<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>10685</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/06/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/06/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สั่งรับมือน้ำท่วม ทุกแห่งมีเจ้าภาพ นายกจ่อลุยพื้นที่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; เปิดเสวนาบริหารจัดการน้ำ สั่งทุกหน่วยรับมือฤดูฝนปีนี้ คาดเจอพายุ 1-2 ลูก สทนช.ยันทุกจังหวัดเตรียมแผนไว้แล้ว ชี้ทุกแหล่งน้ำต้องมีเจ้าภาพ สัปดาห์หน้าลุยตรวจพื้นที่ท่วมซ้ำซาก 28 แห่ง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน เวลา 09.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานเปิดการเสวนาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ และมอบนโยบายแก่ตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ผู้ว่าราชการจังหวัด, &amp;nbsp;กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, กระทรวงกลาโหม, สำนักนายกรัฐมนตรี เป็นต้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยนายกฯ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายได้มาร่วมเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำ ทั้งวันนี้และวันข้างหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดการบูรณาการอย่างแท้จริง โดยใช้กฎหมายเป็นหลัก สิ่งใดที่ต้องแก้ไขปรับปรุงหรือต้องใช้วิธีการใหม่ๆ ต้องช่วยกันคิดมา อย่าปล่อยให้ติดที่ใดที่หนึ่ง &amp;nbsp;ต้องบริหารทั้งคน ทั้งงาน และงบประมาณ ไม่เช่นนั้นงบประมาณจะบานปลายไปเรื่อยๆ อย่างที่ผ่านมา จึงฝากให้ทุกหน่วยงานไปสรุปและหาแนวทางร่วมกัน ต้องดูว่าใครได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ เราจะต้องดูแลอย่างไร ซึ่งน้ำเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ อนาคตเป็นห่วงว่าถ้าหากโลกเปลี่ยนแปลงมากๆ ไม่มีน้ำ จะเกิดสงครามแย่งน้ำขึ้น อย่างประเทศไทยรอน้ำฝนเพียงอย่างเดียว ถ้าฝนไม่ตกจะทำอย่างไร ดังนั้นรัฐบาล ข้าราชการ และประชาชนต้องร่วมมือกันแก้ปัญหา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้เป้าหมายขององค์การสหประชาชาติภายหลังปี 2558 มุ่งไปสู่ความมั่นคงทางด้านน้ำ ให้ความสำคัญกับการเข้าถึงอย่างยั่งยืน ซึ่งทั้งหมดอยู่ในยุทธศาสตร์ชาติของรัฐบาลนี้ และตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศขึ้น โดยเฉพาะด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีแผนยุทธศาสตร์ชาติ มีแผนแม่บท โครงการต่างๆ สื่อต้องช่วยทำความเข้าใจ เพราะมีบางส่วนไม่อยากให้สร้างเพราะตัวเองได้รับผลกระทบ ถ้าทำไม่ได้จะเสียกันทั้งหมด อย่างไรก็ตามรัชกาลที่ 10 มีรับสั่งหลายครั้ง สิ่งที่รัชกาลที่ 9 ทรงทำไว้ ดูว่าครบหรือยัง พวกเราประชาชนต้องร่วมมือ ยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเข็มทิศชีวิต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ กล่าวว่า วันนี้การบริหารจัดการน้ำมีการวางกลไกเรื่องของกฎหมาย ตั้งสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เป็นหน่วยงานในการบริหารจัดการ สิ่งสำคัญที่สุดคือการบริหารจัดการน้ำภายใต้ยุทธศาสตร์ที่เรามีอยู่ บูรณาการให้มีเอกภาพ พิจารณาแผนงานที่มีผลสัมฤทธิ์ในการแก้ปัญหาเชิงยุทธศาสตร์ของน้ำ พิจารณาแนวทางการบริหารจัดการน้ำเพื่อรองรับระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (อีอีซี) ต้องหาแหล่งน้ำเพิ่มขึ้น เราพิจารณาแล้วเสริมให้ได้ในระยะเวลา 5-10 ปี ที่ยังไม่เกิดปัญหา ต้องทำตั้งแต่วันนี้
6 ยุทธศาสตร์จัดการน้ำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (ปี 2558-2569) ประกอบด้วย 6 ยุทธศาสตร์หลัก ดังนี้ 1.การจัดการน้ำอุปโภคบริโภค มีเป้าหมายพัฒนาประปาหมู่บ้าน 7,490 หมู่บ้าน ปรับปรุงประปาหมู่บ้าน 9,093 หมู่บ้าน ชุมชนเมืองมีระบบประปาเพิ่มขึ้น 255 เมือง และขยายเขตประปา 688 &amp;nbsp;แห่ง 2.การสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต เพื่อจัดหาน้ำต้นทุน สร้างความมั่นคงในภาคการผลิตเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และภาคเศรษฐกิจอื่นๆ โดยมีเป้าหมายพัฒนาแหล่งเก็บกักน้ำได้ไม่น้อยกว่า &amp;nbsp;9,500 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) เพิ่มพื้นที่ชลประทานไม่น้อยกว่า 8.7 ล้านไร่ รวมทั้งจัดหาน้ำเพื่อพัฒนาด้านเศรษฐกิจ มีเป้าหมายสำคัญในภาคตะวันออกเพื่อรองรับความต้องการของพื้นที่เดิม และการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกและพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษในภาคต่างๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.การจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย เพื่อลดความเสียหายจากอุทกภัยของชุมชนเมืองและพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ โดยมีเป้าหมายปรับปรุงเพิ่มอัตราการไหลของน้ำมากกว่าร้อยละ 10 ในลำน้ำสายหลัก &amp;nbsp;870 กิโลเมตร ลดความเสียหายจากน้ำล้นตลิ่งในลุ่มน้ำวิกฤติ 10 ลุ่มน้ำ ป้องกันน้ำท่วมชุมชนเมือง &amp;nbsp;185 แห่ง 4.การจัดการคุณภาพน้ำ เพื่อให้แหล่งน้ำมีคุณภาพอยู่ในระดับพอใช้ขึ้นไป โดยมีเป้าหมายพัฒนาระบบบำบัดน้ำเสีย 201 แห่ง เพิ่มประสิทธิภาพระบบบำบัดน้ำเสีย 47 แห่ง ลดปริมาณน้ำเสียจากแหล่งกำเนิดในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ท่าจีน ป่าสัก มูล ชี ควบคุมความเค็มบริเวณปากแม่น้ำไม่ให้เกินค่ามาตรฐานการเกษตรและการประปา กำจัดวัชพืชและขยะลอยน้ำ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;5.การฟื้นฟูป่าต้นน้ำและพื้นที่เสื่อมโทรมเพื่อปรับสมดุลระบบนิเวศ โดยมีเป้าหมายฟื้นฟูพื้นที่ป่าต้นน้ำ 4.77 ล้านไร่ ซึ่งจะทำให้เกิดป่าต้นน้ำที่อุดมสมบูรณ์ ลดความรุนแรงของปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งและ 6.การบริหารจัดการ ได้ตั้งเป้าหมายให้มีองค์กร กฎหมาย ระบบข้อมูล การประชาสัมพันธ์ และการติดตามประเมินผลการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ รวมทั้งผลักดันพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ จัดตั้งหน่วยงานกลาง จัดตั้งศูนย์ข้อมูลน้ำแห่งชาติ เป็นต้น รวมทั้งให้มีศูนย์อำนวยการข้อมูลสารสนเทศทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เป็นศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในกรณีฉุกเฉิน เพื่อแก้ไขวิกฤติน้ำของชาติอย่างเป็นรูปธรรม
&amp;nbsp; &amp;nbsp; พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามประเมินผล เช่น แผนการบริหารจัดการน้ำในฤดูฝนปีนี้ซึ่งกำลังเข้าสู่ช่วงดังกล่าว คาดการณ์ว่าค่าเฉลี่ยฝนจะน้อยกว่าปี 60 ประมาณ 5-10 &amp;nbsp;เปอร์เซ็นต์ ข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลที่น่าสนใจน่าจะเอาไปพิจารณาคราวหลังต้องคิดเป็น โดยในช่วงเดือน ส.ค.-ก.ย.นี้มีโอกาสที่พายุจะเข้าประเทศไทย 1-2 ลูก ทั้งนี้มีการวางแผนเพาะปลูกข้าวทั้งประเทศ &amp;nbsp;60 ล้านไร่ วางแผนจัดสรรน้ำเพื่อให้ทุกภาคส่วนรวม 88,700 ล้านลูกบาศ์กเมตร โดยหลังสิ้นฤดูฝนต้องมีต้นทุนสำหรับพื้นที่เกษตรในฤดูแล้งปี 61-62 ประมาณ 60,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ให้มากกว่าปี 60 &amp;nbsp;ประมาณ 10,910 ล้านลูกบาศก์เมตร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ได้เห็นชอบหลักการให้ปรับปรุงระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการบริหารจัดการน้ำ พ.ศ.2550 ให้เชื่อมโยงระดับประเทศสู่ภูมิภาค ผ่านการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการลุ่มน้ำ ซึ่งต้องบริหารเร่งด่วน ยึดโยงให้ได้ทั้งหมด ปรับบทบาทคณะกรรมการลุ่มน้ำใหม่ เพื่อให้เกิดการบูรณาการส่วนยุทธศาสตร์บริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 2558-2569 ให้สอดคล้องยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยมีอนุกรรมการยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่มี พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกฯ เป็นประธาน ไปทบทวนแผนยุทธศาสตร์น้ำทั้งประเทศให้เสร็จในเดือน ก.ย.61
เตรียมแผนรับมือพายุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสมเกียรติ ประจําวงษ์ เลขาธิการ สทนช.กล่าวว่า ประเทศไทยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านน้ำกว่า 38 หน่วย แต่มีปัญหาคือบางหน่วยทำงานไม่มีประสิทธิภาพและซ้ำซ้อน &amp;nbsp;ซึ่ง สทนช.ตั้งขึ้นมาเพื่อบูรณาการและกำหนดยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำ ให้แต่ละหน่วยงานทำงานได้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ เช่นเมื่อเกิดพายุ สทนช.จะแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือ จากนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องมาตัดสินใจร่วมกันในการบริหารจัดการข่าวสารต่างๆ โดยจะต้องนำมากลั่นกรองก่อนจึงจะเผยแพร่ข่าวสารแก่ประชาชน สำหรับแผนงานในปีนี้ 1.คาดการณ์สถานการณ์น้ำ &amp;nbsp;2.ป้องกันพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก 3.ตรวจสอบอ่างกักเก็บน้ำ 4.กำหนดขั้นตอนการแก้ไขปัญหา และ 5.ประเมินผล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับแผนการรองรับสถานการณ์น้ำหลากปีนี้นั้น มีประมาณกว่า 10 พื้นที่ที่มีทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้ง &amp;nbsp;ซึ่งในภาพใหญ่ชี้เป้าไปแล้ว ส่วนในภาพเล็กคือให้จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ชี้เป้า &amp;nbsp;ฉะนั้นการคาดการณ์จะเป็นหน้าที่ของส่วนหน้า คือ กรมอุตุนิยมวิทยา, สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (จีสดา) และกรมทรัพยากรธรณี หลังจากนั้นหน่วยงานที่บริหารจัดการที่มีพื้นที่เป็นของตัวเองและอาคารของตัวเอง คือ กรมชลประทาน, กรุงเทพมหานคร (กทม.), การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และกรมทรัพยากรน้ำ ซึ่งมีพื้นที่ฟื้นฟูแหล่งน้ำขนาดใหญ่ จะลงพื้นที่เพื่อกำหนดบทบาทให้ชัดเจนว่า หากเกิดน้ำหลากจะต้องทำอย่างไรบ้าง ซึ่งทุกแหล่งน้ำจะต้องมีเจ้าภาพหลัก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;มีความห่วงใยเรื่องน้ำที่มีมากเกิน 80 เปอร์เซ็นต์ของความจุ ซึ่งขณะนี้มีประมาณ 40-50 แห่ง จึงได้สั่งการไปว่าต้องจัดทำแผนปฏิบัติการให้ชัดเจนว่า ถ้าน้ำเข้ามา ฝนตกจำนวนมากจะมีมาตรการอะไรบ้าง และใครจะเป็นผู้รับผิดชอบหลัก ซึ่งจังหวัดจะต้องรับทราบเรื่องนี้ด้วย&amp;quot; นายสมเกียรติระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตามทุกจังหวัดมีแผนป้องกันดังกล่าวอยู่แล้ว และวางแผนไว้ว่าภายในเดือน มิ.ย.จะสร้างการรับรู้ให้ประชาชนทั่วทุกภาคของประเทศ เพื่อให้ทุกหน่วยงานลงพื้นที่ติดตามว่าแผนที่เราทำตรงตามความต้องการของประชาชนหรือไม่ ส่วนการรับมือพายุฝนในปีนี้นั้น กรมอุตุฯ คาดว่าพายุ 1-2 ลูกจะเข้ามาในช่วงเดือน ส.ค.หรือเดือน ก.ย. ซึ่งเราเฝ้าระวังอยู่และได้มีการพร่องน้ำและทำแก้มลิงบางพื้นที่แล้ว ทั้งนี้สัปดาห์หน้าจะลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบพื้นที่ประสบปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในอดีตจำนวน 28 แห่ง &amp;nbsp;ซึ่งเบื้องต้นได้เตรียมแผนรองรับและนำเครื่องมือไปติดตั้งประจำจุดไว้แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ภายหลังการตั้ง สทนช.ได้มีการแบ่งงานอย่างชัดเจนมากขึ้น คือ 1.พื้นที่ความรับผิดชอบ 2.ลักษณะงานความรับผิดชอบ 3.ทรัพยากรความรับผิดชอบ เช่น เครื่องมือ และ 4.วิธีจัดการปัญหา เป็นการดำเนินงานคล้ายการแก้ไขวิกฤติน้ำในช่วงที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวันชัย ศักดิ์อุดมไชย อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา กล่าวว่า จากนี้เมื่อเราได้ข้อมูลว่าจะมีพายุเข้ามา ต้องประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน เช่น สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ &amp;nbsp;(จีสดา) และ สทนช.เป็นต้น นำข้อมูลเบื้องต้นมาวิเคราะห์ก่อนที่จะประกาศว่าเกิดพายุ แต่ยืนยันว่ากรมอุตุฯ ยังมีหน้าที่เหมือนเดิมในการประกาศหากพายุลูกใหญ่ๆ เข้ามา นอกจากนี้ปัญหาตอนนี้คือ สื่อโซเชียลมีเดียปล่อยข้อมูลเรื่องพายุเข้าให้ประชาชนเตรียมเทียน เตรียมมีด และปืน ซึ่งเป็นการให้ข้อมูลที่ผิดพลาด ซึ่งการทำงานร่วมกันจะป้องกันข้อมูลที่สับสนให้น้อยลงในเรื่องการพยากรณ์อากาศ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10685</URL_LINK>
                <HASHTAG>6 ยุทธศาสตร์จัดการน้ำ, กระทรวงกลาโหม, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ, คณะรักษาความสงบแห่งชาติ, ทองเปลว กองจันทร์, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, รับมือพายุ, วันชัย ศักดิ์อุดมไชย, สมเกียรติ ประจําวงษ์, สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180604/image_big_5b154851af436.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
