<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>62287</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/04/2020 15:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/04/2020 15:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;พรรคก้าวไกล&#039;สอนรัฐบาล7วิธีจัดงบปี64ตอบโจทย์ฝ่าวิกฤติโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 เม.ย. 63 -&amp;nbsp; เพจเฟซบุ๊กพรรคก้าวไกล โพสต์ข้อความในหัวข้อ &amp;quot;7 ข้อเสนอจัดงบประมาณแผ่นดินปี 64 อย่างมียุทธศาสตร์ พาไทยพ้นวิกฤต&amp;quot; โดยระบุว่า &amp;quot;ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณแผ่นดินประจำปี 2564 กำลังจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาในเดือนหน้า และจะเริ่มใช้ในเดือนตุลาคม และคณะรัฐมนตรีเพิ่งจะมีมติเห็นชอบรายละเอียดงบดังกล่าวไปเมื่อไม่นานมานี้ เบื้องต้น พบว่างบประมาณเพิ่มขึ้นจาก 3.2 ล้านล้านบาท เป็น 3.3 ล้านล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ว่าในมติคณะรัฐมนตรีจะมีแนวทางการปรับปรุงรายละเอียดงบประมาณให้คำนึงถึงสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 และภัยแล้งแล้ว แต่จากที่ทีมงานงบประมาณพรรคก้าวไกลสังเกตการณ์มาตลอด การจัดสรรงบประมาณปี 2564 ที่ปรากฏออกมาแทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ยังยึดกรอบการทำงบประมาณแบบเดิมๆ เพียงแค่ปรับเพิ่มๆ ลดๆ แต่ละรายการนิดๆ หน่อยๆ ไม่ได้จัดลำดับความสำคัญใหม่ และไม่ได้คิดคำนึงถึงวิกฤตที่ประเทศกำลังเผชิญอย่างจริงจัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าไม่มีการทบทวนงบประมาณแผ่นดินประจำปี 2564 เราจะต้องพบกับปัญหาแบบเดิมๆ เหมือนเคย ไม่ว่าจะเป็นงบกลางหมดกระทันหัน ไม่มีเงินเยียวยาอีกต่อไป ไม่มีเงินซื้อหน้ากาก อุปกรณ์แพทย์ขาดแคลน จำเป็นต้องกู้เงินเพิ่มมหาศาล และอื่นๆ อีกนานับประการ
ถ้ารัฐบาลจะกู้เงินเพิ่ม มาใช้แก้ปัญหาโควิด19 หรือเยียวยาประชาชนเราไม่ขัด แต่ต้องใช้ประโยชน์จากงบประมาณประจำปีให้เต็มที่เสียก่อน ไม่ว่าจะเกลี่ยงบปี 63 หรือจัดงบปี 64 ใหม่ จะทำให้เม็ดเงินที่จะต้องกู้น้อยลงเพื่อการนี้ อดีต 7 กมธ. งบประมาณฯ และทีมงานพรรคก้าวไกลจึงระดมความคิดเกี่ยวกับวิธีการจัดสรรงบประมาณปี 2564 และได้กลั่นออกมาเป็น 7 ข้อเสนอดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.งบประมาณฐานศูนย์ (Zero-based budgeting) สถานการณ์ในประเทศเปลี่ยนไปมาก ยังคงเป็นการทำงบโดยเอางบปีก่อนเป็นตัวตั้ง แล้วขยับตัวเลขขึ้นลงเพียงเล็กน้อย สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า หน่วยงานรัฐที่ไม่มีภารกิจเกี่ยวข้องแต่อย่างใด ไม่ยอม &amp;ldquo;เฉือนเนื้อ&amp;rdquo; ตัวเอง ส่วนหน่วยงานที่มีภารกิจสำคัญโดยตรง กลับไม่ได้รับการเพิ่มงบในส่วนที่จำเป็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.จัดลำดับความสำคัญใหม่ งบประมาณปี 2563 ตั้งเป้าหมายประเทศไทยเป็นประเทศรายได้สูง ปีนี้เป้าหมายคือความมั่นคงด้านสุขภาพของทุกคน พร้อมรับมือกับผู้ติดเชื้อที่จะเพิ่มขึ้น และการเยียวยาช่วยเหลือประชาชน ดังนั้น กระทรวงสาธารณสุข เงินสำรองฉุกเฉิน กระทรวงพัฒนาสังคมฯ กระทรวงแรงงาน ควรได้รับความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.รีดให้เรียบ เรากำลังเผชิญกับปัญหา 2 ต่อ ต่อที่ 1 คือ วิกฤตโควิดที่ทำให้พี่น้องประชาชนไม่สามารถหากินได้เช่นยามปกติ ต่อที่ 2 คือรายได้ที่เข้ารัฐ เช่น ภาษีก็จะลดลงด้วย เนื่องมาจากเศรษฐกิจชะลอตัว เราจึงจำเป็นต้องรีดไขมันยังสุดตัว ไม่เว้นแม้แต่ในหน่วยงานที่ควรได้รับความสำคัญเป็นพิเศษด้วย ซึ่งเท่าที่เราเห็น ยังมีงบอีกจำนวนมากที่สามารถตัดออกไปได้เลย เช่นงบดูงานต่างประเทศ งบสัมมนา งบรับรองแขก งบรถประจำตำแหน่ง ฯลฯ รวมถึงโครงการต่างๆ ที่ไม่ตอบโจทย์ตอบสถานการณ์ตอนนี้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.เพิ่มงบกลาง พร้อมรับสถานการณ์ไม่แน่นอน วิกฤตการระบาดของโควิดเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ในยามปกติเราไม่เห็นด้วยกับงบกลางขนาดใหญ่เนื่องจากนายกรัฐมนตรีมีอำนาจเต็มในการสั่งจ่ายได้ตามอำเภอใจ แต่ในยามวิกฤตเช่นนี้ เราเห็นด้วยกับการเพิ่มงบกลางในส่วนของเงินสำรองฉุกเฉิน เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นในการบริหาร พร้อมรับสถานการณ์ได้ตลอดเวลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.เร่งปฏิรูประบบราชการในยามวิกฤต ต้องยอมรับว่าสถานการณ์ที่ผ่านมาสะท้อนปัญหาว่ารัฐไทยไม่มีความสามารถในการจัดการกับวิกฤต จำเป็นต้องมีการเร่งปฏิรูป ถือเป็นโอกาสที่ดี ในการเพิ่มประสิทธิภาพระบบราชการ ปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศต่างๆ เข้ามาช่วยเหลือในระบบการบริการสาธารณะ (digital government, national digital ID ฯลฯ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6.ทบทวนสัญญาของงบผูกพัน ในสัญญาการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ โครงการเมกะโปรเจกต์ที่ซ้ำซ้อน เกินความจำเป็น และไม่คุ้มค่า ยกตัวอย่างเช่น รถไฟความเร็วสูงกรุงเทพ-หนองคาย พิจารณาสามารถที่จะยกเลิกได้หรือไม่ หรือสามารถเลื่อนกำหนดการส่งมอบ และการชำระเงินได้หรือไม่ อย่ากลัวว่าจะทำได้หรือไม่ เพราะเราเคยทำลักษณะนี้มาแล้วในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7.รอบคอบในการก่อหนี้ผูกพันใหม่ จากนี้ประเทศจะยังจำเป็นที่ต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ก่อนจะก่อหนี้ครั้งใหม่ จำเป็นต้องคำนึงถึงภาระหนี้ที่จะเกิดขึ้น ถ้าไม่ได้มีประโยชน์โดยตรงกับประชาชน ก็ไม่จำเป็นที่ต้องก่อหนี้ขึ้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์เพิ่มเติม ดังนั้นต้องคิดหน้าคิดหลังดีๆ ว่าการก่อหนี้แต่ละครั้งเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งหมดนี้คือข้อเสนอจากพรรคก้าวไกล เราต้องการย้ำว่า งบประมาณปี 2564 จะต้องตอบโจทย์ 3 ภารกิจหลัก ดังนี้ 1) ควบคุมการระบาดไม่ให้เกินขีดความสามารถของระบบสาธารณสุข 2) การยกระดับขีดความสามารถของระบบสาธารณสุข ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลสนาม อุปกรณ์ทางการแพทย์ เครื่องช่วยหายใจ ยาและเวชภัณฑ์ บุคลากรทางการแพทย์ สาธารณสุข ฯลฯ ตลอดจนระบบในการติดตามการรักษาพยายาลของผู้ป่วยอาการไม่หนักที่กักตัวรักษาตัวเองที่บ้าน 3) การพยุงเศรษฐกิจ การดูแลประชาชนตัวเล็กตัวน้อย และผู้ประกอบการรายย่อย เพื่อให้พวกเราคนไทยทุกคนพ้นภัยเศรษฐกิจและพ้นภัยโควิดไปในเวลาเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ พรรคก้าวไกลต้องการเชิญชวนประชาชนทุกคนมาสะท้อนความคิดเห็นต่อการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินประจำปี 2564 ว่าท่านอยากเห็นอะไร ไม่อยากเห็นอะไร อยากตัดตรงไหน อยากเน้นตรงไหน มาร่วมกันแสดงออกได้ผ่านเว็บไซต์ของสำนักงานงบประมาณที่ publichearing.bb.go.th/bbph64 (หรือสแกน QR Code ในช่วงท้ายของวิดิโอ) ภายในวันอังคารที่ 8 เมษายน 2563 นี้ จัดสรรงบให้เป็น แล้วจะเห็นประเทศไทยรอดพ้นวิกฤต&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62287</URL_LINK>
                <HASHTAG>7ข้อเสนอ, จัดงบปี64, พรรคก้าวไกล, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200406/image_big_5e8ae44af2309.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
