<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>7167</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/04/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปชป.เดือดลากไส้งบยุคแม้ว-ปู</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ปชป.สาดน้ำร้อนใส่เพื่อไทย &amp;quot;จุฤทธิ์&amp;quot; ยันต่อสู้งบประมาณเพื่อคนใต้ตลอด แต่ถูกเสียงข้างมากลากไป แฉแม้แต่ถนนเพชรเกษมที่ลงภาคใต้จากชุมพร-เข้าภูเก็ต 4 เลน เริ่มสมัยนายชวน ถูกยกเลิกสมัยทักษิณ ดำเนินการใหม่สมัยอภิสิทธิ์ มาถูกยิ่งลักษณ์ยกเลิกอีกครั้ง &amp;quot;นิพิฏฐ์&amp;quot; ซัด &amp;quot;พิชัย&amp;quot; ปากเสีย &amp;quot;ทีมงานกรณ์&amp;quot; ย้อนเจ็บ หากเอาเงินโกงจำนำข้าวทั้งหมดมาพัฒนาถนน อาจมีถนน 6 เลน 8 เลนครบทั่วประเทศ &amp;quot;ชทพ.&amp;quot; โอดทุกพรรคหนักใจปมยืนยัน-จ่ายค่าสมาชิก จี้ คสช.เร่งแก้ไข หวั่นเป็นเดดล็อก &amp;quot;มีชัย&amp;quot; มั่นใจเลือกตั้งตามโรดแมป เว้นแต่ลูกอุกกาบาตตกใส่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอาทิตย์ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กับพรรคเพื่อไทย (พท.) ยังคงตอบโต้กันอย่างดุเดือด ภายหลังนายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรีและประธานสภาที่ปรึกษาพรรค ปชป. กล่าวขอบคุณรัฐบาล คสช.ที่ซ่อมถนนภาคใต้ ซึ่งได้รับผลกระทบจากรัฐบาลชุดนายทักษิณและ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กลั่นแกล้ง ไม่จัดสรรงบประมาณมาให้ซ่อมแซม โดยนายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ อดีตรองโฆษกพรรค ปชป. กล่าวตอบโต้นายวัฒนา เมืองสุข อดีต ส.ส.พรรค พท. ที่วิจารณ์การให้สัมภาษณ์ของนายชวน หลีกภัย ว่าตนไม่อยากเสียเวลากับวาทกรรมของนายวัฒนาที่ออกปากว่า &amp;quot;ท่านชวน หลีกภัย กล่าวให้ร้ายคุณทักษิณและคุณยิ่งลักษณ์ว่า แกล้งไม่จัดงบซ่อมถนนลงภาคใต้ให้&amp;quot; เพราะเรื่องดังกล่าวที่นายชวนพูดนั้นเป็นเรื่องจริง ไม่ใช่การกล่าวให้ร้าย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เหตุที่นายวัฒนาดิ้นพล่านเหมือนถูกน้ำร้อน เพราะมันเป็นเรื่องจริงที่คนทั้งประเทศรู้ดี จากการที่ทักษิณเคยประกาศไว้ว่า จังหวัดไหนไม่เลือกพรรคไทยรักไทยก็จะไม่ดูแลภาคใต้ ซึ่งไม่เลือกพรรคไทยรักไทยจึงถูกตัดงบประมาณในการปรับปรุงซ่อมแซมถนนมาโดยตลอด แม้กระทั่งถนนเพชรเกษม ที่ลงภาคใต้จากชุมพร ผ่านระนอง มาพังงา เข้าภูเก็ต ซึ่งนับว่าเป็นถนนสายหลักของประเทศ ยังถูกระบอบทักษิณเลือกปฏิบัติ ไม่ได้ขยายเป็นถนน 4 ช่องจราจร&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจุฤทธิ์ระบุว่า ถนนเส้นดังกล่าวเริ่มในสมัยนายชวนเป็นนายกฯ ต่อมาถูกยกเลิกในสมัยรัฐบาลนายทักษิณ และมีการขอให้ดำเนินการใหม่ในสมัยนายอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ แล้วมาถูก น.ส.ยิ่งลักษณ์ยกเลิกอีกครั้งเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา เพิ่งจะมีการเริ่มขยายช่องจราจรอีกครั้ง นายชวนจึงได้ขอบคุณ คสช. เมื่อเป็นเช่นนี้ นายวัฒนาจะตอบคนใต้ว่าอย่างไร ฝากไปบอกนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีต รมว.คลังด้วยว่า พรรค ปชป.ต่อสู้ เรียกร้องเรื่องงบพัฒนาภาคใต้มาตลอด แต่ไม่ได้รับการสนองตอบ เพราะพวกท่านเป็นเสียงข้างมากลากไป ตั้งกระทู้ถามหารือ และอภิปรายในสภา แต่งบประมาณก็ไม่ลงภาคใต้อยู่ดี ทุกอย่างเป็นไปตามที่นายทักษิณเลือกปฏิบัติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนประเด็นที่นายวัฒนากล่าวว่า การพูดถึงบุคคลที่สามที่ไม่มีโอกาสตอบโต้เป็นสิ่งไม่พึงกระทำ นายจุฤทธิ์ตอบโต้ว่า นายวัฒนาคงกินยาลืมเขย่าขวด เพราะทั้งสองคนไม่ใช่บุคคลที่สาม แต่เป็นนักโทษหนีคดีที่นายวัฒนาไม่ควรออกมาปกป้อง ทั้งสองทำร้ายประเทศชาติมามาก อย่างที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน และไม่มีใครห้ามไม่ให้ทั้งสองคนชี้แจง เพราะทั้งคู่ก็ไม่ได้เป็นใบ้ แต่ถ้าทั้งคู่จะตอบคนใต้ไม่ได้ เพราะเป็นความจริง ก็อีกเรื่องหนึ่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรค ปชป. โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวตอบโต้พรรคเพื่อไทย ระบุว่า เรื่องใช้ภาษีอากรที่เก็บจากคนทั้งชาติมาต่อรองประชาชนให้เลือกพรรคตัวเองเหมือนเป็นเงินส่วนตัวของตัวเอง พรรคเพื่อไทยทำมาตลอด เริ่มตั้งแต่ 1.นายทักษิณพูดที่หอประชุมโรงเรียนบรรพตพิทยาคม จ.นครสวรรค์ เมื่อวันที่ 31 ต.ค.2548 ความว่า &amp;quot;จังหวัดนี้ต้องได้รับสิทธิในการได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ผมตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม จังหวัดไหนมอบความไว้วางใจเรา เราต้องดูแลเป็นพิเศษ&amp;quot; 2.นายปลอดประสพ สุรัสวดี ปราศรัยที่ จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.2556 กรณีการสร้างศูนย์ประชุมนานาชาติจังหวัดภูเก็ตว่า &amp;quot;วันหน้าจะสร้างแน่นอน เมื่อเขาเห็นความดีของพวกเรา แล้วเลือกคนของเรา วันนั้นผมจะไปทำให้ วันนี้ไม่มีอารมณ์..&amp;quot;
&amp;quot;นิพิฏฐ์&amp;quot;ซัด&amp;quot;พิชัย&amp;quot;ปากเสีย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ทั้งหมดมีหลักฐาน ท่านที่ไม่เชื่อไปเปิดดูใน google เพราะผมเป็นคนอภิปรายนายกฯ ทักษิณ เรื่องนี้ในสภาผู้แทนราษฎร ดังนั้นที่ใครถามว่าหากเป็นความจริงทำไมพรรคประชาธิปัตย์ไม่พูดเรื่องนี้ ขอบอกว่าผมพูดเรื่องนี้มาแล้ว แต่คนที่ถามความจำสั้นเอง การที่ท่านชวนพูดว่ามีการกีดกันการสร้างถนนในภาคใต้สมัยรัฐบาลเพื่อไทยจึงเป็นเรื่องจริง ความจริงไม่อยากพูดเรื่องนี้แล้ว แต่นายพิชัย นริพทะพันธุ์ พรรคเพื่อไทย ปากเสียเอง นำเรื่องนี้ขึ้นมาพูด ความจริงก็คือความจริง หากในอดีตใครสร้างความเลวร้ายให้บ้านเมือง ก็นำมาปรับปรุงแก้ไขเสีย อย่าให้ความชั่วร้ายนั้นกลับมาปกคลุมประเทศนี้อีก ประชาชนชาวไทยจำไว้บ้างก็ดี&amp;quot; นายนิพิฏฐ์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายพัสณช เหาตะวานิช ทีมงานนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค ปชป. โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวตอบโต้นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน หลังกล่าวหารัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ใช้งบประมาณไทยเข้มแข็ง 4 แสนล้านบาท แต่ถนนภาคใต้ก็ยังไม่พัฒนาว่า งบประมาณไทยเข้มแข็งเกิดจากภาวะทางเศรษฐกิจของประเทศตอนนั้นได้รับผลกระทบหนักจากวิกฤติการเงินโลกแฮมเบอร์เกอร์ เรื่องแรกที่ต้องเอามาทำคือ หาเงินปิดหีบเงินคงคลังที่รัฐบาลของคุณพิชัยเองทำเละเอาไว้ เหลือจากนั้นก็เอาเงินไปใช้จ่ายสำหรับ &amp;ldquo;การลงทุนระดับเล็ก-กลาง&amp;rdquo; ทำให้ผู้ประกอบการทั่วประเทศ ทุกจังหวัดที่ไม่ว่าเลือก ปชป.หรือไม่เลือก ไทยเข้มแข็งกระจายไปหมด ทุกกระทรวง ทุกหน่วยงาน ทุกภาคส่วนแบบไม่กระจุกอยู่ที่จังหวัดที่ตัวเองหัวคะแนนเยอะเหมือนโมเดลของระบบทักษิณ ทำให้ไทยรอดพ้นจากวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์เร็วเป็นอันดับ 2 ของโลก เศรษฐกิจปี 53 พลิกกลับมาโต 7.8% จากปี 51 52 ที่รัฐบาลสมชายทิ้งตัวเลขติดลบเอาไว้ ไทยรอดพ้นจากวิกฤติได้ไวขนาดนี้ เป็นปีเดียวกันกับที่แกนนำพรรคเพื่อไทย รวมถึงอดีตนายกฯ ของระบอบทักษิณทั้งหลายรวมตัวกัน &amp;lsquo;เผาเมือง&amp;rsquo; อยู่กลางกรุงเทพมหานคร ด้วยซ้ำไป &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขาระบุว่า งบไทยเข้มแข็งถูกจัดสรรให้กระจายลงไปซ่อมสร้างถนนมากมายทั่วประเทศ รวมถึงภาคใต้ แต่ด้วยระยะเวลาเพียงสองปีเศษ เราซ่อมสร้างได้ไม่ครบ แล้วยังมาถูกชะงักอีก เพราะรัฐบาลถัดมา ล้มหลายโครงการ และล้มกฎหมายดีๆ ของรัฐบาลเราไปมาก (ไม่ว่าจะเป็นกองทุนการออมก็ไม่สานต่อ จนมาถึงรัฐบาลนี้ ไม่ว่าจะภาษีที่ดินที่รัฐบาลเพื่อไทยอ้างว่าสู้เพื่อความเหลื่อมล้ำ แต่กลับตีตกเป็นกฎหมายฉบับแรกๆ ไม่ว่าจะแผนรถไฟเชื่อมจีนถึงสิงคโปร์ก็ปัดตก เพื่อไปสนับสนุนความเร็วสูงไปพื้นที่บ้านเกิดตัวเอง ฯลฯ)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ก็ต้องถามกลับไปว่า รัฐบาลเพื่อไทย พอชนะเลือกตั้งเข้ามาปี 54 นั้น ตัดงบเหล่านี้ทิ้ง ไม่สานต่อได้ลงคอเพราะอะไร เพราะคนใต้ไม่เลือกเพื่อไทยอย่างนั้นหรือ คุณทักษิณพูดเองไม่เลือกก็ไม่ให้งบ คุณปลอดประสพพูดซ้ำ ไม่สร้างศูนย์ประชุมที่ภูเก็ต เพราะคนภูเก็ตไม่เลือก และนอกจากงบซ่อมสร้างถนน ก็ยังมีเคสรวมไปถึงงบรถไฟทางคู่ที่มี รมช.คมนาคมคนหนึ่ง อยู่ๆ ก็ล้มแผนทั้งยวง เพราะรัฐบาล ปชป.เริ่มเอาไว้ หลักคิดบริหารประเทศแบบนี้ หากเพื่อไทยได้บริหารประเทศอีกจะอันตรายมากต่อประเทศชาติ ไม่รู้ว่าหากเอาเงินที่โกงจากจำนำข้าวทั้งหมดมาพัฒนาถนน เราอาจมี 6 เลน 8เลนครบทั้งประเทศแล้วก็เป็นได้&amp;quot; นายพัสณชระบุ
ทุกพรรคหนักใจปมสมาชิก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายนิกร จำนง ผู้อำนวยการพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) กล่าวถึงปัญหาที่ประสบในการดำเนินการรับยืนยันการเป็นสมาชิกพรรคและชำระค่าบำรุงสมาชิกของสมาชิกพรรค ที่กำหนดภายในวันที่ 30 เม.ย.61 นี้ ว่าขณะนี้ทุกพรรคการเมืองประสบปัญหาเหมือนกันหมด ดังนั้นโดยภาพรวมแล้ว เชื่อว่าน่าจะทำกันได้ไม่มาก เนื่องจากประสบปัญหาเรื่องระยะเวลา ที่อยู่ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ที่ผู้คนมีการเดินทางกลับภูมิลำเนาเดิม การจะโอนค่าบำรุงสมาชิกธนาคารก็หยุดยาวหลายวัน การส่งจดหมายตอบกลับทางไปรษณีย์ ก็ประสบปัญหา เพราะระบบไปรษณีย์ที่เขาหยุดหลายวัน แล้วอาจเกิดจดหมายสะสม ก็จะเป็นปัญหาอีก
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;เวลากระชั้นเข้ามาทุกทีแล้ว แต่เหลือเวลาไม่ถึงสองสัปดาห์ คงจะทำอะไรไม่ได้มาก และที่น่าเป็นห่วงคือพรรคการเมืองใหญ่ที่มีสมาชิกพรรคจำนวนมากๆ ขนาดพรรคชาติไทยพัฒนามีเท่านี้เรายังลำบากอยู่เลย ตามกำหนดให้ยืนยันภายในวันที่ 30 เม.ย.61 นี้ จึงถือเป็นเดดล็อกไปเสียแล้ว งาไหม้ไปแล้ว ถั่วจะรอสุกก็ไม่มีประโยชน์ มาถึงตอนนี้เราเอง ก็ไม่กล้าแนะอะไรให้ คสช.แล้ว เพราะแนะไปแล้วตั้งแต่ต้นที่เริ่มออกคำสั่งมาใหม่ๆ แนะหลายหนแล้ว เรื่องนี้มีปัญหาในเชิงระบบมาก ประชาชนเขากลับภูมิลำเนา ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องการเมืองมากกว่าเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของเขาหรอก จะไปโทษประชาชนไม่ได้&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายนิกรกล่าวว่า กรณีที่ คสช.เตรียมให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ เชิญพรรคการเมืองเข้าหารือเรื่องการเลือกตั้งในช่วงเดือนมิถุนายนนี้ หรืออาจจะเร็วกว่านั้น หากเชิญมา พรรคชาติไทยพัฒนาก็จะไปร่วมอย่างแน่นอน เพราะถ้าไม่เข้าถ้ำเสือแล้วจะไปรู้หรือว่าอะไรเป็นอะไร ที่ผ่านมาเมื่อเชิญมาก็ไปทุกครั้ง เช่น เรื่องการปฏิรูป หรือประชุม ป.ย.ป. แต่เราคงไม่พกความหวังอะไรไปมาก เพราะจะได้ไม่ต้องผิดหวังมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธีระ วงศ์สมุทร หัวหน้าพรรค ชทพ. เปิดเผยว่า สถานการณ์การเมืองขณะนี้รู้สึกเหมือนกันทุกพรรคที่ยังไม่สามารถทำกิจกรรมอะไรได้ เพราะจะต้องดำเนินการประชุมพรรค ข้อบังคับพรรคต่างๆ ที่เขียนไว้เดิมก็ไม่ครอบคลุม จึงต้องมีการจัดทำข้อบังคับพรรคขึ้นมาใหม่ ซึ่งต้องผ่านที่ประชุมใหญ่ของพรรค ที่จะต้องมีทั้งผู้เเทนจังหวัดและหัวหน้าสาขาพรรค แต่ในวันนี้ทุกพรรคเหมือนกันหมด คือไม่มีสาขาพรรค แต่เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ได้บอกแล้วว่าจะดำเนินการแก้ไขคำสั่ง คสช.ที่ 53/2560 เพื่อให้พรรคการเมืองเดินต่อไปได้ จึงเชื่อว่าตอนนี้ทุกพรรคเหมือนกันหมด คือมีความหนักใจเหมือนกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า ยังเชื่อมั่นอยู่หรือไม่ว่าการเลือกตั้งจะเป็นไปตามโรดแมปคือเดือน ก.พ.2562 นายธีระกล่าวว่า ถ้าเราไม่เชื่อผู้นำแล้วเราจะไปเชื่อใคร ในเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ได้ประกาศไว้แล้ว และพูดชัดเจนว่า ก.พ.62 เราก็ต้องเชื่อว่าเลือกตั้ง ก.พ.62 และในฐานะที่เราเป็นพรรคการเมือง เราก็มีหน้าที่ของเราที่ต้องทำ คือเตรียมความพร้อมของเราให้พร้อมเลือกตั้ง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสามารถ แก้วมีชัย อดีต ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ในช่วงเทศกาลหยุดยาวฉลองสงกรานต์ ทำให้มีผลกระทบต่อการยืนยันสมาชิกพรรคเพื่อไทยอยู่บ้าง แต่เราคงไม่ร้องขอให้ คสช.ขยายเวลาให้ เราจะทำตามที่กติกากำหนดไว้ เพราะสมาชิกพรรคเพื่อไทยเดิมมีอยู่ประมาณกว่าแสนคน ซึ่งถือว่าไม่มาก ดังนั้นหากมีที่มายืนยันความเป็นสมาชิกจำนวนเท่าไรก็เอาเท่าที่ได้ก่อน แต่หากพื้นที่ไหนสมาชิกขาด ไม่เพียงพอต่อองค์ประกอบ อาทิ ไม่พอต่อการตั้งผู้แทนพรรคประจำจังหวัดก็ค่อยสมัครเพิ่มเติมได้ เชื่อว่าทุกพรรคการเมืองจะใช้แนวทางนี้ เราคงต้องปรับตัวไปตามกติกาที่เขาเขียนเอาไว้อย่างมีอคติ ไม่สอดคล้องกับหลักสากล ทำอย่างไรได้ คนใช้ไม่ได้เขียน คนเขียนไม่ต้องมาใช้ เขียนแบบตีกรอบบอนไซพรรคไปเรื่อยๆ
กกต.ชุดใหม่เจอศึกหนัก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ปชป. กล่าวถึงความคาดหวังต่อการทำงาน กกต.ชุดใหม่ ที่กำลังมีการสรรหาอยู่ในขณะนี้ ว่า กกต.ชุดใหม่ต้องทำงานหนักเพราะมีเรื่องใหญ่ๆ ตามกฎหมายใหม่ที่ต้องทำจำนวนมาก ต้องสะสางปัญหาระหว่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองกับคำสั่ง คสช.ที่มีความขัดแย้งในตัวเอง ซึ่งผู้ตรวจการแผ่นดินวินิจฉัยแล้วว่าสร้างความเดือดร้อนและภาระเกินความจำเป็น มีปัญหาในทางปฏิบัติมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพรรคใหม่และเก่าต้องดำเนินการหาสมาชิก ตั้งสาขาพรรค ประชุมใหญ่เลือกกรรมการบริหาร ปรับข้อบังคับ ในฐานะที่ กกต.ต้องดูแลก็เป็นงานใหญ่อยู่แล้ว ส่วนร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. ก็เป็นเรื่องใหม่ หาก คสช.ยืนยันว่าต้องมีการเลือกตั้งท้องถิ่นอีก ก็จะเป็นงานหนักสำหรับ กกต.ชุดใหม่ เมื่อเข้ามาทำหน้าที่ต้องเร่งสร้างความพร้อมรองรับกติกาใหม่ในเวลาอันสั้น ยิ่งเมื่อ คสช.เปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้เล่น ก็จะยิ่งเกิดปัญหา จึงอยากให้ กกต.พร้อมแสดงตนเป็นผู้รักษากฎหมายด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอภิสิทธิ์กล่าวถึงกรณีที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ระบุว่า เรื่องการตั้งพรรคการเมืองให้ไปถามนายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม และนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ ว่าถ้าบุคคลทั้งสองมาเป็นผู้บริหารพรรคตามข่าว ก็ลงสมัครรับเลือกตั้งส.ส.ไม่ได้ เพราะคนที่เป็นรัฐมนตรีต้องลาออกภายใน 90 วันนับตั้งแต่วันเริ่มบังคับใช้รัฐธรรมนูญแล้ว แสดงว่ารัฐธรรมนูญต้องการให้การเลือกตั้งเป็นเรื่องการแข่งขันของคนที่ไม่เกี่ยวข้องกับอำนาจรัฐในขณะนี้ แต่ถ้าเป็นผู้บริหารหลักแล้วไม่ลงสมัคร ส.ส.ก็เป็นการเลี่ยงในเชิงกฎหมายตามตัวอักษรเท่านั้นเอง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า วันนี้ยังมั่นใจการเลือกตั้งจะเป็นตามโรดแมป ถ้าไม่มีการเลือกตั้งตอนนั้นก็คงไม่มีใครพูดอะไร เพราะอุกกาบาตคงตกลงมาที่ประเทศไทย และคงไม่มีใครดิ้นรนเลือกตั้ง ส่วนถ้าไม่มีเลือกตั้งจะทำให้เกิดความขัดแย้งหรือไม่นั้น ตนคิดว่าขึ้นอยู่กับลักษณะความขัดแย้ง ถ้าเป็นความขัดแย้งเชิงความคิดการเมือง ก็เป็นของปกติธรรมดา เพราะการเมืองเป็นเรื่องต่างคนต่างความคิด แต่ถ้าเป็นความขัดแย้งแบบจะยกพวกตีกัน ถือว่าไม่ใช่ของดี และเชื่อว่าประชาชนจะไม่ยอมรับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า เป็นห่วงหรือไม่ว่าการเมืองจะกลับไปมีสภาพแบบเก่า นายมีชัยกล่าวว่า คนเปลี่ยนไปมากแล้ว ถ้าดูจากโซเชียลมีเดีย และสิ่งต่างๆ ที่เราเห็นอยู่ในขณะนี้ ที่สำคัญไม่ได้เปลี่ยนเฉพาะในเมือง ดูจากความนิยมแต่งตัวชุดไทยแบบออเจ้าที่กระจายทั่วประเทศ แสดงให้เห็นว่าเมื่อเกิดอะไรขึ้นเพียงเล็กน้อยข้อมูลก็จะกระจาย ซึ่งแตกต่างจากอดีต.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7167</URL_LINK>
                <HASHTAG>40 อดีตส.ส., คสช., จุฤทธิ์, ชทพ., ชวน หลีกภัย, ทักษิณ, ธีระ วงศ์สมุทร, นิพิฏฐ์, ปชป., ประชาธิปัตย์, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พิชัย, มีชัย ฤชุพันธุ์, ยิ่งลักษณ์, รมว., หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อภิสิทธิ์, เพื่อไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180415/image_big_5ad354387aec9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>4244</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/03/2018 11:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/03/2018 11:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บี้’ประยุทธ์’พิสูจน์ความจริงใจมีเลือกตั้ง 62 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) &amp;nbsp;ออกมาระบุว่า การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในกรอบเวลาไม่เกินเดือน ก.พ.2562 ว่าคำกล่าวของนายกฯ อาจสร้างความเชื่อมั่นได้ระดับหนึ่ง แต่ยังไม่สามารถสร้างความมั่นใจ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ได้เต็มร้อย เพราะได้พูดถึงกำหนดการเลือกตั้งต่อนานาชาติมาแล้วถึง 3 ครั้ง แต่ไม่สามารถทำตามที่พูดได้ ดังนั้น การออกมาพูดถึงครั้งล่าสุด จึงเป็นคำยืนยันที่ไม่ก่อให้เกิดความมั่นใจแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายองอาจกล่าวต่อว่า หากนายกฯ อยากให้ประชาชนมั่นใจในคำพูด นายกฯ ต้องมีการกระทำที่ทำให้ผู้คนในสังคมเกิดความมั่นใจ โดยการผ่านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งอีก 2 ฉบับ คือ กฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. และกฎหมายการได้มาซึ่ง ส.ว. ภายในกำหนดเวลาที่เหมาะสม โดยไม่มีการคว่ำกฎหมายเกิดขึ้นในการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) รวมถึงการเปิดโอกาสให้มีการปฏิบัติตามกฎหมายได้ หลังจากกฎหมายมีผลบังคับใช้ ไม่ควรดำเนินการใดๆ ให้ไม่สามารถปฏิบัติได้เหมือนอย่างกรณีกฎหมายพรรคการเมืองที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ ต.ค.2560 แต่ คสช. ก็ไม่ยอมปลดล็อก ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามกฎหมายได้ และการไม่ใช้อำนาจของ คสช. ออกคำสั่งใดๆ ไปแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง อันจะทำให้การเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/4244</URL_LINK>
                <HASHTAG>40 อดีตส.ส., กฎหมายเลือกตั้งส.ส., ประชาธิปัตย์, ปลดล็อก, พล.อ.ประยุทธ์, ส.ว., สนช., องอาจ, องอาจ  คล้ามไพบูลย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180121/image_big_5a641a2cd14a0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>3363</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/02/2018 16:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/02/2018 16:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กลัวครหาคว่ำ กม.ลูก!  กลับลำห้ามจัดมหรสพ-ส.ว. 20 กลุ่ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ก.พ.61 - &amp;nbsp;นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) กล่าวถึงการตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ร่วม 3 ฝ่ายเพื่อพิจารณาทบทวนร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว.ว่า เชื่อว่าในส่วนร่าง พ.ร.บ.การเลือกตั้ง ส.ส.คงมีปัญหาไม่มาก น่าจะตกลงกันได้ เพราะมีปมถกเถียงแค่เรื่องการจัดมหรสพระหว่างการหาเสียง และช่วงเวลาจัดการเลือกตั้ง เชื่อว่าในส่วนมหรสพนั้น กมธ.ร่วม 3 ฝ่ายคงไม่ให้จัดมหรสพระหว่างหาเสียงได้ เพราะทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างพรรคการเมือง ส่วนช่วงเวลาเลือกตั้งตั้งแต่ 07.00-17.00 น.นั้น คงต้องไปฟังเหตุผลในชั้น กมธ.ร่วมฯ ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงช่วงเวลาหรือไม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ส่วนที่จะมีปัญหามากคือ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. ที่มีการลดจำนวนกลุ่มอาชีพผู้สมัคร ส.ว.จาก 20 กลุ่มเหลือ 10 กลุ่ม และเปลี่ยนระบบการเลือก ส.ว.จากระบบเลือกไขว้เป็นเลือกกันเองในกลุ่มอาชีพ ซึ่ง กรธ.คัดค้านอย่างหนัก อาจมีปัญหาในตอนโหวตชั้น กมธ.ร่วม 3 ฝ่าย ทำให้คะแนนเสียงมี 5-5 เท่ากัน อาจต้องใช้เสียง กกต.ชี้ขาด ดังนั้นต้องทำความเข้าใจกันให้ดีในชั้น กมธ.ร่วมฯ 3 ฝ่าย เพื่อให้มีทางออกที่ดีที่สุดที่ทุกฝ่ายพอรับได้&amp;rdquo;นายวัลลภระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวัลลภกล่าวว่า ส่วนตัวเชื่อว่าทางออกเรื่องการพิจารณาทบทวนร่าง พ.ร.บ.การได้มาซึ่ง ส.ว.น่าจะเป็นไปในทางที่มีการเพิ่มจำนวนกลุ่มอาชีพผู้สมัครกลับไปที่ 20 กลุ่มตามที่ กรธ.เสนอมา ขณะที่วิธีการเลือก ส.ว.อาจเป็นวิธีเลือกไขว้หรือเลือกกันเองในกลุ่มอาชีพก็ได้ตามแต่จะตกลงกัน &amp;nbsp;แต่ให้คงที่มา ส.ว.มาจากการสมัครอิสระ และหน่วยงานเสนอชื่อมาตามที่ สนช.เห็นชอบให้แก้ไขไป &amp;nbsp;ซึ่งเป็นแนวทางที่ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ และ สนช.น่าจะรับได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ไม่ว่า กมธ.ร่วม 3 ฝ่ายจะแก้ไขร่างกฎหมายลูก 2 ฉบับออกมาในรูปแบบใด &amp;nbsp;ที่ประชุม สนช.พร้อมรับฟังข้อเท็จจริงและเหตุผล &amp;nbsp;ไม่ใช่ว่าหาก กมธ.ร่วม 3 ฝ่ายแก้ไขร่างกฎหมายลูกออกในแนวทางที่ไม่ตรงกับที่ สนช.เคยลงมติเห็นชอบไปแล้ว สนช.จะคว่ำกฎหมายลูก ขณะนี้ยังเชื่อมั่นว่า สนช.จะไม่คว่ำกฎหมายลูก &amp;nbsp;สนช.ไม่มีใครตื่นเต้นเรื่องคว่ำกฎหมายตามที่มีการปล่อยข่าว ไม่มีใครกังวล&amp;rdquo;นายวัลลภกล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/3363</URL_LINK>
                <HASHTAG>20กลุ่ม, 40 อดีตส.ส., คว่ำกฎหมายลูก, มหรสพ, วันเวลาเลือกตั้ง, วัลลภ, วัลลภ ตังคณานุรักษ์, ส.ว., สนช., สภานิติบัญญัติแห่งชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180112/5a58440266b54.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>1722</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/01/2018 11:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/01/2018 11:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดีต40สส.ยื่นปปช.ยุติคดีนิรโทษสุดซอย  อ้างกม.ตกไปแล้วไม่มีความเสียหายเกิดขึ้น!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ม.ค. 61 &amp;ndash; 40 อดีตส.ส. &amp;nbsp;ที่เคยร่วมกันเสนอร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฯ ได้ยื่นหนังเรื่องขอความเป็นธรรมต่อคณะกรรมป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)&amp;nbsp;นำโดย นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ,นายสมคิด เชื้อคง อดีต ส.ส.อุบลราชธานี,นางสมหญิง บัวบุตร อดีต ส.ส.อำนาจเจริญ, นายธวัชชัย สุทธิบงกช อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ, นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อ ป.ป.ช. ผ่านนายสุทธิ บุญมี ผอ.สำนักสืบสวนและกิจการพิเศษ เพื่อขอความเป็นธรรมและคัดค้านกรณีที่ ป.ป.ช.ตั้งคณะอนุกรรมไต่สวนคดีการเสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม โดยมี น.ส.สุภา ปิยะจิตติ เป็นประธานคณะอนุกรรมไต่สวนฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เนื้อหาในหนังสือระบุว่าตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีคาสั่งให้ไต่สวนข้อเท็จจริงและแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ ไต่สวน กรณีกล่าวหา นายวรชัย เหมะ และอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รวม 40 คน เสนอร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทาความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมืองฯ เมื่อปี พ.ศ.2556 โดยกล่าวหาว่า เนื้อหาของร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวได้เหมารวมผู้กระทำผิดกฎหมายอาญาโดยเจตนาให้พ้นผิด ย่อมเป็นการตรากฎหมายที่เอื้อประโยชน์กับผู้ทุจริตโดยเจตนาด้วย จึงเป็นการสมคบกันในการเสนอร่างพระราชบัญญัติ เพื่อผ่านกฎหมายที่มีลักษณะเป็นการขัดขวางต่อกระบวนการยุติธรรม การใช้อิทธิพลเพื่อให้ได้มาซึ่งประโยชน์อันมิชอบและการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กระทาความผิดต่อตาแหน่งหน้าที่ หรือทุจริตต่อหน้าที่ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ2552 โดยมี นางสาวสุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช. เป็นประธานคณะอนุกรรมการ ฯ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;หลังจากได้รับทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนดังกล่าวแล้ว คณะ 40 ส.ส. ได้มีหนังสือกราบเรียนไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อขอให้ทบทวนการมีคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน โดยเห็นว่าสั่งดังกล่าวเป็นการกระทาโดยไม่มีอานาจและเป็นการ กระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ต่อมาสานักงาน ป.ป.ช. ได้มีหนังสือแจ้งผลการพิจารณา สรุปว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่อาจทบทวนการมีคำสั่งให้ไต่สวนข้อเท็จจริงได้ ดังนั้น นางสมหญิง บัวบุตร ซึ่งเป็นหนึ่งในบุคคลที่ถูกกล่าวหาในเรื่องดังกล่าว ได้ยื่นฟ้อง พลตำรวจเอกวัชรพล ประสานราชกิจ ประธานกรรมการ ป.ป.ช. และกรรมการ ป.ป.ช. ทั้ง 9 คน เป็นจาเลยที่ 1 ถึง 9 และนายบวร ยสินทร ผู้ยื่นคำร้องกล่าวหาเป็นจาเลยที่ 10&amp;nbsp; ซึ่งศาลได้นัดสืบพยานนัดแรกในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2561 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ในวันนี้คณะ 40 ส.ส. จึงได้ร่วมกันยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. และคณะอนุกรรมการไต่สวน ให้ยุติการไต่สวนข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าว ด้วยเหตุผลที่สรุปได้ ดังนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ประเด็นที่ 1 การเสนอร่างพระราชบัญญัติ เป็นกระบวนการใช้สิทธิของฝ่ายนิติบัญญัติ ตามรัฐธรรมนูญที่ได้รับการคุ้มครองเอกสิทธิ์โดยเด็ดขาด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;กล่าวคือ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ได้กำหนดเกี่ยวกับกระบวนการตราพระราชบัญญัติ โดยให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวนไม่น้อยกว่ายี่สิบคนมีอานาจเสนอร่างพระราชบัญญัติได้ตามมาตรา 142&amp;nbsp; ซึ่งในขณะนั้นได้มีการตราข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2551 ขึ้นใช้บังคับเป็นการเฉพาะ มีหลักเกณฑ์มีขั้นตอนกาหนดไว้ชัดเจน ตั้งแต่การเสนอญัตติที่เป็นร่างพระราชบัญญัติ การอภิปราย การลงมติ การแต่งตั้งคณะกรรมาธิการ การลงมติทั้งวาระที่ 1 ขั้นรับหลักการ วาระที่ 2 ขั้นการพิจารณาโดยคณะกรรมาธิการ และวาระที่ 3 ขั้นลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ดังนั้นการเสนอร่างพระราชบัญญัติต่อเนื่องไปจนถึงการลงมติวาระที่ 3 จึงเป็นกระบวนการเดียวกัน ของการตรากฎหมายโดยสภาผู้แทนราษฎร ดังที่มาตรา 130 แห่งรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวได้บัญญัติรับรองเอกสิทธิ์ไว้ว่า ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่วุฒิสภา หรือที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา สมาชิกผู้ใดจะกล่าวถ้อยคำใดในทางแถลงข้อเท็จจริง แสดงความคิดเห็น หรือออกเสียงลงคะแนน ย่อมเป็นเอกสิทธิ์โดยเด็ดขาด ผู้ใดจะนำไปเป็นเหตุฟ้องร้องว่ากล่าวสมาชิกผู้นั้นทางใดมิได้ ดังนั้น คณะ 40&amp;nbsp; ส.ส. จึงได้รับเอกสิทธิ์คุ้มครองอย่างเด็ดขาด คณะอนุกรรมการ ไต่สวนจะนำการเสนอร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวไปเป็นเหตุฟ้องหรือว่ากล่าว เช่นตั้งข้อกล่าวหากับผู้ถูกกล่าวหาในทางใดมิได้เป็นอันขาด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ประเด็นที่ 2 การเสนอร่างพระราชบัญญัติเป็นอำนาจหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ ตามรัฐธรรมนูญและเป็นกระบวนการหนึ่งในการตรากฎหมาย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;โดยที่ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีการแบ่งแยกองค์กรที่ใช้อำนาจอธิปไตยในทางนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ออกจากกัน ภายใต้กลไกการตรวจสอบถ่วงดุลตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายบัญญัติไว้ โดยอำนาจนิติบัญญัติใช้โดยรัฐสภา ซึ่งการเสนอร่างพระราชบัญญัติเป็นกระบวนการหนึ่งในขั้นตอนของการตรากฎหมาย ส่วนร่างพระราชบัญญัติฉบับใดจะได้รับการบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมของสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ ก็เป็นอำนาจของประธานสภาผู้แทนราษฎรที่จะพิจารณาตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และขั้นตอนที่กำหนดไว้ในข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2551 ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น การดำเนินการต่อไปในขั้นตอนที่ว่าสภาผู้แทนราษฎรจะให้ความเห็นชอบ ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวในวาระที่หนึ่ง วาระที่สอง วาระที่สาม หรือไม่ ก็ถือเป็นอำนาจอิสระของสภาผู้แทนราษฎรซึ่งต้องดาเนินการตามหลักเกณฑ์วิธีการและขั้นตอนตามที่รัฐธรรมนูญ และข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรบัญญัติไว้ และเมื่อร่างพระราชบัญญัติผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรแล้วก็ต้องส่งให้วุฒิสภาได้พิจารณาก่อน หากวุฒิสภาให้ความเห็นชอบแล้ว จึงจะนำไปสู่ขั้นตอนการนาร่างพระราชบัญญัติเสนอขั้นทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อพระมหากษัตริย์ทรง ลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป ซึ่งกระบวนการทั้งหมดเป็นเรื่องที่อยู่ในวงงาน ของรัฐสภาโดยเฉพาะ นอกเหนือจากนี้แล้วไม่มีรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายให้อำนาจองค์กรใดเข้ามาตรวจสอบได้ โดยเฉพาะคณะกรรมการ ป.ป.ช. &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ประเด็นที่ 3 การตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมเป็นหลักการทำกฎหมายปกติที่ผ่านมา มีการตรากฎหมายเช่นนี้ ถึง 23 ฉบับ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;การนิรโทษกรรมนั้นเป็นหลักการทางกฎหมายที่ได้รับการยอมรับเป็นสากลว่าเป็นไปเพื่อลบล้างความผิดให้กับบุคคลซึ่งต้องกระทาโดยองค์กรที่มีอำนาจในการตรากฎหมาย โดยกฎหมาย ให้ถือว่าการกระทำนั้น ไม่เป็นความผิดอีกต่อไป หากผู้กระทำความผิดได้รับโทษมาแล้วก็ให้ถือว่า ผู้นั้นไม่เคยกระทำความผิด และไม่เคยได้รับโทษมาก่อน หากรับโทษอยู่ก็ให้การลงโทษนั้นยุติลง อันมีผลเป็นการยกเว้นความผิดและยกเว้นโทษให้กับบุคคล เจตนารมณ์ของกฎหมายนิรโทษกรรม ก็เพื่อต้องการให้ประชาชนลืมการกระทำนั้นเสีย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ที่ผ่านมาประเทศไทยได้มีการตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแล้ว จำนวน 23 ฉบับ ซึ่งเนื้อหาของการก่อกบฏและรัฐประหารมีโทษถึงประหารชีวิต ก็มีการนิรโทษกรรมมาแล้ว ทั้งในรูปแบบพระราชบัญญัติ พระราชกำหนด รวมถึงการนิรโทษกรรมไว้ในบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;อนึ่ง การเสนอร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฯ ฉบับดังกล่าว หาได้เป็นการขัดหรือแย้ง ต่ออนุสัญญาและกติการะหว่างประเทศที่เกี่ยวกับการต่อต้านการทุจริตหรือคอรัปชั่นไม่ว่าฉบับหนึ่งฉบับใด เพราะเป็นการตรากฎหมายภายในขึ้นบังคับใช้ มิใช่เรื่องการปฏิบัติระหว่างรัฐต่อรัฐ และโดยเฉพาะร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ไม่ได้มีบทบัญญัติใดขัดหรือแย้งต่อกติกาสากลระหว่างประเทศดังกล่าว ซึ่งรวมถึงพระราชบัญญัติอีก 23 ฉบับ ที่ได้เคยประกาศใช้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ประเด็นที่&amp;nbsp; 4 ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ไม่ได้มีเนื้อหำเป็นการไปเอื้อประโยชน์แก่ผู้หนึ่งผู้ใดเป็นการเฉพาะและการทำหน้าที่ดังกล่าวไม่ถือเป็นการบิดผันการใช้อำนาจ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สาหรับร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฉบับดังกล่าวนี้ มีหลักการและสาระสำคัญเป็นไปทำนองเดียวกับพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมที่เคยประกาศใช้มาแล้ว ส่วนกรณีใดจะเข้าเงื่อนไข ที่จะได้รับประโยชน์หากร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวประกาศใช้เป็นกฎหมายแล้วย่อมเป็นดุลพินิจของศาลหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องที่จะพิจารณาไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของคณะอนุกรรมการไต่สวน หรือคณะกรรมการ ป.ป.ช.จะคิดและวินิจฉัยได้เอง สำหรับข้อกังวลว่าร่างกฎหมายนี้จะมีผลต่อคดีของอดีตนายกทักษิณ ชินวัตร ในคดีที่ถูกศาลฎีกามีคาสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินกว่า 46,000 ล้านบาท นั้น จะเห็นว่า ตามร่างมาตรา 5 ก็บัญญัติชัดเจนว่าผลของการนิรโทษกรรม ไม่ก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องใดๆ แก่ผู้ได้รับนิรโทษในอันที่จะเรียกร้องสิทธิหรือประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น และคดีดังกล่าว เป็นคดีแพ่งไม่ใช่คดีอาญาที่อยู่ในขอบเขตของร่างพระราชบัญญัตินี้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ประเด็นที่ 5 มีการเสนอร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมในคราวเดียวกันนี้ถึง 6 ฉบับ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;นอกจากนี้ ในช่วงเวลาที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวนั้นสถานการณ์ของประเทศอยู่ในภาวะที่เกิดความขัดแย้งแตกแยกรุนแรงในสังคม ซึ่งรัฐบาล ที่เข้ามาบริหารประเทศต้องการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติ จึงได้ประกาศ เป็นนโยบายของรัฐบาลและได้แถลงต่อรัฐสภา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ด้วยเหตุนี้จึงมีผู้เสนอร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม รวมถึงร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวกับการปรองดองซึ่งมีเนื้อหาเป็นการนิรโทษกรรมเช่นกัน จำนวนหลายฉบับต่อสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งรวมได้ในขณะนั้นเป็น จำนวน 10 ฉบับ แต่ขณะนั้นสภาผู้แทนราษฎรได้บรรจุระเบียบวาระ เข้าพิจารณาในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร จานวน 6 ฉบับ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ซึ่งร่างพระราชบัญญัติทั้งหมด มีเนื้อหาเป็นการนิรโทษกรรมให้กับเหตุการณ์ชุมนุมและความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งทุกฉบับล้วนมีเจตนาที่ต้องการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นของคนในชาติ ลืมความขัดแย้งและอดีตที่ขมขื่นและให้อภัยต่อกัน เพียงแต่มีสาระสำคัญที่แตกต่างกันในรายละเอียดบางประการเท่านั้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ประเด็นที่ 6 ร่างพระราชบัญญัตินี้ในที่สุด ไม่ถูกตราขึ้นเป็นกฎหมาย จึงไม่มีผลบังคับใช้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ตามข้อเท็จจริงเมื่อร่างพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว ได้นำเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภา ปรากฏว่าร่างพระราชบัญญัติได้ถูกยับยั้งไว้ และต่อมามีพระราชกฤษฎีกายุบสภา ร่างพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวจึงตกไป ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติของกระบวนการตรากฎหมายตามรัฐธรรมนูญ มีการตรวจสอบถ่วงดุลกันอย่างรอบคอบและเป็นขั้นเป็นตอน จึงอาจกล่าวได้ว่า ผู้ถูกกล่าวหามิได้กระทำความผิดใดๆ จากการร่วมกันลงชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว ซึ่งได้ตกไป ในที่สุด ไม่อาจกล่าวได้ว่าเกิดความเสียหายใดๆ ขึ้นจากการเสนอร่างพระราชบัญญัติ อีกทั้ง โดยหลักการก็ไม่อาจถือได้ว่าเป็นการพยายามกระทำความผิด เพราะการเสนอร่างพระราชบัญญัติ หาใช่การลงมือกระทำความผิดและเป็นการใกล้ชิดกับความผิดสำเร็จแต่อย่างใด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ประเด็นที่ 7 กรณีเทียบเคียงกับกรณีประธานกรรมการ ป.ป.ช. และประธานอนุกรรมการ ไต่สวนได้ร่วมเป็นกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ....&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;จะเห็นได้ว่าการเสนอร่างพระราชบัญญัติของคณะ 40 ส.ส. และการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติของกรรมาธิการ เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ และเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นลักษณะเดียวกับการเสนอและพิจารณาร่างพระราชบัญญัติทั่วไป โดยขอยก กรณีเทียบเคียงกับการที่ประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช. (พลตารวจเอกวัชรพล ประสารราชกิจ) &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;และประธานคณะอนุกรรมการไต่สวน (นางสาวสุภา ปิยะจิตติ) เข้าไปร่วมเป็นกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.... ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งมีการเสนอแก้ไขจากหลักการของร่างเดิมหลายประการ อาทิเช่น การให้กรรมการ ป.ป.ช. ที่ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามเป็นกรรมการ ป.ป.ช. ตามรัฐธรรมนูญยังคงอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้จนครบวาระการเพิ่มอำนาจให้กรรมการ ป.ป.ช. ในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารการดักฟังสื่ออิเลคโทรนิคส์ต่างๆ ได้นั้น ล้วนเป็นการกระทำที่เป็นประโยชน์ทับซ้อนของบุคคลทั้งสองและบุคคลทั้งสองได้ประโยชน์โดยตรงเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งไม่ควรกระทำ หากจะถือว่าเป็นการกระทำในฐานะการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ข้อเท็จจริงดังกล่าว ถือว่าเป็นการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่หรือทุจริตต่อหน้าที่ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ซึ่งมีความชัดเจนและความร้ายแรงเสียยิ่งกว่ากรณีของคณะ 40 ส.ส. ซึ่งไม่มีข้อเท็จจริงใดสนับสนุนว่ามีการกระทำความผิดเลย ดังจะเห็นได้จากพฤติการณ์ข้อเท็จจริงที่ประธานอนุกรรมการไต่สวนในคดีนี้ แม้ขณะพิจารณามาตราดังกล่าวจะไม่ได้เข้าประชุม แต่ก็ได้สมยอมหรือมีพฤติการณ์ร่วมกันกับ สนช. ด้วยการให้เหตุผลต่างๆ ในที่ประชุม สนช. เพื่อให้ต่ออายุการทาหน้าที่ของตนและกรรมการ ป.ป.ช ที่ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้าม จนในที่สุด สนช. ได้มีมติต่ออายุการทำหน้าที่ของประธานอนุกรรมการไต่สวนและกรรมการ ป.ป.ช. อีกหลายคนอันอยู่ในประการที่เป็นผลประโยชน์ทับซ้อน และเป็นการบิดผันการใช้อานาจอย่างแท้จริง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ดังที่คณะ 40 ส.ส. ได้ยื่นหนังสือ ขอความเป็นธรรมและเสนอเหตุผลเพื่อขอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ยุติการไต่สวนตามสำระสำคัญทั้ง 7 ประเด็น ดังกล่าวมาข้างต้น เห็นได้ว่า เรื่องที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีคำสั่งให้ไต่สวนข้อเท็จจริงและคณะอนุกรรมการไต่สวนดำเนินการไต่สวนอยู่นั้น มิใช่เรื่องที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่จะไต่สวนได้ แต่เป็นการก้าวล่วงการใช้อำนาจหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติโดยรัฐสภาและสมาชิกรัฐสภา การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ขัดต่อกฎหมายและหลักนิติธรรม ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 &amp;nbsp;มาตรา 3 วรรคสอง คณะ 40 ส.ส. จึงได้เรียกร้องขอความเป็นธรรมให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ยุติการไต่สวนเสียทันที.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/1722</URL_LINK>
                <HASHTAG>40 อดีตส.ส., นิรโทษกรรม, พรรคเพื่อไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180125/image_big_5a696707be16f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
