<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>105507</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/06/2021 08:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/06/2021 08:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ความท้าทายของไทยในการใช้รถ EV          </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;

&amp;nbsp; &amp;quot;รถEV&amp;quot; ที่ย่อมาจากคำว่า Electric Vichicle &amp;nbsp; หรือรถยนต์ที่ขับเคลื่อนโดยใช้พลังงานไฟฟ้า กำลังเป็นเทรนด์ของโลก เพราะสอดคล้องกับแนวโน้มกับปัญหาพลังงานฟอสซิล ที่นับว่าจะน้อยลง และอาจจะหมดโลกในที่สุด กับปัญหาสิ่งแวดล้อม ที่โลกกำลังเผชิญ ทั้งปัญหาก๊าซเรือนกระจก มลภาวะทางอากาศ ปัญหาโลกร้อน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่นับวันจะแปรปรวนมากขึ้นทุกที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
อย่างในนครลอสแองเจิลลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ตั้่งเป้าที่จะเปลี่ยนรถยนต์ ที่วิ่งกันตามถนนให้เป็นรถEV ทั้งหมดภายในปี ค.ศ. 2035&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
สำหรับ ในประเทศไทย รถขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า อาจจะเป็นสิ่งใหม่ แม้จะเห็นรถยนต์ประเภทนี้ วิ่งประปรายตามท้องถนนกันบ้างแล้ว แต่ด้วยเทรนด์ของรถ อีวี ที่มาแรงมาก ทำให้ผู้ผลิตพลังงานรายใหญ่ของไทย ไม่ว่าจะเป็นการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน)ก็โดดลงสู่สนามการเป็นผู้ให้บริการจุดชาร์จไฟฟ้า สำหรับรถอีวีกันแล้ว ส่วนการพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับรถ EV ก็กำลังเป็นที่จับตาของคนทั่วโลกด้วยเช่นกัน โดยเชื่อกันว่า จะมีเทคโนโลยีที่ล้ำยุค ตอบสนองความต้องการผู้บริโภคได้อย่างหลากหลายฟังก์ชั่น จะทะยอยออกมาเรื่อยๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
ในแง่ผลดีต่อสิ่งแวดล้อมของรถEV &amp;nbsp;ข้อมูลจากนิตยสาร Green Network ระบุว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านยานยนต์ได้วิเคราะห์สถานการณ์การใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป คือ ประเทศนอร์เวย์ เป็นตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป จากข้อมูลหน่วยงานที่ดูแลเรื่องการจราจรในประเทศนอร์เวย์ เปิดเผยยอดจำหน่ายรถยนต์ในปี พ.ศ. 2561 ที่ผ่านมาว่า ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าแบบไร้มลพิษมีผู้ซื้อเพิ่มขึ้นจำนวน 46,143 คัน รวม 31.2% จากยอดขายทั้งหมดในยุโรป แซงหน้าประเทศเยอรมนีที่สถิติการใช้รถยนต์ไฟฟ้า 36,216 คัน และประเทศฝรั่งเศสสถิติ 31,095 คัน นอร์เวย์จึงได้รับสมญานามว่าเป็นเมืองรถยนต์ไฟฟ้าอันดับ 1 ของโลก อีกทั้งการติดตั้งระบบชาร์จไฟอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ นับว่าเป็นผลมาจากการส่งเสริมอย่างจริงจังที่ได้ตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่ารถทุกคันจะต้องเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าภายในปี พ.ศ. 2568&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับประเทศไทย จากการประชุมคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) ครั้งที่ 2/2564 เมื่อ พ.ค. 64 ที่ผ่านมา สำหรับแนวทางการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ของประเทศตามนโยบาย 30/30 เพื่อก้าวสู่การเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนที่สำคัญของโลก โดยมีการกำหนดเป้าหมายการผลิตและการใช้รถ EV ซึ่งภายในปี 2573 จะมีการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถยนต์นั่งและรถกระบะทั้งสิ้น 725,000 คัน ประเภทรถจักรยานยนต์จะมีการผลิตทั้งสิ้น 675,000 คัน และประเภทรถบัส/รถบรรทุกจะมีการผลิตทั้งสิ้น 34,000 คัน และมีการติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้า และเป้าหมายการผลิตแบตเตอรี่ รวมถึงพิจารณาแนวทางส่งเสริม EV ให้เป็นรูปธรรมเพื่อบรรลุเป้าหใายให้ได้ตามกำหนด ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกที่จะนำพาประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
โดยในงานเสวนา Roundtable Talk: How To Make Clean Public Transport Possible? &amp;nbsp;ร่วมระดมกำลังและ &amp;ldquo;นำพาอากาศสะอาดสู่ภาคการขนส่งไทย&amp;rdquo; ที่จัดขึ้นโดย Techsauce ร่วมกับ Bosch Thailand &amp;nbsp;บนแฟลตฟอร์มออนไลน์ ก็ได้กล่าวถึงแนวทางการใช้รถ EV เพื่อลดปัญหามลพิษทางอากศ ยกระดับการใช้ชีวิตของประชากรในประเทศให้กลับมาสูดอากาศบริสุทธิ์ได้อีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
ภาพรวมของปัญหามลพิษในประเทศไทย พันศักดิ์ ถิรมงคล ผู้อำนวยการกองจัดการคุณภาพอากาศและเสียง กรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า มลพิษทางอากาศมีแหล่งกำเนิดจากหลายแห่งไม่ว่าจะเป็น โรงงานอุตสาหกรรม , การจราจร , การเผาในที่โล่ง &amp;nbsp;ดังนั้น สัดส่วนความหนาแน่นจะขึ้นอยู่กับพื้นที่ และเวลา เพราะแต่ละแหล่งกำเนิดนั้นจะเกิดในช่วงเวลาที่ต่างกัน ส่วนมลพิษทางอากาศที่ประชาชนอาศัยอยู่ในตัวเมืองต้องพบเจอตลอดเวลาจะมาจากการจราจรเป็นส่วนใหญ่ ที่ผ่านมากรมควบคุมมลพิษได้มีการแจกจ่ายระบบวัดดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) Data ผ่านทางกรมควบคุมมลพิษกว่า 70 แห่ง ใน 40 จังหวัดทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
พันศักดิ์ &amp;nbsp;กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังมีเครือข่ายในการตรวจสอบ อย่างในกรุงเทพฯ กว่า 50 สถานี โดยข้อมูลทุกอย่างจากแต่ละสถานีจะถูกจัดเก็บไว้ในฐานข้อมูล เพื่อนำเอามาใช้รายงานให้แก่ผู้ศึกษาวิจัย หรือหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ใช้ในการประเมินคุณภาพโครงการของการใช้รถ EV รวมทั้งใช้รายสภาพอากาศรายวันให้กับประชาชนทุกคนที่คอยติดตามสภาพอากาศ โดยข้อมูลดัชนีคุณภาพอากาศจะถูกรายงานไปในหลายแพลตฟอร์ม ในแบบรายชั่วโมง หรือ Near Real-time ฉะนั้นก็สามารถพูดได้ว่าข้อมูลเหล่านี้ถือเป็นข้อมูลของประชาชนด้วยเช่นกัน

ด้าน จักรกฤช ตั้งใจตรง ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านวิศวกรรมยานยนต์ สำนักวิศวกรรมยานยนต์ (สนว.) กรมการขนส่งทางบก กล่าวถึงบทบาทการจัดการมลพิษทางอากาศ ในภาคการขนส่งทางถนนไม่ว่าจะทางอ้อมหรือทางตรง แบ่งเป็น 2 แนวทาง คือ มาตรฐานมลพิษรถจดทะเบียนใหม่ เช่น รถจักรยายนต์ ต้องมีมาตรฐานมลพิษระดับ 6 หรือ EURO4 รถยนต์และรถปิคอัพ SI มาตรฐานมลพิษระดับ 8 , CI มาตรฐานมลพิษระดับ 7 หรือ EURO4 ทั้งคู่ เป็นต้นและการตรวจสภาพรถค่าควันดำต้องไม่เกิน 45% ซึ่งข้อมูลการตรวจจับรถบรรทุกควันดำทั่วประเทศล่าสุด พบควันดำเกินมาตรฐาน 46% พักห้ามใช้ จำนวน 1,470 คัน จากการตรวจทั้งหมดกว่า 175,000 คัน โดยรถบรรทุกในประเทศไทยมีกว่า 1 ล้านคัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพประเมินแัจจัยที่สร้างคาร์บอนได้ออกไซด์มากที่สุดในประเทศ

ส่วนการจัดการปัญหาการปล่อยมลพิษควันดำ จักรกฤช กล่าวว่า &amp;nbsp;ในส่วนของรถที่มีอยู่แล้วหากมีการพบเห็น ก็จะดำเนินการตามกฎหมาย และการสนับสนุนรถ EV โดยมีแผนการดำเนินงาน เช่น ปรับวิธีการคิดอัตราภาษี เดิมมีกฎหมายออกมาตั้งแต่ปี 2550 สำหรับรถไฟฟ้ามีการลดภาษีให้ อย่างรถขนาด 1,800 CC จะเก็บภาษี 1,800 บาท แต่รถไฟฟ้าจะเก็บภาษีที่ &amp;nbsp;1,000 บาท และมีการกำหนดแนวทางมาตรการภาษีใหม่ โดยคิดภาษีตามปริมาณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ และCC เครื่องยนต์ โดยภาษีตรงนี้จะนำไปใช้ในการปรับปรุงซ่อมแซมถนนส่วนที่มีความเสียหายจากการเดินรถ หรือจะกล่าวโดยง่าย คือ ถ้ารถมีการทำลายสิ่งแวดล้อม หรือถนน ก็จะมีการเก็บภาษีแพงขึ้นไปตามลำดับ

&amp;ldquo;อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทยปัจจุบันนี้ยังไม่สามารถข้ามขั้นจากการเปลี่ยนเครื่องยนต์สันดาป หรือ Internal Combustion Engine: ICE ไปเป็นยานยนต์ไฟฟ้า(EV)ได้เลยทันที &amp;nbsp;เนื่องจากมีกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนและผลิตรถยนต์ที่ยังต้องอาศัยกันและกัน ดังนั้นแผนเบื้องต้น ในช่วง 3-5 ปีแรกของการซื้อรถ EV จะมีการลดภาษีให้กับรถประเภทนี้ (จะต้องมีการจดทะเบียนในช่วงก่อนปี 2573) ซึ่ง ณ ตอนนี้มีการเร่งแก้ไข พ.ร.บ. รถยนต์ พ.ศ. 2522 ให้แล้วเสร็จภายในปี 2564-2565 ทั้งนี้ เพื่อต้องการสนับสนุน และกระตุ้นให้มีการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในประชาชนทั่วไป และในภาคของการขนส่งสาธารณะด้วยเช่นกัน&amp;rdquo; จักรกฤช กล่าวถึงความเป็นไปได้ในการเปลี่ยนไปใช้รถ EV&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การนำ AI และ IoT เข้ามาผนวกทำให้มีการคิดค้นนวัตกรรมอย่าง กล่องตรวจสอบสภาพมลภาวะ

&amp;nbsp; วฤต รัตนชื่น ผู้อำนวยการฝ่ายแผนยุทธศาสตร์ กฟผ. กล่าวว่า ในประเทศไทยภาคส่วนที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ มากที่สุดคือ ส่วนการผลิตไฟฟ้า หากในอนาคตเมื่อมีการปรับเปลี่ยนไป ทางภาคของการขนส่งก็จะมีการใช้ไฟฟ้ามากขึ้น และปริมาณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ก็จะมาเพิ่มที่ในส่วนของการผลิตไฟฟ้าขึ้นไปอีก ดังนั้น จึงต้องมีการนำเอาพลังงานทดแทนเข้ามา ซึ่งได้มีการดำเนินการ 3 ส่วน คือ1. เพิ่มแหล่งผลิตไฟฟ้า ตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ โดยจะเพิ่มแหล่งผลิตไฟฟ้าบริเวณอ่างเก็บน้ำ 2. สร้าง Ecosystem แบบ Grid Modernization คือ การทำให้ระบบไฟฟ้ามีความยืดหยุ่น โดยจะมีการตั้งศูนย์พยากรณ์พลังงานหมุนเวียนที่ผันผวน ปรับแหล่งผลิตไฟฟ้าให้พร้อมรับกับความผันผวนต่าง ๆ รวมทั้งพัฒนา Energy Storage และในอนาคตจะมีการศึกษาเรื่องการ Reuse แบตเตอรี่เก่าของรถยนต์มาใช้ในการผลิตไฟฟ้า

และ 3. สร้าง Ecosystem เชิงการบริหารจัดการ โดยจะสร้างกลไกให้กับบริษัทจากต่างประเทศที่จะเข้ามาลงทุนในบ้านเราได้ซื้อไฟจากเราไปใช้ เพราะ สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ประกาศว่าในปี 2050 และจีนประกาศปี 2060 รวมไปถึงนโยบายของสหรัฐอเมริกา ในการลดปล่อยก๊าซ CO2 ลง 55% ซึ่งบริษัทที่มาจากประเทศเหล่านี้ที่กำลังมาลงทุนในประเทศไทย กำลังมองหาพลังงานสะอาด โดยมีเป้าหมายใช้พลังงานสะอาดหรือพลังงานทดแทนให้ได้ 100% ในปี 2025

ชยุตม์ จัตุนวรัตน์ Investment Manager &amp;amp; Venture Lead-Incubation PTT Public Company Limited กล่าวว่า ปัจจุบันมีหลายบริษัทที่ต้องการจะใช้พลังงานสะอาด แต่ยังหาไม่ได้ จึงมีการทำโครงการ ReAcc - Renewable Energy Acceleration Platform ขึ้นมาเพื่อให้สามารถหาพลังงานสะอาดได้ง่ายขึ้น โดยมีเป้าหมายคือ ต้องการให้ผู้ซื้อสามารถเลือกได้ด้วยตนเองว่าจะซื้อจากแหล่งไหน และเป็นพลังงานสะอาดหรือไม่ โดยมีการทำงาน เช่น แพลตฟอร์มระบบบล็อกเชนที่พัฒนาโดย ปตท.เพื่อรองรับธุรกรรมเกี่ยวกับพลังงานหมุนเวียนอย่างครบวงจรรายแรกในประเทศ ระบบอำนวยความสะดวกและเพิ่มประสิทธิภาพความปลอดภัย คือการซื้อ-ขายใบรับรองพลังงานหมุนเวียนที่สอดคล้องกับมาตรฐาน I-REC Standard, การทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้า และการใช้พลังงานหมุนเวียนกับรถยนต์ไฟฟ้า ตัวแทนให้บริการขึ้นทะเบียนอุปกรณ์พลังงานหมุนเวียน การขอใบรับรอง และการซื้อขายใบรับรอง REC One Stop Service เป็นต้น หวังว่าแพลตฟอร์มนี้จะเป็นตัวช่วยสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.แผนการดำเนินการเรื่อง EV&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;

นฤมล นวลปลอด Head of Strategy, Maketing and Sale Bosch Mobility Solutions SEA กล่าวว่า จากการศึกษาและพัฒนาต่างๆเกี่ยวยานยนต์ ได้มีการทำโปรเจกต์ที่เกี่ยวกับระบบส่งกำลังไฟฟ้ามาแล้วกว่า 90 โครงการ ทำให้ปัจจุบันนี้มีรถยนต์ที่ใช้ระบบส่งกำลังไฟฟ้าของ BOSCH วิ่งอยู่บนถนนกว่า 2.5 ล้านคันทั่วโลก นอกจากนี้ยังศึกษาพบว่าระบบเบรกในรถยนต์ก็ทำให้เกิด PM 2.5 เช่นกัน จากตรงนี้ก็ได้มีการนำเอาเทคโนโลยี Regenerative Breaking System เข้ามาพัฒนา โดยเทคโนโลยีตัวนี้จะใช้งานในยานยนต์ที่เป็น Hybrid และ EV ทำให้ระบบเบรกเป็นระบบชาร์จไฟ และช่วยลดค่าการเกิดฝุ่นได้ถึง 95% ในส่วนโปรเจกต์อื่น ๆ ที่มาเป็นตัวช่วยในการลดมลภาวะ ด้วยการนำ AI และ IoT เข้ามาผนวกทำให้มีการคิดค้นนวัตกรรมอย่าง กล่องตรวจสอบสภาพมลภาวะ เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาประมวล วิเคราะห์และใช้ระบายรถในที่ที่มีมลภาวะสูง จากการศึกษาพบว่าทั่วโลกมีตัวเลขเฉลี่ยการวนหาที่จอดรถประมาณ 30 นาที

นฤมล มองถึงความท้าทายจุดแรกของการเปลี่ยนผ่านไปเป็นพลังงานไฟฟ้าว่า &amp;nbsp;ทั้งยานยนต์ไฟฟ้า และเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาจากความต้องการการใช้รถใช้ถนนที่หลากหลาย ทั้งรถโดยสารสาธารณะ การใช้รถส่วนตัว หรือการใช้ยานยนต์เพื่อการพาณิชย์ และการเปลี่ยนผ่านในแต่ละภูมิภาคใช้ระยะเวลาที่ไม่เท่ากัน มาจากปัจจัยทั้งการบังคับใช้กฎหมาย สภาพเศรษฐกิจ และสังคม รวมทั้งการขอความร่วมมือกับภาคการขนส่งเอกชนให้มีการเปลี่ยนผ่านทันทีเลยอาจจะไม่ใช่เรื่องง่าย &amp;nbsp;ดังนั้น ภาครัฐต้องเตรียมการ รวมถึงมีการประชาสัมพันธ์แผนงานต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดความชัดเจนในวงกว้าง เช่น แผนการใช้งานยานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ หรือการคาดการณ์ความพร้อมของประเทศไทยในการรองรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อให้ฝั่งของผู้ผลิต ผู้ให้บริการ และผู้รับบริการได้มีการเตรียมตัว และมีความพร้อมในการเปลี่ยนผ่านในครั้งนี้ด้วย



&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105507</URL_LINK>
                <HASHTAG>Bosch Thailand, กฟผ., กรมการขนส่งทางบก (ขบ.), จักรกฤช ตั้งใจตรง, ชยุตม์ จัตุนวรัตน์, นฤมล นวลปลอด, บริษัท  บ๊อช ประเทศไทย, พันศักดิ์ ถิรมงคล, รถอีวี, วฤต รัตนชื่น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210607/image_big_60bd740fc26e5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
