<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>51617</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/12/2019 19:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/12/2019 19:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กฟผ. ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดงาน “พลังงานสรรค์สร้างพลังแผ่นดิน เพื่อการฟื้นฟูโลก” แสดงเจตนารมณ์ในการน้อมนำศาสตร์พระราชาฯ มาพัฒนาชุมชน มุ่งสู่เป้าหมายความยั่งยืนโลก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;กฟผ. ร่วมกับภาคีเครือข่ายหลายภาคส่วน จัดงาน &amp;ldquo;พลังงานสรรค์สร้างพลังแผ่นดิน เพื่อการฟื้นฟูโลก&amp;rdquo;เนื่องในวันดินโลก แสดงพลังแห่งความร่วมมือและแสดงเจตนารมณ์ในการน้อมนำและสืบสานศาสตร์พระราชาฯ เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาให้กับชุมชน เพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านน้ำ อาหาร และพลังงาน พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศให้เข้มแข็ง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายความยั่งยืนโลกต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุรพร ดนัยตั้งตระกูล กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานในพิธีเปิดงาน &amp;ldquo;พลังงานสรรค์สร้างพลังแผ่นดิน เพื่อการฟื้นฟูโลก (Energy Drive Ecosystem)&amp;rdquo; และร่วมเป็นสักขีพยานในการแสดงเจตนารมณ์ความร่วมมือการสืบสานศาสตร์พระราชาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสู่เป้าหมาย ความยั่งยืนโลก ระหว่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และอีก 5 หน่วยงาน คือ ได้แก่ กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย, สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง, มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ, มูลนิธิรักษ์ดินน้ำ Earth Safe Foundation และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร โดยมีนายวรานนท์ ยิ้มมงคล รองผู้ว่าราชการจังหวัดตาก ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และที่ปรึกษามูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ นายวิบูลย์ ฤกษ์ศิระทัย ผู้ว่าการ กฟผ. หัวหน้าส่วนราชการ ชุมชนแม่แจ่ม ชุมชนรอบเขื่อน โรงไฟฟ้า จิตอาสา 904 วปร. และแขกผู้มีเกียรติ เข้าร่วมงานกว่า 500 คน ณ เขื่อนภูมิพล อำเภอสามเงา จังหวัดตาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุรพร ดนัยตั้งตระกูล กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า งาน &amp;ldquo;พลังงานสรรค์สร้างพลังแผ่นดิน เพื่อการฟื้นฟูโลก&amp;rdquo; นับเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระหว่างหน่วยงานหลายภาคส่วน ทั้งชุมชน หน่วยงานราชการ ภาคเอกชน ซึ่งจะเป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่การขยายความร่วมมือในทุกภาคีเครือข่ายต่อไป โดยการน้อมนำศาสตร์พระราชาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาให้กับชุมชน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทย ซึ่งกระทรวงพลังงานในฐานะผู้รับผิดชอบด้านการจัดหาพลังงานให้เพียงพอต่อความต้องการ ได้มีนโนบาย Energy For All เพื่อมุ่งสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็ง และให้ชุมชนได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาพลังงานในพื้นที่และเป็นเจ้าของพลังงาน โดยบูรณาการแนวคิดเพื่อแก้ปัญหา พัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชน บริหารจัดการพื้นที่แบบโคก หนอง นา โมเดล เพื่อพัฒนาน้ำ อาหาร และพลังงาน ซึ่งเป็นปัจจัยจำเป็นพื้นฐานของมนุษย์และเป็นการใช้พื้นที่ของชุมชนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายวิบูลย์ ฤกษ์ศิระทัย ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวว่า กฟผ. ให้ความสำคัญกับการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp;อย่างต่อเนื่องเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชนทุกโครงการของ กฟผ. อาทิ โครงการชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน โครงการปลูกป่า กฟผ. ได้น้อมนำศาสตร์พระราชาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของรัชกาลที่ 9 และน้อมนำพระปฐมบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ในการ &amp;ldquo;สืบสาน รักษา ต่อยอด&amp;rdquo; พระราชกรณียกิจของพระบรมราชชนก มาเป็นแนวทางในการดำเนินงานให้เกิดการพัฒนาที่สมดุลทั้งด้านคน เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม รวมทั้งสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลในการพัฒนาประเทศให้มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการแสดงเจตนารมณ์ความร่วมมือการสืบสานศาสตร์พระราชาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสู่เป้าหมาย ความยั่งยืนโลก ระหว่าง กฟผ. กระทรวงพลังงานและอีก 5 หน่วยงาน ภายใต้กรอบระยะเวลา 3 ปี เป็นการแสดงถึงความร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานหลายภาคส่วนเพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการดำเนินงานที่มุ่งแก้ปัญหาใน 3 ประเด็นหลัก คือ น้ำ อาหาร และพลังงาน เพื่อสร้างความมั่นคงตามเป้าหมายความยั่งยืนโลก (SDGs) โดยเปิดโอกาสให้ชุมชนท้องถิ่นและประชาชนทั่วไปได้มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติเพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน และเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศให้เข้มแข็งต่อไป ทั้งนี้ กฟผ. มีแผนในการน้อมนำศาสตร์พระราชาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนมาพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำในบริเวณ &amp;ldquo;เขื่อน 7 พระนาม 3 โรงไฟฟ้า&amp;rdquo; ได้แก่ เขื่อนภูมิพล จ.ตาก ซึ่งเป็นพื้นที่นำร่องแห่งแรก, เขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์, เขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี, เขื่อนสิรินธร จ.อุบลราชธานี, เขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น, เขื่อนจุฬาภรณ์ จ.ชัยภูมิ, โรงไฟฟ้าแม่เมาะ จ.ลำปาง, โรงไฟฟ้าวังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา และโรงไฟฟ้าบางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากการแสดงเจตนารมณ์ความร่วมมือแล้ว ยังมีการแสดงพลังแห่งความร่วมมือจากทุกภาคีเครือข่ายด้วยกิจกรรมโบกธงแสดงเจตนารมณ์สืบสานศาสตร์พระราชาเนื่องในวันดินโลก ณ บริเวณสันเขื่อนภูมิพล และมีกิจกรรมเสวนาในหัวข้อ &amp;ldquo;เป้าหมายโลกคือเป้าหมายเราด้วยศาสตร์พระราชา&amp;rdquo; โดยผู้ทรงคุณวุฒิจาก 4 ภาคีเครือข่าย ได้แก่ ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และที่ปรึกษามูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมพัฒนาชุมชน รศ.ดร.สุรินทร์ คำฝอย รองอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และนายพัฒนา แสงศรีโรจน์ รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ กฟผ. ซึ่งได้บรรยายถึงความสำคัญพร้อมผลักดันประชาชนให้ร่วมกันขับเคลื่อนและพัฒนาชุมชนสู่เป้าหมายความยั่งยืนระดับโลก และยังมีการจัดแสดงนิทรรศการและผลงานศาสตร์พระราชาของชุมชน สิ่งประดิษฐ์นวัตกรรมการเกษตร พลังงานเพื่อชุมชน นิทรรศการผลงานวิจัยสิ่งประดิษฐ์ของเยาวชน อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ภายในงานยังมีพิธีมอบ &amp;ldquo;52,000 ฝายถวายพ่อ&amp;rdquo; ซึ่งดำเนินการโดยชาวแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ โดย กฟผ. มีส่วนสนับสนุนการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตรผู้นำการขับเคลื่อนการพัฒนาตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (นขพ.) ระดับผู้นำท้องถิ่น 7 ตำบล 104 หมู่บ้าน ในพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ จนเกิดการขับเคลื่อนงานในรูปแบบจิตอาสาภาคประชาชนที่ร่วมมือกันทำงานในพื้นที่และสร้างฝายภูมิปัญญาชาวบ้านได้มากกว่า 52,000 ฝาย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยดูแลและรักษาพื้นที่ต้นน้ำ ป้องกันไม่ให้เกิดตะกอนดินตกลงไปในแหล่งน้ำและเกิดการทับถม จนก่อให้เกิดปัญหาในพื้นที่ปลายน้ำทำให้มีน้ำตื้นเขิน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการใช้ประโยชน์ของเขื่อนต่อไป ซึ่งในวันนี้ กฟผ. และบริษัทในกลุ่ม กฟผ. ได้แก่ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) และบริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมมอบเงินสนับสนุนการสร้างฝาย จำนวน 100,000 บาท โดยมีผู้แทนจาก 3 หมู่บ้านในอำเภอแม่แจ่ม เป็นผู้รับมอบ และมอบเงินสนับสนุนโครงการดับหมอกควัน ดับไฟป่า ในพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม จำนวน 300,000 บาท โดยมีนายบุญลือ ธรรมธรานุรักษ์ นายอำเภอแม่แจ่ม เป็นผู้รับมอบ เพื่อนำไปช่วยเหลือกิจกรรมของชาวแม่แจ่มต่อไป พร้อมกันนี้ยังมีกิจกรรมร่วมพลังเอามื้อสามัคคีสร้างฝาย โดยจิตอาสา 904 วปร. ร่วมกับภาคีเครือข่ายจิตอาสาพัฒนา ร่วมกันสร้างฝายชะลอน้ำ ณ ห้วยแก่ง เขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51617</URL_LINK>
                <HASHTAG>50 ปี กฟผ., กระทรวงพลังงาน, นายสุรพร ดนัยตั้งตระกูล, พลังงานสรรค์สร้างพลังแผ่นดิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191202/image_big_5de50711381db.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>44985</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/09/2019 13:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/09/2019 12:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กฟผ. จัดกิจกรรมนำชม ชีววิถี อยู่ดี มีสุข” จ.ชุมพร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;โครงการชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (กฟผ.) ได้จัดกิจกรรม &amp;ldquo;ชีววิถี อยู่ดี มีสุข&amp;rdquo; ณ วิทยาลัยเกษตร และเทคโนโลยีชุมพร เมื่อวันก่อน โดยมีนายสมชัย ชัยโรจน์นิพัฒน์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายปฎิบัติการภาคใต้ กฟผ. เป็นประธานในพิธีเปิดงาน&amp;nbsp; และนายศิริพงษ์ พูลสวัสดิ์ หัวหน้าแผนกปฏิบัติการกิจการด้านสิ่งแวดล้อม กองกิจการเพื่อสังคม ว่าที่ ร.ต.นิพนธ์ ภู่พลับ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีชุมพร ให้การต้อนรับ&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;นายสมชัย ชัยโรจน์นิพัฒน์&amp;nbsp; ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายปฎิบัติการภาคใต้ กฟผ. กล่าวว่า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย นอกเหนือจากภารกิจหลักในการผลิตและจัดหาพลังงานไฟฟ้าที่มีคุณภาพเพื่อสร้างความสุขให้กับประชาชนแล้ว ยังได้ตระหนักถึงความสำคัญในงานด้านต่างๆ โดยเฉพาะงานด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งตลอดมาได้มีโครงการต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนและสังคมเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในนั้นก็คือ &amp;ldquo;โครงการชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน&amp;rdquo; ที่ กฟผ. ได้น้อมนำศาสตร์พระราชามาดำเนินการ ภายใต้แนวทาง &amp;ldquo;สืบสาน ต่อยอด ศาสตร์พระราชา&amp;rdquo; เพราะคือภูมิปัญญาของแผ่นดิน &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;กว่า 20 ปี ในการดำเนินโครงการนี้เป็นที่ประจักษ์ชัดถึงผลสำเร็จ มีการตอบรับของภาคีเครือข่ายในภาคส่วนต่างๆ ที่ได้ให้ความสนใจนำกิจกรรมของโครงการนี้ไปขยายผลต่อยอด และปรับใช้ในชีวิตประจำวันสร้างความสุขที่ยั่งยืนให้กับตนและครอบครัว ตลอดถึงชุมชนโดยส่วนรวม &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;ldquo;กฟผ. มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งสำหรับการจัดกิจกรรม &amp;ldquo;ชีววิถี อยู่ดี มีสุข&amp;rdquo; ที่จัดขึ้นในครั้งนี้ และขอขอบคุณ เครือข่ายชุมชนเกษตรกรรมภาคใต้ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีชุมพร คณาอาจารย์ และนักศึกษา ตลอดจนหน่วยงานภาคเอกชน ตลอดจนสื่อมวลชนและสื่อ Social Media ที่ได้มาร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ &amp;nbsp;และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกภาคส่วนจะได้นำองค์ความรู้ในโครงการชีววิถีไปใช้ให้เกิดประโยชน์ทั้งตนเองครอบครัวตลอดถึงชุมชน และสถานศึกษาเพื่อประโยชน์สุขของสังคมไทยสืบไป&amp;rdquo; นายสมชัย ชัยโรจน์นิพัฒน์&amp;nbsp; ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายปฎิบัติการภาคใต้ กฟผ. กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;ในการจัดกิจกรรมครั้งนี้มีเครือข่ายเกษตรกรโครงการชีววิถีเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน กลุ่มเกษตรกรจากชุมชนบ้านท่าฉาง จังหวัดสุราษฎร์ธานี ผู้บริหารสถานศึกษาทั้งในจังหวัดชุมพรและจังหวัดใกล้เคียง พร้อมั้งฑูตสิ่งแวดล้อมจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนักศึกษาปริญญาโท คณะเกษตรมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตลอดจน บล็อกเกอร์ชื่อดัง และสื่อมวลชนเข้าร่วมกิจกรรม&amp;nbsp; โดยผู้ร่วมกิจกรรมได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้และชมฐานการเรียนรู้ภายในแปลงเกษตรปลอดสารพิษ ณ วิทยาลัยเกษตร และ เทคโนโลยีชุมพร &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;สำหรับโครงการชีววิถีนั้น เป็นผลมาจากที่ กฟผ. ได้น้อมนําหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาปฏิบัติใช้อย่างเป็นรูปธรรมตั้งแต่ปี 2542 เป็นต้นมา ด้วยการจัดตั้ง &amp;ldquo;โครงการชีววิถีเพื่อการพัฒนา อย่างยั่งยืน&amp;rdquo; ขึ้นพร้อมส่งเสริมให้ชุมชนโดยรอบเขื่อนและโรงไฟฟ้าที่ กฟผ. รับผิดชอบเข้ามาศึกษาเรียนรู้แล้วนำไปดำเนินการในพื้นที่ของตนเอง เพื่อให้ประชาชนในชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ ภายใต้แนวทาง อยู่อย่างพอประมาณลดการใช้สารเคมีตามวิถีภูมิปัญญาท้องถิ่นในการทำการผลิตซึ่งเป็นหัวใจในการพัฒนาอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;และในปี 2546 &amp;nbsp;กฟผ. ได้ร่วมมือกับสํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ในการนําโครงการ
ชีววิถีฯ เข้าสู่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี วิทยาลัยประมง วิทยาลัยการอาชีพ และศูนย์วิศวกรรมการเกษตรปทุมธานี โดยมีการขยายความร่วมมือมาอย่างต่อเนื่องจวบจนถึงปัจจุบัน มีจำนวนสถานศึกษาในสังกัด สอศ. จำนวน 112 แห่งทั่วประเทศเข้าร่วมโครงการฯ &amp;nbsp;และสามารถสร้างผลงานวิจัยสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับ &amp;ldquo;ชีววิถี&amp;rdquo; มากกว่า 200 ชิ้นงาน &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;และกว่า 20 ปีของการดําเนินโครงการชีววิถีฯ กฟผ. ได้วางแนวทางการพัฒนาชุมชนไว้อย่างเป็นระบบ ด้วยการนำแนวคิด &amp;ldquo;ชีววิถี&amp;rdquo; มาสร้างกระบวนการการมีส่วนร่วมให้เกิดการเกื้อกูลพร้อมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และพึ่งพากันในชุมชน จวบจนปัจจุบันมีชุมชนไม่น้อยกว่า 300 แห่งทั่วประเทศที่ได้นําแนวทางนี้ไปปฏิบัติใช้และเกิดผลสัมฤทธิ์อย่างยั่งยืน และมีชุมชนที่ยกระดับขึ้นเป็นชุมชนต้นแบบชีววิถีฯ กฟผ. มากถึง 54 ชุมชน โดย กฟผ. ได้ตั้งเป้าให้มีชุมชนดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็น 89 ชุมชนในปี 2565 นี้&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;สำหรับศูนย์การเรียนรู้โครงการชีววิถี กฟผ. ที่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีชุมพรนั้นถือได้ว่าเป็นแบบอย่างของสถานศึกษาที่ประสบความสำเร็จในการดำเนินโครงการชีววิถีฯ แห่งหนึ่ง โดยได้ดำเนินโครงการมาตั้งแต่ปี 2546 ด้วยการจัดสรรพื้นที่จำนวน 4 ไร่ 92 ตารางวา จัดทำโครงการฯ มีการจัดสภาพแวดล้อมที่สะอาดสวยงามร่มรื่นเหมาะต่อการเรียนรู้ของนักเรียนนักศึกษาและผู้ที่สนใจทั่วไป &amp;nbsp;ภายในโครงการฯ มีฐานการเรียนรู้ชีววิถีหลายฐานประกอบด้วยการเพาะปลูกพืชผักสวนครัวและผักเศรษฐกิจแบบปลอดสารพิษ การเลี้ยงหมูหลุมและการเลี้ยงไก่ไข่อารมณ์ดี การเลี้ยงปลาดุกในบ่อ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;พร้อมกันนี้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมฯ ยังได้เข้าเยี่ยมชม ศูนย์การเรียนรู้ ต้นแบบชีววิถีฯ ที่ได้นำองค์ความรู้ จากวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีชุมพรไปขยายผลปฏิบัติใช้จนประสบผลสำเร็จ คือ ศูนย์การเรียนรู้ ต้นแบบชีววิถีฯ &amp;ldquo;ตามรอยพ่อ วิถีพอเพียง&amp;rdquo; จังหวัดชุมพร โดย คุณรัชนี จุลใส ซึ่งได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 ประเภทราษฎรระดับภาคใต้&amp;nbsp; ในการประกวดโครงการชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ปี 2561 ที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งแบบอย่างในการ &amp;ldquo;สืบสาน รักษา ต่อยอด ศาสตร์พระราชา&amp;rdquo; ด้วยการน้อมนำมาปฏิบัติใช้ได้อย่างเป็นรูปธรรม &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44985</URL_LINK>
                <HASHTAG>50 ปี กฟผ., จ.ชุมพร, ชีววิถี อยู่ดี มีสุข, สมชัย ชัยโรจน์นิพัฒน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190904/image_big_5d6f51c776af9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>44409</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/08/2019 16:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/08/2019 16:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กฟผ. ยืนยันเปิดเสรีนำเข้าแอลเอ็นจี ทำให้ค่าไฟถูกลงในระยะยาว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:15.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt&quot;&gt;กฟผ. ยืนยันนโยบายรัฐให้ กฟผ. นำเข้าแอลเอ็นจี 1.5 ล้านตัน เพื่อเพิ่มการแข่งขันในธุรกิจนำเข้าก๊าซธรรมชาติ โดยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการทุกรายทั้งในประเทศและต่างประเทศ เชื่อมั่นส่งผลดีค่าไฟฟ้าถูกลงในระยะยาว และสัญญาการนำเข้า ฯ มีความยืดหยุ่น ไร้ปัญหาค่า Take or Pay &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt&quot;&gt;นายพัฒนา แสงศรีโรจน์ รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ ในฐานะโฆษกการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ชี้แจงประเด็นการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) ของ กฟผ. เป็นการดำเนินการตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2560 เพื่อส่งเสริมการแข่งขันในกิจการก๊าซธรรมชาติในการเปิดเสรีแก่บุคคลที่สาม โดยมอบหมายให้ กฟผ. นำร่องเป็นผู้จัดหาและนำเข้าแอลเอ็นจีไม่เกิน 1.5 ล้านตันต่อปี ซึ่ง กฟผ. ดำเนินการเปิดประมูลจัดหาและนำเข้าก๊าซธรรมชาติตามขั้นตอนอย่างเปิดเผยและโปร่งใส โดยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการทุกรายทั้งในประเทศและต่างประเทศแข่งขันเสนอราคา จนกระทั่งได้ผู้เสนอราคาแอลเอ็นจีที่มีราคาถูกกว่าราคาต่ำสุดของสัญญาจัดหาระยะยาวของประเทศในปัจจุบัน และหากนำไปเฉลี่ยรวมกับก๊าซธรรมชาติจาก อ่าวไทยและเมียนมาร์จะมีราคาถูกลงเมื่อเทียบกับแอลเอ็นจีที่ใช้อยู่ในระบบปัจจุบัน โดยจะนำไปใช้ในโรงไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพสูงสุดของ กฟผ. เพื่อไม่ให้เกิดภาระต้นทุนการผลิตไฟฟ้า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt&quot;&gt;ส่วนความกังวลว่าการนำเข้าแอลเอ็นจีของ กฟผ. จะทำให้เกิดปัญหาค่าปรับตามสัญญาไม่ใช้ก็ต้องจ่าย หรือ Take or Pay นั้น กฟผ. มั่นใจว่าจะไม่เกิดปัญหา เนื่องจาก กฟผ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เตรียมแผนบริหารจัดการเพื่อไม่ให้เกิดค่า Take or Pay โดยสัญญาซื้อขายแอลเอ็นจีของ กฟผ. มีความยืดหยุ่น สามารถปรับลดปริมาณการนำเข้า โดยกำหนดปริมาณไว้ระหว่าง 0.8 -1.5 ล้านตันต่อปี อีกทั้ง กฟผ. ได้เจรจากับบริษัทคู่สัญญาให้ดำเนินการขายแอลเอ็นจีส่วนที่ไม่ได้ใช้ให้กับรายอื่นแทน กฟผ. ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt&quot;&gt;กฟผ. ดำเนินการตามนโยบายของรัฐ เพื่อส่งเสริมให้เกิดประสิทธิภาพการแข่งขันในกิจการก๊าซธรรมชาติของประเทศ โดย กฟผ. เล็งเห็นถึงโอกาสในการเลือกซื้อแอลเอ็นจีในราคาต่ำสุด ทำให้ประชาชนได้ประโยชน์สูงสุดจากใช้ไฟฟ้าราคาถูกลงในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44409</URL_LINK>
                <HASHTAG>50 ปี กฟผ., นายพัฒนา แสงศรีโรจน์, แอลเอ็นจี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190827/image_big_5d64f3946dcca.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>44046</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/08/2019 16:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/08/2019 16:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ช่วยชาติประหยัด 2,600 ล้าน ด้วยระบบสั่งการโรงไฟฟ้าอัจฉริยะ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;ด้วยความต้องการอยากให้คนไทยมีไฟฟ้าใช้ในราคาที่เหมาะสม ควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพในระบบไฟฟ้าไม่ให้เกิดไฟตกหรือดับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในฐานะหน่วยงานที่มีความรับผิดชอบดูแลความมั่นคงระบบไฟฟ้าของประเทศ จึงได้คิดค้นนวัตกรรมที่สามารถบริหารจัดการปัจจัยสำคัญของประเทศทั้ง 2 ประการไปพร้อมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;lsquo;ระบบสั่งการโรงไฟฟ้าอัจฉริยะ&amp;rsquo; เป็นนวัตกรรมที่คิดค้นโดยผู้ปฏิบัติงาน กฟผ. โดยการนำเทคโนโลยี AI (Artificial Intelligence) มาใช้ในการรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้า เพื่อให้สามารถสั่งการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนผลิตไฟฟ้าต่ำ ซึ่งระบบสั่งการโรงไฟฟ้าอัจฉริยะมีต้นทุนในการจัดทำเพียงชุดละ 30,000 บาท แต่กลับช่วยชาติและช่วยคนไทยประหยัดค่าไฟฟ้าได้มากถึง 2,600 ล้านบาท หรือลดลงครัวเรือนละ 0.03 สตางค์/หน่วย นับตั้งแต่เริ่มใช้งานมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;ldquo;เพื่อให้สามารถเดินเครื่องโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนในการผลิตราคาต่ำได้เต็มที่ เช่น ในช่วงฤดูฝน โรงไฟฟ้าพลังน้ำใน สปป.ลาว มีน้ำที่สามารถใช้ผลิตไฟฟ้าเป็นปริมาณมาก ซึ่งทรัพยากรน้ำมีราคาต้นทุนในการผลิตถูกกว่าก๊าซธรรมชาติ หรือ ถ่านหิน จึงต้องการให้โรงไฟฟ้าเดินเครื่องได้อย่างเต็มที่ เพื่อทำให้ภาพรวมด้านต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของประเทศต่ำลง&amp;rdquo; สิริกัลยา พัชนี วิศวกรสาวจาก กฟผ. พูดถึงแรงบันดาลใจในการคิดค้นนวัตกรรมนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะสามารถผลิตไฟฟ้าได้มาก แต่ในทางเทคนิคแล้วไม่สามารถส่งไฟฟ้าได้เกินกว่าขีดความสามารถของสายส่ง เพราะระบบส่งไฟฟ้าก็เปรียบเสมือนกับท่อน้ำ ที่หากปริมาณน้ำที่ส่งมากเกินกว่าความจุของท่อ ก็อาจจะเกิด &amp;lsquo;ท่อแตก&amp;rsquo; ได้ เช่นเดียวกับสายส่งไฟฟ้าที่สามารถรับไฟฟ้าได้จำกัด ซึ่งหากมีการผลิตและส่งไฟฟ้ามากเกินกว่าที่ประสิทธิภาพของสายส่งไฟฟ้าจะรับได้ จะทำให้เกิดการขัดข้องของสายส่งไฟฟ้าแรงสูง และส่งผลต่อเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า และนำไปสู่การเกิดไฟฟ้าดับในบริเวณกว้างได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;หรืออธิบายให้เข้าใจแบบง่ายๆ คือ สมมติว่า มีสายส่ง 2 เส้น โดยแต่ละเส้นสามารถรองรับปริมาณไฟฟ้าได้เส้นละ 200 เมกะวัตต์ รวมเป็น 400 เมกะวัตต์ หากเกิดเหตุการณ์ที่สายส่งเส้นหนึ่งขัดข้องไม่สามารถส่งไฟฟ้าได้ ระบบนี้จะสั่งการอัตโนมัติให้ตัดปริมาณไฟฟ้าจากแหล่งผลิตไม่ให้ส่งไฟฟ้าจำนวน 400 เมกะวัตต์ เข้าสายส่งที่เหลือเพียงเส้นเดียว ทั้งนี้เพื่อลดความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดไฟฟ้าดับได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;ระบบสั่งการโรงไฟฟ้าอัจฉริยะนี้จึงมีหน้าที่เข้ามาบริหารจัดการ และตัดสินใจแทนมนุษย์ในเวลาเสี้ยววินาที เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ไฟฟ้าดับ และสร้างเสถียรภาพในระบบไฟฟ้า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;หลักการทำงานของระบบสั่งการโรงไฟฟ้าอัจฉริยะเป็นการผสานกันระหว่างซอฟต์แวร์ กับฮาร์ดแวร์ โดยที่ซอฟต์แวร์ จะเป็นระบบที่สามารถประมวลผลสภาพระบบไฟฟ้าที่เกิดขึ้นแบบ Real time และสามารถตัดสินใจควบคุมระบบแทนมนุษย์ได้อย่างรวดเร็ว ในเวลาเพียง 30 มิลลิวินาที ในขณะที่ฮาร์ดแวร์ เป็นกล่องควบคุมที่ติดตั้งอยู่ที่สถานีไฟฟ้า (Substation) ทำหน้าที่สั่งการควบคุมระบบไฟฟ้าให้เหมาะสมกับการใช้ไฟฟ้าในสถานการณ์นั้นๆ เพื่อความมั่นคงของระบบและการรักษาเสถียรภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;การสั่งการของระบบสามารถทำได้เร็วกว่าโอเปอร์เรเตอร์ที่เป็มนุษย์ และรวดเร็วกว่าการกะพริบตาของคนเสียอีก&amp;rdquo;วิศวกรจาก กฟผ. กล่าวถึงความอัจฉริยะของระบบนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;นวัตกรรม &amp;lsquo;ระบบสั่งการโรงไฟฟ้าอัจฉริยะ&amp;rsquo; เป็นไอเดียของผู้ปฏิบัติงาน กฟผ. ที่ช่วยรักษาเสถียรภาพของระบบ พร้อมเดินเครื่องโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนต่ำได้เต็มที่ ด้วยความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ และความคิดสร้างสรรค์ในการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อให้คนไทยมีไฟฟ้าใช้อย่างมีประสิทธิภาพและมีราคาที่เหมาะสม รวมทั้งสร้างผลประโยชน์ให้แก่ประเทศนวัตกรรม &amp;lsquo;ระบบสั่งการโรงไฟฟ้าอัจฉริยะ&amp;rsquo; จึงได้รับรางวัลอันทรงเกียรติ ที่เป็นเครื่องการันตีความสุดยอดของนวัตกรรมชิ้นนี้ โดยได้รับถ้วยรางวัลพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุด (Platinum Award) ภายในงาน &amp;ldquo;มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2562 (Thailand Research Expo 2019)&amp;rdquo; เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;นับเป็นความภาคภูมิใจที่ยิ่งใหญ่ของชาว กฟผ. ที่ทำเพื่อประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44046</URL_LINK>
                <HASHTAG>50 ปี กฟผ., การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.), สิริกัลยา พัชนี, เทคโนโลยี AI, ไฟฟ้าอัจฉริยะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190822/image_big_5d5e5c91d0845.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33048</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/04/2019 15:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/04/2019 15:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“นวัตกรรมปันแสงแบ่งข้าวเพื่อชุมชน” งานวิจัยฝีมือคนไทย คิดค้นโซลาร์เซลล์กึ่งใสมาใช้ในนาข้าว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;กฟผ. &amp;ndash; นักวิจัยไทย โชว์ผลงาน &amp;ldquo;นวัตกรรมปันแสงแบ่งข้าวเพื่อชุมชน&amp;rdquo; คิดค้นโซลาร์เซลล์กึ่งใสมาใช้ในการปลูกพืช นำนวัตกรรมพลังงานมาใช้ประโยชน์ในพื้นที่เกษตร ได้ผล 2 ต่อ พืชเติบโตตามปกติ ทั้งยังนำพลังงานที่ได้มาใช้ประโยชน์อื่นๆ ช่วยให้เกษตรกรลดรายจ่าย มีชีวิตที่ดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;ดร.ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานในพิธีเปิดนิทรรศการ &amp;ldquo;นวัตกรรมปันแสงแบ่งข้าวเพื่อชุมชน&amp;rdquo; จัดแสดงโครงการวิจัยการนำโซลาร์เซลล์กึ่งใสมาใช้ร่วมกับการทำเกษตรกรรมการปลูกพืช โดยมี นายวิบูลย์ ฤกษ์ศิระทัย ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ผศ.ดร.สุรเชษฐ เดชฟุ้ง หัวหน้าโครงการฯ คณะผู้บริหารและพนักงาน กฟผ. เข้าร่วมงาน ณ สวนน้ำพระทัย โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ อ.บางกรวย จ.นนทบุรี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;ดร.ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า กระทรวงพลังงานมุ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรมพลังงานเพื่อความยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมพัฒนา ทุกภาคส่วน ทุกระดับ และทุกอาชีพ ตามนโยบาย Thailand 4.0 เพื่อมุ่งสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน โดยพัฒนานวัตกรรมและงานวิจัย เพื่อยกระดับความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนในประเทศให้ดีขึ้น โดยเฉพาะเกษตรกรซึ่งเป็นประชาชนกลุ่มใหญ่ของประเทศ โดยบูรณาการใช้ความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีและความรู้ของนักวิจัยไทย จัดทำโครงการ &amp;ldquo;นวัตกรรมปันแสงแบ่งข้าวเพื่อชุมชน&amp;rdquo; วิจัยการใช้โซลาร์เซลล์กึ่งใสร่วมกับการทำเกษตรกรรมการปลูกพืช เป็นโครงการนำร่องที่จะช่วยยกระดับเกษตรกรรมไทย ด้วยการนำนวัตกรรมพลังงานมาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการด้านเกษตรกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นการใช้งานพื้นที่เกษตรกรรมของชุมชนให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งประโยชน์จะตกอยู่กับเกษตรกรโดยตรง เกษตรกรสามารถปลูกพืชได้ผลดีดังเดิม และสามารถนำพลังงานไฟฟ้าที่ได้จากแสงอาทิตย์มาใช้ในครัวเรือนและระบบสูบน้ำ ซึ่งจะช่วยให้ ลดค่าใช้จ่ายลงได้ และผลการวิจัยในครั้งนี้ยังเป็นฝีมือคนไทยที่น่าภาคภูมิใจอย่างยิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;นายวิบูลย์ ฤกษ์ศิระทัย ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวว่า กฟผ. เห็นถึงความสำคัญของงานวิจัยและนวัตกรรมที่สร้างประโยชน์ให้กับสังคม ซึ่ง &amp;ldquo;นวัตกรรมปันแสงแบ่งข้าวเพื่อชุมชน&amp;rdquo; เป็นโครงการวิจัยการใช้โซลาร์เซลล์กึ่งใสร่วมกับการทำเกษตรกรรมการปลูกข้าวพันธุ์ไรซ์เบอรี่ ซึ่งเป็นพันธุ์ข้าวเศรษฐกิจที่มีคุณค่าทางอาหารและได้รับความนิยมสูง โดยดำเนินโครงการร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม และกรมพัฒนาที่ดิน บนพื้นที่บริเวณสวนน้ำพระทัย โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ เพื่อสร้างความเชื่อมโยงในการผลิตไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อภาคการเกษตร โดยน้ำที่ใช้ในการปลูกข้าวนำมาจากบ่อพักน้ำของโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ชุดที่ 2 ที่ผ่านการปรับสภาพน้ำและผ่านการตรวจสอบจากห้องทดลองที่รับรองมาตรฐานแล้วว่าสามารถใช้ปลูกพืชทางการเกษตรและสามารถรับประทานได้อย่างปลอดภัย นอกจากนี้ พลังงานไฟฟ้าที่ได้จากโซลาร์เซลล์ในโครงการวิจัยดังกล่าว ได้ถูกส่งไปใช้ที่ห้องควบคุมไฟฟ้าและเครื่องสูบน้ำของโครงการวิจัย รวมถึงใช้ในอาคาร Co-Working Space ของโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ มาตั้งแต่เริ่มโครงการในเดือนพฤศจิกายน 2561 จนถึงปัจจุบัน สามารถลดการใช้พลังงานได้ถึง 18,000 หน่วย และลดค่าใช้จ่ายได้กว่า 72,000 บาท จึงพิสูจน์ได้ว่า โครงการวิจัยสามารถบูรณาการด้านพลังงานไฟฟ้าและสามารถปลูกพืชทางการเกษตรให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และชุมชนได้อย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;การนำโซลาร์เซลล์กึ่งใสมาใช้ร่วมกับการปลูกข้าว จะทำให้เกษตรกรสามารถนำพลังงานที่ผลิตได้ในพื้นที่นาข้าวมาใช้ประโยชน์ใช้ในกิจกรรมทางการเกษตรอื่นๆ หรือใช้ในบ้านเรือน อีกทั้ง กฟผ. ยังมีแนวทางพัฒนาต่อยอด โดยจะนำข้อมูลจากงานวิจัยไปประยุกต์ใช้ในการปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดอื่นๆ ที่มีมูลค่าสูง สำหรับชุมชน เกษตรกรรม และโรงเรียน รวมถึงเป็นต้นแบบการพัฒนาไปสู่ระบบฟาร์มอัจฉริยะ (Smart Farm) ในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;ผศ.ดร.สุรเชษฐ เดชฟุ้ง หัวหน้าโครงการวิจัย กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการวิจัยการนำโซลาร์เซลล์กึ่งใสมาใช้กับเกษตรกรรมการปลูกข้าว ได้มีการออกแบบแผงโซลาร์เซลล์กึ่งใสให้มีลักษณะเป็นตารางหมากรุกสลับกับช่องใส โดยใช้โซลาร์เซลล์กึ่งใสที่ทำจากซิลิคอนชนิดผลึกรวม (Polycrystalline Silicon Solar Cell) จำนวน 227 แผง ให้พลังงานไฟฟ้า 155 วัตต์ต่อแผง กำลังผลิตติดตั้ง 35.19 กิโลวัตต์ วางแผงโซลาร์เซลล์ทำมุม 17 องศา หันรับแสงทางทิศใต้ ความสูงประมาณ 4 เมตร โดยอาศัยหลักการปรับอัตราส่วนพื้นที่ทึบแสงต่อพื้นที่โปร่งแสงในแผ่นโซลาร์เซลล์ตามความต้องการความเข้มแสงที่แตกต่างกันของพืช พร้อมติดตั้งระบบติดตามข้อมูลด้วยเซนเซอร์ผ่านระบบอินเตอร์เน็ตแบบ Real Time ได้แก่ ตัววัดค่าความเข้มแสง อุณหภูมิ ความชื้นอากาศ ความเร็วลม ระดับน้ำ ความแข็งแรงของโครงสร้าง และ Power Flow จากการวิจัยพบว่า ข้าวพันธุ์ Rice berry ใช้เวลาปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวประมาณ 130 &amp;ndash; 150 วัน ด้วยวิธีการปลูกข้าวแบบออแกนิคทั้งหมด ได้แก่ การใช้กากชาในการกำจัดหอยเชอรี่ ฉีดพ่นสารสะเดาเพื่อป้องกันแมลงและเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ฉีดพ่นฮอร์โมนไข่เพื่อบำรุงต้นข้าวให้สมบูรณ์แข็งแรง ใช้ปุ๋ยหมักในการบำรุงดิน ไล่นกโดยใช้ระบบคลื่นเสียง ไล่หนูด้วยวิธีควบคุมระดับน้ำให้อยู่ในปริมาณที่พอเหมาะเพื่อป้องกันหนู จึงทำให้การเจริญเติบโตของต้นข้าวและสีข้าวในโครงการวิจัย ไม่แตกต่างจากวิธีการปลูกปกติ สามารถรับประทานได้อย่างปลอดภัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33048</URL_LINK>
                <HASHTAG>50 ปี กฟผ., กระทรวงพลังงาน, ดร.ศิริ จิระพงษ์พันธ์, นักวิจัยไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190405/image_big_5ca7102434dc1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33045</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/04/2019 14:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/04/2019 14:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กฟผ. ร่วมกับนักวิจัยไทย คิดค้นโซลาร์เซลล์กึ่งใส นำนวัตกรรมพลังงานยกระดับเกษตรกรไทย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;ดร.ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานในพิธีเปิดนิทรรศการ &amp;ldquo;นวัตกรรมปันแสงแบ่งข้าวเพื่อชุมชน&amp;rdquo; โดยมีนายวิบูลย์ ฤกษ์ศิระทัย ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ผศ.ดร.สุรเชษฐ เดชฟุ้ง หัวหน้าโครงการฯ และผู้เกี่ยวข้องร่วมงานจัดแสดงโครงการวิจัยการนำโซลาร์เซลล์กึ่งใสมาใช้ร่วมกับการทำเกษตรกรรมการปลูกข้าวพันธุ์ไรซ์เบอรี่ เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำพลังงานที่ผลิตได้ในพื้นที่การเกษตรมาใช้ประโยชน์ในกิจกรรมทางการเกษตรอื่นๆ หรือ ใช้ในบ้านเรือน โดยในอนาคต กฟผ. มีแนวทางพัฒนาต่อยอดนำข้อมูลจากงานวิจัยไปประยุกต์ใช้ในการปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดอื่นๆ รวมถึงเป็นต้นแบบการพัฒนาไปสู่ระบบฟาร์มอัจฉริยะ ณ สวนน้ำพระทัย โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ อ.บางกรวย จ.นนทบุรี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33045</URL_LINK>
                <HASHTAG>50 ปี กฟผ., กระทรวงพลังงาน, ชุมชน, ดร.ศิริ จิระพงษ์พันธ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190405/image_big_5ca7060243845.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>29131</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/02/2019 16:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/02/2019 16:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฉลากเบอร์ 5 ติดดาว ★ รูปแบบใหม่ ไฉไลกว่าเดิม !!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:15.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;เลือกเครื่องใช้ไฟฟ้า เลือกที่มีฉลากเบอร์ 5 ติดดาว ★ รูปแบบใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;bull; กฟผ. ดำเนินโครงการฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 มากว่า 25 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;bull; ปี 2561 ได้จัดทำมาตรฐานการประหยัดพลังงานของเครื่องใช้ไฟฟ้าให่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;bull; เริ่มใช้ฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 ติดดาว ★ รูปแบบใหม่ ในวันที่ 1 มกราคม 2562&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;bull; ดาวยิ่งมาก ยิ่งประหยัดไฟมาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ที่ผ่านมา การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ดำเนินโครงการ ฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 มากว่า 25 ปี ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคมาโดยตลอด เพราะมีความเชื่อมั่นในผลการทดสอบการประหยัดไฟฟ้า จนกลายเป็นความนิยมและเป็นหลักในการเลือกเครื่องใช้ไฟฟ้าของผู้บริโภคส่วนใหญ่ ว่าเมื่อต้องการซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าสักชิ้นจะต้องเลือกที่มีฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 เป็นตัวเลือกแรกๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;ล่าสุดในปี 2561 ที่ผ่านมา ได้มีการจัดทำมาตรฐานการประหยัดพลังงานของเครื่องใช้ไฟฟ้า/ผลิตภัณฑ์ที่ติดฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 ให้สูงขึ้นกว่าฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 เดิม เป็น &amp;ldquo;ฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 ติดดาว&amp;rdquo; จุดประสงค์เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพของเครื่องใช้ไฟฟ้า และเป็นการให้ข้อมูลผู้บริโภคได้ชัดเจนยิ่งขึ้น และทำให้เลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าได้ง่ายกว่าเดิม โดยได้เริ่มวางจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์ที่ติดฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 รูปแบบใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;สำหรับฉลากรูปแบบใหม่ แบ่งเกณฑ์ระดับประสิทธิภาพพลังงานเป็น 4 ระดับ คือ เบอร์ 5, เบอร์ 5 ★, เบอร์ 5 ★★ และ เบอร์ 5 ★★★ ซึ่งยิ่งดาวมาก ยิ่งแสดงถึงการประหยัดไฟที่มากยิ่งขึ้น โดยแต่ละระดับสามารถประหยัดค่าไฟฟ้าได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 5 &amp;ndash; 10&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;ข้อแตกต่างระหว่างฉลากเก่าและฉลากใหม่นั้น มีดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;ทั้งนี้ สามารถเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://labelno.5.egat.co.th ซึ่งจะมีรายละเอียดของผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองจาก กฟผ. และมีรายละเอียดของฉลากแต่ละผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบความถูกต้องของฉลากได้ด้วยตนเอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;หลังจากนี้ หากจะเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าเครื่องต่อไป ให้ดูฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 รูปแบบใหม่ สังเกตง่ายๆ คือ ฉลากที่มี &amp;ldquo;ดาว&amp;rdquo; ปรากฏบนฉลาก ดาวยิ่งมากยิ่งประหยัดไฟฟ้ามากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29131</URL_LINK>
                <HASHTAG>50 ปี กฟผ., การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.), ฉลากเบอร์ 5 ติดดาว, ฉลากใหม่, พลังงาน, ไฟฟ้า/</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190214/image_big_5c652ea250316.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
