<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>113663</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/08/2021 22:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/08/2021 22:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปริญญ์ แนะรัฐปรับตัวเร่งพัฒนา e-Government เพิ่มประสิทธิภาพบริการ ปชช. ในยุคราชการเวิร์คฟอร์มโฮม #WFH ไม่เวิร์ค</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ส.ค.2564&amp;nbsp;นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ รองหัวหน้าพรรคและหัวหน้าทีมเศรษฐกิจทันสมัย พรรคประชาธิปัตย์ ห่วงประชาชนที่เดือดร้อนจากการทำงานแบบเวิร์คฟอร์มโฮม (Work from home) ของหน่วยงานรัฐ และเจ้าหน้าที่รัฐที่ต้องปรับรูปแบบการทำงานกะทันหันในช่วงวิกฤตโควิด-19 แนะรัฐบาลเร่งแก้ปัญหาทันท่วงที พร้อมจัดสรรงบประมาณปี 65 มาพัฒนา e-Government ขับเคลื่อนแผนพัฒนารัฐบาลดิจิตอลให้มีประสิทธิภาพอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อปรับตัวเข้าสู่ยุค 4.0 ที่แท้จริง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ กล่าวว่า เมื่อไม่นานมานี้ตนได้รับการร้องเรียนจากประชาชนทั่วไปและผู้ประกอบการธุรกิจว่า ได้รับความความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก จากการที่หน่วยงานของภาครัฐต้องปิดให้บริการ และเจ้าหน้าที่รัฐต้องทำงานแบบเวิร์คฟอร์มโฮมตามมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดโรคโควิด &amp;ndash; 19 ของ ศบค. อย่างเคร่งครัด เพราะขั้นตอนการยื่นเอกสาร การทำธุรกรรม รวมถึงการขอความช่วยเหลือต่าง ๆ เช่น ทำพาสปอร์ต ติดต่อซ่อมระบบไฟฟ้า - ประปา และการขอเอกสารประกอบการทำธุรกิจ เป็นไปอย่างล่าช้ามาก และไม่ได้รับความสะดวกเหมือนที่ผ่านมา ซึ่งสาเหตุสำคัญเกิดจากการที่มีเจ้าหน้าที่รัฐจำนวนมากยังไม่พร้อมทำงานจากบ้าน เพราะมีข้อจำกัดด้านอุปกรณ์ เช่น ไม่มีคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก ไม่มี Fax อินเทอร์เน็ตช้าหรือไม่เสถียร เป็นต้น งานบางตำแหน่งไม่สามารถทำจากที่บ้านได้ รวมทั้งข้อมูลของแต่ละหน่วยงานยังไม่เชื่อมต่อกัน ทำให้การบริการประชาชนเกิดปัญหาอย่างต่อเนื่อง แต่อย่างไรก็ตาม การที่หน่วยงานภาครัฐเวิร์คฟอร์มโฮมก็มีข้อดี คือช่วยลดการแพร่ระบาดของโรคลงได้ ช่วยลดรายจ่ายส่วนตัวในชีวิตประจำวัน&amp;nbsp; และลดรายจ่ายโดยรวมของสำนักงานในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นรัฐบาลควรเร่งหาทางแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของดังกล่าวของประชาชนอย่างทันท่วงที ทั้งในระยะสั้น อาทิ ร่วมกับหน่วยงานรัฐวิสาหกิจและเอกชน ในการสนับสนุนอินเทอร์เน็ตบ้าน อินเทอร์เน็ตมือถือ และค่าโทรศัพท์มือถือราคาประหยัด ติดตั้งฟรี WiFi ให้ครอบคลุม ลดค่าน้ำ-ไฟ และช่วยเหลือในระยะยาวด้วย เพราะเรายังต้องอยู่กับโควิดไปอีกนาน โดยควรจัดสรรงบประมาณประจำปี 2565 มาพัฒนารัฐบาลดิจิตอล e-Government ให้เกิดขึ้นได้จริงในเร็ววัน ดังนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. พัฒนาทักษะและสมรรถนะใหม่ให้กําลังคนภาครัฐและประชาชนให้ใช้เทคโนโลยีทันสมัยได้ ผ่านการเทรนนิ่งรูปแบบต่าง ๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. นำระบบบล็อกเชน (Blockchain) มาใช้เพิ่มความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และขจัดการคอรัปชั่นในกระบวนการทำงานของภาครัฐ เช่น กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ให้มีธรรมาภิบาล &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. เดินหน้านโยบาย Paperless กับทุกหน่วยงาน แปลงเอกสารเป็นข้อมูลดิจิทัล ลด/งดการใช้กระดาษ ลดค่าใช้จ่าย ลดการส่งเอกสารระหว่างหน่วยงานรัฐ เพิ่มการบูรณาการเชื่อมโยงข้อมูลและการดำเนินงานร่วมกันระหว่างหน่วยงาน และลดภาระของประชาชนที่ต้องเจอกับขั้นตอนมากมายของระบบราชการที่ซ้ำซ้อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. สนับสนุนให้เกิด Digital Lean Management ในหน่วยงาน นำเทคโนโลยีดิจิทัลที่เหมาะสมมาปรับใช้กับการทำงาน&amp;nbsp; เช่น นำหุ่นยนต์ AI มาช่วยงานในโรงพยาบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. ปรับเปลี่ยนรูปแบบบริการของหน่วยงานรัฐให้เป็นออนไลน์ทั้งหมด เช่น การที่กระทรวงพาณิชย์ปรับหลักสูตรการเทรนนิ่งต่าง ๆ เป็นรูปแบบออนไลน์ Gen Z CEO และการที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าปรับการบริการหลายด้านให้เป็นออนไลน์ เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้ประชาชน เป็นต้น และควรพัฒนาแอปพลิเคชัน &amp;quot;ทางรัฐ&amp;quot; ให้รวมทุกบริการของภาครัฐมมาไว้ในที่เดียว &amp;ldquo;One Stop Service&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6. พัฒนาระบบการทำงานของภาครัฐให้สามารถทำงานจากที่ใดก็ได้ รองรับ Remote Working และการเวิร์คฟอร์มโฮมถาวรในอนาคต เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายของหน่วยงานภาครัฐ อย่างที่รัฐวิสาหกิจและเอกชนหลายแห่งกำลังทำอยู่ตอนนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7. การบูรณาการข้อมูลข้ามหน่วยงานและใช้ Big Data เพื่อเป็นประโยชน์กับการตัดสินใจและเพิ่มประสิทธิภาพการบริการประชาชน เช่น ประชาชนที่มีสิทธิ์ควรได้รับการคืนภาษีโดยอัตโนมัติและไม่ต้องยื่นเรื่องขอเอง รวมถึงการเข้าถึงรัฐสวัสดิการที่ควรสะดวกขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8. พัฒนาระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัย Cyber Security เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในการใช้บริการรัฐบาลดิจิตอล &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9. การปรับ/ตัดกฎหมาย กฎระเบียบให้เอื้อต่อการขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิตอล เช่นการเบิกจ่าย การใช้บัตรประชาชนดิจิตอล &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลมีแผนพัฒนารัฐบาลดิจิตอล 2563-2565 ที่ชัดเจนแล้วแต่ยังขาดการบูรณาการในการขับเคลื่อนให้แผนดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในยุค &amp;ldquo;New Normal&amp;rdquo; ที่มาถึงเร็วกว่าที่หลายคนคาดจากการเกิดวิกฤติโควิด ดังนั้นภาครัฐต้องเร่งแผนการขับเคลื่อนและจัดสรรงบประมาณให้เหมาะสมเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้โดยด่วน &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113663</URL_LINK>
                <HASHTAG>Blockchain, e-Government, Paperless, Work from Home, การทำงานแบบเวิร์คฟอร์มโฮม, ขับเคลื่อนแผนพัฒนารัฐบาลดิจิตอล, จัดสรรงบประมาณปี 65, นายปริญญ์ พานิชภักดิ์, พรรคประชาธิปัตย์, พัฒนา e-Government, ยุค 4.0, ระบบบล็อกเชน, หน่วยงานรัฐ, หัวหน้าทีมเศรษฐกิจทันสมัย, ห่วงประชาชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210817/image_big_611bcf0355758.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23288</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/12/2018 19:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/12/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>Open Data และ AI เพื่อความยุติธรรมที่ประชาชนมีส่วนร่วม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อพูดถึงกระบวนการยุติธรรม เรามองไม่เห็นภาพของการอำนวยความสะดวกในกระบวนการยุติธรรม แต่เห็นภาพของการใช้อำนาจมาต่อสู้กัน เมื่อพูดถึงประชาธิปไตยที่ต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วม หากรัฐบาลไม่เปิดเผยข้อมูลที่แท้จริงแล้วจะให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมได้อย่างไร สถาบันยุติธรรมแห่งประเทศไทย ร่วมกับภาคีเครือข่าย เปิดเวทีระดมความคิดเห็นเพื่อหากระบวนการและเครื่องมือใหม่ๆ ในการแก้ปัญหา และเพิ่มพลังในการส่งเสริมความยุติธรรมให้กับประชาชน โดยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ มาเป็นเครื่องมือติดตามและตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการดูแล ตรวจสอบ อันจะนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงได้อย่างมหาศาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ช่วง 2-3 ปีมานี้คำว่า &amp;lsquo;Blockchain&amp;rsquo; เป็นคำฮิตติดหู ในฐานะเทคโนโลยีที่จะเข้ามาเปลี่ยนโฉมอนาคต โดยที่ผ่านมา คนทั่วไปมักจะรู้จัก Blockchain ว่าเป็นระบบหลังบ้านที่ขับเคลื่อนสกุลเงินดิจิทัลอย่าง Bitcoin ทว่าด้วยคุณลักษณะเด่นที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง สามารถย้อนกลับไปตรวจสอบความโปร่งใสได้ เทคโนโลยีนี้จึงเริ่มถูกนำมาใช้ประโยชน์กับเรื่องอื่นๆ นอกเหนือจากโลกการเงินด้วย ว่ากันว่า Blockchain จะเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีเขย่าโลก (disruptive technology) ที่เข้ามาปฏิวัติอุตสาหกรรมต่างๆ อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสร้างความโปร่งใสและความเป็นธรรม และการต่อต้านคอร์รัปชัน โดยใช้เทคโนโลยี Blockchain ที่เอื้อให้เกิดกระบวนการตรวจสอบย้อนหลัง พลังสำคัญคือการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยนำเทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือติดตามและตรวจสอบสร้างความโปร่งใส ให้คนเข้าถึงความยุติธรรมได้โดยไม่ต้องรอภาครัฐเพียงอย่างเดียว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การเปิดเผยแลกเปลี่ยนข้อมูลดิจิทัล (Open Data) จะทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูล อันเป็นปัจจัยสำคัญที่จะก่อให้เกิดความโปร่งใส ผลักดันให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการให้ข้อมูลทั้งทางด้านนโยบายและการแก้ปัญหา ที่สำคัญคือ ประชาชนมีอำนาจในการตรวจสอบการทำงานของบุคคล หน่วยงานสาธารณะ รวมไปถึงการบริหารงานของภาครัฐ โดยหน่วยงานภาครัฐต้องยินยอมที่จะเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนเข้าถึง มีข้อถกเถียงมากมายเกี่ยวกับเรื่องการเปิดเผยข้อมูลว่าเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลหรือไม่ ในการเปิดเผยข้อมูลนั้นต้องประกอบด้วยหัวใจ 3 ประการ ได้แก่ ข้อมูลต้องเข้าถึงได้ง่าย ดาวน์โหลดได้ฟรี และอยู่ในรูปแบบที่เผยแพร่ได้ ภายใต้เงื่อนไขการอนุญาตให้นำมาเผยแพร่หรือนำไปใช้ร่วมกับข้อมูลอื่นได้ แต่ไม่อนุญาตให้นำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ การนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาต่อยอดเพื่อประมวลความเชื่อมโยงของข้อมูลจะช่วยในการยกระดับให้ความยุติธรรมสามารถเข้าถึงได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น และยังเป็นเครื่องมือในการประมวลผลข้อมูลเพื่อเพิ่มพลังการตรวจสอบให้อยู่ในมือของประชาชนทุกคน อันเป็นแนวคิดใหม่ที่สามารถนำไปขยายผลได้อย่างเป็นรูปธรรม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;จิตติมา กุลประเสริฐรัตน์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;(g.jittima02@gmail.com)
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23288</URL_LINK>
                <HASHTAG>Blockchain, จิตติมา กุลประเสริฐรัตน์, ปัญญาประดิษฐ์, เป็นเรื่องเป็นราว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180117/image_big_5a5f23f7bc12c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18670</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/09/2018 09:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/09/2018 09:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“พาณิชย์”หนุนใช้บล็อกเชนค้าขายข้าวอินทรีย์ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พาณิชย์&amp;rdquo;จับมือเกษตรกรรุ่นใหม่ใช้ Blockchain ในขั้นตอนการค้าขายข้าวอินทรีย์ เพื่อลดขั้นตอนการส่งออก และเพิ่มความสะดวกในการตรวจสอบย้อนกลับ พร้อมขอสถานทูตอังกฤษ ช่วยทำโครงการศึกษานำ Blockchain มาใช้ในภาคธุรกิจของไทย ทั้งการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา และการชำระเงินในการส่งออก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า สนค.ได้เล็งเห็นความเป็นไปได้ในการนำ Blockchain มาช่วยยกระดับภาคเกษตร และการทำงานของกระทรวงพาณิชย์ โดยได้มีการหารือกับกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่เพื่อทดลองนำ Blockchain มาใช้ในการค้าข้าวอินทรีย์ โดยเน้นการทำกระบวนการตรวจสอบข้อมูลย้อนกลับ เพราะปกติกระบวนการตรวจรับรองมาตรฐานข้าวอินทรีย์ และการขออนุญาตส่งออกข้าวจะใช้เวลานาน 15-20 วัน จากการมีเอกสารซับซ้อน ต้องประสานกับหลายหน่วยงาน ทั้งภาครัฐและเอกชน แต่หากนำ Blockchain มาใช้ จะสามารถลดจำนวนเวลาได้เหลือไม่เกิน 3 วัน และช่วยเพิ่มความโปร่งใส ลดต้นทุนเกษตรกร ลดเวลา และเพิ่มความน่าเชื่อถือหรือไว้ใจให้กับผู้นำเข้าข้าวอินทรีย์ของไทยในต่างประเทศได้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เทคโนโลยีสมัยใหม่หลายอย่าง Blockchain จะสามารถช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ตลอดจนเกษตรกรรายย่อย ที่เป็นคนกลุ่มใหญ่ของประเทศให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ รวมทั้งจะพัฒนาเศรษฐกิจการค้าท้องถิ่นให้เข้มแข็งได้เพิ่มขึ้นด้วย เพราะเทคโนโลยีสมัยใหม่จะช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจไทยได้อย่างแน่นอน&amp;rdquo;น.ส.พิมพ์ชนกกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังได้ขอการสนับสนุนจากสถานทูตอังกฤษประจำประเทศไทย เพื่อจัดทำโครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการนำ Blockchain มาใช้ในภาคธุรกิจของประเทศไทย 2 โครงการ ได้แก่ โครงการ Blockchain เพื่อช่วยเรื่องการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา และโครงการ Blockchain for trade finance เพื่อปรับปรุงกระบวนการชำระเงินของผู้ประกอบการในการส่งออก อันจะช่วยสร้างโอกาสทางการค้าแก่ผู้ประกอบการ ลดขั้นตอนการทำงานและเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการภาครัฐในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบัน เทคโนโลยี Blockchain สามารถนำมาใช้ในการค้าอย่างหลากหลาย เช่น การทำกระบวนการตรวจสอบย้อนกลับ (traceability) การยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (Digital ID) การบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา (IP) เชิงพาณิชย์ การเงินเพื่อการค้าระหว่างประเทศ (Trade Finance) เป็นต้น ซึ่งหลายอย่างเกี่ยวข้องกับงานที่พาณิชย์รับผิดชอบ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18670</URL_LINK>
                <HASHTAG>Blockchain, ค้าขายข้าวอินทรีย์, ยกระดับรายได้, ลดขั้นตอนการส่งออก, “พาณิชย์”</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180801/image_big_5b61c89c4d89d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8389</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/05/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/05/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิตคอยน์ไทย&#039; เทรดวันแรกร่วง นักลงทุนเทขาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;JFin Coin&amp;quot; โทเคนไทยเทรดวันแรกร่วง เปิด 6.45 บาทต่ำกว่าจอง นักลงทุนเทขายทำกำไร คาดมีเสถียรภาพหลังระบบ DLP ชัดเจนเดือน ต.ค. และนำ Blockchain มาใช้ในปี 62 พร้อมเดินสายโรดโชว์ต่างประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม นายธนวัฒน์ เลิศวัฒนารักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ เวนเจอร์ส จำกัด &amp;nbsp;(JVC) บริษัทย่อยในกลุ่มบริษัท เจมาร์ท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การระดมทุนด้วยการทำ Initial Coin Offering (ICO) ของเหรียญ JFin Coin ซื้อขายในตลาดรองเป็นครั้งแรกบนกระดาน Coin Asset จำนวน 100 ล้านโทเคน เปิดตลาดที่ราคา 6.45 บาทต่อโทเคน &amp;nbsp;ต่ำกว่าราคาจองที่ 6.60 บาทต่อโทเคน ประเมินว่ามาจากการที่นักลงทุนซื้อขายด้วยอารมณ์เป็นหลัก รวมถึงแรงขายจากผู้ซื้อช่วงเสนอขายที่ได้ลดราคา 10% ทำให้มีการขายทำกำไรออกมาพอสมควร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับ JFin Coin มีจำนวนดิจิทัลโทเคนทั้งหมด 300 ล้านโทเคน นำมาทำ ICO ในรอบนี้ครั้งแรก 100 ล้านโทเคน ที่ราคาขาย 6.60 บาทต่อโทเคน เงินที่ได้จากการระดมทุนในครั้งนี้ประมาณ 660 ล้านบาท โดยมองว่าราคาจะเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น หลังจากที่ระบบสินเชื่อแบบดิจิทัลที่ไม่มีตัวกลาง Digital Lending Platform (DLP) จะมีความชัดเจนช่วงเดือน ต.ค.นี้ และในปี 62 คาดว่าจะเริ่มเห็น Decentralized Digital Lending Platform (DDLP) ที่จะนำเทคโนโลยี Blockchain มาร่วมใช้ให้เกิดศักยภาพมากขึ้น นอกจากนี้ ยังเพิ่มกระดานเทรดใน Cash2Coins ในวันที่ 9 พ.ค.นี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมาได้มีการทดสอบปล่อยกู้ให้กับลูกค้าของ DTAC วงเงิน 3 ล้านบาท จำนวน 2,000 ราย ในอัตราดอกเบี้ย 15% ซึ่งมีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) เฉลี่ย 30% โดยบริษัทจะใช้เก็บข้อมูลเพื่อนำมาพัฒนาระบบต่อไปในอนาคต นอกจากนี้ ยังมีแผนจะเดินทางไปนำเสนอข้อมูล (โรดโชว์) ที่สิงคโปร์ ฮ่องกง และเวียดนาม เพื่อประชาสัมพันธ์ระบบ DDLP และช่วยสร้างมูลค่าการซื้อขายของเหรียญโทเคนให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น ทั้งนี้ ตั้งเป้ามีมูลค่าการซื้อขายติด 100 อันดับแรกของตลาด Cryptocurrency ของโลกในอนาคต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;หน้าที่ของ JVC ต่อจากนี้คือ การให้ข้อมูลและบอกความเคลื่อนไหวของบริษัทอย่างต่อเนื่อง โดยมีแผนโรดโชว์ในต่างประเทศเพิ่มเติมอีก เริ่มต้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก่อน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเข้าถึงผู้ลงทุนทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ด้วยความมุ่งหวังให้ JFIN เป็นที่รู้จักในฐานะเหรียญของคนไทยที่ได้รับการยอมรับระดับสากล และวางแผนไปเทรดในกระดานต่างประเทศที่ HitBTC ที่ฮ่องกง และ Upbit ที่เกาหลีใต้ ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการ&amp;rdquo; นายธนวัฒน์ ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายอดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เจ มาร์ท (JMART) กล่าวว่า ในไตรมาสแรกคาดกำไรสุทธิของบริษัทอาจอยู่ในระดับที่ลดลง หลังจากบริษัทมีการตั้งสำรองมาตรฐานบัญชีใหม่ (IFRS9) ในบริษัท JFintech ขณะที่รายได้ยังสามารถเติบโตได้เป็นปกติ โดยประเมินว่าตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป ผลประกอบการรวมจะเข้าสู่ภาวะปกติ ซึ่งล่าสุดบริษัทได้เข้าลงทุนในธุรกิจประกันภัย บมจ.ฟีนิกซ์ ประกันภัย (ประเทศไทย) ผ่านบริษัทย่อย คาดจะเริ่มรับรู้รายได้ช่วงไตรมาส 2 เป็นต้นไป อีกทั้งยังมีการศึกษาเข้าลงทุนธุรกิจอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ราคาหุ้นที่ปรับตัวลดลงนั้น มองว่านักลงทุนกังวลเรื่องผลประกอบการที่ลดลงจากการปรับมาตรฐานบัญชี แต่คาดว่าเป็นเพียงปัจจัยระยะสั้นเท่านั้น เนื่องจากบริษัทจะมีผลประกอบการโตอย่างเต็มที่อย่างมีประสิทธิภาพได้ในปี 62 ขณะเดียวกัน ยังมีกองทุนเข้ามาให้ความสนใจบ้างพอสมควร แต่บริษัทไม่ได้ให้ความสำคัญเรื่องราคาหุ้นมากนัก ซึ่งอยากพัฒนาพื้นฐานของธุรกิจให้เติบโตได้ดี&amp;quot; นายอดิศักดิ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 27 มี.ค.2561 ได้เห็นชอบร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การประกอบสินทรัพย์ดิจิทัล &amp;nbsp;ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ตามขั้นตอนก่อนที่จะมีการส่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อมีผลบังคับใช้ตามกฎหมายต่อไป คณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอเพียงให้ตัดคำว่าสกุลเงินอื่นๆ &amp;nbsp;ในร่างกฎหมายออกไปก่อน คงไว้แต่ส่วนของสกุลเงินดิจิทัลที่เกิดขึ้นแล้วคือคริปโตและโทเคน โดยในอนาคตหากมีสกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ เพิ่ม ค่อยเสนอเพิ่มเติม ขณะที่การจัดเก็บภาษีที่เกิดขึ้นจากธุรกรรมเงินดิจิทัลยังคงสัดส่วนการจัดเก็บตามที่กรมสรรพากรเสนอ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ในการจัดเก็บภาษีที่เกิดขึ้นจากการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลยังคงไว้ที่ 15% รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม อย่างไรก็ตาม หากมีการแลกเปลี่ยนกันโดยไม่มีผลกำไรเกิดขึ้นให้เสียเฉพาะในส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี ภาครัฐยืนยันว่ากฎหมายดังกล่าวไม่ได้ปิดกั้นการลงทุน แต่เป็นการควบคุมให้อยู่ในกรอบ ไม่ได้เปิดเสรี โดยกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย &amp;nbsp;(ธปท.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ดูแลเรื่องนี้อย่างเต็มที่ เพื่อไม่ให้มีความเสี่ยงที่จะมีผลกระทบกับความมั่นคง.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ยุติธรรม เป็นประธานเปิดการประชุมคองเกรสนานาชาติ ของสภาเจ้าพนักงานบังคับคดีระหว่างประเทศ ครั้งที่ 23 ในหัวข้อ หลักประกันความยุติธรรมที่มั่นคงและยั่งยืน : เจ้าพนักงานบังคับคดี องค์ประกอบสำคัญของหลักธรรมาภิบาล ซึ่งจัดขึ้นโดยกรมบังคับคดีและสภาเจ้าพนักงานบังคับคดีระหว่างประเทศ (UIHJ)&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดย น.ส.รื่นวดี สุวรรณมงคล อธิบดีกรมบังคับคดี กล่าวว่า การบังคับคดีของไทยมีกรอบระยะเวลาที่ชัดเจน หลังการขายทอดตลาดในคดีที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อนโจทก์จะได้รับเงินคืนภายใน 45 วัน และหากมีอีเพย์เมนต์ จะย่นระยะเวลาในการชำระหนี้เร็วยิ่งขึ้น ในเวลาการประชุมบังคับคดีนานาชาติซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพครั้งแรกในรอบ 66 ปี จะนำเสนอประเด็นหลักประกันความปลอดภัยของข้อมูลลูกหนี้ว่าจะสามารถเปิดเผยได้แค่ไหน และหลักประกันความยุติธรรมด้านเครื่องมือระบบดิจิทัลเพื่อความยุติธรรมที่ยั่งยืน ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคต โดยกรุงเทพฯ จะเป็นเวทีแรกในระดับโลกที่หยิบยกประเด็นสินทรัพย์ดิจิทัลขึ้นมาหารือเพื่อวางแนวกฎหมายบังคับคดีอย่างเป็นระบบ โดยจะศึกษาว่าจะสามารถยึดอายัดทรัพย์ดิจิทัลและเงินบิตคอยน์อย่างไรด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8389</URL_LINK>
                <HASHTAG>Blockchain, Coin Asset, Initial Coin Offering, JFin Coin, การระดมทุน, นักลงทุนเทขายทำกำไร, นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ, ระบบ DLP, ราคาหุ้นที่ปรับตัวลดลง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โทเคนไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180502/image_big_5ae9cdd1a5c34.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
