<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117130</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/09/2021 21:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/09/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สร้างสรรค์และแบ่งปันคุณค่าจากการเติบโต ไทยเบฟ...กับการพัฒนาชุมชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; Corporate Social Responsibility หรือระบบซีเอสอาร์ ถือเป็นกิจกรรมเพื่อตอบแทนสังคมของภาคธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลของการสร้างภาพลักษณ์องค์กร กลยุทธ์ทางการตลาดเพื่อสร้างแบรนด์ ตลอดจนเป็นภาคบังคับสำหรับบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ที่จะต้องปฏิบัติตามกฏกติกา &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; แต่ต้องยอมรับว่า ซีเอสอาร์นั้นเป็นการคืนกำไรให้กับสังคมรูปแบบหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันจะเห็นว่ารูปแบบการตอบแทนสังคมของผู้ประกอบการบางรายเริ่มเปลี่ยนไป เพราะผู้ประกอบการเหล่านี้เชื่อว่าธุรกิจไม่ควรเป็นฝ่ายรับจากสังคมอย่างเดียว แต่ควรคืนสู่สังคม แม้จะเป็นเพียงส่วนเล็ก แต่ถ้าทุกองค์กรช่วยกัน การช่วยเหลือก็จะยิ่งใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ก็เป็นธุรกิจหนึ่งที่ดำเนินกิจกรรมเพื่อตอบแทนสังคมมาอย่างต่อเนื่องและยาวนานในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะโครงการ &amp;ldquo;ไทยเบฟ...รวมใจต้านภัยหนาว&amp;rdquo; ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2543 โดยมอบผ้าห่มไทยเบฟผืนอุ่นสีเขียวให้กับพี่น้องผู้ประสบภัยหนาวในภาคเหนือและภาคอีสาน จนเป็นที่รู้จักและกล่าวขานกันอย่างทั่วถึง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อย่างไรก็ดี ที่น่าสนใจคือ มาถึงวันนี้ รูปแบบการคืนกำไรสู่สังคมของ &amp;ldquo;ไทยเบฟ&amp;rdquo; นั้น มิใช่ย่ำอยู่กับการแจก การบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะกิจเฉพาะสถานการณ์ หรือจัดกิจกรรมตามเทศกาลเพียงเท่านั้น แต่บริษัทดังกล่าวถือเป็น &amp;ldquo;ต้นแบบ&amp;rdquo; ในการ่วมสร้างความยั่งยืนสู่สังคมภายใต้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และสอดคล้องกับกรอบการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ ด้วยการวางยุทธศาสตร์ให้ชุมชนสร้างความเข้มแข็งด้วยตนเอง ตามศาสตร์พระราชาที่่ดำริว่า ..ให้เบ็ดดีกว่าให้ปลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; คุณฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) วางนโยบายเดินตามรอยหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ด้วยการให้จัดตั้งหน่วยงาน &amp;ldquo;โครงการพัฒนาชุมชน&amp;rdquo; ภายในองค์กร ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของแนวคิดการพัฒนาแบบยั่งยืนด้วยความเชื่อมั่นว่า &amp;ldquo;การสร้างสรรค์และแบ่งปันคุณค่าจากการเติบโต&amp;rdquo; คือรากฐานที่จะนำไปสู่ความยั่งยืน โดยสร้างความเข้มแข็งของชุมชน และสร้างพื้นที่ต้นแบบที่ให้การสนับสนุนระหว่างชุมชนที่เข้มแข็งกับภาคธุรกิจ โดยมีเป้าหมายคือ ต้องการสร้างชุมชนต้นแบบในด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม สร้างเครือข่ายพันธมิตรเพื่อร่วมกันพัฒนา เน้นกระบวนการมีส่วนร่วมทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคธุรกิจ สถาบันวิชาการ ที่สำคัญต้องการยกระดับชุมชนให้เป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม สร้างเศรษฐกิจระดับชุมชน โดยมีหลักการดำเนินงาน 4 ด้านหลัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ไทยเบฟมุ่งมั่นที่จะสร้างความมั่นคงและยั่งยืนให้ชุมชนและสังคมเติบโตควบคู่กับธุรกิจของเราโดยให้ความสำคัญในการพัฒนาชุมชนและสังคมอย่างต่อเนื่องมากว่า 18 ปี&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้การขับเคลื่อนโครงการพัฒนาชุมชนของไทยเบฟ มีทั้งด้านการสร้างเศรษฐกิจชุมชนและเศรษฐกิจฐานราก โดยใช้ศักยภาพของชุมชนเป็นหลักในการทำงาน สร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มองค์กรชุมชนใน 3 กลุ่มงาน คือ เกษตร แปรรูป และท่องเที่ยวโดยชุมชน เพื่อให้เกิดทักษะการเรียนรู้ร่วมกัน 5 เรื่อง ได้แก่ การเข้าถึงปัจจัยการผลิต การสร้างองค์ความรู้ การตลาด การสื่อสารสร้างการรับรู้ และการบริหารจัดการ อีกทั้ง ในสถานการณ์ที่มีการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรของชุมชนได้รับผลกระทบ จึงพัฒนาช่องทางตลาดออนไลน์ สร้างทางเลือกให้พนักงานไทยเบฟและคนทั่วไปได้ช่วยกันซื้อสินค้าชุมชน สร้างรายได้กลับสู่ชุมชนต่อไป &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้านการส่งเสริมและพัฒนาคนรุ่นใหม่ มีแนวคิดที่จะสานต่อพลังของคนรุ่นใหม่กลับไปพัฒนาบ้านเกิด ก่อให้เกิดรายได้อย่างต่อเนื่อง สร้างการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน พัฒนาด้านสังคม เศรษฐกิจ ยกระดับสู่การเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนด้านการพัฒนาเด็กและเยาวชนได้ประสานความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการศึกษา ร่วมกันถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับครูและนักเรียน เพื่อให้มีทักษะเพิ่มเติม เรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริง นอกจากนั้น ได้รับการประสานจากมหาวิทยาลัย ร่วมกันพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้ สร้างศักยภาพคนรุ่นใหม่ให้มีทักษะองค์ความรู้ด้านการจัดการหรือการประกอบการทางธุรกิจเพื่อสังคม &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้านการสนับสนุนการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เน้นความสำคัญไปที่การส่งเสริมและแสวงหาความรู้ด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ดิน น้ำ ป่า เช่น ส่งเสริมเรื่องธนาคารน้ำ ใต้ดิน การปลูกป่าทดแทนทั้งในป่าชายเลนและบนบก การทำฝายชะลอน้ำ การพัฒนาพื้นที่แปลงรวมให้เปลี่ยนเป็นพื้นที่เกษตรอินทรีย์ผ่านกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาชุมชน หรือสนับสนุนโครงการเฉพาะเรื่อง เช่น การร่วมมือกับมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำและกระบวนการจัดการน้ำ รวมไปถึงการพัฒนาด้านเศรษฐกิจชุมชน และสนับสนุนการจัดระบบน้ำ การทำโครงการประปาภูเขา &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้านการช่วยเหลือและบรรเทาภัยพิบัติ ไทยเบฟ...รวมใจต้านภัย หนาว คืออีกหนึ่งโครงการที่จัดตั้งขึ้น เพื่อช่วยเหลือชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยหนาว โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคอีสาน โดยได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน เครือข่ายพันธมิตร ทั้งภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมส่งต่อความอบอุ่นกันมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับโอกาสในการเข้าถึงความช่วยเหลือในด้านต่างๆ ทั้งการศึกษา และสาธารณสุข นอกจากนั้นยังส่งเสริมให้พนักงานในองค์กรได้เป็นส่วนหนึ่งในการแบ่งปันความอบอุ่นผ่านแคมเปญ 1 ปัน 1 อุ่น โดยมุ่งหวังให้เกิดพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการร่วมกันสร้างสังคมแห่งการให้ที่ยั่งยืน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; คุณธารทิพย์ ศิรินุพงศ์ ผู้อำนวยการโครงการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า &amp;ldquo;ไทยเบฟมุ่งเน้นการสร้างความเข้มแข็งจากภายในชุมชนและพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นในทุกด้าน เพื่อนำไปสู่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจชุมชน ควบคู่ไปกับการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างองค์กรกับชุมชน โดยร่วมมือกับชุมชนในการคิดและพัฒนาให้เกิดการเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน เราเชื่อว่าการสร้างความเข้มแข็งในรูปแบบดังกล่าวจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของชุมชน ส่งผลให้คนในชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้น เกิดการรวมกลุ่มกันเป็นวิสาหกิจชุมชน และเมื่อเกิดความมั่นคงแล้ว ชุมชนเองก็สามารถแบ่งปันคุณค่าของการเติบโตโดยการขยายองค์ความรู้และแนวทางการทำงานของตนเองไปสู่ชุมชนใกล้เคียง ซึ่งจะสร้างความยั่งยืนให้กระจายไปในระดับท้องถิ่น และนำไปสู่การพัฒนาระบบเศรษฐกิจในระดับประเทศได้อย่างแท้จริง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สามารถกล่าวได้ว่า โครงการพัฒนาชุมชนโดยไทยเบฟ ถือเป็นความมุ่งมั่นสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชนและสังคมเริ่มตั้งแต่ฐานราก ซึ่งแตกต่างจากรูปแบบการคืนกำไรสู่สังคม หรือการแสดงความรับผิดชอบในการตอบแทนสังคมของภาคธุรกิจอื่นๆ เพราะการให้ปลานั้นเห็นรูปธรรมชัดเจนทันควัน แต่การให้เบ็ดนั้นต้องอาศัยเวลาและความร่วมมือร่วมใจของชุมชน ซึ่งหมายถึงความสำเร็จนั้นจะเกิดขึ้นได้ ต้องอาศัยชุมชนในแต่ละพื้นที่ สามารถเข้าถึงเข้าใจในปณิธานที่ภาคธุรกิจลงไปส่งเสริมสนับสนุนสร้างเครื่องมือ ให้ความรู้ เพิ่มศักยภาพ เปิดช่องทาง แล้วชุมชนพร้อมใจที่จะลงมือเพื่อสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง อย่างยั่งยืน ที่สำคัญพึ่งพาตนเองได้ตลอด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117130</URL_LINK>
                <HASHTAG>Corporate Social Responsibility, csr, การพัฒนาชุมชน, การสร้างสรรค์และแบ่งปันคุณค่าจากการเติบโต, กิจกรรมเพื่อตอบแทนสังคม, คืนกำไรสู่สังคม, คุณค่าจากการเติบโต, คุณฐาปน สิริวัฒนภักดี, คุณธารทิพย์ ศิรินุพงศ์, ซีเอสอาร์, บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน), ผู้ประสบภัยหนาว, มอบผ้าห่ม, สร้างสรรค์และแบ่งปัน, เดินตามรอยหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง, โครงการพัฒนาชุมชน, ไทยเบฟ, ไทยเบฟ...รวมใจต้านภัยหนาว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210918/image_big_6145fcdbc7add.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>94518</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/02/2021 16:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/02/2021 16:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปันน้ำใสจากใจในแบบ TSR</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; โครงการปันน้ำใสได้ริเริ่มมาตั้งแต่ปี 2561 เพื่อสานต่อเจตนารมณ์ของนายวีรวัฒน์ แจ้งอยู่ ผู้ก่อตั้งบริษัท เธียรสุรัตน์ จำกัด (มหาชน) หรือ TSR ที่อยากให้คนไทยทุกครัวเรือนมีสุขภาพที่ดี มีน้ำดื่มที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ปราศจากสิ่งเจือปน โดยโครงการนี้มีจุดมุ่งหมายหลักคือ การช่วยให้คนไทยในชุมชนต่างๆ สามารถมีน้ำดื่มที่สะอาดได้บริโภคในชีวิตประจำวัน เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตให้แก่คนในชุมชนอย่างยั่งยืน ซึ่งการดำเนินการโครงการนี้ที่ทำมาอย่างต่อเนื่อง 3 ปี ได้บริจาคเครื่องกรองน้ำไปทั้งสิ้น 8,343 เครื่อง และตั้งเป้าในปี 2564 จะมอบอีกกว่า 4,000 เครื่องทั่วประเทศไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และในปีนี้ที่ถือว่าครบรอบ 45 ปีของบริษัท จึงได้เปลี่ยนชื่อโครงการเป็น &amp;ldquo;ปันน้ำใส จากใจ TSR&amp;rdquo; เพื่อสอดคล้องกับการรีแบรนด์ของบริษัท และกลุ่มธุรกิจในเครือ แต่ยังคงจุดมุ่งหมายเดิมในการให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และแบ่งปันสิ่งดีๆ คืนให้กับสังคมไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเอกรัตน์ แจ้งอยู่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TSR กล่าวว่า นโยบายและแนวทางการดำเนินงานด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม เป็นหนึ่งในหลักการที่บริษัทให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่องมาตลอดระยะเวลาของการดำเนินธุรกิจ ด้วยตระหนักว่าองค์กรจะเติบโตได้อย่างยั่งยืน ต้องอาศัยทั้งวิสัยทัศน์ พันธกิจ ความสามารถ ควบคู่กับการมีคุณธรรมและจริยธรรมในการดำเนินธุรกิจ ด้วยหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี ซึ่งรวมถึงการมีความรับผิดชอบต่อชุมชนและสังคม และการได้เป็นส่วนหนึ่งในการมอบเครื่องกรองน้ำเพื่อให้คนไทยเข้าถึง &amp;ldquo;น้ำดื่มที่สะอาด ปลอดภัย&amp;rdquo; ถือเป็นหัวใจของการพัฒนาให้เกิดความอย่างยั่งยืนอย่างแท้จริง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยปัจจุบัน ประเทศไทยมีปัญหาทั้งเรื่องสารปนเปื้อนในน้ำ น้ำบาดาลขุ่น และล่าสุดกับภาวะน้ำประปาเค็มที่เกิดจากน้ำทะเลหนุน ล้วนส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของทุกครัวเรือน ดังนั้นการช่วยสนับสนุนให้ทุกคนเข้าถึงน้ำดื่มที่ปลอดภัย ตั้งแต่ระดับชุมชนไปจนถึงระดับประเทศเป็นสิ่งสำคัญ ที่เพิ่มความเข้มแข็งในการพัฒนาการจัดการน้ำและสุขอนามัย สำหรับโรงเรียนหรือโรงพยาบาลที่ต้องการเครื่องกรองน้ำ สามารถติดต่อสอบถามที่ 1210 กด 3
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางสาวเธียรวรรณี แจ้งอยู่ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารและเลขานุการคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการที่ดีและความรับผิดชอบต่อสังคม TSR กล่าวว่า &amp;ldquo;โครงการปันน้ำใส จากใจ TSR เป็นการสร้างรอยยิ้มสายธารแห่งความสุขที่แบ่งปันน้ำใจ ซึ่งแทบจะทุกโรงเรียนในสังกัด กทม. และนนทบุรี มีเครื่องกรองน้ำของเราติดตั้ง ถือเป็นความตั้งใจและภูมิใจของคนในองค์กร โดยเราได้มีกิจกรรมและรูปแบบความช่วยเหลือเพิ่มเติมนอกเหนือจากการดำเนินการหลักตามความเหมาะสม อาทิ การสนับสนุนน้ำดื่มบรรจุขวด TSR เพื่อบุคลากรทางการแพทย์ การทำโรงทานให้ความช่วยเหลือชุมชนใกล้เคียงเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาว่างงาน ตกงาน หรือผู้ได้รับผลกระทบในวิกฤติโควิด-19 และการมอบกล่องเซฟ ยูวี สเตอริไลเซอร์ (SAFE UV Sterilizer) ให้กับ 100 ร้านอาหารในเขตเทศบาลนครนนทบุรี สำหรับใช้ในการฆ่าเชื้อบนภาชนะใส่อาหาร เป็นต้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94518</URL_LINK>
                <HASHTAG>csr, ปันน้ำใส จากใจ TSR, เธียรวรรณี แจ้งอยู่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210228/image_big_603b5dd82522f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>93760</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/02/2021 16:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/02/2021 16:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>Care the Whale ขยะล่องหน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัญหาขยะได้สร้างมลพิษต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะภาวะโลกร้อนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้หลายภาคส่วนให้ความสนใจและหาทางออกสู้วิกฤติโลกร้อน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีเป้าหมายในการสร้างโอกาสการเติบโตอย่างสมดุลทั้งธุรกิจและสังคม เพื่อให้ตลาดทุนเป็นประโยชน์แก่ทุกภาคส่วน ตามวิสัยทัศน์ To make the capital market &amp;lsquo;Work&amp;rsquo; for everyone จึงได้ร่วมกับพันธมิตรทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคสังคม เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมสร้างสมดุลระบบนิเวศให้คงอยู่ ด้วยความร่วมมือ โครงการ Care the Whale ขยะล่องหน จึงเกิดขึ้นเพื่อขับเคลื่อนการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ซึ่งดำเนินงานภายใต้เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) ในข้อ 13 &amp;ldquo;Climate Action&amp;rdquo; ข้อ 12 &amp;ldquo;Responsible Consumption and Production&amp;rdquo; และข้อ 17 &amp;ldquo;Partnerships for the Goals&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 1 ปีของการดำเนินงานโครงการ Care the Whale มีพันธมิตรและเครือข่ายกว่า 30 องค์กร ประกอบด้วย ผู้ประกอบการบนพื้นที่ถนนรัชดาภิเษก 14 แห่ง รวมถึงผู้ประกอบการทางสังคม องค์กรพันธมิตรในธุรกิจด้าน Circular Economy และหน่วยงานภาครัฐ ตลอดทั้งปีร่วมลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกจากการบริหารจัดการขยะและคัดแยกขยะได้ถึง 4,268,495.04 Kg.Co2e เทียบเท่าการปลูกต้นไม้ใหญ่อายุ 10 ปี จำนวน 474,277 ต้น ในด้านกระบวนการปฏิบัติ สมาชิกสามารถบริหารจัดการขยะตั้งแต่การแยกขยะจากต้นทางไปสู่ปลายทางเพื่อเข้าสู่กระบวนการ Circular Economy ได้อย่างเป็นรูปธรรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปี 2564 โครงการ Care the Whale มุ่งขยายความร่วมมือไปยังพื้นที่นอก ถ.รัชดาภิเษก โดยร่วมกับองค์กรภาคธุรกิจและภาคชุมชน ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด พร้อมพัฒนา Climate Care Calculator Digital Platform เป็นเครื่องมือบริหารจัดการขยะตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง และคำนวณเป็นตัววัดผลค่าการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก ซึ่งจะช่วยในการวิเคราะห์และพัฒนาการบริหารจัดการขยะได้อย่างมีประสิทธิภาพ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น ในโอกาสครบรอบ 1 ปี โครงการ Care the Whale ได้จัดเสวนาออนไลน์ Climate Care Forum &amp;ldquo;Survive Climate Tipping Point&amp;rdquo; โดยได้รับเกียรติจาก นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ &amp;ldquo;Survive Climate Tipping Point&amp;rdquo; และเสวนา &amp;ldquo;ขยะล่องหน : ถอดบทเรียน สู้โลกร้อน&amp;rdquo; ที่วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจะมาร่วมหาทางออกจากการถอดบทเรียนการบริหารจัดการขยะในบริบทต่างๆ ทั้งบริบทภาคกำกับ ภาคธุรกิจ การขับเคลื่อนของภาคชุมชนในการจัดการขยะ ไปจนถึงการสร้างนวัตกรรมทางออกให้แก่ขยะอาหารและขยะแฟชั่น รวมถึงร่วมอัพเดตปรากฏการณ์ปัญหาโลกร้อนและนโยบายจัดการสิ่งแวดล้อมของโลกและในประเทศไทย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/93760</URL_LINK>
                <HASHTAG>csr, ภากร ปีตธวัชชัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210221/image_big_60322a15dfc9a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>93002</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/02/2021 17:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/02/2021 17:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อการเรียน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บ้านปู เน็กซ์ บริษัทลูกของบ้านปู ในฐานะผู้ให้บริการด้านพลังงานสะอาดชั้นนำในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก สานต่อความมุ่งมั่นในการนำพลังงานแสงอาทิตย์มาสร้างโอกาสการเรียนรู้สู่เยาวชนในพื้นที่ห่างไกล ภายใต้ &amp;lsquo;โครงการพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อการเรียนรู้ Light &amp;amp; Learn&amp;rsquo; ปีที่ 4 พาทีมพนักงานจิตอาสาและวิศวกรผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่ติดตั้งระบบผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ พร้อมแบตเตอรี่ และอินเวอร์เตอร์ ให้แก่ 15 โรงเรียนในพื้นจังหวัดกาญจนบุรี พร้อมมอบสื่อการเรียนรู้ อาทิ โทรทัศน์ ชุดรับสัญญาณดาวเทียม และหนังสือนิทาน &amp;lsquo;มหัศจรรย์พลังงานโซลาร์กับกระแสไฟฟ้าสร้างเองได้ไม่มีวันหมด&amp;rsquo; เพื่อเปิดโลกทัศน์ด้านการศึกษา และปลูกฝังความรู้เกี่ยวกับพลังงานแสงอาทิตย์ และการใช้พลังงานสะอาดอย่างชาญฉลาดและยั่งยืน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางสมฤดี ชัยมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) และบริษัท บ้านปู เน็กซ์ จำกัด เปิดเผยว่า บ้านปู เน็กซ์ ดำเนินธุรกิจควบคู่กับการสร้างความยั่งยืน และคำนึงถึงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาลมาโดยตลอด จึงมุ่งมั่นนำความเชี่ยวชาญด้านพลังงานมาต่อยอดเป็นกิจกรรมดีๆ เพื่อสังคม โดยเฉพาะ &amp;lsquo;โครงการพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อการเรียนรู้ Light &amp;amp; Learn&amp;rsquo; ที่มุ่งนำระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ซึ่งเป็นหนึ่งใน &amp;lsquo;โซลูชันพลังงานฉลาด&amp;rsquo; จากบ้านปู เน็กซ์ ไปติดตั้งให้แก่โรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกและสร้างความต่อเนื่องในการเรียนการสอน และการใช้พลังงานอย่างชาญฉลาดและยั่งยืน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยในปีนี้ ทีมวิศวกรและผู้เชี่ยวชาญได้ลงพื้นที่สำรวจโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลที่ยังขาดแคลนไฟฟ้าในจังหวัดกาญจนบุรี รวมถึงพื้นที่ติดชายแดนเมียนมา พร้อมดำเนินการติดตั้งระบบผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์พร้อมแบตเตอรี่ให้แก่โรงเรียน 15 แห่ง มีจำนวนนักเรียนและครูกว่า 600 คน ได้แก่ โรงเรียนในอำเภอสังขละบุรี 11 แห่ง อำเภอศรีสวัสดิ์ 3 แห่ง และอำเภอทองผาภูมิ 1 แห่ง นอกจากนี้ยังมอบสื่อการเรียนการสอน อาทิ โทรทัศน์ ชุดรับสัญญาณดาวเทียม และหนังสือนิทาน &amp;lsquo;มหัศจรรย์พลังงานโซลาร์กับกระแสไฟฟ้าสร้างเองได้ไม่มีวันหมด&amp;rsquo; ซึ่งบ้านปู เน็กซ์ ได้จัดทำขึ้น เพื่อส่งเสริมให้เด็กๆ มีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับพลังงานสะอาดที่จะเข้ามามีบทบาทกับสังคมไทยในอนาคต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ด้วยความเชื่อว่า พลังงานการเรียนรู้ คือ พลังแห่งการเปลี่ยนแปลงและพัฒนา ซึ่งบ้านปู เน็กซ์ จะสานต่อโครงการนี้ไปอย่างต่อเนื่อง เพราะยังมีโรงเรียนที่ขาดแคลนไฟฟ้าและอุปกรณ์การเรียน รวมถึงจะเดินหน้าผลักดันให้ทุกพื้นที่ในประเทศไทยสามารถเข้าถึงพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีได้อย่างทั่วถึง ตลอดจนส่งเสริมการนำพลังงานสะอาด และเทคโนโลยีพลังงานต่างๆ ไปพัฒนาทุกภาคส่วนให้ยั่งยืน&amp;rdquo; นางสมฤดีกล่าวสรุป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางมนภรณ์ ศตวรรษมณฑล ครูผู้แลศูนย์เด็กเล็กสะเนพ่อง กล่าวว่า รู้สึกดีใจ และยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ทางบ้านปู เน็กซ์ ได้เข้ามาติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ และแบตเตอรี่ให้กับทางโรงเรียน ทำให้เด็กๆ มีไฟฟ้าใช้เรียนหนังสือและทำกิจกรรมต่างๆ ได้ตลอดทั้งวัน รวมถึงยังมอบสื่อการเรียนการสอนมาให้เด็กๆ ได้เปิดโลกการเรียนรู้นอกตำราเรียน และช่วยให้เราสามารถจัดกิจกรรมสันทนาการที่เด็กๆ ชื่นชอบ เพื่อส่งเสริมพัฒนาการและความสามารถพิเศษของเด็กๆ เช่น นำมาใช้สอนร้องเพลง สอนเต้น หรือเปิดวิดีโอต่างๆ อีกทั้งครูก็สามารถใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการสอนให้ดียิ่งขึ้น เช่น นำคอมพิวเตอร์มาใช้สร้างสื่อการสอนรูปแบบใหม่ๆ ให้แก่นักเรียน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/93002</URL_LINK>
                <HASHTAG>csr, มนภรณ์ ศตวรรษมณฑล, สมฤดี ชัยมงคล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210214/image_big_6028f59ff2a24.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>92208</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/02/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/02/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ดุสิตธานีหัวหิน&quot;โมเดลชีวิตวิถีใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ดุสิตธานี&amp;rdquo; สู้ไม่ถอย แม้จะได้รับผลกระทบจากโควิด-19 หลายระลอก ล่าสุดปรับกลยุทธ์เดินหน้าเข้าหาลูกค้า ประกาศเดินหน้าสร้างรายได้จาก Non-Room Business ใช้ทักษะและความเข้าใจในท้องถิ่นผลิตสินค้าเพื่อนำเสนอในชุมชนทดแทนรายได้ห้องพักในช่วงที่มีข้อจำกัดด้านการเดินทาง รอจนกว่าสถานการณ์โควิดจะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บมจ.ดุสิตธานี (มหาชน) เปิดเผยว่า กลุ่มดุสิตธานีปรับกลยุทธ์ด้วยการหันมาโฟกัสกับการสร้างรายได้อื่นๆ ที่ไม่ใช่รายได้จากการเข้าพัก (Non-Room Revenue) โดยใช้ทักษะความเข้าใจตลาด ความสนใจของคนในพื้นที่และข้อจำกัดในแต่ละพื้นที่มาเป็นปัจจัยในการวางเป้าหมายเพื่อสร้างรายได้ การปรับกลยุทธ์ครั้งนี้เปลี่ยนจากการที่ลูกค้าเดินมาหาเรา เป็นเราที่จะเดินเข้าไปหาลูกค้าเอง เพื่อรับมือกับการใช้ชีวิตตามวิถีนิวนอร์มอล ที่ลูกค้ายังไม่สะดวกเดินทาง ต้องการความปลอดภัย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ได้นำอาหารเมนูพิเศษที่ปกติไม่ได้ขายเป็นเมนูประจำ เช่น โรงแรมดุสิตธานี พัทยา นำเสนอเมนูปาท่องโก๋ รวมถึงอาหารง่ายๆ ซึ่งได้รับเสียงตอบรับดีมาก โรงแรมดุสิต เชียงใหม่ ทำเมนูติ่มซำและอาหารเช้าแบบอเมริกัน โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน เปิด Pop Up Store ด้านหน้าโรงแรมเพื่อให้บริการอาหารคุณภาพดี ราคาย่อมเยา ขณะที่โรงแรมดุสิตธานี ลากูน่า ภูเก็ต เน้นนำเสนอบริการอาหารกล่องหรืออาหารปิ่นโตให้กับหน่วยงานราชการ โรงพยาบาลและโรงเรียน ส่วนโรงแรมดุสิต ปริ๊นเซส ศรีนครินทร์ เปิดให้บริการ Drive Through และบ้านดุสิตธานี ซอยศาลาแดง ที่ให้บริการอาหารเช้า เป็นอาหารกล่อง มีเมนูหลากหลายทั้งไข่เจียว จากไข่ออร์แกนิก หมูปิ้งพร้อมข้าวเหนียว โจ๊ก สลัด และอื่นๆ ในราคา 40-50 บาท ในคุณภาพระดับโรงแรม เพื่อเป็นการช่วยเหลือและแบ่งเบาภาระของลูกค้าในภาวะวิกฤติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ กลุ่มดุสิตธานียังเดินหน้าปรับปรุงโรงแรมดุสิตธานี หัวหิน ที่ให้บริการในรูปแบบรีสอร์ตมายาวนานถึง 30 ปี ให้เป็นโมเดลนำร่องในการต่อยอดพัฒนารีสอร์ตให้เป็นรีสอร์ตที่มีกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพหลากหลาย เพื่อเป็นจุดขายดึงดูดให้นักท่องเที่ยวกลับเข้ามาพักอีกครั้งเมื่อสถานการณ์ต่างๆ คลี่คลายลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เนื่องจากโรงแรมดุสิตธานี หัวหิน มีพื้นที่ค่อนข้างกว้างขวาง เราจึงได้แบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งมาพัฒนาเป็นสวนผักผลไม้ออร์แกนิก เพื่อให้เป็นแหล่งกิจกรรมท่องเที่ยววิถีธรรมชาติสำหรับลูกค้าที่มาเข้าพัก ในขณะเดียวกันก็นำผลผลิตที่ได้มาทำผลิตภัณฑ์อาหารสดและแปรรูปจำหน่ายให้กับลูกค้า และปรุงอาหารให้พนักงานเพื่อบรรเทาค่าใช้จ่าย ซึ่งผลตอบรับดีมาก เราจึงขยายพื้นที่สวนเกษตรด้วยการลงแปลงนาข้าว ซึ่งผลผลิตจากนาแรกที่เพาะปลูกคาดว่าน่าจะได้ผลผลิตราว 200 กิโลกรัม ซึ่งจะนำมาลดค่าใช้จ่ายด้านอาหารให้กับพนักงานของโรงแรมก่อน และถ้ามีผลผลิตมากพอก็อาจจะมีผลิตข้าวจากแปลงนาของดุสิตธานีเสนอขายให้กับประชาชนทั่วไปในอนาคต&amp;rdquo; นางศุภจีกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางศุภจีกล่าวอีกว่า กระบวนการเรียนรู้ที่จะปรับตัวและสร้างโมเดลการให้บริการในรูปแบบใหม่ตามวิถีการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไปหลังการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เป็นการตอกย้ำถึงความเข้มแข็งของพนักงานกลุ่มดุสิตธานี ที่พร้อมจะสู้และประคับประคองตัวเอง งานที่รัก ตลอดจนองค์กรให้สามารถฟันฝ่าวิกฤติ เพื่อที่จะกลับมาต้อนรับลูกค้าได้อีกครั้ง ขณะเดียวกันการพัฒนาแหล่งกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงสุขภาพวิถีธรรมชาติที่โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน ยังเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้สัมผัสกับการเรียนรู้วิถีการใช้ชีวิตแบบธรรมชาติควบคู่ไปกับการได้รับบริการที่สะดวกสบายและปลอดภัยภายใต้มาตรฐานของดุสิตธานีอีกด้วย ทำให้มั่นใจว่าเมื่อการท่องเที่ยวสามารถกลับมาได้อีกครั้ง กลุ่มดุสิตธานีจะมีความพร้อมในการให้บริการและจะสามารถสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับลูกค้าได้อย่างแน่นอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;วันนี้พนักงานกลุ่มดุสิตธานีสู้ทุกคน เราสู้ไม่ถอย และรวมใจเป็นหนึ่ง เพราะเรารู้ว่าการรับมือกับวิกฤติครั้งนี้เราไม่ใช้สามารถใช้ความรู้ ประสบการณ์เอาชนะได้ แต่เราต้องใช้หัวใจ ต้องอดทน ต้องเข้มแข็ง ต้องเรียนรู้ และต้องปรับตัวให้ได้ วันนี้เราไม่สามารถสร้างรายได้จากห้องพักได้เหมือนในอดีต เราจึงจำเป็นต้องพึ่งพารายได้จากส่วนอื่นๆ ที่ไม่ใช่ห้องพัก (Non-Room Revenue) &amp;nbsp;ซึ่งน่ายินดีที่ได้รับการตอบรับที่ดีมาก และเสียงตอบรับจากลูกค้าทุกคนทำให้พนักงานของดุสิตธานีมีกำลังใจที่จะต่อสู้ต่อไป&amp;rdquo; ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บมจ.ดุสิตธานี กล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92208</URL_LINK>
                <HASHTAG>csr, ศุภจี สุธรรมพันธุ์, โรงแรมดุสิตธานี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210206/image_big_601e8d79748e5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91564</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/01/2021 18:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/01/2021 18:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส่งเสริมการศึกษา พัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การศึกษาซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญสำหรับเยาวชน ตลอดจนต้องการช่วยยกระดับความเป็นอยู่ของชุมชนด้วยการสร้างสิ่งแวดล้อมให้คงอยู่อย่างยั่งยืน ซึ่งที่ผ่านมา บริษัท ชับบ์ ไลฟ์ แอสชัวรันซ์ จำกัด (มหาชน) มุ่งส่งเสริมด้านการศึกษาและพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางแองเจล่า ฮันเตอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ชับบ์ ไลฟ์ แอสชัวรันซ์ จำกัด กล่าวว่า ในเดือนพฤศจิกายนของทุกปี พนักงานของชับบ์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก 12 ประเทศ จะร่วมกันทำกิจกรรมเพื่อสังคมประจำปี &amp;lsquo;Regional Day of Service&amp;rsquo; โดยมีวัตถุประสงค์หลัก 2 ประการ ได้แก่ การมอบโอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนที่ขาดโอกาส และการยกระดับความเป็นอยู่ของผู้คนในชุมชน ซึ่งในปีที่ผ่านมานั้น ได้พาน้องๆ และพนักงานจิตอาสาไปเรียนรู้ระบบนิเวศวิทยาของป่าชายเลน พร้อมร่วมเก็บขยะในบริเวณดังกล่าว มาในปีนี้เรายังคงมุ่งมั่นในเจตนารมณ์ที่จะกระตุ้นให้เยาวชนได้ตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่การจัดกิจกรรมในปีนี้มีข้อจำกัดเนื่องจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เราจึงเลือกจัดในรูปแบบออนไลน์แทน โดยเชิญชวนนักเรียนในเครือข่ายมูลนิธิทีช ฟอร์ ไทยแลนด์ ร่วมส่งผลงานเข้าประกวดไอเดียรณรงค์ลดการใช้พลาสติกในโรงเรียนขึ้น ภายใต้หลัก 3Rs คือ Reduce, Reuse และ Recycle โดยไม่เพียงแต่โรงเรียนเท่านั้นที่จะได้รับประโยชน์จากกิจกรรมนี้ แต่ยังรวมถึงชุมชนในบริเวณใกล้เคียงด้วย&amp;rsquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยภายหลังจากที่ได้จัดให้มีการนำเสนอไอเดียในรูปแบบออนไลน์สำหรับ 10 ผลงานที่ผ่านการคัดเลือกไปเมื่อกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ทีมที่สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศเงินสนับสนุนโครงการ และทุนการศึกษารวมมูลค่า 130,000 บาท ได้แก่ ทีมจากโรงเรียนมัธยมวัดดาวคนอง จ.กรุงเทพฯ เจ้าของผลงาน &amp;ldquo;ตู้ย่อยสลายมหัศจรรย์&amp;rdquo; ที่นำเสนอวิธีการจัดการกับขยะพลาสติกในโรงเรียนโดยการนำพลาสติกมา Recycle ด้วยเครื่องย่อยพลาสติก เพื่อแปรรูปเป็นของใช้ต่างๆ และสร้างรายได้เพื่อสนับสนุนโครงการนี้ต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 ได้รับเกียรติบัตร ทุนการศึกษาจำนวน 30,000 บาท และชุดถังขยะแยกประเภทจำนวน 5 ชุด ได้แก่ ทีมจากโรงเรียนสะเมิงพิทยาคม จ.เชียงใหม่ เจ้าของผลงาน &amp;lsquo;Plastic Bottle Broom&amp;rsquo; ที่ได้นำเสนอวิธีการ Recycle เพื่อจัดการกับขวดพลาสติกจำนวนมากในโรงเรียน และปัญหาไม้กวาดไม่พอเพียงกับการนำไปกวาดเศษใบไม้ที่ร่วงหล่นมากมายในทุกวัน โดยได้แปรรูปขวดน้ำพลาสติกเป็นไม้กวาดที่มีอายุการใช้งานคงทน และเพียงพอต่อการใช้งาน รวมทั้งสามารถแจกจ่ายให้กับชุมชนใกล้เคียงได้ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 ได้รับเกียรติบัตร และทุนการศึกษาจำนวน 10,000 บาท สนับสนุนโดยพนักงาน ชับบ์ ไลฟ์ &amp;nbsp;ได้แก่ ทีมจากโรงเรียนห้วยกระเจาพิทยาคม จ.กาญจนบุรี เจ้าของผลงาน &amp;ldquo;เชือกถักจากขวดพลาสติก&amp;rdquo; ที่นำเสนอแผนการปรับปรุงโครงการเดิมที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเตรียมขนาดเส้นพลาสติกให้เล็กลงกว่าเดิมและนำมาสานรวมเป็นเส้นเดียวกัน เพื่อสร้างความแข็งแรงและยืดอายุการใช้งานได้นานขึ้น เพื่อใช้ในโรงเรียนและส่งมอบให้กับชุมชนเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91564</URL_LINK>
                <HASHTAG>csr, บริษัท ชับบ์ ไลฟ์ แอสชัวรันซ์ จำกัด (มหาชน), แองเจล่า ฮันเตอร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210131/image_big_601699ce280c6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90868</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/01/2021 18:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/01/2021 18:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พลังงานเยียวยาโควิดระลอกสอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ต้องบอกว่า ยังน่าห่วงสำหรับสถานการณ์ระบาดของโควิด-19 รอบใหม่นี้ ตัวเลขยังพุ่งหลักร้อยรายวัน จนรัฐบาลต้องขอความร่วมมือให้ประชาชนอยู่บ้าน Work from home เพื่อลดการแพร่ระบาดอีกทางหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่าการทำงานอยู่บ้านก็หนีไม่พ้นภาระค่าไฟฟ้าที่ต้องแบกรับเพิ่มขึ้น ในขณะที่เงินเดือนเท่าเดิมหรือลดลงในบางแห่งด้วยซ้ำ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ก็ยังดีที่ล่าสุด ครม.ได้เห็นชอบมาตรการเยียวยาประชาชนด้านค่าไฟฟ้าของกระทรวงพลังงาน ที่เจ้ากระทรวง &amp;ldquo;สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์&amp;rdquo; รองนายกฯ และ รมว.พลังงาน ชงเข้าไปเพื่อบรรเทาผลกระทบประชาชนอย่างทันท่วงที ครอบคลุม 3 มาตรการ โดยใช้งบประมาณรวมทั้งสิ้น 8,202 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยและกิจการขนาดเล็ก ครอบคลุมผู้ใช้ไฟฟ้าจำนวนรวม 23.70 ล้านราย หรือคิดเป็น 97% ของผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศ เป็นระยะเวลา 2 เดือน ในระหว่างเดือนกุมภาพันธ์&amp;ndash;มีนาคม 2564 &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยมาตรการที่ 1 สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัย ประเภท 1.1 (กฟน.) และผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยประเภท 1.1.1 (กฟภ.) ได้รับค่าไฟฟ้าฟรี 90 หน่วยแรก (รวมค่าบริการ) โดยให้เป็นส่วนลดค่าไฟฟ้าก่อนการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม ในเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม 2564
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนมาตรการที่ 2 สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัย ประเภท 1.2 และ 1.3 &amp;nbsp;(กฟน.) และผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยประเภท 1.1.2 และ 1.2 (กฟภ.) ได้รับส่วนลดค่าไฟฟ้าก่อนการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม ในเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม 2564 ดังนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;(1) กรณีการใช้ไฟฟ้าประจำเดือนที่ได้รับสิทธิ มีหน่วยการใช้ไฟฟ้าน้อยกว่าหรือเท่ากับหน่วยประจำเดือนธันวาคม 2563 (เดือนฐาน) ให้คิดค่าไฟฟ้าตามหน่วยการใช้ไฟฟ้าจริงประจำเดือนนั้นๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;(2) กรณีการใช้ไฟฟ้าประจำเดือนที่ได้รับสิทธิ มีจำนวนหน่วยมากกว่าเดือนธันวาคม 2563 (เดือนฐาน) ผู้ใช้ไฟฟ้าจะได้รับส่วนลดค่าไฟฟ้าก่อนการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยมีแนวดำเนินการ ดังนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หากการใช้ไฟฟ้าประจำเดือนที่ได้รับสิทธิ ไม่เกิน 500 หน่วย ให้คิดหน่วยเท่ากับบิลค่าไฟฟ้าประจำเดือนธันวาคม 2563 (เดือนฐาน)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หากการใช้ไฟฟ้าประจำเดือนที่ได้รับสิทธิ มากกว่า 500 หน่วย แต่ไม่เกิน 1,000 หน่วย ให้คิดหน่วยเท่ากับบิลค่าไฟฟ้าประจำเดือนธันวาคม 2563 (เดือนฐาน) บวกด้วยหน่วยที่เพิ่มขึ้นจากเดือนธันวาคม 2563 (เดือนฐาน) ในอัตราร้อยละ 50
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หากการใช้ไฟฟ้าประจำเดือนได้สิทธิ มากกว่า 1,000 หน่วย ให้คิดหน่วยเท่ากับบิลค่าไฟฟ้าประจำเดือนธันวาคม 2563 (เดือนฐาน) บวกด้วยหน่วยที่เพิ่มขึ้นจากเดือนธันวาคม 2563 (เดือนฐาน) ในอัตราร้อยละ 70
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และมาตรการที่ 3 สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้ากิจการขนาดเล็ก ประเภท 2.1 และ 2.2 (ไม่รวมส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ) ได้รับค่าไฟฟ้าฟรี 50 หน่วยแรก (รวมค่าบริการ) โดยให้เป็นส่วนลดค่าไฟฟ้าก่อนการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90868</URL_LINK>
                <HASHTAG>csr</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210124/image_big_600d5daf0c10f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
