<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>31734</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/03/2019 17:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/03/2019 17:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฆ่าตัวตายกันถี่เกินไป  กรมสุขภาพจิต จับมือ 50มหา&#039;ลัย เซ็นเอ็มโอยู วางมาตรการเฝ้าระวัง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
19 มี.ค.62- กรมสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิตจัดกิจกรรมรณรงค์ &amp;ldquo;สุขใจ...ไม่สูญเสีย&amp;rdquo; เนื่องในวันที่ 20 มีนาคมของทุกปีเป็นวันความสุขสากล นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ปัจจุบันโลกมีการเปลี่ยนแปลง เนื่องในวันความสุขสากล กรมสุขภาพจิตจึงขอส่งต่อความสุขแก่ประชาชนคนไทยด้วยการจัดกิจกรรมรณรงค์ &amp;ldquo;สุขใจ...ไม่สูญเสีย&amp;rdquo; เพื่อให้คนไทยมีความสุขมากขึ้นในยุคที่โลกมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และเพื่อลดความสูญเสียให้น้อยลงจากความเครียด ปัญหาด้านสุขภาพจิต และปัญหาการฆ่าตัวตาย ซึ่งที่ผ่านมาพบว่า อัตราการฆ่าตัวตายสูงขึ้นในช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย. เกิน 400 ราย ขณะที่เดือนอื่นๆประมาณ 300 กว่าราย &amp;nbsp;สำหรับกลุ่มที่มีความเสี่ยงฆ่าตัวตายสูงกว่าคนทั่วไป ที่ต้องมีการเฝ้าระวังมี 5 กลุ่ม ได้แก่ 1.ผู้ป่วยจิตเวชบางโรค เช่น โรคซึมเศร้า โรคไบโพลาร์ โรคจิตเภท 2.ผู้ป่วยที่มีปัญหาการใช้สารเสพติดปริมาณมากมานาน เช่นสุรา ยาบ้า 3. กลุ่มที่มีการสูญเสีย 4.กลุ่มที่มีพฤติกรรมก้าวร้าว อารมณ์หุนหันพลันแล่น 5.กลุ่มที่มีประวัติการทำร้ายตัวเองซ้ำๆ หรือฆ่าตัวตาย และ6.กลุ่มผู้ป่วยเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคมะเร็ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.เกียรติภูมิ กล่าวว่า ในการแก้ไขการฆ่าตัวตาย กรมสุขภาพจิตจะมีการดำเนินการที่เข้มข้นมากขึ้น เช่น การจัดสัมมนาเครือข่ายในวันที่ 27 มี.ค. ที่กรมสุขภาพจิต ผู้ร่วมสัมมนา ประกอบด้วย มหาวิทยาลัย สื่อมวลชน เอ็นจีโอ ตัวแทนเขตพื้นที่การศึกษา มหาวิทยาลัย 50 แห่ง ในเดือน เม.ย. 2562 และกรมสุขภาพจิตยังมีแนวคิดที่จะลงนามความร่วมมือ ( MOU) ร่วมกับ 50มหาวิทยาลัย ที่มีนักศึกษามากกว่า 10,000 คน เพื่อให้สถาบันอุดมศึกษาเหล่านี้วางมาตรการในการเฝ้าระวังดูแลภาวะซึมเศร้าและฆ่าตัวตาย ซึ่งการเฝ้าระวังเป็นมาตรการที่ดีที่สุดซึ่งจะสามารถป้องกันได้ถึง 60 % โดยทางมหาวิทยาลัยเป็นผู้ดำเนินการออกแบบบริการอาจจัดตั้งเป็นคลินิก เพื่อให้มีศักยภาพในการคัดกรองมากขึ้น ซึ่งสามารถเฝ้าระวังได้โดยใช้หลัก 3 ส คือ 1.สอดส่องมองหา 2.ใส่ใจรับฟัง และ 3.ส่งต่อ กรณีที่ไม่สามารถช่วยเหลือได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้กรมสุขภาพจิตจะจัดตั้งคณะกรรมการร่วมกับสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เพื่อดำเนินงานด้านการวิเคราะห์ข้อมูล และทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการแก้ปัญหาการฆ่าตัวตาย สนับสนุนงานประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างการรับรู้ในจังหวัด สนับสนุนการเกิดมาตรการลดการเข้าถึงอุปกรณ์วิธีการฆ่าตัวตาย รวมทั้งสนับสนุนให้เกิดการประเมินความเสี่ยงของการฆ่าตัวตายด้วยแบบทดสอบต่างๆ เพื่อพิจารณารูปแบบการช่วยเหลือที่เหมาะสมต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.เกียรติภูมิ กล่าวว่า อย่างไรก็ตามจากการเก็บข้อมูลพบว่าในแต่ละปีจะมีอัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จอยู่ที่ประมาณ 4,000 ราย และในปี 2561 พบว่ามี 4 จังหวัดที่มีอัตราการฆ่าตัวตายสูง ได้แก่ 1.จ.แม่ฮ่องสอน มีการฆ่าตัวตาย 17.55 รายต่อแสนประชากร 2.พัทลุงมีการฆ่าตัวตาย 11 รายต่อแสนประชากร 3.สระแก้ว มีการฆ่าตัวตาย 10.23 รายต่อแสนประชากร และ 4.กาฬสินธุ์ มีการฆ่าตัวตาย 8.9 รายต่อแสนประชากร ทั้งจากการเก็บรวบรวมข้อมูลทั่วโลกขององค์การอนามัยโลก (WHO) พบว่า มีอัตราการฆ่าตัวตายอยู่ที่ 10 รายต่อแสนประชากร &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31734</URL_LINK>
                <HASHTAG>50มหาวิทยาลัย, กรมสุขภาพจิต, ปัญหาการฆ่าตัวตาย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181026/image_big_5bd2e19c9da99.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
