<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>37174</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/05/2019 21:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/05/2019 21:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมส่งเสริมการเกษตรฯ สรุปผลสำเร็จของโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สรุปผลสำเร็จของโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา ประสบความสำเร็จ เกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 82,316 รายตามเป้าหมายใน 37 จังหวัด พื้นที่เพาะปลูก 724,932 ไร่ เป็นไปตามนโยบาย โดยราคารับซื้ออยู่ที่ 8.05 บาทต่อกิโลกรัม ที่ความชื้น 14.5&amp;nbsp; รายได้เกษตรกรเกินคุ้มเฉลี่ย 3,000&amp;nbsp; บาทต่อไร่&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดีกว่าการปลูกข้าวนาปรัง ขณะที่ผลผลิตเป็นที่ยอมรับของผู้รับซื้อ ทำให้มีเงินสะพัดในระบบประมาณ&amp;nbsp; 7,400 ล้านบาท (ข้อมูล ณ 17 พ.ค. 2562)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/37174</URL_LINK>
                <HASHTAG>51 ปี กรมส่งเสริมการเกษตร, ทำนา, พลังประชารัฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190529/image_big_5cee97ee53ad2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33958</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/04/2019 10:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/04/2019 10:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เริ่มแล้ว ฤดูเก็บเกี่ยวข้าวโพดหลังนา กรมส่งเสริมการเกษตร สำรวจเกษตรกรพอใจราคา ย้ำเกษตรจังหวัดทุกพื้นที่ ห้ามเผาตอซังข้าวโพดหลังเก็บเกี่ยว พร้อมแนะวิธีที่ถูกต้อง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายสำราญ&amp;nbsp; สาราบรรณ์&amp;nbsp; อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ตามที่ได้แนะนำให้เกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนา ตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายน ถึง เดือนธันวาคม 2561 ซึ่งเป็นช่วงที่เหมาะสมต่อการปลูกเป็นต้นมา&amp;nbsp; ขณะนี้ได้เริ่มเข้าสู่ช่วงการเก็บเกี่ยวผลผลิต พบว่า เกษตรกรในหลายพื้นที่จะเริ่มทยอยเก็บเกี่ยวตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน เป็นต้นไป โดยผลผลิตจะออกสู่ตลาดมากในช่วงกลางเดือนเมษายนและไปสิ้นสุดประมาณปลายเดือนพฤษภาคม สำหรับการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์นั้น จะใช้กลไกตามที่กำหนดไว้ คือ เกษตรกรสามารถนำผลผลิตไปขายได้ที่สหกรณ์การเกษตร หรือจุดรับซื้อของภาคเอกชนในพื้นที่ ทั้งนี้เกษตรกรสามารถเลือกสถานที่ขายได้หากได้ราคาเป็นที่น่าพอใจ สำหรับราคาจะขึ้นอยู่กับความชื้นเป็นสำคัญ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;โดยราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ชนิดเมล็ดในพื้นที่ (ประมาณ ปลาย มี.ค. 62) ความชื้น 30% กิโลกรัมละ 6.44 บาท&amp;nbsp; และ ความชื้น 14.5% กิโลกรัมละ 8.52 บาท เนื่องจากได้กำไรมากกว่าการทำนาปรัง เช่น ใน จ.กำแพงเพชร มีเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฯ จำนวน 10 ราย รวมกลุ่มกันขายผลผลิต 50 ตัน ในราคากิโลกรัมละ 6.80 บาท ที่ความชื้น 28% มูลค่ารวม 340,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำให้สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานเกษตรอำเภอ แนะนำเกษตรกร ไม่เผาตอซังข้าวโพดหลังการเก็บเกี่ยวในพื้นที่เกษตร ให้ไถกลบเพื่อเป็นการปรับปรุงบำรุงดินและปรับโครงสร้างของดินให้เหมาะกับการเพาะปลูกข้าวในฤดูถัดไปโดยเฉพาะ 37 จังหวัดที่เข้าร่วมโครงการ และให้เกษตรกรเฝ้าติดตามสภาพอากาศด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;เนื่องจากหลายพื้นที่กรมอุตุนิยมวิทยาได้แจ้งเตือนเรื่องพายุฤดูร้อนอาจส่งผลให้ข้าวโพดมีความชื้นมากขึ้นและต้นข้าวโพดหักล้ม แต่หากเก็บเกี่ยวในวันที่แดดจัดจะเป็นการลดความชื้นไปในตัว ทำให้จำหน่ายได้ในราคาที่สูงขึ้น สำหรับการเก็บเกี่ยวข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ควรเก็บเกี่ยวเมื่อข้าวโพดแก่จัดอายุ 120 วันขึ้นไปแต่ไม่ควรเกิน 130 วัน เป็นระยะที่ข้าวโพดมีความสมบูรณ์และแข็งแรงสูงสุด หลังจากจากนั้นคุณภาพจะลดลง ปัจจุบันจะเก็บเกี่ยวโดยใช้เครื่องจักร ต้น ใบ หรือตอซังจะถูกเครื่องจักร ตี ปั่นละเอียดลงสู่พื้นดินในแปลงนา เมื่อไถกลบอีกครั้งจะกลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์อย่างดีและเพิ่มธาตุอาหารให้แก่ข้าวที่จะปลูกในฤดูถัดไป นอกจากนี้ยังช่วยในการปรับโครงสร้างของดินให้ดีขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33958</URL_LINK>
                <HASHTAG>51 ปี กรมส่งเสริมการเกษตร, กรมส่งเสริมการเกษตร, ข้าวโพด, นายสำราญ  สาราบรรณ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190419/image_big_5cb93d11ddae7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33864</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/04/2019 21:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/04/2019 20:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สสก. เขต 3 รวมพลังสร้างมูลค่าเศษวัสดุเหลือใช้ จากไร่นาสู่สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายชาตรี&amp;nbsp; บุญนาค รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร พุทธศักราช 2562 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบหมายให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์การมหาชน ในสังกัด จัดทำโครงการและกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;โดยกรมส่งเสริมการเกษตร มอบหมายให้กองวิจัยและพัฒนางานส่งเสริมการเกษตรรับผิดชอบดำเนินการจัดทำโครงการในโอกาสสำคัญนี้ ซึ่งได้พิจารณากิจกรรมโครงการที่มุ่งเน้นให้เกษตรกรใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เพื่อลดต้นทุน และเพิ่มมูลค่าจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรประกอบกับสถานการณ์ปัจจุบันเกิดปัญหาวิกฤตหมอกควันปกคลุม และเกิดฝุ่นละอองขนาดเล็กในหลายพื้นที่ของประเทศไทย โดยมีสาเหตุสำคัญประการหนึ่ง คือ การเผาในพื้นที่การเกษตร ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขอนามัยของประชาชน และเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก รวมทั้งยังส่งผลเสียต่อการทำอาชีพการเกษตรโดยตรงอีกด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;และเพื่อการทำเกษตรอย่างยั่งยืน และประโยชน์ที่เกษตรกรจะได้รับอย่างแท้จริง&amp;nbsp; จึงส่งเสริมความรู้ด้านการเกษตรทั้งการพัฒนาผลผลิตให้ได้คุณภาพได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการเน้นปริมาณ ตลอดจนการพัฒนาดูแลดินปุ๋ย วัตถุดิบการเกษตรต่างๆ อย่างต่อเนื่องจึงได้ดำเนินการจัดทำ &amp;ldquo;โครงการรวมพลังสร้างมูลค่าจากไร่นาสู่สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน กิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก&amp;rdquo; ขึ้นเพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรมีความรู้ความเข้าใจในการจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรในไร่นาและชุมชน เช่น ซังข้าวโพด ฟางข้าว เศษกิ่งไม้ ใบอ้อย ให้เกิดประโยชน์ โดยสร้างเครือข่ายรักษ์สิ่งแวดล้อม สร้างชุมชนผลิตปลอดภัย ลดต้นทุนการผลิต ด้วยการทำปุ๋ยหมักใช้เอง ลดการใช้สารเคมีในการทำการเกษตร เปลี่ยนวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเป็นรายได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ในส่วนสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง ได้จัดทำโครงการรวมพลังสร้างมูลค่าจากไร่นาสู่สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ในกิจกรรม การผลิตปุ๋ยอินทรีย์เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษกขึ้น เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ตลอดจนสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยองมีความรู้ความเข้าใจเพื่อนำไปสนับสนุนและรณรงค์ให้เกษตรกร ลดการเผาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ใบไม้แห้งและวัชพืช เพื่อลดปัญหาหมอกควัน สร้างสมดุลระบบนิเวศและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;โดยมีบุคคลเป้าหมาย รวมทั้งสิ้น จำนวน 44 คน ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง พนักงานและลูกจ้าง ซึ่งคาดว่าผลจากการดำเนินโครงการ จะมีปุ๋ยอินทรีย์จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ประเภทใบไม้แห้งและวัชพืช ปริมาณ 30 ตัน เพื่อนำไปใช้ในแปลงสาธิตเศรษฐกิจพอเพียงของสำนักงาน และใช้ในการบำรุงไม้ดอกไม้ประดับภายในพื้นที่ของสำนักงานต่อไป&amp;rdquo; นายชาตรี&amp;nbsp; บุญนาค รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;สำหรับ วิธีการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ แบบไม่กลับกองจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น ใบไม้แห้งและวัชพืชนั้น เกษตรกรสามารถทำได้ด้วยตนเองโดยการรวบรวมวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมากองเพื่อเตรียมทำปุ๋ย ตามขั้นตอนดังนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;กองปุ๋ย ชั้นที่ 1 นำเศษวัสดุมากอง ให้มีความกว้าง 3 เมตร ยาว 5 เมตร&amp;nbsp; สูง 0.70 เมตร จากนั้น ผสมหัวเชื้อจุลินทรีย์ 1 ซอง กับปุ๋ยหมัก 10 กิโลกรัม&amp;nbsp; โรยปุ๋ยหมักที่ผสมหัวเชื้อจุลินทรีย์แล้ว ปริมาณ 5 กิโลกรัม บนกองแล้วรดน้ำให้ชุ่ม กองปุ๋ย ชั้นที่ 2 นำเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ใบไม้แห้งและวัชพืช มากอง ให้มีความสูง 0.70 เมตร โรยปุ๋ยหมักที่ผสมหัวเชื้อจุลินทรีย์แล้ว ปริมาณ 5 กิโลกรัม บนกอง จากนั้นรอการย่อยสลายจึงนำไปใช้ประโยชน์ในการปรับปรุงบำรุงดินในพื้นที่เพาะปลูกต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33864</URL_LINK>
                <HASHTAG>51 ปี กรมส่งเสริมการเกษตร, ยชาตรี  บุญนาค, สสก. เขต 3, สิ่งแวดล้อม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190417/image_big_5cb7349f0af0b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>32515</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/03/2019 15:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/03/2019 15:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ข้าวโพดหลังนาทยอยเก็บผลผลิต สร้างกำไรงามแก่เกษตรกร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;โครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา เริ่มทยอยเก็บเกี่ยวผลผลิตในช่วงปลายเดือนมีนาคมแล้ว คาดว่าจะได้ผลผลิตดี สร้างกำไรงามให้แก่เกษตรกรผู้ปรับเปลี่ยนการปลูกพืช ลดปริมาณการใช้น้ำในช่วงฤดูแล้ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีอายุประมาณ 120 วัน ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรได้สนับสนุนให้เกษตรกรหันมาปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนาในช่วงฤดูแล้ง เพื่อปรับสมดุลของปริมาณการผลิต การตลาดข้าวและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยเชื่อมโยงแหล่งรับซื้อผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้มีความชัดเจนร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ และภาคเอกชนตามแนวทางประชารัฐ สนับสนุนมาตรการจูงใจให้กับเกษตรกรในการลดรอบการปลูกข้าว อันเป็นการสร้างสมดุลอุปสงค์ อุปทาน เพื่อลดปัญหาผลผลิตล้นตลาด ราคาผลผลิตตกต่ำ และสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ ได้ทำการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2561 ที่ผ่านมา โดยตอนนี้ ในบางพื้นที่ได้เริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว คาดว่าจะเก็บเกี่ยวเสร็จสิ้นต้นเดือนพฤษภาคม 2562&amp;nbsp; และเพื่อให้การขายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีคุณภาพ ได้ราคาดี จึงจำเป็นต้องมีการเก็บเกี่ยวอย่างถูกวิธี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;โดยกรมส่งเสริมการเกษตรขอแนะนำให้เกษตรกรเก็บเกี่ยวเมื่อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แก่จัดแห้งสนิท ซึ่งสามารถเก็บเกี่ยวได้โดยใช้แรงงานคนและเครื่องจักร พร้อมทั้งควรระวังและหลีกเลี่ยงการเก็บเกี่ยวในขณะที่ฝนตกหรือหลังฝนตกทันที เพราะเมล็ดจะมีความชื้นสูง หากข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีความชื้น อาจทำให้เกิดเชื้อราและมีการปนเปื้อนสารพิษอะฟลาทอกซินได้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ในด้านการตลาด จากการวางแผนก่อนการผลิตเพื่อหาตลาดรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ใกล้พื้นที่การเกษตรของเกษตรกร โดยกรมส่งเสริมการเกษตรประสานงานร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์จัดตั้งจุดรับซื้อ 262 แห่ง และสำหรับพื้นที่ไม่มีสหกรณ์ ได้ประสานหน่วยงานภาคเอกชนตั้งจุดรับซื้อแล้ว 32 จุด ทำให้เกษตรกรมีแหล่งขายผลผลิตที่แน่ชัด ไม่ไกลจากแปลงปลูก ป้องกันปัญหาที่เกษตรกรจะหาแหล่งขายไม่ได้ หรือต้องขนไปขายข้ามจังหวัด จึงช่วยลดต้นทุนค่าเดินทางให้แก่เกษตรกรได้เป็นอย่างดี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จากผลตอบรับของเกษตรกรที่นำผลผลิตออกจำหน่ายแล้วโดยตรง พบว่า เกษตรกรมีความพึงพอใจต่อโครงการฯ เพราะขายได้กำไรดีกว่าข้าวนาปรัง โดยพื้นที่ส่วนใหญ่ให้ผลผลิตเกิน 1,000 กิโลกรัม ต่อพื้นที่ปลูก 1 ไร่ ในราคา 8 บาทต่อกิโลกรัมที่ความชื้นที่ 14.5% เกษตรกรก็จะมีรายได้ประมาณ 8,000 กว่าบาทต่อไร่ เมื่อเทียบกับต้นทุนที่ไม่เกิน 5,000 ต่อพื้นที่ 1 ไร่ เมื่อเทียบแล้วรายได้และกำไรที่เกษตรกรจะได้รับมากกว่าการทำนาปรังอย่างน้อยประมาณ 3,000 บาทต่อไร่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;โครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนาที่ดำเนินการอยู่ในขณะนี้ ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นที่ดีในการสนับสนุนให้เกษตรกรไทยเกิดการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต หันมาปลูกพืชอื่นทดแทนการทำนา ทั้งลดปริมาณการใช้น้ำในฤดูแล้ง การใช้พื้นที่ให้เกิดประสิทธิภาพคุ้มทุน และเพื่อเป็นการรักษาเสถียรภาพจากราคาข้าว รวมทั้งช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการปลูกพืชอื่นตามความต้องการของตลาดได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/32515</URL_LINK>
                <HASHTAG>51 ปี กรมส่งเสริมการเกษตร, ข้าวโพด, นายสำราญ สาราบรรณ์, พลังประชารัฐ, ส่งเสริมการเกษตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190329/image_big_5c9dd3fb3ca28.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27780</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/01/2019 15:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/01/2019 15:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เกษตรกรโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย มั่นใจปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนา  รายได้ดี มีตลาดรับซื้อแน่นอน แม้เข้าร่วมเป็นปีแรก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบาย &amp;ldquo;ตลาดนำการผลิต&amp;rdquo; ภายใต้แนวทางการทำงานแบบบูรณาการระหว่างหน่วยงานในสังกัดกระทรวงฯ เพื่อแก้ปัญหาราคาข้าวตกต่ำผลผลิตล้นตลาด ประกอบกับปัจจุบันปริมาณผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีไม่เพียงพอต่อความต้องการของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ จึงได้เสนอให้เกษตรกรลดรอบการปลูกข้าว โดยจัดทำโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนาขึ้น ภายใต้มาตรการรักษาเสถียรภาพสินค้าเกษตรและรายได้เกษตรกร นอกจากจะเป็นการเพิ่มผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้เพียงพอกับความต้องการภายในประเทศแล้ว เกษตรกรยังมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทดแทนการปลูกข้าวที่ให้ผลตอบแทนที่น้อย และช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง ด้วยการปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวมาเป็นการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;กรมส่งเสริมการเกษตร สนองนโยบายรัฐบาล ดำเนินโครงการฯ การตามกระบวนการตั้งแต่การประชาสัมพันธ์ เชิญชวนเกษตรกรและหน่วยงานต่างๆ ทั้งกรมชลประทาน กรมพัฒนาที่ดิน กรมส่งเสริมสหกรณ์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)&amp;nbsp; และหน่วยงานภาคเอกชน ร่วมสำรวจพื้นที่ วิเคราะห์ ตรวจสอบ คัดเลือก รับสมัครเกษตรกรที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการ พร้อมถ่ายทอดความรู้ ทั้งด้านการแนะนำพันธุ์ปลูกให้เหมาะสมในแต่ละสภาพพื้นที่ การหว่านไถ การบำรุงดูแลต้นพันธุ์ ตั้งแต่เริ่มการเพาะปลูก ไปจนถึงวิธีการเก็บเกี่ยวอย่างถูกวิธี เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ ด้วยการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีการปลูกที่ทันสมัย &amp;nbsp;โดยในวันที่ 15 มกราคม 2562 ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมการเกษตรได้ปิดระบบรับสมัครเกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการสานพลังประชารัฐสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนาแล้ว มีเกษตรกรแจ้งความประสงค์และสมัครเข้าร่วมโครงการฯ จำนวน 95,592 ราย พื้นที่ 805,903 ไร่ และจังหวัดหนองคายเป็น 1 ใน 37 จังหวัดของพื้นที่เป้าหมาย มีเกษตรกรสมัครเข้าร่วมโครงการฯ 1,014 ราย จำนวน 6,618.50 ไร่ (ข้อมูล ณ วันที่ 25 มกราคม 2562) &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายทรงศักดิ์ ศรีสร้างคอง เกษตรกรบ้านคำตายูง ตำบลเซิม อำเภอโพนพิสัย&amp;nbsp; จังหวัดหนองคาย หนึ่งในเกษตรกรที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการฯ &amp;nbsp;&amp;nbsp;เปิดเผยว่า อาชีพหลักของตนคือการทำนา โดยทำนาปีในช่วงฤดูฝน และเลี้ยงสัตว์ ได้แก่ วัวเนื้อ เป็ด ไก่ เป็นต้น ที่ผ่านมามีรายได้จากการขายข้าวไม่แน่นอน ปีใดหากฝนขาดช่วงก็จะขาดทุน บางปีได้ผลผลิตข้าวดีและมาก แต่ราคาตกต่ำก็ขาดทุนเช่นกัน มาปีนี้หลังจากที่ทางรัฐบาลได้ประกาศโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา ก็สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการฯ โดยใช้พื้นที่ทั้ง 18 ไร่ที่มีอยู่ ปลูกแบบเต็มพื้นที่ โดยใช้น้ำจากฝายและลำห้วยธรรมชาติ นอกจากนี้ในแปลงนายังมีการขุดบ่อน้ำ จำนวน 2 บ่อ&amp;nbsp; ซึ่งทำให้เพียงพอสำหรับใช้ในการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพราะเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อย จึงไม่มีปัญหาในเรื่องน้ำ &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ขณะนี้ข้าวโพดที่ปลูกมีอายุ 20 วันแล้ว สูงประมาณ 40 เซนติเมตร ซึ่งได้รับคำแนะนำการเพาะปลูกอย่างถูกวิธีจากเกษตรตำบลเข้ามาให้ความรู้ คำแนะนำวิธีการปลูก การดูแล อยู่เป็นระยะๆ จึงค่อนข้างมั่นใจว่า ผลผลิตที่ได้ออกมาจะมีคุณภาพโดยพื้นที่ปลูกข้าวโพดทั้ง 18 ไร่ คาดว่าประมาณปลายเดือนเมษายน 2562 ก็จะสามารถเก็บเกี่ยวได้ น่าจะได้ผลผลิตไร่ละประมาณ 1 ตัน หากได้ราคาดังที่รัฐบาลประกาศ ก็น่าจะมีรายได้ที่หักค่าลงทุนแล้วร่วมแสนบาท ซึ่งก็ดีกว่าการทิ้งนาให้ว่างเปล่าไม่ได้ทำอะไร แถมต้นข้าวโพด ซังข้าวโพด และเมล็ดข้าวโพดส่วนหนึ่งที่ไม่มีคุณภาพสามารถนำมาเป็นอาหารให้วัวที่เลี้ยงกินได้ เป็นการลดต้นทุนสำหรับการเลี้ยงวัวได้อีกทางหนึ่งด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;โดยเมื่อเก็บเกี่ยวข้าวโพดแล้วจะนำไปขายที่จุดรับซื้อที่อยู่ใกล้บ้าน ตามที่ทางกระกรวงเกษตรฯ กำหนดขึ้นเพื่อให้เกษตรกรในอำเภอโพนพิสัยและพื้นที่ใกล้เคียงสามารถนำผลผลิตข้าวโพดไปขายได้สะดวก ซึ่งมีความเชื่อมั่นว่าโครงการฯ นี้จะสามารถไปได้ดี และเกษตรกรจะไม่ขาดทุนอย่างแน่นอน ยอมรับว่านโยบายของรัฐในโครงการนี้มาถูกทางแล้วในการใช้ตลาดนำการผลิต ทำให้เกษตรกรสามารถลืมตาอ้าปากอย่างเห็นได้ชัดเจน&amp;rdquo; นายทรงศักดิ์&amp;nbsp;&amp;nbsp; ศรีสร้างคอง กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นับได้ว่าการดำเนินงานตามนโยบายของภาครัฐ ดังเช่นโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนาที่ดำเนินการอยู่ในขณะนี้นั้น ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นที่ดีในการสนับสนุนให้เกษตรกรไทยเกิดการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต หันมาปลูกพืชอื่นทดแทนนอกจากการทำนา ทั้งลดปริมาณการใช้น้ำในฤดูแล้ง การใช้พื้นที่ให้เกิดประสิทธิภาพคุ้มทุน และเพื่อเป็นการรักษาเสถียรภาพจากราคาข้าว รวมทั้งช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการปลูกพืชอื่นตามความต้องการของตลาดได้&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27780</URL_LINK>
                <HASHTAG>51 ปี กรมส่งเสริมการเกษตร, ข้าวโพด, ทรงศักดิ์ ศรีสร้างคอง, หนองคาย, เกษตรกร, โพนพิสัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190129/image_big_5c500a560a7b1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>20936</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/10/2018 15:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/10/2018 12:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>51 ปี กรมส่งเสริมการเกษตร “Smart &amp; Strong Together” ยึดหลัก ร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ ร่วมทำ ร่วมแก้ปัญหา และร่วมรับประโยชน์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;การก้าวเข้าสู่ปีที่ 51 ของกรมส่งเสริมการเกษตร ในปี 2562 นี้ นับเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญในหลากหลายมิติ หลายปีที่ผ่านมาเราจะเห็นภาพของการเปลี่ยนแปลงมากมายในโลกอย่าง รวดเร็ว ทั้งภาคเศรษฐกิจ หรือภาคสังคม แม้แต่ภาคการเกษตร การเปลี่ยนแปลงภายใต้ในยุค 4.0 จึงไม่ใช่เรื่องง่ายของ นักส่งเสริมการเกษตร แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยาก ที่พวกเรานักส่งเสริมการเกษตรจะต้องเข้าไปเผชิญและพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;นายสำราญ&amp;nbsp; สาราบรรณ์&amp;nbsp; รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวถึงแนวทางการขับเคลื่อนงานส่งเสริมการเกษตร ในปี 2562 นี้ ว่า ภายใต้การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทุกด้าน พวกเรานักส่งเสริมการเกษตรจะเดินเคียงคู่พี่น้องเกษตรกรไปด้วยกันอย่างเข้มแข็ง ยึดหลัก &amp;ldquo;Smart &amp;amp; Strong Together&amp;rdquo; ทั้งการร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ ร่วมทำ ร่วมแก้ปัญหา และร่วมรับประโยชน์ ภายใต้ 5 นโยบายหลัก ที่วางไว้ โดยเฉพาะโครงการพระราชดำริทุกโครงการของทุกพระองค์ ที่จะต้องร่วมขับเคลื่อน ขยายผล และส่งเสริมให้เกษตรกรน้อมนำหลักปรัชญาต่างๆ ที่พระองค์ท่านพระราชทาน มาปรับใช้และให้เกษตรกรเข้าถึงและเข้าใจในหลักการไปพร้อมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;กรมส่งเสริมการเกษตรจะต้องทำงานเป็นทีมมากขึ้น มุ่งประสิทธิภาพกลไกขับเคลื่อนงานในระดับพื้นที่&amp;nbsp; มุ่งเน้นการส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรในลักษณะตลาดนำการผลิต ซึ่งเป้าหมายสำคัญอยู่ที่การพัฒนาเจ้าหน้าที่และเกษตรกร ให้เกิดการทำงานแบบควบคู่กัน ให้เข้มแข็งและเชื่อมโยงการทำงานกันทั้งระบบ รวมทั้งการส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าใจและเรียนรู้ในมิติเชิงสังคมมากขึ้น พัฒนาศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และเครือข่ายให้เข้มแข็ง สามารถทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านการเกษตรของชุมชนได้อย่างแท้จริง พัฒนาระบบการทำงานของแปลงใหญ่ให้เข้มแข็งและยั่งยืน เชื่อมโยงเครือข่ายทั้งภาคการผลิต และภาคการตลาด โดยเกษตรกรจะเป็นผู้ประกอบการเกษตรได้ ต้องเข้าใจว่า ควรจะขายอะไร ขายให้ใคร ผลิตที่ไหน ผลิตอย่างไร และต้องคำนึงถึงส่วนรวมด้วย อันนี้คือโจทย์ใหญ่ ซึ่งการทำให้เกษตรกรไปถึงตรงนี้ได้ นักส่งเสริมการเกษตรเอง จะต้องเป็น Smart Officer ก่อน คือ เป็นนักส่งเสริมการเกษตรมืออาชีพที่เกษตรกรสามารถเข้าถึงได้ ต้องพัฒนานักส่งเสริมการเกษตรให้มีแนวคิดเชิงธุรกิจ มุ่งเน้นการผลิตเชิงคุณภาพ นอกจากนี้การสร้างทายาทเกษตรกรและการพัฒนาเกษตรกรมืออาชีพ ก็เป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่งในภาคการเกษตร และนี่คือโจทย์ท้าทายสำคัญท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลกอย่างรวดเร็ว การใช้เทคโนโลยีมีบทบาทมากขึ้น ทายาทเกษตรกรเหล่านี้ จะพัฒนาไปสู่การเป็น Young Smart Farmer ได้อย่างไร &amp;nbsp;เป็นเรื่องที่นักส่งเสริมการเกษตร จะต้องเข้าใจถึงสถานการณ์และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น รวมถึงการพัฒนาเกษตรกรมืออาชีพ ให้ก้าวสู่การเป็น Smart Farmer และนี่คือ ความ Smart ที่นักส่งเสริมการเกษตร จะต้องมีและปฏิบัติให้เกิดผลจริง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นอกจากนี้ การทำงานกับเครือข่ายภาคเกษตรกร รวมทั้งภาคเอกชน ให้เกษตรกรเข้มแข็งและยั่งยืน ก็เป็นเรื่องที่จะต้องทำความเข้าใจ ในมิตินี้ให้มากขึ้น Strong Together จึงเป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่จะต้องเผชิญ การทำงานแบบบูรณาการ ทั้งภายในและภายนอกองค์กร การเพิ่มประสิทธิภาพกลไกขับเคลื่อนงาน&amp;nbsp; ในพื้นที่ และ การเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการองค์กร และสานพลังทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนงานส่งเสริมการเกษตร &amp;nbsp;โดยเฉพาะการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและการบริหารทรัพยากรบุคคลล้วนแต่เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยการทำงานแบบบูรณาการ ซึ่งเป้าหมายของนักส่งเสริมการเกษตรคือจะต้องเป็นนักพัฒนาการเกษตรในพื้นที่ ยึดหลักการทำงานแบบมีส่วนร่วม โดยให้ทุกภาคส่วนเข้าร่วมดำเนินการในภารกิจที่มีความเกี่ยวข้อง การปฏิบัติงานตามความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ของแต่ละหน่วยงาน จะช่วยลดปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงาน ลดความซ้ำซ้อน เกิดการระดมทรัพยากร ส่งผลให้เกษตรกรได้รับประโยชน์สูงสุด ซึ่งทั้งหมดเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องรับทราบ เข้าใจ และปฏิบัติให้ถูกต้องการส่งเสริมให้เกษตรกรเป็นศูนย์กลางในการพัฒนา ก็ถือเป็นเรื่องที่ต้องขับเคลื่อน รวมทั้งต้องสร้างเกษตรกรให้เกิดความเข้าใจในมิติของสังคมด้วย และทั้งหมดก็จะทำให้กรมส่งเสริมการเกษตรและประเทศไทยก้าวไปพร้อมๆ กัน เหมือนกับที่ท่านนายกรัฐมนตรีกล่าวไว้ว่า &amp;nbsp;&amp;quot;OUR HOME OUR COUNTRY TOGETHER STRONGER&amp;quot; &amp;quot;เราจะเติบโตและแข็งแกร่งไปด้วยกัน เพราะที่นี่คือ บ้านของเรา ประเทศไทยของเรา&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/20936</URL_LINK>
                <HASHTAG>51 ปี กรมส่งเสริมการเกษตร, Smart Officer, Young Smart Farmer, กรมส่งเสริมการเกษตร, นายสำราญ  สาราบรรณ์, เกษตร., โครงการพระราชดำริ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181029/image_big_5bd6bbca22a13.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
