<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>18752</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/10/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/10/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทรัมป์ &#039;ป่วน&#039; โลกด้วย ลัทธิมะกันมาก่อนทุกอย่าง!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; คำปราศรัยของโดนัลด์ ทรัมป์ที่สหประชาชาติเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ถือได้ว่าเป็นการพลิกนโยบายของมหาอำนาจสหรัฐฯ ครั้งสำคัญตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองกันเลยทีเดียว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทรัมป์ประกาศยกเลิกแนวทาง Ideology of Globalism หรือ &amp;quot;อุดมการณ์โลกาภิวัตน์&amp;quot; ที่อเมริกาเคยเป็นผู้ประกาศเป็นนโยบายหลักของวอชิงตันมาตลอด และจะทดแทนด้วย Doctrine of Patriotism หรือ &amp;nbsp;&amp;quot;ลัทธิรักชาติ&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่ต้องสงสัยว่าผู้นำสหรัฐฯ คนนี้กำลังจะเดินตามคำมั่นสัญญาระหว่างหาเสียงคือ America First
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นั่นหมายถึงว่าต่อแต่นี้เป็นต้นไป อเมริกาจะสนใจเฉพาะเรื่องที่ตนได้ประโยชน์เป็นหลัก อะไรอย่างอื่นจะกลายเป็นเรื่องที่มีลำดับความสำคัญรองลงมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทรัมป์บอกด้วยว่าที่ผ่านมาสหรัฐฯ เป็นประเทศที่ให้ความช่วยเหลือประเทศอื่นมากที่สุด &amp;quot;แต่น้อยประเทศจะให้อะไรเรา&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พร้อมทั้งประกาศว่าภายใต้การนำของเขา อเมริกาจะให้ความช่วยเหลือก็แก่ประเทศที่ &amp;quot;เคารพเรา&amp;quot; &amp;nbsp;และ &amp;quot;เป็นมิตรกับเรา&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ว่าแล้วทรัมป์ก็ร่ายยาวถึงประเทศที่ &amp;quot;เป็นมิตร&amp;quot; ด้วยการเอ่ยถึงคิมจองอึนแห่งเกาหลีเหนือเป็นชื่อแรก มิใช่ยุโรปอย่างที่เคยเป็นรูปแบบเหนียวแน่นมาตลอดหลายสิบปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตามมาด้วยซาอุดีอาระเบีย, ยูเออี และโปแลนด์ (ซึ่งผู้นำเพิ่งไปเยือนทำเนียบขาวพร้อมกับประกาศว่าจะตั้งชื่อฐานทัพสหรัฐฯ ในประเทศตนว่า Fort Trump หรือ &amp;quot;ปราการแห่งทรัมป์&amp;quot;)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศัตรูหมายเลขหนึ่งของอเมริกาในสายตาทรัมป์คืออิหร่าน และประเทศใดก็ตามที่ไม่ยอมทำตามเงื่อนไขของทรัมป์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การยกเลิกนโยบาย Globalism ของทรัมป์มีผลที่สำคัญมากต่อดุลอำนาจของเวทีการเมืองระหว่างประเทศ เพราะเท่ากับเป็นการเขียนกติกาใหม่สำหรับโลก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อเมริกาเคยผลักดันนโยบาย &amp;quot;โลกาภิวัตน์&amp;quot; เพราะต้องการจะเป็นผู้กำหนดทิศทางของโลกให้เดินตาม &amp;quot;อุดมการณ์&amp;quot; หรือ Ideology ในเรื่องประชาธิปไตย, ตลาดเสรี, สิทธิมนุษยชน, ธรรมาภิบาลซึ่งเป็น &amp;nbsp;&amp;quot;ค่านิยม&amp;quot; ตะวันตกที่มีมาช้านาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่แต่เท่านั้น สหรัฐฯ ยังไปชักชวนประเทศตะวันตกในยุโรปที่มีแนวความคิดเช่นนี้ให้มาเป็นพันธมิตรด้านนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แน่นอนว่านโยบาย Globalism ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการต้องการทำความดีความงามเพื่อช่วยเหลือประเทศอื่นอย่างเดียว หากแต่เป็นเพราะการที่สหรัฐฯ เรียกร้อง, กดดัน, บังคับให้ประเทศอื่นๆ &amp;nbsp;ยอมเดินตามแนวทางของตนนั้น ทำให้วอชิงตันกลายเป็นศูนย์กลางแห่งอำนาจของโลก และได้ประโยชน์มหาศาลในการกำหนดทิศทางที่ตนเองได้ประโยชน์สูงสุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่เพราะสหรัฐฯ ไม่สามารถบริหารทรัพยากรของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงพอ สร้างหนี้สินมโหฬารเพราะสามารถพิมพ์เงินออกมาเท่าไหร่ก็ได้ และใช้เงินทองในการทำสงครามในประเทศต่างๆ ที่ไม่เป็นมิตรกับตน กลุ่มชนชั้นกลางผิวขาวจำนวนหนึ่งก็รู้สึกว่าพวกตนไม่ได้ประโยชน์อะไรจากนโยบาย &amp;nbsp;&amp;quot;โลกาภิวัตน์&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มิหนำซ้ำชนชั้นกลางมะกันเหล่านี้ยังมองว่าประเทศอื่นๆ เอารัดเอาเปรียบสหรัฐฯ เพราะได้สิทธิพิเศษในการค้าขายกับอเมริกา ขณะที่อุตสาหกรรมสหรัฐฯ ถูกประเทศอื่นแย่งโอกาสไปมากมาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความรู้สึกต่อต้านสิ่งที่เรียกว่า Globalism ในหมู่คนอเมริกันจำนวนหนึ่งจึงเกิดขึ้นและกระจายตัวไปหลายๆ จุดในสหรัฐฯ จนกลายเป็นฐานเสียงใหญ่ที่หนุนเนื่องให้ทรัมป์ชนะการเลือกตั้งเหนือความคาดหมายของคนส่วนใหญ่ในอเมริกา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มาถึงวันนี้ทรัมป์จึงพยายามจะขี่กระแสนี้เพื่อจะยึดอำนาจทางการเมือง และหวังจะชนะเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีในสมัยที่สองด้วยการประกาศนโยบาย &amp;quot;สหรัฐอเมริกาต้องมาก่อน&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แนวทาง Doctrine of Patriotism ของเขาไม่ใช่เรื่อง &amp;quot;รักชาติ&amp;quot; หากแต่เป็นการสร้างกระแส &amp;quot;ชาตินิยม&amp;quot; ในประเทศอเมริกาเพื่อให้เขาเป็น &amp;quot;ขวัญใจ&amp;quot; ของชนชั้นกลางผิวขาวที่พร้อมจะเทคะแนนให้เขาโดยไม่สนใจว่าทรัม์ปกำลังจะ &amp;quot;ป่วน&amp;quot; การเมืองมะกันและสร้างความสับสนให้แก่ประชาคมโลกด้วยนโยบายใหม่นี้อย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สิ่งที่จะตามมาคือ การกลับไปสู่การประกาศว่าอเมริกาจะเป็น &amp;quot;นักเลงโต&amp;quot; ที่ไม่สนใจเรื่องศีลธรรมและความถูกต้องชอบธรรมตราบเท่าที่ตนได้ประโยชน์ในกติกาใหม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำว่า Might is Right หรือ &amp;quot;ใครกล้ามใหญ่คนนั้นครองโลก&amp;quot; ก็จะกลับมาเป็นแนวทางที่น่ากลัวสำหรับประเทศที่ไม่มีอำนาจต่อรองกับ &amp;quot;ตำรวจโลก&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำประกาศของทรัมป์ครั้งนี้จึงเท่ากับเป็นการเขียนกติกาใหม่ให้บทบาทของสหรัฐฯ ที่ประเทศไทยเราจะต้องวิเคราะห์ค้นคว้าหาข้อมูล เพื่อปรับแนวทางให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญครั้งนี้อย่างเร่งรีบ รอบด้าน และชาญฉลาด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ชัดเจนเช่นกันว่าเมื่อทรัมป์เลือกจะเดินเส้นทางที่ไม่เอาประชาคมโลก ก็เท่ากับเปิดช่องว่างให้จีนเข้ามาแทนที่ในฐานะเป็นชาติใหญ่ที่ยื่นมือร่วมแรงแข็งขันกับประเทศต่างๆ เพื่อคานอำนาจมะกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเด็นนี้กำลังจะเป็นหัวข้อใหญ่สำหรับทุกประเทศทุกภูมิภาค
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เราตื่นจากความ &amp;quot;สบายๆ&amp;quot; และความงัวเงียแล้วหรือยัง?&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมจับประเด็นนี้อย่างใกล้ชิด ขอความรู้และความเห็นหลากหลายจากทุกฝ่ายเพื่อนำเสนอในคอลัมน์นี้ต่อไปครับ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18752</URL_LINK>
                <HASHTAG>Doctrine of Patriotism, Ideology of Globalism, กาแฟดำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180720/image_big_5b515c1cad535.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
