<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>49529</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/11/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/11/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทรัมป์เชิญผู้นำอาเซียน ถกนัดพิเศษที่สหรัฐต้นปี63ตลาดหุ้นขานรับพุ่ง30จุด!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ปิดฉาก &amp;rdquo;อาเซียนซัมมิต&amp;rdquo; ครั้งที่ 35 แล้ว &amp;ldquo;ประยุทธ์&amp;rdquo; ส่งค้อนต่อให้นายกฯ เวียดนาม &amp;nbsp;คิวแน่นทิ้งทวนตลอดวัน เช้าถก &amp;ldquo;อาเบะ&amp;rdquo; ก่อนประชุมอาเซียน+3 ตามด้วยสุดยอดอาเซียน-สหรัฐอเมริกา งานนี้ 7 ชาติหมั่นไส้มะกันส่ง รมว.กต.หารือแทน &amp;ldquo;ทรัมป์&amp;rdquo; องุ่นเปรี้ยวเตรียมเชิญ 10 ชาติไปถกนัดพิเศษไตรมาสแรกปีหน้า หมวดเจี๊ยบขย่มให้เกรดเอฟ เที่ยงนายกฯ ถกร่วมไอเอ็มเอฟ ตามด้วยเวทีสุดยอดเอเชียตะวันออก, &amp;ldquo;อาเซียน-ญี่ปุ่น&amp;rdquo; ตลาดหุ้นไทยขานรับพุ่งเกือบ 30 จุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันจันทร์ที่ 4 พฤศจิกายนยังคงมีการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 35 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้อง ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพต่อเนื่องตลอดทั้งวัน โดยตั้งแต่เวลา 08.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ &amp;nbsp;จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พบหารือกับนายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมาเยือนไทยครั้งแรกในรอบ 6 ปี โดย พล.อ.ประยุทธ์ได้กล่าวต้อนรับและยินดีที่อาเซียนและญี่ปุ่นบรรลุการเจรจาถ้อยแถลงร่วมของการประชุมสุดยอดอาเซียน-ญี่ปุ่น ครั้งที่ 22 ว่า &amp;nbsp;ด้วยความเชื่อมโยง หวังว่าอาเซียนจะได้ร่วมมือกับญี่ปุ่นภายใต้ ASEAN Outlook on Indo-Pacific โดยเฉพาะประเด็นการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ การเข้าถึงบริการทางการเงิน การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการปกป้องสิ่งแวดล้อม ซึ่งรวมถึงการจัดการขยะทะเล&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายอาเบะชื่นชมบทบาทการดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนของไทย โดยเฉพาะบทบาทผู้นำของนายกฯ ที่ผลักดันการประชุมที่สำคัญต่อการพัฒนาภูมิภาคประสบความสำเร็จ โดยญี่ปุ่นยืนยันจะเดินหน้าร่วมมือกับไทยอย่างใกล้ชิดต่อไป รวมถึงความร่วมมือการแก้ไขปัญหาประเด็นท้าทายสำคัญในภูมิภาค เช่น ความร่วมมือภายใต้กรอบอาเซียนและกรอบ G20 ซึ่งไทยและญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพในปีนี้ ความร่วมมือภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (ACMECS) และกรอบลุ่มน้ำโขง-ญี่ปุ่น ความร่วมมือในการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายและโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) สถานการณ์ในรัฐยะไข่ และความร่วมมือด้านวัฒนธรรมและกีฬาระหว่างไทยกับญี่ปุ่น โดยก่อนจบการหารือ พล.อ.ประยุทธ์ได้อวยพรให้ญี่ปุ่นประสบความสำเร็จในการเป็นเจ้าภาพจัดมหกรรมกีฬาโอลิมปิกในปี 2563 ด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาในเวลา 08.30 น. ที่ห้อง Sapphire 204 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี พล.อ.ประยุทธ์เป็นประธานการประชุมสุดยอดอาเซียนบวกสาม ครั้งที่ 22 โดยภายหลังเสร็จสิ้นนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกฯ เผยว่า การประชุมสุดยอดอาเซียนบวกสาม ครั้งที่ 22 &amp;nbsp;ประกอบด้วย 10 ประเทศสมาชิกอาเซียน, จีน, เกาหลี และญี่ปุ่น โดยเน้นแนวคิด &amp;ldquo;ร่วมมือ ร่วมใจ ก้าวไกล ยั่งยืน&amp;rdquo; เพื่อสร้างเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนในทั้ง 13 ประเทศ ซึ่งความร่วมมือดังกล่าวตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักการ 3M ได้แก่ ความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ผลประโยชน์ร่วมกัน และการเคารพซึ่งกันและกัน&amp;nbsp;
ชง 2 ข้ออาเซียนบวกสาม
&amp;ldquo;โอกาสนี้นายกฯ ได้เสนอแนวทางส่งเสริมความร่วมมือในกรอบอาเซียนบวกสาม 2 ประการ ได้แก่ &amp;nbsp;1.ความเชื่อมโยงในภูมิภาค และ 2.ความยั่งยืนในทุกมิติ โดยช่วงท้ายนายกฯ เชื่อมั่นว่าความร่วมมืออาเซียนบวกสามจะเป็นกลไกที่สำคัญนำไปสู่หุ้นส่วนความร่วมมือเพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนร่วมกันของภูมิภาคเอเชียตะวันออก&amp;rdquo; นางนฤมลระบุ
ในเวลา 10.00 น. ที่ห้อง Sapphire 108 ชั้น 1 พล.อ.ประยุทธ์ได้พบหารือกับนายโรเบิร์ต ซี. โอไบรอัน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐอเมริกา ผู้แทนพิเศษของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และหัวหน้าคณะผู้แทนสหรัฐฯ ในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 35 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือนางนฤมลเผยว่า นายกฯ ย้ำว่าไทยพร้อมร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือทวิภาคีระหว่างกัน และเพื่อประโยชน์ของทั้งสองประเทศ พร้อมฝากความระลึกถึงประธานาธิบดีสหรัฐฯ และภริยา โดยหวังว่าจะมีโอกาสได้ต้อนรับที่ไทย ขณะที่นายโอไบรอันได้ขอบคุณการต้อนรับอย่างอบอุ่น และกล่าวว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ฝากหนังสือถึงนายกฯ เพื่อย้ำว่าสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับการกระชับความสัมพันธ์กับไทยในฐานะมิตรประเทศอันใกล้ชิด และยืนยันว่าสหรัฐฯ พร้อมมีบทบาทอย่างสร้างสรรค์ในการร่วมมือกับไทยและอาเซียนเพื่อประโยชน์ร่วมกันของภูมิภาคต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อจากนั้น พล.อ.ประยุทธ์และผู้แทนชาติต่างๆ รวมทั้งนายโอไบรอันได้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐอเมริกา ครั้งที่ 7 เพื่อทบทวนความร่วมมือภายใต้กรอบอาเซียน-สหรัฐอเมริกาในมิติการเมืองและความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมในรอบปีที่ผ่านมา รวมทั้งเพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางของความสัมพันธ์อาเซียน-สหรัฐอเมริกาในอนาคต และแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับประเด็นสำคัญระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ&amp;nbsp;
ทั้งนี้ น่าสังเกตว่าในการประชุมครั้งนี้ผู้แทนของรัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ใช่ระดับประธานาธิบดี หรือรองประธานาธิบดี แต่กลับส่งนายโอไบรอันมาเป็นตัวแทน ซึ่งไม่มีสถานะในคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลสหรัฐฯ &amp;nbsp;โดยนายโอไบรอันมีระดับเทียบเท่าอธิบดีเท่านั้น ทำให้ผู้นำชาติอาเซียน 7 ชาติส่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (รมว.กต.) เข้าร่วมหารือแทน มีเพียง พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะเจ้าภาพ นายเหงียน ซวน ฟุก นายกฯ เวียดนาม ซึ่งจะทำหน้าที่ประธานอาเซียนในปีหน้า และนายทองลุน สีสุลิด นายกฯ สปป.ลาวเท่านั้นที่เข้าร่วมประชุมด้วยตัวเอง ในขณะที่กัมพูชา เมียนมา บรูไน อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ &amp;nbsp;และสิงคโปร์ต่างส่งเพียง รมว.กต.เข้าร่วม โดยตอนหนึ่งนายโอไบรอันกล่าวว่า &amp;nbsp;ประธานาธิบดีทรัมป์เชิญผู้นำอาเซียนร่วมประชุมเป็นกรณีพิเศษที่สหรัฐฯ ในปีหน้า พร้อมทั้งยืนยันรัฐบาลวอชิงตันไม่มีทางทอดทิ้งภูมิภาคแห่งนี้
ด้านสำนักข่าวเอเอฟพีรายงานเรื่องนี้ว่า ผู้นำ 7 ประเทศสมาชิกอาเซียนส่งเพียงรัฐมนตรีต่างประเทศมาร่วมการประชุมครั้งนี้ แสดงออกถึงความไม่ไยดีต่อสหรัฐฯ ที่ส่งเพียงแค่เจ้าหน้าที่ระดับที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติมาเป็นตัวแทนของประธานาธิบดี ซึ่งก่อนหน้านี้ทรัมป์ถูกตำหนิว่าไม่นำพาต่อชาติพันธมิตรในภูมิภาคนี้ โดยส่งเพียงนายโอไบรอันซึ่งเพิ่งรับตำแหน่งเมื่อเดือน ก.ย. และนายวิลเบอร์ รอสส์ รัฐมนตรีพาณิชย์ มาเป็นตัวแทนร่วมการประชุมที่ไทย โดยปีที่แล้วทรัมป์ส่งรัฐมนตรีต่างประเทศมาแทน ส่วนปีก่อนหน้านั้นซึ่งจัดที่สิงคโปร์ ทรัมป์เดินทางมาด้วยตนเองแต่กลับก่อน
มะกันแก้เกี้ยวเชิญอาเซียน
&amp;nbsp;นักการทูตประจำกรุงเทพฯ รายหนึ่งกล่าวว่า เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมที่อาเซียนจะส่งผู้นำประเทศมาร่วมการประชุมนี้ เมื่อสหรัฐฯ ไม่ได้ส่งผู้แทนในระดับเดียวกันมาประชุม ส่วนนักการทูตอีกคนกล่าวว่า นี่ไม่ใช่การบอยคอต แต่เป็นเพราะผู้นำคนอื่นๆ ก็ต้องเข้าร่วมการประชุมอื่นๆ เช่นกัน
&amp;nbsp;รายงานกล่าวด้วยว่า เพื่อทดแทนที่ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่ได้มาร่วมประชุมด้วยตนเอง โอไบรอันได้อ่านจดหมายจากทรัมป์ ที่เชื้อเชิญผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียนไปพบกับเขาที่สหรัฐฯ เพื่อประชุมสุดยอดนัดพิเศษในช่วงไตรมาสแรกในปี 2563
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.บุษฎี สันติพิทักษ์ อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวชี้แจงเรื่องนี้ว่า ในประวัติศาสตร์ 52 ปีของอาเซียนมีสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นที่ทำให้เราต้องปรับรูปแบบการประชุมให้เหมาะสม ดังนั้นการใช้รูปแบบการประชุมลักษณะนี้ถือเป็นเรื่องปกติ และการประชุมเหล่านั้นก็เป็นไปโดยราบรื่นและผ่านไปได้ด้วยดี ซึ่งครั้งนี้เป็นแนวทางที่อาเซียนทุกประเทศเห็นชอบและมีท่าทีร่วมกัน โดยคำนึงถึงหลักการทางการทูตของเวทีการประชุมสุดยอดอาเซียนซึ่งมีระดับผู้นำเข้าร่วม&amp;nbsp;
ร.ท.หญิง สุณิสา ทิวากรดำรง รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวประเด็นนี้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ในฐานะประธานอาเซียนล้มเหลว ผู้นำชาติมหาอำนาจกลุ่มอาเซียนพลัสที่ไม่ได้เป็นชาติสมาชิก แต่เป็นคู่ค้าสำคัญไม่ได้เดินทางมา โดยเฉพาะสหรัฐฯ ลดความสำคัญไม่ได้ส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูง ส่งเพียงผู้แทนที่มีความสำคัญน้อย ส่อให้เห็นถึงนัยทางการเมือง ความสัมพันธ์ทางการทูตที่พัฒนาไปในทางที่แย่ลง &amp;nbsp;สะท้อนถึงความล้มเหลวในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ ที่ไม่สามารถรักษาสัมพันธ์เหมือนในอดีต &amp;nbsp;เราได้สูญเสียสถานะทางการทูต&amp;nbsp;
&amp;ldquo;เมื่อย้อนไปในอดีต นายโดนัลป์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีเดินทางมาร่วมประชุมที่ฟิลิปปินส์ รัฐบาลนายบารัค โอบามา สมัย น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นนายกฯ ยังเดินทางมาประชุมอาเซียนซัมมิต แต่การประชุมครั้งนี้ไม่ได้สร้างความประทับใจ สร้างความคุ้มค่า การเจรจาก็ยังห่างไกลจากเป้าหมายตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ประกาศตั้งเป้า จะสร้างการเป็นหุ้นส่วนพัฒนาที่ยั่งยืนในชาติสมาชิกอาเซียน และสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวในอาเซียน โดยการประชุมเจรจาการค้า 3-4 วันที่ผ่านมาห่างไกลจากเป้าหมายที่ &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ประกาศไว้ ถือว่าล้มเหลวและคงไม่มีโอกาสแก้ตัวอีกแล้ว สิ่งนี้จะติดอยู่ในสมุดพก ถือว่าติด F ในการทำหน้าที่ประธานอาเซียน&amp;rdquo; ร.ท.หญิง สุณิสากล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในเวลา 11.45 น. ที่ห้อง Grand Diamond Ballroom ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์เป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงอาหารกลางวัน เพื่อหารือเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน (Special Lunch &amp;nbsp;on Sustainable Development) โดยมีชาติอาเซียนและกรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เข้าร่วม&amp;nbsp;
ถกEAS/สุดยอดอาเซียน-ญี่ปุ่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยนายกฯ ได้เสนอ 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1.อาเซียนควรเสริมสร้างแรงกระตุ้นในการดำเนินการด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับภูมิภาค และต่อยอดจากการดำเนินกิจกรรมของศูนย์อาเซียนเพื่อการศึกษาและการหารือด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน ตลอดจนดำเนินการตามโรดแมปความเกื้อกูล 2.สร้างความตระหนักรู้และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน พร้อมให้ความสำคัญต่อการขับเคลื่อนเป้าหมาย การพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับท้องถิ่นเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนในระดับรากหญ้า และ 3.การบรรลุการพัฒนาที่ยั่งยืนในอาเซียนจะต้องอาศัยการร่วมแรงร่วมใจจากทั้งประเทศสมาชิกอาเซียนและภาคีภายนอก และเน้นย้ำว่าความร่วมมือและความเป็นหนึ่งเดียวของอาเซียน และความเป็นหุ้นส่วนที่ใกล้ชิดกับประเทศคู่เจรจาและภาคีภายนอกของอาเซียน จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้การขับเคลื่อนวาระการพัฒนาที่ยั่งยืนประจักษ์ผลเป็นรูปธรรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในช่วงบ่าย พล.อ.ประยุทธ์เป็นประธานการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (EAS) ครั้งที่ 14 ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ นางนฤมลเผยว่า การประชุมจัดขึ้นเพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางและทบทวนความร่วมมือและบทบาทของการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออกในการส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพและความเจริญรุ่งเรือง และแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในประเด็นเชิงยุทธศาสตร์ระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกัน โดยมีประเทศที่เข้าร่วมใน EAS จำนวน 18 ประเทศ ได้แก่ อาเซียน &amp;nbsp;10 ประเทศ ออสเตรเลีย จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลี นิวซีแลนด์ รัสเซีย และสหรัฐอเมริกา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เราต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายด้านความมั่นคงในรูปแบบต่างๆ ที่พร้อมกับความเชื่อมโยงและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี พร้อมขอบคุณและขอความร่วมมือผู้นำทุกคนในการขับเคลื่อน &amp;nbsp;EAS เพื่อเพิ่มพูนความไว้เนื้อเชื่อใจเชิงยุทธศาสตร์ และแก้ไขปัญหาความท้าทายต่างๆ เพื่อให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ และสนับสนุนความเชื่อมโยงระหว่าง EAS กับกรอบความร่วมมือต่างๆ ที่มีอยู่ในภูมิภาค &amp;nbsp;เพื่อให้เกิดการสอดประสานระหว่างกันมากที่สุด&amp;rdquo; นางนฤมลกล่าวถึงคำกล่าวของ พล.อ.ประยุทธ์ในที่ประชุม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเวลา 17.00 น. ที่ห้อง Sapphire 203 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค พล.อ.ประยุทธ์พร้อมผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียน และนายชินโซ อาเบะ ได้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-ญี่ปุ่น ครั้งที่ 22 ภายหลังเสร็จสิ้นนางนฤมลกล่าวว่า การประชุมสุดยอดอาเซียน-ญี่ปุ่น ครั้งที่ 22 &amp;nbsp;เพื่อร่วมกำหนดทิศทางความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับญี่ปุ่น และแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในประเด็นระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศที่อยู่ในความสนใจ และเป็นความห่วงกังวลร่วมกัน โดยมีผู้นำจาก 10 ประเทศสมาชิกอาเซียนและนายกฯ ญี่ปุ่นเข้าร่วม
&amp;ldquo;นายกฯ หวังว่าอาเซียนและญี่ปุ่นจะร่วมมือกันเสริมสร้างความเชื่อมโยงสีเขียว ทั้งกับอาเซียนและกับอนุภูมิภาค รวมถึงกรอบ ACMECS ด้วย และหวังว่าจะเห็นโครงการความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม &amp;nbsp;ได้แก่ ความเชื่อมโยงความร่วมมือทางทะเล และการพัฒนาที่ยั่งยืนผ่านกลไกที่มีอาเซียนเป็นแกนนำ เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของภูมิภาค&amp;rdquo;
ปิดฉากสุดยอดอาเซียน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และเมื่อเวลา 19.30 น. พล.อ.ประยุทธ์แถลงปิดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 35 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้อง พร้อมส่งมอบค้อนให้เวียดนามประธานอาเซียนครั้งต่อไป โดยนายกฯ ระบุว่า &amp;nbsp;ไทยได้เสนอแนวคิดหลักของประธานอาเซียนในปีนี้ คือ &amp;ldquo;ร่วมมือ ร่วมใจ ก้าวไกล ยั่งยืน&amp;rdquo; โดยมุ่งหวังให้อาเซียนก้าวสู่อนาคตอย่างมีพลวัต ซึ่งความร่วมมือได้นำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม คือ ประการแรก &amp;nbsp;ประชาชนจะมีความมั่นคงที่ยั่งยืนมากยิ่งขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่การแข่งขันเพิ่มเติม ประการที่สอง ความร่วมมือในอาเซียนในปีนี้จะช่วยอำนวยความสะดวกด้านการค้าและรองรับผลกระทบจากความขัดแย้งทางการค้าและข้อพิพาททางเศรษฐกิจระหว่างคู่ค้าที่สำคัญของอาเซียน&amp;nbsp;
&amp;ldquo;การสรุปผลการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค หรืออาร์เซปตามแถลงการณ์ร่วมของผู้นำอาร์เซป เป็นการผนึกกำลังของกลุ่มประเทศซึ่งมี GDP รวมกัน 32% ของโลก มีประชากรเกือบครึ่งหนึ่งของโลก และมีมูลค่าการค้ารวมกันสูงถึง 30% ของการค้าโลก โดยอาเซียนจะได้ประโยชน์จากการที่ประเทศคู่ค้าเปิดตลาดเพิ่มขึ้น&amp;rdquo;
ประการที่สาม อาเซียนได้ให้ความสำคัญและมุ่งมั่นที่จะร่วมมือในประเด็นด้านสังคมและวัฒนธรรม &amp;nbsp;อาทิ การต่อต้านขยะทะเล การรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติและปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการร่วมกันเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกหรือฟีฟ่าเวิลด์คัพในปี 2577 และและประการสุดท้าย ประชาชนจะได้รับประโยชน์จากการผนึกกำลังร่วมมือทั้งภายในอาเซียนและกับภาคีภายนอกของอาเซียนเพื่อเสริมสร้างความยั่งยืนในภูมิภาค โดยผู้นำอาเซียนได้รับรองเอกสารวิสัยทัศน์ว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนเพื่อความยั่งยืน เพื่อเป็นแนวทางสำหรับการสานต่อความยั่งยืนในทุกมิติ &amp;nbsp;อีกทั้งเราได้จัดตั้งศูนย์อาเซียนเพื่อการศึกษาและการหารือด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนที่กรุงเทพฯ เพื่อสนับสนุนงานในด้านนี้
&amp;ldquo;ผมมั่นใจว่าเวียดนามจะดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนต่อจากไทยได้อย่างเต็มภาคภูมิ เพื่อสานต่อฝันของอาเซียนในการร่วมมือร่วมใจให้เกิดสันติภาพ เสรีภาพ ความมั่นคง และความมั่งคั่งที่ยั่งยืนให้อาเซียนในปัจจุบัน และให้กับชนรุ่นหลังของเราสืบไป โดยขอฝากไว้ว่าการสร้างความยั่งยืนในอาเซียนต่อจากนี้จำเป็นต้องมี 3C คือ Continuity, Complementarity และ Creativity รวมทั้งขออวยพรให้เวียดนามและอาเซียนประสบความสำเร็จต่อไปในปีหน้า&amp;rdquo;
เมื่อเวลา 20.30 น. พล.อ.ประยุทธ์แถลงสรุปผลการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 35 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้อง ว่าการประชุมสุดยอดอาเซียนเป็นบทสรุปของการดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนของไทย ภายใต้แนวคิดหลัก &amp;quot;ร่วมมือ ร่วมใจ ก้าวไกล ยั่งยืน&amp;quot; โดยเน้นเรื่องความเป็นหุ้นส่วน เพื่อสานต่อผลลัพธ์จากการประชุมสุดยอดอาเชียน ครั้งที่ 34 เมื่อเดือน มิ.ย.ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง&amp;nbsp;
&amp;ldquo;ในช่วง 3 วันที่ผ่านมา ผู้นำจาก 18 ประเทศทั่วโลก พร้อมด้วยเลขาธิการสหประชาชาติและกรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ได้มาร่วมประชุม ผมรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ประธานการประชุมระดับผู้นำทั้ง 9 การประชุม ทั้งการประชุมระหว่างอาเซียนกันเองและกับประเทศคู่เจรจาที่สำคัญได้แก่ จีน ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา อินเดีย และสหประชาชาติ รวมทั้งมีการประชุมในกรอบอาเซียนบวกสาม การประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก หรืออีเอเอส และการประชุมสุดยอด RCEP&amp;rdquo;&amp;nbsp;
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า ขอถือโอกาสนี้ขอบคุณผู้นำอาเซียนและภาคีภายนอกของอาเซียนที่ได้สนับสนุนไทยอย่างต่อเนื่องในปีนี้ ขอบคุณพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนทุกฝายที่ช่วยสนับสนุนการจัดการประชุมและกิจกรรมภายใต้การดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนของไทย ขอบคุณสื่อมวลชนทุกท่านที่ให้ความร่วมมือ ติดตาม และเผยแพร่ข่าวสารการประชุมและกิจกรรมต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนวาระของอาเซียนเหล่านี้ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ขอให้คนไทยทุกคนภูมิใจว่า ปีนี้เราได้ช่วยวางรากฐานเพื่อนำไปสู่อาเซียนที่ยั่งยืนในทุกมิติ และมั่นใจว่าเวียดนามจะดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนต่อจากไทยได้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ ภายหลังการแถลงข่าว นายกฯ เดินลงจากโพเดียมและชูมือทำสัญลักษณ์ไอเลิฟยู พร้อมกล่าวว่า &amp;quot;รักทุกคน&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับความเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์ไทยเคลื่อนไหวในแดนบวกตลอดทั้งวัน ก่อนปิดที่ระดับ 1,622.25 จุด เพิ่มขึ้น 29.73 จุด หรือบวก 1.87% มูลค่าการซื้อขาย 64,499.36 ล้านบาท ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นแรงกว่าที่คาดกับตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียที่ต่างปรับตัวขึ้นกัน &amp;nbsp;โดยแรงซื้อมาจากการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนที่มีสัญญาณที่ดี รวมทั้งประเด็นบวกจากการประชุมสุดยอดอาเซียนที่ไทยเป็นเจ้าภาพ โดยคาดว่าจะมีข้อสรุปการเจรจาทำความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ที่อาจมีดีลการค้าขนาดใหญ่เกิดขึ้น เนื่องจาก RCEP มีขนาดเศรษฐกิจคิดเป็น 1 ใน 3 ของจีดีพีโลก.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49529</URL_LINK>
                <HASHTAG>ASEAN Outlook on Indo-Pacific, ASEAN Summit 2019, ทรัมป์, ประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐอเมริกา, ประชุมอาเซียน+3, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อาเซียนซัมมิต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191104/image_big_5dc0399864377.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49289</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/11/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/11/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชง13ด้านศก.ถกซัมมิต ‘จุรินทร์’มั่นใจสำเร็จภายในสิ้นปี/นายกฯหนุนสตรีเท่าเทียม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ปิดงานสตรีอาเซียน ยกผู้หญิงเป็นคอมมานเดอร์ในบ้าน ชวนผู้ชายหนุนสร้างความเท่าเทียม &amp;quot;จุรินทร์&amp;quot; ประชุมคณะมนตรีอาเซียน ผลักดัน 13 ประเด็นเศรษฐกิจ &amp;quot;พท.&amp;quot; โยง &amp;quot;ทรัมป์&amp;quot; ตัดสิทธิ์ GSP แถมไม่มาประชุมอาเซียนซัมมิต ส่งสัญญาณหักดิบความสัมพันธ์ เหตุไม่พอใจไทยสนิทสนมจีน &amp;quot;พิชัย&amp;quot; ชี้มะกันตัดสิทธิพิเศษกระทบหนัก &amp;quot;พาณิชย์&amp;quot; ถก &amp;quot;วอร์รูม&amp;quot; แก้เกมถูกตัดจีเอสพี เอกชนลั่นพร้อมปรับตัวสู้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 31 ต.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงการประชุมสุดยอดผู้นำ ASEAN Summit 2019 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพว่า ช่วงเช้าที่ผ่านมานายจัสติน ทรูโด นายกรัฐมนตรีแคนาดา ได้โทรศัพท์มาพูดคุยกับตน โดยระบุว่าติดปัญหาภายในประเทศ ทำให้ไม่สามารถเข้าร่วมประชุมอาเซียนซัมมิตที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพได้ แต่จะมีผู้แทนมาร่วมประชุม แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ที่มีต่อกันระหว่างเราและแคนาดา และแคนาดากับอาเซียนด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ทีมงานนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า นายกฯ ได้แสดงความพร้อมที่จะร่วมมือกับรัฐบาลแคนาดาอย่างใกล้ชิด เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ไทย-แคนาดา ทั้งในระดับทวิภาคีและภูมิภาค โดยเฉพาะความสัมพันธ์อาเซียน-แคนาดา ซึ่งนายกรัฐมนตรีแคนาดาเองได้ยืนยันที่จะร่วมมือกับไทยเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ในด้านต่างๆ ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องของเศรษฐกิจและการค้าการลงทุน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเวลา 17.00 น. ที่โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะประธานอาเซียน เป็นประธานกล่าวปิดการประชุมสุดยอดผู้นำสตรีนักบริหาร &amp;quot;การกำหนดทิศทางธุรกิจสตรีก้าวล้ำ สหัสวรรษ 4.0&amp;quot; ตามที่เครือข่ายผู้ประกอบการสตรีอาเซียนจัดการประชุมสุดยอดผู้นำสตรีนักบริหาร เครือข่ายผู้ประกอบการอาเซียน 2019&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวตอนหนึ่งว่า รู้สึกดีที่ได้เดินทางมาวันนี้ เห็นบ้านเมืองสงบสุข มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก สถานการณ์บ้านเมืองถ้าทุกอย่างสงบเรียบร้อยก็เป็นเช่นนี้ และสตรีทุกคนที่อยู่ในห้องนี้ ไม่ต้องกังวลอะไร ท่านเป็นซีอีโอประจำบ้านอยู่แล้ว เป็นคอมมานเดอร์ในบ้าน ทั้งนี้ ประเทศไทยกำหนดนโยบายลดความเหลื่อมล้ำของสังคมผ่านยุทธศาสตร์พัฒนาสตรี พ.ศ.2560-2564 รวมถึงส่งเสริมส่งการเข้าถึงแหล่งทุน สำหรับผู้ประกอบอาชีพ มีการจัดตั้งกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีและกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน ส่งผลให้ประเทศไทยมีสัดส่วนธุรกิจที่มีสตรีเป็นเจ้าของถึงร้อยละ 25.2 จัดอยู่ในอันดับ 25 ของโลก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพสตรี ไม่ใช่เรื่องของสตรีเพียงฝ่ายเดียว จึงขอเรียกร้องให้ฝ่ายชายส่งเสริม สนับสนุนบทบาทของสตรีให้มีความเสมอภาค ให้พลังสตรีมีส่วนร่วมในการพัฒนาอย่างยั่งยืน และมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน&amp;rdquo; พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะมนตรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC Council) ครั้งที่ 18 ว่า วันนี้เป็นการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนนัดสุดท้ายที่ไทยเป็นเจ้าภาพ โดยที่ประชุมได้ยินดีและรับทราบความคืบหน้าประเด็นด้านเศรษฐกิจที่ไทยผลักดันทั้ง 13 ประเด็น โดยมั่นใจว่าจะสามารถผลักดันไปสู่ความสำเร็จครบทั้ง 13 ประเด็นภายในสิ้นปีนี้ และจะรายงานความคืบหน้าต่อที่ประชุมสุดยอดอาเซียนต่อไป
ถกอาเซียนดัน 13 ด้านศก.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจุรินทร์กล่าวว่า สำหรับประเด็นด้านเศรษฐกิจทั้ง 13 ประเด็น ได้แก่ 1.แผนงานด้านดิจิทัลของอาเซียน 2.แผนงานในการส่งเสริมนวัตกรรมอาเซียน 3.การเตรียมการสำหรับการพัฒนาแรงงานเพื่อรองรับการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 คือเรื่องของการใช้แรงงานพัฒนาแรงงานคนเพื่อรองรับการใช้เครื่องจักร การใช้นวัตกรรมใหม่ในการผลิต 4.การเดินหน้าไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 5.การเตรียมการที่จะนำ SME ไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัล เช่น การค้าออนไลน์ เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;6.การดำเนินการในเรื่อง ASEAN Single Window การนำเข้าส่งออกระหว่างประเทศอาเซียนด้วยกันที่ต้องมีการอำนวยความสะดวกโดยใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ และไม่ซ้ำซ้อน ทำให้การส่งออกระหว่างการคล่องตัวยิ่งขึ้น 7.เรื่องการผลักดันให้มีการใช้เงินสกุลท้องถิ่นค้าขายระหว่างกันในกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นรูปธรรมแล้วอย่างน้อย 3 คู่ คือ ไทย-ฟิลิปปินส์, &amp;nbsp;ไทย-อินโดนีเซีย และไทย-มาเลเซีย ภายใต้ความร่วมมือของแบงก์ชาติของไทยกับธนาคารพาณิชย์ของ 3 ประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;8.การเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการลงทุนก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานในระบบที่เรียกว่า PPP 9.การร่วมมือกันระหว่างอาเซียนในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอาหาร คือ การใช้อาหารส่งเสริมการท่องเที่ยว 10.การแสดงเจตจำนงร่วมกันผลักดันให้ RCEP ซึ่งอาเซียนเป็นศูนย์กลางของ RCEP จบภายในสิ้นปีนี้ 11.การผลักดันเครือข่าย IUU ของอาเซียน คือ การทำประมงอาเซียนที่มุ่งเน้นในเรื่องของการสร้างความยั่งยืน 12.การส่งเสริมตลาดทุนของอาเซียนในประเทศต่างๆ โดยเมื่อจะรับบริษัทเข้าไปจดทะเบียน ต้องคำนึงถึงเป้าหมายของบริษัทนั้นๆ ที่มุ่งเน้นความยั่งยืน เช่น สิ่งแวดล้อม เป็นต้น และ 13.การผลักดันให้มีการลงนาม ศูนย์พลังงานอาเซียนระหว่างมหาวิทยาลัยต่างๆ ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเชื้อเพลิงชีวภาพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจุรินทร์กล่าวว่า นอกจากนี้ได้ให้การรับรองแผนการดำเนินงานตามกรอบการบูรณาการด้านดิจิทัลของอาเซียน ปี 2562-2568 ซึ่งครอบคลุมการดำเนินงาน 6 ด้าน ได้แก่ 1.การอำนวยความสะดวกทางการค้า 2.การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลพร้อมกับการส่งเสริมการค้าดิจิทัลและนวัตกรรม 3.การส่งเสริมการชำระเงินดิจิทัล 4.การพัฒนาทักษะด้านดิจิทัล 5.การส่งเสริมวิสาหกิจ และ 6.กลไกความร่วมมือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ น.ส.สรัสนันท์ อรรณนพพร รองโฆษกพรรคเพื่อไทย(พท.) กล่าวถึงกรณีนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีของสหรัฐปฏิเสธคำเชิญเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนซัมมิต 2019 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพว่า การที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ เซ็นระงับสิทธิทางภาษีนำเข้าจีเอสพีนั้น ได้ส่งผลกระทบต่อสินค้าไทยหลายร้อยรายการอย่างมีนัยสำคัญ และต่อด้วยการปฏิเสธคำเชิญเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนซัมมิต 2019 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ เป็นการบ่งบอกถึงสัญญาณที่ทางสหรัฐไม่ได้ให้น้ำหนักกับประเทศไทยเหมือนเคย ถือว่าเป็นการหักดิบความสัมพันธ์การต่างประเทศ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;แม้การเซ็นระงับสิทธิทางภาษีนำเข้าจีเอสพีกับประเทศไทยอาจมาจากหลายๆ ปัจจัย เช่น นโยบาย America First ที่มุ่งเน้นการปรับดุลการค้าที่ขาดดุลมาตลอดระยะเวลาหลายสิบปี แต่ก็อาจมาจากจุดยืนด้านการต่างประเทศ ที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์แลดูให้ความสำคัญกับประเทศจีนเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นการเซ็นโครงการเมกะโปรเจ็กต์ที่เอื้อแก่กลุ่มเจ้าสัวและรัฐบาลจีน หรือการปล่อยให้ Alibaba เข้ามาทำกิจการอย่างง่ายดาย โดยไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบอื่นๆ ส่งผลให้อุตสาหกรรมไทยขนาดเล็กหลายพันบริษัทต้องประสบสภาวะขาดทุน&amp;quot; น.ส.สรัสนันท์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองโฆษกพรรค พท.กล่าวว่า รัฐบาลไทยดูท่าจะไม่มีแนวทางรองรับกับผลกระทบที่กำลังจะตามมาเป็นระลอกจากการแย่งชิงอำนาจระหว่างสองประเทศมหาอำนาจ การที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ เลือกที่จะไม่มาร่วมการประชุม ซึ่งต่างกับทุกๆ ครั้งที่ผู้นำสูงสุดของประเทศจะต้องมาร่วมเอง แต่เลือกที่จะส่งนายโรเบิร์ต โอบราเอน ซึ่งเป็นผู้ช่วยด้านความมั่นคง ในฐานะทูตแต่งตั้งพิเศษพร้อมรัฐมนตรีการพาณิชย์ เป็นการกระทำที่ทำให้เห็นชัดเจนว่าสหรัฐอเมริกากำลังใช้ไม้แข็งกับรัฐบาลไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.เกศปรียา แก้วแสนเมือง โฆษกพรรคเพื่อชาติ (พ.พ.ช.) กล่าวว่า คนในรัฐบาลอย่าให้ข่าวจนประชาชนคิดว่าเป็นแหล่งข่าวลวงข่าวปลอมเอง ในสองวันนี้ตั้งแต่นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ที่ออกมาพูดเรื่องถูกตัดสิทธิ์จีเอสพี เพราะเศรษฐกิจโต การถูกตัดสิทธิ์จีเอสพีเป็นเรื่องน่าภูมิใจ ซึ่งเป็นการพูดข้อเท็จจริงไม่หมด เข้าข่ายข่าวลวง การพูดในฐานะผู้บริหารประเทศต้องพูดให้ครบทุกด้าน ทั้งด้านดีและด้านไม่ดี และบอกวิธีแก้ปัญหาที่จะเกิดขึ้น ไม่ใช่เป็นการพูดแก้ตัวปัดความผิดพลาดให้พ้นไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน ในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กล่าวว่า การที่สหรัฐตัดสิทธิ์จีเอสพีของไทย จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมาก ซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยที่ย่ำแย่อยู่แล้ว ไม่ได้เล็กน้อยเหมือนที่รัฐบาลพยายามจะแก้ตัว และให้ข้าราชการออกมาพยายามจะกลบเกลื่อน ซึ่งสามารถดูได้จากราคาหุ้นของบริษัทกลุ่มที่ส่งออกที่ถูกตัดสิทธิ์จีเอสพีที่ราคาร่วงตกกันยกแผง และการที่สหรัฐพิจารณาตัด 573 รายการ สหรัฐต้องมีตัวเลขในใจแล้ว และต้องการให้มีผลกระทบกับไทยอย่างแน่นอน&amp;nbsp;
เอกชนปรับตัวสู้ตัด GSP
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กระทรวงพาณิชย์ นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวภายหลังเป็นประธานประชุมวอร์รูมกรณีสหรัฐตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) ไทย ประกอบด้วยหน่วยงานต่างๆ ของกระทรวงพาณิชย์และภาคเอกชนว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ ได้สั่งให้ตนประชุมวอร์รูมร่วมกับภาคเอกชน เพื่อรับฟังผลกระทบและข้อเสนอแนะของภาคเอกชนในการแก้ปัญหา หรือลดผลกระทบจากการถูกตัดสิทธิ์ โดยภาคเอกชนส่วนใหญ่เห็นว่าการส่งออกสินค้าในกลุ่มที่ถูกตัดจีเอสพีจะได้รับผลกระทบไม่มากนัก มีเพียงบางรายการเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบมาก เพราะจะต้องกลับไปเสียภาษีนำเข้าในอัตราสูง เช่น กลุ่มสุขภัณฑ์เซรามิก ที่จะกลับไปเสียภาษีสูงถึง 26% จากที่ไม่ต้องเสียภาษีเลย อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชนเห็นว่า สินค้าของตนยังสามารถทำตลาดประเทศอื่นๆ ได้อีกมากทดแทนการส่งออกไปสหรัฐ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผลการประชุมวันนี้จะนำเสนอที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนด้านการพาณิชย์ (กรอ.พาณิชย์) ที่มี รมว.พาณิชย์เป็นประธานในช่วงต้นเดือน พ.ย.นี้ เพื่อนำมากำหนดเป็นแผนปฏิบัติในการแก้ปัญหาการถูกตัดสิทธิ์จีเอสพี และแผนการทำตลาดสินค้ากลุ่มที่ถูกตัดสิทธิ์ ซึ่งจะทำควบคู่ไปกับแผนการเจาะตลาดเป้าหมาย 10 แห่ง ที่กระทรวงพาณิชย์กำลังดำเนินการอยู่ เช่น ในตลาดจีน หนึ่งในตลาดเป้าหมายที่ไทยต้องการบุกเจาะ หากเห็นว่าสินค้ากลุ่มถูกตัดจีเอสพีรายการใดเหมาะกับการบุกตลาดจีนบ้าง ก็จะผลักดันการส่งออกให้มากขึ้น&amp;quot; ปลัดกระทรวงพาณิชย์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายกฤษดา ทรัพย์ทวยชน รองประธานสมาคมอุตสาหกรรมไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และโทรคมนาคมไทย กล่าวว่า กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก เพราะจะต้องกลับมาเสียภาษีเฉลี่ยที่ 5% จากก่อนหน้านั้นไม่เสียภาษีเลย และจากการหารือกับผู้นำเข้า ส่วนมากบอกว่าหนักใจ และอาจชะลอการนำเข้าได้ ขณะเดียวกันการที่ไทยถูกตัดจีเอสพีอาจทำให้นักลงทุนต่างชาติในสินค้ากลุ่มนี้ที่ลงในจีนอยู่ก่อนแล้ว และมีแผนย้ายฐานการผลิตมาไทย เพื่อหนีภัยสงครามการค้าอาจชะลอการย้ายฐาน หรืออาจไปประเทศเพื่อนบ้านไทยแทน ซึ่งจะทำให้สูญเสียเงินลงทุนจากต่างประเทศ และอาจทำให้การลงทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ได้รับผลกระทบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์มีมาตรฐานแรงงานในระดับสูงอยู่แล้ว เพราะผู้ซื้อต้องมาตรวจโรงงาน และมาตรฐานแรงงาน จึงเสนอให้กระทรวงพาณิชย์ในการเจรจาขอคืนสิทธิกับสหรัฐให้นำเสนอว่าควรตัดจีเอสพีเฉพาะกลุ่มสินค้า แต่ไม่ควรตัดกลุ่มของเราที่มีมาตรฐานแรงงานสูง รวมถึงเสนอให้เจรจากับสหรัฐอย่าเพิ่งตัดสิทธิ์เดือนเม.ย.63 แต่ควรให้โครงการจีเอสพีปัจจุบันสิ้นสุดลง หรือจบในเดือน ธ.ค.63 ก่อนแล้วค่อยตัด เพราะไทยเพิ่งได้รับการต่ออายุจีเอสพีถึงสิ้นปี 63 แล้วอยู่ๆ มาตัดกลางปี ผู้ส่งออกผู้นำเข้าช็อกปรับตัวไม่ทัน&amp;rdquo; รอง ปธ.สมาคมอุตสาหกรรมไฟฟ้าฯกล่าว.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49289</URL_LINK>
                <HASHTAG>ASEAN Summit 2019, ตัดสิทธิ์ GSP, ทรัมป์ไม่มาประชุมอาเซียนซัมมิต, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, ไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมอาเซียน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191031/image_big_5dbaeb3fbd3c7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
