<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>17174</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/09/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/09/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โพลหนุนบิ๊กตู่นั่งนายกฯ &#039;จ้อน&#039;ทาบรัศมีชิงมาร์ค</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โพลหนุนบิ๊กตู่นั่งนายกฯ มาอันดับหนึ่ง &amp;nbsp; &amp;quot;มาร์ค-หน่อย-ธนาธร&amp;quot; ไล่กวดแต่ยังห่างกันเยอะ &amp;nbsp;&amp;quot;อภิสิทธิ์&amp;quot; เดินหน้า ปชป.ยุคใหม่ ให้สมาชิกพรรคหยั่งเสียงเลือกหัวหน้าพรรคได้ กางปฏิทินได้ชื่อไม่เกิน พ.ย.ปีนี้ &amp;quot;จ้อน&amp;quot; อ้างเสียงเรียกร้องให้คัมแบ็ก ปชป. โปรยยาหอมพรรคมีโอกาสชนะเลือกตั้ง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊ก Abhisit Vejjajiva เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2561 อธิบายถึงการหยั่งเสียงเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในชื่อเรื่อง &amp;quot;ประชาธิปัตย์ยุคใหม่กับการเลือกหัวหน้าพรรคโดยสมาชิก&amp;quot; มีเนื้อหาระบุถึงเรื่องที่เคยประกาศแนวคิดให้สมาชิกพรรคเลือกหัวหน้าพรรคตั้งแต่ช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของประชาธิปัตย์ยุคใหม่ และเป็นการยืนยันถึงความเป็นสถาบันการเมืองของพรรคในระบบประชาธิปไตยที่เริ่มตั้งแต่ภายในพรรค ไม่มีใครคนใดคนหนึ่งเป็นเจ้าของ โดยพรรคได้พิสูจน์เรื่องนี้มากว่า 70 ปีแล้ว และเป็นพรรคเดียวที่มีการแข่งขันเลือกตั้งหัวหน้าพรรคอย่างจริงจังมาหลายครั้ง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์อธิบายว่า โดยปัจจุบันที่ประชุมใหญ่ของพรรคประกอบด้วย ส.ส. และประธานสาขาพรรคเป็นหลัก ซึ่งจะเป็นผู้มีสิทธิเลือกหัวหน้าพรรค สอดคล้องกับกฎหมายใหม่ที่ออกมา แต่ประชาธิปัตย์สามารถเป็นผู้นำและมีความก้าวหน้ามากขึ้นเพราะเห็นว่าการปฏิรูปการเมืองที่ดำเนินการโดย คสช.ในเรื่องนี้ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เห็นได้จากการหยั่งเสียงเลือกผู้สมัคร ส.ส.ที่กำลังวนกลับไปสู่ที่เดิม รวมไปถึงคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/60 ที่ส่งผลให้สาขาพรรคกว่า 150 แห่งทั่วประเทศถูกยุบ ทำให้องค์ประกอบของที่ประชุมใหญ่ขาดความหลากหลายและความเป็นประชาธิปไตย ประกอบกับสี่ปีที่ผ่านมาไม่มีการดำเนินกิจกรรมทางการเมือง ในขณะที่ความเปลี่ยนแปลงในสังคมโลกและในประเทศเกิดขึ้นอย่างมากและรวดเร็ว จึงมีความจำเป็นที่สมาชิกพรรคและประชาชนในวงกว้างควรเข้ามามีส่วนร่วมมากกว่าการปล่อยให้การกำหนดตัวผู้บริหารและทิศทางของพรรคจำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มอดีต ส.ส.และผู้บริหารพรรคปัจจุบัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ดังนั้น การหยั่งเสียงหัวหน้าพรรคในครั้งนี้จะเป็นการสนับสนุนกระบวนการประชาธิปไตยภายในพรรค เป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเลือกตั้งหัวหน้าพรรค ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของระบบการเมืองไทย โดยหวังว่าจะเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ การแข่งขันที่จะเกิดขึ้นไม่ควรถูกมองว่าเป็นเรื่องของความขัดแย้ง เพราะถ้ามองอย่างนั้น เท่ากับเป็นการไม่สนับสนุนให้เกิดกระบวนการประชาธิปไตยภายในพรรคการเมือง&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์อธิบายว่า การหยั่งเสียงจะอำนวยความสะดวกให้สมาชิกลงคะแนนผ่านแอปพลิเคชันโทรศัพท์มือถือ อย่างไรก็ตาม การที่กฎหมายพรรคการเมืองยังไม่รองรับเรื่องนี้ ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ต้องแก้ไขข้อบังคับให้ที่ประชุมใหญ่ของพรรค ซึ่งกฎหมายกำหนดให้เป็นผู้เลือกหัวหน้าพรรค จะต้องรับฟังผลของการหยั่งเสียงจากสมาชิก ซึ่งตนมั่นใจว่าที่ประชุมใหญ่จะทำเช่นนั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอภิสิทธิ์ยังได้โพสต์แผนผังปฏิทินการเลือกหัวหน้าพรรคโดยสมาชิกของพรรคประชาธิปัตย์ยุคใหม่ไว้ โดยมีกรอบเวลาเริ่มตั้งแต่ คสช.คลายล็อกกลางเดือนกันยายน จากนั้นประชาธิปัตย์ประชุมใหญ่เพื่อแก้ไขข้อบังคับพรรคในช่วงปลายกันยายน ใช้เวลาในช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายนรับสมาชิกและผู้เข้ารับการหยั่งเสียง แบ่งเป็นสองช่วงคือ 2-3 สัปดาห์รับสมัครสมาชิกและผู้เข้ารับการหยั่งเสียง และอีก 2-3 สัปดาห์เป็นช่วงเวลาของการหยั่งเสียงและรับสมาชิกพรรคต่อเนื่อง ก่อนที่จะมีการประกาศผลการหยั่งเสียงในเดือนพฤศจิกายน จากนั้น 7 วันจะมีการประชุมใหญ่เพื่อเลือกหัวหน้าพรรคตามกฎหมาย โดยกระบวนการเลือกหัวหน้าพรรคทั้งหมดจะเสร็จสิ้นภายในเดือนพฤศจิกายน 2561&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีถูกทาบทามให้ลงสมัครชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ว่า มีการทาบทามจริง ให้กลับไปเป็นหัวหน้าพรรคหรือเลขาธิการพรรค จากทางสาขาพรรคและอดีต ส.ส.บางส่วน ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปพรรคประชาธิปัตย์ ให้เป็นสถาบันทางการเมืองของประชาชน ทันสมัยก้าวหน้า เพราะเห็นว่าเคยเป็นอดีตรองหัวหน้าพรรคมาแล้วถึง 2 สมัย เคยเป็นรัฐมนตรีและ ส.ส. 6 สมัย ไม่เคยย้ายพรรค มีอาวุโสทางการเมืองเพียงพอ แต่เหตุผลสำคัญที่ยกมาอ้างคือ เคยเป็นผู้นำในการผลักดันให้มีการปฏิรูปพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งพวกเขาเห็นด้วยมาตลอด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมยังไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ เพียงตอบกลับไปว่าเคยประกาศวางมือทางการเมืองแล้ว เพื่อสานต่องานปฏิรูปประเทศ ซึ่งต้องไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด แต่พวกเขาก็ขอให้ทบทวนการตัดสินใจอีกครั้ง ซึ่งผมก็รับปากที่จะพิจารณาข้อเสนออย่างจริงจัง&amp;rdquo; นายอลงกรณ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอลงกรณ์กล่าวต่อว่า พรรคประชาธิปัตย์มีบุคลากรเก่งๆ ที่มีความรู้ความสามารถหลากหลาย ทั้งวัยวุฒิและคุณวุฒิ มีความพร้อมที่จะกลับมาชนะในการเลือกตั้ง ถ้าสามารถเปิดพรรคกว้างและปฏิรูปพรรคอย่างน้อย 4 ด้าน คือ ปฏิรูปภาวะผู้นำ การบริหารจัดการ ความคิดวิสัยทัศน์และนโยบาย รวมถึงวัฒนธรรมองค์กรคือความเป็นประชาธิปไตยในพรรค ซึ่งการเคลื่อนไหวภายในพรรคประชาธิปัตย์ที่จะมีการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคและคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่นั้น ถือเป็นโอกาส ไม่ใช่เป็นปัญหาของพรรคประชาธิปัตย์ ถ้าสามารถเปลี่ยนแปลงและปฏิรูปพรรคได้สำเร็จก่อนการเลือกตั้งปีหน้า พรรคประชาธิปัตย์ก็จะเป็นตัวอย่างต้นแบบการขับเคลื่อนให้เกิดการปฏิรูปพรรคการเมืองสู่มิติใหม่ทางการเมืองในภาพรวมต่อไปด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกันนี้ ดุสิตโพลเผยสำรวจความคิดเห็น ความคิดเห็นประชาชนในเรื่อง &amp;quot;ประชาชนคิดอย่างไร กับการเลือก ส.ส.&amp;quot; โดยสำรวจจากกลุ่มตัวอย่าง &amp;nbsp;จำนวนทั้งสิ้น 1,132 คน ระหว่างวันที่ 5-8 กันยายน 2561&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อสอบถามว่า ระหว่าง &amp;ldquo;ส.ส.เก่า&amp;rdquo; กับ &amp;ldquo;ผู้สมัครใหม่&amp;rdquo; ประชาชนอยากเลือกใครมากกว่ากัน พบว่า ส่วนใหญ่ตอบว่า ส.ส.เก่าหรือผู้สมัครใหม่ก็ได้ คิดเป็นร้อยละ 69.88% ขณะเดียวกันมีคนตอบว่าจะเลือก ส.ส.จำนวน 16.15% และผู้สมัครใหม่จำนวน 13.97%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผลสำรวจถามว่า พรรคการเมืองแบบไหนที่ประชาชนอยากเลือก ส่วนใหญ่ตอบว่า ซื่อสัตย์ ยุติธรรม มีคุณธรรม ไม่คดโกง คิดเป็น 32.46% และตามด้วยเห็นว่าควรต้องมีนโยบายใหม่ๆ ชัดเจน ทำได้จริง 23.39% และคำนึงถึงส่วนรวม เน้นประชาชนเป็นสำคัญ ร้อยละ 20.15% เป็นต้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในคำถามที่ว่า ประชาชนอยากได้ใครเป็นนายกรัฐมนตรี ผลสำรวจเผยว่า ส่วนใหญ่ตอบว่าเป็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คิดเป็นร้อยละ 24.72% ตามด้วย &amp;nbsp;นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 17.57%, &amp;nbsp;คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ 16.53%, นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ 14.63%และนายทักษิณ ชินวัตร &amp;nbsp;13.50% และอื่นๆ ได้แก่ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์, นายชวน หลีกภัย, น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร, พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส, นายอนุทิน ชาญวีรกูล, นายจาตุรนต์ ฉายแสง, นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์, นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร อดีตผู้ว่าฯ เชียงราย 13.05%.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17174</URL_LINK>
                <HASHTAG>Abhisit Vejjajiva, คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์, ชวน หลีกภัย, ทักษิณ ชินวัตร, ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, พรรคประชาธิปัตย์, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร, สมคิด จาตุศรีพิทักษ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, อลงกรณ์ พลบุตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180909/image_big_5b9527fa8bd65.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
