<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>90070</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/01/2021 00:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/01/2021 00:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โควิดคลื่นลูกแรก โลกร้อนคลื่นลูกใหญ่  โจทย์ท้าทายพัฒนาที่ยั่งยืน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ระบบนิเวศทางทะเลและชายหาดได้ฟื้นตัวจากโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เมื่อโลกล็อกดาวน์ ทรัพยากรธรรมชาติก็ฟื้นคืน ระบบนิเวศกลับมาสมดุล ผลจากการหยุดกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ ไร้การท่องเที่ยวรบกวน ขณะที่การผลิตในภาคอุตสาหกรรมก็ลดน้อยลง พร้อมๆ กับเกิดหลากหลายแนวคิดที่หยิบยกนำเสนอขึ้นมาเพื่อช่วยนำไปสู่การพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ซึ่งไม่เพียงแต่ความยั่งยืนในระยะยาว&amp;nbsp; แต่ยังตระหนักถึงการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับสังคมจากวิกฤตการณ์มากมาย โดยเฉพาะที่เกิดจากโรคโควิด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัจจุบันมีคำนิยามใหม่ๆ อย่างคำว่า Green&amp;nbsp; Recovery ที่กำลังได้รับความสนใจจากคนในสังคม นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม และผู้กำหนดนโยบายในหลายประเทศ&amp;nbsp; รวมถึงการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่ทุกฝ่ายผลักดันมานานเป็นสิบปีควรรวมต้นทุนทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อย่างจริงจังมากขึ้น เพราะธรรมชาติคือฐานใหญ่ในการพัฒนา&amp;nbsp; การทำลายธรรมชาติ คือ การบั่นทอนการเติบโตทางเศรษฐกิจในเวลาเดียวกัน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อโลกเผชิญโควิดระลอกแล้วระลอกเล่า มีความพยายามที่จะผลักดันแผนการฟื้นฟูประเทศและเปลี่ยนเส้นทางการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศตัวเองในระยะยาว เป็นความท้าทายที่เกิดขึ้นในโลก รวมถึงประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากวงเสวนา Year-end Dialogue Forum : Green Recovery: มองไปข้างหน้ากับความท้าทายหลังโควิด-19 จัดโดยสำนักข่าว Bangkok Tribune กับองค์กรพันธมิตร เมื่อวันก่อน มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและสถานการณ์ที่น่าสนใจ และมีข้อเสนอแนะนำสู่ภาคนโยบายและภาคประชาสังคมที่น่าสนใจ ไม่แพ้สถานการณ์โรคโควิดที่ต้องจับตาใกล้ชิด&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ความอุดมสมบูรณ์ของโลกใต้น้ำหมู่เกาะสุรินทร์ ภาพเพจสำนักอุทยานแห่งชาติ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ศศิน เฉลิมลาภ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร กล่าวว่า โควิด-19 มาให้เราตั้งหลักและขบคิด เพราะโควิดถือเป็นเรื่องที่ร้ายแรงที่สุดในประเทศไทย หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 มีการทำลายทรัพยากรเพื่อเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม เพื่อหลุดพ้นความยากจน ไทยเข้าสู่กระบวนการทำลายสิ่งแวดล้อมเพื่อต่อสู้ความยากจน 50 ปี ทำลายดิน น้ำ ป่าหมด และสร้างเขื่อนในป่าที่ราบต่ำ ตามด้วยการบูมนิยมอุตสาหกรรม การใช้พลังงาน และการท่องเที่ยว แลกกับสิ่งแวดล้อม วิถีวัฒนธรรม และชุมชนที่สูญเสียไป เกิดการปฏิวัติเขียวในทศวรรษที่ 30 เกิดกระแสทั่วโลก ภาพใหญ่วันนี้พื้นที่ป่าไม่ลดลงแล้วหลายปี ความหลากหลายทางชีวภาพเพิ่มขึ้น มองจากป่าห้วยขาแข้ง-ทุ่งใหญ่ สัตว์ป่าเพิ่ม เสือเพิ่มขึ้น และสังคมรู้จักการอนุรักษ์ เดินไปในทิศทางรักษาทรัพยากร แต่ไม่พอแล้ว เพราะเผชิญการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot; ถ้าเราจะฟื้นฟูเศรษฐกิจ ต้องกลับสู่พื้นฐานร่วมกันว่า เราเผชิญภาวะโลกร้อนอยู่ และมีแผนการ 1 2 3 หาฟังก์ชันที่จะไปด้วยกันทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง เอ็นจีโอ ทำในหน้างานของตัวเองให้ตอบสนองอุณหภูมิโลกที่เพิ่มขึ้น 1 องศา ผลกระทบธารน้ำแข็งหายไป ปะการังเสียหาย ฟอกขาวบ่อยขึ้น พันล้านคนทั่วโลกขาดแคลนน้ำ&amp;nbsp; ถ้าขึ้น 3 องศา ป่าสนทั่วโลกกระทบรุนแรง 20-50% แต่มีผลอย่างไรกับเรา แต่ถ้า 4 องศา น้ำทะเลขึ้นถึงเมืองใหญ่ของโลก อันนี้รู้ แต่ก็มีความเข้าใจผิด ในระดับโลก COP21 มีเป้าหมายจำกัดอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 2 องศาจากก่อนยุคอุตสาหกรรม&amp;quot; ศศิน กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประธานมูลนิธิสืบฯ บอกอีกว่า ท่ามกลางวิกฤติโควิด ครึ่งชีวิตคือไวรัส แต่มนุษย์เหลือครึ่งจิตวิญญาณ กักตุนหน้ากาก แอลกอฮอล์ ถ้ามนุษย์ทะเลาะกันไวรัสจะเพิ่มจำนวนขึ้น ทางกลับกันถ้าโรคระบาดทำให้เราร่วมมือกัน จะไม่ชนะแค่ไวรัสโคโรนาเท่านั้น แต่จะชนะเชื้อโรคอื่นๆ ในอนาคต โควิดเป็นแค่คลื่นลูกเล็ก แต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจเป็นคลื่นลูกที่สอง และยกให้ภาวะโลกร้อนเป็นคลื่นลูกใหญ่ที่สุด โควิดจึงเป็นสัญญาณเตือน ควรนำข้อมูลเรื่องผลกระทบโลกร้อน เพื่อรวมพลังไปสู่การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะนำมาสู่การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ครั้งที่ 6 จากกิจกรรมมนุษย์ที่เปลี่ยนแปลงทุกอย่างและโลกร้อน อย่างเอเลี่ยนสปีชีส์รุกรานสัตว์ประจำถิ่น หรือกบสีทองปานามา ค้างคาวเล็กสีน้ำตาล หายไป ที่สหรัฐค้างคาวจมูกขาวติดโรคเชื้อราจากยุโรปตายหมด ซึ่งมูลนิธิสืบฯ กำลังค้นคว้าประเด็นสำคัญนี้เพื่อสร้างองค์ความรู้เชื่อมต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สิ่งมีชีวิตเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์จากอุณหภูมิโลกที่เพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ศศินสรุปว่าถึงเวลาแล้วต้องคิดถึงอุตสาหกรรมใหม่ ท่องเที่ยวใหม่ เกษตรกรรมใหม่บนฐานคิดใหม่พอดี พอเพียง ทำอย่างไรสู้กับภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ โลกใหม่จะฟื้นฟูระบบนิเวศป่า ทะเล แม่น้ำ พลังงานใหม่ แสงแดด ชีวมวล องค์ความรู้ และที่สำคัญวิถีทางใหม่ของมนุษย์&amp;nbsp; หน้าที่ของมนุษยชาติคือ มองปัญหาเดียวกันและแก้ปัญหานั้น เพื่อเก็บครึ่งโลกไว้เป็นฐานทรัพยากร&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โจทย์การฟื้นฟูหลังวิกฤติโควิดรอบแรก ตามด้วยโควิดระบาดลอกใหม่ ในทัศนะ ธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย กรีนพีซ ประเทศไทย กล่าวว่า&amp;nbsp; นิตยสาร The Economist เป็นกระบอกเสียงของระบบทุนนิยมเสรี ภาพปกสื่อยุคฟอสซิลจะกลายเป็นประวัติศาสตร์ในอีก 80 ปีข้างหน้า หลายประเทศในกลุ่ม G20 พูดถึงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้กลายเป็นศูนย์สะท้อนการปรับตัว&amp;nbsp; ในช่วงวิกฤติโควิดตั้งแต่ปี 63 เกิดการฟื้นฟูของธรรมชาติ การใช้พลังงานในภาคขนส่งลดลง เมื่อหลุดพ้นทุกอย่างกลับมาเหมือนเดิม ฝุ่น PM 2.5 กลับมา มีตัวเลขทุกอย่างลดลงในภาคพลังงาน แต่การนำเข้าถ่านหินในไทยแนวโน้มเพิ่มขึ้น&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot; ขณะที่เราพูดถึงการฟื้นฟูเศรษฐกิจสีเขียวหลังโควิด แต่เรายังเหมือนสถานการณ์หลายอย่างย้อนแย้ง ภาคอุตสาหกรรมที่ถดถอย ยังจำเป็นต้องนำเข้าเชื้อเพลิงถ่านหิน ซึ่งถูกสุดในตลาดมาใช้ ส่วนงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจจากผลกระทบโควิดไทยอยู่อันดับ 2 ในอาเซียน 4 ประเทศ งบที่ใช้ 78 พันล้านเหรียญสหรัฐ อัดฉีดแต่ละภาคส่วน แต่ไม่ตอบโจทย์เรื่อง Green Recovery เราเสนอให้กระทรวงพลังงานลงทุนปฏิวัติพลังงานบนหลังคาติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน โรงพยาบาล โรงเรียน รวม 3,000 เมกกะวัตต์&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ที่มากับการเติบโตของเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การขับเคลื่อนเรื่อง Green Recovery ในประเทศไทย ธารา เสนอว่า ควรมีวิสัยทัศน์ป้องกันไม่ให้เกิดการลงทุนด้านอุตสาหกรรมที่สร้างเงื่อนไขที่จะทำลายโลกและสุขภาพของทุกชีวิต จุดพลิกผันด้านสภาพภูมิอากาศในปี 2573 ใกล้เข้ามา การลงทุนต่างๆ ต้องใช้เพื่อขับเคลื่อนสุขภาวะที่ดีของทุกชีวิตและโลก ทุนสาธารณะจำนวนมากที่เคยขาดแคลน จะต้องถูกใช้เพื่อการเปลี่ยนผ่านที่เป็นรูปธรรม สู่อนาคตที่ดีขึ้น เป็นอนาคตที่ผู้คนและโลกอยู่ด้วยกันอย่างสมานฉันท์ ไทยมีปัญหาจากการลงทุนในพื้นที่จะนะและแม่ทะ นอกจากนี้ ต้องปฏิเสธนิวนอร์มอลที่ยังคงทิ้งให้กลุ่มคนที่เปราะบางไว้ข้างหลัง มีกรณีตัวอย่างการระบาดโควิดในแรงงานข้ามชาติที่สมุทรสาคร และมุ่งมั่นไปสู่วิถีใหม่ที่ดีกว่า เพื่อรับรองว่าคุณค่าทางด้านมนุษยธรรม จะอยู่เหนือผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อีกประเด็นเขาระบุว่า นโยบายสาธารณะต้องสร้างความเข้มแข็งและภูมิคุ้มกันให้กับสังคมไทย เพื่อให้รับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและฉับพลัน ทบทวนนโยบายที่เอื้ออุตสาหกรรมที่นำไปสู่การทำลายสิ่งแวดล้อม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot; ระมัดระวังไม่ให้เกิดการฉวยโอกาสใช้วิกฤติเพื่ออัดฉีดเม็ดเงินจำนวนมากเข้าไปในระบบเศรษฐกิจเพื่อเยียวยาผลกระทบโควิด โดยกฎกติกาที่กำหนดจากกลุ่มเล็กๆ ไม่กี่กลุ่ม นอกจากนี้ ควรเสริมสร้างระบบการรักษาสุขภาพ และทางการแพทย์ให้เข้มแข็งเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับวิกฤติอื่นๆ ที่ตามมา อย่างฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5&amp;quot; ธาราย้ำนโยบายหรือเม็ดเงินที่อัดฉีดต้องไม่ซ้ำเติมระบบนิเวศ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;พื้นที่ป่าไทยเหลือ 33% เผชิญความท้าทายการอนุรักษ์และจัดการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อีกมุมมองจากตัวแทนของภาคป่าไม้ วรางคณา รัตนรัตน์ ผู้อำนวยการแผนงานประเทศไทย RECOFTC (รีคอฟ) กล่าวว่า คนกับป่าสัมพันธ์กันในทุกประเภทป่า การจัดการต้องมองในรูปแบบภูมิทัศน์ป่าไม้ ไม่แยกส่วน รีคอฟเน้นขับเคลื่อนส่งเสริมสิทธิให้คนในท้องถิ่น จัดการป่า เพื่อจัดการดูแลป่าให้กับคนในสังคม เมื่อถามว่าคนกับป่ามีมากแค่ไหน ปัจจุบันพื้นที่ป่าไทยเหลือ 33% หรือ 102 ล้านไร่ เป้าหมายอนุรักษ์ 272 แห่ง พื้นที่รวมกว่า 68 ล้านไร่ ป่าสงวนอีก 1,211 แห่ง พื้นที่รวม 143 ล้านไร่ ในนั้นมีป่าชุมชน 15,000 แห่ง มีพื้นที่กว่า 7 ล้านไร่ คิดเป็นพื้นที่ 7% ของพื้นที่ป่าที่เหลืออยู่ รัฐจัดสรร คทช. ป่าสงวน 12 ล้านไร่ มีคนเกี่ยวข้อง 4.8 ล้านคน และมีการจัดสรร คทช. ป่าอนุรักษ์ 4.7 ล้านไร่ คนอยู่ในนั้น 2 ล้านคน นอกจากนี้ มีจัดสรรป่าชายเลน 28,000 ไร่ 122,000 คน ภาพรวมมีคนที่พึ่งพิงในป่าไม่น้อยกว่า 10 ล้านคน จาก 70 ล้านคน คิดเป็น 14% &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;คนไม่ใช่แค่เก็บหาของป่าเท่านั้น แต่มีความท้าทายใน 4 ประเด็น ทั้งการเพิ่มขึ้นของประชากรโลกจะถึง 9 พันล้านคนในปี 2593 ถัดมาความต้องการอาหารเพิ่มขึ้นอีก 70% ภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่จะทำให้ผลิตอาหารได้น้อยลง ความต้องการไม้และสิ่งทอที่มากขึ้น&amp;nbsp; รวมถึงพลังงานที่นำกลับมาใช้ใหม่จากชีวมวล ทำให้เราต้องการพื้นที่อีกมากในการผลิตพลังงาน ปัจจัยเหล่านี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน และการดำรงอยู่ของป่าอย่างท้าทาย เพราะการสูญเสียป่าคือการสูญเสียความหลากหลาย สถานการณ์ในไทย มองที่ จ.น่าน เราเสียป่า 8% ให้กับการผลิตข้าวโพดในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จ.น่านเป็นจำเลยสังคม จากภาพเขาหัวโล้น&amp;quot; วรางคณาย้ำน่ากังวลอย่างมาก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ทรัพยากรทางธรรมชาติ ต้นทุนการเติบโตของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การฟื้นฟูภาคป่าไม้ ลดสูญเสียป่า ผอ.แผนงานไทยรีคอฟ เสนอว่า ไม่เพียงแค่อนุรักษ์ป่าให้ดำรงอยู่ เพราะมีการแย่งชิงการใช้ที่ดินป่าจากหลายปัจจัย ดังนั้น การแก้ปัญหาต้องมากกว่าเพิ่มพื้นที่ป่า ควรเริ่มด้วยการจัดสรรการใช้ที่ดินอย่างมีธรรมาภิบาล ให้ความสำคัญกับการสร้างงานใหม่ๆ ในระดับชุมชนที่ส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียว เป็นการลงทุนอย่างชาญฉลาดสำหรับโลกในอนาคต เช่น BCG&amp;nbsp; การเพิ่มสิทธิความเป็นเจ้าของในกิจการสาธารณะ นอกจากนี้ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเร่งด่วน จะมัวต่อรองไม่ได้ และส่งเสริมการแก้ปัญหาด้วยระบบธรรมชาติ ตลอดจนการฟื้นฟูภูมิทัศน์ป่าไม้ในสเกลใหญ่ เพราะสถานการณ์ปัจจุบันป่าไม้กักเก็บก๊าซเรือนกระจกได้&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot; ไทยมีป่า 33% เราตั้งเป้ามีป่า 40% ตั้งแต่ปี 2528 ยาวจนแผนแม่บทปัจจุบัน แต่ก็ไม่ถึงตัวเลขนี้อยู่ดี ทั้งยังแบ่งเป็นป่าอนุรักษ์ 25% ป่าเศรษฐกิจ 15% ซึ่งป่าอนุรักษ์ไทยตัวเลขถึงแล้ว เหลือป่าเศรษฐกิจ ซึ่งไม่ใช่พื้นที่อุทยานฯ ต้องไปดูในพื้นที่เกษตรกรรม เพื่อไม่ให้ตัวเลขป่าลดลง ภาคป่าไม้ต้องเชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อม แต่ในภาคธุรกิจป่าไม้จะมีบทบาทจ้างงานอย่างไร หรือมีหน้าที่พัฒนาสังคม และสร้างสวัสดิการให้คนพึ่งพิงป่าได้อย่างไร แล้วมีโอกาสหรือไม่ ทำให้ภาคป่าไม้เป็นพระเอกฟื้นฟูหรือแก้ปัญหาของโลก&amp;quot; วรางคณาให้ภาพชัดๆ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เธอบอกขณะนี้ภาคป่าไม้ต่อสู้กับภาคธุรกิจพลาสติกและคอนกรีต เราเคยชินกับการใช้วัสดุอื่น หรือใช้ไม้เทียมแทน แต่ไม้เทียมผลิตจากคอนกรีต เราต้องสร้างโอกาสให้ภาคป่าไม้ นอกจากคำว่า Green Recovery และเศรษฐกิจหมุนเวียนที่สำคัญแล้ว อีกประการสำคัญ FAO รณรงค์ให้โลกเราพัฒนาและสร้างความยั่งยืนได้บนฐานการใช้ไม้ รวมถึงแนวคิดการปลูกป่านอกไพร หรือ TREE on Farm&amp;nbsp; เป็นกระแสที่กำลังเกิดขึ้น การจะฟื้นฟูป่าขนาดใหญ่ไม่มีพื้นที่อื่นอีกแล้ว นอกเหนือจากทำให้การปลูกป่าไปอยู่ทดแทนการใช้ที่ดินอื่นๆ ที่จะสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ศักยภาพการจัดการป่าโดยชุมชนเป็นอีกเทรนด์ที่ต้องขับเคลื่อน นักวิชาการรีคอฟระบุต้องเพิ่มอัตราส่วนคนในท้องถิ่นบริหารจัดการป่า หลายเคสที่เกิดไฟป่าพิสูจน์แล้วว่าขาดการจัดการร่วมกับชุมชน แต่ชุมชนจะจัดการได้ดีต้องมีสิทธิในการถือครองที่ดินป่าไม้ และทรัพยากรบนที่ดิน สามารถจัดการและใช้ประโยชน์ได้ นอกจากนี้ ต้องส่งเสริมการลงทุน เกิดธุรกิจ และมีการจ้างงาน ขณะนี้มีกฎหมายป่าไม้ กฎหมายป่าชุมชน และแก้ไขกฎหมายอุทยานที่เข้มงวด เปิดช่องให้ชุมชนเข้ามาร่วมดูแลรักษา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในท้ายนี้ ผอ.แผนงานไทยรีคอฟระบุข้อท้าทายมีทั้งความซับซ้อนและยุ่งยากของกฎหมาย ระเบียบราชการ ความไม่มั่นคงในสิทธิที่ดิน และความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย เปลี่ยนตามผู้บริหารหรือการเมือง รวมถึงความล่าช้าและขาดการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี อีกทั้งจัดการแบบรวมศูนย์อำนาจ จะต้องปลดล็อกเหล่านี้ให้ได้ ไม่เช่นนั้นปัญหาคนกับป่าจะคาราคาซัง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลายทัศนะจากเวทีดังกล่าว เป็นข้อเสนอการบริหารจัดการเพื่อให้สถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติหลังสถานการณ์โควิด-19 สิ้นสุดลงดีกว่าช่วงที่เกิดโควิด-19 เพื่อให้ทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศมีความยั่งยืน เศรษฐกิจเติบโตโดยไม่บั่นทอนสิ่งแวดล้อม และมีภูมิคุ้มกันในอนาคต.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ภาพจากเพจสำนักอุทยานแห่งชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90070</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, COP21, Green Recovery, นสพ.ไทยโพสต์, ภาวะโลกร้อน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210116/image_big_600319c5adce1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21898</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/11/2018 17:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/11/2018 17:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ความเคลื่อนไหว&quot;ตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิต&quot;ในไทย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นับวันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยิ่งรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะอุณหภูมิที่สูงขึ้นของโลก ที่มาจากผลของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก นำไปสู่ภาวะโลกร้อน ซึ่งเป็นปัญหาระดับโลก เพราะส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต และสิ่งแวดล้อมบนโลกอย่างมาก ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหานี้ขึ้นก็คือ การพัฒนาประเทศ พัฒนาอุตสาหกรรมต่างๆ ที่ต้องพึ่งพาอาศัยสิ่งแวดล้อมหรือการปล่อยมลพิษสู่ชั้นบรรยากาศ และพฤติกรรมของมนุษย์ ดังนั้นจึงต้องมีการแก้ไข การหาแนวทางในการป้องกัน เพื่อลดความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นกับโลกและมวลมนุษย์จำนวนมากในอนาคต
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากข้อมูลสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบุว่า ในการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ.2558 (COP21) ข้อสรุปหนึ่งที่สำคัญ คือ ไทยได้แสดงเจตจำนงในการวางเป้าหมายว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายหลังปี 2563 ให้ได้ร้อยละ 20-25 ซึ่งคาดการณ์ว่าจะปล่อย 555 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ในปี 2573 ดังนั้น จึงต้องพยายามลดการปล่อยลงให้ได้ 111-139 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ในทุกภาคส่วน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยในส่วนของภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจจึงได้หันมาให้ความสนใจกับการลดก๊าซเรือนกระจก โดยได้เกิดธุรกิจซื้อขายแบบใหม่ คือ ตลาดคาร์บอนเครดิตแบบสมัครใจ ที่เกิดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการที่สมัครใจ ที่นับว่าเติบโตและได้รับความสนใจอย่างมากจากภาคธุรกิจในวงกว้าง ในการซื้อขายคาร์บอนเครดิต หรือสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งจะมีผู้ที่เกี่ยวข้องคือ ประเทศที่พัฒนาแล้วหรืออุตสาหกรรมต่างๆ ที่ไม่สามารถลดก๊าซคาร์บอนได้ จึงต้องเข้าไปซื้อคาร์บอนเครดิตจากประเทศที่กำลังพัฒนาหรืออุตสาหกรรม ที่มีการปล่อยคาร์บอนในปริมาณที่น้อย ซึ่งมีโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทยที่องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) พัฒนาขึ้นเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการลดก๊าซเรือนกระจกในประเทศโดยความสมัครใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ล่าสุด องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก(องค์การมหาชน) (อบก.) ร่วมกับกลุ่มมิตรผล, ธนาคารกสิกรไทย, บมจ.การบินไทย, โรงแรมศิวาเทล กรุงเทพฯ, บริษัท สแครทช์ เฟิร์สท์, ธนาคารแห่งประเทศไทย, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านกลยุทธ์ธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมลงนามการซื้อขายคาร์บอนเครดิต ประจำปี 2561 ภายใต้โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Program: T-VER) เพื่อกระตุ้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่มีนโยบายจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยตั้งเป้าหมายระยะสั้นลดให้ได้ร้อยละ 7-20 ภายในปี พ.ศ.2563 และในระยะยาวร้อยละ 20-25 ภายในปี พ.ศ.2573
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พลเอกเอกชัย จันทร์ศรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ประเทศไทยมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ต้องพึ่งพาอาศัยทรัพยากรธรรมชาติเป็นหลัก ดังนั้น ทางภาครัฐจึงต้องเตรียมความพร้อมรับมือกับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ร่วมถึงการสนับสนุนให้ภาคส่วนต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาผ่านมาตรการและกลไกต่างๆ โดยที่ไม่ส่งผลเสียต่อการพัฒนาและการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศในด้านอื่นๆ ดังนั้น ที่ทุกภาคส่วนได้ร่วมกันซื้อขายคาร์บอนเครดิต ทำให้ตารางคาร์บอนเป็นกลไกที่จะช่วยส่งเสริมองค์กรที่มีศักยภาพลดการปล่อยก๊าซเรือนกกระจก และในขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้องค์กรที่ไม่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ด้วยตนเอง สามารถประเมินและเข้าสู่การซื้อขายคาร์บอนเครดิตเพื่อชดเชยก๊าซที่ปล่อยออกไป ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ประเทศไปสู่เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนางประเสริฐสุข จามรมาน ผู้อำนวยการ อบก. กล่าวว่า อย่างที่ทราบกันดีว่าปัญหาภาวะโลกร้อนทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นทุกขณะ ประเทศไทยเองก็ได้รับผลกระทบในแง่ของฤดูกาลที่เปลี่ยนแปลง อุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และฝนตกนอกฤดูกาล เป็นต้น ในฐานะสมาชิกรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและพิธีสารเกียวโต เราตระหนักถึงการมีส่วนร่วมในการลดการสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ในฐานะองค์กรที่สนับสนุนและส่งเสริมการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกแก่ภาคส่วนต่างๆ จึงได้พัฒนาโครงการ &amp;ldquo;ลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย&amp;rdquo; (Thailand Voluntary Emission Reduction Program: T-VER) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ทุกภาคส่วน มีส่วนร่วมในการลดก๊าซเรือนกระจกในประเทศโดยความสมัครใจ โดยสามารถนำปริมาณการลด/ดูดซับก๊าซเรือนกระจกที่ได้รับการรับรอง ที่เรียกว่า &amp;ldquo;คาร์บอนเครดิต&amp;rdquo; ซึ่งภายใต้โครงการ T-VER นี้ เรียกว่า &amp;ldquo;TVERs&amp;rdquo; ไปขายในตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจภายในประเทศได้ ทั้งนี้ อบก.ได้กำหนดหลักเกณฑ์และขั้นตอนในการพัฒนาโครงการ ระเบียบวิธีการในการลดก๊าซเรือนกระจก (Methodology) การขึ้นทะเบียนและการรับรองปริมาณก๊าซเรือนกระจก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผอ.อบก.กล่าวอีกว่า เพื่อให้บรรลุตามนโยบายรัฐที่ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 6-20% ภายในปี 2563 และระยะยาวลดลง 20-25% ภายในปี 2573 โดยประเทศไทยที่กำหนดไว้ว่าใน 1 ปี ควรจะลดได้ไม่ต่ำกว่า 40 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าในภาพรวมของทั้งประเทศ ซึ่งในการติดตามประเมินในทุกปี ใน 2 ปีที่ผ่านมา ไทยสามารถลดได้ถึง 48 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า เป็นผลมาจากการทำโครงการหรือกิจกรรมต่างๆ ที่องค์กรอื่นๆ ได้มีส่วนร่วมและช่วยกัน ซึ่งการลงนามร่วมกันในการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในโครงการ T-VER เป็นอีกหนึ่งโครงการที่จะช่วยจุดประกายให้ทุกภาคส่วนของประเทศหันมาสนใจในการลดก๊าซเรือนกระจกด้วยความสมัครใจ และการซื้อขายคาร์บอนเครดิตก็เป็นส่วนหนึ่งของความสมัครใจด้วยเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ไม่เพียงเฉพาะองค์กรหรืออุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ทาง อบก.ยังหวังให้ผู้ประกอบรายเล็กเข้ามามีส่วนร่วมในการลดก๊าซเรือนกระจกอีกด้วย โดยที่ไม่ต้องผ่านขั้นตอนที่ซับซ้อนและมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่า ซึ่งได้กำหนดหลักเกณฑ์และขั้นตอนในการพัฒนาโครงการ ระเบียบวิธีการในการลดก๊าซเรือนกระจก การขึ้นทะเบียนและการรับรองปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่มีมาตรฐานและเป็นที่ยอมรับในระดับเวทีโลก เทียบเท่าประเทศญี่ปุ่นและจีน แต่ในด้านกฎหมายที่ยังไม่มีการบังคับใช้ว่าอุตสาหกรรม ธุรกิจ ผู้ประกอบหรือบุคคลใดต้องดำเนินการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกเท่าไหร่ หรือการรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญ เพราะมีผลต่อการตัดสินใจในการลงทุน ในการดูว่าองค์กรมีส่วนในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมหรือไม่ ซึ่งทางกระทรวงหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็กำลังพิจารณาร่วมกันในการหาแนวทางแก้ไข ดังนั้นการให้ตลาดคาร์บอนเครดิตเติบโตก็ต้องอยู่ที่ความตระหนักของแต่ละคนด้วย
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผอ.อบก.กล่าวอีกว่า สำหรับผลการดำเนินงานโครงการ T-VER ของกลุ่มมิตรผลที่ผ่านมา มีผู้มาซื้อคาร์บอนเครดิตเพื่อทำกิจกรรมชดเชยคาร์บอนและแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม จำนวน 26 องค์กร ประกอบด้วย หน่วยงานภาคเอกชน จำนวน 15 องค์กร ภาครัฐ จำนวน 9 องค์กร และรัฐวิสาหกิจ จำนวน 2 องค์กร มีการซื้อขายคาร์บอนเครดิตจากโครงการ T-VER รวมทั้งสิ้นกว่า 200,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือคิดเป็นประมาณ 90% ของตลาดคาร์บอนเครดิตในประเทศไทยตามมาตรฐาน T-VER จาก 5 ประเภทโครงการ ได้แก่ ชีวภาพ ชีวมวล พลังงานน้ำ พลังงานแสงอาทิตย์ และการนำความร้อนเหลือทิ้งกลับมาใช้ ซึ่งนอกจากจะเป็นการใช้วัตถุดิบด้านพลังงานให้เกิดประโยชน์สูงสุด ยังเป็นการสร้างรายได้เพิ่มให้กับผู้พัฒนาโครงการ อีกทั้งยังกระตุ้นให้เกิดขยายตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจภายในประเทศ โดยปัจจุบันมีมูลค่าการซื้อขายกว่า 6.2 ล้านบาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;กลุ่มมิตรผลนับเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการที่นำร่องและกระตุ้นให้เกิดการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนรายอื่นๆ &amp;nbsp;อบก.หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้เห็นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยไปถึงเป้าหมายในการลดก๊าซเรือนกระจกตามที่วางไว้ ในระดับบุคคลก็สามารถซื้อคาร์บอนเครดิตไปชดเชยได้ โดยสามารถศึกษาการซื้อขายได้ในเว็บไซต์ http://www.tgo.or.th&amp;quot; ผอ.อบก.กล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านภาคอุตสาหกรรม กฤษฎา มนเทียรวิเชียรฉาย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มมิตรผล ผู้ขายคาร์บอนเครดิตรายใหญ่ของประเทศไทย กล่าวว่า บริษัทได้มีการพัฒนาต่อยอดคุณค่าจากอ้อยเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในทุกกระบวนการผลิตด้วยแนวคิด Value Creation เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด นำไปสู่การต่อยอดสู่ธุรกิจอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น ไฟฟ้า เอทานอล วัสดุทดแทนไม้ และ Bio-Based สู่ปลดปล่อยคาร์บอนต่ำอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันเรามีปริมาณคาร์บอนเครดิตที่ได้รับการรับรองรวม 489,217 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งได้มาจากการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ของโรงไฟฟ้ามิตรผล ไบโอเพาเวอร์ อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี และหากในอนาคตผู้ประกอบการภาคธุรกิจหรือภาคส่วนต่างๆ ร่วมใจกันซื้อคาร์บอนเครดิตจากโครงการหรือกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น ก็จะเป็นแรงจูงใจที่สำคัญที่ทำให้มีผู้พัฒนาโครงการหรือกิจกรรมมากขึ้นด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนภาคธุรกิจการเงินและบริการ นายปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย ตัวแทนภาคเอกชนที่ร่วมลงนามซื้อคาร์บอนเครดิตจากกลุ่มมิตรผล &amp;nbsp;และเป็นธนาคารพาณิชย์แห่งแรกของประเทศที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นองค์กรที่ไม่ปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก กล่าวว่า ธนาคารตระหนักถึงผลกระทบจากภาวะโลกร้อน ซึ่งทางธนาคารอาจจะไม่สามารถทำการลดก๊าซเรือนกระจกได้ด้วยตนเอง แต่ในการประกอบธุรกิจก็ต้องการให้สภาวะสิ่งแวดล้อมอยู่ได้อย่างยั่งยืน จึงได้เข้ามาทำกิจกรรมชดเชยคาร์บอนเป็นศูนย์ด้วยการสนับสนุนคาร์บอนเครดิตจาก บริษัท มิตรผล ไบโอ-เพาเวอร์ (ด่านช้าง) จำกัด กว่า 1 แสนตัน อีกทั้งยังส่งเสริมให้ประชาชนใช้บริการทางการเงินผ่านแอปพลิเคชัน K PLUS ซึ่งช่วยลดการเดินทาง ลดการใช้กระดาษ อันเป็นการช่วยบรรเทาปัญหาภาวะโลกร้อนได้อีกทางหนึ่งด้วย
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;นอกจากนี้ทางธนาคารยังได้กำหนดเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานของธนาคารลงร้อยละ 20 ภายในปี 2563 เทียบกับปีฐาน 2555 ซึ่งในเบื้องต้นธนาคารสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ร้อยละ 8 จากปีฐาน 2555 และจะพยายามดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้บรรลุผลตามเป้าหมายที่กำหนดไว้&amp;rdquo; ปรีดีกล่าว.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21898</URL_LINK>
                <HASHTAG>COP21, T-VER, ตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิต, ประเสริฐสุข จามรมาน ผู้อำนวยการ อบก., ลดก๊าซเรือนกระจก, สผ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181113/image_big_5beaa1499636b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
