<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>31274</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/03/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/03/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ความในใจลึกๆ ของ &#039;อานันท์ ปันยารชุน&#039; จากหนังสือเล่มใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวานผมเขียนถึงเบื้องหลังการเขียนหนังสือ ANAND PANYARACHUN AND THE MAKING OF MODERN THAILAND โดย Dominic Faulder ที่กำลังได้รับความสนใจจากผู้คนหลายวงการ เป็นหนังสือที่บันทึกเรื่องราวชีวิตของอดีตนายกรัฐมนตรีอานันท์ ปันยารชุน อย่างละเอียด สนุกและได้สาระ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมคุยกับคุณอานันท์เรื่องที่มาที่ไปของหนังสือเล่มนี้ ขอตัดอีกบางช่วงบางตอนของการสนทนามาให้ได้อ่านกันครับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สุทธิชัย: หลายบทในหนังสือเล่มนี้เป็นบทเรียนที่มีคุณค่ามาก เพราะพูดถึงเบื้องหลังและวิธีการตัดสินใจ รวมถึงวิธีการประเมินสถานการณ์เพื่อประโยชน์ของประเทศ และในการที่ต้องทำในสิ่งที่เราเองเชื่อ แต่วิธีการโดยให้มันบรรลุเป้าหมาย มันไม่จำเป็นจะต้องเป็นไปอย่างที่ตัวเราเองต้องการเสมอไป ใช่ไหมครับ?&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณอานันท์: คือผมมีวิธีในการทำงานที่ผมมองว่า 1.ทำเพื่อความถูกต้อง 2.ทำด้วยความยุติธรรม &amp;nbsp;3.ทำด้วยความรอบคอบ แล้วก็ 4.ผลจะออกมาเป็นอย่างไรเราก็ต้องหวังว่าผลออกมาถูกต้อง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บางทีผลออกมาดี บางครั้งผลก็ออกมาไม่ดีหรือไม่เป็นไปอย่างที่เราต้องการ เราก็ต้องยอมรับข้อเท็จจริง เพราะฉะนั้นหลายครั้งที่ผมพูดผมเป็นคนที่เรียกได้ว่ามีชีวิตที่ค่อนข้างจะโลดโผน ขึ้นเขาลงห้วยหรือลงเหวอะไรเยอะแยะ หลายครั้งในชีวิตมีคนกล่าวหา มีคนเข้าใจผิด มีคนกล่าวติเตียนก็มีพอใช้นะครับ แล้วผมก็รับฟังใคร ชมผมผมก็รับฟังแต่เราก็ไม่หลงไม่เหลิง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดผมว่าบทเรียนที่ผมได้มาจากการที่ปัจจุบันนี้ผมอายุ 86 แล้ว สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกว่า คืออะไรเป็นจุดเปลี่ยนของวิธีคิดของผม เพราะว่าหลังๆ มาผมรู้สึกว่าไม่ใช่ตรงนั้น แต่ผมมีคำพูดประโยคหนึ่งที่ผมชอบมากที่บอกว่า ความหลังนี่คือประวัติศาสตร์ อนาคตคือความหวัง ความคาดหมาย &amp;nbsp;แต่ปัจจุบันคือความจริง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้นเมื่อผมรู้สึกว่าปัจจุบันนี้ผมอยู่กับความจริงมากกว่า ไอ้ของเก่าที่เป็นประวัติศาสตร์มีทั้งดีมีทั้งไม่ดี มีทั้งถูกมีทั้งไม่ถูก เราไม่เอาเรื่องเก่าๆ มารกหัวใจเรา ส่วนอนาคตนั้นคือความคาดหวัง มันก็มีได้ แต่เราอย่าถือว่าเป็นเรื่องที่มันจะเป็นไปได้ทุกอย่างไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจุบันมันอยู่กับความจริง เมื่อคุณอยู่กับความจริงคุณเท้าติดดิน เมื่อคุณอยู่กับความจริงคุณจะไม่มีการคาดหวังฟุ้งเฟ้อ หรือไม่ปล่อยให้ความหลังหรือประวัติศาสตร์มาครอบครองวิธีคิดของคุณ ถ้าหากเราอยู่กับปัจจุบันได้เราอยู่กับความจริง วิธีคิดของเราก็ต้องสอดคล้องกับความเป็นจริง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สุทธิชัย: มีคนบอกผมว่าคุณอานันท์นี่แกอารมณ์ดีตลอด เพราะว่าแกไม่ไปเอาเรื่องในอดีตเรื่องทางลบเรื่องที่กวนใจในอดีตมาใช้กับปัจจุบัน อันนี้จริงใช่ไหมครับ?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณอานันท์: ก็จริง ผมรู้สึกว่าหลังๆ นี้ผมรับความจริงแล้วก็ยอมรับ ไอ้ข้อบกพร่องหรือสิ่งที่ผิดพลาดไปในอดีตแล้วผมก็ขอโทษแล้วก็พยายามปรับตัวเอง ในปัจจุบันนี้ผมต้องถือว่าผมแทบไม่มีศัตรูนะ ผมแทบไม่มี คนที่ไม่เคยไม่ชอบผม ตอนหลังพอมาทำงานร่วมกัน ผมไม่อยากจะเอ่ยชื่อนะแต่หลายท่านบางครั้งบางคราวผมไปล่วงเกินท่านเกินไปหรือไปเข้าใจท่านผิด แต่สิ่งสำคัญนั่นคือผมจำนะไม่ลืม แต่ผมไม่โกรธแค้นไม่อาฆาตพยาบาทไม่อิจฉาริษยา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สุทธิชัย: สำหรับคุณอานันท์อาจบอกได้ว่าส่วนที่คนชื่นชมมีมากกว่าส่วนที่เป็นทางลบอยู่ แต่ในหนังสือเล่มนี้คนส่วนใหญ่บอกว่าคุณอานันท์เป็นนายกฯ ที่ดีที่สุดของประเทศไทย นี่คือประโยคของคนอื่นพูดนะไม่ใช่คุณอานันท์พูดเอง แต่ว่านี่คือคำตัดสินของคนไทยที่อยู่ในเหตุการณ์ถึงแม้จะไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์โดยตรง แต่ว่าดูจากผลงานที่ทำ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณอานันท์: ผมว่าหนังสือเล่มนี้มันจะทำให้คนที่รู้จักผมก็จะรู้จักผมดีขึ้น คนที่มีอคติกับผมก็คงมีความหวังว่าไอ้อคติที่เขามี เมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้แล้วก็จะรู้สึกว่าบางสิ่งบางอย่างก็ไม่ควรจะมีอคตินะ ทำนองนี้ แต่มีหลายคนถามว่าเมื่อผมจบจากการเป็นนายกฯ แล้ว ชอบถามว่าอยากให้ประวัติศาสตร์จดจำผมอย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สุทธิชัย: เป็นคำถามคลาสสิก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณอานันท์: ผมก็บอกว่าผมเป็นคนประหลาดนะ ผมไม่ค่อยสนใจเรื่องพวกนี้ แล้วผมพูดเล่นๆ ลูกสาวก็บอกว่าพ่อพูดอย่างนี้ไม่ได้ เพราะผมบอกว่าผมอยากให้ประวัติศาสตร์ลืมผม (หัวเราะ)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สุทธิชัย: ในหนังสือเล่มนี้คุณอานันท์พูดตอนหนึ่งว่า คิดว่าภายใน 20 ปีคนก็ลืมแล้วใช่ไหม ผมว่าไม่จริง ผมว่าลูกสาวพูดถูกแล้ว ว่าผลงานที่คุณอานันท์ที่ทิ้งเอาไว้ มันไม่ใช่แค่นายอานันท์ แต่มันเป็นงานของนายอานันท์ ซึ่งมันไม่ใช่เฉพาะนายอานันท์ใช่หรือไม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมมองว่ามันจะอยู่นานเพราะว่ามันเกี่ยวข้องกับนโยบายระดับสำคัญ มันเป็นการวางมาตรฐานของการเป็นนายกรัฐมนตรี ใครก็ตามแต่ที่เป็นนายกฯ หลังจากคุณอานันท์ จะต้องลำบากเพราะว่าถูกเปรียบเทียบกับมาตรฐานที่คุณอานันท์วางเอาไว้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณอานันท์: ถ้าผมจะยกตัวอย่างในสมัยที่ผมเป็นทูตอยู่อเมริกา คนก็ไม่ได้รู้ว่าผมมีปัญหากับ (เฮนรี) คิสซินเจอร์ (อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศและที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติสมัยประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน) อะไรต่างๆ เพราะว่าไม่เคยได้รับเชิญไปทานข้าว ต้องเรียกว่าเรื่องบ้าๆ บอๆ ทั้งนั้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จริงอยู่ที่ตอนนั้นเป็นทูตไทยที่วอชิงตันมันไม่มีความหมาย คิสซินเจอร์เขาก็ต้องคุยกับทูตมหาอำนาจหรือทูตซาอุดีอาระเบีย ส่วนเมืองไทยเราเรียกได้ว่าเป็นประเทศระดับ 2 ระดับ 3 ในสายตาของอเมริกา ซึ่งมันก็เป็นความจริง คนก็ลือไปต่างๆ นานาว่าผมไม่ชอบอเมริกาเพราะว่าผมคล้ายๆ กับไม่ได้รับการปฏิบัติที่ดีตอนอยู่อเมริกา แต่ตอนหลังผมกับคิสซินเจอร์ใกล้ชิดกันมากเลย เป็นเพื่อนรักกันเลย &amp;nbsp;จริงๆ แล้วคือสิ่งเหล่านี้ผมว่าพอเวลามันผ่านไป ถ้าเผื่อคนได้รำลึกถึงว่าสิ่งที่ได้ยินมา มันไม่ใช่ข่าวจริงเท่าไหร่ มันเป็นข่าวลือ ข่าวอกุศลมากกว่า กับบุคคลในเมืองไทยที่มีชื่อเสียงหลายคนเขาก็เป็นอย่างนั้น ซึ่งผมก็ไม่มีปัญหา และตอนหลังบางคนเขาก็มาชอบผมเสียด้วยซ้ำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สุทธิชัย: เสน่ห์ของคนที่พูดตรงไปตรงมาแล้วก็เป็นมิตร ตรงไปตรงมานี้ไม่ใช่ก้าวร้าว แต่หมายถึงว่าพูดตรงไปตรงมา สนุกดีคิดอย่างนี้ได้ด้วยหรือ?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณอานันท์: บางครั้งก็ก้าวร้าวนะ สมัยเป็นหนุ่มๆ (หัวเราะ)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สุทธิชัย: ก็ตอนนั้นเป็นนักการทูตที่ต้องทำงาน ถ้าไม่พูดตรงๆ...
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณอานันท์: ตอนนั้นผมอยู่วงการทูต มันคล้ายๆ กับ...ขอใช้ศัพท์คุณชาติชายแล้วกัน...ม้าลำปาง &amp;nbsp;มันคล้ายๆ กับมันมี blinkers มันมองแค่นี้ แต่พอหลังจากออกจากกระทรวงต่างประเทศมา อยู่ภาคธุรกิจ ไปยุ่งทางการเมือง รู้จักกับคนมากขึ้น blinkers ที่ปิดสายตามันก็เปิด เวลามันมองมันไม่ได้มองเส้นตรงอย่างเดียว ไอ้นั่นแหละทำให้เปลี่ยน ทำให้เป็นคนที่มีสิ่งที่ภาษาอังกฤษเรียกว่าคอมแพสชัน &amp;nbsp;(compassion)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สุทธิชัย: คือมองว่าคนอื่นอาจจะไม่ได้มองอย่างเราก็ได้ใช่ไหม?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณอานันท์: และอีกอย่างหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าผมเปลี่ยนไปคือ เวลานี้ผมเข้าได้กับคนทุกคนนะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สุทธิชัย: และโดยเฉพาะกับคนรุ่นใหม่ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณอานันท์: แล้ววิธีการก็คือว่า เราต้อง Think positive เราทุกคนมันไม่ได้ดีร้อยเปอร์เซ็นต์ หรือเลวร้อยเปอร์เซ็นต์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สุทธิชัย: แต่ว่าการตัดสินใจใหญ่ๆ ที่ผ่านมาในชีวิตทั้งหมดไม่มีอะไรที่เสียใจใช่ไหมครับ?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณอานันท์: ไม่ ผมไม่รู้สึกว่าผมเสียใจอะไรเลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สุทธิชัย: นั่นแหละสำคัญที่สุดนะผมว่า รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ แน่นอนว่าทุกคนต้องมี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณอานันท์: ที่ต้องระวังก็คือบางครั้งเราอาจจะมีดีกรีมากไป บางครั้งก็อาจจะดีกรีอ่อนไป แต่ในแนวทางในหลักใหญ่นี่ไม่ ผมก็บอกว่าคนเราถ้าพูดความจริง จะผ่านไป 20-30 ปีมันก็อยู่อย่างนั้น &amp;nbsp;เพราะคุณพูดจากใจไง แต่ถ้าคุณเริ่มโกหก เริ่มปิดบัง คุณจำไม่ได้ว่าคุณปิดบังอะไรบ้าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สุทธิชัย: ถ้าคุณโกหกบ่อยๆ คุณต้องความจำดีมากเลยใช่ไหมครับ?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณอานันท์: ใช่ ความจำต้องดีมาก เพราะถ้าหากว่าคุณจำไม่ได้ว่าเมื่อ 3 ปีที่แล้วคุณพูดว่าอะไรบ้าง เมื่อพูดใหม่มันก็แตกต่างกันแล้ว แต่ถ้าคุณพูดจากใจจริง มันฝังอยู่ในหัวใจ มันออกมาจากใจ มันออกมาจากความจริง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สุทธิชัย: ถูกต้อง ใช่ ฉะนั้นคุณอานันท์ยึดถือเรื่องนี้ตลอดว่าพูดต้องพูดจากใจ เพื่อที่ตัวเราจะได้ไม่ต้องมาจำว่าเราเคยไปโกหกอะไรไว้บ้าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณอานันท์: ใช่ สำคัญมาก งานจะหนักมากขึ้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31274</URL_LINK>
                <HASHTAG>ANAND PANYARACHUN AND THE MAKING OF MODERN THAILAND, Dominic Faulder, กาแฟดำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180720/image_big_5b515c1cad535.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31074</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/03/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/03/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ที่มาของหนังสือประวัติ อานันท์ ปันยารชุน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หนังสือชื่อ Anand Panyarachun : The Making of Modern Thailand เขียนโดย Dominic Faulder นักข่าวฝรั่งที่ประจำเมืองไทยมายาวนานวางตลาดเมื่อต้นปีนี้ กำลังเป็นที่กล่าวขวัญในแวดวงคนอ่านหนังสือการเมือง, เศรษฐกิจและสังคมไม่น้อย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นหนังสือที่น่าอ่าน มีเบื้องหลังชีวิตของอดีตนายกฯ อานันท์ ปันยารชุน ค่อนข้างละเอียด หลายเรื่องหลายราวที่คนไทยจำนวนมากยังไม่เคยได้รับรู้มาก่อน โดยเฉพาะเบื้องหลังการตัดสินใจรับตำแหน่งสำคัญๆ รวมถึงการเป็นนายกรัฐมนตรีทั้ง 2 ครั้งในชีวิตการทำงานของ &amp;ldquo;ผู้ดีอังกฤษ&amp;rdquo; คนนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผมสัมภาษณ์คุณอานันท์ค่อนข้างละเอียดเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ จึงคัดและตัดต่อบางตอนมาให้ได้อ่านกันครับ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สุทธิชัย : หนังสือเล่มนี้ผมอ่านแล้วสนุกครับ มีเบื้องหน้าเบื้องหลังชีวิตคุณอานันท์ที่น่าสนใจมากมาย อีกทั้งยังได้เข้าใจประวัติศาสตร์ของประเทศไทยในช่วงจังหวะเวลาเดียวกันด้วย หนังสือเล่มนี้มีที่มาที่ไปอย่างไรครับ?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คุณอานันท์ : ครับ เพราะมันไม่ใช่ประวัติของผมคนเดียว มันเป็นประวัติเชิงการทูตของเมืองไทยด้วย เป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ การเมืองการทูตของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีเรื่องเวียดนาม เรื่องเขมร เรื่องจีน มีเรื่องอาเซียน มีเรื่องเขตการค้าเสรีและอีกหลายเรื่อง ผมว่าถ้าเราอ่านแล้ว ผมอาจจะมีบทบาทในหนังสือนี้มากหน่อย แต่ในขณะเดียวกัน รายละเอียดต่างๆ ที่เขาเขียน ก็เป็นเรื่องที่เขาไปทำวิจัย ไปค้นคว้ามาจากเอกสาร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สุทธิชัย : ในช่วงที่โลกกำลังปรับเปลี่ยนอย่างมากเสียด้วย เพราะเป็นโลกที่อยู่ในช่วงสงครามเย็น เป็นช่วงที่ไทยเราเองก็ต้องตัดสินใจในเรื่องที่กระทบความมั่นคง กระทบเศรษฐกิจและความร่วมมือต่างๆ นานา ดังนั้นเบื้องหลังของการตัดสินใจ บางส่วนโดยเฉพาะส่วนใหญ่ที่คุณอานันท์มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ วางแผนกลับเปลี่ยน มันก็นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของดุลอำนาจในภูมิภาคนี้ด้วยใช่ไหมครับ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คุณอานันท์ : ใช่ครับ แล้วก็สำหรับเมืองไทยด้วย ผมใช้ชีวิตในราชการร่วม 30 ปี ตอนหลังมาเป็นนายกฯ 2 ครั้ง เคยเป็นเลขานุการรัฐมนตรี ดร.ถนัด คอมันตร์ แล้วตอนที่ผมเข้าสู่กระทรวงการต่างประเทศใหม่ๆ ผมก็ได้สัมผัสบ้างพอประมาณกับ &amp;#39;เสด็จในกรมฯ&amp;#39; กรมหมื่นนราฯ &amp;#39;พระองค์วรรณ&amp;#39; (พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์) และได้มีโอกาสพบปะกับผู้ใหญ่หลายๆ ท่าน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในฐานะที่ผมเป็นข้าราชการที่ชั้นอาจจะไม่ได้สูงนัก เป็นเลขานุการรัฐมนตรีก็เดินทางไปกับรัฐมนตรี ไปตามที่ต่างๆ ท่านพบกับรัฐมนตรีต่างประเทศคนไหน พบกับเลขาธิการสหประชาชาติ พบกับนายกรัฐมนตรีประเทศต่างๆ ผมก็เข้าร่วมนั่งฟังอยู่ด้วย เพราะฉะนั้นก็เป็นความโชคดีของผม แล้วคุณถนัดท่านเป็นคนที่ทำงานเร็ว ทำงานไว และเป็นคนตรงไปตรงมา ผมก็คงจะได้รับบทเรียนหลายๆ อย่างจากท่าน ซึ่งเป็นประโยชน์ในการทำงานของผมในเวลาต่อมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สุทธิชัย : แนวคิดที่จะเริ่มต้นเขียนหนังสือเล่มนี้เริ่มต้นจากโดมินิกเองใช่ไหมครับ แกมาทาบทามอย่างไร และคุณอานันท์ยอมได้อย่างไร เพราะคุณอานันท์เคยบอกผมว่า &amp;lsquo;โอ้ยไม่เอา ผมไม่อยากจะโอ้อวดตัวเอง&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คุณอานันท์ : โดมินิกนี่เขาเป็นนักเขียน อยู่เมืองไทยมา 20-30 ปีนะ รู้เรื่องเมืองไทยดี เขาเป็นนักเขียนมืออาชีพ เคยทำงานกับสำนักงานข่าวหรือหนังสือแมกกาซีนในภูมิภาคนี้หลายฉบับ แล้วก็ทำเรื่องเมืองไทยหลายเล่มแล้ว แล้วในการเขียนหนังสือหลายเล่มนั้น ผมก็มีส่วนบ้าง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องหนังสือที่บริษัทนี้พิมพ์ขอให้ผมไปช่วยเป็นประธาน หรือเป็นแชร์แมน (chairman) ของ editorial board เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล&amp;nbsp; เพื่ออะไรต่างๆ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สุดท้าย เมื่อประมาณสัก 4-5 ปี ก็ได้มีการเขียนเรื่องของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ซึ่งก็ออกมาเป็นเล่มใหญ่พอใช้ เป็นภาษาอังกฤษเหมือนกัน แล้วเขาก็ขอให้ผมเป็นประธานใน editorial board อีก ในการเป็นประธานของกองบรรณาธิการ เราไม่ไปยุ่งกับสิ่งที่เขาเขียน ไม่ไปยุ่งกับสาระของหนังสือหรือสไตล์ของการเขียนหรืออะไรของเขา แต่เราพยายามที่สุดที่จะให้เห็นว่าข้อความที่เขาเขียนมันเป็นความจริง อาจจะเป็นความจริงในแง่ดีและทางไม่ดีอะไรก็แล้วแต่ แต่ต้องเป็นความจริง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พอหนังสือเล่มนั้นจบเขาก็มาถามผมว่า ทำไมยูไม่เขียนเรื่องของตัวเองบ้าง ผมก็บอกไปว่า ในสังคมไทยหรือในวัฒนธรรมไทย การเขียนประวัติตนเองมันมีอัตราเสี่ยงพอใช้ เพราะว่าตามวัฒนธรรมของเรา เราเขียนอะไรไปหากมันไปพาดพิงบุคคลที่ 3 ไม่ว่าจะเป็นในทางที่ดี หรือในทางที่วิพากษ์วิจารณ์ มันอาจจะเกิดความเข้าใจผิดได้ง่าย บรรดาลูกเต้าพี่น้อง ก็อาจจะชี้ว่าเราเขียนแบบไม่ให้ความยุติธรรมกับเขา หรือกับปู่เขา หรือกับน้าเขา มันจึงเป็นดาบสองคม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และถ้าหากเราเขียนเรื่องของคนที่สิ้นชีวิตไปแล้วยิ่งหนักใหญ่เลย เพราะตามธรรมเนียมไทยคนที่สิ้นชีวิตไปแล้ว เราไม่ควรจะพูดในสิ่งที่ ผมไม่ได้บอกว่าพูดในสิ่งที่ไม่ดีนะ แต่พูดในสิ่งที่เราเรียกว่าวิพากษ์วิจารณ์ ผมก็เลยบอกว่าหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิตของผม มันมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ผมพูดไม่ได้ เพราะว่ามันจะเป็นความลับทางราชการก็ดี เป็นจารีตประเพณี เราไม่ได้อยู่ในฐานะที่พูดได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เขาจึงบอกว่า ถ้าหากว่าเขาเขียนให้จะสนใจหรือไม่ ผมก็ตอบว่าสนใจซิ เพราะว่าผมรู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่าตั้งแต่ทำงานราชการกระทรวงการต่างประเทศมาตั้งแต่อายุ 23 ปี มาออกตอนอายุ 47-48 ผมก็ได้เห็นการเมืองระหว่างประเทศ ของนโยบายต่างประเทศที่ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 รัชกาลที่ 5 มาจนถึงปัจจุบัน นอกจากพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้ว ในระยะ 70-80 ปีที่ผ่านมา คนไทยก็ทำชื่อเสียงให้กับเมืองไทยมาก ผมจึงบอกว่าดีซิถ้าเผื่อคุณอยากจะเขียน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เขาบอกว่า ในการเขียนเขาจะต้องทำการค้นคว้านะ ผมบอกแน่นอน และข้อ 2 เขาต้องขอมาสัมภาษณ์ผม ผมจึงบอกว่าได้ ทำเป็นในลักษณะ oral history แล้วก็ควรจะสัมภาษณ์คนอื่นด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งหมดใช้เวลาอยู่กว่า 4 ปี ประมาณ 200 ชั่วโมง เขาก็ถามผมว่า ผมจะแนะนำให้เขาไปคุยกับใครบ้าง ผมก็ให้รายชื่อไปสักประมาณร้อยกว่าชื่อ ร้อยกว่ารายชื่อส่วนใหญ่ก็ตอบรับ รวมทั้งคุณด้วย แต่หลายคนท่านก็มีปัญหามีเหตุผลส่วนตัว แล้วผมก็แนะนำให้ไปสัมภาษณ์คนที่ความเห็นไม่ตรงกับผมด้วย ผมก็บอกว่าผมอยากที่จะให้การเขียนหนังสือเล่มนี้ไม่ใช่เป็นการเขียนหนังสือเพื่อมาสรรเสริญเยินยอผม แบบนั้นไม่ใช่ มันจึงต้องมีทั้งติทั้งชม มันจึงต้องมีทั้งตั้งข้อสังเกต มีข้อสงสัยหรือไปสัมภาษณ์คนอื่นๆ ที่มีความเห็นไม่ตรงกับผม หรือไม่ชอบผม สมมตินะ มันก็เป็นประโยชน์มันจะได้มองหลายมุม เพราะคนเรามันไม่ใช่สมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ มันต้องมีจุดอ่อน มันต้องมีข้อบกพร่อง มันมีบางสิ่งบางอย่างที่การตัดสินใจของเราอาจจะผิดได้ ต้องมาพูดกัน เป็นการเขียนแบบผู้ใหญ่ ไม่ใช่เขียนถากถาง ไม่ใช่เป็นการเขียนประจาน ไม่ใช่เป็นการเขียนโดยมีลับลมคมในหรือมีวาระส่วนตัว (personal agenda) นะครับ ไม่ใช่เรื่องแบบนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; (พรุ่งนี้ : เบื้องหลังการเขียนหนังสือเล่มนี้)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31074</URL_LINK>
                <HASHTAG>Anand Panyarachun, Dominic Faulder, กาแฟดำ, สุทธิชัย, อานันท์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180720/image_big_5b515c1cad535.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
