<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>110672</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/07/2021 10:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/07/2021 10:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> กทท.ลุยพัฒนาท่าเรือบกใน ฉะเชิงเทรา,ขอนแก่น และนครราชสีมา ยกเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
22 ก.ค. 2564 นายกมลศักดิ์ พรหมประยูร ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย(กทท.) เปิดเผยว่า กทท.เตรียมดำเนินโครงการพัฒนาท่าเรือบก (Dry Port) ในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดขอนแก่น และจังหวัดนครราชสีมา ให้เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค พร้อมส่งเสริมบทบาทให้พื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) ให้เป็นประตูการค้าของกลุ่มประเทศ CLMV ได้แก่ ราชอาณาจักรกัมพูชา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา และสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการพัฒนาท่าเรือบก กทท. เตรียมดำเนินการพัฒนาในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา หรือ Inland Container Depot (ICD) ฉะเชิงเทรา เป็นโครงการนำร่อง โดย กทท. ได้ตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาท่าเรือบก เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามแผนแม่บทการพัฒนาท่าเรือบกของกระทรวงคมนาคม ซึ่งในคราวประชุมคณะกรรมการฝ่ายบริหาร กทท. ครั้งที่ 7/2564 เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2564 มีความเห็นให้เชิญผู้แทนหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องร่วมเป็นคณะกรรมการร่วมบูรณาการขับเคลื่อนการพัฒนาท่าเรือบก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ได้แก่ สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงคมนาคม สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กรมศุลกากร สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก และการรถไฟแห่งประเทศไทยร่วมจัดทำแผนการพัฒนาท่าเรือบก ก่อนนำเสนอคณะกรรมการฝ่ายบริหาร กทท. พิจารณา ทั้งนี้แผนพัฒนาท่าเรือบก จังหวัดฉะเชิงเทรา อยู่ระหว่างนำเสนอคณะกรรมการ กทท. พิจารณาให้ความเห็นชอบ ก่อนเสนอกระทรวงคมนาคมให้ความเห็นชอบ ภายในเดือนกรกฎาคม 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับโครงการพัฒนาสถานีขนส่งสินค้าคอนเทนเนอร์รองรับโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก สนข. ได้ดำเนินการศึกษาวิเคราะห์ความเหมาะสมทางวิศวกรรม เศรษฐกิจการเงิน และสิ่งแวดล้อม จัดทำแบบเบื้องต้น (Preliminary Design) รวมทั้งรูปแบบการลงทุนที่เหมาะสมในการพัฒนาสถานีขนส่งสินค้าคอนเทนเนอร์ ณ จังหวัดฉะเชิงเทรา หรือ ICD ฉะเชิงเทรา เพื่อรองรับการรวบรวมและกระจายสินค้าภาคตะวันออกเฉียงเหนือและราชอาณาจักรกัมพูชาผ่านจังหวัดสระแก้ว และเชื่อมโยงการขนส่งสินค้าเข้าสู่พื้นที่โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก และท่าเรือ 3 ท่า ได้แก่ ท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือพาณิชย์สัตหีบ และท่าเรือมาบตาพุด เพื่อยกระดับโลจิสติกส์ของประเทศให้เป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าที่ &amp;nbsp;ครบวงจร&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110672</URL_LINK>
                <HASHTAG>CLMV, การท่าเรือ, ขอนแก่น, จ.ฉะเชิงเทรา, ท่าเรือบก, นครราชสีมา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210324/image_big_605b1806690a5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76470</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/09/2020 09:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/09/2020 09:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คมนาคมสั่งทบทวนแผนทำโครงการอีอีซีระยะที่2เน้นระบบขนส่งสาธารณะเชื่อม CLMV </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ก.ย.2563 นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะทำงานจัดทำแผนปฏิบัติการโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งในพื้นที่พัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ระยะที่ 2 ครั้งที่ 2/2563 ว่า โดยระยะที่ 2 มีจำนวน 131 โครงการ วงเงิน 386,565 ล้านบาท เริ่มตั้งแต่ (พ.ศ. 2565-2570) ระยะเวลา 6 ปี ขณะที่ระยะที่ 1 (พ.ศ. 2560-2564) เนื่องจากยังมีบางโครงการยังไม่สามารถเดินหน้าได้ประมาณ 40 โครงการจึงได้นำโครงการที่จะบรรจุไว้ในแผนโครงสร้างพื้นฐาน อีอีซี ระยะที่ 2&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามใน131 โครงการ ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปตรวจสอบรายละเอียดของแต่ละโครงการ ทบทวนจัดความสำคัญ รวมถึงเรื่องการสำรวจออกแบบ ศึกษาผลกระทบเรื่องสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ)งบประมาณ กรอบวงเงินที่ใช้ ขั้นตอนและระยะเวลา &amp;nbsp;จากนั้นให้ส่งมาที่สำนักงานนโยบายแผนการขนส่งและจราจร(สนข) ภายในวันที่ 14 กันยายน นี้ ก่อนสรุปส่งไปที่คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ซึ่งมี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ภายในเดือน ต.ค.นี้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ระยะที่ 2 เน้นให้การเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะเป็นหลัก และการขนส่งสินค้าทางราง ทางน้ำ ให้เป็นระบบหลักที่สำคัญของพื้นที่และสามารถเชื่อมโยง อีอีซีกับพื้นที่อื่นๆของประเทศ รวมทั้งสามารถเชื่อมกับกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม) เพื่อให้ อีอีซีเป็นศูนย์กลางของการขนส่งอุตสาหกรรมในภูมิภาค จะเห็นได้ว่าระยะที่ 2 นั้น อีอีซี ไม่ใช่แค่ 3 จังหวัด แผนระยะที่2 นี้จะเห็นได้ว่า อีอีซี เป็นพื้นที่ศูนย์กลางในการเชื่อมการขนส่งสินค้าและการเดินทางของภูมิภาค&amp;rdquo;นายชัยวัฒน์ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า สัดส่วนของการลงทุนในระบบรางและขนส่งสาธารณะจะอยู่ที่ 43% รองลงมาคือการลงทุนทางถนน โยจะใช้งบประมาณแผ่นดิน40% เป็นงบประมาณเพิ่มเติม32% ที่เหลือ PPP 27% ขณะที่งบของรัฐวิสาหกิจอยู่ที่ 1% โยในแผนระยะที่ 2 จะมี3 ยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย 1.การรองรับการเดินทางของประชาชน นักท่องเที่ยวด้วยระบบขนส่งสาธารณธ 2.การขนส่งสินค้า เน้นทางรางกับทางน้ำเป็นหลัก และ3 การสนับสนุนใช้เทคโนโลยีแบบเชิงรุก &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76470</URL_LINK>
                <HASHTAG>(อีอีซี, CLMV, ชัยวัฒน์ ทองคำคูณ, ปลัดกระทรวงคมนาคม, รโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง, แผนปฏิบัติการโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งในพื้นที่พัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ระยะที่ 2</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200806/image_big_5f2bed44b4920.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18886</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/10/2018 08:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/10/2018 08:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังชงครม.ปั้นไทยศูนย์กลางทางการเงิน CLMV</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระราม 6 ๐ คลังเตรียมชง ครม. เคาะแผนส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงิน เปิดทางไทยเป็นศูนย์กลางกลุ่มประเทศ CLMV ในการระดมทุนผ่านตราสารหนี้ ตราสารทุน พร้อมสนับสนุนการลงทุนด้านประกันภัย หวังดันไทยเป็นฐานทำธุรกิจรับช่วงประกันภัยต่อ

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังเป็นประธานประชุมคณะกรรมการพัฒนาความเชื่อมโยงด้านตลาดเงินตลาดทุนของไทยกับกลุ่มประเทศในภูมิภาค ว่า เตรียมเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบแผนส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินของโดยใช้ไทยเป็นตัวกลางของกลุ่มประเทศ&amp;nbsp; CLMV (กัมพูชา, ลาว,เมียนมาและเวียดนาม) ในการระดมทุนผ่านตราสารหนี้&amp;nbsp; ตราสารทุน การส่งเสริมให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) ของไทยร่วมลงทุนกับ บลจ.ประเทศเพื่อนบ้าน&amp;nbsp; การส่งเสริมให้เกิดการลงทุนด้านประกันภัย เพื่อให้ไทยเป็นฐานทำธุรกิจรับช่วงประกันภัยต่อ

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.การคลัง เปิดเผยว่า คณะกรรมการฯ ได้สั่งการให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หารือกับธนาคารกลางของประเทศเพื่อนบ้าน เพื่ออำนวยความสะดวกในการโอนเงินข้ามประเทศผ่านระบบe &amp;ndash; Payment ในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน CLMV รวมถึงให้ใช้คิวอาร์โค้ดที่เป็นมาตรฐานกลางนำมาใช้โอนเงินระหว่างประเทศ เพื่อความสะดวกรวดเร็วและลดต้นทุน

นอกจากนี้ ธปท. ต้องส่งเสริมการโอนเงินสกุลท้องถิ่น เพื่อใช้ในการซื้อขายสินค้าระหว่างเงินบาทกับเงินสกุลเพื่อนบ้านโดยตรง ไม่ต้องผ่านเงินดอลลาร์ที่ต้นทุนสูง เพื่อให้เศรษฐกิจของ CLMV มีความเติบโตเข้มแข็งด้านการค้าการเงินมากขึ้น

ขณะเดียวกัน ธปท. ต้องส่งเสริมให้มีการแลกเปลี่ยนเงินในสกุลของประเทศ CLMV มากขึ้น ที่ปัจจุบันยังมีน้อยอยู่ เพราะเป็นการให้และเปลี่ยนกันระหว่างธนาคารพาณิชย์ด้วยกันเท่านั้น ให้ปริมาณแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้น ซึ่งธปท. ต้องหามาตรการเพิ่มเติมที่จะช่วยให้เรื่องนี้เกิดขึ้นได้มากกว่านี้ ไม่ใช่ปล่อยให้แต่ละธนาคารพาณิชย์ทำกันเองเท่านั้น

ทั้งนี้ ในส่วนของภาคประกันภัยนั้น ทางคณะกรรมการฯ ได้มีการเสนอให้มีการรับประกันช่วงต่อภายในประเทศมากขึ้น เพราะประเทศไทยมีการลงทุนอีกจำนวนมากที่ต้องทำประกันภัยทั้งสิ้น หากสามารถประกันภัยรับช่วงเงินประกันต่อให้อยู่ในประเทศ และเป็นฐานประกันรับช่วงต่อในกลุ่มประเทศ CLMV ก็จะทำให้เงินอยู่ในประเทศ โดยปัจจุบันไทยต้องส่งประกันช่วงต่อให้กับบริษัทประกันในประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเบื้องต้นมีแนวคิดให้บริษัทประกันภัยรับช่วงต่อขนาดใหญ่ของโลก มาเปิดสำนักงานสาขาในประเทศไทย

นอกจากนี้ ยังต้องมีการส่งเสริมให้บริษัทประกันภัยของไทย ไปเปิดสาขาในกลุ่มประเทศ CLMV มากขึ้น ซึ่งในประเทศลาวมีบริษัทประกันภัยของไทยไปเปิดแล้วหลายแห่ง แต่ในประเทศอื่นๆ ยังมีน้อยและอยู่ระหว่างการเจรจาไปเปิด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18886</URL_LINK>
                <HASHTAG>#อาเซียน, CLMV, กระทรวงการคลัง, งอัตราแลกเปลี่ยน, ตลาดหุ้น, ธปท., ธุรกิจประกันชีวิต, ศูนย์กลางการลงทุน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180711/image_big_5b46256e98a76.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>4851</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/03/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/03/2018 07:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดประตูขยายการค้าชายแดน เน้นเมืองรองของเขมร-ลาว-พม่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า ในปี 2561 กรมฯ ได้ตั้งเป้าหมายการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดนมีมูลค่าประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% จากปี 2560 ที่มีมูลค่า 1.3 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.85% โดยกรมฯ จะเร่งขยายการค้าการลงทุนกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศในอาเซียน ซึ่งจะมุ่งบุกเจาะตลาดเมืองรองเพิ่มมากขึ้น ตามนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้ความสำคัญกับการบุกเจาะตลาดใหม่ๆ ซึ่งกรมฯ จะเน้นการขยายตลาดการค้าการลงทุนไปยัง CLMV (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม) เป็นพิเศษ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;รวมถึงเมืองรองในมาเลเซียและอินโดนีเซีย โดยมีแผนที่จะผลักดันผู้ประกอบการไทยเข้าไปทำการค้า การลงทุนกับเมืองรองเป้าหมาย ผลักดันการตั้งจุดกระจายสินค้า การจัดกิจกรรมสร้างเครือข่ายระหว่างนักธุรกิจรุ่นใหม่ของไทยกับ CLMV การจัดคณะผู้แทนไปเยือนเมืองรอง และการจัดมหกรรมการค้าชายแดน 4 ภูมิภาค เพื่อกระตุ้นการค้าขายและการบริโภคสินค้าไทย อาทิ โครงการ YEN-D Frontier การเจรจาจับคู่ธุรกิจ งานธงฟ้าสินค้าราคาประหยัด โดยด้านกัมพูชา จัดที่ จ.สระแก้ว วันที่ 25 มี.ค.-1 เม.ย.2561 ด้านเมียนมา จัดที่ จ.กาญจนบุรี เดือน เม.ย.2561 ด้านมาเลเซีย จัดที่ จ.สงขลา วันที่ 19-22 ก.ค.2561 และด้านสปป.ลาว จัดที่ จ.หนองคาย เดือน ก.ค.2561&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนั้น อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ยังเปิดเผยว่า การส่งออกข้าวไทยตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. ถึงต้นเดือนมี.ค.2561 มีปริมาณ 2 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 4.17% มูลค่า 999 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 22.13% ซึ่งถือเป็นทิศทางการส่งออกที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากความต้องการสั่งซื้อข้าวไทยที่มีคำสั่งซื้อเข้ามาเพิ่มขึ้น และยังมีการส่งมอบข้าวให้กับรัฐบาลจีนภายใต้สัญญาการซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ในส่วนของแสนตันที่ 5 ที่ได้มีการตกลงซื้อขายกันได้แล้ว รวมทั้งมีคำสั่งซื้อข้าวจากการเปิดประมูลนำเข้าข้าวของรัฐบาลต่างประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และญี่ปุ่น โดยเฉพาะฟิลิปปินส์ที่จะมีการเปิดประมูลนำเข้าข้าวข้าวแบบรัฐต่อเอกชน (จีทูพี) ปริมาณ 2.5 แสนตันภายในเดือนมี.ค.นี้ คาดว่าการส่งออกไทยจะขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมันใจว่าปีนี้ การส่งออกข้าวจะทำได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ที่ 9.5 ล้านตัน &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/4851</URL_LINK>
                <HASHTAG>CLMV, กัมพุชา, ค้าขายชายแดน, พม่า, ลาว, อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ, เมืองรอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180312/image_big_5aa6ae52acafe.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
