<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>120359</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/03/2026 16:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/10/2021 20:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘กรุงไทย’เปิดกำไร 9 เดือนแตะ 16,645 ล้านบาท </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ต.ค.2564&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;กรุงไทย&amp;rdquo; ประกาศผลดำเนินงานช่วง 9 เดือนปี 2564 มีกำไรสุทธิ 16,645 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 25.3 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เฉพาะไตรมาส 3 ปี 2564 มีกำไรสุทธิ 5,055 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 65.4 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สินเชื่อเติบโตอย่างแข็งแกร่งพร้อมบริหารคุณภาพสินทรัพย์อย่างใกล้ชิด คงการตั้งสำรองในระดับสูงเพิ่ม Coverage ratio เป็นร้อยละ 163.9 เพื่อรองรับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ พร้อมเดินหน้าดูแลช่วยเหลือลูกค้าทุกกลุ่มอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า&amp;nbsp; จากภาวะเศรษฐกิจที่ยังเผชิญความท้าทายจากการแพร่ระบาดของโควิด-19&amp;nbsp; ธนาคารและบริษัทย่อยจึงใช้หลักความระมัดระวังอย่างต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ โดยพิจารณาตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected credit loss) ในระดับสูง บริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์อย่างใกล้ชิดและดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจ พร้อมให้ความสำคัญกับการดูแลช่วยเหลือลูกค้าทุกกลุ่ม เพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น ประคองธุรกิจให้อยู่รอดและกลับมาเติบโตได้ในระยะข้างหน้า เมื่อรัฐบาลผ่อนคลายมาตรการและกลับมาเปิดประเทศอีกครั้ง หนุนให้เศรษฐกิจฟื้นตัว&amp;nbsp;


ทดลองเล่นสล็อต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผลประกอบการช่วง 9 เดือนของปี 2564 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคาร เท่ากับ 16,645 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 25.3 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น จำนวน 24,291 ล้านบาท&amp;nbsp; แม้ว่าลดลงร้อยละ 31.9 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน&amp;nbsp; แต่ยังเป็นการตั้งสำรองในระดับสูง ส่งผลให้&amp;nbsp; Coverage ratio เท่ากับร้อยละ 163.9 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 147.3 ณ สิ้นปี 2563&amp;nbsp; และ NPLs Ratio-Gross อยู่ที่ร้อยละ 3.57 ลดลงจากร้อยละ 3.81 ณ สิ้นปีที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ดี&amp;nbsp; ผลจากการบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์อย่างใกล้ชิด และดำเนินการอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักสำรองและภาษีเงินได้ เท่ากับ 47,841 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 11.6 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากรายได้รวมจากการดำเนินงานที่ลดลงร้อยละ 8.3 ตามรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลง แม้ว่าสินเชื่อจะขยายตัวได้ดีถึงร้อยละ 9.6 จากสิ้นปีที่ผ่านมา เนื่องจากในช่วงเดียวกันของปีก่อนธนาคารมีรายได้ดอกเบี้ยพิเศษเงินให้สินเชื่อจากการขายทอดตลาดทรัพย์สินหลักประกันจำนอง รวมถึงการลดลงของดอกเบี้ยเงินลงทุนในตราสารหนี้ ซึ่งส่งผลให้ NIM เท่ากับร้อยละ 2.52 ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลดลงร้อยละ 3.8 จากการบริหารจัดการในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ส่งผลให้ Cost to Income ratio เท่ากับร้อยละ 44.28 ใกล้เคียงกับร้อยละ 44.45 ในช่วงเดียวกันของปีก่อน (ไม่รวมรายได้ดอกเบี้ยพิเศษ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผลประกอบการไตรมาส 3/2564 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคาร เท่ากับ 5,055 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 15.9 จากไตรมาสที่ผ่านมา จากกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักสำรองและภาษีเงินได้ที่ลดลงร้อยละ 8.3 ตามรายได้จากการดำเนินงานที่ลดลงร้อยละ 1.8 แม้ว่ารายได้ดอกเบี้ยสุทธิจะขยายตัวร้อยละ 1.1 จากสินเชื่อที่ขยายตัวได้ดีและการบริหารต้นทุนทางการเงิน โดย NIM อยู่ที่ร้อยละ 2.51 ลดลงเล็กน้อยจากร้อยละ 2.55&amp;nbsp; ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.0&amp;nbsp; จากค่าใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และการขาดทุนจากการด้อยค่าทรัพย์สินรอการขาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 3/2563 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคาร เพิ่มขึ้นร้อยละ 65.4 จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน โดยตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ลดลงร้อยละ 34.5 มีกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักสำรองและภาษีเงินได้ ลดลงร้อยละ 8.0 มาจากรายได้รวมจากการดำเนินงานที่ลดลงร้อยละ 6.4 เป็นผลจากในไตรมาสเดียวกันของปีก่อนธนาคารมีรายได้ดอกเบี้ยพิเศษเงินให้สินเชื่อจากการขายทอดตลาดทรัพย์สินหลักประกันจำนอง&amp;nbsp; ประกอบกับรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลงจากดอกเบี้ยรับเงินลงทุนในตราสารหนี้ และรายได้จากการดำเนินงานอื่นที่ลดลง ทั้งนี้ ธนาคารบริหารต้นทุนทางการเงินประกอบกับสินเชื่อขยายตัวได้ดี ซึ่งช่วยลดผลกระทบดังกล่าว รวมถึงการบริหารค่าใช้จ่ายในการภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลดลง ร้อยละ 4.4&amp;nbsp; ส่งผลให้ Cost to Income ratio เท่ากับร้อยละ 46.21 ลดลงเล็กน้อยจากร้อยละ 47.16 ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน (ไม่รวมรายได้ดอกเบี้ยพิเศษ) ณ 30 กันยายน 2564 ธนาคาร (งบเฉพาะธนาคาร) มีเงินกองทุนชั้นที่ 1 เท่ากับ 322,626 ล้านบาท และมีเงินกองทุนทั้งสิ้นเท่ากับ 389,100 ล้านบาท คิดเป็น ร้อยละ 16.10 และร้อยละ 19.42 ของสินทรัพย์ถ่วงน้ำหนักตามความเสี่ยงตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;แม้เศรษฐกิจในประเทศมีสัญญาณปรับตัวดีขึ้น จากการผ่อนคลายมาตรการป้องกันโควิด-19 และการเปิดประเทศ แต่ในระยะข้างหน้ายังมีความไม่แน่นอนสูง&amp;nbsp; ธนาคารจึงยังคงรักษาระดับการตั้งสำรองในระดับสูง ติดตามสถานการณ์ของลูกค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ความช่วยเหลือลูกค้าได้ทันการณ์ ตรงกลุ่มเป้าหมาย &amp;nbsp; ทั้งมาตรการลดภาระทางการเงิน การเสริมสภาพคล่อง และเพิ่มช่องทางการขายสินค้าผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์มทั้ง Krungthai NEXT เป๋าตัง และถุงเงิน พร้อมเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าทุกกลุ่ม&amp;nbsp; โดยร่วมมือกับพันธมิตรทุกกลุ่มนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น พร้อมผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120359</URL_LINK>
                <HASHTAG>9 เดือน, กรุงไทย, ผบประกอบการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210324/image_big_605aabd0e13f9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70924</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/07/2020 11:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/07/2020 11:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สคร.เก็บเงินรายได้จากรัฐวิสาหกิจ 9 เดือน 1.56 แสนล้านบาท </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ก.ค.2563 นายประภาศ คงเอียด ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่าในเดือนมิถุนายน 2563 สคร. จัดเก็บเงินนำส่งรายได้แผ่นดิน จากรัฐวิสาหกิจและกิจการที่กระทรวงการคลังถือหุ้นต่ำกว่าร้อยละ 50 (กิจการฯ) จำนวน 7,191 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่มาจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ส่งผลให้มีเงินนำส่งรายได้แผ่นดินสะสมจากรัฐวิสาหกิจและกิจการฯ ในช่วง 9 เดือน (1 ตุลาคม 2562 &amp;ndash; 30 มิถุนายน 2563) จำนวน 156,474 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายสะสมจำนวน 7,012 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 83 ของเป้าหมายทั้งปีงบประมาณ 2563 จำนวน 188,800 ล้านบาท อย่างไรก็ดี สคร. ยังต้องมีการเฝ้าระวังการจัดเก็บรายได้รัฐวิสาหกิจในช่วงไตรมาสสุดท้าย
ของปีงบประมาณ 2563 เนื่องจากผลการดำเนิน ของรัฐวิสาหกิจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 โดยรัฐวิสาหกิจที่นำส่งรายได้แผ่นดินสะสมสูงสุด 10 อันดับแรก ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2563 ได้แก่
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
ลำดับที่ รัฐวิสาหกิจ เงินนำส่งรายได้แผ่นดิน&amp;nbsp;
1 สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล 34,304&amp;nbsp; ล้านบาท
2 บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 29,198&amp;nbsp; &amp;nbsp;ล้านบาท
3 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย &amp;nbsp;28,619&amp;nbsp; &amp;nbsp;ล้านบาท
4 ธนาคารออมสิน &amp;nbsp;18,000&amp;nbsp;&amp;nbsp;ล้านบาท
5 บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) &amp;nbsp;10,500&amp;nbsp;ล้านบาท
6 ธนาคารอาคารสงเคราะห์ &amp;nbsp; 5,922&amp;nbsp;ล้านบาท
7 การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค &amp;nbsp; 5,733&amp;nbsp;ล้านบาท
8 การท่าเรือแห่งประเทศไทย &amp;nbsp; 4,020&amp;nbsp;&amp;nbsp;ล้านบาท
9 บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) &amp;nbsp; 3,891&amp;nbsp;ล้านบาท
10 การทางพิเศษแห่งประเทศไทย &amp;nbsp; 3,839&amp;nbsp;&amp;nbsp;ล้านบาท
11 อื่นๆ 12,448&amp;nbsp;&amp;nbsp;ล้านบาท
&amp;nbsp;รวม 156,474&amp;nbsp;&amp;nbsp;ล้านบาท
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70924</URL_LINK>
                <HASHTAG>9 เดือน, จัดเก็บรายได้รัฐวิสาหกิจ, ประภาศ คงเอียด, สคร.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200709/image_big_5f06a10cd0b22.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>65110</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/05/2020 13:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/05/2020 13:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กตู่&#039;ยอมรับผลกระทบด้านเศรษฐกิจอาจยาวนานถึง 9 เดือน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;5 พ.ค.63-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าได้ใช้เวลาวันหยุดราชการตรวจเยี่ยมเจ้าหน้าที่ที่ปฎิบัติงานตามท้องถนนและการตั้งด่าน ต้องขอขอบคุณรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีหลายท่านที่ได้ลงไปทำอย่างที่ตนเองทำ สิ่งที่ดำเนินการในขณะนี้นอกจากการขอความร่วมมือบรรดาผู้ประกอบการขนาดใหญ่ 20 ราย และอาจจะมากกว่านั้นในระดับรองลงมา ท่านมีมูลค่าทรัพย์สินจำนวนมากอยู่แล้ว ฉะนั้นจะขอความร่วมมือจากพวกท่าน ขอให้ท่านร่วมมือกับเรา ซึ่งตอนนี้ก็ตอบมาครบแล้วว่ามีแผนการดำเนินการในการดูแลพนักงานลูกจ้างของท่านอย่างไร และมีอะไรที่รัฐจะต้องดูแล ในส่วนของกระทรวงแรงงานตนก็จะดูแลให้ในส่วนนี้ แต่ในส่วนสำคัญอีกประการเขาจะร่วมในการฟื้นฟูดูแลประชาชน เกษตรกร และกลุ่มอาชีพต่างๆในแต่ละจังหวัดด้วย ตามศักยภาพที่มีอยู่ในห่วงโซ่ต่างๆซึ่งตนคิดว่าเป็นประโยชน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฯ กล่าวอีกว่า หลังจากที่มีมาตรการเยียวยาไปแล้วจากหลายกระทรวงด้วยกัน ทั้งกระทรวงการคลัง แรงงาน มหาดไทย อุตสาหกรรม และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยใช้เงินจากพ.ร.ก.เงินกู้จำนวนหนึ่งในการเยียวยา ทั้งนี้ตนต้องการดูว่าสิ่งที่รัฐบาลหรือครม.ได้อนุมัติไปแล้วมีปัญหาอะไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงมาตรการสินเชื่อหรือซอฟท์โลน การดูแลเยียวยาให้สามารถสอดคล้องกับเวลาและสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่าควรจะขยายอะไรอย่างไร ซึ่งต้องมีการเตรียมแผนไว้ล่วงหน้า ตรงนี้ได้รับข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ และชื่นชมหลายสมาคมที่พยายามดูแลแรงงานของตัวเองให้ดีที่สุด ซึ่งก็สุดแล้วแต่ว่าสายป่านของเขามีแค่ไหนอย่างไร และมีอะไรที่รัฐบาลจะสามารถดูแลให้ได้บ้าง อันนี้ได้มีการหารือในที่ประชุมครม. และให้คณะกรรมการพิจารณาโครงการเงินกู้เข้าไปดูแลตรงนี้ด้วย ว่าจะดูแลเพิ่มเติมได้หรือไม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เราคาดการณ์ว่าสถานการณ์ทางด้านเศรษฐกิจของเราคงจะมีผลกระทบไปอีกนานพอสมควร คงไม่ใช่แค่ 3 เดือน อาจถึง 6 เดือน 9 เดือน ซึ่งต้องเตรียมมาตรการไว้รองรับในโอกาสต่อไปด้วย ขณะเดียวกันผมได้เน้นย้ำในสิ่งที่เราค่อนข้างจะชินแล้ว คือการใช้ new normal วิถีชีวิตปกติแบบใหม่ คือให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพ วิถีชีวิตทุกคนต้องเปลี่ยนแปลงไปหลังสถานการณ์โควิด-19 ได้ลดระดับความรุนแรงลง ฉะนั้นต้องมีการวางแผนอนาคตไว้ด้วย ผมได้ใช้เวลาเสาร์-อาทิตย์ หรือวันหยุดราชการไปตรวจเยี่ยมพูดคุยกับเขา พบปะฟังปัญหาโดยตรง ทั้งนี้เพื่อนำมาขับเคลื่อนในครม.เพื่อที่จะไปดูแลเขาให้มากยิ่งขึ้น ตรงนี้ต้องขอเวลาเพราะหลายอย่างต้องใช้งบประมาณ และหลายอย่างติดข้อกฎหมายหลายตัว ต้องให้เวลาผมในการแก้ปัญหา ผมจะเดินหน้าไปพบปะเรื่อยๆ&amp;quot; นายกฯกล่าว.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65110</URL_LINK>
                <HASHTAG>9 เดือน, &gt;โควิด 19&amp;lt;, นายกฯ, บิ๊กตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, เศรษฐกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200505/image_big_5eb10411618df.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
