<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>49390</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/11/2019 20:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/11/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>E Leaders</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
การที่ใครคนใดคนหนึ่งจะเป็นผู้นำได้ เขาจะต้องมีผู้ที่ยินดีที่จะตามเขา ถ้าหากคนคนหนึ่งคิดว่าเขาคือผู้นำ แต่ไม่มีคนตามเขา หรือคนที่เคยตามเขาแล้วเลิกตาม เพราะผิดหวังจากพฤติกรรมของเขา มองว่าเขาไม่มีลักษณะของผู้นำอย่างที่คนที่เคยตามคาดหวัง เขาก็หมดสภาพที่จะเป็นผู้นำ แม้ว่ากูรูการจัดการทั้งหลายจะพากันกล่าวว่าไม่มีลักษณะของผู้นำที่มีความเป็นสากล ที่สามารถใช้ได้กับผู้นำในทุกประเภทขององค์กร เพราะว่าการเป็นผู้นำที่ดีจะต้องมีคุณสมบัติที่สอดคล้องกับบริบทขององค์องค์กร แต่ก็ยังมีคุณสมบัติบางประการที่ผู้นำต้องมีเพื่อให้เขาได้เป็นผู้นำที่มีบารมี (Charismatic leaders) ที่มีราศี (aura) ของความเป็นผู้นำที่ทำให้ผู้ตามให้ความยกย่อง เชื่อถือและให้ความไว้วางใจ เพื่อความเข้าใจง่ายๆ และจดจำได้ง่ายๆ เราอาจจะใช้ตัว E อธิบายคุณลักษณะที่ผู้นำยุคนี้พึงมี
E: Energy ผู้นำต้องเป็นคนขยัน มีพลังช้างพลังม้า ทำงาน ที่จะทำให้ผู้ตามของเขาจะต้องขยันด้วย และทำงานไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อยเหมือนผู้นำที่เป็นตัวอย่าง เมื่อผู้นำขยัน ผู้ตามก็จะรู้สึกละอายถ้าหากตัวเองไม่ขยัน ดังนั้นผู้นำจึงต้องเป็นตัวอย่างที่ดีของการเป็นคนขยัน
E: Energizing นอกจากผู้นำจะเป็นคนมีพลัง ทำงานขยันขันแข็งแล้ว เขาจะต้องมีความสามารถ ในการสื่อสารเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ (inspiring communication) ให้ผู้ตามของเขามีพลัง มีขวัญกำลังใจที่จะทำงานอย่างเต็มที่ การกระตุ้นให้คนขยัน ไม่ควรใช้คำสั่งหรือการบังคับบัญชา แต่ควรใช้การจูงใจและการสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ตามมีความรู้สึกอยากมีส่วนร่วมในความสำเร็จ
E: Encouragement ผู้นำจะต้องให้กำลังใจผู้ตามให้ทำงานด้วยความทุ่มเท ด้วยความมั่นใจ ด้วยการชมเชยผู้ตามที่ผลงาน ทำงานได้สำเร็จ ผู้นำที่ดีต้องมีความสามารถในการสื่อสารเพื่อการสร้างแรงบันดาลใจ (inspiring Communication) ด้วยการทำให้ผู้ตามมองเห็นภาพของความสำเร็จ
E: Enthusiasm ผู้นำที่ดีจะต้องมีลีลาในการทำงานที่กระฉับกระเฉง กระตือรือร้นที่จะทำให้ลักษณะของการทำงานดังกล่าวนั้นแพร่ไปที่ผู้ตามให้มีความกระตือรือร้นตาม ไม่ทำงานแบบเนือยๆ เรื่อยๆ มาเรียงๆ แบบเช้าชามเย็นชาม
E: Edge ผู้นำควรจะมีความเก่ง ในงานที่ทำมากกว่าคนอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด โดยมีผลงานระดับเป็นเลิศให้เห็นเป็นประจักษ์ เป็นคนที่คู่แข่งมีความยำเกรง เป็นคนที่มี เป็นคนที่ทำงานยากๆ ที่คนอื่นทำไม่ได้ การเป็นคนเก่งให้ผู้ตามเห็นจะทำให้ผู้ตามมีความศรัทธาผู้นำ ถ้าหากผู้นำไม่มีความสามารถที่โดดเด่นก็ยากที่จะทำให้ผู้ตามมีความเชื่อถือและศรัทธาในตัวผู้นำ
E: Education ผู้นำจะต้องเชื่อเรื่องการพัฒนาความรู้ โดยที่เขาจะพัฒนาตนเอง และมีแผนงานในการพัฒนาความรู้และทักษะให้ผู้ตามอย่างต่อเนื่อง เขาจะต้องเชื่อเรื่องการจัดการความรู้ (Knowledge Management) และสร้างวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ (Learning Culture) ให้เกิดขึ้นในองค์กร เพื่อทำให้องค์กรเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization)
E: Electronic ผู้นำจะต้องเป็นผู้ที่ให้ความสำคัญกับ &amp;ldquo;Electronic Technology and Application) เขาต้องทำให้องค์กรของเขาเป็น E organization ที่ดำเนินธุรกิจเป็น E Business ทำการตลาดแบบ E Marketing และทำธุรกรรมเป็น E Commerce
E: Empowerment ผู้นำจะต้องไม่รวบอำนาจ เขาจะต้องมอบอำนาจให้ผู้ตามในฝ่ายต่างๆ และระดับต่างๆ อย่างเหมาะสม เพื่อให้องค์กรเป็นองค์กรที่มีความเป็นประชาธิปไตย กระจายอำนาจให้แก่ผู้ตามในการตัดสินใจ เพื่อให้พนักงานมองเห็นคุณค่าของตนเอง
E: Emotion Quotient ผู้นำต้องมีวุฒิภาวะทางอารมณ์ ไม่ฉุนเฉียว ไม่อารมณ์เสียง่าย เป็นคนที่ยอมรับความผิดหวังได้ เรียนรู้ที่จะชะลอความสมหวัง ไม่จำเป็นจะต้องได้สิ่งที่ต้องการในเวลาที่ตนเองต้องการเสมอไป เป็นคนที่ไม่ระเบิดอารมณ์ใส่ผู้ตาม จะต้องมีความสุขุม สามารถบริหารอารมณ์ของตนเองและอารมณ์ของผู้ตามได้
E: Empathy คนเป็นผู้นำจะต้องเป็นคนที่รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา ไม่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง ไม่คิดว่าตัวเองถูกไปทุกเรื่อง ต้องใจกว้างพอที่จะรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของผู้ตาม จะต้องสร้างบรรยากาศให้ผู้ตามกล้าที่จะแสดงความคิดเห็น และฟังความคิดเห็นของผู้ตามอย่างคนใจกว้าง พยายามเรียนรู้ที่จะมองสิ่งต่างๆ จากมุมมองของคนอื่น
E: Excellence คนเป็นผู้นำจะต้องสร้างวัฒนธรรมของความเป็นเลิศให้เกิดขึ้นในองค์กร ทำให้ผู้ตามทั้งหลายไม่ใช่คนที่ต้องการทำงานให้เสร็จๆ ด้วยสำนึกของความอยู่รอด (Sense of survival) แต่จะต้องทำงานด้วยสำนึกของความเป็นเลิศ (sense of excellence) เพื่อให้เกิดความได้เปรียบในการแข่งขัน
E: Entrepreneurship ผู้นำจะต้องมีสำนึกของการเป็นผู้ประกอบการ ไม่ว่าเขาจะเป็นเจ้าของธุรกิจ เจ้าขององค์กร หรือเป็นเพียงลูกจ้างที่เป็นผู้บริหาร เขาจะต้องทำงานด้วยสำนึกของการเป็นผู้ประกอบการ ด้วยความรู้สึกเป็นเจ้าของกิจการ และเขาควรจะปลูกฝังสำนึกของการเป็นผู้ประกอบการให้แก่ผู้ตามของเขาทุกคน เพื่อให้พวกเขาทำงานให้องค์กรปานประหนึ่งพวกเขาเป็นเจ้าของกิจการ
E: Ethics เป็นคุณสมบัติที่สำคัญที่สุด ไม่ว่าผู้นำจะมีลักษณะของ E ตัวอื่นครบถ้วนเพียงใดก็ตาม หากแม้นเขาขาดคุณลักษณะข้อนี้ เขาก็ไม่มีทางที่จะเป็นผู้นำที่ดีได้ ภายใต้คำว่าจริยธรรมนี้ จะมีคุณลักษณะหลายประการที่ผู้นำพึงมี ได้แก่ ความซื่อสัตย์ (Honesty) ความสุจริต (integrity) ความยุติธรรม (Fairness) การเคารพกฎหมาย (Compliance) ความเป็นคนมีศีลธรรม (Morality) การเป็นคนมีความชอบธรรมในทุกการกระทำ (legitimacy) การเป็นคนโปร่งใส (transparency) การเป็นคนมีความรับผิดชอบ (Responsibility) การเป็นคนรับผิดชอบผลลัพธ์จากการกระทำของตนเอง (accountability) การเป็นผู้นำด้วยคุณลักษณะอื่นๆ อาจจะไม่ยากนัก แต่การเป็นผู้นำในลักษณะของ E: Ethics นี้ยากแท้ แต่ผู้นำทั้งหลายก็จำเป็นต้องมี ไม่เช่นนั้นแม้แต่ผู้ที่เคยตามก็อาจจะตีจากไปได้ อย่างที่เราเห็นอยู่ขณะนี้ว่า ผู้นำบางคนขาดจริยธรรม จึงทำให้ผู้ตามของลาจากไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49390</URL_LINK>
                <HASHTAG>Edge, Education, Electronic, Emotion Quotient, Empathy, Empowerment, Encouragement, Energizing, Energy, Enthusiasm, Entrepreneurship, Ethics, คิดเหนือกระแส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20171218/5a37689e30db2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>20384</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/10/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/10/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชุดเครื่องมือเสริมพลังครอบครัว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การทำงานร่วมกับครอบครัวของเยาวชนผู้เคยก้าวพลาด ถือเป็นการทำงานที่ท้าทายและสำคัญอย่างยิ่งในกระบวนการฟื้นฟูเยาวชนผู้เคยก้าวพลาดได้สามารถพลิกฟื้นตัวเองกลับมาเป็นพลเมืองของสังคม ที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน (ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก ได้เล็งเห็นความสำคัญของการทำงานเรื่องนี้อย่างมาก โดยป้ามล ทิชา ณ นคร ได้ใช้เวลามากกว่า 7 ปีในการสังเคราะห์ปัญหาที่เป็น &amp;ldquo;ปัจจัยผลักไสไล่ส่งออกจากบ้าน&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;ปัจจัยดึงดูดจากนอกบ้าน&amp;rdquo; ที่ได้มาจากเสียงสะท้อนของเยาวชนในบ้านกาญฯ ขึ้นมาพัฒนาเป็นชุดกระบวนการและเครื่องมือการเสริมพลังครอบครัว (Empowerment) โดยชุดเครื่องมือนี้ได้ถูกนำไปใช้อย่างน้อยปีละ 6 ครั้งที่บ้านกาญจนาภิเษกฯ หลังจากที่เยาวชนได้เข้ามาอยู่ในบ้านแล้วประมาณ 2-3 เดือน ซึ่งเยาวชนทุกคนในบ้านจะถูกทำงานทางความคิด เพิ่มคลังคำศัพท์ การวิเคราะห์ปัจจัยของปัญหาต่างๆ ในสังคม ผ่านการวิเคราะห์ข่าว วิเคราะห์หนัง อย่างต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยก่อนจะเข้าสู่การทำงานร่วมกันระหว่างครอบครัวและลูกหลาน กระบวนการได้ออกแบบให้การพูดคุย ชวนคิด ชวนวิเคราะห์ร่วมกับครอบครัว เพื่อเสริมสร้างให้เกิดความเข้าใจ เปิดใจ พร้อมรับฟังเสียงสะท้อนจากลูกหลาน นอกจากการชวนคิดชวนคุย ยังได้มีการออกแบบกระบวนการให้ร่วมวิเคราะห์ภาพยนตร์ร่วมกันระหว่างครอบครัวและลูกหลาน เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยการกระทำความผิดของคนหนึ่งคน จากนั้นการ์ด 37 ใบได้ถูกนำขึ้นมาใช้ เริ่มนำเข้าสู่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันระหว่างพ่อแม่ผู้ปกครองและลูกว่าโครงสร้างความผิดพลาดของคนคนหนึ่งประกอบด้วยปัจจัยที่ผลักไสไล่ส่งลูกให้ออกนอกบ้าน และปัจจัยที่ดึงดูดนอกบ้าน ในขั้นตอนนี้ทุกคนต้องเรียนรู้ร่วมกันจากบัตรทีละใบว่าบัตรใดเป็นปัจจัยของช่องไหน เมื่อวางบัตรครบทั้ง 37 ใบแล้ว ชวนวิเคราะห์เกี่ยวกับปัจจัยที่ผลักไสไล่ส่งลูกออกจากบ้านนั้น ทุกบ้านสามารถควบคุมได้ ขึ้นอยู่กับสมาชิกในบ้าน แล้วให้ลูกตัดสินใจเลือกบัตรแต่ละบ้าน บอกเล่าเหตุผลของตนให้พ่อแม่และผู้ปกครองฟัง หลังจากนั้นจะเป็นการสะท้อนความเห็นและความรู้สึกของพ่อแม่ผู้ปกครอง โดยมีผู้นำกระบวนการคอยช่วยให้การพูดคุยเป็นไปบนพื้นฐานความเข้าใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระบวนการและเครื่องมือข้างต้น ถือเป็นนวัตกรรมทางสังคมชิ้นสำคัญในการทำงานร่วมกับครอบครัวของเยาวชน โดยในช่วงปีที่ผ่านมานักวิชาการจากไลฟ์ เอ็ดดูเคชั่น (ประเทศไทย) และมูลนิธิวายไอวาย ได้เข้าไปศึกษาและร่วมต่อยอดกระบวนการและเครื่องมือให้ออกมาในรูปของชุดเครื่องมือเสริมพลังครอบครัว (Empower: The Family Toolkit) และได้มีการทำงานร่วมกับบ้านกาญจนาภิเษกฯ ในการนำเครื่องมือไปทดลองใช้ในกลุ่มนักเรียนระดับชั้น ม.2 ผ่านการวิจัยเชิงปฏิบัติการฯ ซึ่งพบว่ากระบวนการและเครื่องมือนี้มีส่วนช่วยให้เกิดการสื่อสารพูดคุย ทำความเข้าใจระหว่างเด็กนักเรียนกับผู้ปกครองอย่างมาก ช่วยให้เกิดการเปิดใจสะท้อนปัญหาภายในครอบครัวอย่างตรงไปตรงมาบนพื้นฐานความเข้าใจ นับได้ว่ากระบวนการและชุดเครื่องมือนี้ คืออีกทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ทำงานกับวัยรุ่น และครอบครัวของวัยรุ่น ทั้งในสถานพินิจ และโรงเรียนที่ต้องการสร้างพื้นที่การเสริมพลังและการทำงานร่วมกันระหว่างพ่อแม่ผู้ปกครองและลูกหลาน ในช่วงวัยหัวเลี้ยวหัวต่อ ให้เกิดความเข้าใจและบทเรียนร่วมกัน อันเป็นพื้นฐานของการสร้างให้ครอบครัวสามารถกลับมาทำหน้าที่เป็นปัจจัยเชิงป้องกันได้อย่างเต็มประสิทธิภาพนั่นเอง.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จิตติมา กุลประเสริฐรัตน์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;(g.jittima02@gmail.com)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/20384</URL_LINK>
                <HASHTAG>Empowerment, จิตติมา กุลประเสริฐรัตน์, เป็นเรื่องเป็นราว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180117/image_big_5a5f23f7bc12c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
