<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>69111</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/06/2020 15:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/06/2020 07:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ดร.เอ้&#039;ปลุกการศึกษาไทยตื่นได้แล้วทึ่ง!จีนให้นักบินอวกาศสอนเด็กอนุบาลตั้งเป้าเหยียบดาวอังคารเอาชนะมะกัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
19 มิ.ย.63 - อีกไม่ถึงสองสัปดาห์ หลายโรงเรียน-สถาบันการศึกษา ทั่วประเทศ ก็จะเริ่มเปิดเทอมการเรียนการสอน ตั้งแต่ 1 ก.ค.นี้ ขณะที่มหาวิทยาลัยหลายแห่งทั้งของรัฐและเอกชน&amp;nbsp; ก็จะเริ่มเปิดเรียนช่วงเดือนสิงหาคม การศึกษาไทยยุคPost Covid-19 ในมุมมอง ศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์&amp;nbsp; อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) นายกสภาวิศวกร&amp;nbsp; กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า การเรียนการศึกษาต้องปฏิรูป ต้องเปลี่ยนตลอด ที่เรียกกันว่า disrupt แต่ที่ผ่านมา ที่คนชอบพูดกันว่า ปฏิรูป ต้องถามว่าแล้วปฏิรูปจริงหรือไม่ ถึงตอนนี้ต้องบอกว่าเรายังไม่เห็น ตราบใดที่ประเทศไทย ยังแบ่งการเรียนระดับมัธยมปลายเป็นสายวิทย์-สายศิลป์ ทั้งที่ประเทศอื่นไม่มีกันแล้ว หรืออย่างที่ต่างประเทศ มหาวิทยาลัยก็ไม่มีการแยก โดยไม่ว่าสาขาไหน จะให้นักศึกษาปีหนึ่งกับปีที่สอง เรียนรวมกัน เรียนทั้งศาสตร์-ภาษา-บุคลิกภาพ แม้แต่ พละศึกษา จากนั้นถึงค่อยไปแยกเฉพาะทาง ก็เห็นว่า การเรียนเฉพาะทางควรไปเรียนตอนปริญญาโทกับปริญญาเอกเท่านั้นถึงจะดี เพราะเฉพาะทางต้องทำงานวิจัย ต้องลงลึก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อธิการบดีสจล.กล่าวว่า ระบบการศึกษาไทยตลกมาก มาบอกว่า เรียนจบมหาวิทยาลัยแล้วต้องออกไปสื่อสารภาษาอังกฤษได้ ทั้งที่มาให้เริ่มเรียนตอนอายุ 18 ปี อย่างแค่นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ เรียนสี่ปี แค่ให้เรียนด้านวิศวะอย่างเดียว ก็ยากเต็มทนแล้วจะให้เรียนจบไปพูดภาษาอังกฤษแบบฝรั่ง จะเป็นไปได้อย่างไร ไม่มีทางหรอก ดังนั้น การเรียนภาษา การเรียนสังคม ประวัติศาสตร์ ความเป็นพลเมืองต้องมาตั้งแต่เด็ก โดยเฉพาะช่วงเรียนมัธยมศึกษา แล้วประเทศไทย มองเด็กอนุบาล เป็นเด็กคนหนึ่ง พอโตขึ้น ก็เป็นเด็กประถม เป็นเด็กคนหนึ่ง เด็กมัธยม ก็เป็นเด็กอีกคนหนึ่ง เด็กอาชีวะก็เด็กคนหนึ่ง เด็กมหาวิทยาลัยก็เด็กคนหนึ่ง ทั้งที่จริงแล้ว คือท่อเดียวกันหมดเลย แยกกันแบบต่างคนต่างทำ ก็คงจะเจริญละ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าการศึกษาไทยยุค โพสต์โควิดฯ เป็นอย่างไร เรื่องดังกล่าว อธิการบดีสจล. ย้อนถามว่า&amp;quot; อยากจะฟังความจริงหรืออยากจะฟังแบบไหน&amp;quot; คือแบบนี้&amp;nbsp; คือต่อให้ประเทศไทยไม่เจอโควิดฯ หากการศึกษาไทยไม่ดิปรัปชั่น ไม่หักศอก ไม่มีความกล้า ความกล้าในการทำสิ่งที่ถูกต้องเพื่อลูกหลานเรา กล้าเจ็บตัว กล้ามีคนเกลียด ต่อให้ไม่มีโควิดฯ ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเลย ก็ไม่ได้เห็นแสงสว่าง คือ การศึกษาไทยจะไปแข่งขันไม่ได้ จะสู้ไม่ได้น้อยลงไปเรื่อยๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.สุชัชวีร์ กล่าวต่อว่า ยกตัวอย่าง รอบๆ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มีโรงเรียนที่เรียนฟรีถึง 17 แห่ง แต่แม้แต่คนที่มีรายได้น้อย ที่เป็นเจ้าหน้าที่ที่นี้ ยังไม่ส่งลูกเรียนโรงเรียนใกล้บ้านเลย ยังส่งลูกเรียนที่โรงเรียนเอกชน หรืออาจารย์บางคนก็ต้องขับรถส่งลูกไปเรียนโรงเรียนนานาชาติ ที่มีค่าใช้จ่ายปีละเป็นล้านบาท แถวดอนเมือง ขับรถไป-กลับ วันละ 240 กิโลเมตร มันมีคำตอบหรือยัง ทั้งที่บ้านก็อยู่ตรงนี้ โรงเรียนให้เรียนฟรีเลย ก็อยู่ตรงนี้ ลาดกระบัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.สุชัชวีร์ ย้ำว่า การศึกษาที่ฟรี เป็นเรื่องถูกต้อง แต่ว่าฟรีแล้วต้องมีคุณภาพด้วยเพราะถึงต่อให้ฟรีแต่ไม่มีคุณภาพ ผู้ปกครองที่ไม่มีอันจะกิน ก็ไม่ส่งลูกไปเรียน เพราะเขาอยากให้ลูกได้สิ่งที่มีคุณภาพ การฟรีอย่างเดียวจึงไม่ได้ตอบโจทย์ทั้งหมด ต้องปรับโดยคิดเอาคนเป็นหลัก เช่นหากภาครัฐ ยังไม่ทำให้อาชีพครู เป็นอาชีพที่ดึงดูด ก็ยากในการปฏิรูป โดยต้องทำให้อาชีพครู มีRole model สร้างค่านิยม ยกย่องครู เหมือนกับอาชีพอื่นๆด้วยเช่น แพทย์ -พยาบาท -นักวิทยาศาสตร์-นักบินอวกาศ ไม่ใช่ให้คนเก่งๆ ดีๆ แหยงไม่อยากมาเป็นครู การศึกษา ไม่ควรปล่อยให้เป็นแต่เรื่องของรัฐแต่ต้องเป็นเรื่องของคนทุกคน ต้องร่วมมือกัน โดยการโฟกัสเป้าหมายให้ชัดเจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.สุชัชวีร์ เล่าให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้ได้รับเชิญจากประเทศจีนให้ไปที่ สถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสาธารณรัฐประชาชนจีน หรือChinese Academy of Science เมื่อไปถึง ทางผู้บริหารได้บรรยายให้ฟังว่า สถาบันมีความภูมิใจมากที่เกิดขึ้นพร้อมประเทศจีน โดยประเทศจีนเกิดเมื่อ 1 ตุลาคม ค.ศ. 1949 ส่วน Chiness Academy of Scince&amp;nbsp; ตั้งเมื่อ ค.ศ. 1949 ก็คือ ประเทศจีน ตั้งปุ๊ป ก็ตั้งสถาบันแห่งนี้เลย ผู้บริหารของเขาบรรยายต่อไปว่า ผู้นำของประเทศจีน สนับสนุนเรื่องวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีอย่างถึงที่สุด มีมหาวิทยาลัยในจีน 20-30 แห่ง มีสถาบันด้านวิทยาศาสตร์ต่างๆ มีการพัฒนาเรื่องต่างๆเช่น นิวเคลียร์ ตอนแรกผมก็เฉยๆ ก็บอกในใจ เก่งครับท่าน พอไปเจออีกสไลด์หนึ่ง ผมตื่นเลย เขาบอกตอนนี้กำลังสร้างโรงเรียนอนุบาลด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีที่ เขตหวายโหรว ที่เป็นพื้นที่ซึ่งราคาแพงที่สุดของจีนตอนนี้ ที่จัดประชุมเอเปค เมื่อปี&amp;nbsp; ค.ศ. 2014&amp;nbsp; โดยมีการสร้างคอนโดมิเนียมให้ครูที่สถาบันฯได้พักอาศัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot; พอฟังแบบนี้ ผมก็ตื่นเลย เลยถามว่า จริงหรือ เอาแบบนั้นเลยหรือ เขาตอบกลับมาว่า ใช่ แล้วคำพูดต่อไป ผมแทบลงไปนอนดิ้นเลย เขาบอก เราจะบังคับนักบินอวกาศทุกคนของจีนต้องมาสอนเด็กอนุบาลที่นี่ มีนักบินอวกาศใส่ชุดนักบินมาสอน จะมาบอกว่า เขาคือ คนไม่กี่คนบนโลก ที่มีร่วม 7,000 ล้านคน ที่ขึ้นไปเห็นโลกอวกาศทั้งใบ&amp;nbsp; โดยนักบินอวกาศสอนเด็กอนุบาล ด้วยการให้ดูสไลด์เช่น รูปดาวอังคาร แล้วนักบินเขาจะสอนว่า ลูกๆ ที่อยู่อนุบาล ที่เรียนอยู่ที่ จีน วันหนึ่งจะไปเหยียบดาวอังคาร ก่อนพวกอเมริกา ผมฟังแล้ว ได้แต่บอก จีนเขาสอนเด็กอนุบาลกันแบบนี้แล้ว&amp;nbsp; ซึ่งอาชีพนักบินอวกาศ จะไม่เหมือนอาชีพอื่น เพราะแต่ละประเทศ จะมีการตั้งชื่อนักบินอวกาศ ด้วยภาษาของตัวเอง ทำให้การเรียกชื่อนักบินอวกาศ จะแตกต่างกันไปทั่วโลก ไม่มีชื่อกลาง ด้วยการเรียนการปลูกฝังแบบนี้ คือสอนให้เด็กๆ เริ่มคิดจะเป็นนักบินอวกาศ ผมว่า หากเด็กมีความคิดจะเป็นนักบินอวกาศตั้งแต่เด็ก และขยันเรียน เพื่อจะเป็นนักบินอวกาศ คนแบบนั้น ต่อไป ต่อให้เขาไปทำอาชีพอะไร ก็จะประสบความสำเร็จ ผมถึงเห็นว่าเรื่องการศึกษาไทย ต่อไป เราต้องโฟกัสกันตั้งแต่เขายังเด็กๆ แบบจีน ไม่ใช่มานั่งสอน ท่อง A B C D E &amp;quot;อธิการบดีสจล. ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.สุชัชวีร์ ย้ำว่า&amp;nbsp; การศึกษาไทย จะมีหรือไม่มีโควิดฯ เราต้องมาสร้างคนรุ่นใหม่ ให้มาสู้-แข่งขันกับโลก ที่ต่อไปหลังจากนี้จะเข้าสู่ยุค Neo-nationalism ชาตินิยมใหม่ โดยในอนาคต สิ่งที่เราอาจจะเจออาจไม่ใช่โควิดฯ ก็ได้&amp;nbsp; แต่อาจเป็นเช่น ภัยธรรมชาติที่เราคาดไม่ถึง เราจึงต้องสร้างลูกหลานของเราให้พร้อมกับอนาคตที่อาจจะมาแบบไหนก็ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69111</URL_LINK>
                <HASHTAG>disruption, ระบบการศึกษาจีน, ระบบการศึกษาไทย, ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์, สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200619/image_big_5eec0865a486a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41058</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/07/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/07/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โมเดล &#039;มหาวิทยาลัยดิจิทัล&#039; : ทุบทิ้งของเก่าอย่างสร้างสรรค์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สองสามปีที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปตั้งวงเสวนากับผู้บริหารและอาจารย์มหาวิทยาลัยในประเทศหลายแห่ง หัวข้อสำคัญคือมหาวิทยาลัยจะปรับตัวตั้งรับกับ &amp;ldquo;ความป่วน&amp;rdquo; หรือ disruption อันเกิดจากเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมยกตัวอย่างหนังสือและบทความมากมายจากต่างประเทศที่ตั้งประเด็นไว้ชัดเจนว่าอีกไม่นานเด็กรุ่นใหม่อาจไม่เห็นว่าปริญญามีความสำคัญเท่ากับที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจ้างยุคใหม่ก็ไม่ได้สนใจว่าคนสมัครงานจะต้องจบปริญญาอะไรจากมหาวิทยาลัยไหน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกทั้งคนรุ่นใหม่ก็มีความประสงค์จะเป็นผู้ประกอบการเองมากกว่าที่จะเป็นลูกจ้างอย่างเดียว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำว่า The End of College อันหมายถึง &amp;ldquo;อวสานแห่งมหาวิทยาลัย&amp;rdquo; ก็กำลังจะกลายเป็นความจริง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันก่อนผมอ่านเจอข้อความในเฟซบุ๊กของคุณวรวิสุทธิ์ ภิญโญยาง นักการตลาดที่เกาะติดความเปลี่ยนแปลงอันเกิดจากเทคโนโลยีที่นำไปสู่ digital transformation อย่างใหญ่หลวงที่ตอกย้ำถึงแนวความคิดที่กระตุ้นให้เกิดความตระหนักว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หากมหาวิทยาลัยในประเทศไม่ปรับก็ต้องพับฐาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณวรวิสุทธิ์เขียนว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อ่าน research ของ Kaplan University สรุปได้ว่า มหาวิทยาลัยจะเป็นอีก 1 ธุรกิจ ที่กำลังจะโดน Disrupt ในอีกไม่นาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เทรนด์การศึกษากำลังจะ shift จาก &amp;ldquo;การเรียนมหาวิทยาลัยเอาปริญญาเพื่อให้ได้งาน&amp;rdquo; เป็น &amp;ldquo;การทำงานเพื่อให้ได้ปริญญา&amp;rdquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;PwC, Walmart, Starbucks, Disney มีโปรแกรมพิเศษที่ recruit เด็กมัธยมไปทำงาน และใช้เวลาทำงานแทนการเรียนแบบนับหน่วยกิต โดยจับมือกับมหาวิทยาลัยที่มี Online Degree&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พนักงานก็ไปทำงานตามปกติ เพื่อเก็บสะสมชั่วโมงการทำงาน ให้ครบตามที่ตั้งไว้ แล้วก็ลงเรียนออนไลน์ ในวิชาที่หลักสูตรนั้นกำหนดไว้ เมื่อครบทั้งชั่วโมงทำงานและวิชาที่เรียน ก็จะได้ปริญญาเลย โดยบริษัทเหล่านี้เป็นคนออกค่าเรียนให้พนักงานด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตัวอย่างโปรแกรมของ Disney ชื่อ &amp;ldquo;Disney Aspire&amp;rdquo; ก็มีสาขาวิชาให้เลือกหลากหลาย ตั้งแต่ปริญญาตรีจนถึงปริญญาโท หรือวิชาเฉพาะทาง สำหรับตำแหน่งงานนั้นๆ โดยที่ไม่ต้องมีปริญญาก็ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;องค์กรใหญ่ๆ ในสหรัฐ เริ่มมีโปรแกรมแบบนี้มากขึ้นเรื่อยๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แล้วคุณวรวิสุทธิ์ก็สรุปว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกไม่นาน คงไม่มีความจำเป็นต้องเรียนในมหาวิทยาลัย และบริษัทต่างๆ อาจพัฒนาหลักสูตรขึ้นมาเอง เพื่อเทรนพนักงานในแต่ละหน้าที่ โดยที่ไม่ต้องการปริญญาใดๆ มาเป็นตัวบ่งบอกความรู้ความสามารถ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นั่นหมายความว่า The Next Biggest Disruption จะเกิดขึ้นในวงการการศึกษา และมหาวิทยาลัยมีโอกาสจะถูก Disrupt แบบถอนรากได้เลยเหมือนกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำว่า &amp;ldquo;disrupt แบบถอนรากถอนโคน&amp;rdquo; นี่แหละครับที่เป็นวลีที่คนในแวดวงมหาวิทยาลัยจะต้องนำไปพิเคราะห์เพื่อลงมือเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมจริงๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพียงแค่มีการจัดสัมมนา, workshops และตั้งคณะกรรมการศึกษาจะไม่มีหนทางแก้ปัญหาอีกต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะการที่อาจารย์มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ยังอยู่ใน comfort zone หรือ &amp;ldquo;เขตความคุ้นเคย&amp;rdquo; และปฏิเสธที่จะปรับตัวอย่างมีนัยสำคัญคืออุปสรรคสำคัญที่สุดของการนำองค์กรไปสู่การปรับเปลี่ยนที่กว้างขวางและลุ่มลึก วิธีคิดของคนในวงการศึกษาก็คือการ &amp;ldquo;ค่อยๆ ทำ&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;ทำทีละขั้นตอน&amp;rdquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ความเป็นจริงในโลกวันนี้คืออัตราความเปลี่ยนแปลงไม่ได้ &amp;ldquo;ค่อยๆ เกิดขึ้น&amp;rdquo; แต่เป็นพายุที่ถาโถมเข้ามาอย่างไม่หยุดยั้งและยังไม่มีทีท่าว่าจะเบาบางลงแต่อย่างไร มีแต่จะทวีความรุนแรงและถี่มากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในหลายกรณี ความเปลี่ยนแปลงภายใต้โครงสร้างเดิมอาจจะไม่ทันกับความรุนแรงของความป่วนด้วยซ้ำไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะแม้ตกลงกันว่าจะเปลี่ยน แต่บุคลากรในหลายระดับก็ยังไม่ลงมือปรับตัวเองอย่างจริงจัง เพราะคิดว่าคนที่ต้องเปลี่ยนคือคนอื่น ไม่ใช่ตนเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ในเวทีการแลกเปลี่ยนความเห็นที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขณะที่นักวิชาการหลายท่านพูดถึงการปรับตัวของมหาวิทยาลัยในรูปแบบต่างๆ ภายใต้โครงสร้างเดิม ก็มีอดีตอธิการบดีท่านหนึ่งลุกขึ้นมาเสนอว่าทางออกอาจจะต้องมีการตั้ง &amp;ldquo;มช.2&amp;rdquo; ขึ้นมาเพื่อเป็นตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ต้องเดินตามรอยเดิมๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะการเปลี่ยนของเก่าอาจจะยากกว่าการสร้างของใหม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การทำลายอย่างสร้างสรรค์&amp;rdquo; หรือ creative destruction อาจจะจำเป็นเพื่อความอยู่รอดอย่างยั่งยืน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การแก้ไขปรับปรุง มช.1 อาจจะยุ่งยากซับซ้อนยุ่งเหยิงมากกว่าการสร้าง มช.2 ใหม่ภายใต้โจทย์ที่ว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถ้าคุณสร้างมหาวิทยาลัยใหม่วันนี้ในยุคดิจิทัล ไม่ต้องทำอะไรแบบเก่าๆ เลยแม้แต่อย่างเดียว คุณจะมีรูปแบบใหม่ๆ อย่างไร?.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41058</URL_LINK>
                <HASHTAG>disruption, The End of College, กาแฟดำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180720/image_big_5b515c1cad535.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
