<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>110091</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/07/2021 19:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/07/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>Breakthrough ของโควิด และ Ignorance ของสื่อไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การแข่งขันเบสบอลเมเจอร์ลีกสหรัฐเกมเมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ระหว่างเจ้าบ้าน &amp;ldquo;นิวยอร์ก แยงกีส์&amp;rdquo; กับ &amp;ldquo;บอสตัน เรดซ็อกซ์&amp;rdquo; ผู้มาเยือนถูกเลื่อนการแข่งขันออกไปตามรายงานข่าวของนิวยอร์กไทมส์เมื่อวันศุกร์ เพราะก่อนเกมจะเริ่มมีการตรวจพบผู้เล่นของแยงกีส์ติดโควิด 3 ราย และมีผลตรวจแรพิดเทสต์เป็นบวกอีก 3 ราย อันอาจทำให้ผู้อื่นในทีมติดโควิดตามมาอีกหลายคน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้เล่นทั้ง 3 รายที่มีผลบวกยืนยันล้วนได้รับการฉีดวัคซีนครบโดสแล้ว เช่นเดียวกับอีก 9 คนในรอบ 2 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทีมงานผู้ฝึกสอน โดยนิวยอร์ก แยงกีส์ ฉีดวัคซีนครบโดสแล้ว 85 เปอร์เซ็นต์ของทั้งทีม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้วยังติดเชื้อ ภาษาแพทย์เรียกว่า &amp;ldquo;Breakthrough&amp;rdquo; หมายถึงการที่เชื้อไวรัสสามารถเล็ดลอดการดักจับของวัคซีนไปได้ ในกรณีของวัคซีนโควิด-19 ให้นับหลังจากฉีดครบโดสแล้ว 14 วัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ&amp;rdquo; หรือ CDC ได้ประกาศในเว็บไซต์ทางการว่าจะเลิกรายงานจำนวนผู้ติดเชื้อ Breakthrough ที่มีอาการไม่รุนแรง (mild cases) นับตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม โดยจะนับเฉพาะผู้ติดเชื้อที่มีอาการหนักถึงขั้นต้องเข้าโรงพยาบาลและผู้ที่เสียชีวิตเท่านั้น (only hospitalized or fatal cases) ให้เหตุผลว่าเพื่อคุณภาพของข้อมูลที่รวบรวมเกิดผลสูงสุดต่อการรักษาและความสำคัญต่อสุขภาพประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การเปลี่ยนแปลงของ CDC ดังกล่าวสื่อมวลชนหลายรายบอกว่าเป็นการประกาศอย่างเงียบๆ และทำให้มีการวิพากษ์วิจารณ์กันในวงการแพทย์พอสมควร โดยเฉพาะประเด็นที่จะทำให้พลาดการเรียนรู้ประสิทธิภาพในโลกความเป็นจริงของวัคซีนต่างชนิดกัน รวมถึงข้อมูลที่รวบรวมทั้งหมดอาจช่วยบ่งชี้ทิศทางของการระบาดในหลายแง่มุมได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อาลี มอคดาด นักระบาดวิทยาจากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน ซึ่งเคยอยู่กับ CDC ในฐานะนักวิทยาสตร์ผู้เชี่ยวชาญหลายปี กล่าวตำหนิว่า เรากำลังปิดตาขับรถยนต์ ซึ่งจะพลาดไฟสัญญาณต่างๆ จำนวนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;CDC คือหน่วยงานเฝ้าระวัง แต่คุณจะเฝ้าระวังได้อย่างไรด้วยการเลือกตัวเลขใดตัวเลขหนึ่ง แล้วละเลยสิ่งที่เหลือทั้งหมด&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ล่าสุดเว็บไซต์ cdc.gov นำเสนอว่าจำนวนผู้ติดเชื้อ Breakthrough ที่รายงานมาจาก 48 มลรัฐและดินแดน นับตั้งเดือนพฤษภาคมจนถึงวันที่ 6 กรกฎาคม นับเฉพาะกรณีที่เข้าโรงพยาบาลและ/หรือเสียชีวิต มีรวมกันทั้งสิ้น 5,186 คน ประมาณ 75 เปอร์เซ็นต์มีอายุ 65 ปีขึ้นไป เข้าโรงพยาบาล 4,909 คน (ไม่นับรวมจำนวนหนึ่งที่เสียชีวิตที่บ้าน) เสียชีวิต 988 คน (ทั้งที่บ้านและโรงพยาบาล) แต่ก็ละไว้ว่ามี 255 คนที่อาจไม่ได้เสียชีวิตเพราะโควิดเป็นสาเหตุ เพียงแต่พบเชื้อโควิดร่วมด้วยเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เท่ากับในรอบ 2 เดือนที่ผ่านมามีอย่างน้อย 733 คนที่เสียชีวิตจากโควิด แม้ฉีดวัคซีนครบ 2 เข็ม แต่ก็ต้องถือว่าเป็นสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนผู้ฉีดวัคซีนโดสครบแล้ว โดยข้อมูลในช่วง 4 เดือนแรกของปี มีกรณี Breakthrough ทั้งสิ้น 10,262 ราย เสียชีวิต 160 คน จนถึงเวลานี้สหรัฐฉีดวัคซีนครบโดสแล้วประมาณ 157 ล้านคน ใช้วัคซีนเทคโนโลยี mRNA ในสัดส่วน 96 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม แม้ว่า CDC จะเลิกรายงานจำนวนผู้ติดเชื้อหลังฉีดวัคซีนครบโดสกรณีอาการไม่หนักไปแล้ว แต่หน่วยงานสาธารณสุขระดับมลรัฐยังคงนับและรายงานอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; Boston Herald สื่อเก่าแก่ของเมืองบอสตันรายงานเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคมว่าในมลรัฐแมสซาชูเซตส์จนถึงวันที่ 19 มิถุนายนมีผู้ฉีดครบโดสแล้ว 4.1 ล้านคน มีผู้ติดเชื้อแบบ Breakthrough 3,907 คน เข้าโรงพยาบาลด้วยอาการหนัก 216 คน ในจำนวนนี้มี 52 คนที่เสียชีวิตในเวลาต่อมา ส่วนอีก 19 คนเสียชีวิตที่บ้าน และนับเฉพาะปีนี้มีผู้เสียชีวิตรวมในมลรัฐ 5,057 คน ผู้เสียชีวิตแม้ฉีดครบโดสจำนวน 71 คน จึงยังถือเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากข่าวเดียวกัน &amp;ldquo;ทอดด์ เอลเลอริน&amp;rdquo; ผู้อำนวยการกองโรคติดเชื้อแห่ง South Shore Health กล่าวว่า ประเด็นสำคัญคือผู้ที่ไม่รับวัคซีนมีความเสี่ยงเพิ่มที่จะกลายเป็นเหมือนโรงงานผลิตเชื้อสายพันธุ์เดลตา ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่เพิ่มอันตรายให้พวกเขาเอง และเพิ่มความเสี่ยงในการแพร่ไปยังผู้อื่นอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ล่าสุด NBC Boston รายงานว่ามีผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อแบบ Breakthrough ในมลรัฐนี้เพิ่มเป็น 79 รายแล้ว คิดเป็น 1.7 เปอร์เซ็นต์ของผู้ติดเชื้อกรณี Breakthrough และ 0.0019 เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่ฉีดวัคซีนครบแล้วทั้งมลรัฐประมาณ 4.2 ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เว็บไซต์ข่าว wdsu.com ในเครือ NBC รายงานเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคมว่า ในมลรัฐลุยเซียนามีผู้ติดเชื้อแบบ Breakthrough แล้ว 1,563 ราย คิดเป็น 0.1 เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่ฉีดวัคซีนครบโดสแล้ว ในจำนวนที่เล็ดลอดการป้องกันของวัคซีนมาได้นี้มีผู้เสียชีวิต 27 ราย อายุตั้งแต่ 28-93 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดร.โจเซฟ แคนเตอร์ ผู้อำนวยการทางการแพทย์ของสำนักงานสาธารณสุขมลรัฐลุยเซียนา ให้ข้อมูลว่า สาเหตุการเสียชีวิตมาจากไวรัส ไม่ใช่ปฏิกิริยาต่อวัคซีน และเสียชีวิตเพราะวัคซีนไม่ได้ป้องกัน 100 เปอร์เซ็นต์ เกิดกับผู้ที่ระบบภูมิคุ้มกันมีปัญหา ผู้สูงอายุ และกลุ่มคนที่เราก็ยังไม่เข้าใจว่าตายได้อย่างไร หรือร่างกายของพวกเขาอาจไม่ตอบสนองต่อวัคซีนอย่างเต็มที่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เว็บไซต์ nbc12.com รายงานเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคมว่าในรัฐเวอร์จิเนียมีผู้ติดเชื้อกรณี Breakthrough จนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลแล้ว 1,063 ราย เสียชีวิต 17 ราย อย่างไรก็ตามการติดเชื้อแบบ Breakthrough ยังเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;**********************&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จะเห็นได้ว่า ข่าวที่ผมยกมามีการนำเสนอตัวบ่งชี้หรือรายละเอียดเปรียบเทียบให้ชั่งน้ำหนักหากเป็นประเด็นเดียวกัน กล่าวคือ ถ้านำเสนอประเด็นคนติดเชื้อหลังได้รับวัคซีน ก็ต้องมีรายละเอียดสัดส่วนที่ได้รับวัคซีนแล้วยังไม่ติดเชื้อด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เท่าที่ทราบสื่อในสหรัฐจะไม่ค่อยยกกรณีคนติดเชื้อแม้ฉีดวัคซีนครบโดสมานำเสนอในแง่โจมตีฝ่ายรัฐ หรือนำเสนอให้ตกใจ และไม่นำกรณีใดกรณีหนึ่งมาเล่นเป็นข่าวใหญ่โต หากมีก็เพียงเสนอเป็นอุทาหรณ์ ซึ่งดูเหมือนว่าสื่อมวลชนบ้านเรา ประเภทสื่อมีวาระซ่อนเร้น สื่อขายตัว สื่อกำไลข้อเท้า จะไม่ค่อยเข้าใจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ยกตัวอย่างข่าวจาก abc7news.com วันที่ 13 กรกฎาคม ชายคนหนึ่งนาม &amp;ldquo;ฌอน ฟรุต&amp;rdquo; และภรรยาเก็บตัวจากการระบาดของโควิด-19 ด้วยความหดหู่อยู่เป็นเวลา 1 ปีกว่า ในที่สุดหลังจากฉีดวัคซีนครบโดสแล้วก็ตัดสินใจเดินทางจากบ้านที่ซานเบนิโต แคลิฟอร์เนีย ไปพักร้อนที่ลาสเวกัสโดยไม่กล้าขึ้นเครื่องบินเพราะยังหวั่นเกรงอิทธิฤทธิ์เจ้าโควิดอยู่ ทั้งคู่เลือกเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว ถึงที่นั่นก็ลองถอดหน้ากากออกท่องเที่ยวพักผ่อน พอกลับถึงบ้าน ฌอนและภรรยาตรวจพบเชื้อโควิด และได้แพร่ให้ลูก 2 คน อายุ 7 และ 9 ขวบเป็นที่เรียบร้อย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ผมไม่เคยปวดหัวเท่านี้มาก่อนในชีวิต ด้วยประวัติทางการรักษาของผม หากว่าไม่ได้ฉีดวัคซีนผมคงไม่สามารถมายืนพูดกับคุณอย่างตอนนี้ได้หรอก&amp;rdquo; ฌอน ฟรุต ให้สัมภาษณ์ โดยตัวเขามีประวัติไซนัสอักเสบ และยอมรับว่า &amp;ldquo;ผมไม่ควรถอดหน้ากาก&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;**********************&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กรณีการติดเชื้อหลังได้รับวัคซีน (Breakthrough) ที่ ศบค.นำเสนอตัวเลขสัดส่วนการติดเชื้อของบุคลากรในระบบสาธารณสุขของเราถือว่าอธิบายหัวข้อประสิทธิภาพของวัคซีนได้ชัดกว่ากรณีคนทั่วไป เพราะบุคคลเหล่านี้เผชิญความเสี่ยง (Exposure) มากกว่าผู้อื่น ถือเป็นกลุ่มตัวอย่างที่มีความน่าเชื่อถือสูง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สื่อไทยจำนวนมากกลับนำเฉพาะตัวเลขบุคลากรที่ติดเชื้อหลังได้รับวัคซีน และนำเสนอเป็นกรณีๆ ไปเรื่อยๆ เหมือนจงใจดิสเครดิตวัคซีนที่ใช้อยู่ในบ้านเรา ผู้รับสื่อ-รับสารก็เฮโลสาระพารุมด่ารัฐบาลด้วยถ้อยคำหยาบคาย เหมือนโลกออนไลน์คือบ่อขยะ และให้กำเนิดวลีฮิต &amp;ldquo;ซิโนแวค 2 เข็มยังติด&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เว็บไซต์ The Strait Times ของสิงคโปร์ก็ไม่เว้น พาดหัวว่า Hundreds of Thai medical workers infected despite Sinovac Covid-19 vaccinations &amp;ndash; บุคลากรสาธารณสุขไทยหลายร้อยติดโควิดแม้ฉีดซิโนแวคแล้ว (ซึ่งพาดหัวของเดอะสเตรทไทมส์เป็นพาดหัวเดียวกับสำนักข่าวรอยเตอร์)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; The Strait Times นำข่าวจากเว็บไซต์ของพวกเขาเองมาโพสต์ลงเพจเฟซบุ๊ก ปรากฏว่าผู้เสพสื่อสิงคโปร์เขามีสติและปัญญา ไม่ได้รุมด่ารัฐบาลไทย ส่วนใหญ่คอมเมนต์ตำหนิสื่อของพวกเขา ผมขอยกตัวอย่างโดยแปลเป็นไทย ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; - 600 เคส จากที่ฉีด 677,000 คน มันน้อยกว่า 0.1 เปอร์เซ็นต์นะ มันไม่ใช่เรื่องที่วิเศษเหรอ แต่พาดหัวข่าวทำให้ดูแย่ การรายงานควรมีความเป็นมืออาชีพมากกว่านี้หน่อยไหม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; - ประสิทธิภาพ 99 เปอร์เซ็นต์ เป็นคณิตศาสตร์ขั้นพื้นฐาน ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้อนุมัติพาดหัวแบบนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; - นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมเดอะสเตรทไทมส์จึงตกต่ำดำดิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; - มาดูข้อเท็จจริงกันแบบละเอียดนะ 1) ตัวเลขผู้ติดเชื้อที่พุ่งขึ้นในหลายประเทศ บรรดาประเทศที่ใช้วัคซีนแบบ mRNA ประชาชนจะกล่าวโทษการกลายพันธุ์ของไวรัส แต่ประเทศที่ใช้วัคซีนจากจีน จะกล่าวโทษประสิทธิภาพของวัคซีน 2) ในอินโดนีเซียซึ่งใช้วัคซีนจากจีน ตอนที่มีหมอเสียชีวิตกลายเป็นข่าวใหญ่โตและกระจายไปทั่วโซเชียลมีเดีย แต่พอมีคนตายในอเมริกาแม้ฉีดวัคซีนครบโดสแล้ว กลับไม่มีใครพูดถึงมันเลย ถามหน่อยว่าฉันอ่อนไหวเกินไปหรือเปล่า? หรือเป็นข้อเท็จจริงที่ว่าสื่อและผู้คนมีอคติและสองมาตรฐาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นั่นคือตัวอย่างวุฒิภาวะของพลเมืองสิงคโปร์ ทำให้คำโปรยของโพสต์เดอะสเตรทไทมส์ดังกล่าวต้องใส่จำนวนบุคลากรทางการแพทย์ไทยที่ฉีดวัคซีนครบโดสทั้งหมดลงไปด้วย และแก้เป็น 618 of the 667,348 Thai medical personnels who received 2 doses of Sinovac became infected&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;*********************&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อ 3 อาทิตย์ก่อน ผมเขียนเรื่องบริษัทไฟเซอร์วางแผนฉีดวัคซีนเข็ม 3 โดยผู้บริหารไฟเซอร์เคยกล่าวว่า เพื่อให้ได้รับการป้องกันอยู่ตลอด ผู้คนอาจต้องฉีดเข็มที่ 3 เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันและคงประสิทธิภาพในการป้องกันโควิดสายพันธุ์ใหม่ๆ และเป็นไปได้ว่าจะต้องมีการฉีดกระตุ้นกันทุกๆ ปี และการฉีดวัคซีนนี้ก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของ &amp;ldquo;นิวนอร์มอล&amp;rdquo; โดยไฟเซอร์คาดว่าจะมีรายได้ 15,000 ล้านเหรียญฯ จากวัคซีนโควิดในปีนี้ โดยจะทำกำไรหลังจากหักภาษีแล้ว ราว 3.75 พันล้านเหรียญฯ และกำไรจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หลังจากนี้ เพราะกำลังมีการเจรจาข้อตกลงใหม่ๆ อีกจำนวนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ล่าสุด เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม ตัวแทนของบริษัทไฟเซอร์ได้เข้าพบแบบออนไลน์กับผู้เชี่ยวชาญระดับสูงของรัฐบาลและองค์กรกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง เพื่อขออนุมัติการฉีดวัคซีนเข็ม 3 หรือ &amp;ldquo;บูสเตอร์&amp;rdquo; วันเดียวกับที่อิสราเอลเริ่มใช้วัคซีนเข็ม 3 กับบางกลุ่มเสี่ยง โดยบริษัทยกตัวเลขประสิทธิภาพที่ลดลงเหลือ 64 เปอร์เซ็นต์ในการป้องกันสายพันธุ์เดลตามาเป็นหนึ่งในปัจจัยสนับสนุน ก่อนหน้านี้พวกเขาเปิดเผยว่าเข็มบูสเตอร์ควรฉีดหลังครบ 2 โดสแล้วระหว่าง 6-12 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นิวยอร์กไทม์รายงานว่า หลังจากการประชุมประมาณ 1 ชั่วโมงโดยมีกระทรวงสุขภาพและบริการมนุษย์เป็นเจ้าภาพ ที่ประชุมยังไม่อนุมัติ และขอให้ไฟเซอร์นำเสนอข้อมูลสนับสนุนเพิ่มเติม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฝ่ายไฟเซอร์ให้ข่าวว่า &amp;ldquo;เราได้รับผลอันน่าพอใจจากการประชุมกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขสหรัฐเกี่ยวกับเนื้อหาการวิจัยของเรา และข้อมูลบูสเตอร์เบื้องต้น&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;************************&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตลอดเดือนสองเดือนที่ผ่านมานี้มีบรรดาบล็อกเกอร์ผู้ทรงอิทธิพลต่อชาวโลกออนไลน์ที่เรียกว่า Influencer หรือภาษาการตลาดเรียก Key Opinion Leaders (KOL) บินไปฉีดวัคซีนโควิด-19 ถึงสหรัฐอเมริกาหลายคน แล้วเขียนสรรเสริญเยินยอในหน้าโซเชียลมีเดียของตัวเองชนิดผิดสังเกต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คนในวงการเขารู้ทัน พวกนี้น่าจะมีงาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เนื่องจากบล็อกเกอร์ดังๆ ที่มียอดผู้ติดตามหลักแสนหลักล้านเหล่านี้เท่าที่ทราบฉีดวัคซีนอยู่ยี่ห้อเดียว ทั้งที่อวดว่ามีให้เลือกหลายยี่ห้อ ชี้เอาได้เหมือนอยู่ในร้านสะดวกซื้อก็ตาม จากนั้นก็จะโพสต์บูชาวัคซีนที่ฉีดไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้ฉีดเข็ม 2 แล้วบินกลับ หรือไปไหนต่อก็ตามแต่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลายคน ร้อยวันพันปีไม่เคยบินชั้นธุรกิจที่ราคาตั๋วหลักแสน ก็บินซะในช่วงที่เศรษฐกิจอยู่ในภาวะเยี่ยงนี้ แล้วก็เขียนรีวิวการนั่ง Business class พ่วงมาด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทำให้นึกถึงพวกบล็อกเกอร์เขียนรีวิวชมชอบสายการบินที่เปิดเส้นทางบินใหม่ๆ เพราะสายการบินเชิญให้บินฟรี พักฟรี กินฟรี จึงถือเป็นประโยชน์ต่างตอบแทน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กรณีที่เห็นล่าสุดก็ต้องรอดูว่าในชีวิตหลังจากนี้พวกน้องๆ พี่ๆ จะโดยสารชั้นธุรกิจอีกหรือไม่ นอกจากนั่งไปฉีดวัคซีน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม มันได้กระตุ้นให้เกิดผล เกิดมีคนกระเสือกกระสนอยากจะบินไปฉีดขึ้นมาจำนวนไม่น้อย ทั้งพวกเงินหนา และบรรดาที่ใช้เงินเก็บเงินออม สงสารก็แต่บางคน ประเภท &amp;ldquo;เห็นช้างขี้ขี้ตามช้าง&amp;rdquo; ยอมทุกอย่างเพื่อให้ได้รูปถ่ายฉีดวัคซีน mRNA แล้วโพสต์ลงโซเชียลมีเดียเหน็บรัฐบาลอวดเพื่อนเพื่อความสะใจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วัคซีนฟรี แต่มีค่าเครื่องบิน ค่าที่พัก ค่าตรวจโควิดก่อนขึ้นเครื่อง ค่ากลับมากักตัวอีก 14 วัน แถมลางานไปแบบไม่ได้เงินเดือนเพื่อไปฉีดวัคซีนที่เขาสั่งซื้อไว้ล้นประชากรประเทศ แล้วก็เป็นไปได้สูงว่าอีกไม่นานต้องฉีดเข็ม 3 เข็ม 4 อยู่ดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะนี้ในโลกออนไลน์เต็มไปด้วยการปั้นแฮชแท็กให้นำวัคซีนเทคโนโลยี mRNA มาเป็นวัคซีนหลักในประเทศไทย ดูๆ ไปแล้วคนที่เรียกร้องไม่ได้มีความรู้เรื่องวัคซีน แค่ถามว่ามันคืออะไร แตกต่างกับชนิดอื่นอย่างไร กี่คนที่ตอบได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อีกทั้งอาจยังไม่รู้ด้วยซ้ำ &amp;ldquo;mRNA 2 เข็ม&amp;rdquo; นอกจากติดแล้วก็ตายเหมือนกัน...นะจ๊ะ. &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110091</URL_LINK>
                <HASHTAG>Breakthrough ของโควิด และ Ignorance ของสื่อไทย, วิฑูรย์ ทิพย์กองลาศ, เบื้องหน้าที่ปรากฎ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210503/image_big_608f6a0504095.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
