<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115406</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/09/2021 16:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/09/2021 16:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สกศ.เร่งวางรูปแบบนำ Big Data เชื่อจุดเริ่มต้นขับเคลื่อนปฎิรูปเรียนรู้ด้วยดิจิทัล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2ก.ย.64-นายอำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการสภาการศึกษา (เลขาฯ สกศ.) กล่าวภายหลังการประชุมออนไลน์ร่วมกับคณะอนุกรรมการสภาการศึกษา ด้านการปฏิรูปการศึกษาและการเรียนรู้โดยการพลิกโฉมด้วยระบบดิจิทัล ว่า ในการประชุมมีข้อเสนอ เรื่องการพัฒนา Big data ด้านการศึกษา เพื่อเสนอต่อ นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เนื่องจากสิ่งจำเป็นเร่งด่วนขณะนี้คือ การนำ Big data มาใช้กับวงการศึกษา โดยรูปแบบที่นำเสนอก็คือรูปแบบที่ได้มีการศึกษามาแล้วจากผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ ความสามารถ และมีประสบการณ์เรื่อง Big data ที่ได้ทำการศึกษา เพื่อนำมาเป็นต้นแบบโดยจะนำมาเชื่อมโยงกับศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ(สป.) อีกทั้ง Big data ยังเป็นหนึ่งในวาระเร่งด่วน ( Quick Win) ของ ศธ. ที่ต้องการให้มีการจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบและไม่ซ้ำซ้อน เพื่อให้ได้ข้อมูลภาพรวมการศึกษาของประเทศและสามารถนำไปใช้ได้จริง โดยได้มอบหมายให้ตนเป็นประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนเรื่อง Big data ของ ศธ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ดังนั้นจึงได้มีการนำส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องมาเชื่อมโยงกัน ทั้ง นโยบายของ รมว.ศธ. ข้อเสนอของคณะทำงานของสภาการศึกษา รวมถึงเชื่อมโยงไปที่ศูนย์เทคโนโลยีฯ เพื่อให้เกิดกระบวนการขับเคลื่อนไปสู่การปฏิบัติต่อไป นอกจากนี้ตนยังได้แจ้งให้ที่ประชุมทราบถึงความคืบหน้าการจัดทำ ร่างพระราชกฤษฎีกาสถาบันเทคโนโลยีดิจิทัลแพลตฟอร์มเพื่อการศึกษา พ.ศ.....ว่า สัปดาห์หน้าจะมีการประชุมคณะกรรมการกฎหมายระดับรอง ซึ่งจะมีการพิจารณาประเด็นที่ปรับปรุงอีกครั้ง จากนั้นจะเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) เพื่อพิจารณาต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมคิดว่าการขับเคลื่อนการปฏิรูปการเรียนรู้ด้วยระบบดิจิทัล เราเดินมาถูกทางแล้ว และจากที่มีการจัดการประชุมวิชาการทางการศึกษาระดับชาติ ได้มีการนำเสนองานวิจัยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นผ่านระบบออนไลน์เต็มรูปแบบของ สกศ. ก็พบว่า วันแรกมีผู้เข้าร่วมมากถึง 2 แสนกว่าคน และวันที่สองมีผู้เข้าร่วมกว่า 1 แสนคน จากตัวเลขดังกล่าวถือว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก โดยผมมองว่าเรื่องนี้อาจยังไม่ใช่บทสรุปที่ดีที่สุด แต่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการขับเคลื่อนการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลกับการศึกษา เพราะฉะนั้นเรื่องของ Big data จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่สำคัญสำหรับการขับเคลื่อนการปฏิรูปการเรียนรู้ด้วยระบบดิจิทัล&amp;rdquo;เลขาฯ สกศ.กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115406</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ศธ., BIGDATA, สกศ., อำนาจ วิชยานุวัติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200721/image_big_5f16a649b305f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46109</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/09/2019 10:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/09/2019 10:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์ใช้ Big Data ช่วยวางแผนยกระดับสินค้าเกษตร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ก.ย. 2562 น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร&amp;nbsp;ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า ได้เปิดตัวโครงการนำร่องของกระทรวงพาณิชย์เพื่อขับเคลื่อนสู่การเป็นองค์การด้าน&amp;nbsp;Big Data&amp;nbsp;อย่างเต็มรูปแบบ&amp;nbsp;เพื่อแสดงให้เห็นถึงการนำข้อมูลและเทคโนโลยีมาใช้ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ โดยมีรูปแบบการนำเสนอผ่าน&amp;nbsp;Dashboard&amp;nbsp;นำร่องพืชเกษตรสำคัญ 5 ชนิด ได้แก่ ข้าว ปาล์มน้ำมัน ยางพารา มันสำปะหลัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งในช่วงแรกจะพัฒนาระบบเริ่มจากพืชเกษตรสำคัญ 3 ชนิดก่อน ได้แก่ ข้าว ปาล์มน้ำมัน และยางพารา

สำหรับระบบ&amp;nbsp;Big Data&amp;nbsp;ดังกล่าว จะใช้ในการติดตามสถานการณ์ในด้านอุปสงค์ อุปทาน ทั้งในและนอกประเทศ สามารถคาดการณ์แนวโน้มและเตือนภัย เพื่อกำหนดนโยบายรักษาเสถียรภาพด้านราคาได้ รวมถึงระบบกำกับและติดตามนโยบายด้านการรับฟังเสียงสะท้อนภาคประชาชน ที่จะสามารถนำมาประกอบการวิเคราะห์และแก้ปัญหาที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนได้มากยิ่งขึ้น เพื่อให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจเชิงนโยบายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทันการณ์ และครอบคลุมทุกมิติ นำไปสู่การขับเคลื่อนภารกิจหลักของกระทรวงพาณิชย์ โดยเฉพาะการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าเกษตรและยกระดับรายได้ให้แก่เกษตรกร

&amp;ldquo;ได้ตั้งเป้าพัฒนาระบบ&amp;nbsp;Big Data&amp;nbsp;ให้มีความสมบูรณ์ภายในปี 2563 เพื่อให้สามารถนำข้อมูลมาใช้ประโยชน์ในการกำหนดนโยบาย เพื่อดูแลเกษตรกร โดยจะเปิดให้คนทั่วไปสามารถเข้ามาดูได้ แต่จะมีระดับการเข้าถึง เพื่อความปลอดภัยของข้อมูล และยังมีแผนขยายระบบ&amp;nbsp;Big Data&amp;nbsp;ที่จะช่วยวิเคราะห์การส่งออก การผลิตสินค้า การทำธุรกิจ การค้าบริการ และเรื่องอื่นๆ ด้วย&amp;rdquo;น.ส.พิมพ์ชนกกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การใช้ระบบ&amp;nbsp;Big Data&amp;nbsp;ดังกล่าว ยกตัวอย่างสินค้าข้าว ระบบสามารถตรวจสอบได้ว่าปัจจุบันราคาข้าวเป็นอย่างไร ตั้งแต่เกษตรกร โรงสี จนถึงผู้ส่งออก ดูปริมาณผลผลิตเป็นอย่างไร แนวโน้มการส่งออก การบริโภค คาดการณ์ปริมาณสต๊อกคงเหลือ ดูแนวโน้มราคาในอนาคต โดยใช้ระบบ&amp;nbsp;AI&amp;nbsp;เข้ามาวิเคราะห์จากข้อมูลการประเมินของหน่วยงานต่างๆ ดูว่าปัจจุบันประเทศไหนส่งออกข้าวได้มากที่สุด หรือใครส่งออกไปไหนได้เพิ่มขึ้น หรือตลาดที่นำเข้าข้าวเพิ่มขึ้น มีประเทศไหนบ้าง เพื่อที่จะได้นำมาวางแผนในการผลักดันการส่งออกข้าวไทยได้อย่างถูกต้อง

ขณะเดียวกัน สามารถที่จะตรวจสอบเสียงสะท้อนจากกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งเป็นเกษตรกร โรงสี ผู้ส่งออก ที่ได้มีการให้ข่าวผ่านสื่อต่างๆ หรือการคอมเมนต์ไว้ในสื่อโซเซียลมีเดีย เช่น ทวิตเตอร์ โดย&amp;nbsp;AI&amp;nbsp;จะไปดึงความคิดเห็นที่เกี่ยวกับเรื่องข้าวแล้วนำมาประมวลผล เพื่อให้ทราบว่าขณะนั้น มีคนคิดเห็นเรื่องข้าวยังไง เป็นต้น
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46109</URL_LINK>
                <HASHTAG>BIGDATA, กระทรวงพาณิชย์, ประกัน5สินค้าเกษตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190621/image_big_5d0cd9388a5a7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>36518</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/05/2019 17:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/05/2019 17:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศธ.ร่วมมือ กสศ.และมน.พัฒนาระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ แก้เหลื่อมล้ำ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22พ.ค.62- นายการุณ สกุลประดิษฐ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ตนได้ประชุมหารือร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาแนวทางร่วมมือในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา รวมถึงกำหนดแนวทางการตรวจสอบและพัฒนาฐานข้อมูลเด็กยากจน ด้อยโอกาสทั้งในระบบและนอกระบบการศึกษา เพื่อช่วยเหลือเป็นรายบุคคล ได้ทุกพื้นที่ทั่วประเทศไทย โดยที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้เก็บข้อมูลเฉพาะตัวของประชากรวัยเรียนทั้งหมดของประเทศร่วมกับ 32 หน่วยงานทั้งในและนอก ศธ. ตั้งแต่ ปี 2549 เช่น กระทรวงมหาดไทย (มท.) เพื่อตรวจสอบความถูกต้องกับข้อมูลทะเบียนราษฎร์ กระทรวงแรงงาน กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) โดยสามารถประมวลผลเป็นภาพรวมระดับประเทศออกมาเป็นรายชื่อของประชากรวัยเรียน โดยจำแนกรายละเอียดออกเป็น 5 ส่วน คือ ข้อมูลสถานศึกษา ข้อมูลนักเรียน ข้อมูลครูและบุคลากรทางการศึกษา ข้อมูลข้าราชการ และข้อมูลผู้สำเร็จการศึกษาในระดับต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายการุณ กล่าวต่อว่า ฐานข้อมูลนี้มีความละเอียดระดับครัวเรือน บ้านเลขที่ มีเด็กเยาวชนวัยเรียนอยู่ในทะเบียนบ้านใดบ้าง ครอบคลุมเด็กที่มีสัญชาติไทยและเด็กรอสัญชาติไทย หมายเลขบัตรประชาชน 13 หลัก มีรายละเอียดการศึกษาของเด็กในทุกสังกัด พร้อมที่จะนำไปบูรณาการเพื่อสนับสนุนให้สถาบันการศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกแห่ง นำไปวางแผนผลิตกำลังคนในสาขาที่มีความจำเป็นและเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานของประเทศ ล่าสุด ศธ. ร่วมมือกับ กสศ. และมหาวิทยาลัยนเรศวร (มน.) พัฒนาระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ที่ครอบคลุมทุกประเด็น ทุกแง่มุม และเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับทุกหน่วยงานอีกด้วย ทั้งนี้ ศธ. ในฐานะเจ้าภาพการบูรณาการความร่วมมือการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา มีแผนจะหารือเรื่องนี้ อีกครั้งในเดือน มิถุนายนนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการ กสศ. กล่าวว่า ที่ผ่านมา กสศ. ได้รับการสนับสนุนข้อมูลจากกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงมหาดไทยเพื่อสนับสนุนภารกิจตามหน้าที่ ซึ่งระบุไว้ในมาตรา 5(7) ของ พ.ร.บ. กสศ. ว่าต้องศึกษาวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้เพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และลดความเหลื่อมล้ำในการศึกษา สนองความต้องการทางด้านกำลังแรงงานและยกระดับความสามารถของคนไทย โดยสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กสศ. ได้นำข้อมูลดังกล่าวมาพัฒนาฐานข้อมูลและระบบสารสนเทศเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือ iSEE &amp;nbsp;เบื้องต้นครอบคลุม 2 กลุ่มเป้าหมายทั่วประเทศคือ 1.กลุ่มนักเรียนยากจนและยากจนพิเศษ 2.กลุ่มเด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษา โดยระบบสามารถประมวลผลพื้นที่ซึ่งต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน แสดงรายละเอียดเป็นรายบุคคล ระดับโรงเรียน ตำบล อำเภอ จังหวัดไปจนถึงระดับประเทศ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/36518</URL_LINK>
                <HASHTAG>#กสศ., #ศธ., BIGDATA, การุณ สกุลประดิษฐ์, ม.นเรศวร, ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180301/image_big_5a976c47103c1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
