<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119707</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/10/2021 11:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/10/2021 11:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อีคอมเมิร์ซไทยปี 64 มูลค่าพุ่งสูงแตะ 4 ล้านล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ต.ค. 2564 สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ Electronic Transactions Development Agency (ETDA) (เอ็ตด้า) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เผยผลสำรวจมูลค่าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทย ปี 2564 หรือ Value of e-Commerce Survey in Thailand 2021 พบว่า ในปี 2563 ธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์หรืออีคอมเมิร์ซในประเทศไทยมีมูลค่าเท่ากับ 3.78 ล้านล้านบาท โดยมีสัดส่วนของมูลค่าอีคอมเมิร์ซในรูปแบบ B2C มากที่สุด คิดเป็นมูลค่ากว่า 2.17 ล้านล้านบาท B2B มีมูลค่ากว่า 0.84 ล้านล้านบาท และ B2G มีมูลค่า 0.77 ล้านล้านบาท โดยคาดการณ์ว่ามูลค่าอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยในปี 2564 เติบโตอยู่ที่ 4.01 ล้านล้านบาท
ในปี 2564 นี้ นับเป็นปีที่ 7 ที่ ETDA ยังคงเดินหน้าสำรวจมูลค่าอีคอมเมิร์ซเพื่อให้ประเทศไทยมีข้อมูลที่สะท้อนสถานภาพ และทิศทางในการส่งเสริมการทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซของประเทศ ซึ่งข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์ต่อภาครัฐและผู้ประกอบการทั้งรายเล็กและรายใหญ่ที่สามารถนำข้อมูลสำคัญนี้ไปใช้วางแผนธุรกิจ กำหนดกลยุทธ์ทางการตลาด รวมถึงจัดเก็บเป็นฐานข้อมูลที่สำคัญของประเทศ อันจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจไทยให้ทัดเทียมระดับสากล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปี 2563 มูลค่าอีคอมเมิร์ซอยู่ที่ 3.78 ล้านล้านบาท หดตัวเล็กน้อย เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19
ETDA เผยผลการสำรวจมูลค่าอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย ปี 2563 เท่ากับ 3.78 ล้านล้านบาท ซึ่งลดลงจากปี 2562 ที่มีมูลค่า 4.05 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 6.68 เนื่องจากสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ทำให้มีมาตรการจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศและภายในประเทศ รวมถึงมาตรการ Work from&amp;nbsp; Home ซึ่งสร้างผลกระทบทางลบต่ออุตสาหกรรมการให้บริการที่พัก อุตสาหกรรมการขนส่ง และอุตสาหกรรมการผลิตเป็นอย่างมาก ถึงแม้ว่าอุตสาหกรรมการค้าปลีกและการค้าส่งยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคนไทยที่นิยมซื้อสินค้าและบริการออนไลน์เพิ่มมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ มูลค่าอีคอมเมิร์ซในปี 2564 คาดการณ์ว่าจะมีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่องภายหลังจากการฟื้นตัวจากสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 เป็น 4.01 ล้านล้านบาท หรือเติบโตร้อยละ 6.11 จากปี 256 โดยคาดการณ์อัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมปี 2560 ถึง 2564 อยู่ที่ร้อยละ 9.79&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า
จากวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมา ได้ส่งผลกระทบต่อทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มาตรการในการดูแลประชาชนของรัฐบาล ด้วยรูปแบบการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนแปลง ส่งผลให้การบริโภคของคนไทยเปลี่ยนไปด้วย ซึ่งต้องขอบคุณ ETDA ด้วยที่มุ่งส่งเสริมและสนับสนุนให้การทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศมั่นคงปลอดภัย น่าเชื่อถือ และเกิดการใช้ธุรกรรมต่าง ๆ ทางออนไลน์ได้อย่างทั่วถึงด้วยระบบนิเวศที่เอื้อต่อการใช้งานทั้งด้านกฎหมาย มาตรฐาน แนวปฏิบัติ การตรวจประเมินรับรองระบบต่าง ๆ และการสร้างสนามทดสอบนวัตกรรม ETDA Sandbox สำหรับบริการดิจิทัล ก่อนเปิดให้บริการจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการ ETDA เปิดเผยว่า &amp;ldquo;สถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ส่งผลให้เกิดการดำเนินชีวิตในรูปแบบใหม่หรือ New Normal ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ทำให้ผู้คนในสังคมใช้ชีวิตเปลี่ยนไป มีการซื้อสินค้าและบริการออนไลน์เพิ่มขึ้นอย่างมาก และจำนวนผู้ประกอบการในช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด มีการทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีดิจิทัลเพิ่มขึ้นมากมาย เช่น การดูคอนเทนต์ออนไลน์ การประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (e-Meeting) จึงส่งผลกระทบในเชิงบวกกับมูลค่าอีคอมเมิร์ซในบางอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมการค้าปลีกและการค้าส่ง อุตสาหกรรมข้อมูลและข่าวสาร ในขณะเดียวกันด้วยมาตรการจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศและภายในประเทศกลับส่งผลกระทบต่อธุรกิจท่องเที่ยวอันเป็นธุรกิจที่สร้างเม็ดเงินทางเศรษฐกิจอันดับต้นๆ ของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งธุรกิจนี้อยู่ภายใต้อุตสาหกรรมการให้บริการที่พัก ส่งผลให้อัตราการเติบโตของมูลค่าอีคอมเมิร์ซในภาพรวม ปี 2563 ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า การประกอบธุรกิจอีคอมเมิร์ซไม่ใช่ทางเลือกแต่ถือเป็นทางรอดสำหรับการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน โดยเราเชื่อมั่นว่าผลการสำรวจมูลค่าอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยครั้งนี้จะเป็นประโยชน์
อย่างมากต่อการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลและฟื้นฟูเศรษฐกิจโดยรวมของไทยเป็นอย่างมาก&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ETDA ได้ดำเนินการสำรวจมูลค่าอีคอมเมิร์ซจากกลุ่มตัวอย่างของผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 900,626 ราย ซึ่งได้รับความร่วมมือจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) และสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย โดยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ จัดแบ่งผู้ประกอบการออกเป็น 2 กลุ่ม และใช้เกณฑ์ผลประกอบการ ได้แก่ กลุ่มผู้ประกอบการที่มีผลประกอบการมูลค่าอีคอมเมิร์ซน้อยกว่า 50 ล้านบาทต่อปี (SMEs) ใช้การสำรวจผ่านแบบสอบถามออนไลน์ และกลุ่มผู้ประกอบการที่มีผลประกอบการมูลค่าอีคอมเมิร์ซมากกว่าหรือเท่ากับ 50 ล้านบาทต่อปี (Enterprises) ใช้การสัมภาษณ์ ผลสำรวจครอบคลุมธุรกิจอีคอมเมิร์ซทั้งหมด 8 อุตสาหกรรมในประเทศไทย ได้แก่ อุตสาหกรรมการผลิต อุตสาหกรรมการค้าปลีกและการค้าส่ง อุตสาหกรรมการขนส่ง อุตสาหกรรมการให้บริการที่พัก อุตสาหกรรมข้อมูลข่าวสารและการสื่อสาร อุตสาหกรรมการประกันภัย อุตสาหกรรมศิลปะ ความบันเทิงและ นันทนาการ และอุตสาหกรรมการบริการด้านอื่น ๆ โดยเริ่มจัดเก็บข้อมูลตั้งแต่เดือนเมษายน&amp;ndash;มิถุนายน 2564
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในปี 2562 ไทยยังคงครองแชมป์มูลค่า B2C สูงสุดในกลุ่มประเทศอาเซียนติดต่อกัน 6 ปีซ้อน โดยมีมูลค่า 55.92 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ รองลงมาเป็นมาเลเซีย 46.19 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ อินโดนีเซีย 17.52 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เวียดนาม 10.08 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ฟิลิปปินส์ 2.36 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และสิงคโปร์ 2.16 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
มูลค่าอีคอมเมิร์ซแบบ B2C ปี 2563 ยังคงมีมูลค่าสูงที่สุดติดต่อกันเป็นปีที่ 2 โดยมีมูลค่าอยู่ที่ 2.17 ล้านล้านบาท (57.39%) ในขณะที่ B2B มีมูลค่าการขายออนไลน์เท่ากับ 0.84 ล้านล้านบาท (22.14%) และ B2G มีมูลค่า 0.77 ล้านล้านบาท (20.47%) สาเหตุที่ยอดขายออนไลน์ของผู้ประกอบการกลุ่ม B2B ลดลงเป็นอย่างมากในปีนี้ เกิดจากการที่ผู้ประกอบการกลุ่มนี้มีการปรับตัวโดยขายสินค้าและบริการกับผู้บริโภคโดยตรง (Direct to Customer)


ทั้งนี้ มูลค่าอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย ปี 2563 รายอุตสาหกรรม 3 อันดับแรก ได้แก่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อุตสาหกรรมการค้าปลีกและการค้าส่ง มีมูลค่า 1,434,663.54 ล้านบาท (47.70%)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อุตสาหกรรมการให้บริการที่พัก มีมูลค่า 463,784.88 ล้านบาท (15.42%)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อุตสาหกรรมการผลิต มีมูลค่า 460,220.36 ล้านบาท (15.30%)คาดการณ์มูลค่าอีคอมเมิร์ซแบบ B2C ปี 2564 ยังคงมีมูลค่าสูงที่สุดติดต่อกันเป็นปีที่ 3 โดยมีมูลค่าอยู่ที่ 2.03 ล้านล้านบาท (50.59%) ในขณะที่ B2B มีมูลค่าการขายออนไลน์เท่ากับ 1.09 ล้านล้านบาท (27.24%) และ B2G มีมูลค่า 0.89 ล้านล้านบาท (22.17%)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ คาดการณ์มูลค่าอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย ปี 2564 รายอุตสาหกรรม 3 อันดับแรก ได้แก่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อุตสาหกรรมการค้าปลีกและการค้าส่ง มีมูลค่า 1,628,488.05 ล้านบาท (52.14%)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อุตสาหกรรมข้อมูล ข่าวสาร และการสื่อสาร มีมูลค่า 477,293.12 ล้านบาท (15.28%)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อุตสาหกรรมการผลิต มีมูลค่า 476,328.08 ล้านบาท (15.25%)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ จากสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลให้เกิดแนวโน้มที่สำคัญอันสะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตของตลาด
อีคอมเมิร์ซอย่างมีนัยสำคัญใน 5 ประเด็น ได้แก่ (1) พฤติกรรมของผู้บริโภคที่ชีวิตติดกับดิจิทัลมากขึ้น ทำให้ตลาดอีคอมเมิร์ซโตตามไปด้วย (2) การเติบโตของแพลตฟอร์ม Ride-Hailing โดยเฉพาะการส่งอาหารและการสินค้าอุปโภคบริโภค (3) การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในธุรกิจอีคอมเมิร์ซเพิ่มมากขึ้น (4) กลยุทธ์การส่งเสริมการขายสินค้าและบริการของแพลตฟอร์ม e-Marketplace ทั้งแคมเปญโปรโมชัน ส่วนลด จัดส่งฟรี รวมทั้งการใช้ข้อมูลลูกค้าบนแพลตฟอร์มให้เป็นประโยชน์ (5) การขยายบริการใหม่ ๆ ของธุรกิจขนส่งสินค้า (Logistics) แบบครบวงจร รวมถึงบริการเกี่ยวกับคลังสินค้าและการจัดส่ง (Fulfilment)&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119707</URL_LINK>
                <HASHTAG>ETDA, ตลาดอีคอมเมิร์ซ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211014/image_big_6167b5f9ea1f2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117403</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/09/2021 15:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/09/2021 15:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ETDA เปิดสนามทดสอบนวัตกรรม Sandbox หนุนสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ใช้ได้จริง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ก.ย. 2564 นายชัยชนะ มิตรพันธ์&amp;nbsp; ผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA กล่าวว่า ETDA ได้ดำเนินโครงการทดสอบนวัตกรรมหรือบริการเกี่ยวกับธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ Digital Service Sandbox เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประสงค์เข้าร่วมทดสอบ อาทิ ผู้ให้บริการหรือผู้ที่ประสงค์จะให้บริการเกี่ยวกับธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของรัฐ เอกชน start up หรือ Service provider ที่สนใจเพื่อส่งเสริมให้เกิดการนำนวัตกรรมหรือเทคโนโลยี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาส่งเสริมและสนับสนุนการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ในด้านต่างๆ สามารถเข้าร่วมทดสอบนวัตกรรมหรือบริการของตนก่อนการให้บริการจริงภายในสภาพแวดล้อมและการให้บริการที่จำกัด เพื่อให้สามารถรองรับ Business Model ใหม่ ๆ ได้อย่างมั่นคงปลอดภัย มีความน่าเชื่อถือ และประชาชนสามารถใช้ประโยชน์และเข้าถึงได้อย่างมีประสิทธิภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับ Digital Service Sandbox มีเป้าหมายสำคัญคือ เพื่อสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมและบริการ โดยให้มีการให้บริการจริงภายใต้สภาพแวดล้อมที่จำกัด โดยนวัตกรรมหรือบริการเกี่ยวกับธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถเข้าร่วมทดสอบใน Digital Service Sandbox​ ประกอบด้วย 1. บริการเกี่ยวกับธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ไม่ว่าส่วนหนึ่งส่วนใด 2. มีการนำ Innovation หรือ Technology มาใช้ ซึ่งอาจเป็นเทคโนโลยีที่ไม่เคยมีการนำมาใช้ให้บริการเกี่ยวกับธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ไม่ว่าส่วนหนึ่งส่วนใด หรือแตกต่างจากบริการที่มีอยู่แล้ว ตลอดจนการร่วมกันเป็น Co-creation ในลักษณะของ Partner ช่วยกันคิดหรือเสนอแนะไอเดีย เพื่อการส่งเสริมนวัตกรรม ร่วมต่อยอดการใช้งานกับหน่วยงานที่เป็นเครือข่ายการดำเนินงาน รวมถึง สิ่งที่จะเป็นประโยชน์กับเจ้าของนวัตกรรม และผู้ประกอบการที่จะไปใช้บริการ โดย ETDA จะมีบทบาทเสมือนเป็นพี่เลี้ยงในการทำหน้าที่ คอยให้คำแนะนำ คำปรึกษาแก่เจ้าของนวัตกรรม ในการร่วมสร้างสรรค์นวัตกรรมหรือบริการดิจิทัลให้มีความสอดคล้องกับมาตรฐาน กฎหมายที่มีอยู่เดิมหรือกำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น ร่าง พ.ร.ฎ.ว่าด้วยการควบคุมดูแลการประกอบธุรกิจบริการเกี่ยวกับระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล พ.ศ. ....&amp;nbsp; ที่อยู่ระหว่างพิจารณาของสำนักคณะกรรมการกฤษฎีกา เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเสวนาครั้งนี้ได้รับเกียรติจากวิทยากรพิเศษมาพูดคุยกันในหัวข้อ Open ETDA Sandbox &amp;ldquo;เปิดบ้าน แชร์ไอเดีย ร่วมสร้างนวัตกรรมสู่ชีวิตดิจิทัล&amp;rdquo; โดยพร้อมตอบทุกคำถามที่สงสัย ประกอบด้วย คุณชัยชนะ มิตรพันธ์&amp;nbsp; ผอ. ETDA, คุณทิพยสุดา ถาวรามร คณะกรรมการกำกับ ETDA และที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหารการทดสอบนวัตกรรมหรือบริการเกี่ยวกับธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์, คุณวิจิตรเลขา มารมย์ รองผู้อำนวยการฝ่ายเทคโนโลยีทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย และคุณอรนุช เลิศสุวรรณกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท เทคซอส มีเดีย จำกัด (Moderator) พูดคุยทิศทาง ภาพอนาคตของ ETDA Sandbox การขยายวงกว้างเปิดรับ Use Case ใหม่ ๆ และ Co-sandbox ครั้งแรก ของการทำงานร่วมกันของ Regulator และยังมีกิจกรรม &amp;ldquo;Tech Talk เปิดประสบการณ์ เตรียมพร้อมนวัตกรรมสู่ ETDA Sandbox&amp;rdquo;&amp;nbsp; โดยได้รับเกียรติจากผู้ประกอบการที่เข้าร่วมการทดสอบกับ ETDA Sandbox มาพูดคุยแชร์ประสบการณ์แบบเจาะลึก ประกอบด้วย&lt;/p&gt;


	คุณวรพจน์ ธาราศิริสกุล&amp;nbsp;บริษัท เจ เวนเจอร์ส จำกัด และผู้แทนจากนิติคอนโดโครงการ KnightsBridge Collage กับนวัตกรรมที่จะเพิ่มทางเลือกในการประชุมออนไลน์ ที่จะครอบคลุมทั้งการพิสูจน์และยืนยันตัวตนเพื่อลงคะแนนโหวตทางออนไลน์ ซึ่งเหมาะกับการประชุมนิติคอนโดและการประชุมผู้ถือหุ้น
	คุณบุญสันต์ ประสิทธิ์สัมฤทธิ์ บริษัท เนชั่นแนลดิจิทัลไอดี จำกัด กับนวัตกรรมเกี่ยวกับการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลในกลุ่มธุรกิจ สินเชื่อดิจิทัล (Digital Lending) ที่ก่อให้เกิด
	การเชื่อมโยงข้อมูลในภาคธุรกิจ (Data Sharing Economy) ในอนาคต
	คุณสิทธิเกียรติ นวลศรี&amp;nbsp; บริษัท ไทย แอดวานซ์ อินโนเวชั่น จำกัด&amp;nbsp; กับนวัตกรรมเกี่ยวกับการสมัครใช้บริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม ในกลุ่มผู้ใช้งาน (User), ผู้ติดตั้งระบบ (Installer) และตัวแทนผู้จัดจำหน่าย (Dealer) ผ่านเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ที่กฎหมายรองรับ


&lt;p&gt;สำหรับผู้ที่สนใจติดตามความคืบหน้าในการดำเนินงานของ ETDA Sandbox และการดำเนินงานในด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมได้ทั้งทาง www.etda.or.th รวมถึงโซเชียลมีเดีย Facebook กับ ETDA Thailand&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117403</URL_LINK>
                <HASHTAG>Digital Service Sandbox, ETDA, ชัยชนะ มิตรพันธ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210921/image_big_6149982a6efbc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61442</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/03/2020 11:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/03/2020 11:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ETDA ผลสำรวจปี 62  คนไทยใช้อินเทอร์เน็ตพุ่งเฉลี่ย 10 ชั่วโมงต่อวัน กิจกรรมสุดฮิต &#039;สั่งอาหาร-ชำระเงิน-ส่งพัสดุ&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 มี.ค. 2563 สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA (เอ็ตด้า) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เผยผลการสำรวจพฤติกรรมผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย ปี 2562 หรือ Thailand Internet User Behavior 2019 &amp;nbsp;ชี้ ทศวรรษที่ผ่านมา คนไทยใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดกว่า 150% ส่งผลให้ปัจจุบันไทยมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 47.5 ล้านคน หรือราว 70% ของจำนวนประชาชนทั้งหมด จากตัวเลขที่พุ่งสูงนี้นับเป็นทั้งโอกาสและภัยคุกคามที่ภาครัฐต้องดูแล ส่งเสริม และเฝ้าระวัง ให้การใช้อินเทอร์เน็ตเก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนมั่นคงปลอดภัยไปพร้อม ๆ กัน ผ่านนโยบายที่ตอบโจทย์การใช้ดิจิทัลเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไทย ซึ่งการได้มาของนโยบายเหล่านี้จะต้องมีฐานข้อมูลสนับสนุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ETDA ซึ่งมีภารกิจในการส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์และอีคอมเมิร์ซของไทยให้ได้มาตรฐาน มั่นคงปลอดภัย และมีความน่าเชื่อถือ ได้จัด &amp;ldquo;โครงการสำรวจพฤติกรรมผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย&amp;rdquo; (Thailand Internet User Behavior) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 (2556-ปัจจุบัน) เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของคนไทย ที่มีแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในมิติต่าง ๆ เพื่อนำไปต่อยอดการกำหนดยุทธศาสตร์ ส่งเสริม และสนับสนุนการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทย ให้สามารถแข่งขันได้ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับสากลและช่วยให้มีข้อมูลเพื่อใช้ในการดูแลประชาชนให้สามารถใช้อินเทอร์เน็ตได้อย่างสร้างสรรค์และมั่นคงปลอดภัยยิ่งขึ้น และเพื่อเป็นข้อมูลสนับสนุนการทำ Marketing และกลยุทธ์เชิงธุรกิจอื่น ๆ ของผู้ประกอบการ เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันด้วย โดยตลอด 6 ปีที่ได้เผยแพร่ผลการสำรวจ ก็ได้รับผลตอบรับที่ดีจากภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน นำข้อมูลไปอ้างอิงและใช้ประโยชน์กันในวงกว้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสำรวจข้อมูลของประชาชนเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ต ประจำปี 2562 ผ่านทางออนไลน์ ช่วงเดือน ส.ค.- ต.ค. 2562 โดยมีคนไทยเข้ามาตอบแบบสอบถามกว่า 17,242 คน ซึ่งจากการวิเคราะห์ข้อมูล พบว่า ปี 2562 คนไทยใช้อินเทอร์เน็ตเฉลี่ยวันละ 10 ชั่วโมง 22 นาที เพิ่มขึ้น 17 นาทีจากปีที่ 2561 และเมื่อพิจารณาเป็นรายประเด็นเทียบกับชั่วโมงการใช้งาน พบข้อมูล ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นเพศ พบว่า เพศทางเลือกครองแชมป์ใช้อินเทอร์เน็ตมากที่สุด 11 ชั่วโมง 20 นาที รองลงมาคือ เพศชาย 10 ชั่วโมง 25 นาที และเพศหญิง 10 ชั่วโมง 17 นาที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็น Generation พบว่า Gen Y (19-38 ปี) ยังคงครองแชมป์การใช้อินเทอร์เน็ตมากที่สุดติดต่อกัน 5 ปีซ้อน โดยมีชั่วโมงการใช้อินเทอร์เน็ตอยู่ที่ 10 ชั่วโมง 36 นาที รองลงมาได้แก่ Gen Z (ต่ำกว่า 19 ปี) อยู่ที่ 10 ชั่วโมง 35 นาที ส่วน Baby Boomer (55-73 ปี) อยู่ที่ 10 ชั่วโมง และ Gen X (39-54ปี) อยู่ที่ 9 ชั่วโมง 49 นาที ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นอาชีพ พบว่า ไม่ว่าอาชีพไหนก็ใช้อินเทอร์เน็ตแทบไม่ต่างกัน โดยนักเรียน/นักศึกษา ใช้อินเทอร์เน็ตสูงสุด อยู่ที่ 10 ชั่วโมง 50 นาที รองลงมาคือ พ่อบ้าน/แม่บ้าน &amp;nbsp;10 ชั่วโมง 38 นาที เจ้าของกิจการ/ประกอบธุรกิจส่วนตัว 10 ชั่วโมง 34 นาที คนว่างงาน/ไม่มีงานทำ 10 ชั่วโมง 32 นาที และอาชีพอิสระ/ฟรีแลนซ์ 10 ชั่วโมง 30 นาที ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เช่นเดียวกับ ประเด็นด้านพื้นที่ พบว่า มีชั่วโมงการใช้อินเทอร์เน็ตใกล้เคียงกัน ภาคเหนือมีจำนวนชั่วโมงการใช้อยู่ที่ 10 ชั่วโมง 31 นาที ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 10 ชั่วโมง 28 นาที ภาคกลาง 10 ชั่วโมง 19 นาทีกรุงเทพฯ 10 ชั่วโมง 19 นาที และภาคใต้ 10 ชั่วโมง 17 นาที ตามลำดับ ซึ่งอาจเป็นผลมาจากนโยบายเน็ตประชารัฐที่คลอบคลุมพื้นที่แล้วกว่า 24,700 หมู่บ้าน และบริการ Free WI-FI ที่คลอบคลุมชุมชนกว่า 10,000 จุด ทำให้คนในทุกพื้นที่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้อย่างทั่วถึง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่กว่า 91.2% ใช้อินเทอร์เน็ตไปกับ Social Media (Facebook, Line, Instagram) ซึ่งถือเป็นกิจกรรมยอดฮิต 7 ปีซ้อน รองลงมาคือ ดูหนัง ฟังเพลง 71.2% ค้นหาข้อมูลออนไลน์ 70.7% รับ-ส่งอีเมล &amp;nbsp;62.5% และการชำระเงินค่าสินค้าและบริการทางออนไลน์ 60.6% ซึ่งปีนี้เป็นปีแรกที่การชำระเงินติด 1 ใน 5 ของกิจกรรมยอดฮิต สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในความปลอดภัยของ Online payment services ของไทยที่เพิ่มมากขึ้น
ขณะที่ กิจกรรมออนไลน์ที่กำลังมาแรงและมีการเติบโตเพิ่มขึ้นหากเทียบกับปี 2561 คือ การสั่งอาหารออนไลน์ ได้รับความนิยมมากสุด เพิ่มขึ้นจากปี 61 ถึง 15.1% รองลงมาคือ การชำระค่าสินค้าและบริการ ใช้บริการเพิ่ม 11.4% และการรับ-ส่งสินค้า/พัสดุ/เอกสารทางออนไลน์ เพิ่มขึ้น 11.0% &amp;nbsp;ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อพิจารณาช่องทางออนไลน์ไหน ถูกใจคนซื้อ-ขายมากที่สุด พบว่า ช่องทางที่ผู้ซื้อเลือกใช้เพื่อซื้อสินค้ามากที่สุด คือ &amp;nbsp; e-Marketplace ได้แก่ Shopee 75.6% รองลงมาคือ Lazada 65.5% &amp;nbsp;และ Social Media ได้แก่ Facebook Fanpage 47.5% และ Line 38.9% ต่างจากช่องทางที่ผู้ขายนิยมใช้ที่เพื่อขายของออนไลน์มากที่สุด คือ Facebook Fanpage 64.0% รองลงมาคือ Shopee 43.1% และ LINE 39.5% และยังพบว่า คนไทยนิยมใช้ LINE ติดต่อสื่อสาร 98.5% รองลงมาคือ Facebook Messenger, FaceTime และ WhatApp ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้จากการสำรวจจะพบ ปัญหากวนใจในการใช้อินเทอร์เน็ต มากสุดที่คือ โฆษณาออนไลน์รบกวนการใช้งาน 78.5% รองลงมาคือความล่าช้าในการเชื่อมต่อ 68.7% ปัญหาข้อมูลไม่น่าเชื่อถือ 35.8% แต่ผู้ตอบแบบสอบถาม 73.3% ยังคงเชื่อมั่นในความมั่นคงปลอดภัยในการใช้งานอินเทอร์เน็ต ความเชื่อมั่นที่ค่อนข้างสูงนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความเอาใจใส่ในการเพิ่มมาตรการลดภัยคุกคามออนไลน์ต่างๆ &amp;nbsp;เช่น จัดตั้งศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย หรือ Anti-Fake News Center ของกระทรวงดิจิทัลฯ เพื่อลดปัญหาข่าวปลอม และการมีศูนย์รับเรื่องร้องเรียนปัญหาออนไลน์ 1212 OCC หรือ Online Complaint Center ของ ETDA ที่เปิดให้ผู้ใช้ออนไลน์สามารถขอคำปรึกษาและร้องเรียนปัญหาออนไลน์ ได้ทั้งช่องทางโทรศัพท์สายด่วน 1212 ตลอด 24 ชม. และอีเมล 1212@mdes.go.th หรือเว็บไซต์ www.1212occ.com เป็นต้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61442</URL_LINK>
                <HASHTAG>ETDA, ผลการสำรวจพฤติกรรมผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย ปี 2562</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200330/image_big_5e817ba32f19b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14063</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/07/2018 09:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/07/2018 09:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คาดอี-คอมเมิร์ซไทยมูลค่าแตะ 3 ล้านล้านบาทในปีนี้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อี-คอมเมิร์ซโตไม่หยุด ปี 61 มูลค่าแตะ 3 ล้านล้านบาท แต่ยังกระจุกตัวที่ B2B ด้าน ETDA ฟันธงซื้อขายสินค้าออนไลน์มาแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสุรางคณา วายุภาพ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ ETDA กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม คาดว่ามูลค่าธุรกรรมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (อี-คอมเมิร์ซ) ในปี 61 คิดเป็น 3,058,987.04 ล้านบาท ขยายตัว 8.76% จากปี 60 ที่มีมูลค่า e-Commerce ทั้งสิ้น 2,812,592.03 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับมูลค่า E-Com merce ในปี 60 ส่วนใหญ่เป็นมูลค่าประเภท B2B ประมาณ 1,675,182.23 ล้านบาท หรือคิดเป็น 59.56% รองลงมาเป็นมูลค่าประเภท B2C จำนวนมากกว่า 812,612.68 ล้านบาท หรือ 28.89% และส่วนที่เหลือราว 324,797.12 ล้านบาท หรือ 11.55% เป็นมูลค่าตามธุรกิจประเภท B2G ซึ่งเมื่อเทียบมูล ค่าอี-คอมเมิร์ซของปี 2560 กับปี 2559 จะพบว่ามูลค่าของประเภท B2B มีการเติบโตขึ้น 8.63% เช่นเดียวกับประเภท B2C ที่โตขึ้น 15.54%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;แนวโน้ม e-Commerce ในปี 2561 จะเติบโตต่อเนื่อง โดย เฉพาะการซื้อขายสินค้าออนไลน์ ที่กำลังเติบโต คือ วิดีโอช็อปปิ้ง, การใช้บิ๊กดาต้าวิเคราะห์ผู้บริโภค และการซื้อขายสินค้าและทรัพย์สินทางปัญญาด้วยบล็อกเชน ซึ่งเป็นโอกาสดีของผู้ประกอบการไทยที่จะเข้าไปเจาะ ตลาดต่างประเทศ หากมีการส่งเสริมการขายและเลือกสรรผู้ประกอบการที่ได้รับการยอมรับในตลาดต่างประเทศในเชิงยุทธ ศาสตร์&amp;quot; นางสุรางคณากล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากผลสำรวจมูลค่า e- Commerce ในไทยที่พบว่ามูลค่าสูงขึ้นทุกปี ETDA จึงเตรียมจัดตั้ง e-Commerce Park เพื่อพัฒนาบุคลากรที่จะเป็นแรงงานในตลาดอี-คอมเมิร์ซต่อไปในอนาคต&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14063</URL_LINK>
                <HASHTAG>ETDA, มูลค่าอีคอมเมิร์ซ, สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์, อี-คอมเมิร์ซ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180725/image_big_5b57e5e8b789a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>4935</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/03/2018 22:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/03/2018 22:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เยาวชนสร้างชาติ กระทรวงดีอี เปิดให้โหลดคู่มือการใช้อินเทอร์เน็ต 4 เล่มฟรี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อยากให้ลูก-หลานใช้อินเทอร์เน็ตอย่างสร้างสรรค์ &amp;nbsp;เอ็ตด้า เปิดให้ดาวน์โหลด &amp;nbsp;e-Book &amp;nbsp; &amp;quot;ฉลาดรู้เน็ต&amp;quot; ไปอ่านฟรีๆ
สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) (สพธอ.) หรือ ETDA (เอ็ตด้า) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จัดทำชุดความรู้เพื่อเด็กและเยาวชน รู้ทัน รู้ใช้เน็ต ใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อชีวิตที่ดีกว่า (Internet for Better Life) กับหนังสือชุด &amp;quot;ฉลาดรู้เน็ต&amp;quot; &amp;nbsp;ในรูปแบบ e-Book เพื่อให้ความรู้แก่เด็ก ๆ รู้จักใช้อินเทอร์เน็ตอย่างสร้างสรรค์ รู้เท่าทัน และปลอดภัยและสามารถดาวน์โหลดฟรี ทั้ง 4 เล่มได้ที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;ฉลาดรู้เน็ต&amp;quot; ปูพื้นฐานความรู้ สู่โลกอินเทอร์เน็ต&amp;nbsp;
ดาวน์โหลดที่นี่&amp;nbsp; คลิ๊ก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;ฉลาดรู้เน็ต 1: Internet of Things&amp;quot; เมื่ออินเทอร์เน็ตเกี่ยวข้องกับทุกสิ่ง เด็กไทยต้องตามให้ทัน
ดาวน์โหลดที่นี่&amp;nbsp; คลิ๊ก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;ฉลาดรู้เน็ต 2: Trust on Internet&amp;quot; แนะนำให้เด็กไทยใช้อินเทอร์เน็ตเป็น
ดาวน์โหลดที่นี่ คลิ๊ก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;ฉลาดรู้เน็ต 3: Trust on Mobile Internet&amp;quot; แนะนำให้เด็กไทยใช้มือถืออย่างปลอดภัย&amp;nbsp;
ดาวน์โหลดที่นี่ คลิ๊ก https://www.etda.or.th/download-publishing/71/&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และสามารถดาวน์โหลดเอกสารเผยแพร่อื่นๆ ของเอ็ตด้าได้ที่นี่ คลิ๊ก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/4935</URL_LINK>
                <HASHTAG>ebook, ETDA, กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, ฉลาดรู้เน็ต, เอ็ตด้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180313/image_big_5aa7f1f4997f0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
