<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>112831</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/08/2021 14:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/08/2021 14:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>GC และ Cargill ตอกย้ำผู้นำด้านความยั่งยืนระดับโลก  สนับสนุนโมเดล BCG Economy สร้างโรงงานพลาสติกชีวภาพแบบครบวงจรแห่งใหม่ในประเทศไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;10 สิงหาคม 2564 : กรุงเทพมหานคร - บริษัท GC International Corporation บริษัทย่อยของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (จำกัด) มหาชน (GC) และ บริษัท Cargill Incorporated (Cargill) ในฐานะผู้ถือหุ้นสัดส่วนร้อยละ 50 ในบริษัท NatureWorks LLC (NatureWorks) ประกาศเดินหน้าสร้างโรงงานพลาสติกชีวภาพแบบครบวงจรแห่งใหม่ในประเทศไทย ตอบสนองความต้องการใช้วัสดุที่ยั่งยืนให้ตลาดโลก ภายหลังได้รับการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยได้รับเกียรติจาก พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ร่วมแสดงความยินดีผ่านระบบเสมือนจริง ซึ่งโครงการดังกล่าวนับเป็นหนึ่งในโครงการที่สนับสนุนโมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ BCG Economy Model (Bio-Circular-Green Economy) เพื่อช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโตแบบก้าวกระโดด ยกระดับความสามารถในการแข่งขัน และขับเคลื่อนให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก (SDGs) ตามเป้าหมายที่วางไว้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GC) กล่าวว่า &amp;ldquo;บริษัทฯ ในฐานะผู้นำธุรกิจเคมีภัณฑ์ของประเทศไทยและผู้ผลิตเคมีภัณฑ์ชีวภาพที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอันดับหนึ่งของโลก มีความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจตามแนวทางความยั่งยืนและหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพื่อสร้างสมดุลและการเติบโตไปข้างหน้าร่วมกัน ทั้งในมิติของเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม โดยขับเคลื่อนบนกรอบของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก (SDGs) ในวันนี้ GC และ Cargill ในฐานะผู้ถือหุ้นของ NatureWorks ผู้ผลิตพลาสติกชีวภาพ PLA อันดับหนึ่งของโลก พร้อมเดินหน้าขยายการลงทุนในธุรกิจเคมีภัณฑ์ชีวภาพเพื่อสิ่งแวดล้อม หลังจากที่ BOI ได้อนุมัติส่งเสริมการลงทุนให้กับ NatureWorks &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;โรงงานพลาสติกชีวภาพแบบครบวงจรแห่งใหม่นี้ ใช้เทคโนโลยีพลาสติกชีวภาพอันดับหนึ่งของโลกและใช้น้ำตาลจากอ้อยจากเกษตรกรในประเทศไทยเป็นวัตถุดิบ &amp;nbsp;ซึ่งจะช่วยขยายฐานพันธมิตรในตลาด Bio-Polymer รวมถึงการผลิตและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการด้านการใช้วัสดุที่ยั่งยืน โครงการนี้มีมูลค่าการลงทุนมากกว่า 20,000 ล้านบาท โดยโรงงานจะตั้งอยู่ที่นครสวรรค์ไบโอ&amp;nbsp; คอมเพล็กซ์ (NBC) จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเป็นโครงการแห่งแรกของประเทศไทยที่สอดคล้องกับโมเดล BCG Economy ตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันและขยายโอกาสทางการค้าร่วมกับพันธมิตรต่าง ๆ ในเวทีโลก และสนับสนุนให้ประเทศไทยมีเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างมีเสถียรภาพ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;นางสาว คอลลีน เมย์ President บริษัท Cargill&amp;rsquo;s Bioindustrial Group กล่าวว่า &amp;quot;คาร์กิลรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ก้าวไปข้างหน้าร่วมกับ GC เพื่อสนับสนุนการขยายธุรกิจของ NatureWorks ด้วยการสร้างฐานการผลิตแห่งที่ 2 ซึ่งการลงทุนในครั้งนี้นับเป็นการตอกย้ำที่สำคัญถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของเราในการลงทุนเพื่อพัฒนาโซลูชันที่ยั่งยืนสำหรับลูกค้ากลุ่มอุตสาหกรรมชีวภาพทั่วโลก&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;โรงงานพลาสติกชีวภาพแบบครบวงจรแห่งใหม่ในประเทศไทย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;โรงงานแห่งใหม่นี้เป็นโรงงานพลาสติกชีวภาพโพลีแลคติก แอซิด (Polylactic Acid : PLA) ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; แห่งที่ 2 ภายใต้ชื่อทางการค้า Ingeo&amp;trade; และส่งเสริมการต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มกับวัตถุดิบทางการเกษตรของประเทศไทย ตอบสนองการขยายตัวของตลาด ซึ่งคาดว่าจะสามารถดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ได้ภายใน ปี 2567 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;Ingeo&amp;trade; PLA เป็นโพลิเมอร์ชีวภาพที่สามารถย่อยสลายได้ มีคาร์บอนฟุตปริ้นท์ต่ำ สามารถนำไปใช้งานได้หลากหลายประเภท เช่น นำไปผลิตเป็นถุงชา แคปซูลกาแฟ บรรจุภัณฑ์อาหาร เส้นใยใช้ในงานพิมพ์ชิ้นงานสามมิติ เส้นใยที่นำมาใช้ผลิตผ้าอ้อม ผ้าเช็ดทำความสะอาด หน้ากากอนามัย รวมถึงอุปกรณ์ใช้ภายในบ้าน เป็นต้น โดยโรงงานนี้จะใช้น้ำตาลจากอ้อยจากเกษตรกรในประเทศไทยเป็นวัตถุดิบ ปีละประมาณ 110,000 ตัน นำไปผลิตเป็นกรดแลคติก (Lactic Acid) แลคไทด์ (Lactide) และโพลิเมอร์ (Polymer) จนได้เป็นโพลิแลคไทด์ (Polylactide) ส่งผลให้โรงงานนี้เป็นโรงงานผลิตโพลิแลคไทด์แบบครบวงจรแห่งแรกของโลก โดยมีกำลังการผลิตโพลิเมอร์ชีวภาพอยู่ที่ 75,000 ตันต่อปี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;นับว่าโรงงานนี้เป็นโรงงานแห่งแรกของโลกที่ออกแบบมาให้บูรณาการร่วมกันอย่างสมบูรณ์ ด้วยกระบวนการผลิตและการใช้พลังงานที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับพลาสติกชีวภาพ Ingeo&amp;trade; ทำให้สามารถตอบสนองความต้องการสำหรับวัสดุที่ยั่งยืนให้กับตลาดโลก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:.5in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;เกี่ยวกับ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC เป็นผู้ดำเนินธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่นครบวงจรที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และเป็นบริษัทชั้นนำในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ทั้งในด้านขนาด ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ ในการผลิตผลิตภัณฑ์ขั้นต้น ขั้นกลาง และขั้นปลาย ใน 8 กลุ่มธุรกิจหลัก ปัจจุบันมีกำลังการผลิตปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์มากกว่า 12.79 ล้านตันต่อปี มีกำลังการกลั่นน้ำมันดิบและคอนเดนเสทรวม 280,000 บาร์เรลต่อวัน บริษัทฯ ได้รับการจัดอันดับ 1 ใน 10 ด้านความสามารถในการผลิตเอทิลีนในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงเป็นผู้ผลิตพลาสติกชีวภาพที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอันดับ 1 ของโลก นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างความเป็นผู้นำในธุรกิจเคมีภัณฑ์ โดยการรวมนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเข้ากับเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เสริมสร้างความเป็นอยู่ของผู้คนให้ดีขึ้นต่อไป บริษัทฯ มุ่งมั่นที่จะสร้างการเติบโตอย่างมั่นคง ด้วยศักยภาพทางการแข่งขันและความโดดเด่นในอุตสาหกรรม รวมถึงการลงทุนในประเทศต่างๆ ที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง บริษัทฯ ได้รับการจัดอันดับให้เป็นอันดับ 1 ของโลกในกลุ่มดัชนี Dow Jones Sustainability Indices หรือ DJSI ปี 2020 ด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน 2 ปีซ้อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;www.pttgcgroup.co&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112831</URL_LINK>
                <HASHTAG>BCG Economy, BCG Economy Model, Bio-Circular-Green Economy :BCG, Bio-Polymer, BOI, Cargill, Circular Economy, GC, PLA, SD Symposium 2020 “Circular Economy: Actions for Sustainable Future, SDGs, กระทรวงพลังงาน, ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง, ธุรกิจเคมีภัณฑ์, นครสวรรค์ไบโอ  คอมเพล็กซ์, นายกรัฐมนตรี, นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์, บริษัท Cargill Incorporated, บริษัท GC International Corporation, บริษัท NatureWorks LLC (NatureWorks), บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (จำกัด) มหาชน, พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา, วัสดุที่ยั่งยืนให้ตลาดโลก, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน, หลักเศรษฐกิจหมุนเวียน, โมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน, โรงงานพลาสติกชีวภาพแบบครบวงจร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210810/image_big_611226570dc22.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99462</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/04/2021 12:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/04/2021 12:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>PTT Station - EVLOMO ร่วมนำร่องสร้างเครือข่าย EV Station ใน อีอีซี รองรับการใช้รถยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ในโครงการพัฒนา EV City บ้านฉาง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายบุญมา พนธนกรกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR และ นางสาวนิโคล หวู่ กรรมการบริษัท อีวีโลโม เทคโนโลยีส์ จำกัด หรือ EVLOMO ร่วมเยี่ยมชมการดำเนินงาน EV Station ณ PTT Station สาขาระยอง - บ้านฉาง กม.192 (ขาเข้า) โดยมี นายเรืองฤทธิ์ ประกอบธรรม นายอำเภอบ้านฉาง ร่วมงาน โดย EV Station แห่งนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง OR และ EVLOMO ซึ่งเป็นผู้ดำเนินธุรกิจด้าน EV Charging Solution ครบวงจร เพื่อร่วมสร้างเครือข่าย EV Station รองรับการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าทั้งภาคขนส่งและภาคประชาชน สนับสนุนการพัฒนาพื้นที่ในโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ตามแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy : BCG Model) ในโครงการพัฒนา EV City บ้านฉาง เพื่อให้ อีอีซี ก้าวสู่พื้นที่ปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ของภาคอุตสาหกรรมแห่งแรกในภูมิภาค ส่งเสริมการลดมลพิษในเขตอุตสาหกรรมและท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศ โดยได้ทดลองติดตั้งเครื่องชาร์จความเร็วสูง (Quick Charge) ขนาด 75 กิโลวัตต์ (kW) ที่ PTT Station 2 แห่ง ซึ่งยังอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมการให้บริการ ได้แก่ PTT Station สาขาระยอง - บ้านฉาง กม.192 (ขาเข้า) และ PTT Station สาขาแยกหาดจอมเทียนซึ่งเป็นการติดตั้งเพิ่มอีก 1 ตัวจากที่มีอยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ ปัจจุบัน OR เปิดให้บริการ EV Station ใน PTT Station รวมทั้งสิ้น 30 แห่งทั่วประเทศ และได้พัฒนาแอปพลิเคชัน &amp;ldquo;EV Station&amp;rdquo; เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า ในด้านต่าง ๆ ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และแม่นยำ อาทิ การค้นหาและนำทางสถานีชาร์จไฟฟ้า การจองช่วงเวลาชาร์จ และการสั่งเปิดปิดการชาร์จ เป็นต้น อีกทั้งยังมุ่งมั่นขยายเครือข่าย EV Station ให้ครอบคลุมเส้นทางหลักทั่วประเทศ เพื่อรองรับความต้องการของผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และพร้อมแสวงหาและร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อสร้างระบบนิเวศการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยให้สมบูรณ์ และตอบโจทย์ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าทุกประเภทให้ได้รับความสะดวกสบายในการเดินทางมากที่สุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99462</URL_LINK>
                <HASHTAG>BCG Model, Bio-Circular-Green Economy :BCG, EEC, EV Charging Solution, EV Station, EVLOMO, Net Zero Emission, OR, PTT Station, ก๊าซเรือนกระจก, นางสาวนิโคล หวู่, นายบุญมา พนธนกรกุล, นายเรืองฤทธิ์ ประกอบธรรม, บริษัท ปตท., บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน), บริษัท อีวีโลโม เทคโนโลยีส์ จำกัด, ปตท., สถานีชาร์จไฟฟ้า, อำเภอบ้านฉาง, โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210414/image_big_607683179b2a4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49197</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/10/2019 17:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/10/2019 17:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อว.ดันวิจัยพัฒนา เพื่อสร้างเศรษฐกิจสีเขียว หรือ BCG ตอบโจทย์ โลกมุ่งแก้ปัญหาขยะล้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30ต.ค.62-นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (รมว.อว.) กล่าวว่า ขณะนี้ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ไม่ใช่แค่เรื่องขยะ แต่ยังมีเรื่องคุณภาพอากาศ และอื่นๆ อีกมากมาย ดังนั้น ในประเด็นที่ท้าทายเหล่านี้จัดอยู่ในแพลตฟอร์ม เรื่องการวิจัยและสร้างนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ท้าทายของสังคม ที่รัฐบาลมีงบประมาณสนับสนุนอยู่ถึง 2.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งหากเราสามารถมาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาใช้จะสามารถเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสได้ทันที ดังนั้นรัฐบาลโดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จึงมอบหมายให้มีการผลักดันโมเดลเศรษฐกิจใหม่ &amp;nbsp;ที่เป็นเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy :BCG ) ซึ่งอยู่บนจุดแข็งของประเทศไทย เพราะเรามีเรื่องการเกษตรและความหลากหลายเชิงชีวภาพจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดของเสียที่ไม่ได้นำไปใช้ประโยชน์ อีกทั้งยังมีของเสียจากภาคอุตสาหกรรมด้วย ซึ่งการที่เราจะสามารถผลักดัน BCG ให้ขับเคลื่อนไปได้ หนึ่งในข้อต่อสำคัญ คือ ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน และภายใต้ระบบนี้ก็มีเรื่องที่สำคัญ คือ Zero waste ทั้งนี้หากเราขับเคลื่อน BCG ได้อย่างดี จะส่งผลให้รายได้ของเกษตรกรและชุมชน เพิ่มขึ้นถึง 240,000 บาท ต่อครัวเรือน/ปี โดยขณะนี้เปอร์เซ็นของ BCG ต่อผลผลิตมวลรวมของประเทศ (GDP) อยู่ที่ ร้อยละ 21 อว.ตั้งเป้าว่าภายใน 5 ปี จะขับเคลื่อนให้เป็นร้อยะ 24 ต่อ GDP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุวิทย์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาขยะล้นเมืองนับเป็นปัญหาที่สำคัญและเรื้อรังมานาน โดยในปีที่ผ่านมา มีปริมาณขยะเกิดขึ้นจำนวนกว่า 27.8 ล้านตัน ซึ่งเพิ่มขึ้น ร้อยละ 1.64 และในจำนวนขยะทั้งหมด มีการคัดแยกและนำกลับไปใช้ประโยชน์ด้วยการีไซเคิลและทำปุ๋ยอินทรีย์มเพียง 1 ใน 3 ของขยะทั้งหมด ส่วนที่เหลือจะถูกนำไปกำจัด และยังเป็นการกำจัดอย่างไม่ถูกต้องสูงถึง 7.36 ล้านตัน โดย อว.ตั้งเป้าว่า จะลดปริมาณขยะลง 16.5 ล้านตันต่อปี และเมื่อมีนโยบายและการบริหารจัดการที่เราสามารถที่จะเปลี่ยนขยะให้เป็นเงินได้ กลายเป็นการสร้าง Waste to wealth ดังนั้นการวิจัยที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้จะต้องตอบโจทย์ชุมชน และประเทศ โดยเฉพาะเรื่องสิ่งแวดล้อมที่มีการกระจายอยู่ในทุกพื้นที่ และมหาวิทยาลัยจะต้องทำงานร่วมกับภาคเอกชน ชุมชน และสตาร์ทอัพ ให้ตอบโจทย์ Zero waste อีกทั้งการทำงานร่วมกัน ตนมองว่ายังจะช่วยลดปัญหางานวิจัยขึ้นหิ้งด้วย เนื่องจากมีการนำไปใช้งานจริง อีกทั้งการวิจัยครั้งนี้จะไม่ใช่ในเชิงเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่จะครอบคลุมถึงพฤติกรรมการผลิตและบริโภคของประชากรด้วย อย่างไรก็ตาม การวิจัยเรื่อง Zero waste ไม่ได้เร่ิมจากศูนย์ ดังนั้น อว.จะรวบรวมงานวิจัยที่เกี่ยวข้องในช่วงที่ผ่าน เพื่อนำมาขยายผลด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การที่เราจะทำให้ของเสียเกิดน้อยที่สุด คือ ประสิทธิภาพการผลิตจะต้องดีกว่านี้ อีกทั้งตัวของเสียจะสามารถปรับเปลี่ยนได้ใน 2 กระบวนการสำคัญ คือ การหมุนเวียนกลับมาใช้ และการนำของเสียมาสกัดให้เกิดมูลค่าเพิ่ม เช่น งานวิจัยแปลง CO2 ให้กลายเป็นเงิน ที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) นำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน ทำให้เป็นโอเลฟินส์จำพวกเอทิลีนและโพรพิลีน ที่เป็นผลิตภัณฑ์ขั้นต้นในการผลิตเม็ดพลาสติกที่ใช้ผลิตลิ้นส่วนรถยนต์ อุปกรณ์ทางการแพทย์ เป็นต้น ประเทศในทวีปยุโรป รวมถึงญี่ปุ่นตื่นตัวเรื่องเหล่านี้มาก ซึ่งเราสามารถเข้าไปร่วมกับเขาให้การขับเคลื่อนเรื่องเหล่านี้ได้ อีกทั้งผมได้มีการหารือกับผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ของต่างประเทศ ให้เข้ามาร่วมกับประเทศไทยด้วย โดยเมื่อเร็วๆ นี้ ผมได้มีโอกาสได้หารือกับญี่ปุ่นที่กำลังจะขับเคลื่อนโครงการ Marine ขจัดไมโครพลาสติกในมหาสมุทรร่วมกับประชาคมโลก และประเทศไทยก็จะเข้าร่วมโครงการนี้ด้วย จากนั้นก็จะมีความร่วมมือกับประเทศนอร์เวย์ เกี่ยวกับคลีนเทคโนโลยี และประเทศเยอรมัน ก็จะร่วมมือเกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจชีวภาพ&amp;rdquo;รมว.อว.กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุวิทย์ กล่าวอีกว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใน อว.ได้มีการผลักดันเรื่องนี้อยู่ไม่น้อย โดยมีแนวทางดังนี้ คือ ให้หน่วยงานอว. ร่วมรณรงค์สร้างความรู้ความเข้าใจและความตระหนักให้บุคลากรในสังกัดรวมถึงผู้รับบริการและประชาชน ผ่านช่องทางการสื่อสารในรูปแบบต่างๆ ให้บุคลากรของหน่วยงาน อว. สถาบันการศึกษารวมถึงนิสิต นักศึกษาใช้ถุงผ้า กล่องข้าวและ แก้วน้ำส่วนบุคคล ให้ผู้ประกอบการร้านค้า ร้านสะดวกซื้อ และร้านอาหารภายในหน่วยงาน อว. เลือกใช้ เลือกใช้ถุงหูหิ้ว กล่องข้าว และแก้วน้ำแบบย่อยสลายง่าย และให้ลดการใช้บรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายยากในการจัดเบรคและอาหารในการประชุมต่างๆ เลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับธรรมชาติ ทั้งนี้ อว.ได้กำหนดกรอบนโยบายการบริหารจัดการขยะพลาสติก ในภาพรวมของประเทศ โดยการจัดการขยะพลาสติก ปีพ.ศ. 2561 - 2573 จะมีขยะพลาสติก 4 ประเภทที่ประเทศไทยต้องเลิกใช้ในปี 2565 คือ พลาสติกหูหิ้ว กล่องโฟมบรรจุอาหาร หลอดพลาสติก และแก้วน้ำพลาสติก พร้อมทั้งตั้งเป้าปี 2570 จะนำขยะผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์พลาสติกกลับมาใช้ประโยชน์ได้ทั้ง 100%&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49197</URL_LINK>
                <HASHTAG>bcg, Bio-Circular-Green Economy :BCG, การวิจัยและพัฒนา, นายสุวิทย์ เมษินทรีย์, อว., เศรษฐกิจสีเขียว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190914/image_big_5d7ce2ae37213.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
