<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>77161</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/09/2020 19:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/09/2020 19:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จุฬาฯโชว์ผลสำเร็จวัคซีนโควิด จากใบยาสูบ ได้ผลดีแม้เชื้อกลายพันธุ์&quot;หมอธีระวัฒน์&quot;เผยดีเอ็นเอคนไทยมี&quot;ของดี&quot;ป้องกันและทำลายเชื้อโควิดได้เอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11ก.ย.63-จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเสวนาวิชาการ Chula The Impact ครั้งที่ 1 ในหัวข้อ &amp;quot;จุฬาฯ - ใบยาวัคซีน นวัตกรรมไทย ไขวิกฤติ Covid-19&amp;quot;นำเสนอความก้าวหน้าการผลิตวัคซีนป้องกัน Covid-19 จากใบยาสูบ โดยบริษัท &amp;quot;ใบยา ไฟโตฟาร์ม&amp;quot; บริษัทสตาร์ทอัพสัญชาติไทยที่ได้รับการบ่มพาะจาก CU Innovation Hub &amp;nbsp;โดยมี &amp;nbsp;ศ.นพ.ดร.นรินทร์ หิรัญสุทธิกุล รองอธิการบดีจุฬาฯ ศนพ.ธีรวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ รพ. จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และ ผศ.ภญ.ดร.ธีร เตชคุณวุฒิ อาจารย์ประจำคณะเภสัชศาสตร์ และ CEO &amp;amp; Co Founder บริษัท ใบยา ไฟโตฟาร์ม จำกัด ผู้ร่วมคิดค้นวัคซีนป้องกันCovid-19 จากใบพืชตระกูลยาสูบ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผศ.ภญ.ดร.สุธีรา เตชคุณวุฒิ กล่าวถึงความคืบหน้าของวัคซีนป้องกัน Covid-19 จากใบพยาสูบ สปีซีส์ &amp;quot;N, benthmion&amp;quot; ผลงานจากบริษัท ใบยา ไฟโตฟาร์ม จำกัด ว่าปัจจุบันได้พัฒนวัคซีนป้องกันโควิด ต้นแบบ 6 ชนิด &amp;nbsp;วัคซีนต้นแบบชนิดแรก &amp;quot;Baiya SARS-COV-2 Vax 1&amp;quot; ได้รับการนำไปฉีดในสัตว์ทดลองและดำเนินการเสร็จสิ้นในขั้นตอนของการทดลองในสัตว์ทดลองทั้ง 2 ชนิด ได้แก่หนูขาวและลิง ซึ่งผลที่ได้อยู่ในระดับที่น่าพอใจสามารถกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันในสัตว์ทดลองทั้ง 2 ชนิด ได้ในปริมาณสูงจากการฉีดวัดชีนเพียง 2 ครั้ง โดยขั้นตอนต่อจากนี้ จะมีการทดสอบวัคซีนในหนูอีกครั้ง เพื่อทดสอบความเป็นพิษหรือผลข้างเคียงต่ออวัยวะต่าง ๆ โดยละเอียด จากการทดสอบดังกล่าว ทำให้จะสามารถกำหนดปริมาณ และขนาดของวัคซีนที่จะนำไปใช้ศึกษาในมนุษย์ต่อไปได้ ทั้งนี้ จะมีการตรวจสอบภูมิคุ้มกันของลิงหลังจากได้รับวัคซีนไปแล้ว 6 เดือน เพื่อให้แน่ใจว่าลิงยังคงมีแอนติบอดี้ต่อเชื้อโควิด19 อยู่หรือไม่ ซึ่งจะนำไปสู่ข้อสรุปว่าวัคซีนดังกล่าวนี้ สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ในระยะยาวได้เป็นผลสำเร็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ศ.นพ.ธีระวัฒน์&amp;nbsp;&amp;nbsp;กล่าวว่า ผลการทดสอบวัคซีน จากใบยาสูบ&amp;nbsp;&amp;nbsp;จากการทดลองในลิง ฉีดไป2เข็ม เมื่อดูจากเซลล์และน้ำเหลือง&amp;nbsp;&amp;nbsp;พบว่าทั้งในหนูและลิงสามารถยับยั้งไวรัสได้สูงพอๆกับการทดลองที่มีการรายงานในต่างประเทศ&amp;nbsp;&amp;nbsp;และวัคซีนดังกล่าวยังมีผลกระตุ้นระบบหน่วยความจำในร่างกาย เนื่องจากไวรัสโควิด เมื่อติดเชื้อจากร่างกาคนไปสู่อีกคน เช่น คนติดเชื้อคนแรกเป็นไวรัสเบอร์&amp;nbsp;&amp;nbsp;1 แต่มีการติดเชื้อไปเรื่อยๆ จนถึงเบอร์ 15&amp;nbsp;&amp;nbsp;ที่ถือว่าเป็นลูกหลานของไวรัสเบอร์แรก&amp;nbsp;&amp;nbsp;ถ้าหน่วยความจำจำไม่ได้ วัคซีนก็จะไม่มีผลในการป้องกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;ถ้าวัคซีนไปกระตุ้นภูมิคุ้มกันที่เป็นตัวยับยั้งไวรัส เหมือนกับเราได้พาสปอร์ต&amp;nbsp;&amp;nbsp;แต่พบว่า ภูมิคุ้มกันนี้ อาจอยู่ในร่างกายไม่นานไม่กี่เดือน แล้วก็จะลดลง หรือไม่มีแล้ว&amp;nbsp;&amp;nbsp;อันนี้ตรวจจากน้ำเหลืองได้ ถ้าภูมิคุ้มกันลดลง&amp;nbsp;&amp;nbsp;ฉะนั้นก็มีโอกาสที่จะติดเชื้อใหม่ได้&amp;nbsp;&amp;nbsp;หน่วยความจำ จึงมีความสำคัญมากกว่าน้ำเหลือง เช่น ถ้าฉีดวัคซีนไปแล้ว 4 เดือนภูมิคุ้มกันลด&amp;nbsp;&amp;nbsp;เมื่อได้รับเชื้อไวรัสใหม่ หน่วยความจำก็จะถูกปลุกขึ้นมา ต่อสู้กับไวรัสทันที&amp;nbsp;&amp;nbsp;ซึ่งคุณสมบัตินี้มีในวัคซีนใบยาสูบที่เรากำลังทำวิจัย&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าวอีกว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp;นอกจากนี้ การทดลองในคน ที่จะมีขึ้นกลางปี64 หรือในอีก 9เดือนข้างหน้าถือว่า สร้างโอกาสให้คนไทย เพราะขณะนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp;ทั่วโลกกำลังทดสอบวัคซีน แต่ไม่รู้ว่าปลอดภัยหรือไม่ และครอบคลุมพันธุกรรมไวรัสที่ผันแปรหรือไม่ เพราะไวรัสโควิด เมื่อเข้าตัวมนุษย์ และไปสู่อีกคนจะมีการผันแปรพันธุกรรมให้ไม่เหมือนเเดิม ถ้าวัคซีนโควิดจำลูกหลานตัวเองไม่ได้ ฉีดแล้วก็ไม่มีผลการในการป้องกัน &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;จูงมือเชื้อเข้าเซลล์&amp;nbsp;&amp;nbsp;เม็ดเลือดขาวในคนก็จะถูกกระตุ้น ทำให้ร่างกายเกิดการอักเสบ ตรงนี้ถือว่าอันตราย&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้น หน่วยความจำจึงมีความสำคัญมาก ซึ่งพบว่าคนที่หายจากโควิด หลังจากนั้น60วันต่อมา แขนขาเกิดอัมพาต&amp;nbsp;&amp;nbsp;ตากรอกไม่ได้ ซึ่งเกิดในต่างประเทศหลายราย และในไทย1ราย ตอนนี้รักษาอยู่ที่รพ.จุฬาฯส่วนสาเหตุที่ป่วยภายหลัง เพราะโควิด ส่งผ่านล่อลวงร่างกาย ให้คิดว่าเส้นประสาทเป็นเชื้อโรค จึงทำลาย เส้นประสาท ดังนั้น วัคซีนที่ผลิตออกมาจะต้องป้องกันตรงนี้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;เพราะฉะนั้น การที่เรารอให้โลกผลิตวัคซีนออกมาก่อน แล้วค่อยทดลองในคนของเราในอีก 9เดือน ข้างหน้าถือว่าเป็นเรื่องดี เพื่อที่เราจะมีโอกาสพัฒนาวัคซีนได้เต็มที่ ดังนั้น ระหว่างนี้ &amp;nbsp;ประเทศไทยจะต้องไม่มีการระบาด ถ้าระบาดเราคงไม่มีทางเลือก ที่่จะเข็นวัคซีนออกมา ซึ่งจะอันตรายต่อผลข้างเคียง เราจึงต้องรักษาไม่ให้การ์ดตก ต้องรักษาระยะห่าง &amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;ศ.นพ.ธีระวัฒน์กล่าวอีกว่า จากการลงพื้นที่สำรวจของ ศ.นพ.ดร.นรินทร์ หิรัญสุทธิกุล รองอธิการบดีจุฬา ฯ พบว่าคนไทยมีของดีในตัว ซึ่งต้องยอมรับว่าไทยมีการติดเชื้ออยู่ระดับหนึ่งโดยไม่มีอาการ &amp;nbsp;ทีมของจุฬาฯ ได้ติดตามผู้ติดเชื้อในต่างจังหวัดกลุ่มหนึ่งตั้งแต่เดือนเมษายน-เดือนกันยายน ซึ่งพบคนกลุ่มนี้ ว่ามีการติดเชื้อแต่ไม่ได้แสดงอาการ และเชื้อหายไปเอง &amp;nbsp;ซึ่งสันนิษฐานว่าคนไทยน่าจะมีของดีอยู่ในตัว หรือได้รับเชื้อโควิด มาตั้งแต่สมัยปู่ย่ามาก่อน พอได้รับเชื้อ เชื้่อไม่เข้าร่างกายหรือถูกทำลายไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot; เรื่องนี้ เราไม่ได้มีพูดลอยๆ มีหลักฐานในพื้นที่หนึ่ง ซึ่งนักวิจัยต่างประเทศกำลังจับตา ว่าเรามีภูมิคุ้มกันหรือไม่ เพราะว่าคนไทยไม่เหมือนยุโรป สหรัฐอเมริกา หรือคนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อื่นๆ ฉะนั้น เรามีของดี จึงต้องรักษาของดีไว้&amp;quot; ศ.นพ.ธีระวัฒน์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ศ.นพ.ดร.นรินทร์ หิรัญสุทธิกุล กล่าวว่า ทุกขั้นตอนของการพัฒนาวัคซีนเราได้วางแผนหารือร่วมกั สถาบันวัคซีนแห่งชาติ องค์กรอาหารและยา (อย.) และคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ เพื่อให้ได้รับการรับรองอย่างถูกต้อง ตามมาตรฐานที่สามารถใช้เพื่อการวิจัยในมนุษย์ ระยะที่ 1 ตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้หากแต่ในขั้นตอต่อไปนั้น ยังอยู่ระหว่างการเจรจจัดหาโรงงานผลิตวัคซีนที่ได้มาตรฐาน ซึ่งหากบรรลุข้อตกลงจะนำไปสู่การพัฒนาโรงานผลิตวัคซีนจากใบพืชแห่งแรกของประเทศไทยและอาเซียน&amp;quot;ขอได้รับความขอบคุณจากศูนย์สื่อสารองค์กรจุฬาๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ด้านผศ.ภญ.ดร.สุธีรา &amp;nbsp;กล่าวเสริมว่า การทดลองในมนุษย์ จะต้องมีการออกแบบวิธีการประเมินผล ซึ่งต้องหารือกับศ.นพ.ธีระวัฒน์ ซึ่งในช่วง 9เดือนนี้ จะต้องมีองค์ความรู้ใหม่ๆ เกี่ยวกับวัคซีนออกมาแน่ ซึ่งจุดที่เน้นในการทดลองคือความปลอดภัย &amp;nbsp;ส่วนการผลิตวัคซีนได้หารือกับทางไพล็อต แพลนท์ ของม.มหิดล ซึ่งหวังว่าสิ้นปีหน้าเราจะมีวัคซีนใช้เอง และแม้ว่าในระหว่างนี้ ที่เรายังทดลองไม่สำเร็จและในโลกมีวัคซีนออกมา เราก็จะยังเดินหน้าวิจัยต่อ เพราะเชื่อว่าคนทั้งโลก 6-7พันล้านมีความต้องการวัคซีน วัคซีนที่ประเทศอื่นผลิตอาจจะไม่มาถึงเรา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;วัคซีนจากใบยาสูบมีจุดแข็ง ตรงที่ใช้พืชที่ไม่มีการตัดแต่งพันธุกรรม การผลิตง่าย ด้วยการใส่พันธุกรรมไวรัส เพื่อให้พืชผลิตโปรตีนออกมาแล้วเราสกัดโปรตีนนั้น มาเป็นวัคซีน &amp;nbsp;เราเชี่ยวชาญด้านเกษตร สามารถปลูกพืชนี้ได้เป็นพันเป็นหมื่นต้นได้ จึงได้เปรียบไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีต่างประเทศ เราทำเองตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และสามารถผลิตได้มาก เพียงแค่ในพื้นที่ปลูก 50 ตามรางเมตร ก็สามารถผลิตวัคซีนได้ 1.5หมื่นโด๊ส ถึง 2แสนโด๊ส จึงมั่นใจว่าเราจะสามารถขยายการผลิตได้&amp;quot;ผศ.ภญ.ดร.สุธีรากล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77161</URL_LINK>
                <HASHTAG>&quot;ใบยา ไฟโตฟาร์ม&quot;, #จุฬาฯ, #วัคซีน, Chula The Impact, นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา, ผศ.ภญ.ดร.สุธีรา เตชคุณวุฒิ, ศ.นพ.ดร.นรินทร์ หิรัญสุทธิกุล, โควิดกลายพันธุ์, ใบยาสูบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200911/image_big_5f5b68ff18b49.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
