<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>53527</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/12/2019 11:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/12/2019 11:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผ่านวันที่3สังเวยแล้ว159รายอุบัติเหตุจากจยย.สูงสุดศปถ.กวดขันเยาวชนเมาแล้วขับ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;

30ธ.ค.62- พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะประธานแถลงข่าวสรุปผลการดำเนินงานของศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2563 ว่า ศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ.2563 โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและความร่วมมือของหน่วยงานภาคีเครือข่าย ได้รวบรวมสถิติอุบัติเหตุทางถนนประจำวันที่ 29 ธันวาคม 2562 ซึ่งเป็นวันที่สามของการรณรงค์ &amp;ldquo;ขับรถมีน้ำใจ รักษาวินัยจราจร&amp;rdquo; เกิดอุบัติเหตุ 531 ครั้ง ผู้เสียชีวิต 47 ราย ผู้บาดเจ็บ 560 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ดื่มแล้วขับ ร้อยละ 31.83 ขับรถเร็ว ร้อยละ 30.89 ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ รถจักรยานยนต์ ร้อยละ 80.55 ส่วนใหญ่ เกิดบนเส้นทางตรง 65.16 ถนนกรมทางหลวง ร้อยละ 38.42 ถนนใน อบต./หมู่บ้าน ร้อยละ 34.65 ช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ช่วงเวลา 16.01 &amp;ndash; 20.00 น. ร้อยละ 27.68 ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตสูงสุดอยู่ในช่วงอายุ 50 ปีขึ้นไป ร้อยละ 24.88 ทั้งนี้ ได้จัดตั้ง จุดตรวจหลัก 2,046 จุด เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน 64,599 คน เรียกตรวจยานพาหนะ 956,570 คัน มีผู้ถูกดำเนินคดี รวม 216,804 ราย มีความผิดฐานไม่สวมหมวกนิรภัย 58,550 ราย ไม่มีใบขับขี่ 52,434 ราย โดยจังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ เชียงใหม่ นครปฐม (จังหวัดละ 25 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (5 ราย) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสูงสุด ได้แก่ นครปฐม (31 คน)
&amp;nbsp;
สรุปอุบัติเหตุทางถนนสะสมในช่วง 3 วันของการรณรงค์ (27 - 29 ธ.ค.62) เกิดอุบัติเหตุรวม 1,504 ครั้ง ผู้เสียชีวิตรวม 159 ราย ผู้บาดเจ็บ รวม 1,549 คน จังหวัดที่ไม่มี ผู้เสียชีวิต (ตายเป็นศูนย์) มี 21 จังหวัด จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุด ได้แก่ ลำปาง (48 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (จังหวัดละ 10 ราย) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุด ได้แก่ นครปฐม (56 คน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ กล่าวต่อว่า ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) ได้สั่งการจังหวัดดำเนินการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนอย่างเข้มข้น กำชับเจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจดูแลเส้นทางสายหลัก &amp;ndash; สายรอง อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงเวลา 16.01 &amp;ndash; 20.00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่มีสถิติอุบัติเหตุสูง เน้นการปรับแผนการจัดตั้งจุดตรวจ ด่านตรวจให้สอดคล้องกับสถานการณ์อุบัติเหตุ ควบคู่กับการใช้กลไกระดับพื้นที่ อาทิ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตำรวจ จิตอาสาพระราชทาน และอาสาสมัคร บูรณาการจัดตั้งด่านชุมชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องปรามผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงอุบัติเหตุ กรณีไม่สามารถป้องปรามได้ให้ประสานชุดเคลื่อนที่เร็วในพื้นที่ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป นอกจากนี้ ได้จัดชุดสายตรวจดูแลความปลอดภัยเส้นทางโดยรอบสถานที่จัดงานรื่นเริง และสถานบันเทิง ในช่วงเวลา 23.00 &amp;ndash; 02.00 น. เป็นพิเศษ เน้นกวดขันผู้ขับขี่ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงดื่มแล้วขับ โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชนที่มีอายุไม่ถึง 20 ปี หากเกิดอุบัติเหตุจากการดื่มแล้วขับ ให้ดำเนินคดีและขยายผลการบังคับใช้กฎหมายกับผู้ปกครองและผู้จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างจริงจัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายพรพจน์ เพ็ญพาส รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มงานภารกิจด้านสาธารณภัยและพัฒนาเมือง เปิดเผยว่า เส้นทางสัญจรส่วนใหญ่จะอยู่ในเขตชุมชน มากถึงร้อยละ 80 ในช่วงของการเฉลิมฉลองจึงมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุบนถนนสายรองมากกว่าปกติ ศปถ.ได้เพิ่มความเข้มข้นการปฏิบัติงานของด่านชุมชน เน้นการเรียกตรวจผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงดื่มแล้วขับ และไม่สวมหมวกนิรภัย นอกจากนี้ ยังคุมเข้มการใช้อุปกรณ์นิรภัยทุกที่นั่งในรถทุกประเภท ทั้งรถเช่า รถโดยสารสาธารณะ และรถยนต์ส่วนบุคคล ทั้งนี้ เพื่อลดอัตราการเสียชีวิตและบาดเจ็บรุนแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายมณฑล สุดประเสริฐ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เลขานุการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) เปิดเผยว่า จากการติดตามสภาพอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่า ในระยะนี้หลายพื้นที่อาจมีฝนตก ทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุจากสภาพถนนเปียกลื่นและทัศนวิสัยไม่ดี ศปถ.จึงประสานจังหวัดดูแลความปลอดภัยในการเดินทางของประชาชน โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีฝนตกให้กวดขันการใช้ความเร็วเป็นพิเศษ ท้ายนี้ ขอฝากเตือนประชาชนขับรถไม่ประมาท เฉลิมฉลองอย่างมีสติ เพื่อร่วมมอบความปลอดภัยเป็นของขวัญปีใหม่แก่ตนเองและผู้ร่วมใช้เส้นทาง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53527</URL_LINK>
                <HASHTAG>7วันอันตรายปีใหม่ 2562, พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์, ศปถ., อุบัติเหตุทางถนน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191230/image_big_5e097afa84925.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>25648</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/01/2019 10:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/01/2019 10:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;คดีเมาขับ&#039; พุ่งเกือบ 2 หมื่นรายช่วงปีใหม่ &#039;โคราช-ชลบุรี-กทม.&#039; สูงสุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ม.ค.62 - นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม ได้เปิดเผยถึงสถิติดำเนินคดี ตามความผิด พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ช่วง 7 วันอันตราย ในวันหยุดท้ายปี 2561 จนถึงเทศกาลปีใหม่ 2562 ตั้งแต่วันที่ 27 ธ.ค. 2561 - 2 ม.ค. 2562 ว่า ปริมาณคดีความผิด ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ ที่เข้าสู่การพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้นทั่วราชอาณาจักร 232 ศาล ช่วง 7 วันที่ผ่านมา ที่รวบรวมข้อมูลโดยศูนย์ข้อมูลคดี สำนักแผนงานและงบประมาณ สำนักงานศาลยุติธรรมนั้น มีข้อหาที่เข้าสู่การพิจารณาทั้งหมด รวม 21,238 ข้อหา ซึ่งศาลพิจารณาพิพากษาเสร็จ 19,888 ข้อหา คิดเป็น 93.64 %&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยข้อหาที่มีการกระทำผิดสูงสุด 3 อันดับ ได้แก่ 1.ขับรถขณะเมาสุรา 19,603 ข้อหา 2.ขับรถโดยไม่มีใบอนุญาต 933 ข้อหา และ 3.ขับรถขณะเสพยาเสพติด 598 ข้อหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ จังหวัดที่มีปริมาณคดีขึ้นสู่การพิจารณาสูงสุด 5 อันดับ ได้แก่ 1.นครราชสีมา 1,197 ข้อหา 2.ชลบุรี 1,050 ข้อหา 3.กรุงเทพมหานคร 1,046 ข้อหา 4.เชียงใหม่ 927 ข้อหา 5.ร้อยเอ็ด 850 ข้อหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุริยัณห์ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า โดยปริมาณคดีข้อหาตามความผิด ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ ที่เข้าสู่การพิจารณาของศาล เฉพาะประจำวันที่ 31 ธ.ค. 2561 ถือว่าสูงที่สุดในช่วง 7 วันอันตราย มีถึง 7,390 ข้อหา โดยข้อหาที่มีการกระทำผิดสูงสุด คือ ขับรถขณะเมาสุรา 7,048 ข้อหา ก็น่าสังเกตว่าในวันดังกล่าวที่มีปริมาณคดีสูง อาจสืบเนื่องจากวันดังกล่าวเป็นการเฉลิมฉลองส่งท้ายปีด้วย ขณะที่ช่วงวันก่อนหน้าเป็นช่วงของการเดินทางเพื่อเข้าสู่การเฉลิมฉลองเทศกาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่นายสุริยัณห์ ได้เปรียบเทียบตัวเลขคดีความผิด พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ ช่วง 7 &amp;nbsp;วันอันตรายที่เข้าสู่ศาล ในปี 2561 กับปีใหม่ 2562 นี้ ด้วยว่า ในปี 2561 มีคดีเข้าสู่ศาลรวมทั้งสิ้น 15,587 ข้อหา ขณะที่ 2562 &amp;nbsp;มีคดีรวม 21,238 ข้อหา ซึ่งปีนี้มีการดำเนินคดีสูงขึ้นถึง 5,651 ข้อหา ก็เป็นที่สังเกตได้ว่าปริมาณการดำเนินคดีที่สูงขึ้น หากมองในแง่การบังคับใช้กฎหมายนั้นเข้มข้นขึ้นจากแนวนโยบายมาตรการต่างๆ ของรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการตรวจตราดูแลความปลอดภัยบนท้องถนนจนนำมาสู่การดำเนินคดีที่ศาล ซึ่งการลงโทษนั้นศาลก็จะพิจารณาตามพฤติการณ์และข้อเท็จจริงที่ปรากฏในแต่ละสำนวนตามกรอบของกฏหมาย แต่ขณะที่ปริมาณการดำเนินคดีสูงขึ้นโดยเฉพาะยังเป็นความผิดเมาแล้วขับที่เป็นข้อหาถูกดำเนินคดีสูงสุดนั้น ยังสะท้อนถึงการละเลย เพิกเฉยของผู้ขับขี่ที่ทำผิดกฎหมายและความปลอดภัยทั้งต่อตนเอง ที่สำคัญความปลอดภัยของผู้อื่นที่ร่วมใช้เส้นทางสัญจรด้วย ดังนั้นจึงควรตระหนักถึงเรื่องนี้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ส่วนของการดำเนินคดีในชั้นศาล นายสุริยัณห์ กล่าวด้วยว่า สำหรับการพิจารณาพิพากษาของศาลนั้นตัวเลขตามสถิติที่ผลการตัดสินไม่ครบ 100% นั้นเนื่องจากแม้ว่าคดีความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ หากจำเลยให้การรับสารภาพก็ไม่จำเป็นต้องสืบพยานประกอบคำรับสารภาพ โดยศาลสามารถตัดสินได้เลย แต่ในบางกรณีศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าควรให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะและพินิจถึงประวัติและพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยเสียก่อน เพื่อนำมาประกอบดุลพินิจในการกำหนดโทษ จึงให้เลื่อนไปนัดฟังคำพิพากษาในวันหลัง ในสถิติจึงเป็นคดีที่ยังพิจารณาไม่แล้วเสร็จ ขณะที่การพิจารณาคดีเกี่ยวกับความผิด พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ ช่วงเทศกาลศาลก็ทุ่มเททำงานกันอย่างเต็มที่ ในบางพื้นที่ที่มีคดีค่อนข้างมากบางศาลใช้เวลาจนถึง 19.00 - 20.00 น. ซึ่งล่วงเลยเวลาราชการศาล เพื่อดำเนินคดีจนเสร็จสิ้นกระบวนพิจารณา
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25648</URL_LINK>
                <HASHTAG>7วันอันตรายปีใหม่ 2562, นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล, พ.ร.บ.จราจรทางบก, สถิติคดีจราจรช่วงปีใหม่, สถิติคดีเมาแล้วขับ, โฆษกศาลยุติธรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190103/image_big_5c2d7ac368607.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>25476</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/12/2018 11:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/12/2018 11:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>4 วันอันตรายเซ่น 236 ศพ&#039;ขับรถเร็ว-เมาแล้วขับ&#039;สาเหตุหลัก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ธ.ค.61-นายประสาร มหาลี้ตระกูล อธิบดีกรมคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม ประธานแถลงข่าวสรุปผลการดำเนินงานของศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2562 กล่าวว่า อุบัติเหตุทางถนนสะสม 4 วัน ตั้งแต่วันที่ 27&amp;ndash;30 ธ.ค.61 เกิดอุบัติเหตุรวม 2,194 ครั้ง ผู้เสียชีวิตรวม 236 ราย ผู้บาดเจ็บ รวม 2,265 คน จังหวัดที่ไม่มีผู้เสียชีวิต (ตายเป็นศูนย์) มี 13 จังหวัด จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุด ได้แก่ เชียงใหม่ (77 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุด ได้แก่ เชียงใหม่ และนครราชสีมา (จังหวัดละ 12 ราย) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุด ได้แก่ เชียงใหม่ (79 คน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประสารกล่าวว่า ในส่วนอุบัติเหตุทางถนนประจำวันที่ 30 ธ.ค. ซึ่งเป็นวันที่สี่ของการรณรงค์ &amp;ldquo;ขับรถมีน้ำใจ รักษาวินัยจราจร&amp;rdquo; เกิดอุบัติเหตุ 561 ครั้ง ผู้เสียชีวิต 51 ราย ผู้บาดเจ็บ 578 คน สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ดื่มแล้วขับ ร้อยละ 42.42 ขับรถเร็วเกินกำหนด ร้อยละ 27.99 ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ รถจักรยานยนต์ ร้อยละ 80.31 รถปิคอัพ 6.39 ส่วนใหญ่เกิดในเส้นทางตรง ร้อยละ 65.06 บนถนน ใน อบต./หมู่บ้าน ร้อยละ 38.86 ถนนกรมทางหลวง ร้อยละ 35.29 ช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ช่วงเวลา 16.01 &amp;ndash; 20.00 น. ร้อยละ 28.70&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ได้จัดตั้งจุดตรวจหลัก 2,051 จุด เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน 66,742 คน เรียกตรวจยานพาหนะ 876,537 คัน มีผู้ถูกดำเนินคดี รวม 177,400 ราย มีความผิดฐานไม่สวมหมวกนิรภัย 51,039 ราย ไม่มีใบขับขี่ 43,799 ราย โดยจังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ สงขลา (23 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุด ได้แก่ นครราชสีมา (5 ราย) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสูงสุด ได้แก่ สงขลา (24 คน)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;จากการวิเคราะห์ข้อมูลสถิติอุบัติเหตุทางถนนในช่วง 3 วันที่ผ่านมา พบว่า สาเหตุหลักของการเกิดอุบัติเหตุและมีผู้เสียชีวิตกว่าร้อยละ 37.95 มาจากการขับรถเร็ว และกว่าร้อยละ 27.68 เกิดจากการเมาสุรา นอกจากนี้ ได้กำชับจังหวัดดูแลความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยในบริเวณพื้นที่จัดงานรื่นเริง สถานที่ท่องเที่ยว และสถานที่จัดกิจกรรมทางศาสนา โดยให้เพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครในการดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศอย่างเต็มที่&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25476</URL_LINK>
                <HASHTAG>7วันอันตรายปีใหม่ 2562, ขับรถเร็ว, มหาดไทย, ศปถ., อุบัติเหตุ, เมาแล้วขับ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181231/image_big_5c299b8db13b9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>25360</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/12/2018 13:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/12/2018 13:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พวงหรีดแด่นักซิ่งตีนผีริมถนนสายบุรีรัมย์-สุรินทร์ ใช้เตือนสติป้องกันอุบัติเหตุปีใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ธ.ค.61 - นายมานพ จูประโคน นายกองค์การบริหารส่วนตำบลโคกขมิ้น อ.พลับพลาชัย จ.บุรีรัมย์ พร้อมว่าที่ ร.ต.วินัย เกียรติกำจร ปลัด อบต. และเจ้าหน้าที่ได้นำเอาพวงหรีดเก่าจากวัดต่างๆในตำบลโคกขมิ้น &amp;ldquo;รุ่นหลวงพ่อท่านให้&amp;rdquo; กว่า 20 พวง ไปแขวนติดตามป้ายบอกทาง ต้นไม้ริมถนนและตามแยกต่างๆบนถนนสาย 2208 สายบุรีรัมย์ &amp;ndash; สุรินทร์ ที่ประชาชนผู้สัญจรไปมาสามารถมองเห็นได้ชัดเจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยพวงหรีดทุกพวงจะมีข้อความในลักษณะเตือนสติ เช่น เมาขับ รับประทานตาย , นายซิ่ง อันตราย , ขับปลอดภัย งดใช้มือถือ , ซิ่งนัก พักก่อน และใส่ใจกฎ งดสุรา เพื่อเป็นการเตือนสติผู้ขับขี่รถในช่วงเทศกาลปีใหม่ให้ใช้ความระมัดระวังและใส่ใจกฎจราจร &amp;nbsp;เพื่อป้องกันอุบัติเหตุลดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน ทั้งเป็นการสนับสนุนการประกาศให้ถนนสายดังกล่าวเป็นถนนสีขาวอุบัติเหตุเป็นศูนย์อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายมานพ&amp;nbsp;กล่าวถึงแนวคิดในการนำพวงหรีดไปติดตามถนนว่า ต้องการเตือนสติผู้ขับขี่รถในช่วงเทศกาลปีใหม่ เนื่องจากผู้ขับขี่รถส่วนใหญ่มักจะฝ่าฝืนป้ายกฎจราจร แต่เชื่อว่าเมื่อผู้ขับขี่เห็นพวงหรีดซึ่งสื่อถึงความตายก็น่าจะลดความประมาทลงและลดการสูญเสียชีวิตลงได้ สำหรับพวงหรีดที่นำมาติดก็ได้รับความเมตตาจากหลวงพ่อวัดต่างๆ โดยจะติดไว้จนสิ้นสุดช่วงเทศกาล หากได้ผลก็จะนำมาติดในช่วงเทศกาลอื่นๆอีก ทั้งนี้การนำพวงหรีดมาติดรณรงค์เพื่อเตือนสติ&amp;nbsp;ยังช่วยประหยัดงบประมาณของรัฐได้ในอีกทางหนึ่งด้วย นอกจากนี้&amp;nbsp;อบต.ยังได้ร่วมกับผู้นำชุมชน ตั้งด่านตรวจครอบครัวทุกหมู่บ้านทั้ง 15 หมู่บ้าน เพื่อสกัดคนเมาไม่ให้ออกจากชุมชนเพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุอีกด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25360</URL_LINK>
                <HASHTAG>7วันอันตรายปีใหม่ 2562, จังหวัดบุรีรัมย์, ถนนสายบุรีรัมย์-สุรินทร์, พวงหรีดเตือนสติ, อบต.โคกขมิ้น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181229/image_big_5c270de6767e6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>25218</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/12/2018 12:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/12/2018 12:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เก๋งพุ่งชนท้ายรถบรรทุกอ้อยสังเวย2ศพ รับ7วันอันตรายปีใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ธ.ค.61 - เมื่อเวลา 05.00 น. ร.ต.อ.ปรีดา ใสเลิศ รอง สว.(สอบสวน) สภ.ท่าพระ จ.ขอนแก่น ได้รับแจ้งรับแจ้งจากศูนย์วิทยุ 191 ว่า เกิดอุบัติเหตุรถเก๋งชนท้ายรถบรรทุกอ้อย เหตุเกิดบนถนนสายท่าพระ-โกสุมพิสัย ช่วงหน้าบริเวณหน้าศูนย์วิจัยเกษตรขอนแก่น ต.ท่าพระ อ.เมือง จ.ขอนแก่น มุ่งหน้าเข้าเขต อ.เมืองขอนแ่กน &amp;nbsp; หลังรับแจ้งจึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ ก่อนรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมกับ พ.ต.อ.สุรศักดิ์ &amp;nbsp;มโนทัย ผกก.สภ.ท่าพระ แพทย์เวร รพ.ขอนแก่น&amp;nbsp;เจ้าหน้าที่อาสาสมัครกู้ภัยท่าพระการกุศลและอาสาสมัครกู้ภัยสว่างขอนแก่นสามัคคีอุทิศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่พบรถเก๋งสีขาวยี่ห้อโตโยต้า&amp;nbsp;อัลติส สีขาว หมายเลขทะเบียน กอ-7184 ขอนแก่น ชนติดอยู่กับท้ายรถบรรทุกอ้อย หมายเลขทะเบียน 70-2117 มหาสารคาม โดยมีนายวิทยา โสมาโคก อายุ 34ปี อยู่บ้านเลขที่112 ม.2 ต.บ้านเหล่า อ.โกสุมพิสัย จ.มหาสารคาม เป็นคนขับรถบรรทุกอ้อยยืนรอให้การกับเจ้าหน้าที่อยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการตรวจสอบภายในรถยนต์เก๋งพบศพผู้เสียชีวิต 2 ราย ทราบชื่อต่อมาคือนายพรมประดิษฐ์ สมบรรณ์ อายุ 46 ปี อยู่บ้านเลขที่14 ม.16 &amp;nbsp;ต.บ่อแก้ว อ.วังหิน จ.ศรีสะเกษ เสียชีวิตที่คาเบาะที่นั่งคนขับ ขณะที่บริเวณเบาะหน้าที่นั่งฝั่งซ้ายข้างคนขับพบศพนายสรายุทธ วิสุทธิญาณภิรมย์ อายุ 27 ปี อยู่บ้านเลขที่ 76ม.15 ต.เมืองปัก อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา สภาพศพทั้งสองรายถูกอ้อยเสียบเข้าที่ใบหน้า ศีรษะ และร่างกายส่วนบน เสียชีวิตคาที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังพบคนเจ็บสาหัสที่เบาะหลังอีก 1 ราย ทราบชื่อต่อมาคือ นายเกียรติยศ เสงี่ยมวัฒนะ อายุ 24 ปี อยู่บ้านเลขที่ 814ม.4 ต.บ้านจั่น อ.เมือง จ.อุดรธานี เจ้าหน้าที่จึงใช้เครื่องตัดถ่าง ตัดชิ้นส่วนรถยนต์ รวมทั้งตัดลำอ้อยที่เสียบร่างคนเจ็บและผู้ตายออก ประมาณ 30 นาที จึงสามารถนำร่างผู้ตายออกมาจากซากรถเก๋งได้ พร้อมทั้งรีบนำตัวคนเจ็บ ส่งที่ รพ.ขอนแก่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสอบสวนนายวิทยา&amp;nbsp;คนขับรถบรรทุกอ้อย ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุได้ขับรถบรรทุกอ้อยมาเต็มคันจากพื้นที่อ.โกสุมพิสัย จ.มหาสารคาม โดยขับรถมาตามถนนหมายเลข 203 ท่าพระ-โกสุมพิสัย เพื่อนำส่งโรงงานน้ำตาลที่อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น&amp;nbsp;เมื่อถึงจุดเกิดเหตุได้ชะลอความเร็วเพราะถนนมืดและกำลังจะเข้าโค้ง ได้ยินเสียงคนตะโกนบอกว่า มีรถเก๋งชนท้าย จึงจอดรถลงมาดู ก็พบรถเก๋งสีขาวชนติดอยู่ท้ายรถ จึงแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาทำการตรวจสอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ พ.ต.อ.สุรศักดิ์ กล่าวว่า ภายหลังตรวจที่เกิดเหตุได้มอบศพให้มูลนิธิกู้ภัยสว่างสามัคคีอุทิศ นำศพส่งตรวจพิสูจน์ที่สถาบันนิติเวช รพ.ศรีนครินทร์ ซึ่งขณะนี้ญาติของผู้เสียชีวิตทั้งสองรายทราบเรื่องแล้ว และอยู่ระหว่างเดินทางมารับศพที่โรงพยาบาล ส่วนของการเกิดอุบัติเหตุครั้งนี้ ต้องตรวจสอบว่า รถบรรทุกอ้อยมีสัญญาณไฟหรือสิ่งที่บ่งบอกว่าเป็นรถบรรทุกอ้อยหรือไม่&amp;nbsp;รวมทั้งการสอบปากคำพยานแวดล้อม เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดอุบัติเหตุครั้งนี้และดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25218</URL_LINK>
                <HASHTAG>7วันอันตราย, 7วันอันตรายปีใหม่ 2562, จ.ขอนแก่น, อุบัติเหตุเทศกาลปีใหม่, เก๋งชนรถบรรทุกอ้อย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181227/image_big_5c2466ba2fef8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24959</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/12/2018 15:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/12/2018 15:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เตรียมพร้อม7วันอันตราย! เพิ่ม1669 เป็น300สายชี้&quot;ยาคูล-รางจืด&quot;ไม่ช่วยตอนเป่าแอลกอฮอล์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ธ.ค. ที่กระทรวงสาธารณสุข ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยนพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้แทนกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผอ.กองบูรณาการความปลอดภัยทางถนน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารภัย กระทรวงมหาดไทย นพ.อัจฉริยะ แพงมา เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ทพ.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทันสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกันแถลงข่าว &amp;ldquo;สธ.ห่วงใย เที่ยวปีใหม่ปลอดภัย สุขใจทั้งครอบครัว&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.คลินิก เกียรติคุณ &amp;nbsp;นพ.ปิยะสกล กล่าวตอนหนึ่งว่า เนื่องจากช่วง 7 วันอันตรายนั้นมีการพบผู้บาดเจ็บจากการดื่มและขับเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 7 ดังนั้น ในช่วง 7 วันอันตรายระหว่างวันที่ 27 ธ.ค.2561-2 ม.ค. 2562 ทางสธ. จึงร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินมาตรการสร้างความปลอดภัยทางถนน โดยมีการเจาะเลือดคนขับที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุมีคนเจ็บตาย ทุกราย โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นคนส่งไปตรวจที่รพ.ของรัฐได้ทุกแห่ง นอกจากนี้ยังมีมาตรการให้การช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุคือ1. เข้าเหตุเร็ว โดยเปิดคู่สายหมายเลข 1669 เพิ่มเป็น 300 สาย 2.เข้าพื้นที่เกิดเหตุเร็ว ไม่เกิน 10 นาทีโดยมีชุดปฏิบัติการทั่วประเทศ และ 3. ส่งทีมแพทย์เร็ว ซึ่งมีการเตรียมพร้อมทั้งสถานพยาบาล อุปกรณ์การแพทย์ เลือด ไว้รองรับตลอด 24 ชั่ว โมง ทั้งนี้ย้ำว่าเมื่อเกิดวิกฤติฉุกเฉินอันตรายถึงแก่ชีวิตสามารถเข้าได้รักษาได้ทุกรพ.โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใน 72 ชั่วโมงแรก ทั้งนี้เราจะดำเนินมาตรการทางกฎหมายอย่างเข้มข้น เอาจริงและมีโทษแน่นอน เพราะสิ่งที่ทำขณะที่ท่านเมานั้นคือความเสียหายที่ยิ่งใหญ่ อุบัติเหตุ เจ็บ ตาย ครอบครัวต้องสูญเสียเราจะไม่ปล่อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สุขุม กล่าวว่า สธ.ได้มีการตั้งวอร์รูมติดตามดูแลเรื่องนี้ทั้งในระดับส่วนกลาง และระดับจังหวัด เตรียมทีมแพทย์คอยดูแลตลอด 24 ชั่วโมง จากการวิเคราะห์ข้อมูลช่วง 7 วันอันตราย ปี 2561 พบว่ามีผู้บาดเจ็บเข้ารักษา 27,158 ราย เฉลี่ยวันละ 3,880 ราย เพิ่มขึ้นจากช่วงปกติร้อยละ 67 ซึ่งช่วงปกติมีอุบติเหตุเข้ารพ.เฉลี่ยวันละ 2,320 อย่างไรก็ตาม เราจะเน้นการส่งเรื่องความปลอดภัยของรถพยาบาลด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า เครื่องตรวจวัดแอลกอฮอล์ที่ใช้มีประสิทธิภาพมาก การดื่มนมเปรี้ยว หรือรางจืดก็ไม่สามารถรอดพ้นได้ ดังนั้นทางที่ดีคือดื่มไม่ขับ และเรียนว่าในกรณีของผู้ใหญ่ขับรถจะยึดที่ปริมาณแอลกอฮอล์ในกระแสเลือดที่ 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ส่วนเด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี รวมถึงคนขับรถโดยไม่มีใบขับขี่หรือเป็นใบขับขี่ชั่วคราวจะยึดปริมาณแอลกอฮอล์ในกระแสเลือดเกิน 20 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จะถือว่าเมา
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านพล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ กล่าวว่า ในส่วนของตำรวจปีนี้จะส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจไปร่วมกับด่านชุมชนทั่วประเทศ และมีมาตรการทางกฎหมายเข้มข้นข้อหาขับเร็ว เมาแล้วขับ ขับย้อนศร ฝ่าสัญญาณจราจร ไม่คาดเข็มขัด ไม่สวมหมวกกันน็อค ไม่มีใบขับขี่ และใช้โทรศัพท์มือถือระหว่างขับ นอกจากนี้ จะห้ามรถบรรทุกวิ่งในเส้นทางที่ประชาชนเดินทางเยอะ คือ 1. ถนนมิตรภาพตั้งแต่อ.ทับกวาง จ.สระบุรี ถึงอ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา 2.ถนนพหลโยธินช่วงอ.เมืองนครสวรรค์ 3.ถนนกบินทร์บุรี &amp;ndash; ปักธงชัย เป็นต้น เพื่อให้พื้นผิวจราจรมีประสิทธิภาพมากที่สุด อย่างไรก็ตาม หากรถบรรทุกมีความจำเป็นสามารถทำเรื่องขออนุญาตเดินทางกับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ได้
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24959</URL_LINK>
                <HASHTAG>27 ธ.ค.2561-2 ม.ค. 2562, 7วันอันตรายปีใหม่ 2562, กระทรวงสาธารณสุข, นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร, นพ.สุขุม กาญจนพิมาย, ร.อ.นพ.อัจฉริยะ แพงมา, สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.), เมาไม่ขับ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181224/image_big_5c209b6c1f6b8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
