<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119584</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/10/2021 07:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/10/2021 07:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘บิ๊กตู่’ลั่นห้ามตกขบวน’CPTPP’  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;13 ต.ค.2564 - รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล แจ้งว่าในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เต็มคณะเมื่อวันที่ 12 ต.ค. ที่ตึกสันติไมตรี ระหว่างวาระสั่งการในท้ายการประชุม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้กล่าวถึงประเด็นการเข้าร่วมเป็นสมาชิกความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิกที่ครอบคลุมในเรื่องการค้าการบริการและการลงทุนเพื่อสร้างมาตรฐานและกฎหมายระเบียบร่วมกันระหว่างประเทศสมาชิก หรือ CPTPP ว่า เราตกขบวนไม่ได้ ต้องเจรจาโดยมีข้อสงวน ไม่ได้รับทุกเงื่อนไข ส่วนลงนามหรือไม่ก็ต้องผ่านสภา อย่างไรก็ตาม หากเราไม่เข้าไป ประเทศที่พัฒนาแล้วอาจใช้เวทีนี้ในการกีดกันทางการค้า อย่างน้อยให้เข้าไปดูก่อน จะเอาหรือไม่เอาก็เป็นสิทธิ์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ นายกฯ ยังได้เสนอให้ตั้งกองทุนเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเข้าร่วม CPTPP ด้วย ขณะที่นายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกฯ และ รมว.การต่างประเทศ ได้กล่าวเสริมว่า คณะกรรมาธิการวิสามัญที่ศึกษาเรื่องดังกล่าวมีเงื่อนไขส่งมายังรัฐบาลกว่า 100 ข้อ ซึ่งดูครบถ้วนแล้ว คิดว่าจัดการได้อย่างแน่นอน ไม่มีอะไรซับซ้อน ส่วนนายสุพัฒนพงษ์ พันธุ์มีเชาว์ รองนายกฯ และ รมว.พลังงาน กล่าวสนับสนุนว่า ประเทศไทยเราดี เจริญ โครงสร้างพื้นฐานเราก็โดดเด่น เราพร้อมจะเข้าสู่ตลาดสากลได้ ไทยพร้อมที่จะพลิกโฉมตัวเอง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119584</URL_LINK>
                <HASHTAG>CPTPP, ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก, นายกรัฐมนตรี, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210917/image_big_61444fd7effd3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>107350</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/06/2021 11:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/06/2021 11:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เด็กเพื่อไทยแนะจับตา2เรื่องใหญ่แก้‘รัฐธรรมนูญ-CPTPP’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 มิ.ย.2564 &amp;ndash; น.ส.จิราพร สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด ในฐานะรองโฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่าในวันที่ 24 มิ.ย.มี 2 วาระใหญ่ของประเทศที่ประชาชนต้องจับตาดูความจริงใจของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด คือ การแก้รัฐธรรมนูญยกที่ 2 ซึ่งปรากฎว่าประธานรัฐสภาไม่บรรจุร่างที่พรรคเพื่อไทยเสนอให้แก้ไข มาตรา 256 ตั้ง ส.ส.ร. เพื่อรื้อกติกาเผด็จการและสร้างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน จึงขอให้ประธานรัฐสภาได้ชี้แจงต่อสมาชิกรัฐสภาและประชาชนถึงเหตุผลการไม่บรรจุร่างด้วย เนื่องจากการยื่นญัตตินี้พรรคเพื่อไทยได้ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุมรัฐสภาทุกประการ ทั้งนี้หากรัฐบาลมีความจริงใจและเห็นแก่ประโยชน์ประเทศชาติจะต้องร่วมปิดสวิตช์ ส.ว.ที่ทำให้เจตนารมณ์ของประชาชนถูกบิดเบือน ตามที่พรรคร่วมฝ่ายค้าน นำโดยพรรคเพื่อไทยได้เสนอในรายมาตรา นอกจากนี้ อีกหนึ่งประเด็นใหญ่ที่ถูกข่าวการแก้รัฐธรรมนูญกลบไปคือ กรณีที่คณะรัฐมนตรีจะพิจารณาผลการศึกษาความตกลง CPTPP ของคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.) และจะมีมติว่าไทยควรเจรจาเข้าร่วมความตกลงดังกล่าวหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พรรคเพื่อไทยได้เคยเสนอแนะต่อรัฐบาลว่า ก่อนที่จะนำผลการศึกษา CPTPP เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีเพื่อเคาะเป็นนโยบาย ขอให้รัฐบาลได้กำกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการเปิดเผยผลการศึกษาของภาครัฐที่ถูกต้องและได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย รวมถึงข้อมูลจากภาคประชาสังคมจากหลากหลายแหล่ง ให้ประชาชนจากทุกภาคส่วนและทุกภูมิภาคทั่วประเทศได้มีส่วนร่วมในการแสดงความเห็น ซึ่งถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก เพราะประชาชนคือผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงต่อความตกลงระหว่างประเทศฉบับนี้ แต่ปรากฎว่าที่ผ่านมา ทางหน่วยงานที่รับผิดชอบกลับเน้นการจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนความเห็นกับสื่อมวลชน ซึ่งมีเพียงหน่วยงานภาครัฐ ตัวแทนนักวิชาการเป็นผู้ให้ข้อมูล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การดำเนินการที่ผ่านมาของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และความตกลง CPTPP มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือความไม่จริงใจของรัฐบาลในการดำเนินการ ซึ่งการแก้รัฐธรรมนูญถูกเตะถ่วงและเบี่ยงเบนประเด็นทั้งๆ ที่เป็นวาระเร่งด่วนของประเทศ ในขณะที่การดำเนินการเกี่ยวกับ CPTPP มีปัญหาเรื่องความโปร่งใส ทำให้ประชาชนแคลงใจในข้อมูลของรัฐบาลมาโดยตลอด หากรัฐบาลมีความจริงใจต่อประชาชนและมั่นใจว่าความตกลง CPTPP มีผลดีมากกว่าผลเสียจริง ก็ขอให้ดำเนินการเปิดเผยผลการศึกษาของ กนศ. ร่วมกับข้อมูลจากภาคประชาสังคมให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น ก่อนที่จะมีการตัดสินใจว่าควรจะเข้าร่วมการเจรจาความตกลงนี้หรือไม่ ซึ่งจะทำให้ไทยก้าวอย่างรอบคอบและเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมมากที่สุด&amp;rdquo;น.ส.จิราพรกล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107350</URL_LINK>
                <HASHTAG>CPTPP, น.ส.จิราพร สินธุไพร, พท., พรรคเพื่อไทย, รัฐธรรมนูญ, ส.ส.ร้อยเอ็ด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210623/image_big_60d2bc91bdcd6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102224</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/05/2021 18:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/05/2021 18:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักการเมืองฝ่ายปชต.ปล่อยเฟกนิวส์รายวัน จนต้องออกมาขอโทษอีกแล้ว </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 พ.ค.64 - จากกรณีนางมนพร เจริญศรี ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความบนทวิตเตอร์ Manaporn Charoensri อ้างว่าโครงการ CPTPP คืออีกหนึ่งโครงการที่กลุ่มทุน CP เตรียมฮุบประเทศไทย หลังจากนั้น เครือเจริญโภคภัณฑ์&amp;nbsp;ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 7 พ.ค.ที่ผ่านมา ระบุว่า&amp;nbsp;มีการเผยแพร่และนำเสนอข่าวสารที่สร้างความสับสนให้กับสังคม โดยทำให้เข้าใจผิดว่าข้อตกลง CPTPP เป็นของ &amp;quot;ซีพี&amp;quot; และบิดเบือนว่าซีพีเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเพื่อหวังผลประโยชน์จากการเข้าร่วมข้อตกลง CPTPP ซึ่งไม่มีมูลความจริงแต่อย่างใด และการตัดสินใจเข้าร่วม CPTPP ของประเทศไทยหรือไม่นั้น ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องแต่อย่างใดทั้งทางตรงและทางอ้อมกับเครือเจริญโภคภัณฑ์ พร้อมกับเอาผิดทางกฎหมายกับผู้บิดเบือนและเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุด นางมนพร เจริญศรี ได้ลบโพสต์ดังกล่าวในทวิตเตอร์ พร้อมกับออกมาขอโทษกลุ่มซีพี และยังได้ขอบคุณซีพีที่ให้ข้อมูล ทำให้ตนมีความเข้าใจมากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้&amp;nbsp;CPTPP หมายถึง ความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก หรือ Comprehensive and Progressive Agreement of Trans-Pacific Partnership ชื่อย่อว่า CPTPP โดยเป็นความตกลงการค้าเสรีที่ครอบคลุมในเรื่องการค้า การบริการ และการลงทุนเพื่อสร้างมาตรฐานและกฎระเบียบร่วมกันระหว่างประเทศสมาชิก ครอบคลุมประเด็นการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา มาตรฐานแรงงาน กฎหมายสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันสมาชิก CPTPP มีทั้งหมด 11 ประเทศ คือ ญี่ปุ่น แคนาดา เม็กซิโก เปรู ชิลี ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ มาเลเซีย บรูไน และเวียดนาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ นายอดิศร เพียงเกษ โฆษกผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้ปล่อยเฟกนิวส์กรณีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่สวมใส่หน้ากากอนามัย&amp;nbsp;ขณะอ่านคำวินิจฉัยคดีธรรมนัส แต่ข้อเท็จจริงภาพที่ไม่ใส่แมสก์เป็นของเก่าที่บันทึกไว้ใช้ประกอบการถ่ายทอดทางโทรทัศน์วงจรปิดเท่านั้น ซึ่งทำให้นายอดิศร ออกมาขอโทษและยอมรับผิดแล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102224</URL_LINK>
                <HASHTAG>CPTPP, บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์, ฝ่ายค้าน, พรรคเพื่อไทย, มนพร เจริญศรี, เฟกนิวส์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210508/image_big_6096791d22b8e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102128</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/05/2021 19:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/05/2021 19:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>CP ร่อนแถลงการณ์ยันไม่เกี่ยวข้อง CPTPP</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เครือเจริญโภคภัณฑ์ให้ความเคารพต่อสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นหรือเผยแพร่ข้อมูลที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้องเป็นจริง อย่างไรก็ตาม ปรากฎว่าในช่วงที่ผ่านมา มีการเผยแพร่และนำเสนอข่าวสารที่สร้างความสับสนให้กับสังคม โดยทำให้เข้าใจผิดว่าข้อตกลง CPTPP เป็นของ &amp;ldquo;ซีพี&amp;rdquo; และบิดเบือนว่าซีพีเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเพื่อหวังผลประโยชน์จากการเข้าร่วมข้อตกลง CPTPP นี้&amp;nbsp; ซึ่งเครือเจริญโภคภัณฑ์ ขอเรียนให้ทราบว่า ความเข้าใจดังกล่าว ไม่มีมูลความจริงแต่อย่างใด และการตัดสินใจเข้าร่วม CPTPP ของประเทศไทยหรือไม่นั้น ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องแต่อย่างใดทั้งทางตรงและทางอ้อมกับเครือเจริญโภคภัณฑ์

&amp;nbsp;โดยข้อเท็จจริง CPTPP &amp;nbsp;หมายถึง &amp;ldquo;ความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก&amp;rdquo; หรือ Comprehensive and Progressive Agreement of Trans-Pacific Partnership ชื่อย่อว่า CPTPP โดยเป็นความตกลงการค้าเสรีที่ครอบคลุมในเรื่องการค้า การบริการ และการลงทุนเพื่อสร้างมาตรฐานและกฎระเบียบร่วมกันระหว่างประเทศสมาชิก ครอบคลุมประเด็นการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา มาตรฐานแรงงาน กฎหมายสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันสมาชิก CPTPP มีทั้งหมด 11 ประเทศ คือ ญี่ปุ่น แคนาดา เม็กซิโก เปรู ชิลี ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ มาเลเซีย บรูไน และเวียดนาม

&amp;nbsp;สุดท้ายนี้ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ขอยืนยันว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับ CPTPP และหากปรากฎว่ามีผู้ใดพยายามบิดเบือนข้อมูลอันก่อให้เกิดความเข้าใจผิดและสร้างความเสียหายต่อองค์กร เครือเจริญโภคภัณฑ์ มีความจำเป็นต้องดำเนินการทางกฎหมายต่อไป
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102128</URL_LINK>
                <HASHTAG>CPTPP, กลุ่มซีพี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210507/image_big_609534b195177.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101923</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/05/2021 08:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/05/2021 08:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐบาลยังไม่อนุมัติเจรจา CPTPP เผยครม.ขยายเวลา กนศ.หารือให้รอบคอบมากที่สุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 พ.ค.64 - นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 5 พ.ค. ไม่ได้มีการเห็นชอบให้ไทยไปขอเจรจาเข้าร่วมความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก หรือ CPTPP แต่อย่างใด มีเพียงการอนุมัติให้ขยายระยะเวลาเพิ่มเติมอีก 50 วัน เพื่อให้คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.)หารือกับภาคส่วนต่างๆ ให้ครอบคลุม ครบถ้วน และรอบคอบมากที่สุด ในการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีที่มอบหมายให้ กนศ. จัดทำกรอบการทำงานเพื่อติดตามแผนการดำเนินการเพื่อปรับตัวของส่วนราชการที่เกี่ยวข้องตามข้อสังเกตของ กรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรเรื่อง CPTPP
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101923</URL_LINK>
                <HASHTAG>CPTPP, มติ ครม., รัชดา ธนาดิเรก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210407/image_big_606d7a8132468.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100056</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/02/2026 19:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/04/2021 11:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;จิราพร&#039;จับตารัฐบาลลักไก่ดันไทยเข้าCPTPPช่วงโควิด-19 ระบาด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 เม.ย.64- &amp;nbsp; &amp;nbsp; นส.จิราพร สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด ในฐานะรองโฆษก และประธานคณะอนุกรรมการนโยบายด้านการพาณิชย์และการค้าระหว่างประเทศ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่าคณะรัฐมนตรีจะพิจารณาข้อเสนอของคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.) ซึ่งมีนายดอน ปรมัตวินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นประธาน และอาจมีมติเห็นชอบให้ไทยเข้าร่วมเจรจาความตกลง CPTPP ในปลายเดือนเมษายนนี้ว่า การกระทำเช่นนี้ยิ่งทำให้ประชาชนเคลือบแคลงสงสัยว่ารัฐบาลมีผลประโยชน์อะไรอยู่เบื้องหลังหรือไม่ ถึงได้พยายามจะดันให้ไทยเข้าร่วมให้ได้ ทั้งๆที่ ผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญศึกษาผลกระทบจากการเข้าร่วมความตกลง CPTPP สภาผู้แทนราษฎร ชี้ชัดว่าไทยยังขาดความพร้อมหลายด้าน และประโยชน์ที่ไทยจะได้จากความตกลงนี้ยังไม่ชัดเจน ดังนั้น จึงมีข้อสงสัยว่า การศึกษาของ กนศ. ที่ใช้เวลาเพียง 3 เดือนมีการศึกษาเชิงลึกที่มากกว่าผลการศึกษาของ กมธ. อย่างไร มีผลการศึกษาเพิ่มเติมที่ชัดเจนหรือไม่ว่าไทยจะได้ประโยชน์อะไร นอกเหนือไปจากการฉายหนังซ้ำว่าเป็นการขยายการค้าและการลงทุน โดยไม่มีประเด็นชี้เฉพาะที่ชัดเจนและยังคงอธิบายไม่ได้ถึงสาระของประโยชน์ที่ไทยจะได้รับเมื่อแลกกับการที่ไทยจะเสียประโยชน์ว่าคุ้มค่าหรือไม่ และที่สำคัญที่สุดในห่วง 3 เดือนที่ กนศ. ทำการศึกษา ไม่มีการเปิดเผยผลการศึกษาให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการรับรู้และแสดงความคิดเห็นอย่างเพียงพอ
&amp;nbsp;
ที่ผ่านมา มีข่าวว่า รัฐบาลสามารถให้หน่วยงานรัฐไปลองเจรจาดูก่อน ถ้าไม่ได้ตามที่คาดหวังค่อยถอนการเจรจา ในกรณีนี้ ไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้องในกระบวนการเจรจาระหว่างประเทศ เพราะหากสมาชิก CPTPP ทราบว่าไทยมีแนวทางเช่นนี้ สมาชิก CPTPP คงจะไม่มานั่งเสียเวลาเจรจาด้วย เพราะเสมือนหนึ่งไทยกำลังจะลองผิดลองถูก เหมือนเด็กเล่นขายของ ไม่มีความน่าเชื่อถือในสายตาสมาชิก CPTPP เพราะโดยหลักการ ประเทศใดสนใจจะเข้า CPTPP ก็ต้องศึกษาความพร้อมและความเหมาะสมของประเทศตนในการเข้าเป็นสมาชิกก่อน เพราะความตกลงนี้มีผลใช้บังคับไปแล้ว รายละเอียดกฎเกณฑ์ก็มีให้ศึกษาชัดเจน การที่รัฐบาลจะกล่าวอ้างกับประชาชนในประเทศว่าเจรจาไปก่อนค่อยดูผลทีหลัง จึงดูเป็นการหลอกล่อเพื่อขอไปที แสดงถึงความไม่จริงใจต่อประชาชนรวมทั้งเสียมารยาทต่อคู่เจรา CPTPP ด้วย แทนที่รัฐบาลจะเอาเวลาไปเสริมสร้างพัฒนาข้อบกพร่องของไทยให้มีความพร้อมในการแข่งขันก่อนเข้า CPTPP ก็กลับไม่ดำเนินการตามที่ กมธ. ได้ศึกษาและเสนอแนะไป แต่กลับพยายามทำในวังวนเดิมที่เคยทำคือหลับหูหลับตาดันไทยเข้า CPTPP ทั้งๆ ที่รู้อยู่ว่าไทยไม่มีความพร้อม แต่ที่ทำไปเพียงแค่จะสนองประโยชน์นายทุนโดยเฉพาะต่างชาติเท่านั้น &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังมีทางเลือกอีกมากมายที่ควรทำ แทนที่รัฐบาลจะรีบกระโดดเข้าร่วมการเจรจาความตกลงดังกล่าว เช่น หารืออย่างไม่เป็นทางการกับสมาชิก CPTPP ผ่านรูปแบบ Exploratory Discussion เพื่อดูความน่าจะเป็นว่าไทยและสมาชิก CPTPP ยอมรับข้อเสนอในประเด็นต่างๆ ได้หรือไม่ &amp;nbsp;ซึ่งเป็นแนวทางที่อาเซียนทำกับแคนาดาและสหภาพยุโรป รวมทั้งไทยเองก็เคยใช้แนวทางนี้กับแคนาดา นิวซีแลนด์ และออสเตรเลียมาก่อน หรืออีกทางเลือกหนึ่ง เช่น การส่งข้อเสนอและท่าทีของไทยไปยังสมาชิก CPTPP ให้ได้รู้ว่า ไทยอยู่ในฐานะไหน ทำอะไรให้ได้มากน้อยขนาดไหนอย่างไร โดยที่ทางเลือกต่างๆ ดังกล่าว ก็จะเป็นการช่วยประหยัดทรัพยากร เวลา และงบประมาณของไทยซึ่งดีกว่าการที่ไทยกระโดดเข้าไปเจรจาเป็นทางการด้วย เพราะหากเดินหน้าเจรจาแล้วขอถอนตัวในภายหลังจะทำให้เสียภาพลักษณ์ในเวทีโลกเป็นอย่างมาก
&amp;nbsp;
นอกจากนี้ การที่อ้างข่าวว่าอังกฤษจะเข้าร่วม CPTPP ไม่ใช่สาระสำคัญที่ไทยจะนำมาเป็นประเด็นกล่าวอ้างเชิงเปรียบเทียบ เพราะอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป ย่อมต้องหาพันธมิตรใหม่ และอังกฤษไม่ใช่สมาชิกความตกลง RCEP (สมาชิก RCEP 7 ประเทศเป็นสมาชิก CPTPP ได้แก่ สิงคโปร์ บรูไน &amp;nbsp;มาเลเซีย &amp;nbsp;เวียดนาม ญี่ปุ่น &amp;nbsp;ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์) &amp;nbsp; ดังนั้นอังกฤษจึงต้องการเข้า CPTPP เพื่อจะครอบคลุมสมาชิก RCEP จำนวน 7 ประเทศไปด้วย ในขณะที่ประเทศไทยมีความตกลงทั้งระดับทวิภาคีและระดับพหุพาคีกับประเทศ CPTPP แล้วถึง 9 ประเทศ จึงเหลือเพียงแคนาดากับเม็กซิโกที่ไทยยังไม่มีความตกลงทางการค้าด้วย และขณะนี้อาเซียนรวมไทยกำลังหารือกับแคนาดาเพื่อทำความตกลงอยู่แล้ว จึงไม่มีเหตุผลใดที่ไทยจะเข้า CPTPP นอกนจากนี้ อังกฤษมีความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจและการค้าสูงกว่าไทยมาก ข้อเสียเปรียบในการเข้าร่วมความตกลง CPTPP จึงแทบไม่มีเลย ซึ่งแตกต่างจากไทยที่มีข้อเสียเปรียบสมาชิก CPTPP มาก
&amp;nbsp;
ยิ่งไปกว่านั้น หลังวิกฤตโควิด-19 จะทำให้การค้าของโลกเปลี่ยนไปเป็นอย่างมาก ซึ่งแม้มาตรฐานของ CPTPP เป็นเรื่องของการเปิดเสรีในระดับที่สูง แต่กฎเกณฑ์ไม่ได้รองรับรูปแบบการค้าใหม่ๆในอนาคต เช่น การค้ายุคไซเบอร์ &amp;nbsp;การบริการนวัตกรรมชั้นสูง การเงินการธนาคารในระบบดิจิตอล &amp;nbsp;การลงทุนดิจิตอล เช่น คริปโทเคอร์เรนซี (cryptocurrency) เป็นต้น ดังนั้น ไทยควรจะใช้โอกาสในวิกฤตโควิด-19 นี้เรียนรู้ความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นเพื่อให้สามารถตัดสินใจกำหนดนโยบายการค้าระหว่างประเทศได้อย่างถูกต้องก่อนควบคู่ไปกับการพัฒนาความพร้อม ซึ่งจะเกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศ แทนที่จะหุนหันพลันแล่นเข้าร่วม FTA แบบเก่าดังเช่น CPTPP
&amp;nbsp;
&amp;ldquo;ในช่วงเวลาที่คนไทยกำลังหวาดผวากับวิกฤตโควิด-19 สิ่งที่รัฐบาลต้องทุ่มเทเวลาและให้ความสำคัญมากที่สุดคือการจัดหาวัคซีนมาให้กับประชาชน ไม่ใช่มัวเอาเวลาไปเร่งให้ประเทศเข้าร่วมความตกลง CPTPP เพื่อหาประโยชน์ให้กับต่างชาติ และที่น่ากังวลที่สุดคือ การที่ไทยจะเข้าร่วมความตกลง CPTPP ในห้วงการบริหารประเทศของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เพราะผลงานการบริหารประเทศตลอด 7 ปีที่ผ่านมา ได้แสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์แล้วว่าล้มเหลวในทุกด้าน แล้วเช่นนี้จะให้ประชาชนวางใจได้อย่างไรว่ารัฐบาลพลเอกประยุทธ์จะสามารถเตรียมความพร้อมทำให้ประเทศไทยได้ประโยชน์สูงสุดจากการเข้าร่วมความตกลงฯ ฉบับนี้&amp;rdquo; น.ส.จิราพร กล่าว.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;ufa911
ufarich777
ufa877
ufadeal
ufabet123
ufa1669
ufaonebet
ufa24
ufabetwin
sbobetsh
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100056</URL_LINK>
                <HASHTAG>CPTPP, จิราพร สินธุไพร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210420/image_big_607e5c0258907.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97891</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/03/2021 15:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/03/2021 15:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;พาณิชย์&#039;เร่งตั้ง&#039;กองทุนเอฟทีเอ&#039; เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 มี.ค.2564 นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 30 มี.ค.2564 ที่ผ่านมา ได้เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับเรื่อง CPTPP ด้านการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ โดยที่ประชุมรับทราบข้อเสนอของคณะกรรมาธิการวิสามัญ CPTPP ของสภาผู้แทนราษฎร ที่ขอให้รัฐบาลเร่งจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) และได้ร่วมกันพิจารณาแผนการดำเนินการของส่วนราชการเพื่อจัดตั้งกองทุนเอฟทีเอ และมีมติให้เสนอแผนงานต่อนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ เพื่อพิจารณาก่อนนำเสนอคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.) พิจารณาต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้คณะทำงานพิจารณาแนวทางการพัฒนากองทุนช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า (กองทุนเอฟทีเอ) ที่มีปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน และมีผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมเป็นคณะทำงาน ได้ดำเนินการหารือเรื่องการจัดตั้งกองทุนเอฟทีเอมาเป็นระยะ โดยการจัดตั้งกองทุนเอฟทีเอจะต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ.การบริหารทุนหมุนเวียน พ.ศ.2558 และ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 โดยจะต้องเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการนโยบายการบริหารทุนหมุนเวียน ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน เพื่อพิจารณาก่อนเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบตามขั้นตอน รวมทั้งจะต้องมีการจัดทำกฎหมายใหม่ ซึ่งจะเป็นกฎหมายเฉพาะที่ต้องเสนอให้รัฐสภาเห็นชอบอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามแม้การดำเนินการเพื่อจัดตั้งกองทุนเอฟทีเอจะคืบหน้าไปมาก แต่ยังมีประเด็นเรื่องแหล่งรายได้ของเงินกองทุนฯ ที่ไม่สามารถพึ่งพารายได้จากงบประมาณภาครัฐเพียงแหล่งเดียว แต่จำเป็นต้องมีรายได้จากแหล่งอื่นเสริมด้วย ซึ่งกระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างหารือกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะภาคเอกชนที่จะได้หรือเสียประโยชน์จากเอฟทีเอ และเมื่อหาข้อสรุปได้แล้ว ก็จะเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายการบริหารทุนหมุนเวียนของกระทรวงการคลังต่อไป โดยคาดว่า หน่วยงานจะใช้เวลาประมาณ 2 ปี เพื่อดำเนินการตามข้อเสนอของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ CPTPP ในการจัดตั้งกองทุนเอฟทีเอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับคณะอนุกรรมการฯ ชุดนี้ เป็น 1 ใน 8 คณะ ซึ่งที่ประชุม กนศ. ตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 มี.ค.2564 เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันหาแนวทางช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบและให้เสนอแผนงานต่อที่ประชุม กนศ. เพื่อประมวลความพร้อมหรือไม่พร้อมของประเทศไทยในประเด็นต่างๆ และพิจารณานำเสนอ ครม. ต่อไป โดยคณะอนุกรรมการฯ ประกอบด้วยผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการอุตสาหกรรม และกระทรวงพาณิชย์&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97891</URL_LINK>
                <HASHTAG>CPTPP, กองทุนช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ), บุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200511/image_big_5eb9436723a70.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
