลืออีกหลายขั้นตอนและมีการคัดค้านมาตั้งแต่แรกก็ยังไม่แน่ว่าต่อไปจะเป็นเช่นไร ดังนั้นภาคประชาชนจึงต้อขอจับตาดูต่อไป&amp;rdquo;นายวิฑูรย์ กล่าว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า &amp;nbsp;เพจ BIOTHAI &amp;ldquo;ได้มีการโพสต์ถึงสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน ซึ่งภาคประชาชนได้มีการจับตาและเป็นกังวลในการยกร่างดังกล่าวจากการที่เคยมีกลุ่มองค์กรที่อ้างว่าเป็นตัวแทนของเกษตกร ได้เคยยื่นหนังสือคัดค้านมาที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยในหนังสือมีใจความหลักๆ 3 ข้อ คือ 1. พ.ร.บ.ดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญ จะไม่นำพาประเทศไทยไปสู่ Thailand 4.0 ของรัฐบาล 2.จะไม่นำพาเกษตรกรไทยให้ก้าวหน้า และ3. พ.ร.บ.จะทำให้เกษตรกรเสียประโยชน์&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17872</URL_LINK>
                <HASHTAG>3สารเคมีเกษตร, ครม.อนุมัติกม.เกษตรยั่งยืน, พ.ร.บ.เกษตรยั่งยืน, วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180918/image_big_5ba0d2bccac42.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15747</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/08/2018 09:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/08/2018 09:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ที่ปรึกษารมช.เกษตรฯลั่นพร้อมชนแบน3สารเคมี                                                                                                            </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
20ส.ค.-ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยฯ เผยการแบนสารเคมีต้องเดินหน้าชนอย่างเต็มที่ เชื่อว่าสิ่งที่ทำเป็นความถูกต้อง โดยมีเป้าหมายคือประเทศชาติและเกษตรกร หากมีการใช้ระบบราชการไปแสวงหาผลประโยชน์ ไม่เอาไว้แน่นอน ชี้มีสารทดแทนมากมาย อยู่ที่ผู้ประกาศนโยบายจะนใช้อไม่ ส่วนยกร่าง กม.เกษตรยั่งยืน นั่งยืน เตรียมเข้า ครม. หากไม่ใช่ ครม.สัญจรก็เข้า ครม.สัปดาห์หน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธีระ วงษ์เจริญ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในการแถลงข่าว &amp;ldquo;สนับสนุนการยกเลิกสารพิษอันตรายพาราควอท ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส เมื่อวันที่ 18 ส.ค. ที่ผ่านมาว่า ในการเดินหน้าเพื่อสนับบสนุนให้มีการยกเลิกสารเคมีทั้ง 3 ชนิด นั้น ใน ส่วนที่รับผิดชอบของนายวิวัฒน์ ศัลยกำทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประกาศไว้ชัดเจนว่า เรื่องนี้ต้องเดินหน้าอย่างเข้มแข็ง เพราะเราต้องการเกษตรอินทรีย์ 6 แสนไร่ เกษตรกรแบบยั่งยืน 5ล้านไร่ ซึ่งขณะนี้เราดำเนินการตามเป้าหมาย และกล้าจะเดินชนเพราะเราเชื่อว่าสิ่งที่เราทำเป็นความถูกต้อง โดยมีเป้าหมายคือประเทศชาติและเกษตรกร หากมีการใช้ระบบราชการไปแสวงหาผลประโยชน์เราก็ไม่เอาไว้อย่างแน่นอน เพราะตอนนี้มีกฎหมายมาตรา 157 คือการละเว้นหน้าที่ที่ควรทำ ซึ่งทางนายกฯ ก็ได้กำชับว่าถ้าไม่ปฏิบัติตามกฎหมายก็ต้องถูกดำเนินคดี หากท่านกล้าถูกดำเนินคดี ก็ลองทำดู&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สถานการณ์ตอนนี้เปลี่ยนไป จากการสหรัฐอเมริกามีการตัดสินบริษัทสารเคมีต้องเสียค่าปรับ 9,600 ล้าน ให้แก่ผู้ป่วยมะเร็งที่มีหลักฐานชัดเจนว่ามีผลจากการใช้สารเคมีของบริษัท ซึ่งก็มีความชัดเจนว่าข้อมูลเหล่านี้แม่นยำ ก็จะมีการนำข้อมูลนี้มาประกอบการดำเนินการสนับสนุนให้มีการแบนสารเคมีต่อไป ผมเชื่อว่า ส่วนที่รับผิดชอบของรัฐมนตรีช่วยฯ จะไม่เบาแรงแน่นอนเราสามารถทำงานได้เต็มกำลังโดยไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลังกับใคร &amp;ldquo;นายธีระ กล่าว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามถึง กรณีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้สัมภาษณ์ว่าสนับสนุนให้มีการแบนสารเคมีกำจัดศัตรูพืช แต่ยังมีความกังวลเรื่องสารทดแทน ซึ่งทางภาคประชาชนระบุว่าการหาสารทดแทนเป็นเรื่องของกระทรวงเกษตรฯ โดยตรง ที่จะหากลไกในเรื่องสารทดแทน ไม่ใช่เรียกร้องให้หน่วยงานอื่นรับผิดชอบ นายธีระ กล่าวว่า คิดว่าทุกอย่างอยู่ที่ใจผู้บริหารว่ามองไปทางไหน ซ้ายหรือขวา ถ้ามองขวา คือสิ่งที่ถูก มองซ้ายเป็นสิ่งที่ผิด ซึ่งกรมวิชาการเกษตร โดยกองวัชพืชมีการทำงานวิจัยมากมายตลอดเวลา 20-30 ปีเกี่ยวกับการใช้สารทดแทนสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ซึ่งจากข้อมูลที่มี พบว่าน่าจะมีประมาณ 300 รายการ เพราะฉะนั้นมีข้อมูลมากมายที่พร้อมนำมาใช้ &amp;nbsp;และมีวิธีทางเกษตรกรรมอื่นๆที่สามารถทดแทนการใช้สารเคมีได้อยู่ที่ผู้ประกาศนโยบายว่าจะนำมาใช้หรือไม่ ซึ่งสิ่งหนึ่งที่พี่น้องเกษตรกรถามมาคือทำไมไม่มีการนำมาใช้ เราก็ต้องถามต่อไปยังผู้รับผิดชอบว่าหากเราแบนทั้ง 3 ตัว สารทดแทนที่มีอยู่จะนำมาใช้ได้มากน้อยเพียงใด &amp;nbsp;รูปแบบเกษตรอินทรีย์ที่ประสบผลสำเร็จจะนำมาขยายผลได้หรือไม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงความคืบหน้าการดำเนินการยกร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรยั่งยืน ซึ่งมีกลุ่มอุตสาหกรรมสารเคมียื่นเรื่องคัดค้าน ซึ่งจะมีผลต่อการยกร่าง หรือไม่ นาย ธีระ กล่าวว่า คิดว่าไม่มีผลอะไร เพราะเป็นเสียงเพียงเล็กน้อยซึ่งได้มีการชี้แจงกับกลุ่มดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว หากย้อนกลับดูทั้งหมด จะพบว่ากลุ่มคัดค้านสารเคมีประมาณ 8 กลุ่มนั้นมีเบื้องหน้าเบื้องหลังที่สนับสนุนการใช้สารเคมีมาแต่ต้น และพยายามคัดค้านในสิ่งที่จะเกิดผลดีแก่พี่น้องเกษตรกร มาโดยตลอด จึงอยากถามกลับว่ามีผลประโยชน์หรือไม่หากมาด้วยผลประโยชน์แอบแฝงยังไงก็ปิดไม่ได้ หากไม่มีก็ให้มาช่วยกันทำงานเพื่อประเทศชาติต่อไป อย่างไรก็ตามการยกร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวคาดว่าจะเข้า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)แน่นอน หากไม่ครม.สัญจร ก็จะเป็นการประชุม ครม.ในสัปดาห์หน้า.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15747</URL_LINK>
                <HASHTAG>3สารเคมีเกษตร, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, ธีระ วงษ์เจริญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180820/image_big_5b7a26abec02d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
