<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>107967</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/06/2021 23:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/06/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทุ่ม7.5พันล.เยียวยา เฉียด7แสนรายทั้งนายจ้าง-ลูกจ้าง-ร้านอาหารใน1เดือน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;บิ๊กตู่&amp;rdquo; ไฟเขียวทุ่ม 7.5 พันล้านบาท เยียวยานายจ้าง-ลูกจ้าง-ร้านอาหาร เฉียด 7 แสนราย จากเหตุสุดวิสัย 50% ของฐานเงินเดือนให้กับลูกจ้าง แต่สูงสุดไม่เกิน 7,500 บาท เป็นเวลา 1 เดือนใน 6 จังหวัด กรณีร้านอาหารจะประเมินอีกทีใน 15 วัน ประกันสังคมจ่ายเงินเพิ่มเติมอีก 2 พันต่อคน สำหรับลูกจ้าง ส่วนนายจ้าง 3 พันบาทต่อหัวของจำนวนลูกจ้าง นอกประกันสังคมแจกในแอปถุงเงิน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2564 ที่ตึกภักดีบดินทร์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เรียกประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจ (ศบศ.) เพื่อหามาตรการเยียวยาทางเศรษฐกิจ &amp;nbsp;ภายหลังมีคำสั่งยกระดับมาตรการเป็นการชั่วคราว เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในพื้นที่กรุงเทพฯ &amp;nbsp;ปริมณฑล และจังหวัดชายแดนใต้ รวมทั้งสิ้น 10 จังหวัด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยที่ประชุมจะรับทราบรายงานจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รวมทั้งการพิจารณารูปแบบการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบกลุ่มผู้ประกอบการในระบบประกันสังคม นอกจากนี้ ยังต้องจับตาโครงการคนละครึ่ง เฟส 3 ที่จะเริ่มวันที่ 1 ก.ค.นี้ ว่าจะมีการปรับอย่างไรหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังการประชุม พล.อ.ประยุทธ์แถลงว่า ขอชี้แจงไปถึงประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการประกาศคำสั่งฉบับที่ 25 ซึ่งในการประชุมวันนี้ได้มีการหารือทั้งภาครัฐ กระทรวงที่เกี่ยวข้อง และโรงเรียนแพทย์ เพื่อให้สอดคล้องถึงการดำเนินการ ตนขอยืนยันว่ารัฐบาล คณะรัฐมนตรี (ครม.) และส่วนราชการ รับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายทุกภาคส่วนเพื่อนำมาพิจารณาทุกครั้ง ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม รัฐบาลฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันนี้ต้องทำความเข้าใจกันว่าสิ่งที่เดือดร้อนกันวันนี้คือสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค ซึ่งมีผลกระทบใน 6 จังหวัด ประกอบด้วย กรุงเทพฯ นครปฐม สมุทรปราการ สมุทรสาคร นนทบุรี และปทุมธานี ที่ได้การประกาศออกไป จึงจำเป็นที่จะต้องมีการแก้ไขปัญหาตรงนี้ รวมถึงระยะต่อไปจะมีการดำเนินการเช่นกัน เพื่อให้เกิดความทั่วถึงในหลายกิจกรรม ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับที่เราเคยทำมาแล้ว และอาจจะมีมาตรการใหม่ๆ ออกมาอีก อย่างวันนี้เราทำโครงการคนละครึ่ง โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ ก็จะออกไปตามกำหนดการเดิม ซึ่งเป็นมาตรการการเยียวยา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ กล่าวว่า เราจะเน้นในเรื่องของการลดผลกระทบในระยะเวลา 1 เดือน จากการที่ได้มีการประกาศฉบับที่ 25 ใน 6 จังหวัดก่อน โดยรัฐบาลได้เตรียมงบประมาณส่วนของรัฐบาล ซึ่งเป็นเงินจากเงินกู้และเงินจากกองทุนประกันสังคมรวมแล้วจำนวน 7.5 พันล้านบาท ระยะเวลา 1 เดือน ซึ่งจะต้องเร่งดำเนินการให้ได้ใน 6 จังหวัด 3 หมวด ประกอบด้วย เรื่องของการก่อสร้างที่พักแรม บริการด้านอาหาร สถานบันเทิงและนันทนาการ ซึ่งมีผลกระทบจำนวนมากพอสมควร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันนี้รัฐบาลมีมติจะจ่ายเงินเพิ่มเติมให้กับลูกจ้างในระบบประกันสังคม ตัวเลขคร่าวๆ ประมาณ 2,000 บาทต่อคน และนายจ้างในระบบประกันสังคมตามจำนวนลูกจ้าง 3,000 บาทต่อคน ไม่เกิน 200 คน สรุปว่ารัฐบาลจะดูแลทุกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบในระยะเวลา 1 เดือนที่ได้ประกาศปิดไปแล้ว และเหตุผลที่เราต้องปิดแคมป์คนงาน เพราะมีแรงงานติดเชื้อโควิดและแพร่ระบาดเป็นจำนวนมาก ที่ส่งผลกระทบกับจุดอื่นด้วย ซึ่งการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบแบ่งเป็นระยะที่ 1, &amp;nbsp;ระยะที่ 2 และระยะที่ 3 ซึ่งก็จะมีพื้นที่จังหวัดอื่นตามมา แต่วันนี้ขอในส่วน 6 จังหวัดก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ปัญหาที่มีแรงงานทยอยกลับบ้าน เรื่องนี้ต้องดูข้อมูลในรายละเอียดที่ผ่านมา ตนห่วงใยอยู่แล้ว จะเห็นได้ว่าเช้าวันที่ 26 มิ.ย.ที่ผ่านมา ได้สั่งการให้ทหาร ตำรวจ และพลเรือนลงไปปฏิบัติหน้าที่ทันที เพื่อป้องกันการเคลื่อนย้ายกลับบ้าน เพราะวิตกว่าจะไปแพร่เชื้อในที่อื่น ทหารหลายนายได้รับความเสี่ยงสูง สำหรับวันนี้ตนเชื่อว่าไม่มีใครอยากกลับบ้าน เพราะกลับไปก็จะต้องถูกพื้นที่ควบคุมให้อยู่ในพื้นที่ที่กำหนด และไม่มีงาน แต่วันนี้อยู่ในคลัสเตอร์ที่เราควบคุมได้ มีการจ่ายชดเชยในส่วนของกระทรวงแรงงานอยู่แล้ว 50 เปอร์เซ็นต์ของค่าแรง อาหารการกินก็มีคนมาสนับสนุนดูแล
ทบทวนร้านอาหารใน 15 วัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;สิ่งที่ได้รับผลกระทบและผมเป็นห่วงในวันนี้ก็คือร้านอาหาร โดยเฉพาะร้านอาหารรายย่อย ที่ปกติคนค่อนข้างระมัดระวังเรื่องโควิดระบาดอยู่แล้ว ไม่ค่อยออกนอกบ้าน จึงได้ขอความร่วมมือไปยังสมาคมก่อสร้างกับผู้ประกอบการร้านอาหารต่างๆ เพื่อประกอบอาหารและจัดส่งไปยังสถานประกอบการและแคมป์คนงานต่างๆ เพื่อที่จะได้มีรายได้ เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง เรื่องนี้ทางกรุงเทพฯ รับเรื่องไปแล้ว แน่นอนว่าย่อมมีคนไม่สบายใจหรือยังไม่พอใจ แต่ก็ต้องเข้าใจว่ารัฐบาลจำเป็นที่จะต้องบริหารงานให้เป็นระบบ ไม่เช่นนั้นจะเกิดปัญหาพันกันยุ่งเหยิงในอนาคต รัฐบาลต้องดำเนินการให้รอบคอบรัดกุม&amp;rdquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ที่ประชุมเห็นชอบร่วมกัน โดยจะนำข้อสรุปทั้งหมดนำเข้าสู่ที่ประชุม ครม.ในวันที่ 29 มิ.ย.นี้ นอกจากดูแลลูกจ้างแล้ว จะต้องดูแลนายจ้างด้วย ส่วนนายจ้างที่รายได้ขาดหายไป ก็จะมีการไปชดเชยตรงอื่นตามจำนวนลูกจ้างที่มีอยู่ ซึ่งมีรายละเอียดอีกมากพอสมควร โดยรัฐจะพิจารณารายหัวให้กับลูกจ้าง ซึ่งผู้ประกอบการจะได้ไปด้วย แต่ต้องไม่เกิน 200 คน ก็ต้องยอมรับว่าใช้เงินมหาศาล ซึ่งในที่ประชุมคิดอย่างละเอียดรอบคอบกว่า 3 ชั่วโมง เราต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจบ้าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่า ผู้ที่จะได้รับการเยียวยาจะเป็นอย่างไร นายกฯ ตอบว่า กรณีหยุดงานจากเหตุสุดวิสัย จะได้รับเงินเยียวยา 50 เปอร์เซ็นต์ แต่ต้องอยู่ในพื้นที่ โดยที่รัฐบาลจะเข้าไปสมทบให้ ส่วนโครงการคนละครึ่งที่มีข่าวว่าจะเลื่อนนั้น ยืนยันว่ายังไม่เลื่อน ยังเป็นไปตามกำหนด รวมถึงโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ ไม่ได้มีเลื่อนอะไรทั้งสิ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า ผู้ประกอบการที่ถูกคำสั่งไม่ให้นั่งกินในร้านจากคำสั่งล่าสุด เขารู้สึกหนักเกินไป จะผ่อนปรนให้นั่งกิน 25 เปอร์เซ็นต์ได้หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เดี๋ยวดู ต้องขอเวลาดูก่อน แต่รัฐบาลก็สมทบเงินเยียวยาให้อยู่แล้วในช่วง 1 เดือนนี้ได้หมด เราถึงบอกว่าขอดู 1 เดือน และในระยะเวลา 1 เดือน เราก็จะดูในช่วงเวลา 15 วันด้วย โดยจะต้องประมาณการว่าหากดีขึ้นจะทำอย่างไร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อย่างวันนี้ สถานประกอบการที่มีคนก่อสร้างเขาก็เดือดร้อน ซึ่งต้องพิจารณาเป็นกรณีไป กรณีไหนที่สามารถหยุดได้ชั่วคราวก็ขอให้หยุดไปก่อน แต่กรณีไหนที่ต้องทำงานต่อทางด้านเทคนิค เช่น การทำอุโมงค์หรือก่อสร้างที่ได้ขึ้นชั้นไปแล้ว ซึ่งต้องมีเวลาการเซตตัวอะไรประมาณนี้ ก็ต้องขออนุมัติขึ้นมา ศบค.กำลังพิจารณาอยู่ ก็รู้ถึงความเดือดร้อน และก็เดือดร้อนไปทั้งหมด พวกเราก็เดือดร้อนไปไม่น้อยกว่า เพราะต้องคิดว่าทำอย่างไรจะให้คนสามารถดำรงชีวิตได้ในช่วงนี้ และอยากฝากว่าหลายประเทศเขาเดือดร้อนยิ่งกว่าเรา&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซักว่ามีการประเมินหรือไม่ว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อรายวันที่สูงขึ้น จะเบาลงได้ในช่วงเวลาไหน นายกฯ ตอบว่า ตัวเลขที่ขึ้นต้องยอมรับในหลักการ ถ้าเราไม่ค้นหาเชิงรุกตัวเลขก็ไม่ขึ้น คำแนะนำของหมอให้ค้นหาเชิงรุก ซึ่งก็ต้องเจอ และหลายคนติดเชื้อแต่ไม่มีอาการ คนบางส่วนแข็งแรง แต่เชื้อไปแพร่คนอื่น ฉะนั้นเมื่อมีการตรวจค้นเชิงรุก เราต้องยอมรับตัวเลขที่เพิ่มขึ้น แต่เมื่อเพิ่มขึ้นมาแล้วก็ต้องดูในส่วนของผู้ที่รักษาหายรายวันว่ามีจำนวนเท่าไหร่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สมมุติว่าอย่างวันนี้ตัวเลขสูง 5,000 ราย แต่ตัวเลขที่รักษาหายกว่า 3,000 ราย ก็ต้องไปบริหารจัดการว่าทำอย่างไร และพื้นที่ไหนที่มีการแพร่ระบาด ก็ต้องมีการพิจารณาเรื่องวัคซีน เราได้ปรับตัวเลขอย่างนี้มาตลอดเวลา ไม่ได้ทำงานรายวัน แต่เราคิดกันเป็นระบบ และต้องรู้ว่าการทำงานประกอบด้วยหลายส่วนงาน หากคิดคนเดียวความคิดเห็นท่านอาจจะถูก แต่บางครั้งมันทำไม่ได้ ถูกต้องหรือไม่ ตรงนี้ต้องเห็นใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;รัฐบาลนี้ผมขอยืนยันดูแลเต็มที่ และรับฟังความเห็นของทุกคน ชอบ-ไม่ชอบผมก็ฟังและนำมาดูทั้งหมด ซึ่งต้องดูว่าอันไหนที่ทำได้ผมก็รับมา แต่ถ้าไม่เป็นประโยชน์ผมก็ไม่อยากจะดู ถ้าในเชิงสร้างความเกลียดชังความขัดแย้งมากๆมันไม่เกิดประโยชน์ เวลานี้บ้านเมืองมันต้องเป็นอย่างนี้ ผมไม่รังเกียจใครเลย เพราะผมถือว่าทุกคนเป็นคนไทย หลายๆอย่างผมก็เสียใจอยู่เหมือนกัน ที่หลายๆคนก็ใช้วาจากิริยาไม่สุภาพ มันควรหรือไม่ประเทศไทยในวันนี้ ผมก็ไม่อยากจะพูดหรอก และผมก็อดทนอยู่แล้ว&amp;rdquo; พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
เดินหน้าภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า การเปิดภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ที่นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พลังงาน ลงไปดูเรียบร้อยหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ยืนยันว่า วันที่ 1 ก.ค.เปิดรับนักท่องเที่ยว และนายกฯ จะลงไปในพื้นที่วันที่ 1 ก.ค. ตามกำหนดการเดิม เรื่องนี้ทุกคนต้องช่วยกัน ต่อให้นายกฯ ประกาศอะไรไป ถ้าทุกคนไม่ร่วมมือมันก็ทำอะไรไม่ได้ทั้งนั้น ถ้าทุกคนไอ้นั่นก็ไม่ได้ ไอ้นี่ก็ไม่ได้ ไอ้นี่จะเอา ไอ้นี่ไม่เอา แล้วมันจะทำอะไรได้ มันต้องหามาตรการที่เหมาะสมแล้วเดินหน้าไปให้ได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;วันนี้ผมต้องเชื่อฟังทางคุณหมอ ระบบสาธารณสุข เขายืนยันว่าถ้าเราฉีดวัคซีนในพื้นที่ภูเก็ต และคนที่เข้ามาได้รับวัคซีน 2 เข็ม และอยู่ในพื้นที่ที่เป็นเกาะ เราก็คอนโทรลได้ เมื่อทำเกาะนั้นได้ก็ทำเกาะอื่นต่อไป จากนั้นก็มาดูพื้นที่ที่เป็นแผ่นดินใหญ่ มันต้องทยอยอย่างนั้น ถ้าทำพรึ่บเลยทีเดียวก็เกิดปัญหา ที่ผ่านมาเห็นว่าทุกคนเดือดร้อน ขอผ่อนคลาย ตนก็ผ่อนคลายให้ เมื่อผ่อนคลายแล้วเกิดปัญหาก็ต้องมาร่วมมือแล้วแก้ปัญหาใช่หรือไม่ &amp;nbsp;เช่นร้านอาหารขอเปิดตนก็ให้ 25 เปอร์เซ็นต์ตนก็ให้ 50 เปอร์เซ็นต์ตนก็ให้ &amp;nbsp;แต่ถ้าเกิดปัญหาจะให้ตนทำอย่างไร วันนี้จะเห็นได้ว่าตำรวจทหารไปตรวจทุกที่ จับกุมได้ทุกวัน เพราะยังมีคนที่ไม่ค่อยร่วมมืออยู่ นี่แหละสำคัญ ซึ่งจะทำให้คนอื่นเดือดร้อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่าจะมีการชดเชยสถานบันเทิงที่ปิดก่อนหน้านี้ด้วยหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า รัฐบาลดูแล บางอันได้ตอนนี้ แต่บางอันได้หลังจากนี้ เข้าใจหรือไม่ ตนได้ย้ำแล้ววันนี้เป็นการแก้ไขความเดือดร้อนจากประกาศฉบับที่ 25 ถามอีกว่าสถานบันเทิงบอกว่าเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบ พล.อ.ประยุทธ์ย้ำว่า ก็เยียวยา กระทรวงแรงงานดูแลอยู่แล้ว ทั้งเจ้าของกิจการ ลูกจ้าง ต้องขอบคุณทุกคนที่ยืนอยู่ขณะแถลงข่าวนี้ด้วย ทุกท่านก็เต็มที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่ามาตรการดังกล่าวจะเข้าสู่การประชุมครม.ในวันที่ 29 มิ.ย. เพื่อให้ ครม.เห็นชอบในหลักการ และในสัปดาห์ต่อไปจะเข้าสู่ที่ประชุมของ ครม.อีกครั้งเพื่ออนุมัติวงเงิน ซึ่งในส่วนของวงเงินที่รัฐบาลจะใช้ 4,000 ล้านบาทจากเงินกู้นั้น จะผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการกลั่นกรองเงินกู้ ก่อนจะมาเข้า ครม.ตามขั้นตอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกรัฐบาล เปิดเผยว่า มาตรการเยียวยาโควิดประกันสังคมจะจ่ายในกรณีเหตุสุดวิสัย 50% ของฐานเงินเดือนให้กับลูกจ้าง แต่สูงสุดไม่เกิน 7,500 บาท เป็นเวลา 1 เดือน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประกันสังคมจ่ายเงินเพิ่มเติมอีก 2,000 บาทต่อคน สำหรับลูกจ้างในระบบประกันสังคมเพื่อเป็นค่าใช้จ่าย รวมเป็นเวลา 1 เดือน ประกันสังคมจ่ายเงินช่วยเหลือให้กับผู้ประกอบการหรือนายจ้าง จำนวน 3000 บาท/หัวของจำนวนลูกจ้าง (แต่ไม่เกิน 200 คน) ซึ่งส่วนนี้ประกันสังคมจะจ่ายให้กับผู้ประกอบการ เป็นเวลา 1 เดือน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า รัฐบาลจะไม่มีการเลื่อนโครงการคนละครึ่ง เพื่อรักษาระดับการบริโภคของประชาชนหลังจากที่มีการออกมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงข่าวว่า ผู้ประกอบการที่ต้องปิดกิจการใน 6 จังหวัด มีจำนวนถึง 697,315 คน ตามที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกระทรวงการคลัง ผู้อยู่ในระบบประกันสังคมได้รับการเยียวยาเลย เพราะลงทะเบียนไว้แล้ว จะได้รับการเยียวยา เช่นได้รับ 50% ของรายได้ อย่างแรงงานให้หยุด ต้องหยุดอยู่ในแคมป์ จะจ่ายให้ 50% ของค่าแรง สูงสุดไม่เกิน 7,500 บาท โดยเฉพาะถ้าเป็นคนไทย สัญชาติไทย รัฐจะเพิ่มให้อีก 2,000 บาท ถ้าไม่อยู่ในระบบประกันสังคมให้ไปลงทะเบียน ภายในระยะเวลา 1 เดือนก็จะได้ ถ้าไม่ขึ้นทะเบียนให้ไปขึ้นในแอปถุงเงิน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107967</URL_LINK>
                <HASHTAG>500 บาท, นอกประกันสังคมแจกในแอปถุงเงิน, บิ๊กตู่, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เยียวยานายจ้าง-ลูกจ้าง-ร้านอาหาร, ไฟเขียวทุ่ม 7.5 พันล้านบาท, ไม่เกิน 7</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210628/image_big_60d977ee8413c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>89871</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/01/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/01/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยันเป้าแจก3.5พันทั้งปท. พิพัฒน์หนุนช่วยท่องเที่ยว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลยันเป้าแจก 3,500 บาท 2 เดือน หวังครอบคลุมคนครึ่งประเทศ ไม่ใช่แค่ 28 จังหวัดสีแดง ยันมีเงินเพียงพอ &amp;ldquo;พิพัฒน์&amp;rdquo; ชงมาตรการอุ้มท่องเที่ยว ตั้งกองทุนดูแลต่างชาติ แบ่งจ่ายคนละครึ่ง ดูแลแรงงาน 4 แสนราย &amp;ldquo;แรมโบ้&amp;rdquo; แนะจตุพรใจเย็น เชื่อมีมาตรการออกมาอีก &amp;ldquo;กอร์ปศักดิ์&amp;rdquo; ชงจ่ายคนอายุ 18 ปีขึ้นไปจบไม่ยุ่งยาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 14 ม.ค. ยังคงมีความต่อเนื่องจากมาตรการเยียวยาการระบาดรอบใหม่ของโควิด-19 โดยเฉพาะมาตรการเราชนะ ที่จะมีการแจกเงินคนละ 3,500 บาท นาน 2 เดือน ในช่วงเดือน ก.พ.-มี.ค.2564 โดยล่าสุดมีการส่งต่อกันโนโลกออนไลน์อย่างต่อเนื่องว่าจะแจกเฉพาะ 28 จังหวัดสีแดงเท่านั้น ล่าสุด มีรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่าไม่เป็นความจริง เพราะรายละเอียดของมาตรการยังไม่ได้ข้อสรุป โดยล่าสุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 12 ม.ค. สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ และกระทรวงการคลังประเมินว่ามีผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ ต้องได้รับเงินเยียวยาครอบคลุมทั้งประเทศ 30-35 ล้านคน คิดเป็นเม็ดเงิน 2.1 แสนล้านบาท โดยใช้เงินจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ในส่วนเยียวยาวงเงิน 5.55 แสนล้านบาท ที่ยังมีวงเงินเหลืออยู่กว่า 2 แสนล้านบาทมาดำเนินการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ที่คุยกันไว้เบื้องต้นคือต้องการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบทั้งประเทศ เพราะแม้ว่าจะจำกัดการเดินทางพื้นที่สีแดง 28 จังหวัด แต่จังหวัดอื่นๆ ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน กิจกรรมทางเศรษฐกิจชะลอตัวไปด้วย แต่ก็ไม่แน่ใจว่าในข้อเสนอล่าสุดฝ่ายบริหารจะตัดสินใจเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการหรือไม่ ต้องรอในที่ประชุม ครม.วันที่ 19 ม.ค.นี้ แต่ยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้มีปัญหาเรื่องงบประมาณ หากต้องเยียวยาให้ประชาชนทั้งประเทศ เพราะมีวงเงินใน พ.ร.ก.กู้เงินเหลืออยู่&amp;rdquo; รายงานข่าวระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน น.ส.กุลยา ตันติเตมิท ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการคนละครึ่ง เฟส 2 ที่ลงทะเบียนอีก 5 ล้านสิทธิ์ โดยกำหนดให้ใช้จ่ายเงินภายในวันที่ 14 ม.ค.2564 เพื่อรักษาสิทธิ์ในมาตรการ ล่าสุดมีผู้ใช้จ่ายเงินผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังแล้ว 4 ล้านคน เมื่อรวมกับเฟส 1 อีก 10 ล้านคน มีผู้ใช้จ่ายแล้วรวม 13.6 ล้านคน ซึ่งต้องรอดูในวันที่ 14 ม.ค. ซึ่งเป็นวันสุดท้ายจะมียอดใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่ หากมีผู้ถูกตัดสิทธิ์มาก การเปิดทะเบียนในรอบเก็บตกวันที่ 20 ม.ค. ก็อาจเปิดให้ลงทะเบียนมากกว่า 1 ล้านสิทธิ์ ซึ่งทั้งหมดต้องเสนอ ครม. เห็นชอบในวันที่ 19 ม.ค.นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬากล่าวถึงมาตรการการช่วยเหลือการท่องเที่ยวในช่วงสถานการณ์โควิด -19 ว่าจะเสนอให้มีการจัดตั้งกองทุนการท่องเที่ยวเพื่อรองรับกรณีที่นักท่องเที่ยวเข้ามาในไทยหากประสบอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วย ซึ่งคล้ายกับภาษีซาโยนาระของประเทศญี่ปุ่น เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยว โดยค่าใช้จ่ายการทำประกันนั้น นักท่องเที่ยวต้องเป็นผู้จ่าย โดยประเมินว่านักท่องเที่ยว 1 คนต้องจ่าย 10 ดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลและกรณีเสียชีวิต ซึ่งกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะเก็บเงินส่วนนี้เข้ากองทุน และที่ผ่านมาเราก็อยากมีกองทุนของตัวเองเพื่อใช้เยียวยาผู้ประกอบการการท่องเที่ยว ซึ่งล่าสุดรัฐบาลได้ให้นโยบายมาแล้ว โดยหากที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติเห็นชอบ ก็จะนำเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.ต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพิพัฒน์ยังกล่าวถึงมาตรการดูแลผู้ประกอบการท่องเที่ยวว่า ได้หารือกับสมาคมต่างๆ เช่น สภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว สมาคมโรงแรม สมาคมการจัดประชุม ซึ่งได้ข้อสรุปว่าจะมีการผ่อนผันดอกเบี้ยเงินต้น การเข้าถึงซอฟต์โลน และการช่วยเหลือแรงงานในภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะโรงแรม หลังจากนี้จะไปหารือกับกระทรวงแรงงานเพื่อช่วยเหลือแรงงานประมาณ&amp;nbsp; 4 แสนคน อาจทำในลักษณะการแบ่งจ่ายคนละครึ่ง รัฐบาลจ่าย 50% ผู้ประกอบการจ่าย 50% โดยผู้ประกอบการต้องไม่ปลดพนักงานออก โดยจะเยียวยาเป็นเวลา 2 เดือน คือเดือน ก.พ.-มี.ค.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกฯ กล่าวถึงกรณีที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. เฟซบุ๊กไลฟ์ติติงมาตรการแจกเงินเยียวยาคนละ 3,500 บาทใน 2 เดือน เป็นความคิดที่ทุเรศ พร้อมขอให้ทบทวนให้เพิ่มไปที่เท่าเดิมคือ 5,000 บาทต่อเดือนนาน 3 เดือนว่า การให้ความช่วยเหลือประชาชนนายกฯ และรัฐบาลไม่เคยหยุดคิดที่จะหาแนวทางนำมาตรการต่างๆ ออกมาช่วยเหลือ แต่การจะออกมาตรการใดๆ มานายกฯ ย้ำอยู่เสมอว่าต้องรอบคอบ โปร่งใส ครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่ม ซึ่งมาตรการนี้นายกฯ ได้ชี้แจงแล้วว่าเป็นการพิจารณาในเบื้องต้น
&amp;ldquo;เชื่อว่านายกฯ จะมีมาตรการอื่นๆ มาช่วยเหลือประชาชนได้อีก ซึ่งนายจตุพรก็ควรคิดด้วยว่าหากจะมีการที่พิจารณามาตรการใดๆ ออกมาจะต้องคำนึงถึงงบประมาณที่จะนำมาใช้จ่ายในอนาคตด้วย เนื่องจากเราไม่ทราบว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 จะต่อเนื่องไปถึงเมื่อใด อย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้ หรือใช้คำไม่สุภาพ คำไม่เหมาะสมกล่าวหารัฐบาลเลย&amp;quot; นายสุภรณ์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ อดีตรองนายกฯ ในรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้แสดงความคิดเห็นผ่านทวิตเตอร์ถึงมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบโควิด-19 ว่าการจ่ายเงินโดยแยกอาชีพวุ่นวาย สมัยนี้ไม่มีใครมีอาชีพเดียว ไม่พอกิน ข้าราชการ คนค้าคนขาย เป็นเกษตรกรก็มี เกษตรกรมีบัตรคนพิการก็มี จ่ายทุกคนโดยใช้ข้อมูลรายได้ของกรมสรรพากรเป็นหลัก โดยงบประมาณ 2 แสนล้านบาท เป็นเงินมาก แถมต้องกู้มาด้วย ในความเป็นจริง ภาระใช้หนี้ตกอยู่กับผู้ที่ได้รับแจกเงินอยู่ดี เพราะต้องนำเงินภาษีมาใช้หนี้เงินกู้ก้อนนี้ในอนาคต วิกฤติขณะนี้รัฐไม่มีทางเลือกจะจ่ายเท่าไหร่ นานแค่ไหน เป็นความรับผิดชอบของคลังที่จะพิจารณา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ข่าวว่ารัฐบาลอาจให้เงินเยียวยาเฉพาะผู้อยู่เขตพื้นที่สีแดง ส่วนตัวไม่เห็นด้วย เพราะคนเดือดร้อนไม่ใช่เฉพาะในเขตพื้นที่สีแดง แต่เดือดร้อนทั่วไปหมด มากน้อยอาจต่างกัน ถ้ารัฐใช้รายได้เป็นตัวหลักน่าจะตอบโจทย์ได้ดีกว่า เช่นให้ทุกคนที่อายุเกิน 18 รายได้ไม่เกิน 35,000 บาทต่อเดือน&amp;quot; นายกอร์ปศักดิ์ระบุ
ขณะที่นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.เมื่อวันที่ 12 ม.ค. ได้ทบทวนมติเกี่ยวกับมาตรการการเงินการคลังเพื่อสนับสนุนการลงทุนในประเทศ ปี 2563 มาตรการดูแลและเยียวยาผลกระทบจากโควิด-19 ต่อเศรษฐกิจไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม ระยะที่ 2 และมาตรการช่วยเหลือ SMEs โดยอนุมัติให้ขยายเวลาการขอสินเชื่อและพิจารณาสินเชื่อออกไปจนถึงสิ้นเดือน มิ.ย.ปีนี้ โดยมี 4 มาตรการคือ 1.มาตรการสินเชื่อเพื่อการลงทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) วงเงินสินเชื่อรวมทั้งสิ้น 5,000 ล้านบาท ที่ยังคงเหลือวงเงินภายใต้โครงการอีก 2,142 ล้านบาท 2.โครงการสินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับผู้มีอาชีพอิสระ ซึ่งธนาคารออมสินสนับสนุนสินเชื่อ จำนวน 20,000 ล้านบาท และ ธ.ก.ส.สนับสนุนสินเชื่อ 20,000 ล้านบาท ซึ่ง 2 ธนาคาร มีวงเงินคงเหลือทั้งสิ้น 14,365 ล้านบาท
3.โครงการสินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับผู้มีรายได้ประจำที่ได้รับผลกระทบ ที่มีวงเงินเหลือ 2,987 ล้านบาท และ 4.โครงการสินเชื่อเสริมพลังฐานรากของธนาคารออมสิน ซึ่งมีวงเงินคงเหลือ 7,425 ล้านบาท.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89871</URL_LINK>
                <HASHTAG>28 จังหวัดสีแดง, 500 บาท, กองทุนดูแลต่างชาติ, ดูแลแรงงาน, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อุ้มท่องเที่ยว, แจก 3</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210114/image_big_60004cc276f80.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>89770</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/01/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/01/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขานรับแจก7พัน พยุงศก.โต2.5%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สุพัฒนพงษ์-อาคม&amp;rdquo; พร้อมใจแจงมาตรการเยียวยาโควิด &amp;ldquo;ขุนคลัง&amp;rdquo; ยันจ่าย 3,500 บาทแค่ 2 เดือน เพราะต้องประหยัดงบให้มากที่สุด แต่ยันเงินรัฐบาลเพียงพอ โอ่ครอบคลุม 35 ล้านคนได้เฮ แย้ม &amp;ldquo;คนละครึ่ง&amp;rdquo; ต้องประเมินเป็นรายไตรมาส&amp;nbsp; &amp;ldquo;ดีอีเอส&amp;rdquo; คุยเจรจาเอกชนเตรียมช่วยค่ามือถือทุกประเภท พร้อมเพิ่มความเร็วเน็ตบ้าน &amp;ldquo;ม.หอการค้าไทย&amp;rdquo; ยกมือเชียร์ บอกเกาถูกที่คัน ชี้หากคุมโควิดอยู่ใน ก.พ.ได้จะเสียหายแค่ 2 แสนล้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันพุธที่ 13 มกราคม ยังคงมีความต่อเนื่องจากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 12 ม.ค. ในการคลอดมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือโควิด-19 ระลอกใหม่ โดยนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) พิจารณามาตรการด้านไฟฟ้าเพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่มีภาระค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเป็นเวลา 2 เดือน ในระหว่างเดือน ก.พ.-มี.ค.2564 ซึ่งได้เสนอต่อที่ประชุม ครม.และได้มีการเห็นชอบ 3 มาตรการ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุพัฒนพงษ์กล่าวต่อว่า มาตรการที่ 1 สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยที่ติดตั้งมิเตอร์ไม่เกิน 5 แอมป์ และใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 150 หน่วยต่อเดือน ได้แก่ ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 1.1 ของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.), ประเภทที่ 1.1.1 ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.), ลูกค้ารายย่อยของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และประเภท 10 ของกิจการไฟฟ้าสวัสดิการสัมปทานกองทัพเรือ (กิจการไฟฟ้าสวัสดิการฯ) รวมจำนวน 10.13 ล้านราย จะได้รับค่าไฟฟ้าฟรี 90 หน่วยแรกทุกราย มาตรการที่ 2 สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าเกิน 150 หน่วยต่อเดือน ได้แก่ ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 1.2 และ 1.3 ของ กฟน.&amp;nbsp; ประเภท 1.1.2 และ 1.2 ของ กฟภ. ลูกค้ารายย่อยของ กฟผ. และประเภท 11 ของกิจการไฟฟ้าสวัสดิการฯ รวม 11.83 ล้านราย จะได้รับส่วนลดค่าไฟฟ้าในส่วนของหน่วยการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากบิลค่าไฟฟ้าซึ่งใช้เดือน ธ.ค.2563 เป็นฐานในการคำนวณส่วนลด ทั้งนี้ ในการดำเนินงานดังกล่าวให้เป็นส่วนลดค่าไฟฟ้าก่อนการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนมาตรการที่ 3 สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทกิจการขนาดเล็ก ไม่รวมส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจของ กฟน.และ กฟภ.ลูกค้าตรงของ กฟผ.และผู้ใช้ไฟฟ้าของกิจการไฟฟ้าสวัสดิการฯ ที่มีลักษณะเป็นการอยู่อาศัยร่วมกับการประกอบธุรกิจรายเล็ก จะให้ค่าไฟฟ้าฟรี 50 หน่วยแรกทุกราย โดยจะแถลงรายละเอียดมาตรการความช่วยเหลือจาก กกพ., กฟน. และ กฟภ.อีกครั้งในวันศุกร์ที่ 15 ม.ค. 2564 นี้ โดยมาตรการดังกล่าวใช้งบประมาณรวมทั้งสิ้น 8,202 ล้านบาท ครอบคลุมผู้ใช้ไฟฟ้า 23.70 ล้านราย หรือคิดเป็น 97% ของผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศ &amp;nbsp;
โวช่วยเหลือ 35 ล้านคน
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง กล่าวว่า มาตรการที่ออกมาจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และในภาพรวมจะช่วยประคองเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการป้องกันการระบาดไม่ให้ขยายวงกว้าง โดยในส่วนของมาตรการเราชนะ จะเป็นการช่วยเหลือในกลุ่มที่ยังไม่ได้รับการดูแล ซึ่งเป็นกลุ่มที่อยู่นอกระบบ เช่น ผู้ประกอบอาชีพอิสระ พ่อค้าแม่ค้า ผู้ขับแท็กซี่ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง คาดว่ามีอยู่ราว 30-35 ล้านคน ที่มีสิทธิ์ได้รับเงินช่วยเหลือเดือนละ 3,500 บาท เป็นเวลา 2 เดือน ซึ่งกระทรวงการคลังจะนำเสนอรายละเอียดต่อ ครม.อีกครั้งก่อนเปิดให้ลงทะเบียน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;วิธีการลงทะเบียนจะไม่ยาก ต้องการแค่ข้อมูลส่วนตัวและเลขบัตรประชาชนเท่านั้น รอบนี้เราจะพยายามทำให้การลงทะเบียนง่ายขึ้นกว่ารอบแรกหรือโครงการเราไม่ทิ้งกัน&amp;quot; นายอาคมกล่าว และว่า ส่วนความช่วยเหลือที่รัฐบาลกำหนดไว้เพียง 2 เดือนนั้น รัฐบาลจำเป็นต้องประหยัดการใช้งบประมาณให้ได้มากที่สุด ขณะเดียวกันก็ต้องใช้งบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุดเช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอาคมยังกล่าวถึงโครงการคนละครึ่งทั้งเฟส 1 และเฟส 2 ว่าได้ผลตอบรับที่ดีมากจากประชาชน ช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยและกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศได้มากขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศที่ต้องการแรงขับเคลื่อนหลักจากการบริโภคในประเทศเป็นหลัก หลังจากที่รายได้ภาคการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบจากโควิด ซึ่งขณะนี้รัฐบาลขอพิจารณาสถานการณ์เป็นรายไตรมาสว่ายังจำเป็นต้องขยายเวลาโครงการในลักษณะนี้ออกไปอีกหรือไม่
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ไม่ได้บอกว่าจะไม่ทำต่อ ยังมีโอกาส แต่หลักการที่เราจะดูคือ เวลานี้เศรษฐกิจของเราที่เคยอาศัยรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างประเทศขณะนี้ยังไม่มีเข้ามาเลย ดังนั้นเราต้องใช้วิธีการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในก่อน เราจะดูไตรมาสต่อไตรมาส ยังไม่เคยบอกว่าจะไม่ทำต่อ ต้องดูว่ากำลังซื้อของประเทศดีขึ้นหรือไม่ และประชาชนได้ประโยชน์จริงหรือไม่ ถ้าได้ประโยชน์จริง รัฐบาลก็ยินดีจะพิจารณา&amp;quot; รมว.การคลังระบุ
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอาคมยืนยันว่า รัฐบาลยังมีเม็ดเงินเพียงพอที่จะนำมาใช้ในการเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 โดยขณะนี้ยังมีเงินเหลือจากในส่วนที่กู้มาตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ส่วนที่กังวลว่าถ้าสถานการณ์โควิดรอบนี้ยาวนานเกินกว่า 2 เดือนที่รัฐบาลออกมาตรการช่วยเหลือในเบื้องต้นนั้น คงไม่มีใครอยากเห็นภาพแบบนั้น ดังนั้นจึงต้องพิจารณาใน 2 ส่วนควบคู่กันไปคือ ทำอย่างไรไม่ให้ระบาดมากไปกว่านี้ และจำกัดพื้นที่ให้ได้น้อยที่สุด ซึ่งต้องทำควบคู่ไปกับเรื่องเศรษฐกิจ คือให้ยังเดินต่อได้ด้วย ซึ่งการระบาดในรอบใหม่นี้ถือว่าดีกว่ารอบก่อน เพราะรอบนี้มีความก้าวหน้าเรื่องวัคซีนที่จะนำมาใช้ ดังนั้นจึงเชื่อว่าจะทำให้เกิดความมั่นใจได้มากขึ้นว่าการระบาดรอบนี้จะไม่กินเวลายาวนานและไม่ขยายวงกว้างมาก ซึ่งถ้าทำได้สำเร็จ ไทยจะถือเป็นประเทศแรกๆ ที่สามารถทำให้เศรษฐกิจไม่ได้หยุดชะงักท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังมีการแพร่ระบาด
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ความท้าทายของปีนี้คือทำอย่างไรให้ทั้งสองเรื่องเดินไปด้วยกันได้ สังเกตดูว่าที่โควิดระบาดรอบนี้ แม้แต่ในพื้นที่สีแดง การใช้จ่ายโครงการคนละครึ่งก็ยังเพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่ได้หยุดชะงักไปหมด ยกเว้นกิจกรรมที่มีการรวมตัวกันเป็นจุดเสี่ยง เพราะคนทั่วไปยังต้องกินต้องใช้ ถ้าทำได้สำเร็จ เราจะเป็นประเทศแรกๆ ที่สามารถทำให้เศรษฐกิจกับเรื่องการแพร่ระบาดไปด้วยกันได้&amp;quot; นายอาคมกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รมว.การคลังย้ำว่า การออกมาตรการแต่ละเรื่อง รัฐบาลรับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนมาโดยตลอด สำหรับมาตรการชุดแรกที่ออกมานี้ ในระยะต่อไปอาจพิจารณาเพิ่มเติม โดยจะพยายามให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจยังดำเนินต่อไปได้ เช่น อาจช่วยเรื่องมาตรการเพิ่มสภาพคล่อง ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา
&amp;ldquo;14 ล้าน-คนรวย&amp;rdquo;แห้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุว่า กลุ่มที่จะไม่ได้รับเงินช่วยเหลือ 3,500 บาท นาน 2 เดือน เบื้องต้นจะเป็นกลุ่มที่ได้รับการดูแลอยู่แล้ว เช่น กลุ่มข้าราชการกว่า 3 ล้านคน พนักงานและลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ กลุ่มที่อยู่ในฐานระบบกองทุนประกันสังคม ตามมาตรา 33 อีก 11 ล้านคน รวมทั้งผู้ที่มีรายได้สูง ซึ่งกระทรวงการคลังจะมีเกณฑ์มาวัดว่ารายได้เท่าใดจึงไม่ได้รับเงิน 3,500 บาท โดยพิจารณาบัญชีเงินฝาก รายได้เข้า-ออกเดือนต่อเดือน ฐานข้อมูลผู้เสียเงินภาษี เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า ได้หารือกับผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (โอเปอเรเตอร์) และสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในการออกมาตรการช่วยเหลือประชาชนเพิ่มเติม ในรูปแบบการสนับสนุนค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้งลูกค้าในระบบรายเดือน (โพสต์เพด) และระบบเติมเงิน (พรีเพด) ผ่านการทะเบียนรับสิทธิในจำนวนที่กำหนด เช่น 5 ล้านสิทธิ์ เป็นต้น สำหรับผู้ใช้บริการเติมเงินทุกราย และผู้ใช้บริการรายเดือนที่ใช้แพ็กเกจรายเดือนต่ำกว่า 500 บาท ส่วนสิทธิและจำนวนเงินการสนับสนุนต่อรายนั้น รวมถึงเวลาในการสนับสนุนนั้น ยังอยู่ระหว่างหาข้อสรุปร่วมกัน อาจเป็น 100 บาทต่อเลขหมายต่อเดือน ขึ้นอยู่กับงบประมาณและจำนวนผู้ใช้งานว่าเป็นไปตามเงื่อนไขข้างต้นจำนวนเท่าไหร่ โดยจะรีบหาข้อสรุปก่อนเสนอ ครม.โดยเร็ว
&amp;ldquo;ก่อนหน้านี้ได้ขอความร่วมมือให้โอเปอเรเตอร์ไม่คิดค่าบริการดาต้าสำหรับประชาชนที่โหลดแอปพลิเคชันหมอชนะเป็นเวลา 3 เดือน เริ่ม 11 ม.ค. ซึ่งแอปฯ ดังกล่าวมีการเรียกหาตำแหน่งตลอดเวลามีการใช้ดาต้าเฉลี่ยวันละ 100 เมกะไบต์ คิดเป็นเดือนละ 3 กิกะไบต์ ซึ่งปกติโอเปอเรเตอร์มีแพ็กเกจ 3 กิกะไบต์ ที่เดือนละ 199 บาท ดังนั้นหากมีการใช้งานฟรีโดยไม่เสียดาต้า ก็จะเป็นการกระตุ้นให้ประชาชนใช้งานแอปฯ หมอชนะมากขึ้น ทำให้การเฝ้าระวังมีความแม่นยำ&amp;rdquo; นายพุทธิพงษ์ระบุ
นายพุทธิพงษ์กล่าวอีกว่า กสทช.ยังได้ร่วมกับโอเปอเรเตอร์ช่วยเหลือประชาชนในการใช้บริการอินเทอร์เน็ตบ้านและเน็ตมือถืออีกเป็นเวลา 2 เดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 15 ม.ค. ได้แก่ 1.ปรับเพิ่มความเร็วขึ้นไม่ต่ำกว่า 100/100 เมกะบิต สำหรับผู้ใช้บริการในโครงข่ายไฟเบอร์ และเพิ่มความเร็วให้เต็มขีดความสามารถของอุปกรณ์นั้นๆ ในกรณีที่ไม่ได้ใช้บริการโครงข่ายไฟเบอร์ และ 2.การออกแพ็กเกจเสริมพิเศษในราคา 79 บาทต่อเดือน (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ไม่จำกัดปริมาณการใช้งาน ความเร็วสูงสุดไม่เกิน 10 เมกะบิต สำหรับการใช้แอปฯ เวิร์กฟรอมโฮมต่างๆ
ม.หอการค้าไทยชี้แก้ตรงจุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า มาตรการช่วยเหลือที่รัฐบาลออกมาถือว่าเหมาะสมกับสถานการณ์ ซึ่ง ม.หอการค้าไทยประเมินว่าความเสียหายทางเศรษฐกิจจากการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ จะอยู่ที่ 1 แสนล้านบาทต่อเดือน หากสถานการณ์ยืดเยื้อ 1 เดือนครึ่ง-3 เดือน ก็จะเสียหายประมาณ 3-4 แสนล้านบาท แต่เชื่อว่ารัฐบาลจะควบคุมสถานการณ์ได้ โดยสถานการณ์ทั้งหมดจะคลี่คลายในเดือน ก.พ.2564 ซึ่งความเสียหายทางเศรษฐกิจจะอยู่ที่ประมาณ 1.5-2 แสนล้านบาท จะทำให้เศรษฐกิจปี 2564 หดตัวเหลือ 2.2% จากที่คาดการณ์เดิมที่ 2.8%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนวรรธน์กล่าวอีกว่า มาตรการแจกเงิน 3,500 บาท 2 เดือน ถือเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงประเด็น โดยต้องโอนเงินเข้าถึงมือประชาชนเพื่อช่วยเพิ่มกำลังซื้อ กระตุ้นเศรษฐกิจได้ดีกว่าวิธีอื่นที่อาจไม่ทัน เป็นการแก้ไขได้ตรงประเด็น เพราะการขยายมาตรการคนละครึ่งถือว่าเต็มที่แล้ว และมีข้อจำกัด จากผู้รับสิทธิ์ 15 ล้านคน แม้จะเปิดเพิ่มอีก 1 ล้านสิทธิ์ ก็ยังเป็นตัวเลขตามกรอบเดิมอยู่ รวมถึงมาตรการเราเที่ยวด้วยกันก็ยังมีข้อจำกัด
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;มาตรการแจกเงินจะมีเงินเติมเข้าไปในระบบเศรษฐกิจ เพื่อชดเชยส่วนที่หายไปได้ไม่น้อยกว่า 7 หมื่นล้านบาท น่าจะเพียงพอจุนเจือสถานการณ์ โดยประเมินว่าหากมีการแจกเงินถึง 15 ล้านคน จะใช้เงินมากกว่า 1.5 แสนล้านบาท เศรษฐกิจไทยในปี 2564 ก็จะมีโอกาสโตได้เพิ่มอีก 0.5-0.6% และมีโอกาสขยายตัวมากกว่า 2.5%&amp;rdquo; นายธนวรรธน์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนวรรธน์กล่าวอีกว่า เชื่อว่ารัฐบาลจะแก้ปัญหาให้คลี่คลายได้ภายในเดือน มี.ค.2564 และหลังจากนั้นต้องมีมาตรการออกมาเพิ่มเติม เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 2-3 ของปี 2564 ซึ่งอาจยังทำได้ไม่มาก จึงต้องใช้มาตรการเดิมที่มีอยู่ไปก่อน เช่น มาตรการคนละครึ่ง และเที่ยวด้วยกัน ซึ่งหอการค้าฯ เสนอให้รัฐบาลขยายเวลาโครงการให้ครอบคลุมถึงไตรมาส 2-3 ปี 2564 รวมทั้งมาตรการอื่นๆ เช่น การสนับสนุนให้เกิดการเดินทาง อบรมสัมมนา การดูแลค่าเงินบาท การให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และการพยุงการจ้างงานไม่ให้มีการปลดคนงาน.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89770</URL_LINK>
                <HASHTAG>500 บาท, COVID-19, ประหยัดงบ, พยุงเศรษฐกิจ, มาตรการเยียวยาโควิด, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เยียวยาโควิด, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210113/image_big_5fff063e8588a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73315</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/08/2020 18:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/08/2020 18:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หนุ่ม&#039;ฟาดกลับ ปม&#039;โหนกระแส&#039;จ่ายค่าตัว&#039;เก้า&#039;500 บาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลังจากที่หนุ่มเก้า-เกริกพล เพชรรัตน์ ได้อกมาแฉว่าเคยไปออกรายการโหนกระแส ร่วมกับ เจนนี่-รัชนก สุวรรณเกตุ และลิลลี่ นารีนาท ที่มีหนุ่ม-กรรชัย กำเนิดพลอย เป็นพิธีกร ได้รับค่าตัวแค่ 500 บาท งานนี้ทำเอาหนุ่ม กรรชัย ถึงกับของขึ้น เพราะในความเป็นจริงรายการได้จ่ายเงินไปหลักหมื่น โดยมีเจนนี่ รัชนก เป็นผู้เซ็นรับเงิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ล่าสุด รายการโหนกระแส ได้มีโอกาสเชิญ เก้า เกริกพล มาร่วมพูดคุยอีกครั้ง และ หนุ่ม กรรชัย ก็ไม่พลาดที่จะขอเคลียร์เรื่องค่าตัว 500 บาท พร้อมกันนี้ยังได้งัดหลักฐานมาเปิดเผยในรายการว่าบริษัทดีคืนดีวัน จำกัด &amp;nbsp;ที่ผลิตรายการโหนกระแส ได้จ่ายค่าตัว เก้า-ลิลลี่-เจนนี่ ไป 10,000 บาท ไม่ใช่ 500 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;มีคนมาด่าผมเหมือนกันว่าผมสะตอหรือเปล่า ที่บอกว่าผมให้ไปหมื่นนึง ทำไมถึงไปให้เขา 500 ได้ เดี๋ยววันนี้ให้ดูแล้วกัน คือความชัดเจน ใบรับเงินดีคืนดีวัน เซ็นชื่อโดยรัชนก เป็นใบรับเงิน ถ้าสังเกตจะเห็นได้ว่า 7 พัน + 3 พัน เพราะตอนแรกรายการจะเอาแค่เก้ากับลิลลี่ ให้คนละ 3,500 แต่เพิ่มเจนนี่มาด้วยก็ให้ไปอีก 3 พัน เป็นหนึ่งหมื่น แล้วเจนนี่เอาบัตรประชาชนมารับ ก็ให้ไปทั้งก้อน คิดว่าให้ไปแบ่งกัน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลายคนที่สงสัยว่าผมสะตอหรือเปล่า จริงๆ ผมไม่ได้อยากเอามาออกอากาศนะ ก็ไม่รู้ว่าจะดีหรือไม่ดี แต่มีการพาดพิงว่าผมโกหกหรือเปล่า จริงๆ ให้ไม่ถึงหมื่นหรือเปล่า อันนี้คือความชัดเจน สบายใจนะ ผมไม่ได้ให้ 500&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พร้อมกันนี้หนุ่ม กรรชัย ยังได้เปิดเผยต่อว่า หลังมีประเด็น 500 บาทเกิดขึ้น ได้มีโอกาสพูดคุยกับเจนนี่ &amp;ldquo;เขาชี้แจงว่าเขาจำไม่ได้หรอกว่าเขามาโหนกระแส เขาได้เท่าไหร่ ขอไปหาเอกสารก่อนว่าเขาได้เท่าไหร่ เขาบอกว่าบางรายการที่เขาไปได้ 3,500 ก็มี เขาเลยให้ 500 แต่ละที่ไม่ได้ให้เป็นหมื่นทุกรายการ&amp;quot; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73315</URL_LINK>
                <HASHTAG>500 บาท, หนุ่ม กรรชัย, เก้า เกริกพล, เจนนี่ รัชนก, โหนกระแส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200803/image_big_5f27e4807ceda.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>62497</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/05/2020 19:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/04/2020 11:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฮอนด้า New ADV150 สีใหม่ ขาวแอดวานซ์ไวท์ ราคาแนะนำ 98,500 บาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt;&quot;&gt;เอ.พี. ฮอนด้า เพิ่มสีใหม่ให้ New ADV150 ด้วยสีขาวแอดแวนซ์ไวท์ รับเทรนด์แฟชั่นสีขาวที่กำลังมาแรงทั่วโลก เท่ ล้ำ ทุกมิติ ตอกย้ำความเป็นผู้นำสตรีทแอดเวนเจอร์ของเมืองไทย รองรับไลฟ์สไตล์ของคนไทยได้อย่างลงตัว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt;&quot;&gt;New ADV150 สีขาวใหม่ ได้รับการพัฒนาภายใต้คอนเซปต์ &amp;ldquo;Discover New Excitement ชีวิตมีสองด้าน ใช้มันส์ซะ&amp;rdquo; ดีไซน์โฉบเฉี่ยว แข็งแกร่ง ถ่ายทอด DNA จาก X-ADV สกู๊ตเตอร์รุ่นใหญ่สายลุยออกมาอย่างชัดเจน มาพร้อมสมรรถนะการขับขี่และฟังก์ชั่นการใช้งานแบบอเนกประสงค์ครบครัน มาพร้อมระบบไฟรอบคันแบบ Full LED พร้อมระบบไฟ DRL Daytime Running Light และระบบ ESS Emergency Stop Signal ไฟสัญญาณกะพริบอัตโนมัติ เรือนไมล์ Full LCD แยกส่วนการแจ้งเตือนต่างๆ ของตัวรถเพื่อการมองเห็นที่ชัดเจน กระจกบังลมหน้าปรับได้สองระดับ กุญแจรีโมทแบบสมาร์ทคีย์ แฮนด์แบบแทปเปอร์บาร์ให้ความมั่นคงแข็งแรงตามสไตล์แอดเวนเจอร์ เสริมความสะดวกสบายด้วยที่ชาร์จไฟสำรองในกล่องคอนโซลขนาดใหญ่ด้านหน้า ขณะที่ใต้เบาะมีพื้นที่เก็บของขนาดใหญ่ให้ความจุถึง 28 ลิตร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt;&quot;&gt;สมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลัง ด้วยเครื่องยนต์ eSP ขนาด 150 ซีซี 4 จังหวะ ระบบหัวฉีด PGM-FI ระบายความร้อนด้วยน้ำ ระบบกันสะเทือนโดดเด่นเหนือใครด้วยโช็กหลังแบบทวินซับแท็งก์คู่จากแบรนด์ Showa ล้อหน้ามีขนาดใหญ่กว่าล้อหลังตามแบบฉบับรถสายลุย มาพร้อมหน้ายางใหญ่พิเศษพร้อมดอกยางที่ออกแบบให้สามารถยึดเกาะได้ดีทั้งทางเรียบและทางขรุขระ ปิดท้ายความปลอดภัยด้วยระบบเบรก ABS พร้อมด้วยจานดิสก์เบรกหน้า-หลังแบบคลื่น ขนาด 240 มม. และ 220 มม.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt;&quot;&gt;เอ.พี. ฮอนด้า พร้อมวางจำหน่าย New ADV150 สีขาวใหม่ แอดวานซ์ไวท์ พร้อมกับ 3 เฉดสีเดิม ได้แก่ สีแดงแอดวานซ์เร้ด สีดำทัฟแม็ตแบล็ค และสีน้ำตาลทัฟแม็ต ตั้งแต่วันที่ 6 เมษายนนี้ เป็นต้นไป ด้วยราคาแนะนำ 98,500 บาท ที่ศูนย์ Honda Wing Center ทั่วประเทศ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt;&quot;&gt;----------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt;&quot;&gt;นรินทร โชติภิรมย์กุล&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62497</URL_LINK>
                <HASHTAG>500 บาท, nattythaipost, thaipost, ฮอนด้า New ADV150 สีใหม่ ขาวแอดวานซ์ไวท์ ราคาแนะนำ 98</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200505/image_big_5eb159a080234.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23325</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/12/2018 09:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/12/2018 09:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลัง พร้อมกดปุ่มจ่ายเงินคนจน ประเดิม 500 บาท โอนเข้าบัตรวันที่ 8-10 ธ.ค.นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;บัญชีกลาง&amp;rdquo; ลั่นพร้อมกดปุ่มจ่ายเงินตามมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยเพิ่มเติมผ่านบัตรคนจนรวม 4 มาตรการ เข้ากระเป๋าเงิน e-Money หวังบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่ทกำลังซื้อให้แก่ผู้มีรายได้น้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวสุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า กรมบัญชีกลางในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องการจ่ายเงินช่วยเหลือตามมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยเพิ่มเติมผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 4 มาตรการ โดยให้ความช่วยเหลือ จำนวน 10 เดือน (ตั้งแต่ ธ.ค. 2561 &amp;ndash; ก.ย. 2562) ได้เตรียมความพร้อมทั้งข้อมูลและระบบในการจ่ายเงินเข้ากระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) ไว้พร้อมแล้ว รวมทั้งได้กำหนดระยะเวลาในการจ่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในส่วนมาตรการบรรเทาภาระค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปานั้น ผู้มีสิทธิจะต้องชำระเงินค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปาไปก่อน ตามใบแจ้งหนี้ประจำเดือนที่การไฟฟ้านครหลวง/การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การประปานครหลวง/การประปาส่วนภูมิภาคเรียกเก็บจากการใช้ไฟฟ้า/น้ำประปา ของเดือน ธ.ค. 2561 &amp;ndash; ก.ย. 2562 โดยสามารถชำระเงินได้ทุกช่องทาง หลังจากนั้นกรมบัญชีกลางจะโอนเงินชดเชยค่าไฟฟ้า/น้ำประปา เข้ากระเป๋าเงิน e-Money ตามจำนวนที่ผู้มีสิทธิได้ชำระไว้ตามจริง ทุกวันที่ 18 ของเดือน โดยจะเริ่มจ่ายเดือนแรก 18 ก.พ. 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่มาตรการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในช่วงปลายปีให้แก่ผู้มีรายได้น้อย จำนวน 500 บาทต่อคน จำนวน 14.5 ล้านคน ซึ่งจ่ายให้เพียงครั้งเดียว โดยกรมบัญชีกลางจะทยอยจ่ายเงินเข้ากระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) ให้กับผู้ที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 11.4 ล้านคน ภายในวันที่ 8-10 ธ.ค. นี้ และจะจ่ายเงินให้กับผู้มีสิทธิที่ลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่มเติม ภายใต้โครงการไทยนิยม ยั่งยืน ในกลุ่มผู้พิการ ผู้ป่วยติดเตียง หรือผู้สูงอายุที่ไม่สามารถเดินทางมาลงทะเบียนได้ในปี 2560 ในวันที่ 5 ม.ค. และ 1 ก.พ. 2562 ส่วนมาตรการช่วยเหลือค่าเดินทางไปรับการรักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายอื่นเกี่ยวกับสุขภาพ สำหรับผู้มีสิทธิที่มีอายุครบ 65 ปีขึ้นไป จะได้รับเงินจำนวน 1,000 บาทต่อคน เพียงครั้งเดียวนั้น กรมบัญชีกลางจะโอนเงินเข้ากระเป๋าเงิน e-Money ให้กับผู้มีสิทธิที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐแล้ว ทุกวันที่ 21 ของเดือน ซึ่งจะเริ่มจ่ายเดือนแรก วันที่ 21 ธ.ค. นี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ หากผู้มีสิทธิรายใดมีอายุครบ 65 ปีบริบูรณ์ในระหว่างเดือน ธ.ค. 2561 &amp;ndash; ก.ย. 2562 จะได้รับเงินวันที่ 21 ของเดือนเกิด สำหรับผู้มีสิทธิที่ลงทะเบียนเพิ่มเติมภายใต้โครงการไทยนิยม ยั่งยืน จะเริ่มจ่ายในวันที่ 5 ม.ค. &amp;nbsp;และ 1 ก.พ. 2562 หลังจากนั้นจะได้รับเงินทุกวันที่ 21 ของเดือนเกิดเช่นเดียวกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับมาตรการช่วยเหลือค่าเช่าบ้าน สำหรับผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยที่มีอายุครบ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งมีภาระค่าเช่าบ้านและไม่มีที่พักอาศัย จะได้รับเงินช่วยเหลือ จำนวน 400 บาทต่อคนต่อเดือน กรมบัญชีกลางจะโอนเงินให้กับผู้มีสิทธิ ทุกวันที่ 12 ของเดือน ซึ่งจะเริ่มจ่ายเดือนแรก วันที่ 12 ธ.ค. 2561 หากผู้มีสิทธิรายใดมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ในระหว่างเดือนธ.ค. 2561 &amp;ndash; ก.ย. 2562 จะได้รับเงินในเดือนเกิดเป็นครั้งแรกจนสิ้นสุดมาตรการ &amp;nbsp;สำหรับผู้มีสิทธิที่ลงทะเบียนเพิ่มเติมภายใต้โครงการไทยนิยม ยั่งยืนฯ จะเริ่มจ่ายในวันที่ 5 ม.ค. 2562 และวันที่ 1 ก.พ. 2562 เป็นครั้งแรก จากนั้นจะโอนเงินช่วยเหลือให้ทุกวันที่ 12 ของเดือนเกิดเช่นเดียวกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;มาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยเพิ่มเติมผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 4 มาตรการข้างต้น รัฐบาลมุ่งหวังที่จะช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยในการลดภาระค่าครองชีพและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้มีรายได้น้อยได้อย่างยั่งยืน&amp;rdquo; นางสาวสุทธิรัตน์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23325</URL_LINK>
                <HASHTAG>500 บาท, กรมบัญชีกลาง, ผ่านบัตรคนจน, มาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยเพิ่มเติม, มาตรการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในช่วงปลายปี, สุทธิรัตน์ รัตนโชติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180315/image_big_5aaa9bb9c445f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
