<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>56255</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/02/2020 14:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/02/2020 14:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>BEAUTY กางแผนธุรกิจลุยอินเตอร์ จ่อเปิดตลาด 15 ประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ก.พ.63 : นายแพทย์สุวิน ไกรภูเบศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิวตี้ คอมมูนิตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ BEAUTY เปิดเผยว่า ในปีนี้บริษัทจะดำเนินธุรกิจภายใต้วิสัยทัศน์ อินเตอร์เนชั่นแนล บิวตี้ แอนด์ เฮลท์ บิซิเนส เพื่อยกระดับแบรนด์สินค้าภายใต้การจำหน่ายของบริษัท เข้าสู่การเป็นแบรนด์ด้านความงามและสุขภาพที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ผ่านกลยุทธ์หลักในการขับเคลื่อนธุรกิจและแผนการดำเนินงานของบริษัทด้วยกันหลายแนวทาง ไม่ว่าจะเป็นเพิ่มความสามารถการทำกำไร มุ่งเน้นเพิ่มสัดส่วนกำไรจากช่องทางจัดจำหน่ายต่างประเทศ และบริหารจัดการต้นทุนช่องทางการจัดจำหน่ายในประเทศให้มีประสิทธิภาพ

ขณะเดียวกันบริษัทยังต้องการขยายตลาดต่างประเทศเชิงรุกจำนวน 16 ประเทศ โดยมี 13 ประเทศที่เป็นตัวแทนจำหน่ายในปี 2562 ซึ่งจะเน้นการทำการตลาดร่วมกันและเพิ่มจำนวนรายการสินค้า และมีอีก 5 ประเทศหลักที่เน้นการทำการตลาดเฉพาะในปี 2563 มีแผนจะพัฒนาช่องทางการตลาดและการขายเข้มข้น อาทิ ประเทศเวียดนาม อินโดนีเซีย เมียนมา อินเดีย ฟิลิปปินส์ ในรูปแบบของตัวแทนจำหน่ายสินค้า, ช็อปอินช็อป , ช็อปไลเซ่นส์ และเคาท์เตอร์เครื่องสำอาง

พร้อมกันนี้ บริษัทยังเน้นการรุกตลาดสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างต่อเนื่อง โดยมีแผนศึกษาการสร้างฐานธุรกิจในจีน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขยายตลาด รวมถึงความสะดวกในการพัฒนาสินค้าใหม่และการบริหารจัดการ เพราะเล็งเห็นว่าเป็นตลาดขนาดใหญ่มีโอกาสทางธุรกิจสูง อีกทั้งบริษัทมีแผนเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดจากช่องทางจำหน่ายร้านค้าทั่วไป เช่น ร้านสะดวกซื้อ โมเดิร์นเทรด และช่องทางออนไลน์ ควบคู่ไปกับการจำนวนสินค้าใหม่ๆเข้าไปจำหน่ายในช่องทางครอสบอร์เดอร์ อีคอมเมิร์ซอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปี 2562 บริษัทมีสินค้าวางจำหน่ายแล้วจำนวน 10 แพลตฟอร์ม และในปีนี้มีแผนเจรจาเพิ่มมากขึ้น

นายแพทย์สุวิน กล่าวว่า ตลาดในประเทศมุ่งเน้นขยายตลาดกลุ่มสินค้าอุปโภค และสร้างความเข้มแข็งช่องทางร้านค้าปลีก และขยายช่องทางการจัดจำหน่ายใหม่ๆที่มีโอกาสเติบโตสูง สามารถถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเพิ่มขึ้น ที่ไม่จำกัดเฉพาะร้านสาขา พร้อมขยายกลุ่มสินค้าอุปโภคและสินค้าสุขภาพเพิ่มขึ้น โดยมีแผนจะพัฒนาสินค้าด้านสุขภาพร่วมกับผู้ผลิตสินค้าชั้นนำด้านนี้เพิ่มขึ้น อีกทั้งยังมุ่งเน้นเพิ่มช่องทางการตลาดที่หลากหลายเพื่อเปิดช่องทางจัดจำหน่ายให้กับกลุ่มลูกค้าเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

อย่างไรก็ดี จากการดำเนินงานในปี 2562 ถือเป็นการปรับธุรกิจตามยุทธศาสตร์ใหม่ บริษัทได้พัฒนาตลาด วางรากฐานช่องทางในตลาดต่างประเทศ ,สินค้ากลุ่มอุปโภค รวมถึงการวางแนวทางอีคอมเมิร์ซชัดเจน เพื่อเป็นฐานการขยายตลาดในปี 2563

และสำหรับภาพรวมธุรกิจเครื่องสำอางปี 2563 คาดว่ายังมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากพฤติกรรมของผู้บริโภคทั่วโลกที่ให้ความใส่ใจเกี่ยวกับความงาม สุขภาพและผิวพรรณ ส่งผลให้ความต้องการผลิตภัณฑ์ด้านความงามและสุขภาพมีความหลากหลายเพิ่มขึ้น ซึ่งการขยายตัวดังกล่าวเป็นโอกาสในการดำเนินธุรกิจของบริษัท ที่จะสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ให้เข้าถึงผู้บริโภคทั้งในประเทศและในระดับนานาชาติ ซึ่งในปีนี้วางเป้าหมายรายได้เติบโต 20% พร้อมรักษาอัตรากำไรสุทธิ 15%
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/56255</URL_LINK>
                <HASHTAG>BEAUTY, สุวิน ไกรภูเบศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200204/image_big_5e391832076fd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43826</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/08/2019 09:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/08/2019 09:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>BEAUTY หืดจับ! รับเป็นปีหินสุดในรอบ 22 ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ส.ค.2562 &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพีระพงษ์ &amp;nbsp;กิติเวชโภคาวัฒน์ &amp;nbsp;รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิวตี้ คอมมูนิตี้ จำกัด (มหาชน) &amp;nbsp;หรือ BEAUTY เปิดเผยว่า แนวทางการดำเนินธุรกิจนับจากนี้ บริษัทจะให้ความสำคัญกับการสร้างยอดขายให้เติบโตยิ่งขึ้น &amp;nbsp;จากคาดการณ์ปี 2562 ประมาณ 2,200 ล้านบาท นับว่ามีการลดลงอย่างต่อเนื่อง จาก 3,500 ล้านบาทในปี 2561 ซึ่งลดลงจากปี 2560 ที่ทำได้ 3,700 ล้านบาท ซึ่งเป็นช่วงที่รายได้ลดลงมากที่สุดในรอบก่อตั้งมา 22 ปีก็ว่าได้ &amp;nbsp;โดยบริษัทจะเร่งสร้างยอดขายผ่านกลยุทธ์ด้วยกันหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการหาพาร์ทเนอร์นำสินค้าเข้ามาจำหน่ายในสาขาของบริษัท โดยหลังจากเริ่มทดลองกับแบรนด์สเนลไวท์เมื่อปลายปี 2561 ที่ผ่านมา และในขณะนี้ได้มีพันธมิตรเข้ามาเพิ่ม คาดการณ์ว่าจะเป็น 14 รายก่อนสิ้นปี 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกลยุทธ์โคแบรนด์ดิ้งกังกล่าว จะทำให้ดึงดูดลูกค้าเข้ามาใช้จ่ายภายในสาขามากขึ้น โดยเบื้องต้นจะมีการขยายการจำหน่ายสินค้าของพาร์ทเนอร์มากกว่า 120 สาขาภายในปีนี้ และจะทยอยให้ครอบคลุมสาขาของบริษัทที่มีอยู่ 328 สาขาในปัจจุบันให้มากที่สุดในปีหน้า โดยเน้นการจำหน่ายสินค้าแบรด์ไทยเป็นหลัก หรือแบ่งสัดส่วนเป็นแบรด์บิวตี้ บุฟเฟ่ต์ ประมาณ 80% และเป็นแบรนด์ของพันธมิตรอีก 20%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนภาพรวมอุตสาหกรรมความงามและสุขภาพในเมืองไทยมีมูลค่า 1.8 แสนล้านบาท บริษัทคาดว่าในปีนี้จะเติบโตชะลอตัวลงเหลือแค่ 2% จากปกติจะมีอัตราการเติบโต 7-8% เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวไม่ดีนัก ขณะที่บริษัทเองได้รับผลกระทบจากตลาดจีน ซึ่งโดยปกติจะมีผู้ประกอบการมากกว่า 1,000 รายเข้ามาซื้อสินค้าหรือหิ้วกลับไปขายในประเทศของตัวเอง แต่หลังจากความเข้มงวดเรื่องภาษีและออนไลน์ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้การหิ้วสินค้าเข้าไปจำหน่ายทำได้ยากกว่าเดิม นับว่าส่งผลกระทบกับบริษัทระดับหนึ่ง เนื่องจากจีนคิดเป็น 70% ของยอดขายต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพีระพงษ์ &amp;nbsp;กล่าวว่า จากปัญหาดังกล่าวทำให้บริษัทจึงปรับแผนการทำตลาดจีนด้วยการขายผ่านช่องทางออนไลน์ 10 แพลตฟอร์มใหญ่ เพื่อเป็นอีกหนึ่งช่องทางของการจะหาตัวแทนจำหน่ายที่ถูกต้อง และทดแทนยอดขายที่หายไป ควบคู่กับการเพิ่มตลาดต่างประเทศด้วยการตั้งตัวแทนมากขึ้น ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา อาทิ กัมพูชา รัสเซีย แคนาดา ดูไบ เป็นต้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43826</URL_LINK>
                <HASHTAG>BEAUTY, บริษัท บิวตี้ คอมมูนิตี้ จำกัด (มหาชน), ผลประกอบการ, พีระพงษ์  กิติเวชโภคาวัฒน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190820/image_big_5d5b5e4a8ba24.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12778</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/07/2018 08:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/07/2018 08:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>BEAUTY ยอมรับปัญหาเครื่องสำอางผิดอย. ฉุดยอดขายไตรมาส 2</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;BEAUTY ยอมรับผลประกอบการไตรมาส 2 จะต่ำสุดของปีนี้ มั่นใจครึ่งปีหลังฟื้นจากช่วงไฮซีซั่น พร้อมเดินหน้าลุยตลาดทั้งในและต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายแพทย์สุวิน ไกรภูเบศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.บิวตี้ คอมมูนิตี้ (BEAUTY) เปิดเผยว่า คาดผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 61 จะเป็นจุดต่ำสุดของปีนี้ แต่จะฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลังที่เป็นไฮซีซั่น โดยกำไรสุทธิปีนี้คาดจะมากกว่าปีก่อนที่อยู่ที่ 1,229.32 ล้านบาท แม้ผลประกอบการไตรมาส 2 จะต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ หลังจากได้รับผลกระทบจากประเด็นปัญหาสินค้าไม่มี อย. ส่งผลทางจิตวิทยาจากกลุ่มลูกค้ารายย่อย ทั้งนี้ ในปีนี้ยังคงเป้าหมายรายได้อยู่ที่ 4,290 ล้านบาท หรือเติบโตประมาณ 15% จากปีก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม มองว่าแนวโน้มธุรกิจค้าปลีกเครื่องสำอางในช่วงครึ่งปีหลังยังสามารถเติบโตในเกณฑ์ดี เนื่องจากกำลังซื้อของกลุ่มผู้บริโภคยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยมีปริมาณเพิ่มขึ้น และเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนซีซั่นของแฟชั่นที่จะเกิดความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์เทรนด์ใหม่ ซึ่งถือเป็นการเริ่มเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นของธุรกิจและสินค้าของบริษัทด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ แผนการดำเนินงานครึ่งปีหลังของตลาดในประเทศ จะขยายสาขาของทุก Shop Brand โดยเน้นการขยายสาขาออกไปตามต่างจังหวัด หัวเมืองท่องเที่ยว และในกรุงเทพ รวมทั้งการพัฒนาสินค้าและขยายช่องทางจำหน่ายเข้าสู่ตลาดคอนซูเมอร์ที่เป็น Mass Market เพิ่มขึ้น ซึ่งบริษัทอยู่ระหว่างเจรจากับ 7-11 ปรับขนาดสินค้า เพื่อจะนำไปวางจำหน่ายใน 7-11 กว่า 10,000 สาขาทั่วประเทศ รองรับกำลังซื้อจากกลุ่มลูกค้าในประเทศ นักท่องเที่ยวทั้งจีนและประเทศอื่นๆ ซึ่งคาดว่าจะมีปริมาณเพิ่มมากขึ้น คาดว่าจะเห็นความชัดเจนภายในปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ ตลาดต่างประเทศ จะยังมุ่งเน้นช่องทางขายรูปแบบใหม่ Cross-border E-commerce หรือ การซื้อขายออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่ได้รุกขยายไปในจีนแล้ว ปัจจุบันบริษัทมีช่องทางจำหน่ายในอีคอมเมิร์ซทั้ง 5 เว็บไซต์สำคัญของจีน ได้แก่ TMALL, KAOLA, VIP, YUNJI และ JD ซึ่งเป็นบริษัทอีคอมเมิร์ซใหญ่อันดับต้นของจีน โดยตั้งเป้าหมายยอดขายสำหรับ 5 แพลตฟอร์มนี้ไว้ไม่น้อยกว่าปีละ 300 ล้านบาท เริ่มทยอยรับรู้รายได้ในปีนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12778</URL_LINK>
                <HASHTAG>BEAUTY, บิวตี้ คอมมูนิตี้, ผลิตเครื่องสำอางและอาหารเสริมผิดกฎหมาย, สุวิน ไกรภูเบศ, อย.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180705/image_big_5b3d7b10c5c30.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>5295</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/03/2018 08:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/03/2018 08:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โบรกฯชี้หุ้นกลุ่มค้าปลีกน่าเก็บ หลังจีนเข้ามาช็อปเครื่องสำอางไทยทะลัก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
โบรกชี้ผลิตภัณฑ์ความงามไทย ขวัญใจชาวจีน แห่ช็อปปิ้งขนกลับประเทศ คุณภาพดี ราคาไม่แพง ดันรายได้หุ้นกลุ่มค้าปลีกพุ่งกระฉูด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพบชัย ภัทราวิชญ์ ผู้จัดการสายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า ภาพรวมหุ้นกลุ่มค้าปลีก โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมความงาม มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะปัจจุบันได้รับปัจจัยสนับสนุนจากกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางมาท่องเที่ยวในไทยให้ความสนใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เสริมความงามของไทยเป็นจำนวนมาก เนื่องจากคุณภาพดีใกล้เคียงกับผลิตภัณฑ์แบรนด์ดังและราคาไม่แพงมากนัก ทำให้ช่วยผลักดันรายได้ของกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมความงามให้ขยายตัวเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ที่ผ่านมาจำนวนนักท่องเที่ยวจีนมากเป็นอันดับ 1 จากช่วงเทศกาลตรุษจีนและวันหยุดต่าง ๆ ทำให้มีจำนวนเงินจากนักท่องเที่ยวดังกล่าวเพิ่มขึ้น ประกอบกับผู้ประกอบการได้ออกผลิตภัณฑ์ความงามและคิดค้นสินค้าใหม่ ๆ ที่มีคุณภาพและน่าสนใจ รวมถึงขยายตลาดของบริษัทต่าง ๆ ด้วยการส่งออกสินค้าไปจำหน่าย เพราะเห็นโอกาสในการขยายฐานลูกค้าไปยังประเทศจีน รองรับกำลังซื้อของชาวจีนยังมีอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;นักท่องเที่ยวชาวจีนให้ความสนใจผลิตภัณฑ์เสริมความงามของไทย เพราะราคาไม่แพงมากนักและมีคุณภาพดี เมื่อเดินทางมาท่องเที่ยวก็จะซื้อกลับไปด้วย ส่วนเศรษฐกิจในประเทศที่เริ่มฟื้นตัวดี ทำให้มีกำลังซื้อกลับมา และกระแสรักสุขภาพและเสริมความงามของวัยรุ่นและวัยทำงาน ช่วยผลักดันรายได้ของกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมความงามในปีนี้ขยายตัวต่อเนื่อง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับบริษัทที่ได้รับประโยชน์ คือ บมจ.อาร์เอส (RS) ที่ปรับเปลี่ยนธุรกิจ โดยการหันมาเน้นธุรกิจความงามมากขึ้น และมีทิศทางเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากอาร์เอสมีช่องทีวีดิจิทัลเป็นของตนเอง ทำให้ลดต้นทุนการซื้อสื่อโฆษณาได้มาก เมื่อรวมกับธุรกิจด้านสื่อโฆษณาของช่องยังคงแรงต่อเนื่อง และการขยายธุรกิจในประเภทสินค้าเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันมากขึ้น ทำให้รายได้ของบริษัทจะปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ บมจ.บิวตี้ คอมมูนิตี้ (BEAUTY) ยังคงเติบโตได้ดี มีแรงหนุนจากฐานลูกค้าคนจีนมาก รวมถึงมีต้นทุนต่ำจากการจ้างผลิต (โออีเอ็ม) ทำให้ไม่มีต้นทุนในเรื่องของโรงงานของตนเอง ซึ่งเป็นโมเดลธุรกิจที่ดี และอัตรากำไรขั้นต้นจะดีกว่าบริษัทอื่นๆ ที่มีโรงงานผลิตเอง ส่วนบมจ.ดู เดย์ ดรีม (DDD) หลังจากขยายฐานลูกค้าไปจีน ในช่วงต้นปีที่ผ่านมาโดยเริ่มจำหน่ายสินค้าผ่าน จูไห่ ดิวตี้ฟรี นับว่าเป็นช่องทางการจำหน่ายสินค้าแห่งใหม่ เชื่อว่าจะช่วยกระตุ้นยอดขายจากการส่งออกได้ดียิ่งขึ้น และจะนำไปสู่การขายสินค้าแบบออฟไลน์ในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บทวิเคราะห์บล.ฟิลลิป ระบุว่า RS ยังเน้นธุรกิจผลิตภัณฑ์เสริมความงาม แต่เพิ่มไลน์การขายสินค้าในชีวิตประจำวัน และเพิ่มช่องทางขายแบบสมาชิก ขณะที่ธุรกิจเพลงและจัดกิจกรรมจะลดบทบาทลง ซึ่งธุรกิจสื่อโดยเฉพาะช่อง 8 (ทีวีดิจิตอลช่อง 27) และทีวีดาวเทียม จะปรับให้มาสนับสนุนการขายผลิตภัณฑ์เสริมความงามและสินค้าโฮมแอนด์ไลฟ์สไตล์มากขึ้น นอกจากนี้ อยู่ระหว่างขายหุ้นที่ซื้อคืน 43.27 ล้านหุ้น ในระหว่างวันที่ 8 มี.ค. 61- 30 พ.ค. 62 โดยต้นทุนซื้อคืนอยู่ที่หุ้นละ 10.752 บาท ทําให้ได้เงินกลับประมาณ 1,250 ล้านบาท (อิงราคา 30 บาท) เงินที่ได้จะนําไปคืนเงินกู้ ส่งผลให้ดอกเบี้ยจ่ายลดลง และสามารถจ่ายปันผลได้สูงขึ้นในปีนี้ เนื่องจากไม่ต้องกันสำรองกำไรสะสมไปเป็นสํารองหุ้นซื้อคืนที่ 465 ล้านบาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5295</URL_LINK>
                <HASHTAG>BEAUTY, DDD, RS, กลุ่มค้าปลีก, ความงาม, จีน, นักท่องเที่ยวจีน, หุ้น, เครื่องสำอาง, เอเซีย พลัส, โบรกเกอร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180319/image_big_5aaf13c15ca76.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
