<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>111537</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/07/2021 15:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/07/2021 15:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>AIS  ผนึก ออมรอน ดัน 5G หนุนยกระดับโรงงานอัจฉริยะ 4.0</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ก.ค. 2564 นายธนพงษ์ อิทธิสกุลชัย หัวหน้าคณะผู้บริหาร กลุ่มลูกค้าองค์กร&amp;nbsp; AIS Business กล่าวว่า &amp;ldquo;จากแผนงานของ AIS ที่มุ่งขยายศักยภาพ 5G เพื่อร่วมยกระดับภาคอุตสาหกรรมและภาคการผลิตนั้น เรายังคงเดินหน้าเชื่อมต่อการทำงานจากภาคส่วนต่างๆ เพื่อให้ดิจิทัลเทคโนโลยีเข้าไปมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนการทำงานของภาคอุตสาหกรรมในทุกรูปแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานร่วมกับพันธมิตรที่จะนำมาซึ่งความแข็งแกร่งของทั้งสองฝ่าย สู่เป้าหมายที่จะร่วมทำให้ภาคอุตสาหกรรมและภาคการผลิตมีเทคโนโลยีเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อน โดยเฉพาะในช่วงระหว่างการแพร่ระบาดที่ต่างต้องปรับตัวให้มีความพร้อม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครั้งนี้จึงนับว่าเป็นอีกความร่วมมือครั้งสำคัญของ AIS กับพันธมิตรที่มีความแข็งแกร่งด้านวิศวกรรมบนระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์อุตสาหกรรมเพื่อการผลิต อย่าง ออมรอน (OMRON) ที่ครั้งนี้เป็นการนำเทคโนโลยีการสื่อสาร ประยุกต์การเชื่อมต่อเทคโนโลยีการผลิต ผนวก Information Technology (IT) กับ Operation Technology (OT) อย่างไร้ขีดจำกัด และจะได้ร่วมกันสร้างโซลูชั่นใหม่ ยกระดับภาคการผลิตสู่การเป็น Smart Manufacturing อย่างสมบูรณ์ เพิ่มคุณภาพ ลดต้นทุนการผลิต บนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล AIS 5G ที่มีออกแบบได้ตามความต้องการใช้งานในรูปแบบเครือข่ายเฉพาะ (Private Network) เพิ่มคุณสมบัติด้านความปลอดภัยของข้อมูล เพิ่มความเร็ว ลดความหน่วง (Latency) เพื่อการรองรับการทำงาน IoT ได้อย่างเต็มรูปแบบ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยการลงนามความร่วมมือ (MOU) ครั้งนี้ระหว่าง AIS และออมรอน (OMRON) จะเปิดขีดความสามารถใหม่ที่ยั่งยืนให้กับผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม บนโครงสร้างพื้นฐาน 5G และดิจิทัลเทคโนโลยีที่ช่วยปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิต อาทิ ความสามารถในการผลิตสินค้าที่มีความหลากหลายและยืดหยุ่นต่อข้อกำหนด (Flexible Manufacturing) การลดต้นทุนการผลิตสินค้าจำนวนน้อย (Small Lot Size Production) การสอบย้อนกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรม (Traceability) และระบบซ่อมบำรุงเชิงรุก (Predictive Maintenance) ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ด้วยโซลูชันบนโครงสร้างพื้นฐาน 5G Private Network ที่เพิ่มความปลอดภัย ภายใต้การลงทุนที่เหมาะสม สามารถควบคุมต้นทุนได้ในขณะที่ยังคงความสามารถในการผลิต และการแข่งขัน หรือแม้แต่ในเรื่องของการจัดการวัตถุดิบให้ถูกต้อง รวมถึงการนำเทคโนโลยีควบคุมระยะไกลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ เพิ่มความแม่นยำ ลดเวลาสิ้นเปลืองการใช้แรงงานทำให้บุคลากรสามารถใช้เวลากับการทำงานด้านอื่นได้มากขึ้น ซึ่งทั้งหมดคือภาพของภาคการผลิตแบบอัจฉริยะ หรือ Smart Manufacturing ทั้งนี้จึงเกิดเป็นโซลูชั่นต้นแบบที่จะสร้างประโยชน์จากการนำศักยภาพของทั้งสองมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ&lt;/p&gt;


	หุ่นยนต์รถลำเลียงอัจฉริยะ Autonomous Mobile Robot (AMR) อาศัยแผนที่ในการกำหนดเส้นทาง โดยไม่ต้องตีเส้น ซึ่งการสร้างแผนที่จะให้การทำงานรวดเร็ว ง่ายดาย ที่ตัวอุปกรณ์จะมีเซนเซอร์สแกนพื้นที่โดยรอบบริเวณแล้วนำข้อมูลที่ได้มาสร้างเป็นแผนที่ในการลำเลียงสิ่งของ บนเครือข่าย 5G Private Network
	สายการผลิตแบบยืดหยุ่น Layout-free Production Line การนำเสนอโซลูชั่นที่สามารถสร้างสายการผลิตแบบยืดหยุ่น โดยสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามความต้องการการผลิตและสภาพแวดล้อมของพื้นที่รวมถึงข้อจำกัดอื่นๆ รองรับความต้องการของการจัดสายงานการผลิตที่หลากหลาย สามารถออกแบบให้เหมาะสม ปรับเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็วตามรูปแบบ การใช้งาน
	การตรวจจับด้วย Sensors ด้วยอุปกรณ์หรือกล้องความละเอียดสูง เก็บข้อมูลที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิต เครื่องจักรในพื้นที่โรงงาน และนำไปประมวลผลด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อใช้คาดการณ์ความผิดปกติ เป็นข้อมูลในการตรวจสอบและแก้ไขก่อนเกิดปัญหาต่างๆ ได้ทันที&amp;nbsp; &amp;nbsp;
	&amp;nbsp;


&lt;p&gt;นางสาวศิริวรรณ คูอัมพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ออมรอน อีเลคทรอนิคส์ จำกัด กล่าวเสริมว่า &amp;ldquo;ออมรอน ในฐานะผู้นำด้านให้บริการด้านเทคโนโลยีด้านการผลิตทั้งสินค้า บริการ ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ ให้กับภาคอุตสาหกรรมมาอย่างยาวนาน ครอบคลุมกลุ่มลูกค้าทั้ง ยานยนต์,ผู้ผลิตชิ้นส่วน กลุ่มอีเลคทรอนิค์-เครื่องใช้ไฟฟ้า, กลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วน-เซมิคอนดัคเตอร์ ตลอดจน อาหาร เครื่องดื่ม เครื่องอุปโภค และยา ความร่วมมือกับ AIS ในครั้งนี้จึงเป็นอีกครั้งสำคัญของ ออมรอน ที่จะเดินหน้ายกระดับเทคโนโลยีโซลูชั่น ด้วยการเชื่อมต่อข้อมูลที่เร็วและเสถียรภายใต้การทำงานของ 5G ซึ่งข้อมูลจะถูกเชื่อมโยงอย่างกว้างขวางไม่ว่าจะเป็นแง่พื้นที่หรือความครอบคลุมของสัญญาน ความหลากหลายของอุปกรณ์ตั้งแต่เซนเซอร์จนถึงหุ่นยนต์ ทุกหน่วยการผลิตจะสามารถเชื่อมโยงกับระบบการจัดการได้ด้วยความปลอดภัยภายใต้ 5G Private Network&amp;nbsp; เพื่อให้ตอบโจทย์การทำงานแบบ Industry 4.0 ซึ่งถือว่าเป็นแนวทางหลักของการขับเคลื่อนประเทศ ซึ่งเรามีความคาดหวังที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการทำให้โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลเทคโนโลยีในภาคส่วนของอุตสาหกรรมมีความแข็งแกร่งผ่านการใช้ศักยภาพของทั้ง 2 ฝ่าย โดยเฉพาะในส่วนของการผลิตที่เราจะเข้าไปเพิ่มขีดความสามารถยกระดับการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นนำพาลูกค้าก้าวไปสู่อนาคตด้วยเทคโนโลยี 5G&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111537</URL_LINK>
                <HASHTAG>5G, AIS Business, ธนพงษ์ อิทธิสกุลชัย, ออมรอน (OMRON), โรงงานอัจฉริยะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210729/image_big_610267e47d562.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19982</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/10/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/10/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ของฝาก&quot;ไทยเด่น&quot;ยังไง?</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การท่องเที่ยวนั้นถือว่าเป็นจุดเด่นที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยมาอย่างช้านาน ด้วยเอกลักษณ์ที่แตกต่าง และวัฒนธรรม-ประเพณีที่รักษากันมาอย่างยาว สร้างเสน่ห์และความแปลกใหม่ให้กับนักท่องเที่ยว จนได้รับการยกย่องจากหลายๆ ประเทศว่าเป็นหนึ่งในที่ที่ควรจะมาเยี่ยมเยือน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ความเข้มแข็งของการท่องเที่ยวไทยดีขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง เห็นได้ชัดจากความนิยมของแหล่งท่องเที่ยวในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นภาคใต้ ภาคเหนือ หรือภาคอีสาน ที่ได้รับการตอบรับอย่างดีจากคนในประเทศและคนต่างประเทศด้วย ซึ่งเป็นจุดแข็งที่หน่วยงานต่างๆ จะนำไปพัฒนาต่อยอด เพื่อผลักดันการเติบโตของเศรษฐกิจ จึงเกิดโครงการต่างๆ ที่สนับสนุนการท่องเที่ยวในประเทศไทย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างในปัจจุบันที่รัฐบาลพยายามผลักดันการท่องเที่ยวในรูปแบบเมืองรอง ในโครงการค่าลดหย่อนเที่ยวเมืองรอง หรือที่เรียกว่า &amp;quot;ค่าการเดินทางท่องเที่ยวจังหวัดท่องเที่ยวรอง&amp;quot; ใช้เป็นค่าลดหย่อนได้ ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท ซึ่งจะต้องเป็นการท่องเที่ยวในประเทศเฉพาะพื้นที่ 55 จังหวัดที่ประกาศให้เป็นจังหวัดท่องเที่ยวรอง ระหว่างวันที่ 1 ม.ค.-31 ธ.ค.2561 และยังมีอีกหลายๆ โครงการ เช่น ไทยเท่ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถึงการท่องเที่ยวจะได้รับความนิยมอย่างไร แต่สิ่งที่ยังเป็นจุดอ่อนทำให้การเที่ยวไทยพัฒนาไปได้ไม่สุด ก็คงเป็นเรื่อง &amp;quot;ของฝาก&amp;quot; ที่จังหวัดที่ไม่ใช่เมืองใหญ่อาจจะทำให้เกิดความนิยมได้ยาก เพราะยังขาดการโฆษณาสร้างการรับรู้ หรือการบอกต่อปากต่อปาก ถึงแม้จะเป็นของดีที่มีการทำมาอย่างช้านานก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ หน่วยงานต่างๆ ต้องให้ความสนใจกับเรื่องนี้อย่างมาก เพราะของฝากเป็นอีกจุดที่จะส่งเสริมการท่องเที่ยว อย่างเช่น ประเทศญี่ปุ่น ที่ของฝากของแต่ละจังหวัดจะมีเอกลักษณ์ โดดเด่ด มีเรื่องราว และที่สำคัญคือหาซื้อที่อื่นไม่ได้ ต้องไปในที่ที่นั้นจริง ๆ ซึ่งก็ถือว่าเป็นจุดแข็งอย่างมากของการท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่น ซึ่งนักท่องเที่ยวเองก็จะรู้ในจุดนี้ดี อีกอย่างการมีเรื่องราวของญี่ปุ่นทำให้เกิดการบอกกันปากต่อปากที่เป็นการโฆษณาไปในตัว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ก่อนหน้านี้ประเทศไทยก็มีโครงการที่จะสนับสนุนผลิตภัณฑ์ชุมชนให้มาเป็นของฝากของที่ที่นั้น และอย่าง OTOP หรือ 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์ แต่พอขาดการต่อยอด ขาดการให้ความสนใจ และเงินสนับสนุนที่จะพัฒนา ก็อาจจะทำให้โครงการไม่เป็นที่นิยมเหมือนก่อน แต่ตอนนี้เห็นว่าสินค้าชุมชนจะถูกหยิบขึ้นมาพัฒนาอีกครั้งโดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) ได้จัดตั้งโครงการสร้างสรรค์อัตลักษณ์สินค้าอุตสาหกรรมชุมชนสู่สากล หรือ &amp;ldquo;THAIDEN (ไทยเด่น)&amp;rdquo; ขึ้น&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งมุ่งหวังให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและวิสาหกิจชุมชนในแหล่งท่องเที่ยว โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารแปรรูป อุตสาหกรรมของใช้ ของตกแต่งและของที่ระลึกที่สามารถต่อยอดสนับสนุนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ มีการพัฒนาศักยภาพไปสู่ระดับที่สูงขึ้น เพราะพิจารณาถึงแนวโน้มพฤติกรรมของนักท่องเที่ยว พบว่ามีความต้องการในการได้รับประสบการณ์ ความบันเทิง และการบริโภคสินค้าที่มีอัตลักษณ์เพิ่มมากขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยโครงการดังกล่าวได้เฟ้นหาและคัดเลือกผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้าเด่นมีอัตลักษณ์เชิงพื้นที่ในแต่ละจังหวัดเข้าสู่กระบวนการออกแบบและพัฒนาสินค้าในเฟสที่ 1 โดยจะคัดเลือกให้เหลือตัวแทนจังหวัดละ 1 ราย รวมทั้งสิ้น 77 ราย เพื่อสนับสนุนให้เกิดการผลิตเชิงพาณิชย์และต่อยอดด้วยการตลาดดิจิทัลจากพันธมิตร เช่น AIS Business, ธนาคารกสิกรไทย และ King Power พร้อมเชื่อมโยงให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้เข้าถึงแหล่งเงินทุน เพื่อให้เกิดการขยายการผลิตในท้องถิ่นและรองรับการขยายตัวของการท่องเที่ยวของชุมชนได้สูงขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่การพัฒนาของฝากก็ต้องคำนึงถึงหลายๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาตราสินค้า เนื่องจากตราสินค้าเป็นปัจจัยสำคัญลำดับแรกๆ ที่จะใช้สื่อสารและสร้างการจดจำให้กับผู้บริโภค โดยในปัจจุบันผู้ประกอบการไทยยังคงติดอยู่กับการใช้รูปแบบเดิมๆ, การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ ซึ่งจะต้องมีความแข็งแรงทนทาน มีความแปลกและแตกต่างจากสินค้าคู่แข่ง เพื่อสร้างความประทับใจระหว่างผู้ให้และผู้รับ รวมถึงจะต้องสามารถยืดอายุของสินค้าและผลิตภัณฑ์ได้เป็นอย่างดี, การพัฒนาการเข้าถึงช่องทางดิจิทัลและออนไลน์ ที่สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ดีที่สุดในปัจจุบัน ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงต้องหันมาทำตลาดออนไลน์ ทั้งด้วยช่องทางการจัดจำหน่าย การบอกเล่าเรื่องราว การโฆษณาประชาสัมพันธ์ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หากโครงการเกิดขึ้นมาจริงๆ เราเองที่เป็นคนไทยก็ต้องช่วยสนับสนุนของฝากจากในประเทศ เพื่อให้การท่องเที่ยวของประเทศเติบโตขึ้นไปอีก จะได้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศต่อไป.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ณัฐวัฒน์ หาญกล้า&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19982</URL_LINK>
                <HASHTAG>AIS Business, King Power, กระจกไร้เงา, ณัฐวัฒน์ หาญกล้า, ธนาคารกสิกรไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
