<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>101017</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/04/2021 10:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/04/2021 10:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>BEM ปลื้มออกหุ้นกู้ฯมียอดจองทะลักถึง2.8หมื่นล้านหรือ 4.7 เท่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 เม.ย. 64-รายงานข่าวจากบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ได้ดำเนินการออกและเสนอขายหุ้นกู้เพื่อความยั่งยืนชนิดระบุชื่อผู้ถือ ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน ให้กับผู้ลงทุนสถาบัน และ/หรือ ผู้ลงทุนรายใหญ่ (Institutional Investors and/or High Net Worth Investors) มูลค่า 6,000 ล้านบาท ประกอบด้วยหุ้นกู้ 4 ชุด ได้แก่ รุ่นอายุ 3 ปี 5 ปี 7 ปี และ 10 ปี ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยคงที่ ที่ 1.56% 2.24% 2.91% และ 3.33% ต่อปี ตามลำดับ และมีกำหนดการออกหุ้นกู้ในวันที่ 28 เมษายน 2564&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการออกหุ้นกู้เพื่อความยั่งยืนในครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกสำหรับบริษัทกลุ่มขนส่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยบริษัทจะนำเงินที่ได้จากการจำหน่ายหุ้นกู้ไปใช้เพื่อชำระคืนหนี้เดิม และ/หรือ เงินลงทุน (Refinance) ในโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน นอกจากนี้บริษัทได้จัดให้มีการสอบทานจากภายนอกสำหรับการออกหุ้นกู้เพื่อความยั่งยืน โดยผู้ชำนาญการอิสระ (Second Party Opinion) DNV GL Business Assurance Australia Pty Ltd เพื่อทำการสอบทานและรับรองว่ากรอบหลักเกณฑ์การระดมทุนเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Financing Framework) ของบริษัท เป็นไปตามมาตรฐานสากล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในส่วนของหุ้นกู้แต่ละชุดได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือจาก บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ที่ระดับ &amp;ldquo;A-&amp;rdquo; เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2564 ซึ่งแสดงถึงสถานะการเงินและธุรกิจของบริษัทที่แข็งแกร่งและมั่นคง การเสนอขายหุ้นกู้เพื่อความยั่งยืนในครั้งนี้มีธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และธนาคารออมสิน ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ และ ที่ปรึกษาด้านโครงสร้างหุ้นกู้เพื่อความยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมบัติ กิจจาลักษณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM กล่าวว่า BEM ประสบความสำเร็จในการออกหุ้นกู้เพื่อความยั่งยืนครั้งแรกของบริษัท และในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากนักลงทุน อาทิ กลุ่มบริษัทประกันชีวิต บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ธนาคาร และสหกรณ์ ส่งผลให้การเสนอขายหุ้นกู้ของบริษัทในครั้งนี้มีจำนวนยอดจองซื้อมากกว่า 28,000 ล้านบาท หรือ มากกว่า 4.7 เท่า ผลการตอบรับจากนักลงทุนที่ดีในครั้งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อธุรกิจและสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งของ BEM ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และภาวะตลาดที่ผันผวน รวมถึงสะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ในการสนับสนุนโครงการที่มีประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม โดยความสำเร็จในการออกหุ้นกู้เพื่อความยั่งยืนในครั้งนี้ยังตอกย้ำพันธกิจของบริษัทในการส่งมอบการบริการคมนาคมขนส่งที่สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย โดยดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม สร้างมูลค่าเพิ่มและประโยชน์สูงสุดให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน และเพื่อให้บริษัทส่งมอบ &amp;ldquo;เส้นทางแห่งความสุขเพื่อวิถีการเดินทางที่ดีกว่า&amp;rdquo;
&amp;nbsp;นายพรสนอง ตู้จินดา ประธานกลุ่มธุรกิจลูกค้าธุรกิจ และรักษาการแทนประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และวาณิชธนกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กรุงศรีในฐานะผู้จัดการการจัดจำหน่ายร่วมและที่ปรึกษาด้านโครงสร้างหุ้นกู้เพื่อความยั่งยืนในครั้งนี้ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่มีส่วนสนับสนุนการออกหุ้นกู้เพื่อความยั่งยืนครั้งแรกของ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM โดยที่ผ่านมา ธนาคารได้ร่วมจัดโรดโชว์ ในรูปแบบออนไลน์เพื่อพบปะกับนักลงทุนสถาบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งได้รับความสนใจและการตอบรับเป็นอย่างสูง สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพและความแข็งแกร่งของ BEM ทั้งในด้านผลการดำเนินงานและฐานะทางการเงิน กรุงศรีมีความมุ่งมั่นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลากหลายและตอบโจทย์ให้กับลูกค้าธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขับเคลื่อนการทำ ESG Financing มาอย่างต่อเนื่อง สำหรับโครงการที่เกี่ยวเนื่องกับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ด้วยเครื่องมือด้านการระดมทุนต่างๆ รวมทั้งการออกหุ้นกู้ เราพร้อมสนับสนุนและร่วมมือกับ BEM เพื่อมุ่งสู่การดำเนินธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนและสร้างคุณค่าให้กับสังคมต่อไป&amp;quot;
&amp;nbsp;
นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า &amp;ldquo;ธนาคารออมสินมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายร่วมในการออกและเสนอขายหุ้นกู้เพื่อความยั่งยืน ของบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM โดยการดำเนินงานในครั้งนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง ภายใต้สถานการณ์การจองซื้อในช่วงระหว่างที่นักลงทุนสถาบันทำงานในลักษณะ WFH ของช่วงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ซึ่งได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนกันเป็นอย่างดีระหว่าง BEM และกลุ่มผู้จัดการการจัดจำหน่าย รวมถึงการแสดงความสนใจจากนักลงทุนสถาบัน ด้วยยอดจองซื้อมากกว่า 4.7 เท่า โดยที่การออกและเสนอขายหุ้นกู้เพื่อความยั่งยืนเป็นหุ้นกู้ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อระดมทุนไปใช้สำหรับโครงการด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการดำเนินงานของธนาคารออมสินที่มุ่งเน้นการทำภารกิจด้านสังคม หรือ Social Bank เช่นเดียวกัน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101017</URL_LINK>
                <HASHTAG>BEM, ยอดจองหุ้นกู้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210428/image_big_6088da70efeb1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>94226</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/02/2021 13:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/02/2021 13:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>BEM กำไร63 วูบ 62.3% </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ก.พ.64-นายสมบัติ กิจจาลักษณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM แจ้งผลประกอบการปี 2563 บริษัทมีกำไรสุทธิ 2,051 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 3,384 ล้านบาท หรือ62.3% เนื่องจากปีก่อนมีกำไรจากการโอนเปลี่ยนประเภทเงินลงทุนในบริษัท ทีทีดับบลิว จำกัด (มหาชน) สุทธิจากภาษี 2,334 ล้านบาท แต่ไม่มีรายการลักษณะดังกล่าวในปีนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้หากไม่รวมรายการ one time กำไรลดลง 1,050 ล้านบาท หรือ33.9 %จากผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้รายได้ของบริษัทลดลง รวมถึงบริษัทมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากการเปิดให้บริการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินครบทั้งสายทาง เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2563 แต่มีผลบวกจากการลดลงของค่าตัดจำหน่ายสิทธิในการใช้ประโยชน์บนงานก่อสร้างทางด่วนของทางพิเศษศรีรัช ซึ่งได้ถูกตัดจำหน่ายหมดไปแล้วในไตรมาสที่ 1 ปี 2563&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามแม้ว่าปี 2563 จะเป็นปีลำบากจากผลกระทบ COVID-19 แต่บริษัทยืนยันที่จะดูแลผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ถือหุ้น โดยการเสนอเพื่ออนุมัติจ่ายเงินปันผลสำหรับปี 2563 ในอัตราหุ้นละ 10 สตางค์ ทั้งนี้บริษัทมีกำหนดจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2563 ในวันพุธที่ 28 เมษายน 2564 ในรูปแบบ e-AGM เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 บริษัทมั่นใจว่าหากสถานการณ์ COVID-19 คลี่คลาย ปี 2564 รายได้ของบริษัทจะกลับสู่สภาวะปกติแน่นอน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94226</URL_LINK>
                <HASHTAG>BEM, บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (บีอีเอ็ม), สมบัติ กิจจาลักษณ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210225/image_big_60373e7c75bac.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77841</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/09/2020 15:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/09/2020 15:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>BEM แจง ที่แท้ รปภ.แอบถ่ายภาพผู้โดยสารหญิงสถานีลาดพร้าว แจ้งความ ส่งเรื่องบริษัทต้นสังกัดแล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ก.ย.63-บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ชี้แจงกรณี แอบถ่ายภาพผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าใต้ดิน ความว่า ตามที่ปรากฏข่าวว่ามีผู้ใช้บริการรถไฟฟ้า MRT โพสต์เตือนภัย &amp;ldquo;แอบถ่ายผู้โดยสารหญิง รถไฟฟ้าใต้ดินลาดพร้าว โพสต์คุกคามทางเพศ&amp;rdquo; เผยแพร่ในสื่อต่างๆ นั้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (บริษัทฯ) ไม่ได้นิ่งนอนใจโดยเร่งดำเนินการตรวจสอบกรณีดังกล่าวพบผู้มีพฤติกรรมต้องสงสัยที่ถ่ายรูปผู้ใช้บริการ คาดว่าเป็น รปภ.ประจำสถานีลาดพร้าว &amp;nbsp; ในเบื้องต้น ได้แจ้งให้บริษัทต้นสังกัด ซึ่งเป็นผู้รับจ้างระงับการเข้าปฏิบัติหน้าที่และห้ามผู้ต้องสงสัยเข้าพื้นที่สถานีรถไฟฟ้า ตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน 2563 และบริษัทฯ ได้รวบรวมหลักฐาน นำไปแจ้งความที่สถานีตำรวจสุทธิสาร เพื่อดำเนินการสอบสวนและลงโทษผู้กระทำความผิดต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
บริษัทฯ ต้องขออภัยในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และขอขอบคุณประชาชนผู้แจ้งเบาะแส เพื่อให้บริษัทฯ พัฒนาปรับปรุงการให้บริการและดูแลรักษาความปลอดภัยให้ดียิ่งขึ้น รวมถึงเพิ่มมาตรการกำกับดูแลผู้ปฏิบัติงานอย่างเข้มงวด หากผู้ใช้บริการพบเห็นสิ่งผิดปรกติหรือต้องการความช่วยเหลือโปรดแจ้งเจ้าหน้าที่ประจำสถานีได้ทันที
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77841</URL_LINK>
                <HASHTAG>BEM, MRT, แอบถ่ายภาพสถานีรถไฟฟ้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200918/image_big_5f647035bc19a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>74426</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/08/2020 14:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/08/2020 14:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>BEM โชว์ผลประกอบการไตรมาส2/63 มีกำไร 152 ล้าน ชี้ปริมาณผู้โดยสารเกือบปกติ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14ส.ค.63-รายงานข่าวจาก บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด(มหาชน) แจ้งกำไรสุทธิไตรมาสที่ 2 ปี 2563 เท่ากับ 152 ล้านบาท ลดลงจากปีที่แล้ว 2,966 ล้านบาท เนื่องจากไตรมาส 2 ปีก่อนมีกำไรจากการโอนเปลี่ยนประเภทเงินลงทุนในบริษัท ทีทีดับบลิว จำกัด(มหาชน) (TTW) หากเทียบเฉพาะกำไรจากการดำเนินงานปกติ กำไรลดลง 632 ล้านบาท หรือ 80 %จากการลดลงของรายได้ จากผลกระทบการแพร่ระบาดของ COVID-19

ทั้งนี้ในด้านต้นทุนการให้บริการลดลงจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 659 ล้านบาท หรือ 26 %โดยบริษัทได้มีการบริหารจัดการต้นทุนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แม้ว่าปริมาณงานจะเพิ่มขึ้นจากการเปิดให้บริการเดินรถสายสีน้ำเงินครบทั้งสายทางตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา นอกจากนี้หลังจากเดือนกุมภาพันธ์ 2563 เป็นต้นมา บริษัทได้รับผลบวกจากค่าตัดจำหน่ายที่ลดลงเนื่องจากต้นทุนของทางด่วนขั้นที่ 2 ส่วนเอบีซี ได้ตัดจำหน่ายหมดแล้ว

สำหรับปริมาณรถและปริมาณผู้โดยสารได้ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว และปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องตามการผ่อนคลาย ล็อกดาวน์ โดยเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาปริมาณรถที่ใช้ทางด่วนกลับมาอยู่ที่ร้อยละ 92 ปริมาณผู้โดยสารรถไฟฟ้า MRT กลับมาอยู่ที่ร้อยละ 80 บริษัทคาดว่าหลังจากมีการผ่อนคลายมากขึ้นและสถานศึกษาต่าง ๆ กลับมาเปิดการเรียนการสอนได้เต็มรูปแบบเหมือนเดิม ปริมาณรถที่ใช้ทางด่วนและปริมาณผู้โดยสารจะกลับมาเป็นปกติ ซึ่งจะทำให้ผลประกอบการในไตรมาส 3 ดีขึ้นอย่างแน่นอน

นอกจากนี้บริษัทมีความพร้อมเต็มที่ในการเข้าร่วมประมูลโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ซึ่งมีกำหนดยื่นซองวันที่ 23 กันยายนนี้
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74426</URL_LINK>
                <HASHTAG>BEM, บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (บีอีเอ็ม), ผลประกอบการ 63</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200814/image_big_5f3640e84db0d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70218</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/07/2020 11:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/07/2020 11:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เฮ BEM ใจดีตรึงราคาค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินถึงสิ้นปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
1 ก.ค.63-นายสมบัติ กิจจาลักษณ์ กรรมการผู้จัดการ BEM กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง บริษัทฯ เห็นใจและห่วงใยทุกคนในสถานการณ์เช่นนี้ จึงขอแบ่งเบาภาระค่าครองชีพของประชาชน ด้วยการคงอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าMRT สายสีน้ำเงิน ไว้เท่ากับอัตราเดิม คือเริ่มต้น 16 บาท สูงสุด 42 บาท ต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 63&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ตามเงื่อนไขสัญญาสัมปทานของรถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงิน กำหนดให้มีการปรับขึ้นอัตราค่าโดยสารใหม่ทุกๆ 2 ปี โดยใช้วิธีคำนวณบนพื้นฐานการเปลี่ยนแปลงของดัชนีราคาผู้บริโภค ซึ่งอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงินที่ใช้อยู่ในปัจจุบันจะครบกำหนดการบังคับใช้ตามสัญญาในวันที่ 2 กรกฎาคม 2563 อัตราค่าโดยสารใหม่เริ่มต้น 17 บาท สูงสุด 42 บาท โดยสถานีที่ 1, 4, 7 และ 10 จะมีอัตราค่าโดยสารเพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน 1 บาท ซึ่งจะเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามในส่วนของทางด่วน BEM ยกเว้นค่าผ่านทางพิเศษ ในทางด่วน 3 สาย &amp;ldquo;ทางพิเศษเฉลิมมหานคร-ศรีรัช-อุดรรัถยา&amp;rdquo; ทุกวันหยุดนักขัตฤกษ์ ซึ่งปัจจุบันกำหนดไว้ 19 วัน ในเดือนกรกฎาคมนี้ใช้ทางด่วนฟรีจำนวน 3 วันได้แก่วันที่ 5 กรกฎาคม เป็นวันอาสาฬหบูชา วันที่ 6 กรกฎาคม วันเข้าพรรษา และวันที่ 28 กรกฎาคม เป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ BEM ยังได้ลดค่าผ่านทางพิเศษ ที่ &amp;quot;ด่านอาจณรงค์ 1&amp;quot; จากทางพิเศษฉลองรัช เข้าทางด่วนขั้นที่ 1 ไปบางนา ในอัตรา 25 บาท ต่อเที่ยว สำหรับรถทุกประเภท โดยรถ 4 ล้อ ปกติ 50 บาท ลดเหลือ 25 บาท รถ 6-10 ล้อ ปกติ 75 บาท ลดเหลือ 50 บาท และรถ มากกว่า 10 ล้อ ปกติ 110 บาท ลดเหลือ 85 บาท เป็นเวลา 1 ปี ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 63 -30 มิถุนายน 2564ในด้านปริมาณผู้ใช้ทางด่วนและผู้โดยสารรถไฟฟ้า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นานสมบัติกล่าวว่า จากนโยบายของรัฐบาลและความร่วมมือจากประชาชนเป็นอย่างดีทำให้สถานการณ์การแพร่ระบาดลดลงจนเป็นศูนย์ โดยปัจจุบันปริมาณผู้ใช้ทางด่วนกลับมาเกือบจะเข้าสู่ภาวะปกติ โดยภาพรวมอยู่ที่ล้านสองแสนคันต่อวัน ปริมาณผู้โดยสารที่ใช้รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินกลับมาประมาณ 60% หรือประมาณ 250,000 เที่ยวคน/วัน คาดว่าตั้งแต่เปิดเทอมวันที่ 1 กรกฎาคมนี้ ปริมาณผู้ใช้ทางด่วนและรถไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นอีก สถานการณ์น่าจะปรับตัวดีขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนี้สิ่งที่สำคัญก็คือการร่วมมือกันของประชาชนทุกคนที่ไม่ประมาทการ์ดไม่ตกไม่ให้เชื้อไวรัสโควิด-19 กลับมาแพร่ระบาดซ้ำอีก&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70218</URL_LINK>
                <HASHTAG>BEM, สมบัติ กิจจาลักษณ์, เบรกขึ้นราคา, โรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200701/image_big_5efc150655eaf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>58404</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/02/2020 09:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/02/2020 09:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> กทพ.-BEM เริ่มนับหนึ่งยุติ 17 คดีความรออัยการสูงสุดลงนาม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ก.พ. 2563 นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้รับรายงานจากการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ว่า ได้มีการยื่นเรื่องถอนฟ้องคดีพิพาทระหว่าง กทพ. กับ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ไปแล้ว 16 คดี โดยอีก 1 คดี ขณะนี้อยู่ระหว่างอัยการสูงสุดลงนามในวันที่ 27 ก.พ.นี้ อย่างไรก็ตามทั้ง 17 คดีจะรอศาลมีคำสั่ง จากนั้นจะทำให้การถอนคดีเป็นที่สุดสุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้กทพ.และ BEM ได้มีการลงนามสัญญาโครงการระบบทางด่วนขั้นที่ 2 (ฉบับแก้ไข) และสัญญาโครงการทางด่วนสายบางปะอิน-ปากเกร็ด (ฉบับแก้ไข) ไปเมื่อวันที่ 20 ก.พ. 63เพื่อยุติข้อพิพาททั้ง 17 คดีที่มีมูลค่าที่ 58,873 ล้านบาท โดยมีการต่อขยายสัญญาโครงการทางด่วนเป็นระยะเวลา 15 ปี 8 เดือน โดยจะทำให้สัญญาสัมปทานทางด่วนขั้นที่ 2 (ส่วน A, B, C) ทางด่วนขั้นที่ 2 ส่วน D และสัญญาโครงการทางด่วนสายบางปะอิน-ปากเกร็ด (C บวก) สิ้นสุดพร้อมกันในวันที่ 31 ตุลาคม 2578 โดยสัญญาจะมีผลบังคับใช้ต่อเมื่อทั้ง กทพ.และ BEM ต้องดำเนินการถอนฟ้องคดีที่มีต่อกันทั้ง 17 คดีให้เรียบร้อยก่อน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 18 ก.พ. 2563 เห็นชอบแก้ไขสัญญาทั้ง 2 ฉบับ ซึ่งเป็นการยุติข้อพิพาทกว่า 25 ปี โดยเริ่มเจรจาตั้งแต่เดือน ต.ค. 2561 โดยมีการเจรจาอย่างเป็นทางการ 7 ครั้ง ไม่เป็นทางการอีกกว่า 100 ครั้ง มีผู้แทนจากกระทรวงการคลัง อัยการสูงสุด กฤษฎีกา และกรรมการกำกับ ตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ 2556 มีการตรวจสอบทุกขั้นตอน และว่าจ้างที่ปรึกษา สำนักงานศูนย์วิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นที่ปรึกษาในการเจรจา อีกทั้งมีคณะกรรมการเจรจาของกระทรวงคมนาคม และสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ตรวจสอบและวิเคราะห์ตัวเลขต่างๆ ดังนั้น กทพ.จึงเชื่อมั่นว่าการเจรจานี้โปร่งใส เป็นประโยชน์ต่อประเทศและประชาชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/58404</URL_LINK>
                <HASHTAG>BEM, การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.), ยุติคดีความ, ศักดิ์สยาม ชิดชอบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200227/image_big_5e570950d7b38.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>57775</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/02/2020 09:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/02/2020 09:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กทพ-BEM เซ็นสัญญายุติข้อพิพาททางด่วนมหากาพย์25ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
21 ก.พ.2563 นายสุรงค์ บูลกุล ประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เปิดเผยภายหลังการลงนามสัญญายุติข้อพิพาทางด่วนระหว่าง กทพ. กับบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ว่า การลงนามสัญญาในวันนี้ (20 ก.พ. 2563) นั้น ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 18 ก.พ.ที่ผ่านมา เห็นชอบขยายอายุสัญญาสัมปทานออกไปอีก 15 ปี 8 เดือน โดยสัญญาระบบทางด่วนขั้นที่ 2 ส่วน A ช่วงรัชดาฯ-พระราม 9 ส่วน B ช่วงพญาไท-บางโคล่ และส่วน C ช่วงแจ้งวัฒนะ-รัชดาฯ จะสิ้นสุดวันที่ 28 ก.พ. 2563 เพื่อยุติข้อพิพาทและถอนฟ้อง ทั้ง 17 คดี แลกกับการขยายสัญญาสัมปทานทางด่วน ระยะเวลา 15 ปี 8 เดือน หรือไปสิ้นสุดสัญญาพร้อมกันในวันที่ 31 ต.ค. 2578 พร้อมทั้ง BEM จะต้องยกเว้นค่าผ่านทางในวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตามที่สำนักนายกรัฐมนตรีประกาศเป็นวันหยุดด้วย รวมถึงมีเงื่อนไขว่า กทพ.สามารถสร้างทางแข่งขันได้ โดยไม่ถูก BEM ฟ้องร้องได้อีกในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวนั้น เพื่อให้สัญญาเดินหน้าต่อเนื่องกับสัญญาเดิม พร้อมทั้งหากมีการต่อสู้คดี ยอมรับว่า กทพ.มีโอกาสแพ้คดีสูง จึงต้องมีการเจรจา เพื่อไม่ให้ประเทศเกิดความเสียหายเพิ่มขึ้น ยืนยันว่า เป็นการดำเนินการเพื่อประโยชน์ของประเทศ และไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้แก่เอกชนแต่อย่างใด โดยถือเป็นการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นมา 25 ปี ขณะเดียวกัน หลังจากนี้ BEM จะไปถอนฟ้องคดีที่มีการฟ้องร้องต่อศาล ภายในวันที่ 29 ก.พ.นี้ โดยยืนยันว่าสามารถดำเนินการถอนฟ้องได้ทันอย่างแน่นอน เนื่องจากมีการเตรียมการมาเป็นระยะเวลานานแล้ว โดยสัญญาใหม่นั้นจะมีผล ในวันที่ 1 มี.ค. 2563 ขณะเดียวกัน กทพ. จะไปศึกษาเพิ่มการคล่องตัวของการจราจรทั้งระบบ รวมถึงการก่อสร้างทางขึ้น-ลงบริเวณสถานีกลางบางซื่อด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ยืนยันว่ารัฐบาลนี้ และบอร์ดชุดนี้ ไม่ได้สร้างปัญหา แต่มาเป็นผู้แก้ปัญหา และเชื่อว่าในผลการเจรจาในครั้งนี้ เป็นประโยชน์สูงสุด โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ หลังจากนี้ กทพ และ BEM จะไม่มีหนี้ต่อกัน เป็นการทำดีที่สุดต่อประเทศชาติและประชาชน ซึ่งในวันที่ 21 ก.พ.นี้ จะเริ่มดำเนินการถอนฟ้องต่อศาล&amp;rdquo; นายสุรงค์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานจาก กทพ. ระบุว่า กทพ. ขอชี้แจง กรณีในข้อสงสัยเรื่องการขยายสัญญาสัมปทานโครงการระบบทางด่วนขั้นที่ 2 (ทางพิเศษศรีรัช รวมถึงส่วนดี) และทางด่วนสายบางปะอิน-ปากเกร็ด (ทางพิเศษอุดรรัถยา) โดยเฉพาะในประเด็นที่ว่า การเจรจาครั้งนี้จะทำให้ BEM มีสิทธิ์ต่อสัญญาได้อีก 20 ปี หลังจากที่การต่อสัญญาสิ้นสุดลงหรือไม่นั้น กทพ.ยืนยันว่า BEM จะไม่มีสิทธิ์ต่อสัญญาได้อีก 20 ปี หลังจากที่การต่อสัญญาสิ้นสุดลง เนื่องจากการเจรจาต่อสัญญายุติข้อพิพาทที่ได้รับการอนุมัติโดย ครม. เป็นการนำสิทธิ์การเจรจาเพื่อการต่อสัญญา ตามข้อ 21 ของสัญญาเดิมมาใช้ ซึ่งกำหนดให้ BEM สามารถเจรจาต่อสัญญาได้ 2 ครั้ง ครั้งละ 10 ปี ดังนั้น เมื่อการต่อสัญญาในครั้งนี้ BEM สิ้นสุดลงในวันที่ 31 ต.ค.2578 จะมีสิทธิ์เจรจาต่อสัญญา เฉพาะเวลาส่วนที่เหลือเท่านั้น โดยในสัญญามีการระบุไว้อย่างชัดเจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน ในส่วนของข้อสงสัยที่ว่า การเจรจาครั้งนี้ ทำไมจึงต้องนำรายได้จาก 3 สัญญามารวมกันนั้น กทพ. ให้รายละเอียดว่า การเจรจาต่อสัญญายุติข้อพิพาทครั้งนี้ เป็นการนำรายได้เฉพาะที่เป็นส่วนแบ่งของ BEM จากทางด่วนขั้นที่ 1 ทางด่วนขั้นที่ 2 ส่วน A, B, C ส่วน D และส่วน C+ มารวมกัน แล้วหักลบด้วยรายจ่ายจากการให้บริการทางด่วน (O&amp;amp;M และค่าบริหารจัดการ) ดอกเบี้ย และภาษี ให้เกิดเป็น Net Cash เพื่อนำมาชดเชยมูลหนี้ข้อพิพาท อย่างไรก็ตาม จากการวิเคราะห์พบว่า ในระยะเวลา 15 ปี 8 เดือน BEM จะมี Net Cash เป็น Nominal value เท่ากับ 59,600 ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่ามูลค่าหนี้ข้อพิพาทเป็นจำนวนมาก
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57775</URL_LINK>
                <HASHTAG>BEM, กทพ., ยุติค่าโง่, เซ็นสัญญา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200221/image_big_5e4f4629c5789.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
