<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>104892</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/06/2021 12:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/06/2021 11:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แฟลช ปิดดีลใหญ่ระดมทุนจาก Buer Capital และ SCB 10X พร้อมด้วย eWTP -โออาร์-เดอเบล- กรุงศรี ฟินโนเวต ลงเพิ่ม ซีรีย์ E มูลค่ารวมกว่า 150 ล้านเหรียญสหรัฐ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;กลุ่มธุรกิจแฟลช (Flash Group) ผู้ให้บริการ E-commerce สัญชาติไทยแบบครบวงจร และเป็นบริษัทแม่ของ แฟลช เอ็กซ์เพรส ผู้ให้บริการด้านขนส่งเอกชน ปิดดีลยักษ์จากการระดมทุนรอบซีรีย์ D+ และ ซีรีย์ E คว้ากลุ่ม Buer Capital Limited และ SCB 10X ร่วมทุน พร้อม eWTP -โออาร์-เดอเบล-กรุงศรีฟินโนเวต ลงเพิ่มได้เม็ดเงินรวมไปกว่า 150 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 4,700 ล้านบาท ประกาศขึ้นเป็นขนส่งเอกชนอันดับ 1 ด้วยตัวเลขจัดส่งพัสดุต่อวันสูงสุดร่วม 2 ล้านชิ้น ทะยานสู่ยูนิคอร์นตัวแรกของไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายคมสันต์ ลี ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มธุรกิจแฟลช (Flash Group) ผู้ให้บริการ E-Commerce สัญชาติไทยแบบครบวงจร เปิดเผยข้อมูลล่าสุดจากการระดมทุนรอบซีรีย์ D+ ที่ได้ผู้ร่วมทุนรายใหม่อย่าง SCB 10X&amp;nbsp; พ่วงด้วย บริษัทจันวาณิชย์ ซีเคียวริตี้พริ้นท์ติ้ง จำกัด เข้าสนับสนุน โดยในส่วนของซีรีย์ E ก็ยังคว้า Buer Capital กลุ่มทุนจากสิงคโปร์ ร่วมด้วย SCB 10X ที่ให้การสนับสนุนทั้งซีรีย์ D+ และ E&amp;nbsp; ตามด้วยผู้ลงทุนเดิมอย่าง eWTP, บริษัท ปตท. น้ำมัน และการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์, บริษัท เดอเบล จำกัด (Durbell) ภายใต้กลุ่มธุรกิจ TCP, บริษัท กรุงศรี ฟินโนเวต จำกัด (Krungsri Finnovate) ในเครือกรุงศรี กรุ๊ป ที่ตบเท้าลงเพิ่มในซีรีย์ E ซึ่งดีลใหญ่นี้ทำให้กลุ่มธุรกิจแฟลช (Flash Group) สามารถระดมทุนไปได้สูงถึง 150 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 4,700 ล้านบาท โดยคาดว่าเม็ดเงินลงทุนจะถูกกระจายไปในหลายสัดส่วนทั้งด้านการบริหาร และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี ครอบคลุมไปถึงการลงทุนในด้านแพลตฟอร์ม eCommerce ที่จะตอบโจทย์ และสร้างความแตกต่างให้แก่ตลาด รวมถึงการเพิ่มช่องทางการขาย ขยายบริการ และสร้างกลยุทธ์ใหม่ๆ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลุ่มธุรกิจแฟลช (Flash Group) ก่อตั้งขึ้นจากแนวคิด การเป็นผู้ให้บริการ E-commerce สัญชาติไทยแบบครบวงจร โดยได้รับความไว้วางใจจากกลุ่มนักลงทุนหลายอุตสาหกรรมเข้ามาร่วมสนับสนุน ปัจจุบันกลุ่มธุรกิจแฟลช (Flash Group) มีอัตราการเติบโตอย่างก้าวกระโดด พร้อมธุรกิจในเครือหลากหลายประเภท อาทิ Flash Express ผู้ให้บริการขนส่งแบบครบวงจร ที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาเป็นหัวใจหลักในการบริหารจัดการด้านระบบขนส่ง โดยปัจจุบัน Flash Express มียอดจัดส่งพัสดุต่อวันสูงสุดร่วม 2 ล้านชิ้น นอกจากนี้ยังมีบริการ Flash Fulfilment คลังสินค้าแบบครบวงจร ที่มีบริษัทชั้นนำเป็นพันธมิตร และใช้บริการมากมาย รวมถึงบริษัทในเครืออีกหลายบริษัทที่สอดคล้องกับธุรกิจ E-commerce และรูปแบบตลาดของประเทศไทย รวมไปถึงบริการใหม่ที่เตรียมขยายออกสู่กลุ่มประเทศใน SEA ซึ่งรอการเปิดเผยหลังจากนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ถือเป็นความสำเร็จที่น่าภูมิใจของทีมงานแฟลชทุกคน ที่ทำให้ผู้ลงทุนเชื่อมั่นในศักยภาพของเรา โดยจากนี้บริษัทฯ จะทยอยประกาศความร่วมมือที่จะเกิดขึ้นระหว่างกลุ่มธุรกิจแฟลช กับผู้ลงทุน ซึ่งแน่นอนว่ากลยุทธ์หลักของแผนการทำงานยังคงมุ่งไปที่การเป็นผู้ให้บริการแบบ One stop service สำหรับ E-Commerce ทั้งในประเทศไทย และสากล รวมไปถึงการเร่งขยายบริการออกสู่ต่างประเทศโดยยึดความตั้งใจเดิม คือ เริ่มจากกลุ่มประเทศในแถบ SEA แม้จะมีอุปสรรคในช่วงสถานการณ์ Covid19 แต่แผนการทำงานของ แฟลช กรุ๊ป ยังคงเดินหน้าต่อไป ซึ่งคาดว่าภายใน Q4 ของปีนี้น่าจะมีความชัดเจนมากขึ้น จากการทยอยเปิดให้บริการบางส่วนใน SEA&amp;rdquo; นายคมสันต์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มร.เหลียง จี้ ผู้อำนวยการ กลุ่ม Buer Capital (Buer) ในฐานะนักลงทุนเชิงกลยุทธ์รายหลักของซีรีย์ E กล่าวว่า Buer เป็นนักลงทุนที่มุ่งเน้นเรื่องการเปลี่ยงแปลงโครงสร้างด้านการบริโภค Buer มีความเชื่อมั่นว่าธุรกิจขนส่งเป็นหนึ่งในระบบสาธารณูปโภคหลักที่สำคัญของเศรษฐกิจยุคดิจิทัล เมื่อระบบขนส่งถูกพัฒนาให้มีประสิทธิภาพ และยกระดับขึ้นไปอีกขั้นจะทำให้มีการเปลี่ยนแนวคิด space-time ของธุรกิจค้าปลีก รวมถึงมีความมั่งคั่ง รวดเร็ว และประหยัด ซึ่งสอดคล้องอย่างยิ่งกับกลยุทธ์การลงทุนของแฟลชทั้งในด้านเทคโนโลยี และด้านบริหาร รวมไปถึงศักยภาพในด้านฐานข้อมูล (Data base) ที่จะช่วยผลักดัน และพัฒนาธุรกิจให้มีความสามารถในการแข่งขันกับคู่แข่งรายอื่นๆในตลาดได้อย่างระยะยาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มร.เจียง ดาเหว่ย&amp;nbsp; พาร์ทเนอร์และประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายของเงินของ eWTP Capital อีกหนึ่งนักลงทุนรายใหญ่ในรอบซีรีย์ E กล่าวว่า &amp;ldquo;นับตั้งแต่วันแรกของการก่อตั้ง แฟลช กรุ๊ป (Flash Group) ทีมงานทุกคนได้แสดงให้ผมเห็นถึงวิสัยทัศน์ของการนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาใช้ประโยชน์ในธุรกิจ พร้อมทั้งสามารถขับเคลื่อนประสิทธิภาพในกระบวนการบริหารงานด้านโลจิสติกส์ได้อย่างลงตัว ประกอบกับความทุ่มเทอย่างแน่วแน่ในการทำงาน สามารถสร้างความเข้าใจ และตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าหลัก สิ่งนี้ได้ยกระดับให้พวกเขากลายเป็นผู้เล่นชั้นนำในธุรกิจ last-mile logistics ของประเทศไทย เรายินดี และยังคงเฝ้ามองความสำเร็จที่จะเกิดขึ้นจากความมุ่งมั่นของพวกเขา รวมถึงการเติบโตในอนาคต พร้อมๆ กับการขยายธุรกิจและบริการด้านอื่น ๆ ต่อไป &amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน SCB 10X ผู้ร่วมทุนรายใหม่ที่ให้การสนับสนุนทั้งรอบซีรีย์ D+ และ ซีรีย์ E โดยนางปิติพร พนาภัทร์ Chief Business Development and Financial Officer บริษัท เอสซีบี เท็นเอกซ์ จำกัด (SCB 10X) กล่าวว่า หนึ่งในภารกิจหลักของ SCB 10X คือ มุ่งลงทุนในสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพทั่วโลก รวมถึงสนับสนุนและผลักดันสตาร์ทอัพไทยที่มีศักยภาพให้สามารถเติบโตและก้าวสู่เวทีโลกได้ ด้วยความแข็งแกร่งของกลุ่มธุรกิจแฟลช ที่มีการเติบโตแบบก้าวกระโดด รวมถึงเป้าหมายในการขยายธุรกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เราจึงมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นผู้ร่วมลงทุนหลักในการระดมทุนรอบ Series D+ และลงทุนเพิ่มเติมต่อเนื่องในรอบ Series E ร่วมกับนักลงทุนชั้นนำ นอกจากนี้ กลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์และกลุ่มธุรกิจแฟลช ยังมีแผนในการต่อยอดความร่วมมือเพื่อร่วมกันพัฒนาโซลูชันและบริการทางการเงิน ตลอดจนเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการทางการเงิน (Financial Inclusion) และสร้างประสบการณ์การเงินรูปแบบใหม่ให้กับกลุ่มลูกค้าในอนาคตอันใกล้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศิระ ศรีสุกใส ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจและนวัตกรรม บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ คนที่ 3 จากซ้ายมือ ผู้ลงทุนหลักจากรอบซีรีย์ D เผยถึงการตัดสินใจลงทุนเพิ่มในซีรีย์ E การร่วมลงทุนและการสร้างความร่วมมือทางธุรกิจระหว่าง โออาร์ และแฟลช จะเป็นการเสริมศักยภาพซึ่งกันและกันเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านขนส่งและพลังงาน อีกทั้งยังสามารถต่อยอดไปยังธุรกิจอื่น ๆ ของโออาร์ เชื่อมต่อธุรกิจแบบ Online to Offline&amp;nbsp; เพื่อตอบสนองความต้องการและพฤติกรรมของผู้บริโภคในอนาคตที่มีไลฟ์สไตล์ปรับตัวสู่โลกออนไลน์มากขึ้น อีกทั้งเป็นการส่งเสริม Startup ไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน ปัจจุบัน โออาร์ และ แฟลช ได้มีความร่วมมือทางธุรกิจในด้านต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมและต่อยอดธุรกิจหลักของทั้งสองบริษัท เช่น การที่โออาร์ให้บริการน้ำมันแก่รถที่ใช้ในการขนส่งของ Flash Express หรือการที่ Flash Express เริ่มเข้ามาเป็นหนึ่งในผู้ขนส่งผลิตภัณฑ์ของ โออาร์ และยังมีแผนเพิ่มศักยภาพในการทำธุรกิจ ทั้งความร่วมมือในการทดลองเปิดให้บริการจุดรับส่งพัสดุของ Flash Express ภายในร้าน Caf&amp;eacute; Amazon บางสาขา และการวางแผนในการพัฒนาพื้นที่ภายในสถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น บางแห่ง เพื่อเป็นศูนย์กระจายสินค้าของ Flash Express เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการศึกษาความเป็นไปได้ในความร่วมมือทางธุรกิจเพิ่มเติมในประเทศต่าง ๆ ผ่านบริษัทย่อยในต่างประเทศของกลุ่มโออาร์ตามแผนการขยายธุรกิจของแฟลชอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บริษัท เดอเบล จำกัด (Durbell) ผู้นำด้านการกระจายสินค้าและโลจิสติกส์ในประเทศไทย ในเครือกลุ่มธุรกิจ TCP ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนเงินทุนแก่แฟลชทั้งรอบ ซีรีย์ D และE โดยนางสาวนุชรี อยู่วิทยา กรรมการผู้จัดการใหญ่ กล่าวว่า การเติบโตของธุรกิจขนส่งในประเทศไทยและกลุ่มประเทศในแถบ SEA สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในยุค New Normal นี้ และแฟลช กรุ๊ปก็สามารถตอบรับความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างดีเยี่ยมแม้ในสภาพการแข่งขันที่ดุเดือด ด้วยบริการขนส่งพัสดุครบวงจรที่ก่อกำเนิดมาจากความเข้าใจลูกค้าอย่างแท้จริงและระบบปฏิบัติงานที่แข็งแกร่ง รวดเร็ว ซึ่งเป็นแนวทางการทำงานเดียวกันกับบริษัท เดอเบล จำกัด บริษัทกระจายสินค้าและโลจิสติกส์ในเครือกลุ่มธุรกิจ TCP ทั้งนี้ กลุ่มธุรกิจ TCP ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องดื่มชั้นนำของโลกและประเทศไทย เช่น กระทิงแดง (เรดบูล) เรดดี้ สปอนเซอร์ แมนซั่ม เพียวริคุ และอื่นๆ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมลงทุนและเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตของแฟลช กรุ๊ปในทั้ง 2 ซีรีส์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายแซม ตันสกุล กรรมการผู้จัดการ กรุงศรี ฟินโนเวต ในเครือกรุงศรี กรุ๊ป ซึ่งเป็นอีกหนึ่งผู้สนับสนุนเงินทุนแก่ แฟลช ทั้งในรอบ ซีรีส์ D และ E กล่าวว่า เราภูมิใจอย่างยิ่งที่ก้าวเข้ามาเป็นผู้ลงทุนไทยกลุ่มแรกที่ได้ร่วมลงทุนในแฟลชตั้งแต่รอบซีรีส์ D ในปี 2020 ด้วยเพราะความเชื่อมั่นในศักยภาพที่โดดเด่นและเป้าหมายที่ชัดเจนของแฟลช และการลงทุนเพิ่มในรอบซีรีส์ E ครั้งนี้ตอกย้ำถึงความร่วมมืออันแข็งแกร่งระหว่างกัน โดยที่ผ่านมา เราต่างต่อยอดความสำเร็จจากความเชี่ยวชาญและจุดแข็งที่มี ผลักดันความร่วมมือระหว่างกันซึ่งมีความก้าวหน้าไปมาก โดยเฉพาะในการร่วมกันสร้าง eCommerce Ecosystem ให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ด้วยการพัฒนานวัตกรรมการเงินที่สามารถตอบโจทย์ลูกค้าผู้ใช้บริการแฟลช นอกจากนี้ การลงทุนในแฟลชยังยืนยันถึงความมุ่งมั่นของกรุงศรี ฟินโนเวต ที่ต้องการเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญในการช่วยผลักดันให้เกิดยูนิคอร์นสัญชาติไทย ซึ่งการเติบโตอย่างแข็งแกร่งและก้าวกระโดดของแฟลชในวันนี้ถือเป็นความสำเร็จที่สำคัญ และเรายังเชื่อว่าการส่งเสริมระบบขนส่งที่ดีจะเป็นรากฐานที่สำคัญในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104892</URL_LINK>
                <HASHTAG>Buer Capital, E-commerce, eWTP, Flash Express, Flash Group, SCB 10X, กรุงศรีฟินโนเวต, กลุ่มธุรกิจแฟลช, ขนส่งเอกชน, นางปิติพร พนาภัทร์, นางสาวนุชรี อยู่วิทยา, นายคมสันต์ ลี, นายแซม ตันสกุล, บริษัท เอสซีบี เท็นเอกซ์ จำกัด, มร.เจียง ดาเหว่ย, มร.เหลียง จี้, ยูนิคอร์นตัวแรกของไทย, เดอเบล, แฟลช, แฟลช เอ็กซ์เพรส, โออาร์-</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210601/image_big_60b5bd32e01ae.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>89811</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/01/2021 13:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/01/2021 13:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จุรินทร์ดันแผน e-Commerce ตั้งเป้าปี 2565 พาณิชย์สร้างรายได้กว่า 5.35 ล้านล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ม.ค. 2564 นายสรรเสริญ สมะลาภา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์&amp;nbsp; เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชนว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์&amp;nbsp; รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้กระทรวงพาณิชย์ประชุมจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Commerce) แห่งชาติ ตั้งเป้าเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาและขับเคลื่อน e-commerce ของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม คาดภายในปี 2565 สร้างรายได้กว่า 5.35 ล้านล้านบาท

ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ปัจจุบันการค้าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Commerce ได้เข้ามีบทบาทต่อชีวิตของคนเราอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่มีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19&amp;nbsp; ซึ่งได้ส่งผลให้การซื้อขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ทั่วโลกเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด และจากการสำรวจโดยสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พบว่ามูลค่า e-Commerce ประเทศไทยในปี 2562 มีมูลค่ารวม 4.02 ล้านล้านบาท ขยายตัว 6.91% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้านี้&amp;nbsp;

ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์เองนั้น ในปี 2564 ได้เดินหน้าผลักดันการค้าออนไลน์ในรูปแบบต่างๆ ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์&amp;nbsp; โดยมีโครงการสำคัญ อาทิ การปั้นเด็ก Gen Z to be CEO , การผลักดันผู้ผลิตและผู้ส่งออกให้เป็นผู้ค้าออนไลน์, การพัฒนาตลาดสด ร้านธงฟ้า ให้สามารถขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ได้, การสร้างยี่ปั้วออนไลน์เพื่อให้เป็นฟันเฟืองเชื่อมโยงสินค้าของ SME รายเล็กเข้าสู่ช่องทางออนไลน์สู่ตลาดต่างประเทศ รวมทั้งการผลักดันสร้างทีมเซลส์แมนจังหวัดเผยแพร่ความรู้เรื่องการค้าออนไลน์ให้กับผู้ผลิตในระดับฐานรากอีกด้วย

​สำหรับคณะกรรมการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ชุดนี้ เป็นการบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง กว่า 30 หน่วยงาน อาทิ หน่วยงานในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ (กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ&amp;nbsp; สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า และ สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์&amp;nbsp; สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย เป็นต้น&amp;nbsp; เพื่อร่วมขับเคลื่อนและกำหนดทิศทางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของไทยให้ครอบคลุมทุกมิติ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสรรเสริญ กล่าวเพิ่มเติมว่า แผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ โดยนโยบายรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นั้น ระยะที่ 1 (พ.ศ. 2564-2565) ฉบับนี้ ได้กำหนดยุทธศาสตร์การทำงาน 4 ด้าน ได้แก่&amp;nbsp; 1.การพัฒนาแพลตฟอร์มตลาดออนไลน์ (e-Marketplace) เพื่อส่งเสริมการค้าภายในประเทศและการค้าข้ามพรมแดน (Enhancement and Promotion) 2. การพัฒนาสภาพแวดล้อมและปัจจัยสนับสนุนการค้าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในทุกด้านให้พร้อมรองรับการเติบโตของการค้าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (Ecosystem and Enabling Factors) 3. การสร้างความเชื่อมั่นในธุรกรรมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (Trust and Sustainability) และ 4. การพัฒนาผู้ประกอบการไทยให้สามารถใช้ประโยชน์จากธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (Competency Building) ซึ่งประเด็นเหล่านี้จะเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญที่จะขยายการเติบโตของมูลค่า e-Commerce ของประเทศได้อย่างมีนัยยะสำคัญ พร้อมตั้งเป้าการเพิ่มการเติบโตของ e-Commerce ให้ได้ปีละ 10% หรือคิดเป็นมูลค่า 5.35 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.33 ล้านล้านบาทภายในปี 2565&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89811</URL_LINK>
                <HASHTAG>e-Commerce, จุรินทร์  ลักษณวิศิษฎ์, มูลค่าอีคอมเมิร์ซ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201201/image_big_5fc658f62f99b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>59652</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/03/2020 13:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/03/2020 12:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;กรณ์&#039;ลุยตลาดคลองเตยชูหลักประคองเงินหมุนพร้อม4หลักคิดชุบชีวิตธุรกิจขนาดเล็กรอดตายจากโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13มี.ค.63- ที่ตลาดคลองเตย นายกรณ์ จาติกวณิช ว่าที่หัวหน้าพรรคกล้าและทีมงาน พบพ่อค้าแม่ค้ารับฟังปัญหาความเดือดร้อนจากวิกฤติเศรษฐกิจ โดยยานกรณ์&amp;nbsp; กล่าวว่า ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ตนและทีมกล้าได้เข้าพบตัวแทนจากกลุ่ม SMEs และวันนี้ก็ได้มาที่ตลาดคลองเตยพบกลุ่มพ่อค้าแม่ขาย และประชาชนที่เป็นแรงงานรับจ้างหาเช้ากินค่ำ เพื่อรับฟังข้อมูล รับเสียงสะท้อนถึงความเดือดร้อน รวมถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการระบาดของโควิด19 ที่มาซ้ำเติมปัญหาเศรษฐกิจที่หนักหนาสาหัสมาตั้งแต่ปีที่แล้ว ปีนี้โดนกระหน่ำด้วยโควิด19 รัฐต้องพุ่งเเป้าดูแลคนที่เดือดร้อนให้ครบทุกกลุ่ม และต้องเริ่มจากคนที่เจ็บ หนัก สุด ทันที โดยเฉพาะ SME รายเล็ก พ่อค้าแม่ขายรายย่อย ธุรกิจท่องเที่ยว กิจการทัวร์ ไกด์นำเที่ยว ร้านอาหาร รถเข็น หาบเร่ ตามสถานที่ท่องเที่ยว ลูกจ้างแรงงานภาคบริการ คนรับจ้างหาเช้ากินค่ำ ช่วงนี้มีความลำบาก เงินสดไม่พอใช้ หนี้ไม่มีจะจ่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;มาตรการทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลใช้อยู่ในขณะนี้ แม้จะเป็นมาตรการที่ดี แต่เป็นการเน้นตอบโจทย์ได้เพียงกลุ่มคนตัวโต ยังไม่เข้าเป้าคนตัวเล็ก ตอบโจทย์แก้ปัญหาให้กับผู้ประกอบการได้ดีในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่มีผลเท่าที่ควรกับพ่อค้าแม่ขายรายเล็กรายน้อย หลายรายไม่สามารถที่จะรอความช่วยเหลือตามรอบภาษีได้ เราต้องการมาตรการที่ยิงตรงถึงมือทันที จากประสบการณ์ย้อนไปปี 2553 ไทยเราฟื้นจากวิกฤติเเศรษฐกิจแฮมเบอร์เกอร์ได้ทันท่วงทีก็เพราะระบบการบริหารจัดการที่เข้าเป้า คือการประคองเงินหมุน ต่อทุนคนทำงาน ระงับพิษโควิด พลิกวิกฤตเป็นโอกาส&amp;rdquo; นายกรณ์ กล่าวย้ำถึงหลักคิดในการแก้ปัญหาเร่งด่วน&amp;rdquo; นายกรณ์&amp;nbsp; กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ว่าที่หัวหน้าพรรคกล้า กล่าวว่า ช่วงนี้คือช่วงที่ทุกคนทุกพรรคการเมืองต้องช่วยกันคิดช่วยกันทำงานเพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน และจากประสบการณ์ที่ผมและคณะ อยู่ในแวดวงเศรษฐกิจเพื่อคนตัวเล็กตัวน้อย จึงขอเป็นตัวแทนที่จะคิดและนำเสนอมาตรการที่เราเชื่อว่า จะสามารถต่อชีวิตให้พวกเขาได้โดยตรงและทันเวลา โดยรัฐบาลต้องพุ่งเป้าตรงไปที่&amp;nbsp; 4 เรื่องนี้เป็นหลักก่อนเท่านั้น
หลักคิดที่หนึ่ง &amp;ldquo;ประคองเงินหมุน&amp;rdquo; เป็นการเติม Cashflow หรือเงินสดในระบบ ห้ามให้ภาคธุรกิจขนาดเล็กหยุดชะงัก เพราะตายแล้วฟื้นยาก ต้องฉีดยาให้ถูกเส้นเพื่อพยุงลมหายใจทางเศรษฐกิจไว้ให้ได้ โดยผู้ที่จะได้รับประโยชน์โดยตรงจากมาตรการคือ ผู้ประกอบการ SMEs เน้นที่รายเล็ก รายกลาง ร้านค้ารายย่อย หาบเร่ แผงลอย กลุ่มท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง-โลจิสติกส์และการบิน-ร้านอาหาร-โรงงานที่ขาด Supply Chain-ตลาดชุมชน
มาตรการ &amp;ldquo;ประคองเงินหมุน&amp;rdquo;
1) ให้แบงก์รัฐและเอกชนช่วยดอก ปลอดต้น ในวงเงินดอกเบี้ย 30,000 บาทในระยะเวลาเศรษฐกิจชะงักจากโควิด 3 เดือน
2) ให้ออมสินปล่อยกู้โดยตรง แก่กิจการขนาดเล็ก พ่อค้าแม่ขายที่ร่อแร่ วงเงิน 5หมื่นบาท ดอกเบี้ย 1% ต่อเดือนใช้พยุงชีวิตและที่ทางในการทำกินต่อไป
หลักคิดที่สอง &amp;ldquo;ต่อทุนคนทำงาน&amp;rdquo; เป็นการช่วยปั๊มหัวใจคนทำงานจากภาวะรายได้ขาดมือ ให้กลับมาหายใจหายคอให้คล่องขึ้น โดยผู้ที่จะได้รับประโยชน์โดยตรงจากมาตรการคือ มนุษย์เงินเดือนในกิจการ 5 ประเภทที่กระทบหนักได้แก่ ท่องเที่ยว-ขนส่ง-ร้านอาหาร-โรงงาน-SMEs รวมไปถึงพ่อค้าแม่ขายรายย่อย หาบเร่แผงลอย รับจ้างอิสระ แรงงานขั้นต่ำ แท็กซี่ วินมอเตอร์ไซค์ ที่ขาดรายได้จากการที่นักท่องเที่ยวไม่มา
มาตรการ &amp;ldquo;ต่อทุนคนทำงาน&amp;rdquo;
&amp;nbsp;1) รัฐจ่ายประกันสังคมแทนทั้งขานายจ้าง และลูกจ้างเป็นเวลา 6 เดือน เงินส่วนนี้จะกลับไปหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งตรงนี้ต่างจากของรัฐที่ทำไปแล้วแต่ให้แค่ลดอัตราเพียง 1% เท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอ และพนักงานเสียสิทธิในการสมทบที่ลดลง
2) สำหรับพนักงานบริษัท มนุษย์เงินเดือนให้มีการ ลดภาษีเงินได้ส่วนบุคคลในส่วนของรอบปี 2562 ทันที 20% สรรพากรคำนวณคืนย้อนหลังได้จากระบบ เพิ่มเม็ดเงินให้ระบบมากขึ้นโดยไม่ต้องแจก รัฐบาลหลายพรรคสัญญาเอาไว้นานแล้ว
3) นำค่าใช้จ่ายในการซื้ออุปกรณ์ที่ใช้ในการดูแลตัวเองจากโควิดมาหักลดหย่อนได้ บุคคลธรรมดา 15,000 บาท นิติบุคคล 50,000 บาท
4) ปล่อยซอฟท์โลน รายละ 50,000 บาท สำหรับกลุ่มแรงงานนอกระบบ พ่อค้าแม่ค้าที่สู้ภาวะเศรษฐกิจอันยากลำบาก ตรงนี้จำเป็นมากเพราะจะเป็นกันตัดวงจรหนี้นอกระบบที่เสี่ยงมากที่จะเกิดขึ้น หากวิกฤตยืดเยื้อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลักคิดที่สาม มาตรการ &amp;ldquo;ระงับพิษโควิด&amp;rdquo; ขอให้รัฐบาลเร่งรัดการบูรณาการการจัดการปัญหาด้วย โมเดลถ้ำหลวงช่วยหมูป่า พร้อมทำทุกวิถีทางลดอัตราผู้ติดเชื้อเพิ่ม เตรียมพร้อมทุกการรับมือที่ภาคสาธารณสุขต้องการ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือมีขั้นตอนดูแลคนแข็งแรงให้ไม่ป่วยเพิ่มแบบเป็นระบบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลักคิดที่สี่ ซึ่งสำคัญที่สุดคือ การ &amp;ldquo;พลิกวิกฤตเป็นโอกาส&amp;rdquo; โดยยกตัวอย่าง เถาเป่าหรือตลาดออนไลน์ของจีนที่โตก้าวกระโดขึ้นมาได้จากวิกฤตโรคซาร์ส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ถึงเวลาภาครัฐชู E-Commerce พร้อมพลิกโฉมการบริการภาครัฐเป็น GovTech&amp;rdquo; เพราะว่าตอนนี้ประเทศไทยเกิดภาวการณ์ที่เรียกว่า รถโล่ง คนหาย ห้างวาย ร้านเงียบ แต่การซื้อขายยังคงอยู่!! ดังนั้น สิ่งที่ทำทันทีได้คือ รัฐเอื้อระบบนิเวศน์ E-Commerce&amp;nbsp; โดยมีการเสนอมาตรการหั่นค่าส่งไปรษณีย์ 50% ทันที พร้อมเจรจาเอกชนโลจิสติกส์รายอื่นๆ และต้องเปิด Platform ค้าออนไลน์ที่ใช้ง่าย ส่งง่าย สำหรับสินค้าจำเป็นเช่น หน้ากาก เจล 4 หลักคิดและมาตรการด่วนทั้งหมดที่กล่าวข้างต้น ผมขอเรียกร้องให้รัฐบาลทำเรื่องหลักที่สำคัญจำเป็นเร่งด่วนแก่คนตัวเล็กที่เดือดร้อนที่สุดก่อน โดยเรียกร้องให้เร่งทำทันทีก่อนที่พวกเราจะตายกันหมด&amp;quot; นายกรณ์ กล่าวย้ำ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/59652</URL_LINK>
                <HASHTAG>e-Commerce, กรณ์ จาคิกวณิช, ติดเชื้อไวรัสโควิด-19, ประคองเงินหมุน, พรรคกล้า, ระงับพิษโควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200313/image_big_5e6b1fff59e68.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>50048</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/11/2019 20:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/11/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เศรษฐกิจไทยทำไม เติบโต &#039;ต่ำกว่าศักยภาพ&#039;?</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เศรษฐกิจไทยปีนี้อ่อนแรงลงไปไม่น้อย &amp;ldquo;ดัชนีความเชื่อมั่น&amp;rdquo; ปรับลงทุกรายการต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 แม้รัฐบาลจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปีหน้าจะเป็นปีตัดสินว่ามาตรการต่างๆ ที่ใช้ทั้งนโยบายการเงินและการคลังที่เราเห็นอยู่ขณะนี้จะนำไปสู่การกระตุ้นให้เกิดการฟื้นตัวอย่างเป็นรูปธรรมหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติลดดอกเบี้ยอีกรอบ เป็นครั้งที่สองของปีนี้มีเหตุผลจากกรรมการ 5 ท่านที่เห็นด้วยกับ 2 ท่านที่คิดว่าควรจะรักษาอัตราดอกเบี้ยไว้น่าสนใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมอ่านเจอรายงานที่อ้างถึงการแถลงข่าวของคุณทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส เลขานุการ กนง. แล้วน่าจะนำมาเล่าต่อให้ได้อ่านกันเพื่อจะได้เข้าใจเหตุผลของการตัดสินใจลดดอกเบี้ยร้อยละ 0.25 ต่อปี จากร้อยละ 1.50 เป็นร้อยละ 1.25 ต่อปี โดยให้มีผลทันที&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณทิตนันทิ์อธิบายว่า ในการตัดสินนโยบาย คณะกรรมการประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้และต่ำกว่าศักยภาพมากขึ้น จากการส่งออกที่ลดลง ซึ่งส่งผลไปสู่การจ้างงานและอุปสงค์ในประเทศ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกทั้งยังมีประเด็นว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มต่ำกว่าขอบล่างของกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ ภาวะการเงินโดยรวมยังผ่อนคลาย เสถียรภาพระบบการเงินได้รับการดูแลไปแล้วบางส่วน แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม ทำให้กรรมการส่วนใหญ่เห็นว่านโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้นจะมีส่วนช่วยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจและเอื้อให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปกลับสู่กรอบเป้าหมาย จึงเห็นควรให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณทิตนันทิ์บอกด้วยว่า กรรมการ 2 ท่านที่เห็นว่าไม่ควรจะลดดอกเบี้ยนโยบายขณะนี้มองว่าภาวะปัจจุบันที่นโยบายการเงินอยู่ในระดับผ่อนคลายอยู่แล้ว การลดอัตราดอกเบี้ยอาจไม่ช่วยสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจเพิ่มได้มากนัก เมื่อเทียบกับความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงินที่อาจเพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งยังจำเป็นต้องรักษาขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงิน (policy space) ที่มีจำกัด เพื่อรองรับความเสี่ยงที่อาจเพิ่มขึ้นในอนาคต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกประเด็นหนึ่งคุณทิตนันทิ์บอกว่า คณะกรรมการวิเคราะห์ว่าการส่งออกสินค้าหดตัวมากกว่าที่ประเมินไว้ และจะมีแนวโน้มฟื้นตัวได้ช้ากว่าที่คาดไว้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แนวทางวิเคราะห์นี้เห็นว่า ปริมาณการค้าโลกชะลอลงจากสภาวะการกีดกันทางการค้า ภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง สำหรับด้านอุปสงค์ในประเทศ การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอลงตามรายได้ของครัวเรือนและการจ้างงานที่ปรับลดลงเร็ว โดยเฉพาะในภาคการผลิตเพื่อส่งออก รวมถึงแรงกดดันจากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง แม้ว่าจะได้รับการสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ การลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เลขานุการ กนง.บอกว่า ปัจจัยทางด้านบวกก็พอมี เช่น การย้ายฐานการผลิตมายังไทยและโครงการร่วมลงทุนของรัฐและเอกชนในโครงสร้างพื้นฐานจะช่วยสนับสนุนการลงทุนในระยะต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้ ส่วนหนึ่งจากการเลื่อนการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ ทั้งนี้ คณะกรรมการเห็นว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะความเสี่ยงด้านต่างประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากสภาวะการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศ แนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนและประเทศอุตสาหกรรมหลักที่จะส่งผลมาสู่อุปสงค์ในประเทศ และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ นอกจากนี้ คณะกรรมการจะติดตามผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลและการใช้จ่ายของภาครัฐ ตลอดจนความคืบหน้าของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญและผลต่อเนื่องไปยังการลงทุนภาคเอกชน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปี 2562 และปี 2563 มีแนวโน้มต่ำกว่ากรอบเป้าหมายเงินเฟ้อจากราคาพลังงานที่ต่ำกว่าคาดตามเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มชะลอลงตามแรงกดดันด้านอุปสงค์ที่ปรับลดลง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ คณะกรรมการเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง อาทิ ผลกระทบจากการขยายตัวของธุรกิจ e-commerce การแข่งขันด้านราคาที่สูงขึ้น รวมถึงพัฒนาการของเทคโนโลยีที่ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นได้ช้ากว่าในอดีต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยังต้องจับตาดูปัจจัยในและต่างประเทศในไตรมาสที่ 4 ซึ่งยังผันผวนปรวนแปรได้ตลอดเวลา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความสามารถของรัฐบาลในการบริหารความไม่แน่นอนจะได้รับการพิสูจน์อย่างเข้มข้นแน่นอน! ที่ว่าเติบโต &amp;ldquo;ต่ำกว่าศักยภาพ&amp;rdquo; นั้นแปลว่าเราควรจะทำได้ดีกว่านี้...ไฉนจึงทำไม่ได้...เป็นประเด็นที่ต้องวิเคราะห์และหาทางออกกันอย่างเร่งด่วนก่อนที่สถานการณ์จะทรุดกว่านี้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50048</URL_LINK>
                <HASHTAG>e-commerce, policy space, กาแฟดำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180720/image_big_5b515c1cad535.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43058</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/08/2019 09:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/08/2019 09:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;กรณ์&#039;โพสต์ช่วยสส.นครศรีฯระบายมังคุดด้วยE-Commerceชี้ต้องคุมคุณภาพสู่พรีเมี่ยม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีคลัง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว Korn Chatikavanij ถึงการแก้ไขปัญหาราคามังคุด โดยระบุว่า บทเรียนการแก้ไขปัญหาราคามังคุดไทย มังคุดขึ้นชื่อว่าเป็น Queen of Fruits แต่ชาวสวนมังคุดกลับเจอปัญหาอย่างมาก ทั้งนี้ เมื่อสัปดาห์ก่อนท่านรมว.พาณิชย์ (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์) ได้ประสานให้ข้าราชการผู้ใหญ่ในกระทรวงฯ มาหารือกับสส.ของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งจังหวัดที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือนครศรีธรรมราช สส.ปุ้ย พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล - ปชป และ ชัยชนะ เดชเดโช ส.ส.แทน ได้นำเสนอปัญหาและวิธีการแก้ไขไปอย่างชัดเจน เบื้องต้นทางพาณิชย์ตกลงว่าช่วยเหลือเบื้องต้นแต่ระบบราชการก็คือระบบราชการ บอกว่าชาวบ้านจะได้กิโลละ 20 บาทแต่แล้วก็ไม่ได้ ตามข่าวก็ตรงจากการตรวจสอบในพื้นที่จริงที่แค่ 12-20บาทเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สส.ของเราจึงต้อง Take Action ด้วยตัวเองในการประสาน ไปรษณีย์ช่วยทำระบบรับซื้อจากชาวสวน และขายตรงโดยระบบ E-Commerce อีกทางหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;ก่อนหน้านี้ในสภา ผมได้อภิปรายนโยบายรัฐบาลในประเด็น #ประเทศไทยพรีเมียม ไว้ว่า รัฐบาลต้องกำหนดแนวทางให้ประเทศไทยไปสู่ประเทศที่มีรายได้ระดับสูง แต่ยังขาดตรงเส้นทางการไปสู่เป้าหมาย ไทยมีเทคโนโลยีทันสมัย และมีทรัพยากรที่มีคุณภาพอยู่มากมาย เพียงแต่ การบริหารจัดการให้ได้มาตรฐาน ยังไม่เพียงพอ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นอกจากปัญหาทั่วไปในการทำงานโดยราชการแล้ว ปัญหาเชิงระบบที่พบจากเรื่องนี้คือ ปัญหาระเบียบราชการของกระทรวงเกษตรฯ -มาตรฐานใหม่ที่เพิ่งมีการบังคับใช้ GAP และ GMP ชาวสวนติดขัดในเรื่องขั้นตอนเอกสารใบอนุญาตต่างๆ จากกรมวิชาการเกษตร ผลทำให้การระบายมังคุดติดขัดในช่วงที่กำลังมีผลผลิตออกมาในตลาดมาก ปัญหาระเบียบราชการของกระทรวงแรงงาน -แรงงานทักษะพิเศษเฉพาะทางติดค้างในระบบ เนื่องจากต้องขอโควต้าพิเศษในการย้ายข้ามเขต จากจังหวัดใกล้เคียงกัมพูชาลงมาที่จังหวัดภาคใต้ ปัญหาระเบียบราชการของกระทรวงพาณิชย์ -ติดปัญหาเรื่องระบบตู้สินค้าคงค้างที่ชายแดน ในกระบวนการตรวจสอบคุณภาพ ที่เกี่ยวเนื่องกับประเทศคู่ค้าที่มีการเข้มงวด และอีกปัญหาสำคัญในการก้าวสู่ความเป็น &amp;lsquo;พรีเมี่ยม&amp;rsquo; คือทัศนคติและจิตสำนึกของเกษตรกรเองในด้านการรักษามาตรฐานคุณภาพสินค้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ในระหว่างที่ปัญหาโครงสร้างเหล่านี้กำลังถูกแก้ไขอยู่ เราทุกคนช่วยประทังความเดือดร้อนของชาวสวนพี่น้องคนไทยด้วยกันได้ คนไทยพร้อมช่วยกันอุดหนุนเกษตรกรอยู่แล้ว แต่ขออย่างเดียว &amp;ldquo;คุมคุณภาพให้ดี&amp;rdquo; เพื่อ Brand Value ที่ยั่งยืนของสินค้าของเราเอง ปัญหามังคุดที่ผ่านมาราคาไม่ดี แถมอำเภอ #พรหมคีรี ที่สส.ปุ้ย พิมพ์ภัทราดูแลอยู่ เป็นอำเภอที่มังคุดมีปัญหามาก ปลูกเยอะสุดในใต้ แต่ปีนี้ปริมาณล้น ฝนแล้ง สุดท้ายจึงเข้มกันคัดคุณภาพล้วนๆ ทำเป็น #ผลไม้พรีเมียม พร้อมขายออนไลน์ ให้ไปรษณีย์ช่วยส่งครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สั่ง #มังคุดพรหมคีรี ช่วยชาวสวนกันครับ
ราชินีแห่งผลไม้ ของดี นครศรีธรรมราช
ผิวเปลือกบาง เนื้อขาวนวล
เมล็ดน้อยนุ่มลิ้น หวานจนเข็ดฟัน
สั่งเลย ส่งถึงบ้านคุณทันที!
1กล่อง 10โล 399บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กดสั่งได้ทางนี้เลย
https://www.thailandpostmart.com/index.php/app/product/fnc/detail/id/1013450002149 เลือกซื้อได้ตามลิงก์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43058</URL_LINK>
                <HASHTAG>e-Commerce, กรณ์ จาคิกวณิช, ชัยชนะ เดชเดโช, พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล, มังคุด-Queen of Fruits</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190809/image_big_5d4cd3861529b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9445</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/05/2018 09:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/05/2018 09:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์ เปิดเว็บ &#039;ของดีทั่วไทย&#039; เผยคัดสินค้ากรี๊ดสลบ 100 รายการ เห็นแล้วอยากได้มาขาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พาณิชย์&amp;rdquo;เปิดตัวเว็บไซต์ &amp;ldquo;ของดีทั่วไทย&amp;rdquo; ช่วยผู้ประกอบการรายย่อยและเอสเอ็มอีให้มีโอกาสค้าขายออนไลน์ เผยได้คัดสินค้ากรี๊ดสลบ 100 รายการ ซึ่งเป็นสินค้าดีเด่นของแต่ละจังหวัดมาให้คนเลือกซื้อ ก่อนดันต่อไปขายในไทยเทรดชอป เพื่อเปิดตัวออกสู่ตลาดต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการเปิดกิจกรรม e-Commerce : Big Bang วิถีการค้าไทย สู่วิถีออนไลน์ วานนี้ (17 พ.ค.) ว่า กระทรวงพาณิชย์ได้เปิดตัวเว็บไซต์ของดีทั่วไทย www.kongdeetourthai.com เพื่อเป็นช่องทางในการช่วยเหลือและพัฒนาให้ผู้ประกอบการรายย่อย ขนาดกลางและเล็ก (SMEs) ได้มีโอกาสในการค้าขายออนไลน์ ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่ต้องการให้มีพื้นที่สำหรับผู้ประกอบการได้ไม่มีโอกาสในการจำหน่ายสินค้าขายออกสู่ตลาดได้ทั้งประเทศ แทนที่จะขายได้เพียงในพื้นที่หรือแหล่งผลิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ภายใต้เว็บไซต์ของดีทั่วไทย มีผู้ประกอบการที่นำสินค้าเข้ามาจำหน่ายแล้วเป็นจำนวนมากจากทั่วประเทศโดยในจำนวนนี้ จะมีการคัดเลือกสินค้าดีและสินค้าเด่นจากทั่วประเทศขึ้นมาเป็นสินค้าไฮไลต์ก่อนประมาณ 100 รายการ ซึ่งต้องเป็นสินค้าดีและเด่นจริงๆ เป็นสินค้าระดับพรีเมี่ยมที่ผ่านการตรวจสอบและรับรองคุณภาพมาแล้ว และจะทำการคัดสินค้าเด่นให้เพิ่มขึ้นในระยะต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมอยากให้มีสินค้าที่เรียกว่า กรี๊ดสลบ เปิดดูแล้วกรี๊ดเลย อยากซื้อเลย แบบว่า อยากกินของดีที่จังหวัดนั้น จังหวัดนี้ ก็มาเลือกซื้อได้เลย ซึ่งตอนนี้ ผมให้คัดเลือกออกมาก่อนประมาณ 100 รายการ ต่อไปถ้ามีตัวไหนดีอีก ก็จะเพิ่มเป็นสินค้าเด่นเข้ามาเรื่อยๆ และจากนั้นจะผลักดันสินค้าเด่นเหล่านี้ให้เข้าไปจำหน่ายในเว็บไทยเทรดชอป เพื่อสร้างโอกาสในการส่งออกไปขายต่างประเทศต่อไป&amp;rdquo;นายสนธิรัตน์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสนธิรัตน์กล่าวว่า กระทรวงฯ ยังได้จัดพิธีลงนามเพื่อเพิ่มความร่วมมือในการส่งเสริมช่องทางการตลาดอี-คอมเมิร์ซ โดยมีหน่วยงานในสังกัดกระทรวงฯ หน่วยงานราชการ ตลาดกลางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ผู้ให้บริการขนส่ง และผู้ให้บริการชำระเงินจำนวน 30 หน่วยงานมาร่วม เพื่อพัฒนาการซื้อขายผ่านออนไลน์ การสร้างเครือข่ายในการขนส่งสินค้าและระบบการชำระเงิน ซึ่งจะช่วยผลักดันให้การค้าออนไลน์ของไทยมีการขยายตัวได้เพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันมูลค่าทางการค้าของธุรกิจอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยมีจำนวน 2.8 ล้านล้านบาท และมีผู้ประกอบการจำนวน 7 แสนราย โดยคาดว่า ในปี 2564 มูลค่าการค้าจะเพิ่มเป็น 5 ล้านล้านบาท และมีผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบออนไลน์เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากกว่า 1 ล้านราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางกุลณี อิศดิศัย อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า สำหรับสินค้าเด่นที่คัดเลือกขึ้นมา เพื่อแนะนำให้ผู้ที่เข้าชมเว็บไซต์เลือกซื้อ เช่น ศิลาดลเชียงใหม่ , เรือหางแมงป่อง จำลองไม้ แม่วัน เคยไปโชว์งาน Expo ที่ญี่ปุ่น , กะลามะพร้าวห้างฉัตร ลำปาง , ข้าวแต๋น ลำปาง เป็นของที่ระลึก APEC , ธูปหอมทองตะนาว อุทัยธานี , เซรามิก ชวนหลง ลำพูน เคยออกงานของศูนย์ศิลปาชีพระหว่างประเทศที่ฝรั่งเศส , เซรามิกอารมณ์ดี ลำปาง ขายสนามบินสุวรรณภูมิ , ปั้นดินเผา ชะปะ , ตุ๊กตา จ.น่าน ท่า I Love You , ตุ๊กตาบ้านลวงเหนือ ดอยสะเก็ด เชียงใหม่ , ผ้าลำพูน เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนสินค้าเด่นอื่นๆ เช่น ครามสกล , ผ้าบาติก ร้านเดอนารา ปัตตานี , หนังปลากะพงขาวทอดกรอบ ของกลุ่มเกาะยอ ในจังหวัดสงขลา &amp;nbsp;, น้ำแร่ เมืองนอง , ทุเรียนหมอนทองภูเขาไฟ จังหวัดศรีสะเกษ &amp;nbsp;, ขนมหม้อแกงแม่ปิ่น &amp;nbsp;จังหวัดเพชรบุรี , ร้านอาทิตยาปลาทูก้างนิ่ม , ขนมแม่เอย &amp;nbsp;, บานานาโซไซตี้ เป็นแบรนด์กล้วยตาก , เอ็ม เอ็ม โมจิ จากจังหวัดนครสวรรค์ และวุ้นเส้นท่าเรือ ของจังหวัดกาญจนบุรี เป็นต้น
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9445</URL_LINK>
                <HASHTAG>e-Commerce, กระทรวงพาณิชย์, ของดีทั่วไทย, ค้าขายออนไลน์, สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์, อีคอมเมิร์ช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180208/image_big_5a7c7b5ec2276.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
