<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>54562</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/01/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/01/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยิงในรั้วบ้าน รมว.เกษตร เร่งสอบปม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;คนร้ายยิงปืนเข้าไปในออฟฟิศร้านอาหารดังย่านตลิ่งชัน รั้วเดียวกับบ้าน &amp;quot;เฉลิมชัย&amp;quot; รมว.เกษตรฯ เฉียดหัวพนักงานหญิงไปนิดเดียว ขณะที่เจ้าตัวออกมาชี้แจงไม่เกี่ยวข้องกับเหตุร้าย จุดเกิดเหตุห่างจากบ้านตั้งเยอะ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 14 มกราคมนี้ พ.ต.ท.เศกสิทธิ์ แพลอย สว.(สอบสวน) สน.ตลิ่งชัน รับแจ้งเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงเข้าไปในห้องเคียงเดือน ซึ่งเป็นสำนักงานของสวนอาหารบ้านดาวล้อมเดือน เลขที่ 19/18 ถนนราชพฤกษ์ แขวงฉิมพลี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ จึงไปตรวจสอบ พร้อม พล.ต.ต.เอกชัย บุญวิสุทธิ์ ผบก.น.7, พ.ต.ท.สิทธิกร วัชระทิพากร รอง ผกก.ป.รรท.ผกก.สน.ตลิ่งชัน, พ.ต.ทพลัฎฐ์ ทับทิม รอง ผกก.สส.บกน.7 ฝ่ายสืบสวน สน.ตลิ่งชัน กก.สส.บกน.7 เจ้าหน้าที่สายตรวจรวมกว่า 30 นาย และเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน ที่เกิดเหตุแบ่งเป็นสวนอาหารบ้านดาวล้อมเดือนประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ ด้านหน้าเป็นออฟฟิศของสวนอาหาร ด้านซ้ายเป็นบริษัท อินเตอรโฟนิค (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท ฟรีวาเลนซ์ เทคโนโลยี จำกัด ด้านขวาเป็นบ้านของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทั้งหมดอยู่ในพื้นที่ 5 ไร่ มีรั้วรอบขอบชิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จุดเกิดเหตุเป็นสำนักงานชื่อห้องเคียงเดือน ตั้งอยู่ตรงทางเข้า บริเวณผนังยิปซัม พบรอยหัวกระสุนปืนขนาด 9 มม. เป็นรูสูงจากพื้นประมาณ 150 ซม. แรงกระสุนทะลุไปถูกประตูกระจกด้านหน้าแตกเป็นรูใหญ่กว้างประมาณ 3 ซม. กระสุนยังพุ่งไปถูกหลังคาเต็นท์ที่ใช้จอดรถเป็นรูอีก 2 แห่ง แต่ไม่พบหัวกระสุนแต่อย่างใด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สอบสวนนางอัมพร พิมวัน อายุ 60 ปี พนักงานเสมียน ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุช่วงเวลา 11.07 น. กำลังนั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะ ช่วงกำลังก้มเขียนหนังสือ ได้มีกระสุนปริศนาทะลุมาจากด้านหลัง ระดับเดียวกับศีรษะตนพอดี ผงยิปซัมกระจายเต็มห้อง ตนรู้สึกมึนหัว เพราะหัวกระสุนห่างศีรษะตนแค่ 1 นิ้ว และทะลุประตูกระจกไป ตนไม่เคยมีปัญหากับใคร และไม่รู้ด้วยว่าคนร้ายยิงเข้ามาเพื่ออะไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายชูเกียรติ จันทร์ทอง อายุ 60 ปี พ่อบ้านของนายเฉลิมชัย กล่าวว่า นายเฉลิมชัยมีความสนิทสนมกับนายชาญ สุดสิ้น เจ้าของสวนอาหารบ้านดาวล้อมเดือน จึงมาขอเช่าบ้านอยู่ในพื้นที่ร้าน พื้นที่ประมาณ 2 งาน มีเพียงตัวบ้านและลานจอดรถเท่านั้น ซึ่งก็อยู่ห่างจากจุดที่ถูกยิงประมาณ 30 เมตร ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับนายเฉลิมชัย ทั้งนี้ นายเฉลิมชัยพักและนอนที่นี่ทุกคืน ช่วงเช้าออกจากบ้านไปประมาณ 07.30 น. เพราะมีประชุม ครม. เรื่องนี้ได้รายงานให้นายเฉลิมชัยทราบแล้ว ส่วนตัวตนคิดว่าไม่น่าจะเกี่ยวกับนายเฉลิมชัย เพราะไม่เคยมีปัญหากับใคร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบกล้องวงจรปิดหน้าร้านและบริเวณใกล้เคียง เพื่อดูว่าคนร้ายมากันกี่คน และใช้พาหะนะชนิดใดกันแน่ สำหรับบ้านของนายเฉลิมชัยนั้น มีการจัดเลี้ยงทีมงานทุกอาทิตย์ และยังใช้เป็นสถานที่ประชุมย่อยของสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ อาจไม่เกี่ยวข้องกับการยิงในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ให้ความสำคัญไปทางด้านความขัดแย้งภายในของบริษัทของนายชาญ สุดสิ้น ที่ทำร่วมกับนายยิ่งยศ ผการัตน์วิภาศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ชี้แจงถึงกรณีนี้ว่า จุดที่ถูกยิงเป็นสำนักงานที่อยู่ในบริเวณร้านอาหารบ้านดาวล้อมเดือน ถนนราชพฤกษ์ ซึ่งเป็นคนละส่วนกับบ้านพักที่ตนอาศัยอยู่ และเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้เกี่ยวข้องกับตน แต่ที่คนเข้าใจผิดเป็น เพราะสถานที่ที่ตนเช่าเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ 4 ไร่ ซึ่งมีสำนักงานอื่นอยู่ด้วย โดยจุดที่ถูกยิงอยู่ห่างจากบ้านตนไปประมาณ 100 เมตร ส่วนสาเหตุการยิงจะมาจากเรื่องใดนั้น ตนไม่ทราบ แต่ไม่เกี่ยวข้องกับตนอย่างแน่นอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ต.เอกชัย บุญวิสุทธิ์ ผบก.น.7 เปิดเผยว่า เหตุดังกล่าวเกิดเวลาประมาณ 11.00 น. โดยมีคนร้ายขับรถ ยังไม่ทราบว่าเป็นยี่ห้อใด เข้ามาทางถนนราชพฤกษ์ ผ่านหน้าร้านอาหารบ้านดาวล้อมเดือน ก่อนยิงปืนเข้าใส่บริเวณสำนักงานซึ่งตั้งอยู่หน้าร้านอาหาร โดยพบวิถีกระสุนกระเด็นไกลไปถึงประตูรั้ว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบวงจรปิดหาเบาะแสผู้ก่อเหตุ ส่วนปมปัญหายังไม่สามารถสรุปได้ &amp;nbsp;ขอให้รอจับกุมผู้ก่อเหตุให้ได้ก่อน เนื่องจากมีการพูดคุยและสอบปากคำกับบุคคลที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นเจ้าของร้านอาหารดังกล่าว รวมถึงนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสกกรณ์ ซึ่งมีบ้านอยู่บริเวณดังกล่าว ยืนยันไม่มีปัญหาบาดหมางกับใคร.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54562</URL_LINK>
                <HASHTAG>excitethaipost, คนร้ายยิงปืน, สวนอาหารบ้านดาวล้อมเดือน, ห้องเคียงเดือน, เฉียดหัวพนักงานหญิง, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200114/image_big_5e1dc88ad5e3a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>54561</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/01/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/01/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อุทธรณ์ยืนจำคุก รุมโทรมเด็กหญิง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำคุกกราวรูด 11 จำเลยร่วมกันรุมโทรมเด็กหญิงวัย 14 ปีที่บ้านเกาะแรด พร้อมให้ชดใช้อีก 6 ล้านแก่ผู้เสียหาย เผยจำเลยตายไปแล้ว 1 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช้าวันที่ 14 มกราคมนี้ ที่ศาลจังหวัดพังงา ผู้ต้องหาในคดีร่วมกันรุมโทรมข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิงวัย 14 ปี ที่บ้านเกาะแรด ต.หล่อยูง อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา เมื่อปี 2559 ได้เดินทางมาที่ศาลพร้อมกับทนายความและญาติๆ เพื่อฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 หลังจากศาลจังหวัดพังงาได้เลื่อนอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2562 เนื่องจากมีจำเลยตาย 1 ราย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับจำเลยในคดีนี้มีทั้งสิ้น 11 คน ประกอบด้วย นายวรชิต หรืออิฉา คงบุตร ที่ 1, นายชาติชาย หรือเล็ก ศรีรัตน์ ที่ 2, นายบุญพจน์ หรืออาหลี นนทรี ที่ 3, นายเฉลิม หรือหว๋าบ๋ำ สามีน ที่ 4, นายสุชีพ หรือบังเดช สุเมน ที่ 5, นายธวัชชัย หรือยูนุส เถาว์กู ที่ 6, นายณัฐวุฒิ หรือกาหรีม บุตรน้อย ที่ 7, นายกีรติ หรืออาหมาด สุเมน ที่ 8, นายสายัณห์ หรือย้อย สุเมน ที่ 9, นายรังสันต์ หรือฮาสัน ชายเลี้ยง ที่ 10 และนายนาวิก หรือหลี จารึก ที่ 11&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 28 ต.ค.61 ว่าจำเลยทั้ง 11 คนมีความผิดในข้อหาร่วมกันรุมโทรม ข่มขืนกระทำชำเราหญิงสาวอายุไม่เกิน 15 ปี ที่มิใช่ภรรยาของตน และข้อหาบุกรุกเคหสถานในยามค่ำคืน รวมถึงข้อหาอื่นๆ ตัดสินจำคุกจำเลยที่ 1-7 ตลอดชีวิต นายกีรติ จำเลยที่ 8 จำคุก 45 ปี ส่วนนายสายัณห์ จำเลยที่ 9 และนายนาวิก จำเลยที่ 11 จำคุกคนละ 15 ปี นายรังสันต์ จำเลยที่ 10 จำคุก 20 ปี 4 เดือน พร้อมทั้งให้จำเลยทั้งหมดร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่ฝ่ายเด็กหญิงและมารดาอีกประมาณ 6 ล้านบาท โดยทางจำเลยได้ยื่นอุทธรณ์การพิจารณาคดีต่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 จนมีการไต่สวนเพิ่มเติมและนัดฟังคำพิพากษาในวันนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้น ศาลจังหวัดพังงาได้อ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยืนตามศาลชั้นต้น และให้จำหน่ายนายสุชีพ หรือบังเดช สุเมน จำเลยที่ 5 ออกจากคดี เนื่องจากเสียชีวิต&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 จำเลยที่ 1, 2, 3 และ 6 ไม่ได้เดินทางมาฟังคำพิพากษาที่ศาลจังหวัดพังงา แต่ใช้วิธีฟังคำพิพากษาผ่านทางวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ที่ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสรรเพชร? ทิพย์?มณเทียร? ทนายความจิตอาสาของฝ่ายจำเลย? กล่าวว่า? หลังจากได้ฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์แล้ว แม้ว่าผลจะไม่เป็นไปตามที่คาดหมายเอาไว้ แต่ก็ยอมรับ จากนี้ไปทางทีมทนายจิตอาสาและจำเลยเตรียมจะประกันตัวเพื่อต่อสู้ในศาลฎีกา ซึ่งเป็นศาลสูงสุดต่อไป เพราะยังมีอีกหลายประเด็นที่จะเป็นข้อต่อสู้ในชั้นฎีกา ส่วนสภาพจิตใจของจำเลยและครอบครัวนั้นมีสภาพที่โศกเศร้าเป็นอย่างมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ล่าสุด? 6?จำเลยที่มาฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์?ในวันนี้? ถูกควบคุมตัวไปคุมขังที่เรือนจำจังหวัดพังงาระหว่างรอการพิจารณาเรื่องการขอประกันตัวสู้คดี?ในชั้นฎีกา? ซึ่งทางศาลฎีกาจะพิจารณาภายในเวลา 3 วัน? โดยบรรยากาศในขณะที่รถบรรทุกผู้ต้องโทษของเรือนจำจังหวัด?พังงา?ผ่านกลุ่มญาติที่มารอส่งด้วยความเศร้าสร้อยกว่า 30?คน ก็มีการส่งเสียงตะโกนและโบกไม้โบกมือ? บอกว่าเจอกันที่ศาลในวันศุกร์นี้. &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54561</URL_LINK>
                <HASHTAG>excitethaipost, บ้านเกาะแรด, พิพากษายืน, รุมโทรมเด็ก, ศาลอุทธรณ์, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200114/image_big_5e1dc3bcd7e0d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>54560</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/01/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/01/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชื่นชมโชเฟอร์ส่งคืนเงินล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; โชเฟอร์แท็กซี่หนุ่มชาวอุบลฯ ส่งคืนกระเป๋าบรรจุเงินสดและทรัพย์สินอื่นมูลค่า 1.5 ล้านบาท แก่รอง ผจก.บริษัทญี่ปุ่น หลังเรียกจากสนามบินดอนเมืองไปส่งที่หมู่บ้านแล้วลืมไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอังคาร ที่สถานีวิทยุพิทักษ์สันติราษฎร์ (สวพ. FM 91) ถนนพหลโยธิน นายวิทูร จูงพันธ์ อายุ 22 ปี คนขับรถแท็กซี่สีเขียว-เหลือง หมายเลขทะเบียนป้ายเหลือง มข 2890 กรุงเทพมหานคร ได้ส่งคืนเงินสดเป็นธนบัตรสกุลเงินญี่ปุ่นจำนวน 5,000,000 เยน เงินบาทไทย จำนวน 23,440 บาท เข็มขัดยี่ห้อหลุยส์วิตตอง 1 เส้น พลอยแดงจำนวน 2 เม็ด และทรัพย์สินอื่นๆ มูลค่ารวมแล้วกว่า 1,500,000 บาท ให้แก่นางธนิสรา อัตฤทธิ์ อายุ 47 ปี รองผู้จัดการ บริษัท คะชิมะโกะบิวดิ้ง จำกัด เป็นบริษัทให้เช่าสำนักงานและให้เช่าที่จอดรถ และมีธุรกิจร้านอาหารไทยในจังหวัดไอจิ ประเทศญี่ปุ่น หลังจากลืมไว้บนรถแท็กซี่ขณะใช้บริการจากสนามบินดอนเมือง ปลายทางหมู่บ้านมัณฑนา โครงการแจ้งวัฒนะ-ราชพฤกษ์ เมื่อช่วงค่ำวันที่ 13 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยมี น.ส.ไจตนย์ ศรีวังพล พร้อมด้วย น.ส.จิตต์ผ่องใส ศรีวังพล นายสกล ถาวรกาญจน์ ผู้บริหารสถานีวิทยุ ร่วมเป็นสักขีพยาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิทูร หนุ่มอุบลราชธานี น้ำใจงาม กล่าวว่า เมื่อเวลาประมาณ 19.00 น. ขณะที่ขับรถตระเวนหาลูกค้าอยู่ ได้มีผู้โดยสารเป็นผู้ชายชาวต่างชาติกับผู้หญิงคนไทย โบกรถจากอาคาร 2 สนามบินดอนเมืองให้ไปส่งที่หมู่บ้านมัณฑนา โครงการแจ้งวัฒนะ-ราชพฤกษ์ โดยผู้โดยสารทั้ง 2 คนมีกระเป๋าสัมภาระหลายใบ และถุงไม้กอล์ฟอัดแน่นมาเต็มรถ ทั้งกระโปรงท้ายรถและเบาะนั่งผู้โดยสารตอนหน้าข้างคนขับ ส่วนผู้โดยสารนั่งอยู่เบาะหลังทั้ง 2 คน เมื่อขับรถไปถึงที่หมาย ตนได้ช่วยขนกระเป๋าลงจากรถแล้วขับรถออกจากหมู่บ้านมา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นมีผู้โดยสารผู้หญิงเรียกใช้บริการแถวติวานนท์ซอย 3 ขณะที่ผู้โดยสารกำลังจะก้าวขึ้นมานั่งเบาะหน้าก็พบกระเป๋าเดินทางวางอยู่บริเวณที่วางเท้า จึงรู้ว่าผู้โดยสารได้ลืมกระเป๋าไว้ แต่ตอนนั้นไม่ได้วนรถกลับไปคืนของให้ เพราะคิดว่าเป็นเพียงกระเป๋าเสื้อผ้าธรรมดา จึงตัดสินใจไปส่งผู้โดยสารที่ถนนสีลมก่อน ซึ่งในตอนนั้นมีผู้โดยสารโบกรถตลอด และตั้งใจว่าถ้าขับผ่าน สวพ.91 ก็จะเอามาฝากไว้ช่วยหาเจ้าของ จนกระทั่งมีเจ้าหน้าที่สถานีวิทยุ สวพ. FM 91 โทรศัพท์เข้ามาหาตนจึงนำกระเป๋าเข้ามาส่งมอบให้กับเจ้าหน้าที่เมื่อเวลาประมาณ 21.00 น. และเมื่อเปิดกระเป๋าตรวจสอบพบว่าภายในกระเป๋าเดินทางมีทรัพย์สินจำนวนมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนางธนิสรา เจ้าของธุรกิจร้านอาหารไทย กล่าวว่า ในวันเกิดเหตุตนเดินทางมาพร้อมกับนายอินะงุมะ จูนจิ อายุ 64 ปี ซึ่งเป็นผู้จัดการ บริษัท คะชิมะโกะบิวดิ้ง จำกัด ได้เรียกใช้บริการรถแท็กซี่จากด้านหน้าสนามบินดอนเมืองอยู่หลายคัน แต่ไม่มีรถคันไหนยอมไปส่ง เนื่องจากมีกระเป๋าสัมภาระใบใหญ่จำนวน 5 ใบ ใบเล็ก 1 ใบ รวมถึงถุงกอล์ฟ แต่จำได้ว่าเรียกรถแท็กซี่สีเขียว-เหลือง คันนี้เป็นคันที่ 5 ที่ยอมรับ เมื่อถึงที่หมายเป็นจังหวะที่นัดกับช่างทำสวนไว้ จึงรีบเข้าไปพูดคุยแล้วปล่อยให้นายอินะงุมะขนกระเป๋ากับโชเฟอร์แท็กซี่ มารู้ตัวว่าลืมหยิบกระเป๋า 1 ใบที่มีเงินญี่ปุ่นและเงินไทยไว้บนรถแท็กซี่ตอนประมาณเกือบ 2 ทุ่ม ขณะกำลังจะหยิบเงินให้คนทำสวน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางธนิสรากล่าวว่า เงินทั้งหมดเป็นเงินของตนที่เตรียมมาจัดการเรื่องบ้าน และส่วนหนึ่งเตรียมมาใช้จ่ายในการแข่งขันซีเนียร์กอล์ฟไทย-ญี่ปุ่น เพื่อกระชับความสัมพันธ์ของกลุ่มนักธุรกิจไทย-ญี่ปุ่น ที่จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 21-23 มกราคม 2563 อีกทั้งมีนัดหมายร่วมตีกอล์ฟกับโปรประหยัด มากแสง และโปรถาวร วิรัตน์จันทร์ ตนภาวนาขอให้ได้เงินสดและทรัพย์สินมีค่าคืน และเชื่อว่าแท็กซี่หนุ่มคันที่ตนใช้บริการจิตใจดี เพราะได้พูดคุยกันมาตลอดระหว่างนั่งรถ และรู้สึกขอบคุณกับน้ำใจของน้องที่นำกระเป๋ามาคืน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากส่งมอบกระเป๋าและทรัพย์สินต่างๆ เสร็จสิน นางธนิสราได้มอบเงินจำนวน 23,440 บาท ให้กับนายวิทูร เพื่อเป็นรางวัล และเป็นกำลังใจในการทำดีในครั้งต่อๆ ไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54560</URL_LINK>
                <HASHTAG>excitethaipost, กระเป๋าบรรจุเงินสดและทรัพย์สิน, ส่งคืนเงินล้าน, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์, โชเฟอร์แท็กซี่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200114/image_big_5e1dc3b3af418.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>54559</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/01/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/01/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ห้ามสิบล้อวิ่งวันคี่ แก้ปัญหาฝุ่นกทม.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; บิ๊กตู่&amp;#39;รมณ์เสียถูกโจมตีรัฐบาลงอมือปัญหาฝุ่นจิ๋ว โต้ทำเต็มที่แต่ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน ชี้ตัวการก่อปัญหาคือรถยนต์ อนุทินเสนอให้ทำงานอยู่ที่บ้าน คพ.เตือน 16 ม.ค. ค่าฝุ่นจะพุ่งสูง จังหวัดภาคเหนือยังคงวิกฤติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล เช้าวันอังคาร พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี โดยก่อนการประชุม นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการ ก.พ.ร. รักษาราชการแทน ผอ.สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) และคณะผู้บริหาร เข้าพบนายกฯ เพื่อนำเสนอผลงานการพัฒนาระบบบริหารจัดการปัญหาฝุ่นควันและแอปพลิเคชัน AirCMI ที่ได้มีการนำร่องในพื้นที่ภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ โดยเป็นการบูรณาการข้อมูลร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขณะที่นายกฯ กล่าวว่า มีหลายกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ ต้องดูใครเสี่ยงมากเสี่ยงน้อย โดยเฉพาะเด็กๆ ที่มีภูมิต้านทานน้อยกว่าผู้ใหญ่ ส่วนตนมีภูมิต้านทานพอสมควร เพราะอยู่ในสภาพแวดล้อมนี้มานานแล้ว เราต้องช่วยกันแก้ไขแบบครบวงจรโดยมีหลายคนที่เกี่ยวข้อง คงไม่ใช่รัฐบาลเพียงอย่างเดียว รัฐบาลมีมาตรการออกไปเยอะแยะ ต้องช่วยกัน อย่างประชาชนสวมใส่หน้ากากกันฝุ่น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ กล่าวว่า ทุกประเทศมีการจราจรที่หนาแน่น มีการเผาวัชพืชทางการเกษตร ปัญหาเหล่านี้เราต้องแก้ไข รวมถึงประเทศรอบบ้านที่มีการเผา เราก็ต้องเจรจากับเขา เราต้องช่วยกันเปลี่ยนผ่าน รัฐบาลนี้ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ จัดหาเครื่องวัดโดยให้งบประมาณลงไป ไม่อยากให้ทุกคนตื่นตระหนก มีทั้งการป้องกันและการแก้ไข ถ้าเราร่วมมือกัน มาตรการแบบบูรณาการ งบประมาณต้องมีการบูรณาการ แต่ก็ยังไม่เข้าใจกันอีก การบูรณาการคือบูรณาการข้ามหน่วยงาน โดยทุกหน่วยงานมีงบบูรณาการ ไม่ใช่มีงบแค่กระทรวงนี้กระทรวงเดียว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ประโคมข่าวแค่ค่าฝุ่น แต่ไม่ประโคมจะแก้อย่างไร เราต้องป้องกันตัวเอง เช่น ใส่หน้ากากจะช่วยลดได้พอสมควร หากค่าฝุ่นสูง แต่ทุกคนไม่ทำอะไรเลยจะได้หรือไม่ ต้องเข้าใจสิ่งเหล่านี้ ท่านเอาตรงนี้มาทั้งหมดแล้วบอกว่าแก้ปัญหาไม่ได้ เสี่ยงอันตรายอย่าไปเที่ยวงาน แล้วมันเกิดอะไรขึ้น ผมไม่เคยปิดบัง ขอให้ทุกคนช่วยกัน โดยเฉพาะลดปริมาณการใช้รถ เพราะไปห้ามคนใช้รถได้หรือไม่ ห้ามทำอุตสาหกรรม ห้ามเกษตรกรเผาได้หรือไม่ ท่านต้องไปบอกให้เขาเข้าใจ แล้วผมทำให้ได้หมด อย่ามาโจมตีกันในเรื่องที่ไม่สร้างสรรค์ว่าทำอะไรไม่ได้สักอย่าง แก้ไม่ได้&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ให้เข้าใจรัฐบาลก็มีหน้าที่ ประชาชนก็มีหน้าที่ ทุกภาคส่วนก็มีหน้าที่ ถ้าไม่ช่วยกันบูรณาการเท่าไหร่ก็ไม่สำเร็จ ก็ขอให้เป็นการติเพื่อก่อ ข้อเสนอแนะที่มีหลักการและมีเหตุผลพอสมควร ไม่ใช่ไอ้นี่ก็เสีย ไอ้นี่ก็ไม่ดี วิธีการเขาก็บอกจะช่วยกันอย่างไร แต่หลายคนไม่สนใจ กลับมาทิ่มแทงรัฐบาล เจ้าหน้าที่รัฐ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้น นายกฯ ได้เยี่ยมชมรถตรวจคุณภาพอากาศในบรรยากาศแบบเคลื่อนที่ พร้อมกล่าวว่า เป็นเครื่องมือวัดค่าฝุ่น PM 2.5 ที่ได้มาตรฐาน เที่ยงตรงสูงสุด นี่คือการบูรณาการเอาทุกปัญหาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เอาสาเหตุมาดูว่าจะแก้ไขอย่างไร วันนี้สัดส่วนการระบายฝุ่น PM 2.5 ใน กทม.พบการขนส่งทางถนน 72.5 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นรถทั้งนั้น โดยเป็นรถบรรทุก 28 เปอร์เซ็นต์ รถปิกอัพ 21 เปอร์เซ็นต์ รถบัส 7 เปอร์เซ็นต์ รถยนต์ 10 เปอร์เซ็นต์ มอเตอร์ไซค์ 5 เปอร์เซ็นต์ รถตู้ 1.5 เปอร์เซ็นต์ และอื่นๆ 2.5 เปอร์เซ็นต์ เช่น การเผาในที่โล่ง 5 เปอร์เซ็นต์ ในครัวเรือน 2 เปอร์เซ็นต์ อุตสาหกรรม 17 เปอร์เซ็นต์ ส่วนเรื่องอื่นๆ ทั่วไปที่ไม่ใช่บนท้องถนนประมาณ 1 เปอร์เซ็นต์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวว่า สถานการณ์ฝุ่นละอองปีนี้น้อยกว่าปีที่แล้ว เนื่องจากนายกรัฐมนตรีมีนโยบายต่างๆ ออกมา ทั้งการขอความร่วมมือประชาชน และเปลี่ยนมาตรฐานของเครื่องยนต์ รถประจำทาง จึงทำให้สถานการณ์ไม่เลวร้าย ซึ่งในช่วงบ่ายวันเดียวกัน ปลัดกระทรวง ทส.ในฐานะประธานคณะกรรมการควบคุมมลพิษจะประชุมเพื่อหามาตรการและหายาที่แรงขึ้น เพื่อนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และขอความเห็นชอบจาก ครม.ต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวราวุธกล่าวว่า มาตรการเข้มงวดหรือยาแรงที่จะออกมาบังคับใช้ยังไม่ขอเปิดเผย แต่ต้นเหตุของการเกิดปัญหาฝุ่น PM 2.5 มาจากรถยนต์เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นรถบรรทุกและรถกระบะเป็นส่วนใหญ่ ยกตัวอย่างยาแรงในประเทศเกาหลีใต้ ได้มีมาตรการที่เข้มงวด เช่น ประกาศห้ามรถยนต์วิ่งในเขตเมือง เป็นต้น รวมถึงสภาพอากาศก็มีส่วน เนื่องจากต้นปีสภาพความกดอากาศต่ำ ทำให้การเคลื่อนตัวของอากาศน้อยลง ในขณะที่ฝุ่น PM 2.5 มีปริมาณเท่าเดิม และพอไปถึงช่วงกลางปีปริมาณฝุ่น PM 2.5 ก็จะลดลง จึงต้องถามสังคมว่าจะต้องทำอย่างไร เพราะเรารู้ต้นตอของปัญหาแล้ว &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;มาตรการเข้มงวดจะดำเนินการเป็นห้วงเวลาที่คับขันเท่านั้น โดยเฉพาะภาคเหนือที่มีปัญหาการเผาไหม้ จะจัดระบบการเผาในห้วงต้นปี อีกทั้งมาตรการต่างๆ จะไม่สามารถดำเนินการได้ทันที เนื่องจากต้องประกาศสภาวะฉุกเฉินก่อน จึงเกิดข้อจำกัดในการบังคับใช้กฎหมาย จะต้องมาพิจารณาร่วมกันในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินก่อนจะเกิดปัญหาได้หรือไม่ เพื่อใช้มาตรการเข้มงวดก่อนปัญหาจะเกิดขึ้น&amp;quot; นายวราวุธกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข กล่าวถึงกรณีโพสต์ข้อความลงในเพจเฟซบุ๊ก เสนอให้มีการทำงานที่บ้าน เพื่อลดการใช้ยานพาหนะและแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ว่า อยากขอความร่วมมือภาคเอกชนเริ่มต้นทำให้เป็นตัวอย่างก่อน เช่น วันเสาร์ให้ทำงานที่บ้าน บริษัทจะสามารถลดค่าใช้จ่ายต่างๆ ไปได้ด้วย ขณะที่พนักงานจะลดค่าเดินทาง ซึ่งไม่ติดขัดเรื่องข้อกฎหมาย แต่ถ้าเป็นหน่วยงานราชการอาจจะขัดระเบียบหรือ พ.ร.บ.ต่างๆ ได้ กว่าจะเริ่มได้ก็ได้รับผลกระทบไปมากแล้ว ส่วนภาครัฐต้องมาดูว่าจะมีแรงจูงใจอะไรสามารถทำได้บ้าง จะคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลอย่างไรได้บ้าง แต่วันนี้ยังไม่ได้นำหารือในที่ประชุม ครม.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) รายงานสถานการณ์คุณภาพอากาศฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน หรือ PM 2.5 ในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล จำนวน 52 สถานี ตรวจวัดค่าได้ 28-60 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) ค่ามาตรฐานไม่เกิน 50 มคก./ลบ.ม โดยปริมาณฝุ่นละอองในภาพรวมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่จากช่วงเช้า พบพื้นที่ที่มีปริมาณฝุ่นละอองเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ 9 พื้นที่ ได้แก่ บริเวณริมถนนลาดพร้าว ซอยลาดพร้าว 95 เขตวังทองหลาง, ริมถนนพระราม 3 เจริญกรุง เขตบางคอแหลม, ริมถนนนวมินทร์ แยกบางกะปิ, ริมถนนเจริญนคร เขตคลองสาน, ริมถนนสามเสน เขตพระนคร, ริมถนนพหลโยธิน เขตบางเขน, แขวงคลองเตย เขตคลองเตย, แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ และแขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประลอง ดำรงค์ไทย อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า จากข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยา ระบุว่า มวลอากาศเย็นกำลังปานกลางอีกระลอกจากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุม ส่งผลให้หลายพื้นที่ในไทยมีอุณหภูมิลดลง แต่มั่นใจว่าหลังจากนี้ค่าฝุ่นจะไม่พุ่งสูงแตะระดับสีแดง ยกเว้นวันที่ 16 ม.ค.นี้ เนื่องจากความกดอากาศต่ำ และหลังจากวันที่ 16 ม.ค. ค่าฝุ่นจะลดลงตามลำดับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีการแจ้งเตือนส่งข้อความทางมือถือหรือเอสเอ็มเอสให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงรับรู้หรือไม่ เนื่องจากประชาชนบางส่วนไม่สามารถเข้าถึงแอปพลิเคชันจากทางภาครัฐได้ อธิบดี คพ.กล่าวว่า เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ คพ.กำลังหารือกับเครือข่ายมือถือ ซึ่งขึ้นอยู่กับภาคเอกชนจะสามารถทำได้แค่ไหน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ประชาชนสามารถติดตามสถานการณ์คุณภาพอากาศแบบ Real Timeได้ทางเว็บไซต์ Air4Thai.com แอปพลิเคชัน Air4Thai และ bangkokairquality.com
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับสถานการณ?คุณภาพอากาศในพื้นที่ภาคเหนือ เมื่อเวลา 09.00 น. พบพื้นที่ที่มีฝุ่น PM 2.5 เกินค่ามาตรฐาน คือ ต.เวียงพางคำ อ.แม?สาย จ.เชียงราย วัดได้ 54, เชียงใหม่ ต.ช?างเผือก อ.เมือง 75 ต.ศรีภูมิ อ.เมือง 64 ต.สุเทพ อ.เมือง 54, ลำปาง ต.พระบาท อ.เมือง 89 ต.สบป?าด อ.แม?เมาะ 63 ต.บ?านดง อ.แม?เมาะ 66 &amp;nbsp;ต.แม?เมาะ อ.แม?เมาะ 71, ลำพูน ต.บ?านกลาง อ.เมือง 70, แพร? ต.นาจักร อ.เมือง 72, พะเยา ต.บ?านต?อม อ.เมือง 65
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนจังหวัดในภาคกลาง นครสวรรค์ ต.ปากน้ำโพ อ.เมือง 59, กาญจนบุรี ต.บ้านเหนือ อ.เมือง 63, สุพรรณบุรี ต.สนามชัย อ.เมือง 65 และสระบุรี ต.ปากเพรียว อ.เมือง 61.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54559</URL_LINK>
                <HASHTAG>excitethaipost, PM2.5, ทำงานอยู่ที่บ้าน, ภาคเหนือวิกฤติ, ห้ามสิบล้อวิ่ง, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์, แก้ปัญหาฝุ่นพิษ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200114/image_big_5e1dc39206c96.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53602</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/01/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/01/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดวงชะตาชาวราศี 2563</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ภิญโญ พงศ์เจริญ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายกสมาคมโหราศาสตร์นานาชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยหลักการและกระบวนการทางโหราศาสตร์จะให้ความสำคัญกับดาวตรีเทพ คือ ดาวพฤหัสบดี (5) เสาร์ (7) และราหู (8) มากที่สุด คำพยากรณ์ดวงชะตาชาวราศีต่างๆ ในปี พ.ศ.2563 จึงขอใช้ดาวตรีเทพทั้งสามดวงดังกล่าวมาเป็นเครื่องมือหลักในการพยากรณ์ ตามปฏิทินสุริยยาตร์ได้แสดงลักษณาการและวิถีการโคจรของดาวตรีเทพ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.การโคจรของดาวพฤหัสบดี (5) ในปี 2563&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วันที่ 1 มกราคม 2563 เวลา 00.00 น. ดาวพฤหัสบดี (5) โคจรเดินหน้าอยู่ในราศีธนู (กลุ่มดาวคนยิงธนู) ที่ระยะ 13 องศา 46 ลิปดา จากนั้นจะโคจรเดินหน้าไปทางทิศตะวันออกของแถบสุริยวิถีเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงวันที่ 17 มีนาคม 2563 เวลา 20.55 น. จึงโคจรยกเข้าสู่ราศีมังกร (กลุ่มดาวแพะทะเล) ดาวพฤหัสบดี (5) จะโคจรเดินหน้าอยู่ในราศีมังกรบริเวณต้นๆ ราศีถึงระยะ 5 องศา 50 ลิปดา ในวันที่ 11 พฤษภาคม 2563 เวลา 00.14&amp;nbsp; น. จึงหยุดนิ่งและเริ่มเปลี่ยนวิถีการโคจรเป็นโคจรถอยหลัง จนกระทั่งโคจรถอยหลังข้ามราศี (พักร์ราศี) ไปทางตะวันตกกลับเข้าสู่ราศีธนูอีกครั้งหนึ่ง ในวันที่ 17 กรกฎาคม 2563 เวลา 18.54 น. &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากนั้นดาวพฤหัสบดีจะโคจรถอยหลังในราศีธนูบริเวณปลายราศีจนถึงระยะ 24 องศา 23 ลิปดา ในวันที่ 23 กันยายน 2563 เวลา 00.10 น. จึงหยุดนิ่งแล้วเปลี่ยนวิถีเป็นโคจรเดินหน้าในราศีธนู จนกระทั่งถึงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2563 เวลา 02.50 น. จึงยกเข้าสู่ราศีมกรอีกครั้งหนึ่ง จากนั้นจะโคจรเดินหน้าไปทางทิศตะวันออกของแถบสุริยวิถีเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงวันสิ้นปีคือ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 เวลา 24.00 น. ดาวพฤหัสบดี (5) ยังคงโคจรอยู่ในราศีมังกร ที่ระยะ 9 องศา 24 ลิปดา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.การโคจรของดาวเสาร์ (7) ในปี 2563&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วันที่ 1 มกราคม 2563 เวลา 00.00 น. ดาวเสาร์ (7) โคจรเดินหน้าอยู่ในราศีธนู (กลุ่มดาวคนยิงธนู) ที่ระยะ 23 องศา 05 ลิปดา จากนั้นจะโคจรเดินหน้าไปทางทิศตะวันออกของแถบสุริยวิถีเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงวันที่ 2 มีนาคม 2563 เวลา 08.41 น. จึงโคจรยกเข้าสู่ราศีมังกร (กลุ่มดาวแพะทะเล) จากนั้นดาวเสาร์ (7) จะโคจรเดินหน้าอยู่ในราศีมังกรบริเวณต้นๆ ราศีถึงระยะ 3 องศา 02 ลิปดา ในวันที่ 15 เมษายน 2563 เวลา 23.26 น. จึงโคจรหยุดนิ่งและเริ่มเปลียนวิถีเป็นโคจรถอยหลัง จนกระทั่งโคจรถอยหลังข้ามราศี (พักร์ราศี) ไปทางตะวันตกกลับเข้าสู่ราศีธนูอีกครั้งหนึ่ง ในวันที่ 12 กรกฎาคม 2563 เวลา&amp;nbsp; 22.07 น.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากนั้นดาวเสาร์ (7) จะโคจรถอยหลังในราศีธนูบริเวณปลายราศีจนถึงระยะ 25 องศา 58 ลิปดา ในวันที่ 20 กันยายน 2563 เวลา 18.07 น. จึงหยุดนิ่งแล้วเปลี่ยนวิถีเป็นโคจรเดินหน้าในราศีธนู และเดินหน้าในราศีธนูบริเวณปลายราศีจนถึงวันที่ 5 ธันวาคม 2563 เวลา 08.42 น. จึงยกเข้าสู่ราศีมังกรอีกครั้งหนึ่ง จากนั้นจะโคจรไปทางทิศตะวันออกของแถบสุริยวิถีเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงวันสิ้นปีคือ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 เวลา 24.00 น. ดาวเสาร์(7) ยังคงโคจรอยู่ในราศีมังกร ที่ระยะ 2 องศา 54 ลิปดา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.การโคจรของราหู (8) ในปี 2563&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วันที่ 1 มกราคม 2563 เวลา 00.00 น. ราหู (8) โคจรอยู่ในราศีมิถุน (กลุ่มดาวคนคู่) ในระยะ 13 องศา 24 ลิปดา จากนั้นราหู (8) จะโคจรย้อนวิถีไปทางทิศตะวันตกของแถบสุริยวิถีเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงวันที่ 10 กันยายน 2563 เวลา 02.51 น. ราหู (8) จึงโคจรยกเข้าสู่ราศีพฤษภ (กลุ่มดาววัว) จากนั้นจะโคจรย้อนวิถีไปทางทิศตะวันตกของแถบสุริยวิถีเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงวันสิ้นปีคือ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 เวลา 24.00 น. ราหู (8) จะโคจรอยู่ในราศีพฤษภ (กลุ่มดาววัว) ที่ระยะ 24 องศา 00 ลิปดา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากการโคจรของดาวตรีเทพดังกล่าวข้างต้น จะส่งผลกระทบกับดวงชะตาบุคคลชาวราศีต่างๆ ดังนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชาวราศีเมษ (ARIES) หรือท่านที่เกิดระหว่างวันที่ 13 เมษายน ถึง 14 พฤษภาคม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ราศีเมษ (ARIES) เป็นราศีเริ่มต้นชนิดจรราศี ธาตุไฟ จึงมีความคิดอ่านฉับไว เป็นหัวหน้าคน ชอบเป็นผู้นำ กล้าหาญ เด็ดขาด ไม่โลเล มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เร่าร้อน ว่องไว เป็นนักสู้ นักพัฒนา ตื่นตัวอยู่เสมอ ชอบเอาชนะ เป็นคนที่ชอบทำอะไรตื่นเต้นโลดโผน ตรงไปตรงมา เป็นหัวหน้าคน รักความเป็นอิสระ มีพลังทางเพศสูง เป็นคนเชื่อมั่นในตนเองสูงและหลงตัวเอง ไม่ยอมก้มหัวให้ใคร ขี้โกรธ หุนหันพลันแล่น ใจเร็วด่วนได้ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี เหมาะสำหรับการเป็นผู้นำในยามวิกฤติฉุกเฉิน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.อิทธิพลของดาวพฤหัสบดี (5) ในปี 2563&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.1 ช่วงเวลาที่ดาวพฤหัสบดี (5) โคจรในราศีธนู (ช่วงระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2563 เวลา 00.00 น. ถึงวันที่ 17 มีนาคม 2563 เวลา 20.55 น. ช่วงหนึ่ง และช่วงเวลาระหว่างวันที่ 17 กรกฎาคม 2563 เวลา 18.54 น. ถึงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2563 เวลา 02.50 น. อีกช่วงหนึ่ง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ช่วงนี้ดาวพฤหัสบดี (5) จรได้มาตรฐานเกษตรในภพศุภะ เป็น &amp;ldquo;ธรรมเกณฑ์&amp;rdquo; จะมีความสงบสุข เจริญรุ่งเรือง คนให้ความเคารพ เชื่อถือ สนใจด้านปรัชญา ศาสนา ศีลธรรม จารีตประเพณี การดำเนินชีวิต การงานภายในบ้าน ความเป็นอยู่ภายในบ้านจะพัฒนา มีความเรียบร้อย สงบร่มเย็น จะมีการเดินทางไกล ดาวครูหมอวิชาการให้คุณ จะมีผู้หลักผู้ใหญ่ให้การสนับสนุน ช่วยเหลือ ยกย่องนับถือเป็นอย่างดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีสิ่งดีงามเกิดขึ้นในชีวิต จิตใจสงบสุขร่มเย็น มีสมาธิดี มีสติสัมปชัญญะ มีการรักษาศีลบำเพ็ญภาวนา มีโอกาสได้ศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น บ้างก็ได้บวชเรียน มีการเดินทางไกลไปต่างประเทศ จะทำให้ประสบความสำเร็จ ราบรื่น มีรายได้และผลประโยชน์ตอบแทนสูง เงินทองไหลมาเทมา สามารถตั้งเนื้อตั้งตัวได้ เรื่องร้ายๆ กลายเป็นดี มีโชคลาภ โชคดีเรื่องลาภผลเงินทอง อุดมสมบูรณ์ มีการริเริ่มกิจการใหม่ๆ การงานการค้าขายประสบความสำเร็จเป็นที่พึงพอใจ สำเร็จการศึกษาหรือมีการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น จะได้ร่วมกิจกรรมสำคัญทางศาสนา การศึกษา กฎหมายและการแพทย์ จะได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสำคัญ จะได้รับการยกย่องสรรเสริญเชิดชูเกียรติในผลงานและคุณงามความดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.2 ช่วงเวลาที่ดาวพฤหัสบดี (5) โคจรในราศีมังกร (ช่วงระหว่างวันที่ 17 มีนาคม 2563 เวลา 20.55 น. ถึงวันที่ 17 กรกฎาคม 2563 เวลา 18.54 น. ช่วงหนึ่ง และอีกช่วงหนึ่ง คือ ระหว่างวันที่ 14 พฤศจิกายน 2563 เวลา 02.50 น. ถึงวันสิ้นปี คือ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 เวลา 24.00 น. อีกช่วงหนึ่ง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวพฤหัสบดี (5) ดาวเจ้าเรือนศุภะและวินาสน์โคจรในภพกัมมะ ได้มาตรฐานเป็นนิจ ย่อมให้คุณแบบค่อยเป็นค่อยไป ค่อยๆ เจริญขึ้นทีละเล็กทีละน้อย จนมีความมั่นคงถาวรในที่สุด จะทำให้ส่งผลดีเรื่องความสำเร็จในตำแหน่งหน้าที่การงาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีโชคลาภรายได้และผลประโยชน์ จะมีผู้ใหญ่คนดี มีความรู้ความสามารถ คนแวดล้อมให้การสนับสนุนช่วยเหลือเป็นอย่างดี จะมีการสมาคมกับผู้ใหญ่ มีเพื่อนร่วมงานที่ดี จะได้หลักทรัพย์ สามารถสร้างเนื้อสร้างตัวเป็นปึกแผ่นมั่นคง มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกันดี จะโชคดี ประสบความสำเร็จเกี่ยวกับเรื่องการงาน มีตำแหน่งหน้าที่การงานดีและสูงขึ้น ประสบความสำเร็จเรื่องตำแหน่งหน้าที่การงาน มีความเจริญรุ่งเรือง ได้เลื่อนขั้น ยศตำแหน่ง ทำมาค้าขึ้น มีรายได้และผลประโยชน์เพิ่มขึ้น มีโอกาสได้ทำงานกิจการสาธารณะ ด้านการศึกษา การศาสนา การแพทย์ กฎหมายและด้านอื่นๆ จะทำให้มีพื้นฐานในการดำเนินชีวิตที่ดีขึ้นด้วย การเป็นนิจของดาวพฤหัสบดี (5) ย่อมเริ่มตันในฐานะที่อ่อนแอ ต่ำต้อย แต่จะค่อยๆ ดีขึ้น และประสบความสำเร็จในที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.อิทธิพลของดาวเสาร์ (7) ในปี 2563&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.1 ช่วงเวลาที่ดาวเสาร์ (7) โคจรในราศีธนู (ช่วงระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2563 เวลา 00.00 น. ถึงวันที่ 2 มีนาคม 2563 เวลา 08.41 น. ช่วงหนึ่ง และช่วงเวลาระหว่างวันที่ 12 กรกฎาคม 2563 เวลา 22.07 น. ถึงวันที่ 5 ธันวาคม 2563 เวลา 08.42 น. อีกช่วงหนึ่ง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวเสาร์ (7) เจ้าเรือนกัมมะโคจรในภพศุภะ ผู้ใหญ่คนสูงอายุจะให้การสนับสนุนช่วยเหลือ จะได้รับการช่วยเหลือสนับสนุนจากทางไกล มีความขยันขันแข็ง มุ่งมั่นทำงานให้สำเร็จมากขึ้น การงานจะค่อยๆ ลงตัวดีขึ้น สิ่งที่ลงทุนลงแรงกระทำไว้จะปรากฏผลสำเร็จ ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเป็นที่พึงพอใจ แต่กว่าจะประสบความสำเร็จได้ผลประโยชน์ตอบแทนมักจะต้องใช้ความเพียรพยายามมาก เหน็ดเหนื่อยและระยะเวลาอันเนิ่นนาน อีกทั้งต้องระวังในการรักษาทรัพย์สินไว้ให้ดีอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวเสาร์ (7) ในภพศุภะจะทำให้เอาใจใส่ หมกมุ่น วิตกกังวลอยู่กับเหตุการณ์ภายในบ้าน ความเป็นอยู่และวิถีการดำเนินชีวิตตามวิถีเก่าๆ อาจเกิดความยุ่งยากขึ้นภายในครอบครัว ความเป็นอยู่ภายในบ้าน พี่น้องตลอดจนวงศาคณาญาติ มีการเรียกร้องผลประโยชน์ ระวังการเดินทางไกลจะมีปัญหาและอุปสรรค&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ภพศุภะยังเป็นภพแห่งความเชื่อ ศาสนาและความศรัทธา จึงทำให้ท่านมีความสนใจ เอาใจใส่เรื่องศาสตร์ลึกลับ วัตถุสิ่งของโบราณ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของหรือความเชื่อ ทางศาสนาและความศรัทธาอย่างจริงจัง มีโอกาสได้ปฏิบัติธรรมและช่วยงานสังคมพระศาสนาอีกด้วย อีกประการหนึ่ง คนสูงอายุจะเข้ามามีบทบาท มีอำนาจและอิทธิพลในวิถีชีวิตเพิ่มขึ้น หรืออาจต้องเอาใจใส่ในการดูแลผู้หลักผู้ใหญ่ คนสูงอายุมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.2 ช่วงเวลาที่ดาวเสาร์ (7) โคจรในราศีมังกร (ช่วงระหว่างวันที่ 2 มีนาคม 2563 เวลา 08.41 น. ถึงวันที่ 12 กรกฎาคม 2563 เวลา 22.07 น. ช่วงหนึ่ง และช่วงเวลาระหว่างวันที่ 5 ธันวาคม 2563 เวลา 08.42 น. ถึงวันสิ้นปี คือ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 เวลา 24.00 น. อีกช่วงหนึ่ง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวเสาร์ (7) จะโคจรในราศีมังกร ภายใต้ภพที่ 10 (กัมมะ) กัมมะ แปลว่า การงาน หมายถึง อาชีพ ตำแหน่งหน้าที่ การงาน การกระทำ งานในความรับผิดชอบ งานอดิเรก กรรมเก่าที่เคยสร้างมาแต่อดีตชาติ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวเสาร์ (7) เจ้าเรือนกัมมะโคจรอยู่ภายใต้ภพที่ 10 (กัมมะ) ได้มาตรฐานเกษตร จะประสบความสำเร็จเกี่ยวกับตำแหน่งหน้าที่การงาน มีอำนาจและสามารถรักษาอำนาจไว้ได้ การงานมีการพัฒนาเจริญรุ่งเรืองขึ้น จะได้เลื่อนชั้น เลื่อนยศตำแหน่ง มีผลงานปรากฏ จะมีรายได้และมีผลประโยชน์มากขึ้น จะมีการนำรายได้และผลประโยชน์ไปลงทุนเพิ่มเติม จึงส่งผลให้ต้องทำงานหนักขึ้น แบกรับภาระความรับผิดชอบมากขึ้น ต้องต่อสู้ดิ้นรน เหน็ดเหนื่อยมากขึ้น ต้องฝ่าฟันกับปัญหาและอุปสรรคต่างๆ นานาประการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือ ความสำเร็จ ท่านจะได้ทำงานชิ้นสำคัญที่มีความรับผิดชอบสูง เหนื่อยยากก่อนแล้วจึงจะประสบความสำเร็จ สามารถแก้ไขปัญหาอุปสรรคต่างๆ ได้ มีรายได้ ผลประโยชน์เป็นที่พึงพอใจ จะส่งผลทำให้การงานได้รับการพัฒนาไปสู่แนวทางที่ดีขึ้น เป็นที่นิยมชมชอบของประชาชน แต่เนื่องจากดาวเสาร์ (7) เป็นดาวประธานฝ่ายบาปเคราะห์ที่โคจรช้า ส่งผลทำให้กว่าจะประสบความสำเร็จได้จึงต้องใช้เวลานานและลำบากเหน็ดเหนื่อยมิใช้น้อย อาจเกิดเรื่องไม่คาดฝันเกี่ยวกับการงานเกิดขึ้น แต่ท่านจะต้องขยันอดทน เมื่อผ่านปัญหาและอุปสรรคไปแล้ว จะประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ตามความประสงค์ อีกประการหนึ่งควรระวังสุขภาพอนามัยความเป็นอยู่ของผู้ใหญ่คนสูงอายุให้ดี อาจจะเจ็บป่วยต้องรักษาพยาบาลกัน มีการซ่อมแซมสำนักงาน บ้านเรือน หลักทรัพย์และยวดยานพาหนะ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.อิทธิพลของราหู (8) ในปี 2563&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.1 ช่วงเวลาที่ราหู (8) โคจรในราศีมิถุน (ช่วงระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2563 เวลา 00.00 น. ถึงวันที่ 10 กันยายน 2563 เวลา 02.51 น. ช่วงหนึ่ง) ราหู (8) ในราศีมิถุนได้ปกิณกโชค ราหู (8) เป็นเจ้าเรือนลาภะโคจรอยู่ในภพสหัชชะ ให้คุณตามตำรา &amp;ldquo;...ราหู (8)...เป็นสามพระภูบาลให้สถานยศเงินทอง...&amp;rdquo; มีความกล้าได้ กล้าเสีย กล้าเสี่ยงเกี่ยวกับการสมาคม การคบหาสมาคมกับเพื่อนฝูง การร่วมลงทุนและการติดต่อสื่อสาร จะส่งผลให้ได้คบหาสมาคมกับพ่อค้า ผู้มีอิทธิพล นักการเมือง คนต่างถิ่นต่างแดน ต่างชาติต่างภาษา มีการพบปะกันกับพี่น้องเพื่อนฝูงคนใกล้ชิดบ่อยครั้งยิ่งขึ้น จะมีการเปลี่ยนแปลงทางสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พี่น้องเพื่อนฝูงจะให้การช่วยเหลือในการติดต่อประสานงานต่างๆ มีการเดินทางใกล้และไกลบ่อยครั้ง การงานประสบความสำเร็จมีผลประโยชน์เป็นทรัพย์สินเงินทอง มีงานจำพวกตัวแทน นายหน้า ผู้หลักผู้ใหญ่จะให้คุณ มีการติดต่อสื่อสารเข้ามาให้ทำ จะได้เลื่อนยศ เลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่ง จะได้ประโยชน์ สิ่งที่ร้ายๆ จะกลายเป็นดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ราหู (8) ภพ 3 ท่านควรดูแลเอาใจใส่รักษาสุขภาพอนามัยความเป็นอยู่ของพี่น้อง เพื่อนฝูงคนใกล้ชิดให้ดี เพราะอาจมีการเจ็บป่วย พลัดพราก พี่น้องเพื่อนฝูงบางคนมีปัญหาไม่ปรองดองกัน ควรรอบคอบในการเดินทาง การติดต่อสื่อสารและการรักษาชื่อเสียงเกียรติยศอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ราหู (8) ในภพ 3 อาจจะส่งผลให้เกิดการเดินทาง มีการแสวงหาความรู้และประสบการณ์ใหม่ๆ เพิ่มเติม จะมีความคิดเห็นใหม่ๆ แหวกแนว จะกระทำการใดๆ ก็ประสบความสำเร็จ มีการประดิษฐ์คิดค้นอะไรใหม่ๆ และการติดต่อสัมพันธ์ แต่ข้อควรระวังคือ อาจมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น อีกทั้งการนำความคิดใหม่ๆ มาใช้ระยะแรกๆ จะไม่ได้รับการยอมรับ และมีความยุ่งยากลำบากรวมอยู่ด้วย ต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งก็จะได้รับการยอมรับในที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.2 ช่วงเวลาที่ราหู (8) โคจรในราศีพฤษภ (ช่วงระหว่างวันที่ 10 กันยายน 2563 เวลา 02.51 น. ถึงวันสิ้นปีคือ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 เวลา 24.00 น. อีกช่วงหนึ่ง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ราหู (8) เจ้าเรือนลาภะโคจรในภพกดุมพะ เรียกว่า &amp;ldquo;ราหู (8) ค้นทรัพย์&amp;rdquo; การเป็นเจ้าเรือนลาภะของราหู (8) ทำให้มีรายได้และผลประโยชน์เข้ามาไม่ขาดสาย แต่การค้นทรัพย์ของราหู (8) ก็จะก่อให้เกิดความยุ่งยากเรื่องการเงิน มีการเปลี่ยนแปลงผันผวนเรื่องทรัพย์สินเงินทองเกินความคาดหมาย ควรระมัดระวังเรื่องทรัพย์สินเงินทอง รายได้ให้ดี ทรัพย์สินเงินทองรายได้ที่เข้ามามักจะเก็บรักษาไว้ไม่ได้ มีเรื่องจำเป็นต้องใช้จ่าย ทรัพย์สินเงินทองที่เก็บเอาไว้จะถูกค้นทรัพย์นำออกมาใช้จ่ายมากเป็นพิเศษเช่นกัน จึงควรระมัดระวังรักษาทรัพย์สินเงินทองให้ดี ควรระมัดระวังการเป็นหนี้สินระยะยาว ควรจัดระเบียบและวางแผนเรื่องการเงิน จัดสรรเรื่องการเงินและเก็บทรัพย์สินเงินทองให้ดี จึงจะอยู่รอดปลอดภัย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่การที่ราหู (8) เป็นเจ้าเรือนลาภะ ทำให้มีรายได้ผลประโยชน์ มีความสำเร็จ คนให้การสนับสนุนช่วยเหลือเข้ามาไม่ขาดสาย แต่ควรระวังรักษาทรัพย์สินเงินทองไว้ให้ดี ดังกล่าวแล้ว ตำราว่า &amp;ldquo;ราหู (8) สอง สี่ซ้ำ แทรกซ้อนสิบสอง&amp;rdquo; เป็นทุระ ทุรา&amp;rdquo; เรียกว่า &amp;ldquo;ทุระ ทุรา ลาภะ&amp;rdquo; แปลว่า ทุกข์ๆ ยากๆ เนื่องจากโชคลาภ รายได้ ผลประโยชน์ แม้มีเงินรายได้เข้ามามากก็มีเรื่องการใช้จ่ายเงินทองมากมายอย่างคาดไม่ถึงเช่นกัน จึงควรจัดระเบียบทางการเงินให้เป็นระบบระเบียบ มีวินัยทางการเงินก็จะรักษาสถานภาพทางการเงินไว้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชาวราศีพฤษภ (TAURUS) หรือผู้ที่เกิดระหว่างวันที่ 15 พฤษภาคม ถึง 15&amp;nbsp; มิถุนายน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ราศีพฤษภ (TAURUS) เป็นราศีที่ 2 แห่งจักรราศี เป็นราศีคงที่ ธาตุดิน ทำให้เชื่อมั่นในตนเองมาก มีความเด็ดเดี่ยว มั่นคง ไม่ค่อยยอมที่จะเปลี่ยนแปลง ปรับตัวยาก เป็นคนเจ้าระเบียบ มีความเพียรพยายาม สุขุมรอบคอบ รักสงบ นุ่มนวลแต่หนักแน่น เป็นคนรักศิลปะ เป็นศิลปิน เป็นดารา นักร้อง นักแสดง อ่อนโยนในความรัก มีความซื่อสัตย์สุจริตสูง สันโดษ ชอบสะสม ชอบการมีชื่อเสียง ถือตนเองเป็นใหญ่และหยิ่งทระนง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.อิทธิพลของดาวพฤหัสบดี (5) ในปี 2563&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.1 ช่วงเวลาที่ดาวพฤหัสบดี (5) โคจรในราศีธนู (ช่วงระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2563 เวลา 00.00 น. ถึงวันที่ 17 มีนาคม 2563 เวลา 20.55 น. ช่วงหนึ่ง และช่วงเวลาระหว่างวันที่ 17 กรกฎาคม 2563 เวลา 18.54 น. ถึงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2563 เวลา 02.50 น. อีกช่วงหนึ่ง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวพฤหัสบดี (5) เป็นเกษตรโคจรในภพมรณะ จะมีความสัมพันธ์ทางการเงินกับคู่ครอง หุ้นส่วน เพศตรงข้าม คู่สัญญา คนแดนไกลต่างถิ่นต่างแดน จะมีผลประโยชน์เป็นที่พึงพอใจ จะได้สิ่งของมีค่าเป็นของเก่า มรดก พินัยกรรมหรือผลประโยชน์เก่าๆ อย่างไม่คาดคิด ซึ่งค้างคามานานจากคู่สัญญา จะได้รับผลประโยชน์จากคู่สัญญา การประกันภัย การประกันชีวิตและอื่นๆ มีความสัมพันธ์ทางการเงินกับคนต่างถิ่นต่างแดน หากเจ็บป่วยอยู่ก็จะทุเลาอาการดีขึ้น อีกไม่นานก็จะหาย ระวังผู้หลักผู้ใหญ่จะมีการเจ็บป่วย พลัดพราก มีโอกาสได้เดินทางไกล มีวิสัยทัศน์ มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับสิ่งที่ลึกลับแปลกๆ ผู้หลักผู้ใหญ่จะไม่ให้การสนับสนุนเหมือนแต่ก่อน การศึกษาเล่าเรียนไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ มีการโยกย้ายสถานศึกษาและที่ทำงาน มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปสู่อนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.2 ช่วงเวลาที่ดาวพฤหัสบดี (5) โคจรในราศีมังกร (ช่วงระหว่างวันที่ 17 มีนาคม 2563 เวลา 20.55 น. ถึงวันที่ 17 กรกฎาคม 2563 เวลา 18.54 น. ช่วงหนึ่ง และอีกช่วงหนึ่งคือ ระหว่างวันที่ 14 พฤศจิกายน 2563 เวลา 02.50 น. ถึงวันสิ้นปี คือ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 เวลา 24.00 น. อีกช่วงหนึ่ง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวพฤหัสบดี (5) เจ้าเรือนลาภะและมรณะเป็นนิจ โคจรในภพศุภะ ได้มาตรฐานเกษตรเป็น &amp;ldquo;ธรรมเกณฑ์&amp;rdquo; จะมีความสงบสุข เจริญรุ่งเรืองแบบค่อยเป็นค่อยไป ผู้คนให้ความเคารพเชื่อถือ สนใจด้านปรัชญา ศาสนา ศีลธรรม จารีตประเพณี การดำเนินชีวิต การงานภายในบ้าน ความเป็นอยู่ภายในบ้านจะพัฒนาปรับปรุงให้ดีขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป จะมีการเดินทางไกล การติดต่อสื่อสารกับคนในต่างถิ่นต่างแดน ดาวครูหมอวิชาการให้คุณ จะมีผู้หลักผู้ใหญ่ให้การสนับสนุนช่วยเหลือ ยกย่องนับถือเป็นอย่างดี จะมีสิ่งดีงามเกิดขึ้นในชีวิต จิตใจมีความสงบสุขร่มเย็น มีสมาธิดี มีสติสัมปชัญญะ มีการรักษาศีลบำเพ็ญภาวนา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีโอกาสได้ศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น จะได้บวชเรียน มีการเดินทางไกลไปต่างประเทศ จะประสบความสำเร็จ จะได้ยศตำแหน่งสำคัญ มีรายได้และผลประโยชน์ตอบแทนสูง เงินทองไหลมาเทมา สามารถตั้งเนื้อตั้งตัวได้ มีกิจกรรมและพิธีการสาธารณะ เรื่องร้ายกลับกลายเป็นดี มีโชคลาภ ความสำเร็จ มีลาภผลเงินทอง อุดมสมบูรณ์ มีการริเริ่มกิจการใหม่ๆ การงานการค้าขายประสบความสำเร็จเป็นที่พึงพอใจ สำเร็จการศึกษาหรือมีการศึกษาต่อ จะได้ร่วมกิจกรรมสำคัญทางศาสนา การศึกษา กฎหมายและการแพทย์ จะได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสำคัญ จะได้รับการยกย่องสรรเสริญเชิดชูเกียรติในผลงานและคุณงามความดี&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.อิทธิพลของดาวเสาร์ (7) ในปี 2563&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.1 ช่วงเวลาที่ดาวเสาร์ (7) โคจรในราศีธนู (ช่วงระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2563 เวลา 00.00 น. ถึงวันที่ 2 มีนาคม 2563 เวลา 08.41 น. ช่วงหนึ่ง และช่วงเวลาระหว่างวันที่ 12 กรกฎาคม 2563 เวลา 22.07 น. ถึงวันที่ 5 ธันวาคม 2563 เวลา 08.42 น. อีกช่วงหนึ่ง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวเสาร์ (7) เจ้าเรือนศุภะโคจรในราศีธนูภายใต้ภพที่ 8 (มรณะ) ควรเก็บเนื้อเก็บตัว ไม่หวือหวา ดำเนินชีวิตด้วยความสงบร่มเย็น สันโดษ สุขุมรอบคอบ บำเพ็ญเพียรทางสมาธิจิตภาวนาก็จะดี ควรระมัดระวังเรื่องวิถีการดำเนินชีวิต ความเป็นอยู่และเหตุการณ์ภายในบ้าน ตลอดจนการเดินทาง การเดินทางไกลมักมีปัญหาและอุปสรรค จึงควรระมัดระวังเรื่องตำแหน่งหน้าที่การงานให้ดี จะมีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับเรื่องตำแหน่งหน้าที่การงานความรับผิดชอบ จะต้องรับผิดชอบแบกรับภาระเรื่องภายในบ้านและการทำงานที่แสนเหนื่อยยากลำบาก ทำให้มีความรู้สึกเบื่อหน่ายเรื่องภายในบ้าน ภายในครอบครัวและการงานที่รับผิดชอบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีปัญหาหนักอกหนักใจเกิดขึ้น ปัญหาต่างๆ ประดังเข้ามา แล้วจะค่อยๆ คลี่คลายไปเอง แต่ควรระมัดระวังเรื่องตำแหน่งหน้าที่การงานทั้งงานราชการ งานบริษัท การค้าขายและงานส่วนตัวให้ดี การงานจะมีการเปลี่ยนแปลง มีปัญหาและอุปสรรคให้แก้ไข มีการสะสางงานเก่าๆ ที่คั่งค้าง มีงานปรับปรุงของเก่าๆ สิ่งเก่าๆ ให้ดีขึ้น ควรเอาใจใส่ดูแลสุขภาพของตนเอง บิดามารดา ผู้หลักผู้ใหญ่ให้ดี อาจมีการเจ็บป่วยสูญเสีย จะได้ของเก่าๆ ผลประโยชน์เก่าๆ งานเก่าๆ มรดก พินัยกรรม เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.2 ช่วงเวลาที่ดาวเสาร์ (7) โคจรในราศีมังกร (ช่วงระหว่างวันที่ 2 มีนาคม 2563 เวลา 08.41 น. ถึงวันที่ 12 กรกฎาคม 2563 เวลา 22.07 น. ช่วงหนึ่ง และช่วงเวลาระหว่างวันที่ 5 ธันวาคม 2563 เวลา 08.42 น. ถึงวันสิ้นปี คือ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 เวลา 24.00 น. อีกช่วงหนึ่ง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวเสาร์ (7) โคจรในภพศุภะ ได้มาตรฐานเป็นเกษตรในภพที่ดี จะให้คุณ ผู้ใหญ่คนสูงอายุจะให้การสนับสนุนช่วยเหลือ จะได้รับการช่วยเหลือสนับสนุนจากทางไกล มีความขยันขันแข็ง มุ่งมั่นทำงานให้สำเร็จมากขึ้น จะมีความเป็นอยู่ วิถีการดำเนินชีวิตจะดีขึ้น จะมีโอกาสได้เดินทางไกล มีการปรับปรุงบ้านเรือนที่อยู่อาศัยให้ดีขึ้น การงานจะค่อยๆ ลงตัวดีขึ้น สิ่งที่ลงทุนลงแรงกระทำไว้จะปรากฏผลสำเร็จ ได้รับผลประโยชน์ตอบแทน แต่กว่าจะประสบความสำเร็จได้ผลประโยชน์ตอบแทนมักจะต้องใช้ความเพียรพยายามมาก เหน็ดเหนื่อยและระยะเวลาอันเนิ่นนานระยะหนึ่ง อีกทั้งต้องระวังในการรักษาทรัพย์สินอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวเสาร์ (7) ในภพศุภะจะทำให้เอาใจใส่ หมกมุ่น วิตกกังวลอยู่กับครรลองชีวิต เหตุการณ์ภายในบ้าน ความเป็นอยู่และวิถีการดำเนินชีวิต อาจวิตกกังวลว่าเกิดความยุ่งยากขึ้นภายในครอบครัว ความเป็นอยู่ภายในบ้าน ภพศุภะเป็นภพแห่งความเชื่อ ศาสนาและความศรัทธา จึงทำให้ท่านมีความสนใจ เอาใจใส่เรื่องสิ่งของโบราณ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของเก่าๆ ของมีค่า หรือความเชื่อ ศาสนาและความศรัทธาอย่างจริงจัง มีโอกาสได้ปฏิบัติธรรมและช่วยงานสังคมพระศาสนาอีกด้วย อีกประการหนึ่ง คนสูงอายุจะเข้ามามีบทบาท อำนาจและอิทธิพลในวิถีชีวิตเพิ่มขึ้น หรืออาจต้องเอาใจใส่ในการดูแลผู้หลักผู้ใหญ่ คนสูงอายุมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.อิทธิพลของราหู (8) ในปี 2563&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.1 ช่วงเวลาที่ราหู (8) โคจรในราศีมิถุน (ช่วงระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2563 เวลา 00.00 น. ถึงวันที่ 10 กันยายน 2563 เวลา 02.51 น. ช่วงหนึ่ง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ราหู (8) เจ้าเรือนกัมมะ โคจรในเรือนกดุมพะ เรียกว่า &amp;ldquo;ราหู (8) ค้นทรัพย์&amp;rdquo; มักใช้ข่ายทรัพย์สินเงินทองไปเพราะตำแหน่งหน้าที่การงาน การลงทุน มีการเปลี่ยนแปลงผันผวนเรื่องทรัพย์สินเงินทองเกินความคาดหมาย ควรระมัดระวังเรื่องทรัพย์สินเงินทอง รายได้ ผลประโยชน์ที่เข้ามามักเก็บรักษาไว้ไม่ได้ มีเรื่องต้องใช้จ่ายทั้งจำเป็นและจำใจ จะถูกนำออกมาใช้จ่ายมากเป็นพิเศษเช่นกัน จึงควรระมัดระวังการเป็นหนี้สินระยะยาว ควรวางแผนเรื่องการเงิน จัดสรรเรื่องการเงินและเก็บทรัพย์สินเงินทองใว้ให้ดี ควรครองสติรอบคอบเรื่องการใช้จ่าย ไม่ควรฟุ้งเฟ้อลุ่มหลงมัวมัวจนลืมตัว ทำให้ต้องสูญเสียทรัพย์สินเงินทองโดยไม่เกิดประโยชน์ การไม่ระมัดระวังมักจะทำให้ถูกหลอกลวงทำให้สูญเสียทรัพย์สินเงินทองได้ง่าย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตำราว่า &amp;ldquo;ราหู (8) สอง สี่ซ้ำ แทรกซ้อนสิบสอง&amp;rdquo; เป็นทุระ ทุรา&amp;rdquo; เรียกว่า &amp;ldquo;ทุระ ทุรา กัมมะ&amp;rdquo; แปลว่า ทุกข์ๆ ยากๆ เนื่องจากหน้าที่การงาน มีการใช้จ่ายเงินทองสิ้นเปลืองหมดไปเพราะกิจการงาน ตำแหน่งหน้าที่การงานจะนำมาซึ่งรายจ่ายมากมายอย่างคาดไม่ถึง ควรจัดระเบียบทางการเงินให้เป็นระบบระเบียบ มีวินัยทางการเงินก็จะทำให้สถานการณ์ทางการเงินดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.2 ช่วงเวลาที่ราหู (8) โคจรในราศีพฤษภ (ช่วงระหว่างวันที่ 10 กันยายน 2563 เวลา 02.51 น. ถึงวันสิ้นปี คือ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 เวลา 24.00 น. อีกช่วงหนึ่ง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ราหู (8) โคจรอยู่ในราศีเกิดภพตนุ ตนุ แปลว่า ตัวตน หมายถึง รูปร่าง สภาพของบุคคล นิสัย ความประพฤติ จริตกิริยา สุขภาพอนามัย ราหู (8) เป็นเจ้าเรือนการงาน โคจรอยู่ในราศีเกิดทับอาทิตย์ (1) กำเนิดเจ้าเรือนพันธุ เป็นเรื่องที่ต้องพึงระมัดระวังเรื่องเกียรติยศชื่อเสียง จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในชีวิต ตำแหน่งหน้าที่การงานจะเกิดการเปลี่ยนแปลงพบกับปัญหาอุปสรรคต่างๆ จะมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องสำนักงาน บ้านเรือนที่อยู่อาศัย ที่ดินและยวดยานพาหนะ ระวังจะมีปัญหาทะเลาะเบาะแว้งกับคนอื่นๆ จะมีศัตรูคอยคิดร้าย ตามตำราที่ว่า &amp;ldquo;ราหูมาต้องลัคน์แม้นสูงศักดิ์สุราลัย...จะพรากจากยศไกร ลำบากใจ ไฟเผาผลาญ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จึงควรมีสติสัมปชัญญะระมัดระวังกายใจให้ดี เพราะชีวิตจะเกิดการเปลี่ยนแปลงโดยไม่คาดฝัน ควรดูแลรักษาสุขภาพอนามัย ระวังอุบัติเหตุ ภาระหนี้สินและความปลอดภัยให้ดีทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ สุขภาพอนามัยจะเปลี่ยนแปลง น้ำหนักตัวจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างรวดเร็ว ฮอร์โมนจะเกิดการเปลี่ยนแปลง สภาวะอารมณ์ไม่คงที่ ขึ้นๆ ลงๆ เกิดความลุ่มหลงมัวเมา อย่าคิดแต่ทางได้ฝ่ายเดียว โดยไม่คิดถึงทางเสีย ควรดูแลรักษาทรัพย์สินเงินทองให้ดี ระวังเรื่องการใช้จ่าย จึงควรจัดสรรระบบการเงินให้ดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ราหู (8) ทับอาทิตย์ (1) ควรดูแลสุขภาพอนามัยของตนเองและบิดาหรือผู้ใหญ่ให้ดี ราหู (8) จะแสดงอารมณ์เหนือเหตุผล จึงควรระวังจะส่งผลให้มีการใช้จ่ายทรัพย์สินเงินทองจำนวนมาก ตลอดจนระวังศัตรูจะคิดร้าย เกิดการทะเลาะวิวาท ทำให้เกิดการขัดลาภ สูญเสียลาภผล จะถูกหลอกลวงให้เสียเงินทอง ต้องเดินทางจากบ้านเรือนครอบครัวที่อยู่อาศัย ระวังทรัพย์สินเงินทองจะเก็บรักษาไว้ไม่ได้ ทำให้ทรัพย์สินเงินทองลดน้อยถอยลงไป ควรรอบคอบระวังเรื่องการรับรองบุคคลและทรัพย์สิน การค้ำประกัน การใจอ่อนสงสารคน ทำคุณบูชาโทษ จะทำให้ตนเองได้รับความเดือดร้อนเสียหายในภายหลัง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังคัมภีร์จักรทีปนีที่ว่า &amp;ldquo;...อสุรินทราหู (8) จรจักรากร กุมเล็งระวิวร จะประทุษฐลาภา ศัตรูจะเมียงมาตร จะวิวาทวิวาทา จากบุตรภริยา ก็ตะโกรงทะโทงกาย...&amp;rdquo; ความว่า เมื่อราหู (8) โคจรมาทับหรือเล็งอาทิตย์ (1) ในดวงชะตาเดิมก็ตามลาภผลจะทำลายหมดไป ศัตรูก็จะคิดให้ร้าย จะเกิดการทะเลาะวิวาท จะจากบุตรภริยาไปอยู่คนเดียว ดังนั้นจึงต้องระมัดระวังจะเสียลาภผล จะเกิดการทะเลาะวิวาทและต้องเดินทาง เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนราหู (8) โคจรมาทับลัคนา ท่านว่าศัตรูจะทำร้าย อย่าหลงเชื่อคนอ้อนวอน และอย่าทำธุรกิจที่ไม่ดี ทำคุณบูชาโทษ ทำคุณแล้วจะได้รับโทษตอบแทน มีโอกาสถูกหลอกใช้ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงตำแหน่ง บทบาท หน้าที่การงาน สถานภาพ ทำให้เกิดความเดือดเนื้อร้อนใจ สมดังคัมภีร์จักรทีปนีที่ว่า &amp;ldquo;...ราหู (8) ประทับลัคน์ ระมัดมักอริรอน อย่าพลังเล่ห์คนวอน กิจรับธุระพาล จองคุณจะคืนโทษ ทุรโยศประหนึ่งพราน บินบอกทุรัสสถาน ก็ประทุษฐเบียนบีฑ์...&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สรุปราหู (8) โคจรมาทับลัคนาทับพระอาทิตย์ (1) กำเนิด จะเกิดการเปลี่ยนแปลง มีการริเริ่มอะไรใหม่ๆ มักจะเกิดความยุ่งยาก แต่ต้องระมัดระวังชื่อเสียงเกียรติยศ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในวิถีการดำเนินชีวิต รูปร่างหน้าตา สุขภาพอนามัยจะเปลี่ยนแปลงไป จากคนที่เคยผอมอยู่จะอ้วนขึ้น คนที่เคยอ้วนอยู่จะซูบผอมลง ระมัดระวังการเปลี่ยนแปลงเรื่องสุขภาพอนามัยให้ดี อาจมีโรคภัยไข้เจ็บ ต้องดูแลรักษาสุขภาพเป็นพิเศษ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ระวังจะมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องตำแหน่งหน้าที่การงาน การงานมีปัญหาพบอุปสรรค มีการทะเลาะเบาะแว้ง จึงมีเกณฑ์เสียเงินเกี่ยวกับการรักษาสุขภาพอนามัย ความเจ็บไข้ได้ป่วย เสียเงินเพื่อรักษาหน้าตา ชื่อเสียงเกียรติยศตัวเองและสังคม จะรุ่มร้อนใจเดินทางบ่อย จากที่อยู่ที่อาศัย ครอบครัว บุตรภริยา ควรระมัดระวังใช้สติสัมปชัญญะในการดำเนินชีวิตอย่างรอบคอบ ถ้าราหู (8) เป็นศรีจรจะให้คุณอย่างคาดไม่ถึง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชาวราศีเมถุน (มิถุน) (GEMINI) หรือผู้ที่เกิดระหว่างวันที่ 16 มิถุนายน ถึง 16 กรกฎาคม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ราศีมิถุน (GEMINI) เป็นราศีที่ 3 แห่งจักรราศี ธาตุลม จำพวกทวิภาวะราศี มักเฉลียวฉลาด มีความรู้แตกฉาน มีความคิดอะไรเป็นสองทาง มักทำอะไรสองอย่างในคราวเดียวกัน เป็นราศีแห่งปัญญา ความคิด ความรู้ความสามารถ และการพูด จึงทำให้สามารถหาทางออกและแก้ไขปัญหาได้ดี เป็นคนกล้าแสดงออกจะเป็นนักคิด นักพูด นักเขียน ค้นคว้าหาความรู้อยู่เสมอ นักแสดง นักร้องและนักวิชาการ ชอบทำอะไรหลายๆ อย่างในเวลาเดียวกัน จิตใจไม่ค่อยแน่นอน ชอบเดินทางท่องเที่ยว และมีศีลธรรม ประจำใจโกรธง่ายหายเร็ว ไม่เคร่งเครียดหรือเอาจริงเอาจังกับชีวิตมากนัก เหมาะสำหรับเป็นที่ปรึกษาวางแผนงานมากกว่าจะลงมือทำหรือปฏิบัติเอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.อิทธิพลของดาวพฤหัสบดี (5) ในปี 2563&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.1 ช่วงเวลาที่ดาวพฤหัสบดี (5) โคจรในราศีธนู (ช่วงระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2563 เวลา 00.00 น. ถึงวันที่ 17 มีนาคม 2563 เวลา 20.55 น. ช่วงหนึ่ง และช่วงเวลาระหว่างวันที่ 17 กรกฎาคม 2563 เวลา 18.54 น. ถึงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2563 เวลา 02.50 น. อีกช่วงหนึ่ง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวพฤหัสบดี (5) เจ้าเรือนปัตนิและกัมมะเป็นเกษตรโคจรในภพปัตนิ จะทำให้มีโชคดี มีความโดดเด่นขึ้นเกี่ยวกับคู่ครอง หุ้นส่วน เพศตรงข้าม คู่สัญญา และตำแหน่งหน้าที่การงาน จะได้คู่ครอง หุ้นส่วน เพศตรงข้ามสมตามปรารถนา มีโอกาสได้ทำงานร่วมกับคู่ครอง หุ้นส่วน เพศตรงข้ามที่ดี มีโอกาสได้ใช้ความรู้ สติปัญญาความสามารถ มีโชคดีเรื่องตำแหน่งหน้าที่การงาน การเงินและโชคลาภ ผู้หลักผู้ใหญ่จะให้การสนับสนุนช่วยเหลือเป็นอย่างดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีความสนใจเรื่องคู่ครองคนรัก จะพบรักที่ดีงาม จะได้คู่ครองที่มีความรู้ความสามารถ พยายามสร้างเนื้อสร้างตัว สร้างหลักฐานได้ ประสบความสำเร็จเป็นที่พึงพอใจ มีการลงทุนร่วมหุ้น ทำมาค้าขึ้น เงินทองไหลมาเทมา จะได้หุ้นส่วนเป็นคนมีความรู้ความสามารถ ได้พบปะติดต่อกับคนต่างถิ่น ต่างแดน ต่างชาติ คนทางไกล ต่างประเทศ ดาวพฤหัสบดี (5) เล็งดาวคู่มิตร มีโชคลาภใหญ่ จะได้บุตร บริวาร คนรัก จะโชคดีเรื่องการเสี่ยงโชค ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนอย่างคุ้มค่า ผู้หลักผู้ใหญ่ศรัทธา ยกย่อง เชื่อถือ ให้การสนับสนุนช่วยเหลือเป็นอย่างดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.2 ช่วงเวลาที่ดาวพฤหัสบดี (5) โคจรในราศีมังกร (ช่วงระหว่างวันที่ 17 มีนาคม 2563 เวลา 20.55 น. ถึงวันที่ 17 กรกฎาคม 2563 เวลา 18.54 น. ช่วงหนึ่ง และอีกช่วงหนึ่ง คือ ระหว่างวันที่ 14 พฤศจิกายน 2563 เวลา 02.50 น. ถึงวันสิ้นปี คือ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 เวลา 24.00 น. อีกช่วงหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวพฤหัสบดี (5) เจ้าเรือนปัตนิและกัมมะเป็นนิจ โคจรในภพมรณะ ระวังสุขภาพของคู่ครอง หุ้นส่วน เพศตรงข้าม อาจจะเจ็บป่วยต้องรักษาพยาบาลกัน บางรายอาจต้องมีการเดินทางหรือมีเหตุต้องพลัดพรากจากกัน จะมีความสัมพันธ์ทางการเงินกับคู่ครอง หุ้นส่วน เพศตรงข้าม คู่สัญญา คนแดนไกล คนต่างถิ่น ต่างแดน จะมีรายได้ มีผลประโยชน์เป็นที่ไม่แน่นอน จะได้สิ่งของมีค่าเป็นของเก่า มรดก พินัยกรรมหรือผลประโยชน์เก่าๆ ที่ไม่คาดคิดซึ่งค้างคากันมานานจากคู่สัญญา จะได้รับผลประโยชน์จากคู่สัญญา การประกันภัย การประกันชีวิต การได้เงินคืนและอื่นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีความสัมพันธ์ทางการเงินกับคนต่างถิ่นต่างแดน หากเจ็บป่วยอยู่ก็จะทุเลาอาการดีขึ้น ไม่นานก็จะหาย ระวังผู้หลักผู้ใหญ่จะมีการเจ็บป่วย พลัดพราก จะมีโอกาสได้เดินทางไกล มีการศึกษาวิจัยเชิงลึกเกี่ยวกับสิ่งที่ลึกลับแปลกๆ แต่ผู้หลักผู้ใหญ่จะไม่ให้การสนับสนุนเหมือนแต่ก่อน การศึกษาเล่าเรียนไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ มีการโยกย้ายสถานศึกษาและที่ทำงาน จะมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปสู่อนาคตที่ดีงาม อีกด้านหนึ่ง ดาวพฤหัสบดี (5) เจ้าเรือนการงานโคจรในภพมรณะ จะมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องตำแหน่งหน้าที่การงาน จะได้ทำงานกับคนต่างถิ่นต่างแดน ต่างชาติ ต่างภาษา การงานมีโอกาสเปลี่ยนแปลงเกินความคาดหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.อิทธิพลของดาวเสาร์ (7) ในปี 2563&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.1 ช่วงเวลาที่ดาวเสาร์ (7) โคจรในราศีธนู (ช่วงระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2563 เวลา 00.00 น. ถึงวันที่ 2 มีนาคม 2563 เวลา 08.41 น. ช่วงหนึ่ง และช่วงเวลาระหว่างวันที่ 12 กรกฎาคม 2563 เวลา 22.07 น. ถึงวันที่ 5 ธันวาคม 2563 เวลา 08.42 น. อีกช่วงหนึ่ง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวเสาร์ (7) โคจรในราศีธนูเล็งลัคนาของชาวราศีมิถุน ดาวโทษทุกข์เล็งลัคนาทำให้ดวงชะตาเร่าร้อน ภายในภพปัตนิโหรเรียกว่า ดวงร้าว ดวงแตก เป็นการชั่วคราว ดังตำราที่ว่า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เสาร์ (7) เพ่งเล็งลัคน์&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;แล้วอสุรา (8)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ภุมเมนทร์ (3) อัษฎา&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ว่าไว้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จันทร์ (2) เป็นสิบเอ็ดแก่รา-&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หู (8) เล่า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อาภัพอัปภาคย์ให้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โทษแท้ประเหินหิน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัตนิ หมายถึง คู่ครอง การสมรส หุ้นส่วน เพศตรงข้าม คู่สัญญา คู่แข่งขัน ดังนั้นจะทำให้ทุกข์ยากวิตกกังวลเรื่องคู่ครอง หุ้นส่วนเพศตรงข้าม การสมรส คู่สัญญา เป็นต้น จะมีการเจรจาติดต่อสัมพันธ์ทางธุรกิจกับเพศตรงข้าม คนต่างถิ่นต่างแดน ระวังจะมีปัญหาตึงเครียดเรื่องคู่ครอง หุ้นส่วน เพศตรงข้าม คู่สัญญา ตลอดจนพี่น้อง เพื่อนฝูง คนสนิทของคู่ครอง คนรักควรเอาใจเขามาใส่ใจเรา ควรเอาใจใส่ดูแลเรื่องสุขภาพ ความเป็นอยู่ของคู่ครองให้ดี ควรช่วยกันช่วยเหลือกัน ดูแลประคับประคองการดำเนินชีวิตซึ่งกันและกัน บางคนอาจจะนำมาซึ่งการสมรส แต่ควรรอบคอบและระมัดระวังให้ดี คนโสดอาจจะได้พบรักที่แตกต่าง รักที่มีตำหนิ คนแดนไกล คนไม่โสดระวังจะมีปัญหาไม่เข้าใจกัน การหย่าร้าง การแยกทางกัน ระวังจะมีปัญหากับหุ้นส่วน คดีความ การแตกคอกัน มีปัญหาต่างๆ จะคอยกัดกร่อนจิตใจ อารมณ์ความรู้สึก ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต การร่วมหุ้นส่วนลงทุนกับบุคคลอื่นควรระมัดระวังเป็นพิเศษ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวเสาร์ (7) เป็นเจ้าเรือนที่ 8 (มรณะ) ของชาวราศีมิถุน จึงเรียกว่า พินทุบาทว์มรณะ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มรณะ แปลว่า การตาย หมายถึง การแตกทำลาย การตาย การแปรสภาพ การพลัดพรากจากไป การห่างไกล การเบื่อหน่าย ผิดหวัง ความทุกข์ระทมขมขื่น มรดก พินัยกรรม เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้น จึงแสดงความหมายไปในทางโทษทุกข์และมรณะออกมา ส่งผลให้คิดมากเรื่องปัญหาเก่าๆ สิ่งที่คาราคาซัง จึงต้องดิ้นรนต่อสู้แก้ไขปัญหาและอุปสรรคต่างๆ อย่างหนัก แบบค่อยๆ ทำ ค่อยๆ แก้ไป แต่ก็สามารถเอาชนะปัญหาและอุปสรรคได้ มีกำลังทางจิตใจที่เข้มแข็งในการต่อสู้กับปัญหาและอุปสรรค ควรระวังเรื่องสุขภาพอนามัย อาจจะมีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน ระวังสุขภาพอนามัยความเป็นอยู่ของคู่ครองคนรักให้ดี หรือจะมีการพลัดพรากจากกันไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่เมื่อผ่านการต่อสู้ดิ้นรนแล้ว จากนั้นก็จะทำให้ประสบความสำเร็จ จะมีโชคมีลาภ บางคนก็ได้รับประโยชน์จากงานเก่าๆ สิ่งของเก่าๆ มรดกพินัยกรรม จึงควรเอาใจใส่ดูแลความเป็นอยู่ของคู่ครอง คนรัก คนในบ้าน ภายในครอบครัวให้ดี ระวังจะเจ็บป่วย เป็นระยะที่ควรประคับประคองชีวิตคู่ให้ดี คนที่ยังไม่มีคู่ก็อาจจะได้คู่ที่แปลกๆ และแตกต่างไปจากตน เช่น คนเป็นหม้าย คนมีอายุ หรือคนแดนไกล เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.2 ช่วงเวลาที่ดาวเสาร์ (7) โคจรในราศีมังกร (ช่วงระหว่างวันที่ 2 มีนาคม 2563 เวลา 08.41 น. ถึงวันที่ 12 กรกฎาคม 2563 เวลา&amp;nbsp; 22.07 น. ช่วงหนึ่ง และช่วงเวลาระหว่างวันที่ 5 ธันวาคม 2563 เวลา 08.42 น. ถึงวันสิ้นปี คือ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 เวลา 24.00 น. อีกช่วงหนึ่ง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวเสาร์ (7) จะโคจรในเรือนมรณะเป็นเกษตร ควรเอาใจใส่ดูแลรักษาสุขภาพอนามัยให้ดี เพราะสุขภาพอาจเสื่อมโทรม เกิดโรคภัยไข้เจ็บ ต้องรักษาพยาบาลกัน ควรดำเนินชีวิตด้วยความเรียบง่าย สงบร่มเย็น สันโดษ สุขุมรอบคอบ เก็บซ่อนตัว บำเพ็ญเพียรทางสมาธิจิตภาวนา ชีวิตก็จะสงบร่มเย็น อยู่เย็นเป็นสุข ประสบความสำเร็จ ควรระมัดระวังเรื่องวิถีการดำเนินชีวิต ผู้หลักผู้ใหญ่ คนสูงอายุอาจจะเจ็บป่วย ควรเอาใจใส่ดูแลความเป็นอยู่และเหตุการณ์ภายในบ้านให้ดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตลอดจนการเดินทางไกลมักมีปัญหาและอุปสรรค จะต้องรับผิดชอบแบกภาระเรื่องภายในบ้านและการทำงานที่ลำบากแสนเหนื่อยยาก มีปัญหาหนักอกหนักใจเกิดขึ้น ปัญหาต่างๆ ประดังเข้ามาแล้วจะค่อยๆ คลี่คลายไปเอง แต่ควรระมัดระวังเรื่องตำแหน่งหน้าที่การงานทั้งงานราชการ งานบริษัท งานการค้าขายและงานส่วนตัวให้ดี มีปัญหาและอุปสรรคให้แก้ไข มีการสะสางงานเก่าๆ ที่คั่งค้าง มีงานปรับปรุงเปลี่ยนแปลงของเก่าๆ สิ่งเก่าๆ ให้ดีขึ้น ควรเอาใจใส่ดูแลสุขภาพของตนเอง บิดามารดา ผู้หลักผู้ใหญ่ให้ดี อาจมีการเจ็บป่วยสูญเสีย จะได้ของเก่าๆ ผลประโยชน์เก่าๆ งานเก่าๆ มรดก พินัยกรรม เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.อิทธิพลของราหู (8) ในปี 2563&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.1 ช่วงเวลาที่ราหู (8) โคจรในราศีมิถุน (ช่วงระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2563 เวลา 00.00 น. ถึงวันที่ 10 กันยายน 2563 เวลา 02.51 น. ช่วงหนึ่ง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ราหู (8) จรเข้าราศีเกิดทับพระอาทิตย์ (1) กำเนิด จะเกิดการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งหน้าที่การงาน มีการริเริ่มอะไรใหม่ๆ แต่มักจะเกิดความยุ่งยาก ควรระมัดระวังชื่อเสียงเกียรติยศ ตำแหน่งหน้าที่การงานจะเกิดการเปลี่ยนแปลง วิถีการดำเนินชีวิตมีการเปลี่ยนแปลง รูปร่างหน้าตา สุขภาพอนามัยจะเปลี่ยนแปลงไป เช่น จากคนที่ผอมอยู่จะอ้วนขึ้น หรือคนที่เคยอ้วนอยู่ก็จะซูบผอมลง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ควรระมัดระวังการเปลี่ยนแปลงเรื่องสุขภาพอนามัย โรคภัยไข้เจ็บ ควรเอาใจใส่ดูแลรักษาสุขภาพเป็นพิเศษ ระวังจะมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องตำแหน่งหน้าที่การงาน การงานจะมีปัญหาพบอุปสรรค นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลง ควรระวังเรื่องการทะเลาะเบาะแว้ง ชาวราศีมิถุนมีเกณฑ์เสียเงินเกี่ยวกับการรักษาสุขภาพอนามัย ความเจ็บไข้ได้ป่วย เสียเงินเพื่อรักษาหน้าตา ชื่อเสียงเกียรติยศตัวเองและสังคม จะรุ่มร้อนใจ เดินทางบ่อย จากที่อยู่ที่อาศัย ครอบครัวบุตรภริยา ควรมีสติสัมปชัญญะระมัดระวังในการดำเนินชีวิตอย่างรอบคอบ ถ้าราหู (8) เป็นศรีจรก็จะให้คุณอย่างคาดไม่ถึง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.2 ช่วงเวลาที่ราหู (8) โคจรในราศีพฤษภ (ช่วงระหว่างวันที่ 10 กันยายน 2563 เวลา 02.51 น. ถึงวันสิ้นปี คือ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 เวลา 24.00 น. อีกช่วงหนึ่ง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ราหู (8) โคจรเข้าภพวินาสน์ของชาวราศีมิถุน มีทั้งด้านดีและด้านร้าย ด้านดี คือ ความลุ่มหลงมัวเมา ความผันแปร ความพลิกผัน โรคภัยไข้เจ็บ การเจ็บป่วยสูญเสีย อุปสรรคปัญหา การพลัดพราก การเอาแต่ใจตนเอง การเห็นผิดเป็นชอบ จะคลี่คลาย ลดน้อยถอยลง สำนึกได้ ทำให้มีการปรับตัวค่อยๆ ดีขึ้น จะสามารถแก้ไขสถานการณ์ได้ แต่เป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ต้องใช้ระยะเวลาอีกระยะหนึ่งจึงจะเริ่มเห็นแสงสว่างในชีวิต จะมีการเปลี่ยนแปลงหรือวางระเบียบใหม่กฎเกณฑ์ใหม่ ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเข้าที่เข้าทางดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนด้านร้ายของราหู (8) จรเข้าภพที่สิบสองจะมีเรื่องร้ายแรงที่ลึกลับซับซ้อนเกิดขึ้น ราหู (8) คือเจ้าเรือนศุภะ ตามตำราว่า &amp;ldquo;ราหู (8) สอง สี่ซ้ำแทรกซ้อนสิบสอง&amp;rdquo; เรียก &amp;ldquo;ทุระ ทุรา ศุภะ&amp;rdquo; ยังคงมีเรื่องทุกข์ๆ ยากๆ ระยะหนึ่ง ดังนั้นจึงต้องระวังปัญหาและอุปสรรค เรื่องการเดินทางไกล ความเป็นอยู่ เหตุการณ์ภายในบ้าน วิถีการดำเนินชีวิตให้ดี จะเกิดปัญหาความยุ่งยากและไม่พอใจหนักขึ้น ควรระวังเรื่องการเจ็บป่วย การสูญเสีย การพลัดพราก การแปรสภาพ อาการเมาหมัดของราหู (8) ยังคงส่งผลอยู่ระยะหนึ่ง ควรระมัดระวังจะมีศัตรูลับ มีความลับที่ปิดบังซ่อนเร้น ควรมีสติสัมปชัญญะ มีความรอบคอบในการดำเนินชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชาวราศีกรกฎ (CANCER) หรือผู้ที่เกิดระหว่างวันที่ 17 กรกฎาคม ถึง 16 สิงหาคม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ราศีกรกฎ (CANCER) เป็นราศีที่ 4 แห่งจักรราศี เป็นจรราศีธาตุน้ำ จึงทำให้มีอารมณ์เยือกเย็น รอบคอบ มีความระมัดระวังมาก คาดการณ์อนาคตได้แม่นยำ สดชื่น ร่าเริง อ่อนหวาน เมตตาปรานี ไวต่อความรู้สึก รับอารมณ์ได้ง่าย อ่อนไหวได้ง่าย รักสวยรักงาม รักความสะอาด เป็นราศีแห่งอารมณ์ ความละมุนละไม เอาใจใส่ดูแลผลประโยชน์ของตนเอง เอาใจใส่ดูแล และรักครอบครัวเป็นอย่างดี รักชีวิตภายในบ้าน ชอบการคบหาสมาคม ชอบการบริการ จิตใจไม่ค่อยแน่นอน ชอบทำอะไรตามอำเภอใจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.อิทธิพลของดาวพฤหัสบดี (5) ในปี 2563&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.1 ช่วงเวลาที่ดาวพฤหัสบดี (5) โคจรในราศีธนู (ช่วงระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2563 เวลา 00.00 น. ถึงวันที่ 17 มีนาคม 2563 เวลา 20.55 น. ช่วงหนึ่ง และช่วงเวลาระหว่างวันที่ 17 กรกฎาคม 2563 เวลา 18.54 น. ถึงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2563 เวลา 02.50 น. อีกช่วงหนึ่ง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวพฤหัสบดี (5) จรเป็นเกษตรในภพอริ พฤหัสบดี (5) ในภพนี้ไม่ค่อยแข็งแรง ส่งผลให้เจ้าชะตามีโอกาส ได้ใช้ความรู้ในการแก้ไขปัญหาต่างๆ และอุปสรรคได้อย่างเต็มที่ สิ่งที่ควรระมัดระวังคือ จะมีความคิดเห็นขัดแย้งกับผู้หลักผู้ใหญ่ ครูบาอาจารย์ ผู้บังคับบัญชา ทำให้ไม่ลงรอยกันกับผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ไม่ให้การสนับสนุนช่วยเหลือเหมือนแต่ก่อน การใช้ความรู้ ความสามารถ ความชำนาญทางวิชาชีพควรระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะอาจผิดพลาดกลายเป็นปัญหาให้แก้ไขกันอย่างต่อเนื่อง นำมาซึ่งปัญหาอุปสรรคและความขัดแย้ง มีการนำวิชาการและหลักธรรมคำสอนมาช่วยปรับปรุงแก้ไขความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ควรดูแลสุขภาพอนามัยของผู้หลักผู้ใหญ่ให้ดี โดยเฉพาะโรคตับและไต การทำงานและการบริการจะเจริญก้าวหน้า จะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเพิ่มขึ้น การได้โชคลาภต้องใช้ความรู้ความสามารถของตัวเองมากกว่าจะรอโอกาสเสี่ยงโชค การแสวงหาทรัพย์สินเงินทองต้องต่อสู้ แข่งขัน จึงจะประสบความสำเร็จ ควรดูแลรักษาสุขภาพอนามัยและทรัพย์สินเงินทองให้ดี ระมัดระวังเรื่องรายได้ การเงิน ความติดเห็นขัดแย้งกับผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่จะทำให้ร้อนใจอยู่เนืองๆ โชคดีจะได้จากการต่อสู้แข่งขันและการอาสาเข้าแก้ไขปัญหา ระวังจะมีเหตุการณ์ลึกลับแบบใต้ดินอาจเกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.2 ช่วงเวลาที่ดาวพฤหัสบดี (5) โคจรในราศีมังกร (ช่วงระหว่างวันที่ 17 มีนาคม 2563 เวลา 20.55 น. ถึงวันที่ 17 กรกฎาคม 2563 เวลา 18.54 น. ช่วงหนึ่งและอีกช่วงหนึ่ง คือ ระหว่างวันที่ 14 พฤศจิกายน 2563 เวลา 02.50 น. ถึงวันสิ้นปี คือ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 เวลา 24.00 น. อีกช่วงหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวพฤหัสบดี (5) เจ้าเรือนอริและศุภะเป็นนิจ โคจรในภพปัตนิ ความสัมพันธ์เรื่องคู่ครอง หุ้นส่วน เพศตรงข้ามดำเนินไปได้ด้วยดี แม้จะมีปัญหากันบ้างก็ตาม มีการเยี่ยมเยือนเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน มีการตกลงทำนิติกรรมสัญญาพาณิชย์หรืออื่นๆ มีการติดต่อสัมพันธ์กับคนต่างถิ่นต่างแดน ต่อสู้บากบั่นแล้วมีโชคดี ประสบความสำเร็จที่โดดเด่นเกี่ยวกับคู่ครอง หุ้นส่วน เพศตรงข้าม คู่สัญญา และตำแหน่งหน้าที่การงาน มีโอกาสจะได้คู่ครองหุ้นส่วน เพศตรงข้ามสมความปรารถนา จะมีพิธีมงคลสมรส จะได้ทำงานร่วมกับคู่ครอง หุ้นส่วน เพศตรงข้ามที่ดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีโอกาสได้ใช้สติปัญญาความรู้ความสามารถ จะโชคดีเรื่องตำแหน่งหน้าที่การงาน การเงินและโชคลาภ ผู้หลักผู้ใหญ่จะให้การสนับสนุนช่วยเหลือเป็นอย่างดี มีความสนใจเรื่องคู่ครองคนรัก จะพบรักที่ดีงาม จะได้คู่ครองที่มีความรู้ความสามารถ พยายามสร้างเนื้อสร้างตัว สร้างหลักฐานได้ ประสบความสำเร็จเป็นที่พึงพอใจ มีการลงทุนร่วมหุ้น ทำมาค้าขึ้น มีเงินทองไหลมาเทมา จะได้หุ้นส่วนคู่สัญญาที่เป็นคนมีความรู้ความสามารถ ได้พบปะติดต่อกับคนต่างชาติต่างภาษา คนทางไกล ต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวพฤหัสบดี (5) เล็งอาทิตย์ (1) ดาวคู่มิตร มีโชคลาภใหญ่ จะได้บุตร บริวาร คู่ครอง หุ้นส่วน เพศตรงข้าม โชคดีเรื่องการเสี่ยงโชค จะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนอย่างคุ้มค่า ผู้หลักผู้ใหญ่ศรัทธายกย่อง เชื่อถือ และให้การสนับสนุนช่วยเหลือเป็นอย่างดี การเป็นนิจของดาวพฤหัสบดี (5) จะส่งผลดีแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่หวือหวามากนัก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.อิทธิพลของดาวเสาร์ (7) ในปี 2563&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.1 ช่วงเวลาที่ดาวเสาร์ (7) โคจรในราศีธนู (ช่วงระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2563 เวลา 00.00 น. ถึงวันที่ 2 มีนาคม 2563 เวลา 08.41 น. ช่วงหนึ่ง และช่วงเวลาระหว่างวันที่ 12 กรกฎาคม 2563 เวลา 22.07 น. ถึงวันที่ 5 ธันวาคม 2563 เวลา 08.42 น. อีกช่วงหนึ่ง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวเสาร์ (7) โคจรภายใต้ภพอริ อริ หมายถึง ศัตรู คู่แข่ง ปัญหา อุปสรรค การต่อสู้แข่งขัน การต่อสู้ดิ้นรน การแก้ไข หนี้สิน โรคภัยไข้เจ็บ เป็นต้น ดาวเสาร์ (7) ดาวโทษทุกข์โคจรภายใต้ภพอริ ย่อมให้คุณตามตำราว่า &amp;ldquo;...เสาร์ (7)...เป็นหกได้ลาภใหญ่ก็ต้องใจอันสำราญ...&amp;rdquo; กรณีนี้เป็นเรื่องเรือนชะตาเบียนดาว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวเสาร์ (7) เจ้าเรือนปัตนิ ดาวโทษทุกข์โคจรอยู่ในภพอริ จึงทำให้แสดงความหมายทางโทษทุกข์ออกมาได้ไม่เต็มที่ แต่ยังส่งผลให้คิดมาก หมกมุ่นกับเรื่องปัญหาเก่าๆ สิ่งที่คาราคาซังอยู่ จึงต้องดิ้นรนต่อสู้แก้ไขปัญหาและอุปสรรคต่างๆ อย่างหนัก แบบค่อยๆ ทำ ค่อยๆ แก้ไป แต่ก็สามารถเอาชนะปัญหาและอุปสรรคได้ในที่สุด ควรดูแลเอาใจใส่เรื่องคู่ครอง หุ้นส่วน เพศตรงข้ามให้ดี ควรดูแลรักษาสุขภาพให้ดี ระวังหากเจ็บป่วยก็จะรักษายาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีการทำของเก่าที่เสียหายแล้วให้กลับมาคืนดี จะได้ประโยชน์จากของเก่าๆ สิ่งเก่าๆ มรดก พินัยกรรม ทำให้มีกำลังทางจิตใจที่เข้มแข็งในการต่อสู้กับปัญหาและอุปสรรค ไม่ว่าจะเป็นปัญหาศัตรู คู่ขัดแย้ง ปัญหาทางการงาน หนี้สิน ควรระวังเรื่องสุขภาพอนามัย อาจจะมีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน แต่เมื่อผ่านการต่อสู้ดิ้นรนแล้ว จากนั้นก็จะทำให้ประสบความสำเร็จ มีโชคมีลาภ ควรดูแลสุขภาพอนามัย ความเป็นอยู่ของบริวารและสัตว์เลี้ยงให้ดี ระวังบุตร บริวาร คนใต้ปกครองทำให้เดือดร้อนหรือต้องแก้ไขปัญหา หากมีปัญหาเรื่องหนี้สินก็สามารถแก้ไขได้ แต่ควรระวังเรื่องอุบัติเหตุและความปลอดภัย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.2 ช่วงเวลาที่ดาวเสาร์ (7) โคจรในราศีมังกร (ช่วงระหว่างวันที่ 2 มีนาคม 2563 เวลา 08.41 น. ถึงวันที่ 12 กรกฎาคม 2563 เวลา 22.07 น. ช่วงหนึ่ง และช่วงเวลาระหว่างวันที่ 5 ธันวาคม 2563 เวลา 08.42 น. ถึงวันสิ้นปี คือ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 เวลา 24.00 น. อีกช่วงหนึ่ง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวเสาร์ (7) จะโคจรเล็งราศีเกิดในเรือนปัตนิเป็นเกษตร ดาวเสาร์ (7) ดาวโทษทุกข์เล็งลัคนา ทำให้ดวงชะตาเร่าร้อนภายในภพปัตนิ โหรเรียกว่า ดวงร้าว ดวงแตก เป็นการชั่วคราว ดังตำราที่ว่า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เสาร์ (7) เพ่งเล็งลัคน์&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แล้วอสุรา (8)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;ภุมเมนทร์ (3) อัษฎา&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ว่าไว้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;จันทร์ (2) เป็นสิบเอ็ดแก่รา-&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หู (8) เล่า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;อาภัพอัปภาคย์ให้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โทษแท้ประเหินหิน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัตนิ หมายถึง คู่ครอง การสมรส หุ้นส่วน เพศตรงข้าม คู่สัญญา คู่แข่งขัน ดังนั้นจะทำให้เกิดปัญหาทุกข์ยากเรื่องคู่ครอง หุ้นส่วนเพศตรงข้าม การสมรส คู่สัญญา เป็นต้น จะมีการเจรจาติดต่อสัมพันธ์ทางธุรกิจกับเพศตรงข้าม คนต่างถิ่นต่างแดน และจะมีปัญหาตึงเครียดเรื่องคู่ครอง หุ้นส่วน เพศตรงข้าม คู่สัญญา ตลอดจนพี่น้อง เพื่อนฝูงคนสนิทของคู่ครองคนรัก จึงควรเอาใจเขามาใส่ใจเรา ควรเอาใจใส่ดูแลเรื่องสุขภาพอนามัย ความเป็นอยู่ของคู่ครอง ควรช่วยกันช่วยเหลือกัน ดูแลประคับประคองชีวิตคู่ให้ดำเนินไปได้ด้วยดี คนโสดจะนำมาซึ่งการสมรส แต่ควรรอบคอบและระมัดระวังให้ดี จะได้พบรักที่แตกต่าง รักที่มีตำหนิ คนแดนไกล คนไม่โสดระวังจะมีปัญหา การหย่าร้าง การแยกทางกัน ระวังจะมีปัญหากับหุ้นส่วน คดีความ การแตกคอกัน มีปัญหาต่างๆ จะคอยกัดกร่อนจิตใจอารมณ์ความรู้สึกส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต การร่วมหุ้นส่วนลงทุนกับบุคคลอื่น จึงควรระมัดระวังเป็นพิเศษ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวเสาร์ (7) เจ้าเรือนปัตนิ เป็นเกษตร เกษตร แปลว่า ความอุดมสมบูรณ์ ความเข้มแข็งมั่นคงเป็นปึกแผ่นแน่นหนา ความเป็นเจ้าของ แสดงให้เห็นว่าจะได้คู่ครอง หุ้นส่วน เพศตรงข้าม คู่สัญญา จะมีความมั่นคงเป็นปึกแผ่นแน่นหนา ถึงแม้จะมีปัญหาและอุปสรรคต่างๆ อยู่บ้างก็สามารถฝ่าฟันปัญหาและอุปสรรคไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.อิทธิพลของราหู (8) ในปี 2563&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.1 ช่วงเวลาที่ราหู (8) โคจรในราศีมิถุน (ช่วงระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2563 เวลา 00.00 น. ถึงวันที่ 10 กันยายน 2563 เวลา 02.51 น. ช่วงหนึ่ง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ราหู (8) จรเข้าภพวินาสน์ของชาวราศีกรกฎ มีทั้งด้านดีและด้านร้าย ด้านดี คือ ความลุ่มหลงมัวเมา ความผันแปร ความพลิกผัน โรคภัยไข้เจ็บ การเจ็บป่วยสูญเสีย อุปสรรคปัญหา การพลัดพราก การเอาแต่ใจตนเองเห็นผิดเป็นชอบ จะค่อยๆ คลี่คลาย ลดน้อยถอยลง สำนึกได้ ทำให้มีการปรับตัวค่อยๆ ดีขึ้น จะสามารถแก้ไขสถานการณ์ได้ แต่เป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ต้องใช้ระยะเวลาอีกระยะหนึ่งจะเริ่มเห็นแสงสว่างในชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนด้านร้ายของราหู (8) จรเข้าภพที่สิบสอง ตามตำราว่า &amp;ldquo;ราหู (8) สอง สี่ซ้ำแทรกซ้อนสิบสอง&amp;rdquo; เรียก &amp;ldquo;ทุระ ทุรา มรณะ&amp;rdquo; ยังคงเป็นดวงทุกข์ๆ ยากๆ ระยะหนึ่งเกี่ยวกับการเจ็บป่วยและพลัดพราก ดังนั้นจึงต้องระวังปัญหาและอุปสรรค เรื่องการเจ็บป่วย การสูญเสีย การพลัดพราก การแปรสภาพ เบื่อๆ เซ็งๆ อาการเมาหมัดของราหู (8) ยังคงส่งผลอยู่ระยะหนึ่ง ควรระมัดระวังศัตรูลับ มีความลับที่ปิดบังซ่อนเร้น ควรมีสติสัมปชัญญะ รอบคอบในการดำเนินชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.2 ช่วงเวลาที่ราหู (8) โคจรในราศีพฤษภ (ช่วงระหว่างวันที่ 10 กันยายน 2563 เวลา 02.51 น. ถึงวันสิ้นปี คือ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 เวลา 24.00 น. อีกช่วงหนึ่ง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ราหู (8) จรเข้าภพลาภะ ลาภะเป็นเรือนชะตาที่ดี หลังจากพบเจออุปสรรคปัญหามากมายมาเป็นเวลานาน จากนี้ไปก็จะพบกับความสำเร็จ มีโชคลาภเกินความคาดหมาย มีผู้ให้ความช่วยเหลือสนับสนุน มีผลประโยชน์ความสำเร็จแบบคาดไม่ถึง การค้าขายได้กำไรดี จะได้รับการสนับสนุนจากมิตรสหาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ราหู (8) เป็นเจ้าเรือนมรณะ เมื่อโคจรในภพลาภะจะให้คุณได้ลาภจากของเก่า ผลงานเก่าๆ ผลประโยชน์เก่าๆ ที่ทำไว้ จะได้ทรัพย์มรดก พินัยกรรม การประกันชีวิต การประกันภัยและการได้เงินคืน รวมทั้งทรัพย์สมบัติ สิ่งเก่าๆ คนเก่าๆ จะนำมาซึ่งโชคลาภ ความสำเร็จ ตำราว่า &amp;ldquo;ราหู (8) เป็นสิบเอ็ดชอบยาตรา มีไชยาลาภสมบูรณ์&amp;rdquo; จะมีการเดินทาง ประสบชัยชนะ สมบูรณ์ด้วยลาภผล เงินทอง การเดินทางติดต่อธุรกิจประสบผลดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชาวราศีสิงห์ (LEO) หรือผู้ที่เกิดระหว่างวันที่ 17 สิงหาคม ถึง 16 กันยายน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ราศีสิงห์ (LEO) เป็นราศีที่ 5 แห่งจักรราศี เป็นสถิรราศี ธาตุไฟ เป็นราศีแห่งพลังอำนาจ ให้ความร้อน เกียรติยศและอำนาจ การเอาจริงเอาจัง มีความกระตือรือร้น ทะเยอทะยาน มีความตั้งใจที่แน่วแน่ มีความมุ่งมั่นเชื่อมั่นในตนเองสูง ทำอะไรมักมุ่งมั่นสู่ความสำเร็จจนได้ เป็นคนรักเกียรติ รักศักดิ์ศรีใจบุญสุนทาน เป็นราศีแห่งหัวหน้าคน ชอบเป็นผู้นำ ชอบความเป็นหนึ่ง คิดทำอะไรใหญ่ๆ เสมอสามารถควบคุมคนจำนวนมากได้เป็นอย่างดี มีความหยิ่งผยองและความร่าเริงสดใสรักอิสรเสรี มีนิสัยใจคอกว้างขวาง มักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น มีลักษณะเปิดเผย มีความอดกลั้น มีขันติต่อปัญหาและอุปสรรคต่างๆ มักคิดทำอะไรใหญ่โตกว้างขวาง ชอบคบหาสมาคมกับมิตรสหาย ชอบช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสกว่า ชอบสนุกสนานร่าเริง เจ้าสำราญ ควรลดละความหยิ่งยโสถือดีลงบ้างชีวิตจะประสบความสำเร็จมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.อิทธิพลของดาวพฤหัสบดี (5) ในปี 2563&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.1&amp;nbsp; ช่วงเวลาที่ดาวพฤหัสบดี (5) โคจรในราศีธนู (ช่วงระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2563 เวลา 00.00 น. ถึงวันที่ 17 มีนาคม 2563 เวลา 20.55 น. ช่วงหนึ่ง และช่วงเวลาระหว่างวันที่ 17 กรกฎาคม 2563 เวลา 18.54 น. ถึงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2563 เวลา 02.50 น. อีกช่วงหนึ่ง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวพฤหัสบดี (5) จรในภพปุตตะได้มาตรฐานเป็นเกษตร เรียก &amp;ldquo;ราชเกณฑ์&amp;rdquo; ส่งผลดีให้คุณ ทำให้มีความสุข สดชื่น สมหวัง มีความรื่นเริงบันเทิงใจ จะได้บุตรบริวารเพิ่มขึ้น บุตรบริวารประสบความสำเร็จ สามารถสร้างเนื้อสร้างตัวได้เป็นหลักฐานมั่นคง ชีวิตดำเนินไปได้ด้วยดี ท่านจะมีความคิดริเริ่มอะไรใหม่ๆ มีความสุขสมหวังในความรัก จะได้คู่ครองคนรักที่มีนิสัยเหมือนเด็กแต่มีสติปัญญาดี จะมีงานใหม่ๆ เข้ามาให้ทำ จะได้รับการยอมรับจากบุคคลรอบข้างว่าเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ จะได้รับการยกย่อง ได้เลื่อนขั้น ปรับตำแหน่ง มีโชคลาภ ได้รับการพิจารณาความดีความชอบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จะได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งและเงินเดือนเพิ่มขึ้น ประกอบกิจการงานมีผลประโยชน์ เกิดกำไรงอกงาม จะทำการใดๆ ประสบความสำเร็จ บุตรบริวารจะประสบความสำเร็จเรื่องการศึกษา มีตำแหน่งหน้าที่การงานที่ดี นำชื่อเสียงเกียรติยศมาสู่วงศ์ตระกูล จะโชคดีเรื่องความรัก ได้รับการอุปการะเลี้ยงดูเอาใจใส่จากผู้หลักผู้ใหญ่ ดาวพฤหัสบดี (5) ส่งผลให้คุณกับดวงชะตา ทำให้ได้ริเริ่ม ลงทุน ร่วมหุ้น ทำให้เกิดโชคลาภ ความสำเร็จ มีกำไรงดงาม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.2 ช่วงเวลาที่ดาวพฤหัสบดี (5) โคจรในราศีมังกร (ช่วงระหว่างวันที่ 17 มีนาคม 2563 เวลา 20.55 น. ถึงวันที่ 17 กรกฎาคม 2563 เวลา 18.54 น. ช่วงหนึ่ง และอีกช่วงหนึ่งคือ ระหว่างวันที่ 14 พฤศจิกายน 2563 เวลา 02.50 น. ถึงวันสิ้นปีคือ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 เวลา 24.00 น. อีกช่วงหนึ่ง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวพฤหัสบดี (5) จรเป็นนิจในภพอริ พฤหัสบดี (5) ในภพนี้ไม่ค่อยแข็งแรง ส่งผลให้เจ้าชะตามีโอกาสได้ใช้ความรู้ในการแก้ไขต่อสู้ปัญหาต่างๆ และอุปสรรคได้อย่างเต็มที่ สิ่งที่ควรระมัดระวัง คือ จะมีความคิดเห็นขัดแย้งกับผู้หลักผู้ใหญ่ ครูบาอาจารย์ ผู้บังคับบัญชา ทำให้ไม่ลงรอยกันกับผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ไม่ให้การสนับสนุนช่วยเหลือเหมือนแต่ก่อน การใช้ความรู้ความสามารถ ความชำนาญทางวิชาชีพควรระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะอาจผิดพลาดกลายเป็นปัญหาให้แก้ไขกันอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีการนำวิชาการและหลักธรรมคำสอนมาช่วยปรับปรุงแก้ไขความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น ควรดูแลสุขภาพอนามัยของผู้หลักผู้ใหญ่ให้ดี โดยเฉพาะโรคตับและไต การทำงานและการบริการจะเจริญก้าวหน้า จะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเพิ่มมากขึ้น การแสวงหารายได้โชคลาภต้องใช้ความรู้ความสามารถของตัวเอง มากกว่าจะรอโอกาสเสี่ยงโชค การแสวงหาทรัพย์สินเงินทองต้องต่อสู้แข่งขันจึงจะประสบความสำเร็จ ควรดูแลรักษาสุขภาพอนามัยและทรัพย์สินเงินทองให้ดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ระมัดระวังเรื่องรายได้ การเงิน จะมีความติดเห็นขัดแย้งกับผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่จะทำให้ร้อนใจอยู่เนืองๆ จะประสบความสำเร็จจากการต่อสู้แข่งขันและการอาสาเข้าแก้ไขปัญหา ระวังจะมีเหตุการณ์ลึกลับแบบใต้ดินอาจเกิดขึ้น การที่ดาวพฤหัสบดี (5) จรเป็นนิจในภพอริ ทำให้ปัญหาและอุปสรรคเบาบางลง ไม่รุนแรงมากนัก สามารถฝ่าฟันปัญหาและอุปสรรคไปได้ ส่วนสุขภาพอนามัยยังคงดีอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.อิทธิพลของดาวเสาร์ (7) ในปี 2563&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.1 ช่วงเวลาที่ดาวเสาร์ (7) โคจรในราศีธนู (ช่วงระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2563 เวลา 00.00 น. ถึงวันที่ 2 มีนาคม 2563 เวลา 08.41 น. ช่วงหนึ่ง และช่วงเวลาระหว่างวันที่ 12 กรกฎาคม&amp;nbsp; 2563 เวลา 22.07 น. ถึงวันที่ 5 ธันวาคม 2563 เวลา 08.42 น. อีกช่วงหนึ่ง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวเสาร์ (7) โคจรในภพปุตตะ ปุตตะเป็นภพแห่งความหวัง ความยินดี บุตรบริวาร สิ่งใหม่ๆ ความรัก ความรื่นเริงบันเทิงใจ โชคลาภ การเก็งกำไร ดาวเสาร์ (7) เจ้าเรือนอริและปัตนิโคจรอยู่ในภพปุตตะ จะได้สิ่งใหม่ๆ ความรักใหม่ๆ จะได้บุตรบริวาร และหลักทรัพย์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เสาร์ (7) เป็นพินทุบาทว์จร ที่เรียกว่า ดวงแตก ดวงร้าวเพียงชั่วคราว ท่านว่าเป็นพินทุบาทว์อริและปัตนิ จะทำให้พบกับปัญหาอุปสรรค&amp;nbsp; มีศัตรูคู่แข่ง หนี้สิน โรคภัยไข้เจ็บ คิดมาก วิตกกังวล จะมีเรื่องทุกข์ใจ เกิดปัญหาความยุ่งยากหนักอกหนักใจเกี่ยวกับคู่ครอง หุ้นส่วน เพศตรงข้าม บุตรบริวาร คนใต้บังคับบัญชา มีปัญหาที่คาราคาซัง คั่งค้าง เรื่องบุตรบริวาร ลูกๆ หลานๆ ที่ไม่ได้ดังใจและต้องช่วยกันแก้ไขกันเรื่อยไป แต่ตัวเองจะพบรักใหม่ๆ ที่แตกต่าง เช่น มีตำหนิ แตกต่างอายุ เป็นคนต่างถิ่น ต่างแดน เป็นต้น ควรประคับประคอง ดูแลเอาใจใส่ครอบครัว คู่ครอง คนรักและบุตรบริวารให้ดี การร่วมลงทุนใหม่ๆ ควรพิจารณาให้รอบคอบ ดังหลักโหราศาสตร์ที่ว่า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ระวิ (1) ภุมมะ (3) ทั้ง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โสรา (7)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัญจะแก่ลัคนา&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พุธ (4) เก้า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จันทร์ (2) กับ ชีวา (5)&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นแปด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ศุกร์ (6) เจ็ด อาจารย์เจ้า&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ว่าร้อนนิรันดร์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.2 ช่วงเวลาที่ดาวเสาร์ (7) โคจรในราศีมังกร (ช่วงระหว่างวันที่ 2 มีนาคม 2563 เวลา 08.41 น. ถึงวันที่ 12 กรกฎาคม 2563 เวลา 22.07 น. ช่วงหนึ่ง และช่วงเวลาระหว่างวันที่ 5 ธันวาคม 2563 เวลา 08.42 น. ถึงวันสิ้นปีคือ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 เวลา 24.00 น. อีกช่วงหนึ่ง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวเสาร์ (7) โคจรเป็นเกษตรภายใต้ภพอริ อริ หมายถึง ศัตรู คู่แข่ง ปัญหา อุปสรรค การต่อสู้แข่งขัน การต่อสู้ดิ้นรน การแก้ไข หนี้สิน โรคภัยไข้เจ็บ เป็นต้น ดาวเสาร์ (7) ดาวโทษทุกข์โคจรภายใต้ภพอริ ย่อมให้คุณตามตำรา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;...เสาร์ (7)...เป็นหกได้ลาภใหญ่ก็ต้องใจอันสำราญ...&amp;rdquo; กรณีนี้เป็นเรื่องเรือนชะตาเบียนดาว ดาวเสาร์ (7) เจ้าเรือนอริและปัตนิ ดาวโทษทุกข์โคจรอยู่ในภพอริ จึงแสดงความหมายทางโทษทุกข์ออกมาได้ไม่เต็มที่ แต่ยังส่งผลให้คิดมากเรื่องปัญหาเก่าๆ สิ่งที่คาราคาซังอยู่ จึงต้องดิ้นรนต่อสู้แก้ไขปัญหาและอุปสรรคต่างๆ อย่างหนัก แบบค่อยๆ ทำ ค่อยๆ แก้ไป จึงสามารถเอาชนะปัญหาและอุปสรรคได้ในที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ควรดูแลเอาใจใส่เรื่องคู่ครองหุ้นส่วนเพศตรงข้ามให้ดี ควรดูแลรักษาสุขภาพให้ดี หากเจ็บป่วยจะรักษายาก มีการทำของเก่าที่เสียหายแล้วให้กลับมาคืนดี จะได้ประโยชน์จากของเก่าๆ สิ่งเก่าๆ มรดก พินัยกรรม มีกำลังทางจิตใจเข้มแข็งในการต่อสู้กับปัญหาและอุปสรรคเพื่อความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาศัตรูคู่ขัดแย้ง ปัญหาทางการงาน หนี้สิน ควรระวังเรื่องสุขภาพอนามัย อาจจะมีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน แต่เมื่อผ่านการต่อสู้ดิ้นรนแล้วจากนั้นก็จะทำให้ประสบความสำเร็จ มีโชคมีลาภ มีผลประโยชน์ตอบแทนจากผลงานเก่าๆ สิ่งเก่าๆ ที่ทำไว้ บางคนก็ได้รับประโยชน์จากสิ่งของเก่าๆ มรดกพินัยกรรม ควรดูแลสุขภาพอนามัยความเป็นอยู่ของบริวารและสัตว์เลี้ยงให้ดี บุตรบริวารคนใต้ปกครองจะนำความเดือดร้อนมาให้แก้ไข หากมีปัญหาเรื่องหนี้สินก็สามารถแก้ไขได้ แต่ควรระวังเรื่องอุบัติเหตุและความปลอดภัยไว้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.อิทธิพลของราหู (8) ในปี 2563&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.1 ช่วงเวลาที่ราหู (8) โคจรในราศีมิถุน (ช่วงระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2563 เวลา 00.00 น. ถึงวันที่ 10 กันยายน 2563 เวลา 02.51 น. ช่วงหนึ่ง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ราหู (8) จรในภพลาภะ ลาภะเป็นเรือนชะตาที่ดี หลังจากพบเจออุปสรรคปัญหามากมายมาเป็นเวลานาน จากนี้ไปก็จะพบกับความสำเร็จ ส่งผลให้มีโชคลาภ มีคนผู้ให้ความช่วยเหลือสนับสนุน มีผลประโยชน์ความสำเร็จแบบคาดไม่ถึง การค้าขายได้กำไรดี จะได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่และมิตรสหาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ราหู (8) เป็นเจ้าเรือนปัตนิ จะได้ผลประโยชน์จากคู่ครอง หุ้นส่วนเพศตรงข้าม คู่สัญญาเป็นที่พึงพอใจ คู่ครองหุ้นส่วนเพศตรงข้าม คู่สัญญาจะนำโชคลาภความสำเร็จมาให้ ตำราว่า &amp;ldquo;ราหู (8) เป็นสิบเอ็ดชอบยาตรา มีไชยาลาภสมบูรณ์&amp;rdquo; จึงสมบูรณ์ด้วยลาภผล เงินทอง การเดินทางติดต่อธุรกิจประสบผลดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.2 ช่วงเวลาที่ราหู (8) โคจรในราศีพฤษภ (ช่วงระหว่างวันที่ 10 กันยายน 2563 เวลา 02.51 น. ถึงวันสิ้นปีคือ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 เวลา 24.00 น. อีกช่วงหนึ่ง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ราหู (8) เจ้าเรือนปัตนิโคจรในภพกัมมะ จะได้ทำงานร่วมกันกับคู่ครอง หุ้นส่วนและเพศตรงข้าม คนเหล่านี้จะเข้ามามีอิทธิพลและบทบาทสำคัญในตำแหน่งหน้าที่การงาน จะมีความผันผวนเปลี่ยนแปลงเรื่องการงาน ต้องปรับปรุงแก้ไขปัญหาเรื่อยไป การงานจะมีการเปลี่ยนแปลงนำไปสู่แนวทางใหม่ มีความรับผิดชอบมากขึ้น จะมีการแบกรับภาระมากขึ้น จะมีการสะสางปัญหาการงานที่คั่งค้าง ระวังเรื่องหนี้สินเกี่ยวกับงาน การลงทุน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คนราศีสิงห์บางคนอาจถูกเลิกจ้างงาน ตกงาน มีปัญหาเรื่องที่ทำงาน มีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งหน้าที่การงาน มีปัญหากับเพื่อนร่วมงาน จึงควรเอาใจใส่และรอบคอบเกี่ยวกับเรื่องการงาน ปัญหาและอุปสรรคจะนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่ชาวราศีสิงห์ ราหู (8) เป็นดาวโมหจริต มักลุ่มหลงมัวเมา คิดเอาแต่ได้โดยใช้อารมณ์วู่วาม หลงเชื่อเพื่อนฝูง ระวังจะถูกหลอกลวง ถูกชักชวนให้ปฏิบัติหน้าที่ไปในทางที่ผิด ระวังกายวาจาใจให้ดี เมื่อปัญหาและอุปสรรคผ่านพ้นไป เหตุการณ์ก็จะเปลี่ยนแปลงไปสู่ความสำเร็จในแนวทางที่ดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชาวราศีกันย์ (VIRGO) หรือผู้ที่เกิดระหว่างวันที่ 17 กันยายน ถึง 17 ตุลาคม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ราศีกันย์ (VIRGO) เป็นราศีที่ 6 แห่งจักรราศี เป็นราศีธาตุดินชนิดทวิภาวราศี เป็นราศีแห่งปัญญา ช่างคิด มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด ช่างพูด ช่างทำ ชอบปฏิบัติ มีพิธีรีตอง เป็นระเบียบเรียบร้อย มีความรับผิดชอบ ความอดทน เชื่อมั่นในตนเอง มีความจำที่ดีมากและความสมบูรณ์แห่งอารมณ์เพศ เป็นคนสุภาพเรียบร้อย รักความสันโดษ รู้จักประมาณตน ระมัดระวังรอบคอบ ชอบอยู่ตามลำพัง เห็นอกเห็นใจผู้อื่น แต่มักลังเลเปลี่ยนใจได้ง่าย เห็นเรื่องเล็กๆ เป็นเรื่องใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.อิทธิพลของดาวพฤหัสบดี (5) ในปี 2563&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.1 ช่วงเวลาที่ดาวพฤหัสบดี (5) โคจรในราศีธนู (ช่วงระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2563 เวลา 00.00 น. ถึงวันที่ 17 มีนาคม 2563 เวลา 20.55 น. ช่วงหนึ่ง และช่วงเวลาระหว่างวันที่ 17 กรกฎาคม 2563 เวลา 18.54 น. ถึงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2563 เวลา 02.50 น. อีกช่วงหนึ่ง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวพฤหัสบดี (5) จรในภพพันธุได้มาตรฐานเกษตรเป็น &amp;ldquo;ปทุมเกณฑ์&amp;rdquo; ย่อมให้คุณ ทำให้มีความคิดใหม่ๆ มีการริเริ่มสิ่งใหม่ๆ จะได้บุตรบริวาร การสืบสายโลหิต สามารถสร้างหลักฐานได้มั่นคง จะมีอะไรดีๆ เข้ามาในชีวิตและครอบครัว จะมีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ชีวิตครอบครัวดีขึ้น มีหลักฐาน สามารถสร้างเนื้อสร้างตัวได้ จะได้บ้านเรือน ที่ดิน หลักทรัพย์ ยวดยานพาหนะ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จะมีการปรับปรุงซ่อมแซม เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ครอบครัวเป็นปึกแผ่นมั่นคง มีความโดดเด่น อยู่เย็นเป็นสุข จะมีโชคลาภความสำเร็จ ได้เลื่อนขั้น ปรับตำแหน่ง ได้ผลประโยชน์ตอบแทนมากขึ้น จะมีการศึกษาอบรมในระดับที่สูงขึ้น มีชื่อเสียงขจรขจายเป็นที่ยอมรับนับถือของสังคมและผู้หลักผู้ใหญ่ เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการสร้างเนื้อสร้างตัว จะมีโอกาสได้เดินทางไกลต่างถิ่น ต่างแดน ต่างประเทศ ไปท่องเที่ยว ไปศึกษาต่อต่างประเทศ หรือต่างประเทศเดินทางมาหา มีเสน่ห์เป็นที่ยอมรับนับถือ เป็นที่รักที่ชอบใจของคนทั้งหลาย มีโอกาสได้คู่ครอง หุ้นส่วน เพศตรงข้าม การเจรจาตกลงทำนิติกรรมสัญญาประสบความสำเร็จด้วยดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.2 ช่วงเวลาที่ดาวพฤหัสบดี (5) โคจรในราศีมังกร (ช่วงระหว่างวันที่ 17 มีนาคม 2563 เวลา 20.55 น. ถึงวันที่ 17 กรกฎาคม 2563 เวลา 18.54 น. ช่วงหนึ่ง และอีกช่วงหนึ่งคือ ระหว่างวันที่ 14 พฤศจิกายน 2563 เวลา 02.50 น. ถึงวันสิ้นปีคือ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 เวลา 24.00 น. อีกช่วงหนึ่ง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวพฤหัสบดี (5) จรในภพปุตตะได้มาตรฐานนิจเป็น &amp;ldquo;ราชเกณฑ์&amp;rdquo; ส่งผลดีให้คุณ ทำให้มีความสุข สดชื่น สมหวัง มีความรื่นเริงบันเทิงใจ จะได้บุตรบริวารเพิ่มขึ้น บุตรบริวารประสบความสำเร็จ สามารถสร้างเนื้อสร้างตัวได้เป็นหลักฐานมั่นคง ชีวิตดำเนินไปได้ด้วยดี จะมีความคิดริเริ่มอะไรใหม่ๆ อาสาเจ้านายดี มีความสุขสมหวังในความรัก จะได้คู่ครองคนรักที่มีนิสัยเหมือนเด็กแต่มีสติปัญญาดี จะมีงานใหม่ๆ เข้ามาให้ทำ จะได้รับการยอมรับจากบุคคลรอบข้างว่าเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จะได้รับการยกย่อง มีโชคลาภ ได้รับการพิจารณาความดีความชอบ จะได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งและเงินเดือนเพิ่มขึ้น จะประกอบกิจการงานใดก็จะมีผลประโยชน์ เกิดกำไรงอกงาม จะทำการใดๆ ประสบความสำเร็จ บุตรบริวารจะประสบความสำเร็จเรื่องการศึกษา มีตำแหน่งหน้าที่การงานที่ดี จะโชคดีเรื่องความรัก มีความรักใหม่ๆ จะได้รับการอุปการะเลี้ยงดูเอาใจใส่จากผู้หลักผู้ใหญ่ ดาวพฤหัสบดี (5) ส่งผลให้คุณกับดวงชะตามีการริเริ่ม ลงทุน ร่วมหุ้น ทำให้เกิดโชคลาภ ความสำเร็จ มีกำไรงดงาม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.อิทธิพลของดาวเสาร์ (7) ในปี 2563&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.1 ช่วงเวลาที่ดาวเสาร์ (7) โคจรในราศีธนู (ช่วงระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2563 เวลา 00.00 น. ถึงวันที่ 2 มีนาคม 2563 เวลา 08.41 น. ช่วงหนึ่ง และช่วงเวลาระหว่างวันที่ 12 กรกฎาคม 2563 เวลา 22.07 น. ถึงวันที่ 5 ธันวาคม 2563 เวลา 08.42 น. อีกช่วงหนึ่ง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวเสาร์ (7) จะโคจรในภพพันธุของชาวราศีกันย์ พันธุ แปลว่า สิ่งที่เกี่ยวเนื่องกัน หมายถึง สิ่งที่เกี่ยวเนื่องกันมากับเจ้าชะตาเวลาเกิด ได้แก่ บ้านเรือนที่อยู่อาศัย ที่ดิน พ่อแม่พี่น้อง วงศ์ตระกูล ยวดยานพาหนะ การศึกษา ความสุขโดยทั่วไป เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวเสาร์ (7) เจ้าเรือนปุตตะจรมาอยู่ในภพพันธุ จะมีการริเริ่มสิ่งอะไรใหม่ๆ เกี่ยวกับการสร้างหลักฐานปักฐาน บ้านเรือนที่อยู่อาศัย ที่ดิน สำนักงานและยวดยานพาหนะ ทำให้ท่านแบกรับภาระอันหนักอึ้ง มีปัญหาอุปสรรคให้แก้ไข เช่น เรื่องหนี้สิน สุขภาพอนามัย ปัญหาเกี่ยวกับเรื่องครอบครัวต้องแก้ไข มีการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อสร้างหลักฐาน เพื่อความมั่นคงของชีวิต แต่กว่าจะได้หลักฐานมาแต่ละอย่างต้องใช้เวลานาน เหนื่อยยาก แบบค่อยเป็นค่อยไป จึงทำให้เกิดความเครียดวิตกกังวลใจ ต้องฝ่าฟันปัญหาอุปสรรคเกี่ยวกับครอบครัวบ้านเรือนที่อยู่อาศัย ที่ดิน ยวดยานพาหนะ มีความคิดแปลกแหวกแนวไม่ซ้ำแบบใคร คู่ครองคนรักวางตัวเสมือนเป็นญาติผู้ใหญ่ ระวังพ่อแม่ญาติพี่น้องจะเจ็บป่วย สูญเสีย จึงควรดูแลรักษาสุขภาพอนามัยความเป็นอยู่ของบิดามารดา ญาติผู้ใหญ่ คนในครอบครัวภายในบ้านและดูแลรักษาทรัพย์สินให้ดีด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.2 ช่วงเวลาที่ดาวเสาร์ (7) โคจรในราศีมังกร (ช่วงระหว่างวันที่ 2 มีนาคม 2563 เวลา 08.41 น. ถึงวันที่ 12 กรกฎาคม 2563 เวลา 22.07 น. ช่วงหนึ่ง และช่วงเวลาระหว่างวันที่ 5 ธันวาคม 2563 เวลา 08.42 น. ถึงวันสิ้นปีคือ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 เวลา&amp;nbsp; 24.00 น. อีกช่วงหนึ่ง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวเสาร์ (7) โคจรในภพปุตตะ เป็นภพแห่งความหวัง ความยินดี บุตรบริวาร สิ่งใหม่ๆ ความรัก ความรื่นเริงบันเทิงใจ โชคลาภ การเก็งกำไร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวเสาร์ (7) โคจรอยู่ในภพปุตตะเป็นเกษตร จะโชคดีประสบความสำเร็จ มีความยินดีเรื่องบุตรบริวาร จะได้สิ่งใหม่ๆ ความรักใหม่ๆ จะได้บุตรบริวารที่เคยผูกพันมาก่อนในอดีตหรืออดีตชาติ จะได้หลักทรัพย์ สามารถสร้างหลักฐานได้ แต่เป็นพินทุบาทว์จร ที่เรียกว่า ดวงแตก ดวงร้าวเพียงชั่วคราว ท่านว่าเป็น พินทุบาทว์ปุตตะ จะทำให้พบใช้เวลาหมกมุ่นอยู่กับปัญหาอุปสรรค ความยุ่งยากหนักอกหนักใจเกี่ยวกับคู่ครอง คนรัก หุ้นส่วน เพศตรงข้าม บุตรบริวาร คนใต้บังคับบัญชา มีปัญหาที่คารา คาซัง คั่งค้าง เรื่องลูกๆ หลานๆ ที่ไม่ได้ดังใจและต้องช่วยกันแก้ไข แต่ตัวเองจะพบรักใหม่ๆ แตกต่าง เช่น มีตำหนิ แตกต่างอายุ เป็นคนต่างถิ่น ต่างแดน เป็นต้น ควรประคับประคอง ดูแลเอาใจใส่ครอบครัว คู่ครอง คนรักและบุตรบริวารให้ดี การร่วมลงทุนใหม่ๆ ควรพิจารณาให้รอบคอบ ดังหลักโหราศาสตร์ที่ว่า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ระวิ (1) ภุมมะ (3) ทั้ง&amp;nbsp;&amp;nbsp; โสรา (7)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัญจะแก่ลัคนา&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พุธ (4) เก้า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จันทร์ (2) กับ ชีวา (5)&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นแปด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ศุกร์ (6) เจ็ด อาจารย์เจ้า&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ว่าร้อนนิรันดร์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.อิทธิพลของราหู (8) ในปี 2563&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.1 ช่วงเวลาที่ราหู (8) โคจรในราศีมิถุน (ช่วงระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2563 เวลา 00.00 น. ถึงวันที่ 10 กันยายน 2563 เวลา 02.51 น. ช่วงหนึ่ง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ราหู (8) เจ้าเรือนอริจรในภพกัมมะ ชาวราศีกันย์ย์จะมีความผันผวนเปลี่ยนแปลงเรื่องการงาน ต้องปรับปรุงแก้ไข จะมีปัญหาเรื่องการงาน การงานจะเปลี่ยนแปลงนำไปสู่ทิศทางแนวใหม่ มีความรับผิดชอบมากขึ้น จะแบกรับภาระมากขึ้น มีปัญหาเรื่องการงานให้สะสาง ระวังเรื่องหนี้สินเกี่ยวกับการงาน การลงทุน บางคนอาจถูกเลิกจ้างงาน ตกงาน มีปัญหาเรื่องที่ทำงาน มีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งหน้าที่การงาน มีปัญหากับเพื่อนร่วมงาน จึงควรเอาใจใส่และรอบคอบเกี่ยวกับเรื่องการงาน ปัญหาและอุปสรรคจะนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่ชาวราศีกันย์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ราหู (8) เป็นดาวโมหจริต ลุ่มหลงมัวเมา คิดเอาแต่ได้ ใช้อารมณ์วู่วาม หลงเชื่อเพื่อนฝูง ระวังจะถูกหลอก ถูกชักชวนให้ปฎิบัติหน้าที่ไปในทางที่ผิด ระวังกายวาจาใจให้ดี เมื่อปัญหาและอุปสรรคผ่านพ้นไป เหตุการณ์ก็จะพลิกผันเปลี่ยนแปลงไปสู่ความสำเร็จในแนวทางที่ดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.2 ช่วงเวลาที่ราหู (8) โคจรในราศีพฤษภ (ช่วงระหว่างวันที่ 10 กันยายน 2563 เวลา 02.51 น. ถึงวันสิ้นปีคือ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 เวลา 24.00 น. อีกช่วงหนึ่ง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ราหู (8) เจ้าเรือนอริ โคจรอยู่ในเรือนศุภะ ศุภะเป็นเรือนที่ดีงาม จะมีปัญหาอุปสรรคเกี่ยวกับเรื่องความเป็นอยู่ เหตุการณ์ภายในบ้าน วิถีการดำเนินชีวิตจะมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขให้เป็นระเบียบเรียบร้อย อยู่ในครรลองครองธรรม จะมีโอกาสได้เดินทางไกล มีการต่อสู้แข่งขันแล้วประสบความสำเร็จ จะได้รับเกียรติยศชื่อเสียง มีรายได้และผลประโยชน์ตอบแทน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จะมีการร่วมลงทุนทำการค้าขายกับคนต่างถิ่น ต่างแดน จะประสบความสำเร็จมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป บุตรบริวารคนในครอบครัวจะมีเกณฑ์เดินทางไกล จะมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องวิถีการดำเนินชีวิต เกี่ยวกับสภาพความเป็นอยู่ภายในบ้าน มีการปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ภายในบ้านให้ดีขึ้น มีภาระหน้าที่ในการปกครอง ดูแลคนในบ้านให้เรียบร้อย จะมีการเดินทางไกลหรือคนทางไกลจะเดินทางมาหา จะมีการพบปะติดต่อหรือคบหาสมาคมกับคนต่างถิ่น ข้อควรระวังคือ ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้าน คนในครอบครัวจะเจ็บไข้ได้ป่วย จึงควรดูแลรักษาสุขภาพให้ดี การสร้างเนื้อสร้างตัว สร้างหลักฐานจะประสบความสำเร็จสมความปรารถนา.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ชาวราศีตุล (LIBRA) หรือผู้ที่เกิดระหว่างวันที่ 18 ตุลาคม ถึง 16 พฤศจิกายน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ราศีตุล (LIBRA) เป็นราศีที่ 7 แห่งจักรราศี เป็นจรราศี ธาตุลม เป็นราศีแห่งความเที่ยงธรรม ทางกฎหมาย ทางการเงิน มีความสุภาพอ่อนโยน มีจินตนาการสูง รักสวยรักงาม มีความรักแรงกล้า มีความงาม มีเสน่ห์ ความเฉลียวฉลาด ชอบศิลปะและดนตรี มีความมุมานะและสุขุมรอบคอบดี เป็นผู้ทำอะไรเพื่อสังคมส่วนรวม กว้างขวางในสังคมเปลี่ยนแปลงได้ง่าย ความนึกคิดมักจะผันผวนเปลี่ยนแปลงไปตามอารมณ์ เป็นผู้ให้มากกว่าผู้รับ ชอบความหรูหรา เป็นผู้สมัครใจที่จะแบกรับความทุกข์ของผู้อื่นไว้ด้วยตนเอง คนราศีนี้มักจะมีเพื่อนฝูง มิตรสหาย การสมาคม หุ้นส่วน คู่สมรสและเพศตรงข้ามจะให้การสนับสนุน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.อิทธิพลของดาวพฤหัสบดี (5) ในปี 2563&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.1 ช่วงเวลาที่ดาวพฤหัสบดี (5) โคจรในราศีธนู (ช่วงระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2563 เวลา 00.00 น. ถึงวันที่ 17 มีนาคม 2563 เวลา 20.55 น. ช่วงหนึ่ง และช่วงเวลาระหว่างวันที่ 17 กรกฎาคม 2563 เวลา 18.54 น. ถึงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2563 เวลา 02.50 น. อีกช่วงหนึ่ง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวพฤหัสบดี (5) จรเป็นเกษตรในราศีธนูภพสหัชชะ ส่งผลดีเรื่องการสมาคม การคบเพื่อน พี่น้องเพื่อนฝูงคนใกล้ชิด ทำให้การเจรจาติดต่อสื่อสาร มีอะไรดีๆ เข้ามาในชีวิต โชคดีประสบความสำเร็จ มีโชคลาภด้านการเดินทาง การติดต่อ การสื่อสาร การเรียน มีคนเคารพนับถือยำเกรง จะได้คบหาสมาคมกับผู้หลักผู้ใหญ่ คนดี มีความรู้ความสามาถ นักปราชญ์ ราชบัณฑิต ปุโรหิตโหราจารย์ นักบวช ครูอาจารย์ การคบหาสมาคมจะโดดเด่น มีสติปัญญาแจ่มใสดีขึ้น ญาติพี่น้องเพื่อนฝูงคนใกล้ชิดมีความสมัครสมานสามัคคีกันดี จะได้ยศศักดิ์หลักฐาน มีตำแหน่ง หน้าที่การงานที่ดี มีความเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้า การเจรจาติดต่อประสานงานจะประสบความสำเร็จ จะมีการเดินทาง ทัศนศึกษา การติดต่อสื่อสารคึกคัก จะได้อุปกรณ์เครื่องมือสื่อสาร เทคโนโลยี หรือมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น จะแวดล้อมด้วยผู้หลักผู้ใหญ่คนมีความรู้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนการที่ดาวพฤหัสบดี (5) มาจากภพอริด้วย จึงควรระวังดูแลสุขภาพอนามัยของผู้ใหญ่ ให้ดี อาจเจ็บไข้ได้ป่วย มีปัญหาอุปสรรคแต่สามารถต่อสู้แก้ไขปัญหาอุปสรรคต่างๆ ได้ ระวังเรื่องความคิดเห็นที่มักจะขัดแย้งกับผู้ใหญ่เนืองๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.2 ช่วงเวลาที่ดาวพฤหัสบดี (5) โคจรในราศีมังกร (ช่วงระหว่างวันที่ 17 มีนาคม 2563 เวลา 20.55 น. ถึงวันที่ 17 กรกฎาคม 2563 เวลา 18.54 น. ช่วงหนึ่ง และอีกช่วงหนึ่งคือ ระหว่างวันที่ 14 พฤศจิกายน 2563 เวลา 02.50 น. ถึงวันสิ้นปี คือ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 เวลา 24.00 น. อีกช่วงหนึ่ง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวพฤหัสบดี (5) จรในภพพันธุได้มาตรฐานนิจเป็น &amp;ldquo;ปทุมเกณฑ์&amp;rdquo; จะมีความคิดริเริ่มอะไรใหม่ๆ จะได้บุตรบริวาร การสืบสายโลหิต สามารถสร้างหลักฐานหลักทรัพย์ได้มั่นคง จะมีอะไรดีๆ เข้ามาในชีวิตและครอบครัว มีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ชีวิตครอบครัวเจริญรุ่งเรืองดี สามารถสร้างเนื้อสร้างตัวได้ มีหลักฐานมั่นคง ครอบครัวเป็นปึกแผ่นมั่นคง มีความโดดเด่น อยู่เย็นเป็นสุข จะมีโชคลาภความสำเร็จ ได้เลื่อนขั้น ปรับตำแหน่ง จะได้ผลประโยชน์ตอบแทน จะได้บ้านเรือนที่อยู่อาศัย สำนักงาน ที่ดินและยวดยานพาหนะหรือจะมีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น จะมีการศึกษาอบรมในระดับที่สูงขึ้น มีชื่อเสียงเกียรติยศขจรขจายเป็นที่ยอมรับนับถือของสังคมและผู้หลักผู้ใหญ่ เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการสร้างเนื้อสร้างตัว จะมีโอกาสได้เดินทาง ท่องเที่ยว ทัศนศึกษา จะมีเสน่ห์เป็นที่ยอมรับนับถือ เป็นที่รักที่ชอบใจของคนทั่วไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.อิทธิพลของดาวเสาร์ (7) ในปี 2563&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.1 ช่วงเวลาที่ดาวเสาร์ (7) โคจรในราศีธนู (ช่วงระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2563 เวลา 00.00 น. ถึงวันที่ 2 มีนาคม 2563 เวลา 08.41 น. ช่วงหนึ่ง และช่วงเวลาระหว่างวันที่ 12 กรกฎาคม 2563 เวลา 22.07 น. ถึงวันที่ 5 ธันวาคม 2563 เวลา 08.42 น. อีกช่วงหนึ่ง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวเสาร์ (7) โคจรในราศีธนูภายใต้ภพสหัชชะของชาวราศีตุล สหัชชะ แปลว่า มาด้วยกัน เกิดร่วมกัน หมายถึง พี่น้องที่เกิดท้องเดียวกัน คนใกล้ชิด เพื่อนฝูง การคบหาสมาคม การเดินทางใกล้ๆ การติดต่อสื่อสาร การเขียนจดหมาย เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวเสาร์ (7) โคจรภายใต้ภพที่ 3 (สหัชชะ) ดาวเสาร์ (7) เป็นเจ้าเรือนพันธุและปุตตะจรมาอยู่ภพสหัชชะท่านว่า &amp;ldquo;...เสาร์ (7)...เป็นสามท่านทายหมายจะเพริดพรายด้วยเงินทอง...&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวเสาร์ (7) ในภพที่ 3 เรือนแห่งการคบหาสมาคมจะให้คุณอยู่บ้าง จะได้คบหาสมาคมกับผู้ใหญ่ คนสูงอายุ คนเก่าคนแก่ ตลอดจนเด็กๆ คนอ่อนวัยกว่า เด็กหน้าแก่กว่าวัย ทำให้โชคดีประสบความสำเร็จตามความหมายของดวงดาวและเรือนชะตาคือ จะประสบความสำเร็จด้านการสมาคม จะได้รับความนิยมชมชอบจากสังคมเกี่ยวกับการการเดินทาง การติดต่อสื่อสาร การโฆษณาประชาสัมพันธ์ การเจรจาทางธุรกิจ การคบหาสมาคม การเป็นตัวแทนนายหน้า การเป็นนักประพันธ์ การเขียนหนังสือ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่เนื่องจากดาวเสาร์ (7) เป็นดาวบาปเคราะห์ใหญ่ที่โคจรช้า จึงต้องใช้เวลาในการต่อสู้ดิ้นรนที่ยาวนาน ดังนั้นกว่าจะสำเร็จได้หลักฐานมาแต่ละครั้งแต่ละอย่างอย่างต้องใช้เวลามากเป็นพิเศษ จะทำการใดจึงต้องค่อยเป็นค่อยไป สร้างความเหน็ดเหนื่อยและวิตกกังวลใจไม่น้อย ควรระวังปัญหาอุปสรรคเกี่ยวกับญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง คนใกล้ชิด การหักหาญน้ำใจ สังคมจะนำพาความพึงพอใจมาให้ แต่ระวังจะแฝงความทุกข์ใจมาให้ในภายหลัง จึงควรดูแลรักษาสุขภาพอนามัยความเป็นอยู่ของพี่น้อง คนใกล้ชิด เพื่อนฝูง และดูแลรักษาทรัพย์สินให้ดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวเสาร์ (7) เป็นดาวโทษทุกข์ ความพลัดพราก ความวิตกกังวล ดาวเสาร์ (7) เป็นดาวเจ้าเรือนพันธุและปุตตะ เมื่อโคจรมาอยู่ในภพสหัชชะ จะส่งผลดีด้านการสมาคม วงศาคณาญาติบุตรบริวาร จะได้คบหาสมาคมกับผู้ใหญ่ คนสูงวัย คนต่างวัยกว่า ควรรอบคอบในการเดินทาง การสมาคมมีความเป็นกันเอง สนิทสนมแนบแน่น แต่เนื่องจากดาวเสาร์ (7) เป็นประธานฝ่ายบาปเคราะห์ จึงควรระมัดระวังเรื่องปัญหาความขัดแย้งเกี่ยวกับการคบเพื่อน พี่น้องเพื่อนฝูงคนใกล้ชิดจะสร้างปัญหาอุปสรรคให้เดือดร้อนวิตกกังวล จึงควรดูแลความเป็นอยู่ของพี่น้องเพื่อนฝูงคนใกล้ชิดให้ดี เพราะอาจเจ็บป่วยไม่สบายหรือมีปัญหาเกิดขึ้นได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.2 ช่วงเวลาที่ดาวเสาร์ (7) โคจรในราศีมังกร (ช่วงระหว่างวันที่ 2 มีนาคม 2563 เวลา 08.41 น. ถึงวันที่ 12 กรกฎาคม 2563 เวลา 22.07 น. ช่วงหนึ่ง และช่วงเวลาระหว่างวันที่ 5 ธันวาคม 2563 เวลา 08.42 น. ถึงวันสิ้นปีคือ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 เวลา 24.00 น. อีกช่วงหนึ่ง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวเสาร์ (7) จะโคจรเป็นเกษตรในราศีมังกรภพพันธุของชาวราศีตุล พันธุ แปลว่า สิ่งที่เกี่ยวเนื่องกัน หมายถึง สิ่งที่เกี่ยวเนื่องกันมากับเจ้าชะตาเวลาเกิด ได้แก่ บ้านเรือนที่อยู่อาศัย ที่ดิน พ่อแม่พี่น้อง วงศ์ตระกูล ยวดยานพาหนะ การศึกษา ความสุขโดยทั่วไป เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวเสาร์ (7) เจ้าเรือนพันธุจรมาเป็นเกษตรอยู่ในภพพันธุ สามารถสร้างเนื้อสร้างตัวเป็นหลักฐานมั่นคง จะมีการริเริ่มสิ่งอะไรใหม่ๆ เกี่ยวกับการสร้างหลักปักฐาน บ้านเรือน ที่ดิน สำนักงานและยวดยานพาหนะ จำเป็นต้องแบกรับภาระอันหนักอึ้ง มีปัญหาอุปสรรคให้แก้ไขเกี่ยวกับเรื่องการดูแลเอาใจใส่ครอบครัว บ้านเรือนที่อยู่อาศัย ที่ดิน ยวดยานพาหนะ มีการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อสร้างหลักฐาน เพื่อความมั่นคงของชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่กว่าจะได้หลักฐานมาแต่ละอย่างต้องใช้เวลานาน เหนื่อยยากแบบค่อยเป็นค่อยไป จึงทำให้เกิดความเครียดวิตกกังวลใจ ต้องฝ่าฟันปัญหาอุปสรรคเกี่ยวกับครอบครัวบ้านเรือนที่อยู่อาศัย ที่ดิน ยวดยานพาหนะ มีความคิดที่แปลกแหวกแนวไม่ซ้ำแบบใคร คู่ครองคนรักวางตัวเสมือนเป็นญาติผู้ใหญ่ ระวังพ่อแม่ ญาติพี่น้องจะเจ็บป่วย สูญเสีย จึงควรดูแลรักษาสุขภาพอนามัยความเป็นอยู่ของบิดามารดา ญาติผู้ใหญ่ คนในครอบครัวภายในบ้าน และดูแลรักษาทรัพย์สินให้ดีด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.อิทธิพลของราหู (8) ในปี 2563&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.1 ช่วงเวลาที่ราหู (8) โคจรในราศีมิถุน (ช่วงระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2563 เวลา 00.00 น. ถึงวันที่ 10 กันยายน 2563 เวลา 02.51 น. ช่วงหนึ่ง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ราหู (8) เจ้าเรือนปุตตะโคจรอยู่ในภพศุภะ บุตรบริวารจะประสบความสำเร็จ มีตำแหน่งหน้าที่การงาน จะได้รับเกียรติยศชื่อเสียง มีรายได้และผลประโยชน์ตอบแทน มีการเดินทางไกล จึงเหมาะแก่การลงทุนทำงาน การติดต่อค้าขายกับคนต่างถิ่น ต่างแดน ต่างประเทศ จะส่งผลดี จะมีการร่วมลงทุนกับครอบครัวญาติพี่น้องบุตรบริวาร จะประสบความสำเร็จมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป บุตรบริวารคนในครอบครัวจะประสบความสำเร็จ มีเกณฑ์เดินทางไกล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชาวราศีตุลจะมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องวิถีการดำเนินชีวิต วิถีชีวิต สภาพความเป็นอยู่ภายในบ้าน ปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ภายในบ้านให้ดีขึ้น ปกครอง ดูแลคนในบ้านให้เป็นระเบียบเรียบร้อย จะมีการเดินทางไกลหรือคนทางไกลจะเดินทางมาหาก็ได้ มีการพบปะติดต่อหรือคบหาสมาคมกับคน ต่างถิ่น ต่างแดน ต่างชาติ ต่างภาษา มีข้อควรระวังคือ ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้าน คนในครอบครัวจะเจ็บไข้ได้ป่วย จึงควรดูแลรักษาสุขภาพความเป็นอยู่ให้ดี การสร้างเนื้อสร้างตัว สร้างหลักฐานประสบความสำเร็จสมความปรารถนา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.2 ช่วงเวลาที่ราหู (8) โคจรในราศีพฤษภ (ช่วงระหว่างวันที่ 10 กันยายน 2563 เวลา 02.51 น. ถึงวันสิ้นปีคือ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 เวลา 24.00 น. อีกช่วงหนึ่ง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ราหู (8) เจ้าเรือนปุตตะโคจรในภพมรณะ ควรดูแลบุตรบริวารคนใต้บังคับบัญชาให้ดี เพราะอาจจะเจ็บป่วย พลัดพราก มีการเดินทางไกลหรือจะนำความเดือดร้อนเสียหายมาให้ จึงจำเป็นต้องเอาใจใส่ดูแลแก้ไขปัญหาอุปสรรคต่างๆ ให้กับบุตรบริวาร จะมีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับชีวิตครอบครัวบ้านเรือนที่อยู่อาศัย บุตรบริวารจะมีการเดินทางห่างไกลกัน จะมีการพลัดพรากจากกัน เกิดการเจ็บป่วยสูญเสีย ระวังการเดินทางจะมีปัญหาหรือเป็นสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับบ้านเรือน ที่อยู่อาศัย ควรเอาใจใส่ดูแลความเป็นอยู่ตลอดจนสุขภาพอนามัย ความประพฤติของบุตรบริวารให้ดีเป็นพิเศษ เพราะอาจจะเกิดการเจ็บป่วยต้องรักษาพยาบาลกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ราหู (8) จรอยู่ภพมรณะ จะมีดีอยู่บ้างคือ จะได้ของเก่า มรดก พินัยกรรม การประกันชีวิต การประกันภัยจากการสูญเสีย การทำธุรกิจกับต่างประเทศหรือผู้ที่เดินทางไปมาต่างถิ่นต่างแดน ระหว่างประเทศ จะส่งผลดีเกินความคาดหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชาวราศีพิจิก (SCORPIO) หรือผู้ที่เกิดระหว่างวันที่ 17 พฤศจิกายน ถึง 15 ธันวาคม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ราศีพิจิก (SCORPIO) เป็นราศีที่ 8 แห่งจักรราศี เป็นสถิรราศี ธาตุน้ำ ทำให้มีความสนใจเรื่องครอบครัวและเบญจกามารมณ์ ความเร้นลับ ความกร้าวแกร่ง ความดึงดูดร้าวใจ ตั้งตนเป็นหัวหน้าคน ชอบให้ผู้คนยกย่องว่าตนเก่งเป็นหัวหน้าคนได้ ชอบสร้างกฎเกณฑ์ระเบียบด้วยตนเอง ทำอะไรมักทำด้วยจิตใจที่ร้อนรน มีทิฐิมานะแรงกล้า กล้าเผชิญต่อสิ่งต่างๆ โกรธง่ายหายเร็ว ใจน้อย แสนงอน เก็บรักษาความลับเก่ง ใจคอเข้มแข็ง เป็นนักต่อสู้ ไม่ยอมแพ้ต่อปัญหาและอุปสรรค อารมณ์รุนแรงฉุนเฉียว มีไหวพริบดี ชอบศึกษาศาสตร์ลี้ลับ มีอำนาจจิตและความคิดที่รุนแรง คารมคมคาย อดทน อดกลั้นเก็บซ่อนความรู้สึกได้ดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.อิทธิพลของดาวพฤหัสบดี (5) ในปี 2563&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.1 ช่วงเวลาที่ดาวพฤหัสบดี (5) โคจรในราศีธนู (ช่วงระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2563 เวลา&amp;nbsp; 00.00 น. ถึงวันที่ 17 มีนาคม 2563 เวลา 20.55 น. ช่วงหนึ่ง และช่วงเวลาระหว่างวันที่ 17 กรกฎาคม 2563 เวลา 18.54 น. ถึงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2563 เวลา 02.50 น. อีกช่วงหนึ่ง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวพฤหัสบดี (5) โคจรเรือนกดุมภะเป็นเกษตร มีรายได้และผลประโยชน์เป็นกอบเป็นกำ สามารถจะสร้างหลักฐานได้มั่นคง ผู้หลักผู้ใหญ่และบุตรบริวารจะให้การช่วยเหลือสนับสนุนเป็นอย่างดี มีความคิดริเริ่มอะไรใหม่ๆ ทางการเงินและการงาน ทำให้ประสบความโชคดี มีรายได้ ผลประโยชน์ ทรัพย์สินเงินทองเพิ่มมากขึ้น ควรใช้ความรู้ความสามารถและคุณธรรมนำหน้าเพื่อแสวงหาทรัพย์สินเงินทอง สร้างหลักฐาน จะได้ทรัพย์สินเงินทองเพราะไหวพริบปฏิภาณ ความรู้ความสามารถ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สามารถแก้ไขปัญหาเหตุการณ์ได้สำเร็จ มีความซื่อสัตย์สุจริตในการทำงาน ทำให้การงานพัฒนาดีขึ้น ทีมงานมีความสมัครสมานสามัคคี จะได้เลื่อนยศ เลื่อนตำแหน่งและเงินเดือน มีรายได้ผลประโยชน์ตอบแทนเพิ่มมากขึ้นเป็นที่พึงพอใจ การงานมีความเจริญก้าวหน้ารุ่งเรือง การต่อสู้แข่งขันจะประสบความสำเร็จสามารถแก้ไขปัญหาและอุปสรรคได้ สามารถสร้างเนื้อสร้างตัวได้ ได้บ้านเรือนที่อยู่อาศัย ที่ดิน สำนักงานและยวดยานพาหนะ การลงทุนร่วมหุ้นประสบความสำเร็จได้ผลกำไรงอกงามดี จะได้หลักฐาน หลักทรัพย์ ผลประโยชน์ตอบแทนงดงามเป็นที่พึงพอใจ จะมีชื่อเสียงเกียรติยศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.2 ช่วงเวลาที่ดาวพฤหัสบดี (5) โคจรในราศีมังกร (ช่วงระหว่างวันที่ 17 มีนาคม 2563 เวลา 20.55 น. ถึงวันที่ 17 กรกฎาคม 2563 เวลา 18.54 น. ช่วงหนึ่ง และอีกช่วงหนึ่งคือ ระหว่างวันที่ 14 พฤศจิกายน 2563 เวลา 02.50 น. ถึงวันสิ้นปีคือ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 เวลา 24.00 น. อีกช่วงหนึ่ง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวพฤหัสบดี (5) จรเป็นนิจในภพสหัชชะ จะส่งผลดีทำให้การโฆษณาประชาสัมพันธ์ การเจรจาติดต่อสื่อสาร การคบหาสมาคม จะมีอะไรดีๆ เข้ามาในชีวิต จะโชคดีประสบความสำเร็จ มีโชคลาภเกี่ยวกับการเดินทาง การติดต่อการสื่อสาร การศึกษาเล่าเรียน มีคนเคารพยำเกรง จะได้คบหาสมาคมกับผู้หลักผู้ใหญ่ คนดี มีความรู้ นักปราชญ์ ราชบัณฑิต ปุโรหิตโหราจารย์ นักบวช ครูอาจารย์ การติดต่อคบหาสมาคมจะโดดเด่น มีสติปัญญาแจ่มใสดีขึ้น ญาติพี่น้องเพื่อนฝูงคนใกล้ชิดมีความสมัครสมานสามัคคีกันดี จะได้ยศศักดิ์หลักฐาน ประสบความสำเร็จ มีตำแหน่ง หน้าที่การงานที่ดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีความเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้า การเจรจาติดต่อประสานงานจะประสบความสำเร็จ จะมีการเดินทาง มีการทัศนศึกษา การติดต่อสื่อสารคึกคัก จะได้อุปกรณ์เครื่องมือสื่อสาร เทคโนโลยี หรือมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น จะแวดล้อมด้วยผู้หลักผู้ใหญ่คนมีความรู้ ควรระวังดูแลสุขภาพอนามัยของผู้ใหญ่ให้ดี จะโชคดีเรื่องคู่ครองหุ้นส่วนเพศตรงข้าม สามารถต่อสู้แก้ไขปัญหาอุปสรรคต่างๆ ได้ ส่วนการที่ดาวพฤหัสบดี (5) ได้มาตรฐานนิจความดีที่จะเกิดขึ้นน่าจะค่อยเป็นค่อยไปแล้วจะดีขึ้นในที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.อิทธิพลของดาวเสาร์ (7) ในปี 2563&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.1 ช่วงเวลาที่ดาวเสาร์ (7) โคจรในราศีธนู (ช่วงระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2563 เวลา 00.00 น. ถึงวันที่ 2 มีนาคม 2563 เวลา 08.41 น. ช่วงหนึ่ง และช่วงเวลาระหว่างวันที่ 12 กรกฎาคม 2563 เวลา 22.07 น. ถึงวันที่ 5 ธันวาคม 2563 เวลา 08.42 น. อีกช่วงหนึ่ง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวเสาร์ (7) เจ้าเรือนสหัชชะและพันธุจะโคจรในภพกดุมภะ กดุมภะ แปลว่า สมบัติ หมายถึง ทรัพย์สินเงินทองและหน้าตา สหัชชะ แปลว่า เกิดร่วมกัน หมายถึง พี่น้องที่เกิดท้องเดียวกัน คนใกล้ชิด เพื่อนฝูง การคบหาสมาคม การเดินทางใกล้ๆ การติดต่อสื่อสาร การเขียนจดหมาย เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พันธุ แปลว่า สิ่งที่ติดเนื่องกัน หมายถึง สิ่งที่ติดเนื่องกันมากับเจ้าชะตาเวลาเกิดได้แก่บ้านเรือน ที่อยู่อาศัย ที่ดิน พ่อแม่ ญาติพี่น้อง วงศ์ตระกูล ยวดยานพาหนะ การศึกษา ความสุขโดยทั่วไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อดาวเสาร์ (7) เจ้าเรือนที่ 3 (สหัชชะ) และที่ 4 (พันธุ) โคจรมาอยู่ภพที่ 2 (กดุมภะ) เจ้าชะตายังจะต้องเหนื่อยยาก คิดมากทุกข์วิตกกังวลเกี่ยวกับเรื่องทรัพย์สินเงินทอง การทำมาหากินเพื่อสร้างหลักฐาน มีภาระต้องจัดการ เรื่องหลักทรัพย์ บ้าน ที่ดิน ยวดยานพาหนะ ญาติพี่น้องในครอบครัว จะใช้จ่ายเงินทองไปกับเรื่องการคบหาสมาคม พี่น้องเพื่อนฝูงคนใกล้ชิด มีภาระรับผิดชอบ เรื่องทรัพย์สินเงินทองเพิ่มมากขึ้นเกี่ยวกับสินเชื่อในการกู้ยืมเงินเพื่อมาซื้อหาอสังหาริมทรัพย์ บ้านเรือนที่ดินและยวดยานพาหนะ จะเหน็ดเหนื่อยก่อนแล้วจึงจะได้ทรัพย์สินเหล่านั้นมาในที่สุด ดังนั้น เพื่อมิให้เหน็ดเหนื่อยมากนักจึงควรประมาณกำลังและสถานการณ์ทางการเงินและความสามารถให้ดี จะได้ไม่เกิดปัญหาในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวเสาร์ (7) เป็นดาวบาปเคราะห์ใหญ่และโคจรช้า จึงใช้เวลาในการต่อสู้ดิ้นรนนานกว่าจะประสบความสำเร็จได้หลักฐานมาแต่ละอย่าง ดังนั้นจึงต้องค่อยเป็นค่อยไป ต้องใช้เวลารอคอย ทำให้เกิดความเหน็ดเหนื่อยและวิตกกังวลใจมิใช่น้อย ท่านอาจจะกลายเป็นลูกหนี้ระยะยาวในการผ่อนชำระสินเชื่อ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อีกประการหนึ่ง ควรระวังปัญหาอุปสรรคเกี่ยวกับญาติพี่น้อง จึงควรดูแลรักษาสุขภาพอนามัยความเป็นอยู่และดูแลรักษาทรัพย์สินให้ดี ในตำราเรียกเสาร์ (7) ในภพที่ 2 ว่าเป็น ทุระ ทุรา แปลว่า ทุกข์ๆ ยากๆ ตำราว่า &amp;ldquo;...เสาราหนึ่งสองไซร้ ทรามยิ่ง แท้เอย...&amp;rdquo; จึงทำให้เกิดอาการทุกข์ๆ ยากๆ เรื่องทรัพย์สินเงินทอง การทำมาหาได้เกี่ยวกับเรื่องพันธุ คือเรื่องหลักทรัพย์ บ้าน ที่ดิน ยวดยานพาหนะ ญาติพี่น้องในครอบครัว เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.2 ช่วงเวลาที่ดาวเสาร์ (7) โคจรในราศีมังกร (ช่วงระหว่างวันที่ 2 มีนาคม 2563 เวลา 08.41 น. ถึงวันที่ 12 กรกฎาคม 2563 เวลา 22.07 น. ช่วงหนึ่ง และช่วงเวลาระหว่างวันที่ 5 ธันวาคม 2563 เวลา 08.42 น. ถึงวันสิ้นปีคือ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 เวลา 24.00 น. อีกช่วงหนึ่ง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวเสาร์ (7) โคจรในราศีมังกรเป็นเกษตรภายใต้ภพสหัชชะของชาวราศีพิจิก สหัชชะ แปลว่า มาด้วยกัน เกิดร่วมกัน หมายถึง พี่น้องที่เกิดท้องเดียวกัน คนใกล้ชิด เพื่อนฝูง การคบหาสมาคม การเดินทางใกล้ๆ การติดต่อสื่อสาร การเขียนจดหมาย เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวเสาร์ (7) โคจรภายใต้ภพที่ 3 (สหัชชะ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวเสาร์ (7) เป็นเจ้าเรือนสหัชชะและพันธุ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวเสาร์ (7) โคจรอยู่ในภพสหัชชะท่านว่า &amp;ldquo;...เสาร์ (7)...เป็นสามท่านทายหมายจะเพริดพรายด้วยเงินทอง...&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวเสาร์ (7) ในภพที่ 3 เรือนแห่งการสมาคมจะให้คุณ ทำให้โชคดีประสบความสำเร็จตามความหมายของดวงดาวและเรือนชะตาคือ จะประสบความสำเร็จด้านการคบหาสมาคม จะได้คบหาสมาคมกับผู้อาวุโสกว่า คนเก่าคนแก่ จะได้พบกับพี่น้องเพื่อนฝูงคนใกล้ชิดที่จากไปนานๆ พี่น้องเพื่อนฝูงคนใกล้ชิดประสบความสำเร็จสามารถสร้างหลักฐานได้ จะได้รับความนิยมชมชอบจากสังคมเกี่ยวกับการการเดินทาง การติดต่อสื่อสาร การโฆษณาประชาสัมพันธ์ การเจรจาทางธุรกิจ การคบหาสมาคม การเป็นตัวแทนนายหน้า การเป็นนักประพันธ์ การเขียนหนังสือจะประสบความสำเร็จ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวเสาร์ (7) เป็นดาวบาปเคราะห์ใหญ่และโคจรช้า จึงใช้เวลาในการต่อสู้ดิ้นรนที่ยาวนาน ดังนั้นกว่าจะสำเร็จได้หลักฐานมาแต่ละครั้ง แต่ละอย่างต้องใช้เวลามากเป็นพิเศษ จะทำการใดจึงต้องค่อยเป็นค่อยไป สร้างความเหน็ดเหนื่อยและวิตกกังวลใจไม่น้อย ควรระวังปัญหาอุปสรรคเกี่ยวกับญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง คนใกล้ชิด การหักหาญน้ำใจ การสมาคมจะนำพาความพึงพอใจมาให้ แต่ระวังจะแฝงความทุกข์ใจมาให้ในภายหลัง จึงควรระมัดระวังดูแลรักษาสุขภาพอนามัยความเป็นอยู่ของพี่น้อง คนใกล้ชิด เพื่อนฝูง และดูแลรักษาทรัพย์สินให้ดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวเสาร์ (7) เป็นดาวโทษทุกข์ ความพลัดพราก ความวิตกกังวล ดาวเสาร์ (7) เป็นดาวเจ้าเรือนสหัชชะและพันธุ เมื่อโคจรมาอยู่ในภพสหัชชะจะส่งผลดีด้านการสมาคม วงศาคณาญาติบุตรบริวาร จะได้คบหาสมาคมกับผู้ใหญ่ คนสูงวัย คนต่างวัยกว่า ควรรอบคอบในการเดินทาง การสมาคมมีความเป็นกันเอง สนิทสนมแนบแน่น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ดาวเสาร์ (7) เป็นประธานฝ่ายบาปเคราะห์ จึงควรระมัดระวังเรื่องปัญหาความขัดแย้งเกี่ยวกับการคบเพื่อน พี่น้องเพื่อนฝูงคนใกล้ชิดไว้ด้วย เพราะอาจจะสร้างปัญหาอุปสรรคให้เดือดร้อนวิตกกังวล จึงควรดูแลความเป็นอยู่ของพี่น้องเพื่อนฝูงคนใกล้ชิดให้ดี เพราะอาจเจ็บป่วยไม่สบายหรือมีปัญหาเกิดขึ้นได้ การที่ดาวเสาร์(7)เป็นเกษตรให้คุณแสดงว่า การคบหาสมาคมส่งผลดี ประสบความสำเร็จ สามารถสร้างหลักฐานได้มั่นคง จะประสบความสำเร็จด้านทรัพย์สินเงินทองในที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.อิทธิพลของราหู (8) ในปี 2563&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.1 ช่วงเวลาที่ราหู (8) โคจรในราศีมิถุน (ช่วงระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2563 เวลา 00.00 น. ถึงวันที่ 10 กันยายน 2563 เวลา 02.51 น. ช่วงหนึ่ง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ราหู (8) เจ้าเรือนพันธุจรในภพมรณะ ผู้ใหญ่จะเจ็บป่วย&amp;nbsp; พลัดพราก จะเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นเกี่ยวกับครอบครัว บ้านเรือนที่อยู่อาศัย ที่ดิน ยวดยานพาหนะ ผู้หลักผู้ใหญ่ ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงจะมีการเดินทางห่างไกล พลัดพรากจากกันไปไกล หรือเจ็บป่วยสูญเสีย ระวังการเดินทางจะมีปัญหา จะมีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับความเป็นอยู่ในครอบครัว บ้านเรือนที่อยู่อาศัย และสุขภาพอนามัยของญาติพี่น้อง จึงควรเอาใจใส่ดูแลเป็นพิเศษ เพราะอาจจะเกิดการเจ็บป่วยหรือสูญเสียญาติพี่น้อง บ้านเรือนที่อยู่อาศัยและทรัพย์สินเงินทอง จะมีปลวกมอดหรือสิ่งอบายมุขเข้าบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ราหู (8) จรอยู่ภพมรณะ จะมีดีอยู่บ้างคือ จะได้ของเก่า มรดก พินัยกรรมจากการสูญเสีย การทำธุรกิจกับคนต่างประเทศ คนแดนไกล หรือผู้ที่เดินทางไปมาต่างถิ่นต่างแดน ระหว่างประเทศ จะส่งผลดีเกินความคาดหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.2 ช่วงเวลาที่ราหู (8) โคจรในราศีพฤษภ (ช่วงระหว่างวันที่ 10 กันยายน 2563 เวลา 02.51 น. ถึงวันสิ้นปีคือ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 เวลา 24.00 น. อีกช่วงหนึ่ง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ราหู (8) เจ้าเรือนพันธุโคจรเข้าภพปัตนิ ญาติพี่น้องเพื่อนฝูงคนใกล้ชิด จะเข้ามามีบทบาท เป็นเจ้ากี้เจ้าการเกี่ยวกับเรื่องคู่ครอง หุ้นส่วน เพศตรงข้าม ผู้ใหญ่จะเข้ามาจัดการเรื่องคู่ครองหุ้นส่วนเพศตรงข้าม การสมรส เป็นต้น ดังนั้น การคบหาสมาคมกับญาติพี่น้องเพื่อนฝูงควรระมัดระวังให้มากเพราะอาจจะเป็นสาเหตุทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง จะเกิดปัญหาเรื่องคู่ครอง การลงทุนทางธุรกิจ หุ้นส่วน เพศตรงข้าม คนไม่มีคู่ครองหุ้นส่วนเพศตรงข้าม จะได้คู่ครองหุ้นส่วนเพศตรงข้าม คนมีคู่ครองหุ้นส่วนเพศตรงข้ามอยู่แล้ว จะเกิดการเปลี่ยนแปลงเพื่อไปสู่อนาคต จึงควรเอาใจใส่ดูแลเรื่องคู่ครองหุ้นส่วนเพศตรงข้ามให้ดีทั้งเรื่องความสัมพันธ์ ความเป็นอยู่และสุขภาพอนามัย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตำราว่าราหู (8) เล็งราศีเกิดเป็นพินทุบาทว์จรทำให้ดวงช้ำ ดวงร้าว ดวงแตกชั่วคราว จึงควรระวังปัญหาที่จะเกิดกับคู่สมรส คู่ครอง หุ้นส่วน เพศตรงข้ามให้ดี ระวังจะมีการแตกแยก คดีความ มีคู่แข่ง ทำให้เจ้าชะตาเร่าร้อน มีปัญหา จะใช้จ่ายทรัพย์สินเงินทองเสียเงินไปกับคู่ครอง หุ้นส่วน เพศตรงข้าม การลงทุนทางธุรกิจ จึงควรใช้ความคิดไตร่ตรองให้รอบคอบละเอียดถี่ถ้วน อย่าเอาแต่ใจตนเอง จะทำอะไรควรรอบคอบมีสติสัมปชัญญะ จะเสียเงินทองไปกับการดูแลรักษาสุขภาพอนามัยของคู่ครองหุ้นส่วนเพศตรงข้าม ญาติผู้ใหญ่จะเจ็บไข้ได้ป่วยต้องดูแลรักษากัน จะมีปัญหาทะเลาะเบาะแว้งกัน ไม่เข้าใจกัน จึงควรดูแลเอาใจใส่คู่ครองคนรักให้ดี เอาใจเขามาใส่ใจเรา มีการปรับปรุงซ่อมแซมบ้านเรือนที่อยู่อาศัย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชาวราศีธนู (SAGITTARIUS) หรือผู้ที่เกิดระหว่างวันที่ 16 ธันวาคม ถึง 14 มกราคม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ราศีธนู (SAGITTARIUS) เป็นราศีที่ 9 แห่งจักราศี ราศีธาตุไฟชนิดทวิภาวะราศี เป็นราศีแห่งความใฝ่รู้ จินตนาการ จิตวิญญาณที่เสรี ชอบการวางแผน เป็นคนช่างคิด ใช้สมองด้านปรัชญาเจ้าหลักการ เป็นคนช่างสังเกต เรียนรู้และตัดสินใจได้รวดเร็ว ชอบคิดและทำด้วยตนเอง เป็นคนอารมณ์ดี ไม่ชอบอยู่นิ่ง หนักแน่น ชอบการเดินทาง เป็นคนซื่อตรงเปิดเผย มีความเมตตากรุณาเห็นอกเห็นใจคนอื่น บริสุทธิ์ยุติธรรม เป็นคนมีมารยาทดี จะทำงานใดมักหวังผลสำเร็จเป็นสำคัญมากกว่าผลประโยชน์ส่วนตัว การเป็นทวิภาวะราศี มักมีอะไรเป็นสอง ทำอะไรสองอย่างในเวลาเดียวกัน มีความรู้สึกอีกอย่างแล้วแสดงออกมาอีกอย่าง ไม่แสดงนิสัยที่แท้จริงออกมาให้เห็น สนใจเรื่องศาสนา ปรัชญาโหราศาสตร์ จิตศาสตร์ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.อิทธิพลของดาวพฤหัสบดี (5) ในปี 2563&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.1 ช่วงเวลาที่ดาวพฤหัสบดี (5) โคจรในราศีธนู (ช่วงระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2563 เวลา 00.00 น. ถึงวันที่ 17 มีนาคม 2563 เวลา 20.55 น. ช่วงหนึ่ง และช่วงเวลาระหว่างวันที่ 17 กรกฎาคม 2563 เวลา 18.54 น. ถึงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2563 เวลา 02.50 น. อีกช่วงหนึ่ง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวพฤหัสบดี (5) จรในภพตนุทับราศีเกิด ได้ตำแหน่งมาตรฐานเป็นเกษตรทำให้มีสุขภาพอนามัยกายใจดีขึ้น เข้มแข็งขึ้น เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น สร้างหลักฐานเป็นปึกแผ่นมั่นคงเข้มแข็งขึ้น ดาวพฤหัสบดี (5) ทับพระอาทิตย์ (1) กำเนิด จะมีอะไรดีๆ เข้ามาในชีวิต เพราะเป็นดาวคู่มิตรทับกันจะได้รับความคุ้มครองช่วยเหลือจากผู้หลักผู้ใหญ่ เทพยดาฟ้าดินทั้งหลาย ดาวผู้ใหญ่ให้คุณทำให้ได้ตำแหน่ง มีหน้าที่การงานที่ดีขึ้น จะได้เป็นผู้นำ หัวหน้า จะมีโชคใหญ่ ประสบความสำเร็จด้านการงาน การเงิน มีความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่การงาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีชื่อเสียงเกียรติยศขจรขจายไปทั่ว จะได้รับการนิยมยกย่องจากสังคม เพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง มีโอกาสได้ใช้ความรู้ความสามารถและสติปัญญาแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้สำเร็จ จะได้สมาคมกับผู้หลักผู้ใหญ่คนดีมีความรู้ ทำให้เป็นที่เคารพนับถือของสังคม จะได้เลื่อนขั้นยศ ปรับตำแหน่ง มีโอกาสได้ใช้ความรู้ความสามารถสร้างเนื้อ สร้างตัวจนประสบความสำเร็จ จะได้รับรางวัลเกียรติยศ เป็นบุคคลตัวอย่างหรือบุคคลดีเด่น ผู้หลักผู้ใหญ่จะให้การสนับสนุนช่วยเหลือ จะได้ทรัพย์สินเงินทองรายได้ผลประโยชน์ โชคลาภเป็นที่พึงพอใจ ดาวครู ดาวศาสนาทับราศีเกิดจะได้ศึกษาและปฏิบัติธรรมสร้างกุศลกรรม มีความหนักแน่นเข้มแข็งขึ้น เชื่อในหลักการและเหตุผลมากขึ้น ใฝ่ธรรมะ มีความคิดแปลกแหวกแนวไม่ซ้ำใคร สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง จะมีการริเริ่มโครงการใหม่ๆงานใหม่ๆ จะเป็นที่รักใคร่ของบุตรบริวารคนแวดล้อมอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.2 ช่วงเวลาที่ดาวพฤหัสบดี (5) โคจรในราศีมังกร (ช่วงระหว่างวันที่ 17 มีนาคม 2563 เวลา 20.55 น. ถึงวันที่ 17 กรกฎาคม 2563 เวลา 18.54 น. ช่วงหนึ่ง และอีกช่วงหนึ่งคือ ระหว่างวันที่ 14 พฤศจิกายน 2563 เวลา 02.50 น. ถึงวันสิ้นปีคือ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 เวลา 24.00 น.&amp;nbsp; อีกช่วงหนึ่ง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวพฤหัสบดี (5) โคจรในเรือนกดุมภะเป็นนิจ จะสร้างหลักฐาน มั่นคงได้แบบค่อยเป็นค่อยไป ค่อยๆ ไต่เต้าขึ้นไป ค่อยๆ สร้างฐานะ ผู้หลักผู้ใหญ่และบุตรบริวารจะให้การช่วยเหลือสนับสนุนเรื่องทรัพย์สินเงินทองและการงานเป็นอย่างดี จะมีความคิดริเริ่มอะไรใหม่ๆ ทางการเงินและการงาน ทำให้ประสบความโชคดีมีความสำเร็จทางด้านการเงิน มีรายได้ ทรัพย์สินเงินทองเพิ่มพูนมากขึ้น ควรใช้ความรู้ความสามารถและคุณธรรมนำหน้าเพื่อแสวงหาทรัพย์สินเงินทอง จะได้ทรัพย์สินเงินทองเพราะไหวพริบปฏิภาณ ความรู้ความสามารถ สามารถแก้ไขปัญหาเหตุการณ์ได้สำเร็จ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีความซื่อสัตย์สุจริต ทำให้การงานและการเงินพัฒนาดีขึ้น ทีมงานมีความสมัครสมานสามัคคีกันดี จะได้เลื่อนยศ เลื่อนตำแหน่งและเงินเดือน มีรายได้ผลประโยชน์ตอบแทนเป็นที่พึงพอใจ การงานมีความเจริญก้าวหน้ารุ่งเรือง การต่อสู้แข่งขันจะประสบความสำเร็จ สามารถสร้างหลักฐาน มีหลักทรัพย์ บ้าน ที่ดินและยวดยานพาหนะ สามารถสร้างเนื้อสร้างตัวได้แบบค่อยเป็นค่อยไป การลงทุนร่วมหุ้นประสบความสำเร็จได้ผลกำไรงอกงามดี จะได้ผลประโยชน์ตอบแทน เป็นที่พึงพอใจ เงินทองหมุนเวียนดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.อิทธิพลของดาวเสาร์ (7) ในปี 2563&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.1 ช่วงเวลาที่ดาวเสาร์ (7) โคจรในราศีธนู (ช่วงระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2563 เวลา 00.00 น. ถึงวันที่ 2 มีนาคม 2563 เวลา 08.41 น. ช่วงหนึ่ง และช่วงเวลาระหว่างวันที่ 12 กรกฎาคม 2563 เวลา 22.07 น. ถึงวันที่ 5 ธันวาคม 2563 เวลา 08.42 น. อีกช่วงหนึ่ง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวเสาร์ (7) จรในภพที่ 1 (ตนุ) ตนุ แปลว่า ตัวตน หมายถึง รูปร่าง สภาพของบุคคล นิสัย ความประพฤติ จริตกิริยา สุขภาพอนามัย ดาวเสาร์ (7) เป็นประธานฝ่ายบาปเคราะห์ เป็นดาวโทษทุกข์ ทับราศีเกิดทับอาทิตย์ (1) กำเนิด ส่งผลทำให้ต้องรับภาระที่หนักหน่วงทั้งเรื่องตัวเอง การเงิน&amp;nbsp; การงานและความเป็นอยู่ การดำเนินชีวิต จะมีความเหน็ดเหนื่อยมากขึ้น ต้องแก้ไขปัญหาอุปสรรคสำคัญๆ มากมาย ควรระวังดูแลรักษาสุขภาพอนามัยตนเองและพ่อแม่ผู้หลักผู้ใหญ่ให้ดี เพราะอาจเจ็บป่วยเป็นเวลานานๆ เกิดความไม่สบายกายใจ เกิดความวิตกกังวล การใช้รถใช้ถนนควรระมัดระวังอุบัติเหตุ ระวังจะเกิดเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจ จะเกิดอาการเครียด จะสูญเสียทรัพย์สินเงินทอง การงานจะมีการเปลี่ยนแปลงถูกออกจากงาน ตกจากตำแหน่ง จากบ้านจากเมือง เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวเสาร์ (7) เป็นเจ้าเรือนที่ 2 (กดุมภะ) และเรือนชะตาที่ 3 (สหัชชะ) จึงเกิดความวิตกกังวลเรื่องความเป็นอยู่เกี่ยวกับทรัพย์สินเงินทองและการคบหาสมาคม จึงควรระมัดระวังเรื่องทรัพย์สินเงินทองให้ดี ระวังจะมีปัญหาอุปสรรคนำความเดือดร้อนหนักใจมาให้เกี่ยวกับเรื่องทรัพย์สินเงินทอง และพี่น้องเพื่อนฝูงคนใกล้ชิดให้ดี เพราะอาจจะนำความเดือดร้อนหนักอกหนักใจมาให้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ช่วงดาวเสาร์ (7) โคจรมาทับราศีเกิดจึงควรดำเนินชีวิตด้วยความรอบคอบระมัดระวังเป็นพิเศษ ดังหลักโหราศาสตร์ที่ว่า &amp;ldquo;...เสาราหนึ่งสองไซร้ ทรามยิ่ง แท้เอย...&amp;rdquo; หรือที่ว่าหลักที่ว่า &amp;ldquo;...พระเสาร์ (7) จรมาต้องลัคน์มีการหนักอย่ายาตรา เสียทรัพย์มากนานา ทั้งชีวาอาจวอดวาย...&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนในคัมภีร์จักรทีปนีกล่าวว่า &amp;ldquo;...เสาร์ (7) จรประทับลัคน์ คนนั้นจะหม่นหมอง เสียทรัพย์และสิ่งของ ครุเหตุจะพึงมี ดังโปริสารทราษฎร เขาก็ขับหนี จากขัตติยาศรี ศิริราชนคร...&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อดาวเสาร์ (7) โคจรมาทับลัคนาในดวงชะตา ควรดำเนินชีวิตด้วยความระมัดระวัง จะมีความทุกข์เศร้าหมองจะเสียทรัพย์สินเงินทองและสิ่งของ จะเกิดเหตุใหญ่ๆ เกิดขึ้น มีความทุกข์ต้องออกจากที่อยู่อาศัย เปรียบประดุจดังพระยาโปริสารทซึ่งถูกราษฎรขับออกจากพระนครไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวเสาร์ (7) โคจรมาทับอาทิตย์ (1) คัมภีร์จักรทีปนีกล่าวว่า &amp;ldquo;...เสาร์ (7) ทับพระอาทิตย์ (1) ปฏิสนธิในชาติ&amp;nbsp; ชนนั้นจะถึงฆาต บ่มิทรัพย์จะสาธารณ์ ถ้อยความจะถึงตู ผิศัตรูจะปองผลาญ แม้นหมิ่นประมาทการ ก็จะเป็นอันตราย...&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หมายความว่า เมื่อดาวเสาร์ (7) โคจรมาทับพระอาทิตย์ (1) กำเนิด ต้องดำเนินชีวิตด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะมีเรื่องที่ไม่ดีด้วยประการต่างๆ เกิดขึ้น ให้ระวังดวงตกหรือมิเช่นนั้นทรัพย์จะหมด จะมีถ้อยความมาถึง ศัตรูหาโอกาสทำร้าย ถ้ามีความประมาทก็จะเป็นอันตราย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อเสาร์ (7) ทับอาทิตย์ (1) มีสถิติว่า มักจะเสียตำแหน่งหน้าที่การงาน งานราชการและงานบริษัทให้พึงระวังตัว จะป่วยหนัก หากจะตั้งคำถามว่าชาวราศีธนูจะเป็นดังนี้ทุกคนหรือไม่ ขอตอบว่าไม่ใช่ เพราะบางดวงชะตาดาวเสาร์ (7) ให้คุณก็มี บางดวงชะตาดาวเสาร์ (7) เป็นเดช ศรี มนตรีจรมาทับ ย่อมให้คุณ และหากดาวพฤหัสบดี (5) ยังให้คุณ จึงพอคุ้มดวงชะตาได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.2 ช่วงเวลาที่ดาวเสาร์ (7) โคจรในราศีมังกร (ช่วงระหว่างวันที่ 2 มีนาคม 2563 เวลา 08.41 น. ถึงวันที่ 12 กรกฎาคม 2563 เวลา 22.07 น. ช่วงหนึ่ง และช่วงเวลาระหว่างวันที่ 5 ธันวาคม 2563 เวลา 08.42 น. ถึงวันสิ้นปีคือ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 เวลา 24.00 น. อีกช่วงหนึ่ง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวเสาร์ (7) เจ้าเรือนกดุมภะและสหัชชะโคจรในเรือนกดุมภะ กดุมภะ แปลว่า สมบัติ หมายถึง ทรัพย์สินเงินทองและหน้าตา สหัชชะ แปลว่า เกิดร่วมกัน หมายถึง พี่น้องที่เกิดท้องเดียวกัน คนใกล้ชิด เพื่อนฝูง การคบหาสมาคม การเดินทางใกล้ๆ การติดต่อสื่อสาร การเขียนจดหมาย เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อดาวเสาร์ (7) มาอยู่ภพที่ 2 (กดุมภะ) เป็นเกษตร เจ้าชะตาจะสร้างหลักฐานได้ มีรายได้ผลประโยชน์เป็นกอบเป็นกำ ฐานะความเป็นอยู่มั่นคงขึ้น แต่เจ้าชะตายังจะต้องเหนื่อยยาก คิดมากทุกข์วิตกกังวลเกี่ยวกับเรื่องทรัพย์สินเงินทอง การทำมาหากินเพื่อสร้างหลักฐาน มีภาระต้องจัดการ เรื่องทรัพย์สินเงินทอง หลักทรัพย์ บ้าน ที่ดิน ยวดยานพาหนะ ญาติพี่น้องในครอบครัว จะใช้จ่ายเงินทองไปกับเรื่องการคบหาสมาคม พี่น้องเพื่อนฝูงคนใกล้ชิด มีภาระรับผิดชอบ มีทรัพย์สินเงินทองเพิ่มมากขึ้น จะมีภาระเกี่ยวกับสินเชื่อในการกู้ยืมเงินเพื่อมาซื้อหาอสังหาริมทรัพย์ บ้านเรือนที่ดินและยวดยานพาหนะ จะเหน็ดเหนื่อยก่อนแล้วจึงจะได้ทรัพย์สินเหล่านั้นมาในที่สุด จึงควรประมาณกำลังและสถานการณ์ทางการเงินและความสามารถให้ดี จะได้ไม่เกิดปัญหาในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวเสาร์ (7) เป็นดาวบาปเคราะห์ใหญ่และโคจรช้า จึงใช้เวลาในการต่อสู้ดิ้นรนนานกว่าจะสำเร็จได้หลักฐานมาแต่ละอย่าง ดังนั้นจึงต้องค่อยเป็นค่อยไป ต้องใช้เวลารอคอย&amp;nbsp; ทำให้เกิดความเหน็ดเหนื่อยและวิตกกังวลใจมิใช่น้อย ท่านอาจจะกลายเป็นลูกหนี้ระยะยาวในการผ่อนชำระสินเชื่อ อีกประการหนึ่งควรระวังจะเกิดปัญหาอุปสรรคเกี่ยวกับญาติพี่น้อง จึงควรดูแลรักษาสุขภาพอนามัยความเป็นอยู่และดูแลรักษาทรัพย์สินให้ดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตำราเรียกเสาร์ (7) ในภพที่ 2 ว่าเป็น ทุระ ทุรา แปลว่า ทุกข์ๆ ยากๆ ตำราว่า &amp;ldquo;...เสาราหนึ่งสองไซร้ ทรามยิ่ง แท้เอย...&amp;rdquo; จึงทำให้เกิดอาการทุกข์ๆ ยากๆ เรื่องทรัพย์สินเงินทองเนืองๆ การที่ดาวเสาร์ (7) เป็นเกษตร แสดงว่า สามารถสร้างหลักฐานได้มั่นคง จะประสบความสำเร็จด้านทรัพย์สินเงินทองในที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.อิทธิพลของราหู (8) ในปี 2563&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.1 ช่วงเวลาที่ราหู (8) โคจรในราศีมิถุน (ช่วงระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2563 เวลา&amp;nbsp; 00.00 น. ถึงวันที่ 10 กันยายน 2563 เวลา 02.51 น. ช่วงหนึ่ง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ราหู (8) เจ้าเรือนสหัชชะโคจรเข้าภพปัตนิ จะมีการสมาคมกับคู่ครอง หุ้นส่วน เพศตรงข้าม&amp;nbsp; พี่น้องเพื่อนฝูงคนใกล้ชิดจะเข้ามาสัมพันธ์ด้วย มีการร่วมหุ้นลงทุนทางธูรกิจ การคบเพื่อนควรระมัดระวังเพราะจะเป็นสาเหตุทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งเรื่องคู่ครอง การร่วมลงทุนทำธุรกิจ เข้าหุ้นส่วน เพศตรงข้ามเกิดขึ้นได้ พี่น้องเพื่อนฝูงคนใกล้ชิดจะเป็นสาเหตุนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง คนไม่มีคู่ครองหุ้นส่วนเพศตรงข้าม จะได้คู่ครองหุ้นส่วนเพศตรงข้าม คนที่มีคู่ครองหุ้นส่วนเพศตรงข้ามอยู่แล้วจะเกิดการเปลี่ยนแปลงเพื่อไปสู่อนาคต จึงควรเอาใจเขามาใส่ใจเรา ดูแลเรื่องคู่ครองหุ้นส่วนเพศตรงข้ามให้ดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตำราว่าราหู (8) จรเข้าเล็งราศีเกิดเล็งอาทิตย์ (1) กำเนิดเป็นพินทุบาทว์จรทำให้ดวงช้ำ ดวงร้าว ดวงแตกชั่วคราว จึงควรระวังปัญหาที่จะเกิดกับคู่สมรส หุ้นส่วน เพศตรงข้ามให้ดี ระวังความขัดแย้ง ความไม่เข้าใจกันจะนำไปสู่การมีปัญหาเรื่องคดีความ มีคู่แข่ง ทำให้เจ้าชะตาเร่าร้อน จะใช้จ่ายทรัพย์สินเงินทองไปกับคู่ครอง หุ้นส่วน เพศตรงข้าม การลงทุนทางธุรกิจ จึงควรใช้ความคิดอ่านไตร่ตรองให้รอบคอบละเอียดถี่ถ้วน อย่าเอาแต่ใจตนเอง จะทำอะไรควรรอบคอบควรมีสติสัมปชัญญะ จะเสียเงินทองไปกับการดูแลรักษาสุขภาพอนามัยของตนเองและคู่ครองหุ้นส่วนเพศตรงข้ามยามเจ็บไข้ได้ป่วยต้องดูแลรักษาพยาบาลกัน แต่ราหู (8) ราศีนี้เป็นปกิณกโชค มักจะมีโชคลาภเบ็ดเตล็ดจากพี่น้องเพื่อนฝูงคนใกล้ชิดและเพศตรงข้ามเนืองๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.2 ช่วงเวลาที่ราหู (8) โคจรในราศีพฤษภ (ช่วงระหว่างวันที่ 10 กันยายน 2563 เวลา 02.51 น. ถึงวันสิ้นปีคือ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 เวลา 24.00 น. อีกช่วงหนึ่ง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ราหู(8)เจ้าเรือนสหัชชะจรเข้าภพอริ จะมีปัญหาขัดแย้ง ความคิดเห็นไม่ลงรอยกันกับพี่น้องเพื่อนฝูงคนใกล้ชิด แต่ราหู (8) ในภพนี้ได้เกณฑ์ &amp;ldquo;ราหู (8) ขันธพล&amp;rdquo; จะส่งผลทางแคล้วคลาด ศัตรูทำอันตรายไม่ได้ มีชัยชนะเหนือศัตรู จึงทำให้ต้องต่อสู้ดิ้นรน แข่งขัน แก้ไขอุปสรรคปัญหาต่างๆ นานา สามารถผ่านไปได้ด้วยความเหนื่อยยาก สุดท้ายสิ่งที่ตัวเองทำนั้นก็จะส่งผลให้เกิดความสำเร็จในที่สุด จะได้รับการยอมรับนับถือจากบุคคลทั่วไปในความรู้ความสามารถในการแก้ไขปัญหาต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การที่ราหู (8) เป็นเจ้าเรือนสหัชชะ พี่น้องเพื่อนฝูงคนใกล้ชิดมักจะสร้างปัญหานำความเดือดร้อนมาให้เป็นภาระต้องแก้ไขปัญหาอยู่เนืองๆ จึงจำเป็นต้องต่อสู้ดิ้นรนแก้ไขปัญหาและอุปสรรคเรื่อยไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องทรัพย์สินเงินทอง การสร้างเนื้อสร้างตัว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนเกณฑ์ &amp;ldquo;ราหู (8) ขันธพล&amp;rdquo; จึงส่งผลให้ประสบความสำเร็จ ด้วยการมีกำลังใจอันแรงกล้าในการต่อสู้กับปัญหาอุปสรรค ดิ้นรนจนเต็มความรู้ความสามารถจึงเกิดความสำเร็จ งานที่คนอื่นทำไม่ได้แต่ท่านสามารถทำได้ในที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชาวราศีมังกร (CAPRICORN0) หรือผู้ที่เกิดระหว่างวันที่ 15 มกราคม ถึง 12 กุมภาพันธ์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ราศีมังกร (CAPRICORN) เป็นราศีที่ 10 แห่งจักรราศี เป็นราศีธาตุดิน ประเภทจรราศี เป็นราศีแห่งการกระทำ เป็นคนจริงจัง มีความมุ่งมั่นที่แน่วแน่ เอาจริงเอาจัง เจ็บแล้วจำ สุขุมรอบคอบ มีความอดทนสูงระมัดระวัง เป็นคนเจ้าระเบียบ ใฝ่รู้ มีหัวในทางเศรษฐกิจ เป็นนักเจ้าคิดสร้างสรรค์ นักลงทุนนักบุกเบิก นักปฏิรูปและนักปกครอง รักชีวิตแบบสันโดษ มักมองโลกในแง่ร้าย เป็นคนรอบคอบ เคร่งเครียดต่อหน้าที่การงานจนทำให้ดูหน้าแก่กว่าวัย มีจิตใจหนักแน่นเคร่งขรึม บึกบึน มีพรรคพวกและเพื่อนฝูงมาก ไม่ชอบเป็นคนเด่นดัง ขี้อายและเจียมตัว แต่จะเป็นคนคิดเล็กคิดน้อย จะเป็นหัวหน้าปกครองคนได้ก็ต้องมีอายุงานมากจึงทำให้มีตำแหน่งใหญ่โต เป็นคนรักบ้านและครอบครัวดีมาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.อิทธิพลของดาวพฤหัสบดี (5) ในปี 2563&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.1 ช่วงเวลาที่ดาวพฤหัสบดี (5) โคจรในราศีธนู (ช่วงระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2563 เวลา 00.00 น. ถึงวันที่&amp;nbsp; 17&amp;nbsp; มีนาคม 2563 เวลา 20.55 น. ช่วงหนึ่ง และช่วงเวลาระหว่างวันที่ 17 กรกฎาคม 2563 เวลา 18.54 น. ถึงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2563 เวลา 02.50 น. อีกช่วงหนึ่ง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวพฤหัสบดี (5) จรในภพวินาสน์ ย่อมไม่ส่งผลดีแก่ดวงชะตาได้มากนัก ดาวพฤหัสบดี (5) เป็นดาวเจ้าเรือนวินาสน์ และสหัชชะ เป็นดาวครูดาวคุณธรรม ศีลธรรม จริยธรรมมาอยู่เบื้องหลังราศีเกิดจึงทำให้ไม่รอบคอบ ขาดสติสัมปชัญญะ เกิดความผิดพลาดทางความคิดและปัญญาได้ง่าย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ระวังจะใช้ความรู้ความสามารถไปในทางที่ผิดพลาดเสียหาย ขาดความสุขุมรอบคอบ แม้จะมีสติปัญญารอบรู้ก็มิวายจะเกิดความผิดพลาด ระวังการถูกหลอกลวง อย่าทำเรื่องเล็กๆ ให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ ควรระวังสุขภาพอนามัยของตนเองตลอดจนพี่น้องเพื่อนฝูงคนใกล้ชิดและผู้หลักผู้ใหญ่ให้ดี เพราะสุขภาพอนามัยจะอ่อนแอ เจ็บป่วย พลัดพรากหรืออาจสร้างความเดือดร้อนเสียหาย รู้สึกอึดอัดใจ ถูกบีบคั้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ระวังจะมีความคิดเห็นขัดแย้งกับผู้ใหญ่และพี่น้องเพื่อนฝูง ผู้ใหญ่ไม่ให้การสนับสนุนช่วยเหลือเท่าที่ควรจะเป็น ขาดอิสรภาพทางความคิดและการกระทำ เจ้าชะตาควรมีสติคิดทบทวน ไม่ใจร้อนวู่วาม จะทำอะไรควรพิจารณาด้วยเหตุด้วยผล อดทนและอดกลั้น ก็จะสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้ผ่านไปได้ มีความคิดพลิกแพลง แยบยล รู้จักเอาตัวรอดได้ การใช้สติ ใช้วิชาความรู้แบบมีหลักการและเหตุผลจะช่วยระงับเรื่องราวต่างๆ ได้ ระวังจะมีปัญหากับเรื่องพี่น้อง เพื่อนฝูง คนใกล้ชิดไว้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.2 ช่วงเวลาที่ดาวพฤหัสบดี (5) โคจรในราศีมังกร (ช่วงระหว่างวันที่ 17 มีนาคม 2563 เวลา 20.55 น. ถึงวันที่ 17 กรกฎาคม 2563 เวลา 18.54 น. ช่วงหนึ่ง และอีกช่วงหนึ่งคือ ระหว่างวันที่ 14 พฤศจิกายน 2563 เวลา 02.50 น. ถึงวันสิ้นปีคือ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 เวลา 24.00 น. อีกช่วงหนึ่ง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวพฤหัสบดี (5) จรในภพตนุทับราศีเกิด ได้ตำแหน่งมาตรฐานเป็นนิจทำให้มีสุขภาพอนามัยกายใจดีขึ้น เข้มแข็งขึ้นแบบค่อยเป็นต่อยไป มีความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น สามารถสร้างหลักฐานให้เป็นปึกแผ่นมั่นคงเข้มแข็งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวพฤหัสบดี (5) ทับพระอาทิตย์ (1) กำเนิด ทำให้มีอะไรดีๆ เข้ามาในชีวิต เพราะเป็นดาวคู่มิตรทับกันจะได้รับความคุ้มครองช่วยเหลือจากผู้หลักผู้ใหญ่ หลักวิชาการ เทพยดาฟ้าดินทั้งหลายจะคุ้มครอง ดาวผู้ใหญ่ให้คุณทำให้ได้รับการยกย่องมีตำแหน่งที่ดีขึ้น จะได้เป็นหัวหน้า เป็นผู้นำ มีโชคใหญ่ จะประสบความสำเร็จด้านการงาน การเงิน ชีวิตมีความเจริญก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่การงาน มีชื่อเสียงเกียรติยศขจรขจายไปทั่ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จะได้รับการนิยมยกย่องจากสังคม ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง มีโอกาสได้ใช้ความรู้ความสามารถและสติปัญญาแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้สำเร็จ จะได้สมาคมกับผู้หลักผู้ใหญ่คนดีมีความรู้ ทำให้เป็นที่เคารพนับถือของสังคม จะได้เลื่อนขั้น ปรับยศตำแหน่ง มีโอกาสได้ใช้ความรู้ความสามารถสร้างเนื้อสร้างตัวจนประสบความสำเร็จ จะได้รับรางวัลเกียรติยศ ผู้หลักผู้ใหญ่ให้การสนับสนุนช่วยเหลือ จะได้ทรัพย์สินเงินทองรายได้ผลประโยชน์ มีโชคลาภเป็นที่พึงพอใจ ดาวครู ดาวศาสนาทับราศีเกิดจะได้ศึกษาและปฏิบัติธรรมสร้างกุศลกรรม มีความหนักแน่นเข้มแข็งขึ้น เชื่อในหลักการและเหตุผลมากขึ้น จิตใจใฝ่ใจในธรรมะ มีความคิดแปลกแหวกแนวไม่ซ้ำใคร สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง จะมีการริเริ่มโครงการใหม่ๆ งานใหม่ๆ จะเป็นที่รักใคร่คนแวดล้อมอีกด้วย ด้วยเหตุที่ดาวพฤหัสบดี (5) ได้ตำแหน่งมาตรฐานเป็นนิจความดีที่เกิดขึ้นจึงเป็นไปแบบค่อยเป็นค่อยไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.อิทธิพลของดาวเสาร์ (7) ในปี 2563&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.1 ช่วงเวลาที่ดาวเสาร์ (7) โคจรในราศีธนู (ช่วงระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2563 เวลา 00.00 น. ถึงวันที่ 2 มีนาคม 2563 เวลา 08.41 น. ช่วงหนึ่ง และช่วงเวลาระหว่างวันที่ 12 กรกฎาคม 2563 เวลา 22.07 น. ถึงวันที่ 5 ธันวาคม 2563 เวลา 08.42 น. อีกช่วงหนึ่ง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวเสาร์ (7) จะโคจรในราศีธนูภายใต้ภพที่ 12 (วินาศ) วินาศ แปลว่า ความฉิบหาย หมายถึง ความเสียหาย ความวิบัติ ย่อยยับ ล้มละลาย การทรยศหักหลัง ศัตรูลับ การถูกจับกุมคุมขัง ความอึดอัดใจ การสุรุ่ยสุร่าย เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวเสาร์ (7) ดาวประจำราศีเกิด โคจรในภพที่ 12 (วินาศ) อยู่เบื้องหลังราศีเกิดให้โทษจึงทำให้มีเรื่องยุ่งยากเสียหาย สุขภาพทรุดโทรมอ่อนแอ วิตกกังวล คิดมาก ตีตนไปก่อนไข้ ขาดสติสัมปชัญญะ มีความเป็นตัวของตัวเองลดลง ไม่สามารถคุ้มครองดวงชะตาได้ แต่จะสามารถพลิกแพลงแก้ไขปัญหาได้ในทุกสถานการณ์ต่างๆ รู้จักเอาตัวรอด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้นจะทำการใดๆ ควรรอบคอบมีสติสัมปชัญญะ หากไม่รอบคอบไม่มีสติสัมปชัญญะ จะมีปัญหาอุปสรรคเกิดความเสียหายติดตามมา จะไม่มีใครคอยคุ้มครองดวงชะตา ระวังจะเกิดอันตรายความเสียหาย จะเกิดปัญหาและอุปสรรคได้ง่าย ระวังเรื่องเล็กๆ น้อยๆ จะกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต ควรรอบคอบในการดำเนินชีวิต ระวังทรัพย์สินจะเสียหาย ควรดูแลรักษาสุขภาพตนเองตลอดจนคนใต้ปกครองให้ดี อาจเจ็บป่วยสุขภาพอ่อนแอ อาจต้องรักษาพยาบาลกัน อาจเกิดการพลัดพรากหรือเดือดร้อนเสียหายได้ เป็นห้วงเวลาที่รู้สึกอึดอัดใจ ถูกบีบคั้น จำกัดเสรีภาพทางร่างกายและจิตใจ แต่ท่านจะสามารถค้นหาวิธีการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคได้ด้วยวิธีการที่พลิกแพลงและแยบยล จึงควรระมัดระวังให้ดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.2 ช่วงเวลาที่ดาวเสาร์ (7) โคจรในราศีมังกร (ช่วงระหว่างวันที่ 2 มีนาคม 2563 เวลา 08.41 น. ถึงวันที่ 12 กรกฎาคม 2563 เวลา 22.07 น. ช่วงหนึ่ง และช่วงเวลาระหว่างวันที่ 5 ธันวาคม 2563 เวลา 08.42 น. ถึงวันสิ้นปีคือ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 เวลา 24.00 น. อีกช่วงหนึ่ง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวเสาร์ (7) จรในภพที่ 1 (ตนุ) ได้มาตรฐานเป็นเกษตร ตนุ แปลว่า ตัวตน หมายถึง รูปร่าง สภาพของบุคคล นิสัย ความประพฤติ จริตกิริยา สุขภาพอนามัย ดาวเสาร์ (7) เป็นประธานฝ่ายบาปเคราะห์ เป็นดาวโทษทุกข์ ทับราศีเกิด ทับอาทิตย์ (1) กำเนิด ส่งผลทำให้ต้องรับภาระที่หนักหน่วงทั้งเรื่องตัวเอง การเงิน การงานและความเป็นอยู่ การดำเนินชีวิต ต้องแบกรับภาระการงานที่หนักหน่วง จะมีความเหน็ดเหนื่อยมากขึ้น ต้องแก้ไขปัญหาอุปสรรคสำคัญๆ มากมาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ควรระวังดูแลรักษาสุขภาพอนามัยตนเองและผู้หลักผู้ใหญ่ให้ดี เพราะอาจเจ็บป่วยเป็นเวลานานๆ เกิดความไม่สบายกายไม่สบายใจ เกิดความวิตกกังวล การใช้รถใช้ถนนควรระมัดระวังอุบัติเหตุ ระวังจะเกิดเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจ จะเกิดอาการเครียด จะสูญเสียทรัพย์สินเงินทอง การงานจะมีการเปลี่ยนแปลง ถูกออกจากงาน ตกจากตำแหน่ง จากบ้านจากเมือง เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวเสาร์ (7) เป็นดาวประจำราศีเกิดและเจ้าเรือนการเงิน จึงส่งผลให้มีการพัฒนาเจริญรุ่งเรืองดีขึ้น แต่เนื่องจากเป็นดาวบาปเคราะห์ จึงเกิดความวิตกกังวลเรื่องตัวเองความเป็นอยู่เกี่ยวกับทรัพย์สินเงินทอง จึงควรระมัดระวังเรื่องทรัพย์สินเงินทองให้ดี ระวังจะมีปัญหาอุปสรรคนำความเดือดร้อนหนักใจมาให้ จึงควรเอาใจใส่ดูแลตนเองคู่ครองและคนใกล้ชิดให้ดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ช่วงดาวเสาร์ (7) โคจรมาทับราศีเกิดจึงต้องดำเนินชีวิตด้วยความรอบคอบระมัดระวังเป็นพิเศษ ดังหลักโหราศาสตร์ที่ว่า &amp;ldquo;...เสาราหนึ่งสองไซร้ ทรามยิ่ง แท้เอย...&amp;rdquo; หรือที่ว่าหลักที่ว่า&amp;ldquo;...พระเสาร์ (7) จรมาต้องลัคน์มีการหนักอย่ายาตรา เสียทรัพย์มากนานา ทั้งชีวาอาจวอดวาย..&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนในคัมภีร์จักรทีปนีกล่าวว่า &amp;ldquo;...เสาร์ (7) จรประทับลัคน์ คนนั้นจะหม่นหมอง เสียทรัพย์และสิ่งของ ครุเหตุจะพึงมี ดังโปริสารทราษฎร เขาก็ขับหนี จากขัตติยาศรี ศิริราชนคร...&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อดาวเสาร์ (7) โคจรมาทับลัคนาควรดำเนินชีวิตด้วยความระมัดระวัง จะมีความทุกข์เศร้าหมองจะเสียทรัพย์สินเงินทองและสิ่งของ จะเกิดเหตุใหญ่ๆ เกิดขึ้น มีความทุกข์ต้องออกจากที่อยู่อาศัย เปรียบประดุจดังพระยาโปริสารทซึ่งถูกราษฎรขับออกจากพระนครไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวเสาร์ (7) โคจรมาทับอาทิตย์ (1) คัมภีร์จักรทีปนีกล่าวว่า &amp;ldquo;...เสาร์ (7) ทับพระอาทิตย์ (1) ปฏิสนธิในชาติ ชนนั้นจะถึงฆาต บ่มิทรัพย์จะสาธารณ์ ถ้อยความจะถึงตู ผิศัตรูจะปองผลาญ แม้นหมิ่นประมาทการ ก็จะเป็นอันตรา...&amp;rdquo; ความว่า เมื่อพระเสาร์ (7) โคจรมาทับพระอาทิตย์ (1) ต้องดำเนินชีวิตด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะมีเรื่องที่ไม่ดีด้วยประการต่างๆ เกิดขึ้น ให้ระวังดวงตก หรือมิเช่นนั้นทรัพย์จะหมด จะมีถ้อยความมาถึง ศัตรูหาโอกาสทำร้าย ถ้ามีความประมาทก็จะเป็นอันตราย เมื่อเสาร์ (7) ทับอาทิตย์ (1) มีสถิติว่า มักจะเสียตำแหน่งหน้าที่การงาน งานราชการและงานบริษัทให้พึงระวังตัว จะป่วยหนัก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หากจะตั้งคำถามว่าชาวราศีมังกรจะเป็นดังนี้ทุกคนหรือไม่ ขอตอบว่าไม่ใช่ เพราะบางดวงชะตาดาวเสาร์ (7) ให้คุณก็มี บางดวงชะตาดาวเสาร์ (7) เป็นเดช ศรี มนตรีจรมาทับ ย่อมให้คุณ และดาวพฤหัสบดี (5) ยังให้คุณ จึงพอคุ้มดวงชะตาได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การที่ดาวเสาร์ (7) ได้มาตรฐานเป็นเกษตรนั้น จึงให้คุณกับชาวราศีมังกรอยู่ จะส่งผลให้มีความเจริญรุ่งเรืองทั้งทางกายและจิตใจ สุขภาพอนามัยจะแข็งแรงสมบูรณ์ จะเจริญด้วยทรัพย์สินเงินทอง จะได้ยศตำแหน่งหน้าที่การงานที่ดี จะได้ผลประโยชน์ตอบแทนเพิ่มมากขึ้นจนเป็นที่พึงพอใจ แต่เนื่องจากเป็นดาวบาปเคราะห์จึงทำให้ต้องเหน็ดเหนื่อลำบากตรากตรำมิใช่น้อย จึงจะประสบความสำเร็จในที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.อิทธิพลของราหู (8) ในปี 2563&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.1 ช่วงเวลาที่ราหู (8) โคจรในราศีมิถุน (ช่วงระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2563 เวลา 00.00 น. ถึงวันที่ 10 กันยายน 2563 เวลา 02.51 น. ช่วงหนึ่ง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ราหู (8) เจ้าเรือนกดุมภะจรเข้าภพอริ จะใช้เงินทองไปกับการแก้ไชปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ราหู (8) อยู่เรือนอริ ได้เกณฑ์ &amp;ldquo;ราหู (8) ขันธพล&amp;rdquo; จะส่งผลทางแคล้วคลาด ศัตรูทำอันตรายไม่ได้ มีชัยชนะเหนือศัตรู จึงทำให้ต้องต่อสู้ แข่งขัน แก้ไขอุปสรรคปัญหาต่างๆ ได้สำเร็จด้วยความเหนื่อยยาก สุดท้ายสิ่งที่ตัวเองทำนั้นก็จะส่งผลให้เกิดความสำเร็จในที่สุด จะได้รับการยอมรับนับถือจากบุคคลทั่วไปในความรู้ความสามารถ การแก้ไขปัญหาต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การที่ราหู (8) เป็นเจ้าเรือนการเงิน จึงจำเป็นต้องต่อสู้ดิ้นรนเรื่องทรัพย์สินเงินทอง การสร้างเนื้อสร้างตัว การต่อสู้ดิ้นรนเพื่อแก้ไขปัญหาและอุปสรรคจะประสบความสำเร็จ ทำให้มีกำลังใจอันแรงกล้าในการต่อสู้ ดิ้นรนจนเต็มความรู้ความสามารถจึงจะเกิดความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับทรัพย์สินเงินทองได้อย่างน่าอัศจรรย์ งานที่คนอื่นทำไม่ได้แต่เราคนมังกรสามารถทำได้ในที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.2 ช่วงเวลาที่ราหู (8) โคจรในราศีพฤษภ (ช่วงระหว่างวันที่ 10 กันยายน 2563 เวลา 02.51 น. ถึงวันสิ้นปีคือ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 เวลา 24.00 น. อีกช่วงหนึ่ง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ราหู (8) เจ้าเรือนการเงินโคจรอยู่ในภพปุตตะ มีวิธีการหาเงินแบบใหม่ ได้ทรัพย์สินเงินทองก็จะใช้จ่ายไปเกี่ยวกับบุตรและบริวาร การริเริ่มกิจการใหม่ๆ ความสนุกสนานรื่นเริงบันเทิงใจ จะสนใจในสิ่งใหม่ๆ มีความคิดริเริ่มใหม่ๆ บุตรบริวาร คนอ่อนวัยกว่า จึงส่งผลให้สนใจหมกมุ่นอยู่กับการเสี่ยงโชค การเก็งกำไร มีความคาดหวัง ชอบความสนุกสนาน เพลิดเพลิน ชอบดื่ม ชอบเที่ยว หาความสุข ทำให้ขาดสติ ขาดความยับยั้งชั่งใจในห้วงเวลาดังกล่าว จึงทำให้เกิดปัญหาต้องแก้ไขอย่างคาดไม่ถึง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ราหู (8) โคจรไปตรงภพใดมักจะเกิดการเปลี่ยนแปลงตรงภพนั้น จึงควรดูแลเอาใจใส่บุตรหลาน บริวาร คนใต้ปกครองบังคับบัญชาให้ดีเกี่ยวกับเรื่องความเป็นอยู่ ความประพฤติ สุขภาพอนามัย การเจ็บไข้ได้ป่วยให้ดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ช่วงนี้ควรระวังดูแลความประพฤติของบุตรหลาน ลูกน้อง บริวารให้ดี เพราะจะค่อนข้างดื้อไม่ค่อยเชื่อฟัง เอาแต่ใจตนเอง ชอบเที่ยว ติดเกม ติดการการพนันและรวมถึงอบายมุขสิ่งเสพติดต่างๆ ด้วย คนราศีนี้มักจะมีงานใหม่ๆ เกี่ยวกับการเก็งกำไร การเสี่ยงโชค งานเกี่ยวกับเด็กๆ สิ่งใหม่ๆ การรื่นเริงบันเทิงใจเข้ามาให้ทำ ควรระมัดระวังรอบคอบ มีเพียรพยายามอย่างมีสติสัมปชัญญะ เพราะราหู (9) มักจะหลงละเลิงนำพาความยุ่งยากเสียหายมาสู่ภพปุตตะได้อย่างไม่คาดฝัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชาวราศีกุมภ์ (AQUARIUS) หรือผู้ที่เกิดระหว่างวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ถึง 14 มีนาคม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ราศีกุมภ์ (AQUARIUS) เป็นราศีที่ 11 แห่งจักรราศี&amp;nbsp; เป็นราศีธาตุลม ประเภทสถิรราศี ทำให้เฉลียวฉลาด มีความคิดแยบคายในการสร้างเนื้อสร้างตัว เป็นคนเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่ซ้ำแบบใคร เป็นคนชอบแข่งขัน สนุกสนานร่าเริง มีเบญจกามารมณ์สูง มักจะประสบความสำเร็จโดยไม่คาดฝัน ชอบทำงานที่ใหญ่โต มีสมัครพรรคพวกมาก มีความแปลกแยกแตกต่าง มีความแปรปรวนและความเสรี ชอบอิสระ ทำประโยชน์ให้แก่สังคม มีความทรงจำดี เป็นนักค้นคว้า ชอบศึกษาเล่าเรียน ชอบศึกษาศาสตร์ลี้ลับ เช่น โหราศาสตร์ จิตศาสตร์ เป็นต้น เพื่อนฝูงจะนำไปสู่ความสำเร็จ ชอบการสังคมสงเคราะห์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.อิทธิพลของดาวพฤหัสบดี (5) ในปี 2563&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.1 ช่วงเวลาที่ดาวพฤหัสบดี (5) โคจรในราศีธนู (ช่วงระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2563 เวลา 00.00 น. ถึงวันที่ 17 มีนาคม 2563 เวลา 20.55 น. ช่วงหนึ่ง และช่วงเวลาระหว่างวันที่ 17 กรกฎาคม 2563 เวลา 18.54 น. ถึงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2563 เวลา 02.50 น. อีกช่วงหนึ่ง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวพฤหัสบดี (5) เจ้าเรือนลาภะและกดุมภะ โคจรในภพลาภะ ได้มาตรฐานดีเป็นเกษตร มีความอุดมสมบูรณ์มั่นคง เป็นเจ้าของ ได้มาตรฐาน &amp;ldquo;สิงห์เกณฑ์จร&amp;rdquo; ดาวครู ดาวหมอ วิชาการให้คุณ ทำให้มีสติสัมปชัญญะ มีสติปัญญาดี มีความคิดอ่านแจ่มใส จะมีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นทำให้ชื่นอกชื่นใจ จะได้เป็นวิทยากร พิธีกร นักคิด นักพูด ครูบาอาจารย์ จะได้เป็นที่ปรึกษาให้การเรียนรู้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองดวงชะตา ทำให้แคล้วคลาดปลอดภัยจากภยันตรายต่างๆ มีโอกาสได้ใช้ความรู้ความสามารถเต็มที่ ทำให้การงานดีขึ้น สุขภาพดีขึ้น ประสบความสำเร็จในตำแหน่งหน้าที่การงาน มีรายได้ผลประโยชน์ มีโชคลาภอยู่เสมอๆ ผู้หลักผู้ใหญ่จะเมตตาให้การสนับสนุนช่วยเหลือเป็นอย่างดี จะได้ลาภผลรายได้ผลประโยชน์จากมิตรสหายผู้หลักผู้ใหญ่ จะได้เลื่อนขั้นยศ ปรับตำแหน่ง รายได้เพิ่มขึ้น จะได้ทรัพย์สินเงินทอง บ้าน ที่ดินและยวดยานพาหนะ จะได้รับการยอมรับเชื่อถือ มีชื่อเสียงเกียรติยศ มีคนยกย่องนับถือ มีโอกาสได้หลักทรัพย์ สร้างเนื้อสร้างตัวได้ มีโชคลาภ ประสบความสำเร็จเกินความคาดฝัน ทำให้มีพื้นฐานการดำเนินชีวิตที่ดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.2 ช่วงเวลาที่ดาวพฤหัสบดี (5) โคจรในราศีมังกร (ช่วงระหว่างวันที่ 17 มีนาคม 2563&amp;nbsp; เวลา 20.55 น. ถึงวันที่ 17 กรกฎาคม 2563 เวลา 18.54 น. ช่วงหนึ่ง และอีกช่วงหนึ่งคือ ระหว่างวันที่ 14 พฤศจิกายน 2563 เวลา 02.50 น. ถึงวันสิ้นปีคือ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 เวลา 24.00 น. อีกช่วงหนึ่ง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวพฤหัสบดี (5) จรในภพวินาสน์ ย่อมไม่ให้คุณแก่ดวงชะตามากนัก ดาวพฤหัสบดี (5) เป็นดาวเจ้าเรือนลาภะและกดุมภะ ดาวพฤหัสบดี (5) เป็นดาวครูดาวหมอดาวคุณธรรม ศีลธรรม จริยธรรม มาอยู่เบื้องหลังราศีเกิดจึงทำให้ไม่รอบคอบ ขาดสติสัมปชัญญะ ทำให้เกิดความผิดพลาดทางความคิดและปัญญา ระวังจะใช้ความรู้ความสามารถไปในทางที่ผิดพลาดเสียหาย ประมาทขาดความระมัดระวัง ไม่สุขุมรอบคอบ แม้จะมีสติปัญญารอบรู้ก็มิวายจะเกิดความผิดพลาด ระวังการถูกหลอกลวง อย่าทำเรื่องเล็กๆ ให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ ควรระวังสุขภาพอนามัยของพี่น้องเพื่อนฝูงคนใกล้ชิดและผู้หลักผู้ใหญ่ให้ดี สุขภาพอนามัยจะอ่อนแอ จะเจ็บป่วย พลัดพรากหรืออาจสร้างความเดือดร้อนเสียหาย รู้สึกอึดอัดใจ ถูกบีบคั้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ระวังจะมีความคิดเห็นขัดแย้งกับผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่มองผ่านข้ามไปไม่ให้การสนับสนุนช่วยเหลือเท่าที่ควรจะเป็น ขาดอิสรภาพทางความคิดและการกระทำ เจ้าชะตาควรมีสติคิดทบทวน ไม่ใจร้อนวู่วาม ทำอะไรควรพิจารณาด้วยเหตุผล อดทนและอดกลั้น ก็จะสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆให้ผ่านไปได้ มีความคิดพลิกแพลง แยบยล รู้จักเอาตัวรอดได้ การใช้สติ ใช้วิชาความรู้แบบมีหลักการและเหตุผลจะช่วยระงับเรื่องราวต่างๆ ได้ ระวังจะมีปัญหาความขัดแย้งทางความคิดกับผู้ใหญ่และคนรอบข้าง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประการสำคัญ ดาวพฤหัสบดี (5) เป็นเจ้าเรือนทรัพย์สินเงินทอง และเป็นเจ้าเรือนโชคลาภ รายได้ ความสำเร็จ ดังนั้นหากมีรายได้ผลประโยชน์เกิดขึ้นมักเก็บไม่อยู่ จึงควรเก็บรักษาทรัพย์สินเงินทอง รายได้ผลประโยชน์ไว้ให้ดี เพราะอาจเก็บรักษาไว้ไม่ได้ จะเกิดสูญหายหรือเสียหายได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.อิทธิพลของดาวเสาร์ (7) ในปี 2563&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.1 ช่วงเวลาที่ดาวเสาร์ (7) โคจรในราศีธนู (ช่วงระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2563 เวลา 00.00 น. ถึงวันที่ 2 มีนาคม 2563 เวลา 08.41 น. ช่วงหนึ่ง และช่วงเวลาระหว่างวันที่ 12 กรกฎาคม 2563 เวลา 22.07 น. ถึงวันที่ 5 ธันวาคม 2563 เวลา 08.42 น. อีกช่วงหนึ่ง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวเสาร์ (7) จะโคจรในราศีธนูภายใต้ภพที่ 11 (ลาภะ) ของชาวราศีกุมภ์ ตำราโหราศาสตร์กล่าวว่า &amp;ldquo;...ดาวเสาร์ (7) จรเป็นสิบเอ็ดลาภคืนคง รณรงค์ก็มีไชย...&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวเสาร์ (7) เป็นดาวประจำราศีเกิดและเจ้าเรือนวินาสน์ของชาวราศีกุมภ์โคจรเข้าเรือนลาภะ ลาภะ หมายถึง ลาภผล โชคลาภ รายได้ ความสำเร็จ ผู้ให้ความช่วยเหลือ ดาวเสาร์ (7) จรภายใต้เรือนลาภะ ส่งผลดี ทำให้มีโชคลาภ ประสบความสำเร็จทั้งด้านการงานและการเงิน ทำมาค้าขึ้น มีเงินทองไหลมาเทมา มีผู้ให้การสนับสนุนช่วยเหลือเป็นอย่างดี ทำให้สามารถสร้างหลักฐานได้อย่างมั่นคง สามารถสร้างเนื้อสร้างตัวได้ มีโชคลาภ จะได้บ้านเรือน ที่อยู่อาศัย สำนักงาน ที่ดิน ยวดยานพาหนะ และยศศักดิ์ มีตำแหน่งหน้าที่การงานดีขึ้น มีผลงานอย่างต่อเนื่องมาจากการกระทำของตนที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวประจำราศีเกิดอยู่ในภพที่ 11 (ลาภะ) ภพแห่งรายได้ โชคลาภและความสำเร็จ จึงให้คุณต่อชาวราศีกุมภ์ แต่เนื่องจากดาวเสาร์ (7) เป็นเจ้าเรือนวินาสน์ด้วยและเป็นดาวบาปเคราะห์ใหญ่ที่โคจรช้ามากๆ ทายว่าจะได้ของเก่า หรือได้ลาภจากทางไกล ต่างถิ่น ต่างแดน การสร้างเนื้อสร้างตัวกว่าจะประสบความสำเร็จจึงต้องใช้เวลาในการสร้างเนื้อสร้างตัวนานหน่อย ต้องต่อสู้ดิ้นรนเรื่อยไป แบกรับภาระหนักและทำให้เหน็ดเหนื่อยมิใช้น้อย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวเสาร์ (7) หนึ่งราศีใช้เวลาโคจรนานถึงสองปีครึ่ง จักรราศีมี 12 ราศีจึงใช้เวลาโคจรถึง 30 ปี จึงแสดงให้เห็นว่า ต้องใช้เวลาถึง 30 ปี คือ 30 ปีมีครั้งเดียวที่ดาวเสาร์ (7) จะโคจรเข้าราศีธนูภพลาภะ ดังนั้นคราวนี้จึงเป็นโอกาสที่ดีที่จะรีบฉวยโอกาสในการสร้างเนื้อสร้างตัว สร้างหลักฐาน แสวงหาโชคลาภเพื่อความสำเร็จโดยรวมของชีวิต แต่มักจะมีปัญหาอุปสรรคความเสียหายเกิดขึ้นและมักรักษาทรัพย์ไว้ด้วยความยากลำบาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.2 ช่วงเวลาที่ดาวเสาร์ (7) โคจรในราศีมังกร (ช่วงระหว่างวันที่ 2 มีนาคม 2563 เวลา 08.41 น. ถึงวันที่ 12 กรกฎาคม 2563 เวลา 22.07 น. ช่วงหนึ่ง และช่วงเวลาระหว่างวันที่ 5 ธันวาคม 2563 เวลา 08.42 น. ถึงวันสิ้นปีคือ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 เวลา 24.00 น. อีกช่วงหนึ่ง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวเสาร์ (7) จะโคจรในราศีมังกรภพที่ 12 (วินาศ) วินาศ แปลว่า ความฉิบหาย หมายถึง ความเสียหาย ความวิบัติ ย่อยยับ ล้มละลาย การทรยศหักหลัง ศัตรูลับ การถูกจับกุมคุมขัง ความอึดอัดใจ การสุรุ่ยสุร่าย เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวเสาร์ (7) ดาวประจำราศีเกิดและเจ้าเรือนวินาสน์เป็นเกษตรโคจรในภพที่ 12 (วินาศ) อยู่เบื้องหลังราศีเกิดจึงควรรอบคอบ เก็บเนื้อเก็บตัว ส่งผลทำให้สุขภาพอนามัยอ่อนแอ วิตกกังวล คิดมาก ขาดสติสัมปชัญญะ มีความเป็นตัวของตัวเองลดลง ไม่สามารถคุ้มครองดวงชะตาได้ แต่จะสามารถพลิกแพลงแก้ไขปัญหาได้ในทุกสถานการณ์ รู้จักเอาตัวรอด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้นจะทำการใดๆ ควรรอบคอบมีสติสัมปชัญญะ หากไม่รอบคอบไม่มีสติสัมปชัญญะจะมีปัญหาอุปสรรคเกิดความเสียหายติดตามมา จะไม่มีใครคอยคุ้มครองดวงชะตา ระวังจะเกิดอันตรายความเสียหาย จะเกิดปัญหาและอุปสรรคได้ง่าย ระวังเรื่องเล็กๆ น้อยๆ จะกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต ควรรอบคอบในการดำเนินชีวิต ระวังทรัพย์สินจะเสียหาย ควรดูแลรักษาสุขภาพตนเองตลอดจนคนบริวารคนใต้ปกครองให้ดี อาจเจ็บป่วยสุขภาพอ่อนแอ อาจต้องรักษาพยาบาลกัน อาจเกิดการพลัดพรากหรือเดือดร้อนเสียหายได้ เป็นห้วงเวลาที่รู้สึกอึดอัดใจ ถูกบีบคั้น จำกัดเสรีภาพ แต่ท่านจะสามารถค้นหาวิธีการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคได้ด้วยความคิดและวิธีการที่พลิกแพลงแยบยล จึงควรระมัดระวังให้ดี การที่ดาวเสาร์ (7) ได้มาตรฐานเป็นเกษตร จึงทำให้ชีวิตค่อยๆ พัฒนาดีขึ้น และจะประสบความสำเร็จแบบพิสดารเกินความคาดหมายในที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.อิทธิพลของราหู (8) ในปี 2563&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.1 ช่วงเวลาที่ราหู (8) โคจรในราศีมิถุน (ช่วงระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2563 เวลา 00.00 น. ถึงวันที่ 10 กันยายน 2563 เวลา 02.51 น. ช่วงหนึ่ง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ราหู (8) ดาวประจำราศีเกิดโคจรอยู่ในภพปุตตะ จะสนใจในสิ่งใหม่ๆ มีความคิดริเริ่มใหม่ๆ เอาใจใส่บุตรบริวาร คนอ่อนวัยกว่า ส่งผลให้หมกมุ่นสนใจอยู่กับการเสี่ยงโชค การเก็งกำไร มีความคาดหวัง ชอบความสนุกสนาน เพลิดเพลิน ชอบดื่ม ชอบเที่ยว หาความสุข ร้องรำทำเพลง จึงทำให้ขาดสติ ขาดความยับยั้งชั่งใจในห้วงเวลาดังกล่าว จึงทำให้เกิดปัญหาเรื่องบุตรบริวารอย่างคาดไม่ถึง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ราหู (8) โคจรไปตรงภพใดมักจะเกิดการเปลี่ยนแปลงตรงภพนั้น จึงควรดูแลเอาใจใส่บุตรหลาน บริวาร คนใต้ปกครองบังคับบัญชาให้ดี เกี่ยวกับเรื่องความเป็นอยู่ ความประพฤติ สุขภาพอนามัย การเจ็บป่วย ช่วงนี้ควรระวังบุตรหลาน บริวารลูกน้องให้ดี เพราะค่อนข้างดื้อไม่ค่อยเชื่อฟัง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เอาแต่ใจตนเอง ชอบเที่ยวเตร่ ติดเกม ติดการการพนันและรวมถึงอบายมุขสิ่งเสพติดทั้งหลายด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชาวราศีนี้มักจะมีงานใหม่ๆ เกี่ยวกับการเก็งกำไร การเสี่ยงโชค งานเกี่ยวกับเด็กๆ สิ่งใหม่ๆ การรื่นเริงบันเทิงใจเข้ามาให้ทำ ควรใช้ความระมัดระวังรอบคอบ เพียรพยายามและสติ สัมปชัญญะ เพราะราหู (8) มักจะหลงละเลิงนำพาความยุ่งยากเสียหายมาสู่ภพปุตตะแบบไม่คาดฝัน ราหู (8) จรในราศีมิถุนเป็นปกิณกโชค มักจะประสบความสำเร็จ มีโชคเบ็ดเตล็ดเนืองๆ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.2 ช่วงเวลาที่ราหู (8) โคจรในราศีพฤษภ (ช่วงระหว่างวันที่ 10 กันยายน 2563 เวลา 02.51 น. ถึงวันสิ้นปีคือ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 เวลา 24.00 น. อีกช่วงหนึ่ง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ราหู (8) ดาวประจำราศีเกิดโคจรในภพที่ 4 (พันธุ) ครอบครัวจะเดือดร้อน มีปัญหาและอุปสรรค ควรได้รับการปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น ราหู (8) ในภพ 4 เป็น &amp;ldquo;ทุระ ทุรา&amp;rdquo; แปลว่า ทุกข์ๆ ยากๆ ทำให้เอาใจสนใจเรื่องครอบครัว ความเป็นอยู่ พ่อแม่ วงศาคณาญาติ มีเกณฑ์ที่จะปรับปรุง เปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับบ้านเรือน ที่อยู่อาศัย ที่ดินและยวดยานพาหนะ ควรระมัดระวังในความหมายของดวงดาวและเรือนชะตา เช่น บ้านเรือนจะเสียหาย ปลวกบุกรุกบ้าน ทำลายบ้าน จึงควรดูแลบ้านเรือนที่อยู่อาศัยให้ดี ระวังคนในบ้านจะเจ็บป่วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ราหู (8) จรอยู่ตรงไหนมักเกิดการเปลี่ยนแปลงตรงนั้น เมื่อจรมาอยู่ภพพันธุจึงเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นที่บ้าน อาจมีหนี้สินเกี่ยวกับการผ่อนบ้าน ผ่อนรถ มีหนี้สินระยะยาว ควรดูแลสุขภาพอนามัยของผู้ใหญ่คนในบ้านให้ดี เพราะอาจจะเจ็บไข้ได้ป่วยต้องรักษาพยาบาลกัน ระวังอบายมุขทั้งหลายจะเข้าบ้าน เช่น การพนัน การดื่มสุรา ยาเสพติด ชอบเที่ยวกลางคืน ติดเกม คนในบ้านถูกมอมเมาด้วยอบายมุข เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชาวราศีมีน (PISCES) หรือผู้ที่เกิดระหว่างวันที่ 15 มีนาคม ถึง 12 เมษายน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ราศีมีน (PISCES) เป็นราศีที่ 12 แห่งจักรราศี เป็นราศีธาตุน้ำทะเล ประเภททวิภาวะราศี จึงทำให้เป็นคนใจใหญ่ ใจดี เกรงใจคน มีเมตตาธรรมประจำใจ ชอบช่วยเหลือคนอื่น แต่มักเจ้าอารมณ์ อารมณ์ ขึ้นๆ ลงๆ เปลี่ยนแปลง ปลุกปั่นได้ง่าย ชอบการสมาคม ช่างคิดช่างฝัน ชอบวิชาการและหลักการ สนใจและจดจำเรื่องราวต่างๆ ได้ดี สนใจศาสนา ปรัชญา พงศาวดาร โบราณคดี การประพันธ์ เป็นต้น รักอิสระ มีความมานะอดทน วางตัวเป็นผู้ใหญ่ รักความเป็นระเบียบ มีรสนิยมดี มีความนุ่มนวล มีเมตตากรุณาและคุณธรรมสูงจึงเหมาะสำหรับเป็นครูบาอาจารย์ นักกฎหมาย ผู้ทรงคุณวุฒิ มีคนนับถือในความรู้ความสามารถ จะได้รับความรุ่งโรจน์ในชีวิตเพราะความจงรักภักดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.อิทธิพลของดาวพฤหัสบดี (5) ในปี 2563&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.1 ช่วงเวลาที่ดาวพฤหัสบดี (5) โคจรในราศีธนู (ช่วงระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2563 เวลา 00.00 น. ถึงวันที่ 17 มีนาคม 2563 เวลา 20.55 น. ช่วงหนึ่ง และช่วงเวลาระหว่างวันที่ 17 กรกฎาคม 2563 เวลา 18.54 น. ถึงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2563&amp;nbsp; เวลา 02.50 น. อีกช่วงหนึ่ง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวพฤหัสบดี (5) ดาวประจำราศีเกิดและเจ้าเรือนกัมมะ โคจรในภพกัมมะ ได้มาตรฐานเป็นเกษตร ย่อมให้คุณ แสดงให้เห็นถึงความเป็นปึกแผ่นมั่นคง อุดมสมบูรณ์ จะส่งผลดีเรื่องความสนใจและเอาใจใส่เรื่องการงาน มีความสำเร็จในตำแหน่งหน้าที่การงาน มีโชคลาภรายได้และผลประโยชน์เพิ่มมากขึ้น ทำให้มีความอุดมสมบูรณ์ตามความหมายของดวงดาวและเรือนชะตา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จะมีผู้ใหญ่ คนดีมีความรู้ความสามารถ คนแวดล้อมให้การสนับสนุนช่วยเหลือเป็นอย่างดี จะมีการสมาคมกับผู้ใหญ่ จะได้หลักทรัพย์ สามารถสร้างเนื้อสร้างตัวเป็นปึกแผ่นมั่นคง มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกันดี จะโชคดีประสบความสำเร็จเกี่ยวกับเรื่องการงาน มีตำแหน่งหน้าที่การงานดีและสูงขึ้น ได้เลื่อนตำแหน่งหน้าที่การงาน เลื่อนขั้น ยศตำแหน่ง เงินเดือน มีรายได้และผลประโยชน์เพิ่มขึ้น จะทำให้มีพื้นฐานในการดำเนินชีวิตที่ดีขึ้นด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.2 ช่วงเวลาที่ดาวพฤหัสบดี (5) โคจรในราศีมังกร (ช่วงระหว่างวันที่ 17 มีนาคม 2563 เวลา 20.55 น. ถึงวันที่ 17 กรกฎาคม 2563 เวลา 18.54 น. ช่วงหนึ่ง และอีกช่วงหนึ่งคือ ระหว่างวันที่ 14 พฤศจิกายน 2563 เวลา 02.50 น. ถึงวันสิ้นปีคือ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 เวลา 24.00 น. อีกช่วงหนึ่ง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวพฤหัสบดี (5) ดาวประจำราศีเกิดโคจรในภพ ลาภะ ได้มาตรฐานเป็นนิจเป็น &amp;ldquo;สิงห์เกณฑ์จร&amp;rdquo; ดาวครู ดาวหมอ วิชาการให้คุณแบบค่อยเป็นค่อยไป ทำให้มีสติสัมปชัญญะ มีสติปัญญาดี มีความคิดอ่านแจ่มใส จะมีเรื่องดีๆ เกิดขึ้น ทำให้ชื่นอกชื่นใจ ประสบความสำเร็จในหลายๆ เรื่อง จะเริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ ไปสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ๆ มีโชคลาภ รายได้และความสำเร็จ จะส่งผลเป็นวิทยากร พิธีกร นักคิด นักพูด นักเขียน ครูบาอาจารย์ให้การเรียนรู้ ผู้ชี้นำสังคม จะได้เป็นที่ปรึกษา จะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือผู้ใหญ่คอยคุ้มครองดวงชะตา ทำให้แคล้วคลาดปลอดภัยจากภยันตรายต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีโอกาสได้ใช้ความรู้ความสามารถอย่างเต็มที่ ทำให้การงานดีขึ้น สุขภาพดีขึ้น ประสบความสำเร็จในตำแหน่งหน้าที่การงาน มีรายได้และมีโชคลาภอยู่เสมอๆ ผู้หลักผู้ใหญ่จะให้การสนับสนุนช่วยเหลือเป็นอย่างดี จะได้ลาภผลรายได้ผลประโยชน์จากมิตรสหายผู้หลักผู้ใหญ่ จะได้เลื่อนขั้น ปรับตำแหน่ง รายได้เพิ่มขึ้น จะได้บ้าน ที่ดินและยวดยานพาหนะ จะได้รับการยอมรับเชื่อถือ มีชื่อเสียง มีคนยกย่อง ผู้ใหญ่เมตตาปราณี มีโอกาสได้หลักทรัพย์ สร้างเนื้อสร้างตัวได้ มีโชคลาภ ประสบความสำเร็จเกินความคาดฝัน ทำให้มีพื้นฐานการดำเนินชีวิตที่ดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.อิทธิพลของดาวเสาร์ (7) ในปี 2563&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.1 ช่วงเวลาที่ดาวเสาร์ (7) โคจรในราศีธนู (ช่วงระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2563 เวลา 00.00 น. ถึงวันที่ 2 มีนาคม 2563 เวลา 08.41 น. ช่วงหนึ่ง และช่วงเวลาระหว่างวันที่ 12 กรกฎาคม 2563 เวลา 22.07 น. ถึงวันที่ 5 ธันวาคม 2563 เวลา 08.42 น. อีกช่วงหนึ่ง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวเสาร์ (7) จะโคจรในราศีธนูภายใต้ภพที่ 10 (กัมมะ) ของชาวราศีมีน กัมมะ แปลว่า การงาน หมายถึง อาชีพ ตำแหน่งหน้าที่การงาน การกระทำ งานในความรับผิดชอบ งานอดิเรก กรรมเก่าที่เคยสร้างมาแต่อดีตชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวเสาร์ (7) เจ้าเรือนลาภะโคจรอยู่ภายใต้ภพที่ 10 (กัมมะ) ย่อมให้คุณ จะประสบความสำเร็จเกี่ยวกับตำแหน่งหน้าที่การงาน ทำให้มีผลงาน มีรายได้ มีผลประโยชน์เกิดขึ้น มักจะมีการนำรายได้และผลประโยชน์ไปลงทุนเพิ่มเติม จึงส่งผลให้ต้องทำงานหนักขึ้น แบกรับภาระความรับผิดชอบมากขึ้น ต้องต่อสู้ดิ้นรนเหน็ดเหนื่อยมากขึ้น ต้องฝ่าฟันกับปัญหาและอุปสรรคต่างๆ นานาประการ จึงจะประสบความสำเร็จเกี่ยวกับตำแหน่งหน้าที่การงาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชาวราศีมีนจะได้ทำงานชิ้นสำคัญที่มีความรับผิดชอบสูง เหนื่อยยากแล้วจึงจะประสบความสำเร็จ สามารถแก้ไขปัญหาอุปสรรคต่างๆ ได้ มีรายได้ผลประโยชน์และประสบความสำเร็จเป็นที่พึงพอใจ จะส่งผลทำให้การงานได้รับการพัฒนาไปสู่แนวทางที่ดีขึ้น เป็นที่นิยมชมชอบของประชาชน แต่เนื่องจากดาวเสาร์ (7) เป็นดาวประธานฝ่ายบาปเคราะห์ที่โคจรช้า ส่งผลทำให้กว่าจะประสบความสำเร็จได้จึงต้องใช้เวลานานและลำบากเหน็ดเหนื่อยมิใช้น้อย อาจเกิดเรื่องไม่คาดฝันเกี่ยวกับการงานเกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ท่านจะต้องขยันอดทน เมื่อผ่านปัญหาและอุปสรรคไปแล้ว จะประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ตามความประสงค์ อีกประการหนึ่ง ควรระวังสุขภาพอนามัยความเป็นอยู่ของผู้ใหญ่ให้ดี อาจจะเจ็บป่วยต้องรักษาพยาบาลกัน มีการซ่อมแซมสำนักงาน บ้านเรือน หลักทรัพย์และยวดยานพาหนะ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.2 ช่วงเวลาที่ดาวเสาร์ (7) โคจรในราศีมังกร (ช่วงระหว่างวันที่ 2 มีนาคม 2563 เวลา 08.41 น. ถึงวันที่ 12 กรกฎาคม 2563 เวลา 22.07 น. ช่วงหนึ่ง และช่วงเวลาระหว่างวันที่ 5 ธันวาคม 2563 เวลา 08.42 น. ถึงวันสิ้นปีคือ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 เวลา 24.00 น. อีกช่วงหนึ่ง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวเสาร์ (7) จะโคจรในราศีมังกรภายใต้ภพที่ 11 (ลาภะ) ของชาวราศีมีน ตำราโหราศาสตร์กล่าวว่า &amp;ldquo;...ดาวเสาร์ (7) จรเป็นสิบเอ็ดลาภคืนคง รณรงค์ก็มีไชย...&amp;rdquo; ดาวเสาร์ (7) โคจรเข้าเรือนลาภะ ลาภะ หมายถึง ลาภผล โชคลาภ รายได้&amp;nbsp; ความสำเร็จ ผู้ให้ความช่วยเหลือ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวเสาร์ (7) จรภายใต้เรือนลาภะเป็นเกษตร ส่งผลให้มีโชคลาภ ประสบความสำเร็จทั้งด้านการงานและการเงิน ทำมาค้าขึ้น มีเงินทองไหลมาเทมา มีผู้ให้การสนับสนุนช่วยเหลือเป็นอย่างดี ทำให้สามารถสร้างหลักฐานได้อย่างมั่นคง สร้างเนื้อสร้างตัวได้ มีโชคลาภ จะได้บ้านเรือน ที่อยู่อาศัย สำนักงาน ที่ดิน ยวดยานพาหนะหรือได้ยศศักดิ์ มีตำแหน่งหน้าที่การงานที่ดีขึ้น มีผลงานอย่างต่อเนื่องมาจากการกระทำของตนที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ภพที่ 11 (ลาภะ) เป็นภพแห่งรายได้และโชคลาภความสำเร็จ จึงให้คุณต่อชาวราศีมีนอย่างชัดเจน แต่เนื่องจากดาวเสาร์ (7) เป็นเจ้าเรือนวินาศด้วยและเป็นดาวบาปเคราะห์ใหญ่ที่โคจรช้ามากๆ ทายว่าจะได้ของเก่า หรือได้ลาภจากทางไกล ต่างถิ่น ต่างแดน การสร้างเนื้อสร้างตัวกว่าจะประสบความสำเร็จจึงต้องใช้เวลาในการสร้างเนื้อสร้างตัวนานหน่อย ต้องต่อสู้ดิ้นรนเรื่อยไป แบกรับภาระหนักและเหน็ดเหนื่อยมิใช่น้อย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวเสาร์ (7) หนึ่งราศีใช้เวลาโคจรนานถึงสองปีครึ่ง จักรราศีมี 12 ราศีจึงใช้เวลาโคจรถึง 30 ปี จึงแสดงให้เห็นว่า ต้องใช้เวลาถึง 30 ปี คือ 30 ปีมีครั้งเดียวที่ดาวเสาร์ (7) จะโคจรเข้ามาอยู่ในราศีมังกร ภพลาภะ ดังนั้นคราวนี้จึงเป็นโอกาสที่ดีที่ชาวราศีมีนจะรีบฉวยโอกาสในการสร้างเนื้อสร้างตัว สร้างหลักฐาน แสวงหาโชคลาภเพื่อความสำเร็จโดยรวมของชีวิต แต่มักจะมีปัญหาอุปสรรคเกิดขึ้นก่อน จึงจะประสบความสำเร็จและมักรักษาทรัพย์ไว้ไม่คง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.อิทธิพลของราหู (8) ในปี 2563&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.1 ช่วงเวลาที่ราหู (8) โคจรในราศีมิถุน (ช่วงระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2563 เวลา 00.00 น. ถึงวันที่ 10 กันยายน 2563 เวลา 02.51 น. ช่วงหนึ่ง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ราหู (8) โคจรในภพที่ 4 เรียกว่า พันธุ เป็น &amp;ldquo;ทุระ ทุรา&amp;rdquo; แปลว่า ทุกข์ๆ ยากๆ ทำให้มีปัญหาวุ่นวายภายในบ้านภายในครอบครัว มีเกณฑ์ปรับปรุง เปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับบ้านเรือน ที่อยู่อาศัย ที่ดินและยวดยานพาหนะ จึงควรระมัดระวังให้ดีตามความหมายดังกล่าว เช่น บ้านเรือนจะเสียหาย ปลวกบุกรุกบ้าน ทำลายบ้านเรือน เกิดปัญหาเกี่ยวกับบ้านเรือน ที่อยู่อาศัย ที่ดินและยวดยานพาหนะ จึงควรดูแลครอบครัวและที่อยู่อาศัยให้ดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ราหู (8) จรอยู่ตรงไหนมักเกิดการเปลี่ยนแปลงตรงนั้น เมื่อจรมาอยู่ภพพันธุจึงเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นที่บ้าน จะมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นที่บ้าน อาจมีหนี้สินเกี่ยวกับการผ่อนบ้าน ผ่อนรถ หนี้สินระยะยาว ควรดูแลสุขภาพอนามัยของผู้ใหญ่คนในบ้านให้ดี เพราะอาจจะเจ็บไข้ได้ป่วยต้องรักษาพยาบาลกัน มีการพลัดพราก ระวังอบายมุขทั้งหลายจะเข้าบ้าน เช่น การพนัน การดื่มสุรา ชอบเที่ยวกลางคืน ติดเกมส์ คนในบ้านถูกมอมเมาด้วยอบายมุข เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.2 ช่วงเวลาที่ราหู (8) โคจรในราศีพฤษภ (ช่วงระหว่างวันที่ 10 กันยายน 2563 เวลา 02.51 น. ถึงวันสิ้นปีคือ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 เวลา 24.00 น. อีกช่วงหนึ่ง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ราหู (8) เป็น เจ้าเรือนวินาศน์โคจรอยู่ในภพสหัชชะ ให้คุณตามตำรา &amp;ldquo;...ราหู (8)...เป็นสามพระภูบาลให้สถานยศเงินทอง...&amp;rdquo; มีความกล้าได้ กล้าเสีย กล้าเสี่ยงเกี่ยวกับการสมาคม การคบเพื่อน การร่วมลงทุนและการติดต่อสื่อสาร จะส่งผลให้ได้คบหาสมาคมกับพ่อค้า นักการเมือง ผู้มีอิทธิพล คนต่างถิ่นต่างแดน ต่างชาติต่างภาษา มีการพบปะกันกับพี่น้องเพื่อนฝูงคนใกล้ชิดบ่อยครั้งยิ่งขึ้น จะมีการเปลี่ยนแปลงทางสังคม พี่น้องเพื่อนฝูงจะให้การช่วยเหลือในการติดต่อประสานงานต่างๆ มีการเดินทางใกล้และไกลบ่อยครั้ง การงานประสบความสำเร็จ มีงานจำพวกตัวแทน นายหน้า ผู้หลักผู้ใหญ่จะให้คุณ มีการติดต่อสื่อสารเข้ามาให้ทำ จะได้เลื่อนยศ เลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่ง จะได้ประโยชน์จากการคบหาสมาคม สิ่งที่ร้ายๆ จะกลายเป็นดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ราหู (8) จรในภพ 3 ควรดูแลเอาใจใส่รักษาสุขภาพอนามัยความเป็นอยู่ของพี่น้อง เพื่อนฝูง คนใกล้ชิดให้ดี เพราะอาจมีการเจ็บป่วย พลัดพราก พี่น้องเพื่อนฝูงบางคนอาจมีปัญหาไม่ปรองดองกัน ควรรอบคอบในการเดินทาง การติดต่อสื่อสารและการรักษาชื่อเสียงเกียรติยศตลอดจนภาพลักษณ์ไว้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ราหู (8) ในภพ 3 อาจจะส่งผลให้เกิดการเดินทาง มีการแสวงหาความรู้และประสบการณ์ใหม่ๆ เพิ่มเติม จะมีความคิดเห็นใหม่ๆ ที่แหวกแนว จะกระทำการใดๆ ก็ประสบความสำเร็จ มีการประดิษฐ์คิดค้นอะไรใหม่ๆ และการติดต่อสัมพันธ์ แต่ข้อควรระวังคือ หากประมาทหรือลุ่มหลงมัวเมา อาจมีอุบัติเหตุและความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ อีกทั้งมีการนำความคิดและวิธีการใหม่ๆ มาใช้ ระยะแรกๆ จะไม่ได้รับการยอมรับ และมีความยุ่งยากลำบากพอสมควรรวมอยู่ด้วย ต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งก็จะได้รับการยอมรับในที่สุด.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คฑา ชินบัญชร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่องชะตาปีนักษัตร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สวัสดีครับ ปีใหม่นี้เวียนมาบรรจบอีกวาระหนึ่ง ซึ่งปี 2563 ถือเป็นปีพิเศษ ตรุษจีนมาเร็ว และมีเดือน 4 จีน 2 หน จัดเป็นปีแกจื้อ ปีชวดธาตุทอง 60 ปี มีหนึ่งครั้ง ก้านฟ้าของปีจัดเป็นธาตุทอง ไท้ส่วยเอี๊ย เทพเจ้าประจำปี มีพระนามว่าโหล่วปี้โหล่วเถียว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับผู้ที่จะตั้งโต๊ะไหว้ไฉ่ซิงเอี๊ย ให้ตั้งโต๊ะบูชาหันหาทิศตะวันตก ซึ่งเป็นทิศที่ไฉ่ซิงเอี๊ยเสด็จผ่าน โดยเริ่มไหว้ในยามแรกของปี คือ 23.00-01.00 น. เป็นยามชวด ถือว่าดีที่สุดสำหรับทุกปีนักษัตร ยกเว้นคนปีมะเมีย อาจเลี่ยงไปไหว้หรือขอพรช่วง 03.00 น. เป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จัดของบูชา ประกอบด้วย ป้ายชื่อ หรือองค์ไฉ่ซิงเอี๊ย เทียนแดง 1 คู่ น้ำเปล่า น้ำชา 5 ที่อี๊แดง หรือสาคูแดง เจฉ่าย 5 ชนิด ฟองเต้าหู้ วุ้นเส้น เห็ดหูหนูดำหรือเห็ดหอม เห็ดหูหนูขาว และดอกไม้จีน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; บางท่านมีผลไม้และเพ้าชุดกระดาษ และกระดาษเงินกระดาษทอง และของตามกำลังศรัทธา ถึงฤกษ์แล้วจุดธูปเทียนสวด &amp;quot;โอมชัมภาลา จาเลนไน เยโซฮา&amp;quot; 9 จบ ขออัญเชิญเทพเจ้าโชคลาภเสด็จประทับที่บ้าน ขอประทานพรให้สมาชิกในครอบครัวรุ่งเรือง ราบรื่น รวย ร่มเย็น ตลอดปี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับปี 2563 นี้มีดาวเก้ายุค และดาวเหินที่ส่องชะตาของแต่ละปีนักษัตร มีการเปลี่ยนแปลงจากการโคจรของดวงดาวที่ส่องชะตาแต่ละปีนักษัตร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้ที่เกิดปีชวด มีดาวมงคลคือ ดาวเจี้ยงแช และดาวส่วยแก่ ส่วนดาวร้ายคือ ดาวเกียมฮง และดาวฮกซี่ ส่งผลให้คนปีชวดมีโชคดี โดดเด่นในงานประจำและราชการ มีผู้ใหญ่ส่งเสริม จากดาวขุนพล (เจี้ยงแช) เดือนดีคือเมษายน พฤษภาคม สิงหาคม เดือนที่ต้องระวังสุขภาพ คดีความเป็นพิเศษ คือเดือนมีนาคม เดือนมิถุนายน และเดือนกันยายน ยังต้องระวังมีดบาด ของมีคม มีโอกาสควรฝากดวงชะตากับไท้ส่วยเอี๊ย ที่วัดมังกรกมลาวาส วัดโพธิ์แมน หรือวัดที่มีองค์ไท้ส่วยเอี๊ยประทับอยู่ และขอพรเทพกวนอูเพื่อรับพลังบวกจากดาวขุนพลที่ศาลเจ้ากวนอู และบริจาคโลงศพ เติมน้ำมันตะเกียง ควรจัดวางของมงคล คือรูปปั้นวัว หรือก้อนทอง ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของโต๊ะ หรือห้องทำงาน ปีนี้ สีน้ำเงิน ม่วง เขียว เป็นสีมงคล และเลข 18, 24, 56 นำโชคดีมาให้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้ที่เกิดปีฉลู มีดาวเทียนอิดกุ้ยนั้ง, ดาวส่วยฮะดาว, ไท้เอี้ยง เป็นดาวมงคล ส่องชะตาผู้ชายเด่นกว่าผู้หญิง วิศวกร เครื่องจักร ขนส่ง พลังงาน ก้าวหน้า เดือนพฤษภาคม มิถุนายน กันยายน และธันวาคม เป็นเดือนเด่น มีช่องงานธุรกิจใหม่ ส่วนดาวร้ายที่ส่องชะตาคือ ดาวฮ่วยขี่, ดาวอิมซัวะ, ดาวมิ้งอัว ส่งผลให้เป็นไข้ไม่สบาย ระวังโรคภัยเป็นพิเศษสำหรับผู้หญิง เดือนเมษายน กรกฎาคม ตุลาคม ต้องระวังสุขภาพและบริวารเป็นพิเศษ มีโอกาสขอพรเทพไท้เอี้ยง (พระอาทิตย์) วิหารไท้เอี้ยง วัดเล่งเน่ยยี่ และไหว้เจ้าพ่อกวนอู การเดินทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือเป็นมงคล และควรจัดวางกิเลน 1 คู่ หันหาทิศตะวันตก สวมใส่สีฟ้า, ครีม, เหลือง เป็นมงคล เลข 26, 15, 46 เป็นเลขมงคล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้เกิดปีขาล มีดาวเอี๊ยะเบ๊ (ม้าปีกทอง) ดาวเทียนโต้ว (เทพโภคา) เป็นดาวมงคล ส่งผลให้เป็นปีที่ได้เดินทาง และทานอาหารอร่อยๆ บ่อยมาก การทำงานขนส่ง เดินทาง การท่องเที่ยวโดดเด่น เดือนมิถุนายน ตุลาคม พฤศจิกายน มีโชคดี ส่วนดาวร้ายคือดาวซั่งมึ้ง, ดาวตี่ซั่ง, ดาวโกวซิ้ง ส่งผลให้เดือนพฤษภาคม สิงหาคม ต้องระวังปัญหาครอบครัว สมาชิกในบ้าน การออกจากบ้านโยกย้ายที่อยู่ เปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิต ควรไหว้ทีกงหรือเทพสวรรค์ เป็นเสาสูงตั้งอยู่ในศาลเจ้า และไหว้แป๊ะกงหรือเจ้าที่ ที่มูลนิธิเทียนฟ้า และไต้ฮงกง การจัดวางรูปปั้นหมู หันหน้าทิศตะวันออกเฉียงใต้ และสวมใส่เสื้อผ้าสีเหลือง, เขียว, น้ำตาล เป็นมงคล เลขนำโชคคือ 29, 45, 88 การเดินทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือเป็นทิศมงคล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้ที่เกิดปีเถาะ มีดาวไท่อิม (พระจันทร์), ดาวอั้งล้วง (นกสีแดง) เป็นดาวมงคลส่องชะตา ผู้หญิงมีชะตาที่โดดเด่นกว่าผู้ชาย และมีโอกาสในงานมาก ที่โสดมีโอกาสเจอคู่ งานบริการ บันเทิง ของสวยงามก้าวหน้า รุ่งเรือง เดือนกรกฎาคม ตุลาคม พฤศจิกายน เป็นเดือนที่ชะตาฟ้าเปิด มีโอกาสดีๆ ในชีวิต ส่วนดาวร้ายคือ ดาวเกาซิ่ง, ดาวกวงเซาะ, ดาวซาเฮ่ง ต้องระวังสุขภาพ การเจ็บป่วยกะทันหัน และภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะเดือนมีนาคม เมษายน มิถุนายน และกันยายน ปีนี้มีดาวร้ายมากและเป็นหนึ่งในปีชงร่วม (ปีเฮ่ง) ควรฝากดวงชะตาที่วัดมังกรฯ หรือวัดที่มีองค์ไท้ส่วยเอี๊ยประทับอยู่ และขอพรไท่อิม (จันทราเทพ) จัดตั้งไฉ่ซิงเอี๊ย หันหน้าทิศตะวันตกเฉียงใต้ และสวมใส่สีเทา, ม่วง, น้ำเงิน เป็นมงคล เลขนำโชค คือ 24, 26, 92 เดินทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือมีโชค&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้ที่เกิดปีมะโรง มีดาวมงคล 3 ดวงเด่นส่องชะตา ดาวก๊กอิ่น (ตราตั้ง) ดาวซาไท้ (ก้าว 3 ขั้น) ดาวฮั้วก่าย (แสงสว่าง) ส่งผลให้เดือนสิงหาคม กันยายน ธันวาคม เป็นเดือนที่ได้รับมอบหมายงานใหม่ มีโอกาสแสดงฝีมือ มีความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ปัญหาจะแก้ไขได้ด้วยไหวพริบปัญญาของตนเอง ปีนี้ดาวร้ายที่ส่องชะตาคือ ดาวกัวฮู้, ดาวโหงวกุ้ย, ดาวเพ้าซิง ส่งผลกระทบสุขภาพของสมาชิกในครอบครัว และต้องระวังอันธพาล หรือคนกลั่นแกล้ง มีโอกาสไหว้ปุ่นเถ้ากง และแชเล้งเอี๊ย หรือเทพเจ้ามังกรเขียว วัดทิพยวารี เพื่อความเป็นสิริมงคล และจัดวางรูปปั้นไก่ หันหาทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ที่โต๊ะทำงาน หรือที่อยู่อาศัย สีแดง, เหลือง, ฟ้า และเลข 58, 59, 52 เป็นมงคล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้ที่เกิดปีมะเส็ง ปีนี้พ้นปะทะชน พ้นปีชง มีดาวมงคล 1 ดวง ดาวง้วยเต๊ก ดาวคุณธรรม ส่งผลดีในเรื่องงาน ธุรกิจ แต่ยังมีดาวร้าย คือ ดาวร้าย ดาวซี้ฮี้, ดาวเซี่ยวฮ่อ, ดาวเทียนซัว ส่งผลให้มีการสูญเสียทรัพย์สิน และปัญหาระบบทางเดินหายใจ หลอดลม เดือนที่เด่นเรื่องงานและการลงทุน คือเดือนพฤษภาคม สืงหาคม กันยายน เดือนที่ต้องระวังพิเศษคือ เดือนกุมภาพันธ์ พฤศจิกาย ควรสักการะเจ้าแม่กวนอิม มูลนิธิเทียนฟ้า เสริมความสัมพันธ์ ไหว้เทพอุ้มสม หรือเซียนฮั้วฮะ วัดทิพยวารี บ้านหม้อ จัดวางของมงคล ปีนี้คือคางคกคาบเหรียญ หันหาทิศตะวันออกเฉียงใต้ สีมงคลคือ แดง, ทอง, ครีม, ม่วง มีเลข 69, 78, 39 เป็นเลขมงคล เดินทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือและทิศตะวันตกมีโชค&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้ที่เกิดปีมะเมีย ปีนี้ปะทะชน ถือเป็นปีชง โดยเฉพาะรอบอายุ 66 ปี หลีกเลี่ยงการตอกเสาเข็ม เปิดหน้าดินในทิศเหนือและทิศใต้ของที่ดิน ต้องใช้ดาวมงคลของปีขาลและปีจอ คือดาวเอี๊ยแบ๊ หมายความถึง เคลื่อนไหวหรือเดินทางก่อเกิดทรัพย์ แต่มีดาวร้ายสำคัญ คือ ดาวส่วยพั่ว, ดาวไต้ฮ่อ ดาวลั้งกัว คือการสูญเสียใหญ่ และต้องระวังอุบัติเหตุ รวมถึงคนคิดกลั่นแกล้ง ควรฝากดวงชะตากับไท้ส่วยเอี๊ยที่วัดมังกรฯ และทำบุญซื้อโลงศพ จัดตั้งปี่เซียะ หันหาทิศตะวันตกเฉียงใต้ การเดินทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เครื่องแต่งกายสีทอง, เหลือง, เขียวอ่อน เป็นมงคล เลข 26, 45, 36 เป็นเลขนำโชค&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้ที่เกิดปีมะแม ปีนี้แม้จะเป็นปีคู่ศัตรู แต่มีดาวมงคล 3 ดวง โดดเด่นมากๆ คือดาวจี่มุ้ยแชกุน, ดาวเล้งเต๊ก, ดาวเง็กตึ๊ง ส่งผลให้มีผู้ใหญ่ส่งเสริม บริวารสนับสนุน มีโอกาสได้บ้าน ที่อยู่อาศัย ลงทุนธุรกิจที่ดิน อสังหาฯ ธุรกิจขนส่งโดดเด่น รุ่งเรือง ดาวร้ายเรียงหน้ากระดานมา 4 ดวง ดาวส่วยซัวะ, ดาวลักไห่, ดาวเทียนแอะ, ดาวเป่าป่าย ต้องระมัดระวังสุขภาพ ซ่อมรถ ซ่อมบ้าน และของหายเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเดือนเมษายน ตุลาคม และกรกฎาคม ควรฝากดวงชะตากับไท้ส่วยเอี๊ย และขอพรจี้มุ้ยแชกุน (ป้ายอักษรจารึกพระนามหน้าพระประธาน) วัดเล่งเน่ยยี่ ไหว้ไฉ่ซิงเอี๊ย ขอพรเรื่องการเงิน จัดวางม้ามีอาน 1 ตัว หันหน้าหาทิศตะวันตกเฉียงเหนือ สีมงคลที่ควรตกแต่งร่างกายคือ น้ำเงิน ฟ้า ทอง ครีม น้ำตาล มีเลข 15, 25, 45 เป็นเลขนำโชค&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้ที่เกิดปีวอก ปีนี้มีดาวมงคล 1 ดวงส่องชะตา ดาวมงคลคือ ดาวลกฮึง แต่มีพลังมากพิเศษ และเป็นสามสมพงศ์ (ซำฮะ) กับปีชวดและมะโรง มีคนอุปถัมภ์และเกื้อกูล จะได้รับมอบหมายหน้าที่ใหม่ๆ มีโอกาสแสดงความสามารถ มีช่องทางธุรกิจ งานดารา นักแสดง ค้าขายอุปโภคบริโภค ธุรกิจเครือข่าย ก้าวหน้ารุ่งเรือง เดือนเมษายน พฤษภาคม และธันวาคม ชะตาโดดเด่นเป็นพิเศษ ดาวร้าย 4 ดวง ดาวแป๊ะโฮ่ว, ดาวป่วยจี้, ดาวปวยเนี้ยม, ดาวไต้ซัว ต้องระมัดระวังอารมณ์ และระวังเจ็บป่วยไม่สบายจากสัตว์เลี้ยง หรือสัตว์เลี้ยงอาจเจ็บป่วยไม่สบายจากคนปีวอก เดือนกุมภาพันธ์ สิงหาคม พฤศจิกายน ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ควรหาโอกาสไหว้เจ้าพ่อเสือที่เสาชิงช้า ตั่วเหลาเอี๊ย เฮี่ยงเทียนเซี่ยงตี่ และไหว้เทพวานร (เห้งเจีย) ที่ศาลเจ้าเห้งเจีย ไต่เสี่ยฮุกโจ้ว และจัดวางรูปปั้นมังกร หันหาทิศตะวันตกเฉียงใต้ สีมงคลคือ ฟ้า, เขียวอ่อน ทอง น้ำเงิน มีเลข 28, 92, 62 เป็นเลขนำโชค&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้ที่เกิดปีระกา ปีนี้ถือเป็นปีผั่ว แต่มีดาวมงคลพลังแรงกล้าถึง 3ดวง คือ ดาวดาวเทียนเต๊ก, ดาวฮกแช, ดาวเทียนฮี้ โชควาสนาและฟ้ายินดี เด่นเรื่องหน้าที่การงาน โชคลาภเป็นพิเศษ ธุรกิจบันเทิง ขนส่ง งานต่างประเทศเด่น เดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายนมีโชคดี และมีโอกาสดีในงาน เดือนมกราคมและเดือนพฤษภาคมมีโอกาสดีเรื่องความรัก แต่ต้องศึกษาดูใจกันไปก่อน เพราะเรื่องหัวใจ ความสัมพันธ์ และเรื่องเอกสารสัญญา ต้องระวังเป็นพิเศษ จากดาวร้าย 3 ดวงที่ส่องชะตา คือดาวฮำตี้, ดาวท้อฮวย, ดาวก้วงจิ, ดาวพีมั้ว ต้องระวังคำพูด การกระทำก่อให้เกิดความเข้าผิด และให้รอบคอบเรื่องเอกสารสัญญา ควรหาโอกาสฝากดวงชะตากับไท้ส่วยเอี๊ยที่วัดมังกรฯ และไหว้พระประธานสามองค์ (ซำปอฮุกโจ้ว) จัดวางของฮกลกซิ่ว หันหาทิศตะวันออกเฉียงใต้ การเดินทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นทิศมงคล สีมงคลคือ สีน้ำเงิน, ฟ้า, เหลือง, ม่วง เลขนำโชค คือ 52, 57, 59&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้ที่เกิดปีจอ แม้ไม่ปะทะชน แต่มีดาวมงคลดวงเดียว ถือเป็นดาวมงคลรองที่ส่งผลดีเรื่องการแก้ปัญหา ไหวพริบปฏิภาณ คือ ดาวเทียนโก้ย (ฟ้าคลี่คลาย) ทำให้ปัญหาต่างๆ จะคลี่คลายไปในที่สุด ทั้งจากการแก้ปัญหา และจากสถานการณ์ต่างๆ ช่วยส่งเสริม โดยเฉพาะเดือนกุมภาพันธ์ มีนาคม มิถุนายน และกรกฎาคม ธุรกิจงาน นักคิด นักเขียน โปรแกรมเมอร์ ดีไซเนอร์ นักออกแบบ เด่นเป็นพิเศษ แต่ดาวเทียนเก้า, ดาวเตี่ยวแชะ, ดาวฟู้ติ้ม, ดาวกัวซัวะ ในเดือนเมษายน ตุลาคม ต้องระวังความสัมพันธ์กับผู้คน และระวังสัตว์เลี้ยงทำร้าย หรือไม่สบาย มีโอกาสไหว้ขอพรเจ้าพ่อเสือและตั่วเหล่าเอี๊ย และขอพรองค์หม่าโจ้ว ที่ล้ง 1919 คลองสาน ให้ธุรกิจ ชีวิตราบรื่น ของมงคลที่ควรจัดหาไว้ในบ้านและโต๊ะทำงาน คือปลาหลีฮื้อ หรือปลาคาร์พ กระโดดเหนือคลื่น จัดวางหันหน้าหาทิศตะวันตกเฉียงใต้ การสวมเครื่องแต่งกายสีทอง, ขาว, ครีม, เทา และเดินทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ทิศเหนือ เป็น มงคล เลข 68, 89, 38 เป็นมงคล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้ที่เกิดปีกุน มีดาวบุ้นเชียง (การศึกษา) และดาวอั้งล้วง (นกวิเศษสีแดง) ส่องชีวิต ส่งผลดีเรื่องการเรียน การสิบ การแข่งขัน การหาวิชาความรู้ใหม่ๆ มีช่องทางงาน ธุรกิจใหม่ เป็นช่วงเวลาของการเริ่มต้น และมีประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ท้าทาย มีความก้าวหน้า และโดดเด่นเรื่องความรัก เสน่ห์แรงเป็นพิเศษ ตั้งแต่ต้นปี เดือนกุมภาพันธ์ มีนาคม เมษายน ได้รับผิดชอบงาน เจอผู้คนใหม่ๆ เดือนกรกฎาคม ธันวาคม มีผู้ใหญ่ส่งเสริม ควรหาโอกาสเพิ่มเติมความรู้ใหม่ๆ ดาวร้าย 3 ดวง คือ ดาวแป่ฮี้, ดาวบ่วงซิ้ง, ดาวเม็กอ้วก ต้องระวังเจ็บป่วย ทางเดินอาหาร ผิวหนัง สายตา และความสัมพันธ์ ในเดือนพฤษภาคม สิงหาคม เป็นพิเศษ การไหว้เจ้าแม่กวนอิม มูลนิธิเทียนฟ้า เจ้าแม่หม่าโจ้ว ล้ง 1919 และองค์ฮั่วท้อเซี่ยนซือ บริจาคเงินห้องยา และขอพรดาวบุ๋น บุ้นเชียงตี่กุน เป็นมงคลอย่างยิ่ง การจัดวางกวาง 1 คู่ หันหน้าหาทิศตะวันตกเฉียงเหนือ และสวมเครื่องแต่งกาย สีฟ้า, เทา, ทอง น้ำตาล เป็นมงคล เลข 26, 46, 56 เป็นเลขนำโชค.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ภาณุวัฒน์ พันธุ์วิชาติกุล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซินแสดังถอดรหัสดวงเมืองประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สภาวการณ์ทางสังคมและการเมืองโดยรวม ประจำปี พ.ศ.2563 ซึ่งเป็นปีชวด ธาตุทอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดวงเมืองของประเทศไทยนั้นได้มีกำหนดไว้ตั้งแต่เมื่อได้มีการตั้งหลักเมือง ในช่วงกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 เมษายน พ.ศ.2325 เวลาย่ำรุ่ง 06.45 นาฬิกา เป็นวันขึ้น 10 ค่ำ เดือน 6 ปีจุลศักราช 1144 เมื่อนับอายุมาจนถึงปัจจุบันก็เป็นเวลา 237 ปีแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อได้คำนวณตามหลักโหราศาสตร์จีนแล้ว ถือว่าเป็นปีนักษัตรขาลธาตุน้ำ เดือนมะโรง ยามเถาะ ซึ่งการวางดวงเมืองในขณะนั้นก็ต้องถือว่าประเทศไทยของเรานั้นจะต้องมีการดูแลประเทศโดยผู้ที่มีอำนาจของปืนไฟอยู่ในมือ ซึ่งนั่นก็คือทหารหาญ เนื่องจากเป็นปีนักษัตรขาลคือปีเสือนั่นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนเดือนเมษายนนั้นก็เป็นเดือนนักษัตรมะโรง คือ มังกร ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของฮ่องเต้ของชนชาวจีน ก็คือจะต้องมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้ปกครองประเทศ อีกทั้งเวลาที่ย่ำรุ่งนั้นก็เป็นยามนักษัตรเถาะคือกระต่าย ที่มีความอ่อนโยน ใจดี มีความโอบอ้อมอารี รักความสงบสันติ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อีกทั้ง 3 นักษัตรที่เป็นนักษัตรขาล นักษัตรมะโรง และนักษัตรเถาะนั้น ก็เป็นสัญลักษณ์ของความเที่ยงตรง มีความยุติธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ตั้ง อีกทั้งเป็นปีนักษัตรขาล ธาตุน้ำ ซึ่งธาตุน้ำนั้นก็คือเรื่องของธุรกิจ การค้า การพาณิชย์และตลาดทางการเงิน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อได้วิเคราะห์จากดวงเมืองที่ได้ตั้งขึ้นมาแล้ว ประเทศไทยที่ได้รุ่งเรืองตั้งแต่ในอดีตมาจนถึงปัจจุบันและต่อไปในอนาคต จะต้องมีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นตัวหลัก มีทหารที่ต้องมาดูแลปกป้องประเทศ และมีพ่อค้า นักธุรกิจเป็นผู้สร้างความรุ่งเรืองให้กับประเทศไทยต่อไปในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตามหลักโหราศาสตร์จีน ในวันเสาร์ที่ 25 มกราคม 2563 นี้ ถือว่าเป็นวันตรุษจีน ซึ่งก็จะเป็นการก้าวเข้าสู่ปีนักษัตรชวด ธาตุทอง หรือปีแกจื้อ ตามหลักของจักรพรรดิ และถ้านับตามหลักของดวงจีน (ลิบชุน) จะเริ่มย่างเข้าสู่นักษัตรกุน ธาตุดิน ตั้งแต่วันอังคารที่ 4 กุมภาพันธ์ 2563 เป็นต้นไป ซึ่งก็จะมีส่วนส่งผลให้สภาวการณ์ในภาพรวมโดยทั่วไปในปีนักษัตรชวดที่มีธาตุทองเป็นธาตุควบคุม ได้โคจรมาเป็นเจ้าแห่งนักษัตรปีที่เป็นกลางๆ กับดวงเมืองที่ได้ตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2325 ที่เป็นปีนักษัตรขาลที่มีธาตุน้ำเป็นธาตุควบคุม ก็จะมีส่วนส่งผลให้ภาพรวมโดยทั่วไปทั้งภายนอกและภายในประเทศไทย ในปี พ.ศ.2563 จะมีความเป็นไปได้ดั่งคำพยากรณ์ที่พอจะประมวลคำทำนายไว้พอสังเขปได้ดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ภาพรวมทางด้านเศรษฐกิจ การเงิน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อดวงเมืองได้ย่างเข้าสู่ปีนักษัตรชวด ธาตุทอง ก็เป็นการก้าวเข้าสู่การเริ่มต้นของรอบนักษัตรใหม่ ในรอบ 12 ปีเลยทีเดียว ซึ่งถือว่าจะมีการพลิกผันเปลี่ยนแปลงดวงชะตาของบ้านเมือง เหมือนจะเริ่มตันใหม่เลยทีเดียวก็ว่าได้ เพราะว่ามีเหตุการณ์หลายๆ สิ่งหลายๆ อย่างที่มีมาให้เห็นตั้งแต่ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ที่เป็นปีนักษัตรจอ และนักษัตรกุน ธาตุดิน เป็น 2 ปีสุดท้ายที่ส่งท้ายรอบ 12 นักษัตร อีกทั้งก็เป็นยุคของธาตุดิน ที่เปรียบเสมือนผืนแผ่นดินที่ใครปลูกอะไรไว้ก็จะได้รับผลอย่างนั้น ที่เรียกว่า &amp;ldquo;ปลูกถั่วได้ถั่ว ปลูกงาได้งา&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้น ใน 2 ปีที่ผ่านมาจึงเป็นช่วงเวลาแห่งการสรุปจบที่ว่า ใครทำดีหรือไม่ดีตั้งแต่ในช่วงหลายๆ ปีที่ผ่านมา ก็จะมีผลที่ตอบสนองให้เห็นแบบปัจจุบันทันด่วน เรียกว่าทันในชาตินี้ไม่ต้องรอชาติหน้า ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มที่มีความคิดเอนเอียงไปทางด้านคอมมิวนิสต์ กลุ่มที่ชอบสร้างปัญหาให้เกิดความวุ่นวายขัดแย้งกับบ้านเมือง กลุ่มที่คิดล้มล้างสถาบันกษัตริย์ กลุ่มที่ไม่รักชาติบ้านเมือง โกงกินสารพัดอย่าง บ้านเมืองจะล่มจมอย่างไรก็ช่าง ขอให้ตัวเองรวยคนเดียว ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ต่างก็โผล่หน้าออกมาให้สังคมส่วนรวมได้มองเห็นเอง และผลสุดท้ายแต่ละกลุ่มคนต่างต้องถูกจับ ถูกกำจัดออกไปจากสังคมที่ดีงาม หรือไม่เช่นนั้นต่างต้องหลีกลี้หนีไปอาศัยอยู่ในต่างถิ่นแดนไกล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อีกทั้ง เมื่อก้าวเข้าสู่ปีแห่งธาตุทอง ก็เป็นธาตุแห่งความมีคุณธรรม ธาตุแห่งการส่งเสริมคุณงามความดี เป็นธาตุที่ส่งเสริมให้เกิดธาตุน้ำที่หมายถึงเรื่องการเงินของส่วนรวมจะดีขึ้นด้วย เพียงแต่เมื่อเป็นปีกลางๆ ที่ไม่ได้ชงหรือไม่ได้เป็นปรปักษ์ที่ไม่ได้ส่งเสริมดวงชะตาของดวงเมืองแต่อย่างใด จึงมีส่วนส่งผลให้ทางด้านเศรษฐกิจในแง่มหภาคของประเทศไทย ก็จะมีทั้งส่วนที่ดี ที่ส่งผลทำให้ส่วนรวมในแง่มหภาคมีการตื่นตัวและได้รับอานิสงส์ในด้านที่ดีกันทั่วหน้า และในด้านที่ไม่ค่อยจะมีผลดีก็จะมีเรื่องราวที่อาจจะไม่ได้ดั่งใจของสังคมส่วนรวม หรือมีบางเรื่องราวที่ทุกคนได้ยินจะต้องตกอกตกใจตื่นกลัวกันไปตามๆ กัน ซึ่งก็เป็นแบบที่เรียกว่านานาจิตตังก็ว่าได้ ก็จะมีการคละเคล้ากันไป เพียงแต่ว่าจะไปในทิศทางที่ดีมากขึ้นกว่าเดิมมากกว่าเสียเป็นส่วนใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ทว่า ใครจะดีมากดีน้อยหรือแย่มากแย่น้อยก็อยู่ที่พื้นฐานดวงชะตาของแต่ละบุคคลในแต่ละช่วงวันเวลาที่มีการตัดสินใจ ต้องขอให้ติดตามดวงเฉพาะแต่ละบุคคลด้วย ดังนั้นขอให้ทุกคนในสังคมส่วนรวมต้องมีจิตใจที่มั่นคงและตั้งมั่น อย่าไปแตกตื่นกับเรื่องราวที่เป็นข่าวคราว เป็นเรื่องจุกจิก หยุมหยิม ที่มีสารพัดข่าวลือทั้งที่มีความเป็นจริง ผสมผสานกับข่าวโคมลอยที่เป็นเท็จ มีการปั้นแต่งขึ้นมาในทางร้าย จนทำให้ทุกคนทุกฝ่ายในสังคมเกิดความสับสนทางความคิด ต่างจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าข้อเท็จจริงของข่าวนั้นเป็นเรื่องไหนและเป็นอย่างไร เพราะว่าจะมีทั้งข่าวจริงที่เหลือเชื่อคละเคล้ากับข่าวที่เป็นเท็จแต่ฟังดูแล้วน่าเชื่อถือ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ข่าวเหล่านั้นจะถูกปรุงแต่งเพิ่มเติมเรื่องราวและสีสัน จนทำให้ทุกคนที่ได้ยินได้ฟังต่างเกิดความเครียด ความวิตกกังวลว่าต่อไปบ้านเมืองจะเป็นอย่างไร ก็ต้องขอให้ว่าอย่าคิดหวาดวิตกมากจนเกินไปนัก เพราะว่าเมืองไทยเรานั้นมี &amp;ldquo;พระสยามเทวาธิราชคุ้มครองดูแลอยู่&amp;rdquo; ใครที่คิดร้าย คิดทำอะไรไม่ดีกับบ้านเมือง ผลสุดท้ายก็ต้องแพ้ภัยตัวเองไปในที่สุด ต้องรับผลกรรมในสิ่งที่ตัวเองคิด ตัวเองกระทำ โดยที่ไม่มีใครสามารถที่จะไปกระทำให้เกิดเรื่องกับกลุ่มบุคคลที่มีอำนาจเหล่านี้ได้เลย อย่างตัวอย่างที่เราได้พบได้เห็นมามากต่อมากแล้วในช่วงเวลาที่ผ่านมา และบ้านเมืองของเรานั้นเมื่อเกิดวิกฤติปัญหา ก็จะมีทางออกให้สามารถผ่านพ้นไปได้ อย่างวิกฤติต้มยำกุ้ง วิกฤติซับไพรม์ ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อีกทั้งก็จะมีข่าวคราวบางอย่างที่ออกมา ชนิดที่ดูแล้วจะเป็นการโยนหินถามทาง เพื่อดูปฏิกิริยาการตอบโต้และการตอบรับจากคนในสังคมและจากประชาชนส่วนรวมว่าเป็นอย่างไร จะได้รู้ว่าควรที่จะดำเนินการอย่างไรต่อไป จะลงทุนขยับขยายเครือข่ายธุรกิจหรือจะหยุดการดำเนินการดี ซึ่งทำให้ภาพรวมของเศรษฐกิจและการเงินของประเทศภายนอกมักจะดูสดใส ส่วนหนึ่งเกิดจากเรื่องจริงในบางภาคของธุรกิจที่มีความรุ่งเรืองจริงๆ แต่ก็มีบางด้านของธุรกิจบางอย่างที่ข้างนอกดูสดใสแต่ข้างในต๊ะติ๊งโหน่ง คือมีปัญหาที่จะต้องแก้ไขหมกเม็ดอยู่ภายใน แต่ก็จะมีการสร้างภาพขึ้นมาเพื่อไม่ให้ประชาชนเกิดความตื่นกลัว จนมีผลที่จะมีปัญหาต่อเศรษฐกิจในมหภาคที่กำลังจะก้าวเดินต่อไปในภายภาคหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งก็มีส่วนส่งผลทำให้ในปี พ.ศ.2563 นี้จะเป็นปีแห่งการช่วงชิงอำนาจและช่วงชิงผลประโยชน์ ที่มีทั้งธุรกิจการเมือง และธุรกิจภาคประชาชน ที่มักจะเริ่มไม่ค่อยมีน้ำใจต่อกันเท่าที่ควร การที่จะดำเนินการอะไรถ้าไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็ต้องเล่นด้วยมนตร์ ถ้าไม่ได้ด้วยกลก็ต้องใช้คาถา จึงเป็นช่วงเวลาที่คนในสังคมส่วนหนึ่งที่ต้องมีการดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดของกลุ่มและของตัวเอง ทำให้มักจะมองและยึดถือเงินเป็นพระเจ้า โดยไม่มองถึงที่มาที่ไปของเงิน ไม่มองถึงความถูกต้องและไม่สนใจผิดชอบชั่วดี อีกทั้งก็มักจะไม่ค่อยยึดมั่นในความมีคุณธรรมและศีลธรรมกันมากนัก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จึงต้องขอให้ผู้หลักผู้ใหญ่ผู้ที่มีอำนาจในการบริหารบ้านเมือง ต้องออกมาควบคุมดูแลให้ทุกเรื่องทุกราวทุกสิ่งทุกอย่าง จะต้องมีการขับเคลื่อนก้าวเดินไปในแนวทางที่ถูกต้องชอบธรรม ไม่ให้มีการเอารัดเอาเปรียบในการประกอบธุรกิจของกลุ่มคนที่มีอำนาจเงินตราอยู่ในมือมาผูกขาดในทุกๆ ด้าน จนทำให้ประชาชนคนธรรมดาทั่วๆ ไปไม่สามารถทำมาหากินกันแบบถูกต้องและสุจริตกันได้ ทำให้ต้องมุดลงไปทำมาหากินใต้ดิน ที่มีผลประโยชน์แอบแฝงต่างตอบแทน ซึ่งก็จะเป็นการทำให้ทุกอย่างในเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชันกลับไปสู่วงจรเดิมๆ อย่างที่เคยมีมาในอดีตได้อีก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สภาวการณ์ทางด้านการเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากการที่เคยได้พยากรณ์ไว้ในช่วง 2 ปีที่เป็นปีนักษัตรจอและนักษัตรกุนที่ผ่านมาว่า ถ้าใครมีการทำอะไรที่ไม่ถูกไม่ควร มีการทุจริตกินสินบาทคาดสินบน ก็จะมีคนออกมาโพนทะนาชนิดกัดไม่ปล่อยจนเป็นข่าวคราว ทำให้คนที่ไม่ดี ไม่มีคุณธรรมก็จะถูกยับยั้ง ถูกกำจัดออกไปจากสังคมที่ดีไปเรื่อยๆ จะมีการพลิกผันดวงชะตาบ้านเมืองนอกเหนือความคาดหมายได้ ซึ่งก็จะทำให้คนที่ไม่ดี ไม่มีคุณธรรม มักจะหลบลี้หนีหน้าไปไม่ค่อยกล้าเสนอตัวในการที่จะออกมาวุ่นวายทำอะไร บ้างก็อยู่นิ่งเฉยเพราะว่าในสังคมยังไม่ยอมรับ จากเรื่องราวที่บุคคลเหล่านี้ได้กระทำให้บ้านเมืองเกิดความเดือดร้อนและเสียหายกันมาในอดีต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ทว่า ในช่วงปีนี้จะเป็นช่วงเวลาที่มักจะมีเสียงซุบซิบนินทา โจมตีละเลงสีใส่ไข่แก่กันและกันจนมั่วไปหมด ชนิดที่คนดีๆ ก็อาจจะถูกปล่อยข่าวลือจนทำให้เสียคน ต้องใจฝ่อและถดถอยออกไปจากวงสังคมทุกชนชั้น ส่วนคนชั่วที่ใจทรามแต่มีบุคลิกหน้าตาดีก็อาจจะมีการสร้างภาพลักษณ์ สร้างข่าวลือ สร้างข่าวสารที่เสริมแต่งปลุกปั้นคนที่ไม่ดีนั้นจนกลายเป็นเทวดาสาธุ ทำให้เมื่อมองดูแล้วจะมีความน่าเชื่อถือ จนทุกคนทุกฝ่ายในสังคมมีการยอมรับ ซึ่งก็จะทำให้บุคคลเหล่านี้มีโอกาสที่จะมาทำเรื่องราวที่ไม่ค่อยดี ไม่ค่อยถูกต้องในอนาคตได้โดยคาดไม่ถึง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งในปีนี้ก็เป็นปีที่ทางด้านการเมือง จากที่มีการสงบนิ่งมาช่วงขณะหนึ่ง ก็จะเริ่มมีความวุ่นวายที่จะเกิดขึ้นมาจากนักการเมือง นักเลือกตั้ง นักลากตั้ง ที่จะมีการวิ่งกันวุ่นวายจนจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าอะไรเป็นอะไร ไม่ว่าเกิดจากผลประโยชน์ที่ไม่ลงตัวกัน เกิดจากสมบัติที่ผลัดกันชมในเรื่องของอำนาจ ที่ต่างฝ่ายต่างอยากที่จะก้าวขึ้นมาสู่ตรงนั้นบ้าง อีกทั้งนักการเมืองเมื่อได้ก้าวขึ้นสู่วงจรของอำนาจก็มักจะมองเห็นถึงผลประโยชน์มาก่อนสิ่งอื่นใด เคยรับปากประชาชนไว้อย่างไรในตอนหาเสียง แต่พอมาเป็น ส.ส. มาเป็นใหญ่ เป็นผู้ที่มีอำนาจหน้าที่ในการบริหารงานจริงๆ แล้วก็กลับลืมคำพูดที่เคยพูดและได้รับปากประชาชนเอาไว้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไม่ว่าเกิดจากการแกล้งลืมหรือมีการลืมจริงๆ เพราะว่าภารกิจการงานที่ต้องรับผิดชอบดูแลอยู่มากมายหลายด้าน หรือเกิดจากนโยบายของพรรคที่คุมอยู่จนไม่สามารถทำอะไรได้ดั่งที่ต้องการ บ้างก็เกิดจากการลืมตัว ลืมที่มาของตัวเองว่ามาจากไหน ต้องกลับไปทบทวนความจำอีกครั้งเมื่อถึงฤดูหาเสียง ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นประชาชนที่มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงก็เริ่มลืมแล้วว่าผู้สมัครท่านนั้นเคยพูดรับปากอะไรไว้ และได้ทำตามที่เคยรับปากไว้ตอนหาเสียงหรือเปล่า ลืมแล้วก็ลืมไปมาตั้งต้นฟังคำปราศรัยหาเสียงในเรื่องใหม่ดีกว่า เพราะว่าคนไทยนั้นใจอ่อน ใจดี และเป็นคนลืมง่าย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ถ้าใครเป็นเพชรแท้ เป็นทองคำแท้ที่ไม่กลัวไฟ ก็ขอให้ดูแลรักษาตัวเองให้ดี อย่าหลงพลัดเข้าไปอยู่ในวังวนแห่งผลประโยชน์ที่มีการทุจริตโกงกินบ้านเมือง ซึ่งจะทำให้เกิดการเสียชื่อเสียเสียงได้ แล้วในอนาคตก็จะมีผู้หลักผู้ใหญ่ผู้ที่มีอำนาจ ได้มองเห็นถึงแววของความดี ของเพชรแท้ที่จมอยู่ในโคลนตมเหล่านั้นเอง แล้วก็จะนำเราขึ้นมาขัดสีฉวีวรรณ ก็จะเป็นการส่งเสริมสนับสนุนคนที่ดีเหล่านี้ให้มีโอกาสก้าวเดินไปสู่วงจรของการเมืองที่จะมีความรุ่งโรจน์รุ่งเรือง มีอนาคตที่สดใสต่อไปในภายภาคหน้าได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้านสังคมส่วนรวม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในปัจจุบันที่สังคมโลกเป็นยุคของการสื่อสารไร้พรมแดน ที่ไม่สามารถปิดกั้นข่าวสารกันได้ง่ายๆ จึงมีการเผยแพร่ทั้งเรื่องที่ดีและไม่ดีออกมาสู่สังคม ให้ผู้ที่สนใจเข้ามาเสพสื่อเหล่านั้นกันได้อย่างง่ายดาย ก็อยู่ที่ว่าใครจะสนใจในเรื่องอะไร รวมทั้งอารยธรรมที่ไม่เหมาะสมจากต่างประเทศก็ยิ่งมีการทะลักเข้ามามากขึ้นอยู่เรื่อยๆ ซึ่งบางเรื่องบางราวจะเป็นการทำลายขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของประเทศไทย ก็ต้องขอให้ผู้ที่ทำธุรกิจที่มีการแอบแฝงในด้านที่ไม่ดีอยู่ ควรที่จะเบรกการมอมเมาเยาวชนของชาติที่จะเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติต่อไปในอนาคต ก็ต้องขอให้เข้าใจในกฎแห่งกรรมนั้นว่ามีจริง ใครทำเรื่องทำเหตุไว้อย่างไร ผลตอบแทนเหล่านั้นก็ย่อมส่งผลกลับมายังตัวเอง หรือไม่ก็บุตรหลาน ที่จะต้องไปรับผลกรรมเหล่านั้นแทนในอนาคตได้ ซึ่งก็เคยได้เห็นมามากต่อมากแล้วจากในอดีตที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อก้าวเข้าสู่ในปีนักษัตรชวด ธาตุทองนี้ ถึงแม้ว่าช่วงที่ผ่านมาจะยังคงมีคนบางกลุ่มบางพวกที่ยังคงมองถึงผลประโยชน์ของตัวเองมากกว่าสิ่งอื่นใด ไม่มองไม่สนใจทางด้านคุณธรรมและศีลธรรม เพราะว่าจะต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดของตัวเองและครอบครัว ก็ต้องขอให้หวนกลับมามองให้เห็นถึงสัจธรรมความเป็นจริงของชีวิตที่ว่า &amp;ldquo;จงกินเพื่ออยู่ อย่าอยู่เพื่อกิน อย่าไปมัวเมาลุ่มหลงกับลาภยศสรรเสริญสุข จนลืมนึกถึงคุณธรรม ความถูกต้องชอบธรรม ควรที่จะสนับสนุนคนดีที่มีคุณธรรม มีฝีมือ มีความใฝ่ฝันที่จะทำความดีให้กับประเทศชาติอย่างแท้จริง ให้ขึ้นมามีบทบาทปกครองบ้านเมือง อย่าไปเห็นแก่อามิสสินจ้าง อย่าไปลุ่มหลงมัวเมากับอำนาจเงินตรายศถาบรรดาศักดิ์จนหมดสิ้นเกียรติศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์เลย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งเราก็ได้เห็นกงล้อของประวัติศาสตร์ที่มีการหมุนเวียนกลับมาตอบสนองคนที่กระทำไม่ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นการกินสินบาทคาดสินบน มีการทำนาบนหลังคน ผลสุดท้ายก็ได้แต่นั่งกินนอนกินอยู่กับที่ หรือหนีไม่พ้นวัฏจักรความเป็นจริงของสังขารที่ว่า มีสี่คนหาม สามคนแห่ มีแตรนำหน้า เพื่อมุ่งไปสู่เชิงตะกอน หรือไม่เช่นนั้นก็ไม่มีแผ่นดินจะอยู่ ดั่งมีตัวอย่างทั้งในประเทศและต่างประเทศมาแล้ว ที่เมื่อหมดอำนาจลงแล้วก็ไม่มีแผ่นดินจะอยู่ ต้องติดคุกติดตะราง หรือต้องไปตายในต่างแดน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในปีนี้ที่เป็นธาตุทองที่เป็นสัญลักษณ์ของความดีมีคุณธรรม ก็มักจะมีผู้หลักผู้ใหญ่ผู้มีอำนาจ รวมทั้งนักธุรกิจที่มีคุณธรรม เข้ามามีบทบาทในการชักชวนให้ประชาชนมุ่งไปในการทำความดี เพื่อถวายพ่อของแผ่นดิน ถวายแด่ในหลวงของเรา มีการพัฒนาวงการศึกษา เพื่อให้เด็กๆ ที่เป็นเยาวชนของชาติจะได้เติบโตขึ้นมาอย่างมีความรู้ มีคุณภาพต่อสังคมต่อไปในอนาคต ไม่มีความล้าหลังเรื่องการศึกษาเหมือนในช่วงอดีตที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อีกทั้งก็จะพบเห็นว่ายามเมื่อเศรษฐกิจในส่วนรวมไม่ดี สังคมมีปัญหา การเมืองยุ่งวุ่นวาย การเงินในระบบเหือดแห้งหายไป มีความปั่นป่วนผันผวนไม่แน่ไม่นอนเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ทำให้ทุกคนในสังคมไม่ค่อยมีความมั่นใจในอนาคตว่าจะเป็นไปในทิศทางไหน ก็อยากจะหาผู้ที่มีความรู้ทางด้านโหราศาสตร์ที่แท้จริงมาช่วยทำนายทายทักถึงการเปลี่ยนแปลงของอนาคตของตัวเอง และของเศรษฐกิจในแง่มหภาค เพื่อที่จะได้เรียนรู้ว่าเป็นอย่างไร และจะได้เตรียมตัวลุยหรือควรที่จะเตรียมตัวตั้งรับ จะได้ไม่เกิดการเสียใจในโอกาสที่หลุดลอยไป หรือเกิดการเจ็บตัวเจ็บใจจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่ทันได้ตั้งเนื้อตั้งตัว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้นเราจะพบเห็นว่าศาสตร์ทางด้านการพยากรณ์ในช่วงนี้จะเป็นยุคที่กำลังเฟื่องฟู เพราะว่าในช่วงที่ผ่านมาก็จะมีนักธุรกิจนักการเมืองที่สนใจต่างได้ขอคำปรึกษาจากผู้ที่เป็นโหราจารย์ ที่เป็นซินแสมาดูโหงวเฮ้ง ดูดวง ดูฮวงจุ้ย เพื่อมาแก้เคล็ด แก้ไขปรับปรุงฮวงจุ้ยเพื่อให้เหตุการณ์ที่ยุ่งวุ่นวายคลี่คลายให้ดีขึ้น แต่ก็ปรากฏว่าเมื่อได้เชิญซินแสมาแต่ละคนที่ไปศึกษามาคนละศาสตร์ หรือเชิญมาจากต่างประเทศ ผลสุดท้ายก็แย่ลงกว่าเดิม เนื่องจากไปเจอผู้ที่ไม่รู้จริง ใช้หลักมั่วศาสตร์หรือนั่งทางในใช้พลังจิตที่มองเห็นแต่ในอดีตที่ผ่านมา แต่ภายภาคหน้าในอนาคตก็ยังมองไม่เห็นเพราะว่าเหตุการณ์ยังไม่ได้เกิดขึ้น จึงมีการวิเคราะห์ทำนายแบบคาดเดาที่มีโอกาสเกิดการผิดพลาด หรือพูดแบบกำกวมให้ไปตีความหมายเอาเอง เพราะว่าไม่สามารถชี้ชัดให้ตรงประเด็นได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้น การที่จะขอคำปรึกษาจากนักพยากรณ์ ไม่ว่าจะเป็นการดูแบบดวงไทย ดูดวงจีน ดวงยูเรเนียมแบบสากล ดูโหงวเฮ้ง ดูลายมือ ดูเลข 7 ตัว ดูกราฟชีวิต ดูแบบถอดไพ่ยิปซี ไพ่ทาโรต์ ไพ่ป๊อก ฯลฯ หรือแม้กระทั่งซินแสฮวงจุ้ยที่ดูบ้านที่อยู่อาศัย ดูทำเลค้าขาย ดูสุสานที่ฝังศพของบรรพบุรุษ ก็มีทั้งผู้ที่รู้ลึกจริงๆ และผู้ที่รู้เพียงแค่ขั้นพื้นฐานปนเปกันไป ไม่ใช่ผู้ที่มาจากต่างประเทศ เช่น จีน มาเลเซีย สิงคโปร์ หรือฮ่องกง จะเป็นผู้ที่เก่งทุกคน พวกที่หลอกลวงก็เยอะแยะไป บินมาถึงก็ชี้โบ๊ชี้เบ๊ ทุบตรงโน้นทุบตรงนี้ วางโน่นวางนี่ แขวนขลุ่ยแขวนระฆัง วางเสือสิงห์กระทิงแรด วางสัตว์ประหลาดตามมุมต่างๆ เพื่อแก้เคล็ด เมื่อชี้แนะเสร็จรับเงินแล้วบินกลับไป ไม่ได้มาสนใจว่าจะแย่ลงหรือดีขึ้นหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จึงควรที่จะไหว้พระไหว้เจ้า ไหว้พระโพธิสัตว์เจ้าแม่กวนอิม ไหว้พระสังกัจจายน์ ไหว้องค์พระพิฆเนศ ไหว้องค์จตุคามรามเทพ หรือไหว้รูปคุณพ่อคุณแม่ บรรพบุรุษของเราจะดีกว่ากันเยอะเลย ซึ่งเมื่อแก้แล้วทุกอย่างยังไม่ดีขึ้นก็ไม่รู้ว่าจะไปโทษใคร ก็ต้องมาโทษตัวเองที่ไม่รู้จักเลือก ไม่รู้จักศึกษาผู้ที่ตัวเองจะเชิญมาว่าเป็นคนอย่างไร มีภูมิความรู้ที่รู้จริงหรือไม่แค่ไหน ทำให้ต้องเสียเงินเปล่า เสียเวลาและโอกาสที่ดีไป ซึ่งถ้าหากว่าไม่รู้ว่าจะมีวิธีการในการหาหมอดูหรือไม่รู้ว่าจะพิสูจน์ซินแสฮวงจุ้ยว่ารู้จริงหรือไม่ เพื่อที่จะไม่ให้ถูกหลอกลวงอีก ก็ควรให้หาซื้อหนังสือ &amp;ldquo;หมอดู ดูหมออย่างไร&amp;ldquo; หรือ &amp;ldquo;ตำนานฮวงจุ้ย&amp;ldquo; โดยผู้เขียนคนเดียวกันมาอ่าน เพื่อที่จะได้ไม่ถูกหมอดูที่ไม่รู้จริง หรือซินแสฮวงจุ้ยที่ไม่เก่งจริงมาหลอกลวงเอาได้.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โฉมฉาย อรุณฉาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปี 2563 ปีแห่งความสุข&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กราบสวัสดีปีใหม่ 2563 ดิฉัน โฉมฉาย อรุณฉาน จากคอลัมน์ &amp;ldquo;โฉมฉาย ทายดวง&amp;ldquo; ใคร่ขอกราบอาราธนาบารมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลกและพระบารมีแห่งพระสยามเทวาธิราชทรงดลบันดาลให้ทุกท่าน โดยเฉพาะท่านผู้อ่าน นสพ.ไทยโพสต์ มีความสุขสมหวัง มีสุขภาพกายดีและสุขภาพจิตดี ปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวง ปลอดภัยจากภัยของธรรมชาติทั้งมวล และภัยที่สำคัญมากคือ ภัยจากมนุษย์ใคร่ขอให้รักและหวังดีต่อกันมากๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปี 2563 ผลจากดาวมฤตยู สัญลักษณ์แห่งการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง ปั่นป่วน แก้ไข ยังคงสถิตอยู่ราศีเมษ อันเป็นราศีของดวงเมือง ธาตุไฟ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาวมฤตยู สัญลักษณ์หรือตัวแทนคือ เลข 0 เป็นดาวอากาศธาตุ เป็นความลึกลับเป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตน เป็นดาวแห่งการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง พัฒนา แก้ไข เรื่องของเทคโนโลยี เรื่องเฉียบพลัน กะทันหัน รวมถึงการพัฒนาสิ่งใหม่ๆ ความคิดริเริ่มที่แปลกออกไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากอิทธิพลของดาวมฤตยูจะทำให้มีการนำเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้กันมากขึ้น ตำราบอกต่อๆ กันว่า ควรทำบุญให้ดาวมฤตยูด้วยการช่วยเหลือคนทุกข์ ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส ช่วยเหลือสังคม ปล่อยนก ปลา ให้ชีวิตสัตว์ แล้วท่านจะไม่ค่อยเจ็บป่วย เป็นการทอนความร้ายของดาวมฤตยูในเรื่องของความเฉียบพลัน เช่น อุบัติเหตุ การผ่าตัด ให้บางลงด้วย&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากปลายปี 2562 เมื่อดาวพฤหัสฯ เดินหน้าเข้าภพศุภะของดวงเมืองในราศีพิจิกช่วงเดือนตุลาคม อันว่าดาวพฤหัสฯ เปรียบเสมือนแสงสว่างและน้ำใสสะอาด หมายถึงความมีสติ ควบคุมอารมณ์ได้ดี ดังนั้นเมื่อย้ายภพมาอยู่ภพศุภะ จึงเกิดพลังแห่งความสุขมายังดวงเมือง ความสงบร่มเย็นจะบังเกิดขึ้น นับว่าเป็นข่าวดีนะคะ ในการทำบุญให้แก่ดาวพฤหัสฯ นั้น ควรทำบุญกับพระภิกษุสงฆ์ อุทิศให้ผู้ใหญ่ ครูอาจารย์ ผู้มีพระคุณ และทำให้กับสถาบันการศึกษาที่ให้ความรู้แก่เยาวชนและรวมถึงคนทั่วไปทุกกลุ่มด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนดาวพระเสาร์ยังคงสถิตในเรือนของราศีธนู และเมื่อดาวพฤหัสฯ ยกเข้ามาร่วมอยู่ยังราศีธนู อันเป็นเรือนศุภะของดวงเมือง และดาวพระราหูสถิตอยู่เรือนของราศีมิถุน ซึ่งเป็นเรือนสหัสชะของดวงเมือง ดังนั้นเราจะมีเพื่อนบ้านมากขึ้น หลายประเทศจะให้ความสำคัญและชื่นชมยินดีต่อประเทศไทย แต่ก็ยังต้องคอยระวังตัวแปรสำคัญที่จะคอยทำให้เกิดคลื่นแรงในความสงบบ้าง ก็คงเป็นเพราะดาวมฤตยู สัญลักษณ์แห่งความเปลี่ยนแปลงและการพัฒนา ที่ยังคงจะสถิตอยู่ในราศีเมษซึ่งเป็นราศีของดวงเมืองไทยไปอีกเป็นเวลากว่าสี่ปี แน่นอนว่าคงจะไม่มีอะไรราบเรียบสักเท่าไร ไม่ว่าจะเป็นภัยธรรมชาติ พายุ ลม ฝน ดิน น้ำ ฝุ่นและไฟ ยังเป็นเรื่องที่ควรระวังไว้ บ้านเมืองจะมีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงในเรื่องต่างๆ เป็นรูปธรรมขึ้น อากาศเดี๋ยวเย็นเดี๋ยวร้อน ไม่คงที่ ดาวมฤตยูยังอยู่เรือนไฟ (ราศีเมษ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จึงควรต้องรอบคอบในเรื่องของฟืนไฟไว้บ้าง อีกทั้งดาวมฤตยูหมายถึงการเปลี่ยนแปลงและเทคโนโลยี ดังนั้นก็คงไม่พ้นเรื่องของเทคโนโลยีที่จะมีบทบาทมากขึ้นไปอีกค่ะ และสิ่งที่เป็นภัยใกล้ตัวก็ไม่พ้นเรื่องของสุขภาพตัวเองจากอากาศที่แสนแปรปรวนค่ะ ครูอาจารย์ท่านแนะนำให้ปล่อยนก ปลา เต่า หอยขม ปลาไหล รวมถึงโค กระบือ ให้ชีวิตสัตว์ ถวายหลอดไฟ ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส คนพิการ ผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก ผู้ที่ประสบภัยเหล่านี้จะเป็นกุศลให้พ้นภัยจากดาวมารหรือดาวฝ่ายบู๊ทั้งหลาย อย่างเช่น ดาวพระเสาร์ ดาวพระราหู และดาวมฤตยูค่ะ อย่างไรก็ตาม เมืองไทยเป็นเมืองพุทธและมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากมายคุ้มครอง อีกทั้งพื้นฐานจิตใจของคนไทยในส่วนลึกนั้นเปี่ยมไปด้วยความเมตตานะคะ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เริ่มจากต้นปี 2563&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ท่านที่เกิดในราศีเมษ มิถุน สิงห์ กันย์ ตุล พิจิก ธนู กุมภ์ มีน จะได้รับความสุขจากดาวพฤหัสฯ ที่โคจรส่งแสงมาให้คุณประโยชน์กับท่าน เพราะเป็นดาวศุภเคราะห์ที่เปรียบเสมือนแสงสว่างให้กับท่าน ภูมิต้านทานอารมณ์ของท่านจะมีมากขึ้น ความยุติธรรมและคุณธรรมจะเข้มข้นดีขึ้น ดิฉันถือว่าถ้าภูมิต้านทานอารมณ์ดี มีสติ จิตใจของเราเข้มแข็งแล้ว เปรียบเหมือนบ้านที่แข็งแรง ไม่ว่าจะมีมรสุม พายุใดพัดเข้ามา บ้านก็รับได้ อาจมีรอยบ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับสั่นคลอน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ต้นปีดาวพระพฤหัสฯ ยังอยู่ในราศีธนู ได้ตำแหน่งเกษตร ถือว่าเป็นตำแหน่งที่มั่นคง ทั้งนี้ก็ต้องดูว่าดาวพระพฤหัสฯ มาจากเรือนไหน เช่น ถ้ามาจากเรือนการงาน ท่านก็จะได้เลื่อนปรับตำแหน่งให้ดีขึ้นหรือใหญ่ขึ้นนะคะ ส่วนราศีเมษและราศีตุลยังคงจะได้รับผลกระทบจากดาวมฤตยูค่อนข้างมาก จึงควรทำบุญด้วยการทำทาน ช่วยเหลือคนยาก ผู้ด้อยโอกาส หรือการออกช่วยเหลือสังคม คนหมู่มาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนราศีที่ต้องระวังคือ ราศี พฤษภ กรกฎ มังกร เนื่องจากดาวพฤหัสฯ ส่องแสงไม่ถึงลัคนา จึงควรระมัดระวังในเรื่องภูมิต้านทานของอารมณ์ที่จะลดน้อยลง อีกทั้งควรใช้สติในการตัดสินใจที่จะทำกิจการใดๆ หรือร่วมหุ้นกับใคร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนดาวพระเสาร์ส่งกำลังถึงลัคนา ราศีธนู ราศีกุมภ์ ราศีมิถุน และราศีกันย์ ถึงต้นเดือนมีนาคม และจะย้ายไปสถิตในราศีมังกรต่อไปนะคะ ท่านที่เกิดอยู่ในลัคนาดังนี้อาจจะต้องเหนื่อยอีกหน่อย รอดาวเสาร์ย้าย ส่วนอีกมุมหนึ่ง ดาวพระราหูที่ย้ายขึ้นมาทับลัคนา ราศีมิถุน และเล็งราศีธนู ดังนั้นสองลัคนานี้คงจะวูบวาบ วุ่นวายหัวใจ ความรัก ความมัวเมา ราหูจะทำให้ท่านไม่นิ่ง อีกทั้งก็ต้องรอบคอบในเรื่องของคู่หุ้นส่วน คู่ครอง คดีความ แต่จะว่าไปแล้วที่จริงดาวพระราหูที่ชอบก่อเรื่องก็มักจะให้โชคแบบฟลุกๆ ไม่คาดฝัน อีกทั้งมีดาวพฤหัสฯ โคจรเข้ามาสมทบ จึงทำให้เกิดอะไรดีๆ ขึ้น อาจมีการปรับขยายธุรกิจให้ใหญ่ขึ้น ผู้ใหญ่ ผู้บังคับบัญชาให้ความเมตตามากขึ้น หรือมีเพื่อนมาชวนลงทุนทำธุรกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในช่วงปลายปี 2563 ดาวพฤหัสฯ ยกเข้าราศีมังกร ท่านที่เกิดในราศีมังกร มีน เมษ พฤษภ กรกฎ กันย์ ตุล พิจิก ได้ไชโยกันบ้าง เพราะดาวพฤหัสฯ ส่องแสงมาถึงลัคนา คงได้มีความสุขเฮฮา สดชื่นกัน จึงเป็นวันของเราบ้างค่ะ หลังจากที่ต้องเหนื่อยหน่าย แบกทุกข์มาพอสมควร ทราบแบบนี้แล้ว อย่าท้อถอย สร้างพลังใจ สู้ สู้เพื่ออยู่อย่างมีความสุข คิดบวก คิดบวกไว้จะทำให้จิตใจสบาย ทุกข์หรือสุขนั้นขึ้นอยู่ที่หัวใจ ถ้าหัวใจเข้มแข็งจะสามารถผ่านทุกข์สุขหรืออุปสรรคต่างๆ ไปได้อย่างสบายๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วิธีคิดให้มีความสุขก็คงเหมือนเดิมที่ควรจดจำไว้ใช้ตลอดไปนะคะ ก็คือ การดูแลรักษาร่างกายให้ดีสมบูรณ์แข็งแรง พร้อมเพื่อให้จิตมีที่อยู่อาศัยที่ดี จิตและขันธ์ (ร่างกาย) ต้องไปด้วยกันค่ะ ร่างกายไม่สมบูรณ์เข้มแข็งก็ต้องพึ่งแพทย์ จากนั้นทำจิตใจให้เข้มแข็งนะคะ เพราะถ้าเมื่อจิตไม่เข้มแข็ง ไร้ที่พึ่ง ก็ต้องพึ่งหมอดู แต่แล้วก็ควรต้องนำไปวิเคราะห์อย่างมีสติ ถ้าจิตเข้มแข็ง ไม่ต้องพึ่งหมอดูก็อยู่ได้อย่างสบายนะคะ ความยุติธรรมทางธรรมชาติย่อมมีเสมอค่ะ ทุกข์ สุข จะคละเคล้ากันไป มีมืดแล้วก็ต้องมีสว่าง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คิดดี ทำดี จะเกิดโชคดีอย่าลืมนะคะ จิตที่เข้มแข็งจะสามารถต่อสู้ ฝ่าฟันต่ออุปสรรคได้อย่างดียิ่งค่ะ จิตเป็นตัวบงการ ฝึกจิตให้ดี เมื่อจิตคิดดี การกระทำก็จะแสดงออกมาดี อยากทำสิ่งดีต่อผู้อื่น ซึ่งผลตอบรับสะท้อนกลับย่อมออกมาดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขอขอบพระคุณ นสพ.ไทยโพสต์ ที่ให้เกียรติดิฉัน โฉมฉาย อรุณฉาน ได้กล่าวถึงภาพรวมจากอิทธิพลของดวงดาวในปี 2563 ปีชวด เพื่อมอบเป็นของขวัญปีใหม่ แด่ท่านผู้ที่อ่าน นสพ.ไทยโพสต์ อย่างไรก็ตาม ใคร่เรียนให้ท่านผู้อ่านทราบว่า การศึกษาเรื่องดวงดาวเป็นการเก็บสถิติ ความน่าจะเป็นนะคะ ไม่ใช่เรื่องงมงาย หรือหลอกลวงกัน อยากทราบว่าจริงแค่ไหนก็ต้องมาลองพยายามศึกษาดูเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ดวงดาวก็เป็นเพียงตัวบ่งบอกความน่าจะเป็นนะคะ ส่วนตัวกำหนดก็คือ กรรมหรือการกระทำนั่นแหละค่ะ ไม่ว่าจะเป็นกรรมเก่าหรือกรรมที่สร้างขึ้นใหม่ก็ตาม องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนคนให้ใช้ปัญญา มีเหตุ มีผล ดังนั้นจึงควรจะหาทางศึกษาพิสูจน์เพื่อให้หายสงสัย และนำมาวิเคราะห์เป็นแนวทางในการครองสติเพื่อทำให้เกิดผลดี ต่อการดำรงชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ต้องกราบขออนุญาตเพิ่มเติม เพราะบางท่านดูแลจิตใจได้ดี แต่ไม่ดูแลร่างกาย เช่น ทานอาหารไม่เป็นเวลา พักผ่อนไม่เพียงพอ ทำงานมากเกินไปก็ไม่ได้นะคะ เพราะจิตใจที่เข้มแข็งงดงามของเราจะไปอาศัยอยู่ที่ไหนถ้าไม่มีร่างกายที่สมบูรณ์ดีรองรับ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กราบอวยพรปีใหม่ 2563 ขอให้สุขภาพกายดี สุขภาพจิตดี ร่มเย็น รุ่งเรือง มีความสุข สมหวัง เป็นพลังที่ดีของสังคมไทยกันต่อไป. &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53602</URL_LINK>
                <HASHTAG>excite, excitethaipost, คฑา ชินบัญชร, ฉบับพิเศษ, ดวงชะตาชาวราศี 2563, ภาณุวัฒน์ พันธุ์วิชาติกุล, ภิญโญ พงศ์เจริญ, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์, โฉมฉาย อรุณฉาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191231/image_big_5e0b3108e79d1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53548</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/12/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/12/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สุขภาวะของคนไทยในโลกโซเชียล มนุษย์สองโลกแห่งศตวรรษที่ 21</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;มนุษย์สองโลก&amp;rdquo; ฟังดูแล้วอาจชวนให้นึกถึงเรื่องราวในนวนิยาย หรือภาพยนตร์แนว Sci-Fi อย่างบุพเพสันนิวาส หรือ Interstellar ที่ตัวละครเดินทางไปมาระหว่างโลกอดีตกับโลกปัจจุบันด้วยหลักการบางอย่างที่เป็นเพียงจินตนาการ ความตื่นเต้นของคนจากโลกหนึ่งที่ได้พบเจอหรือได้ทำอะไรที่คนอีกโลกหนึ่งมีหรือทำไม่ได้ สร้างสีสันและเป็นเสน่ห์ของเรื่องราวแนวนี้เรื่องแล้วเรื่องเล่าแต่ &amp;ldquo;มนุษย์สองโลก&amp;rdquo; ที่กำลังจะกล่าวถึงต่อไปนี้เกิดขึ้นแล้วจริงๆ ตั้งแต่ศตวรรษที่ 20 ต่อเนื่องถึงศตวรรษที่ 21 ที่คนในโลกกำลังเดินทางกลับไปกลับมาระหว่าง 2 โลก โลกหนึ่งคือโลกจริงบนพื้นที่จริง กับอีกโลกหนึ่งคือโลกเสมือนซึ่งอยู่บนพื้นที่ดิจิทัล การสลับพื้นที่ระหว่าง 2 โลกที่ว่านี้มีสีสันและความตื่นเต้นไม่แพ้กัน และเป็นเรื่องจริงที่ไม่ใช้จินตนาการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โลกของเราก้าวสู่ยุคข้อมูลข่าวสาร (Information age) นับแต่การปฏิวัติดิจิทัล (Digital revolution) เมื่อราวทศวรรษที่ 1950s เมื่อมีการพัฒนาคอมพิวเตอร์ยุคแรกที่ใช้หลอดสุญญากาศเป็นหน่วยความจำ เป็นการปักหมุดเวลา บอกระยะทางการพัฒนาของโลกที่ดำเนินต่อจากยุคอุตสาหกรรม (Industrial age) เมื่อโลกยุคข้อมูลข่าวสารเดินทางผ่านกาลเวลามาได้เพียง 6 ทศวรรษ จาก EENAIC คอมพิวเตอร์ยุคแรกที่มีขนาดกินพื้นที่ 167 ตารางเมตร ก็กลายมาเป็นเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ที่มีขนาดเล็กกว่าฝ่ามือและยังมีที่ทำที่จะเล็กลงกว่านั้นไปอีก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ระหว่างการเดินทางอันสั้นนี้ อาจกล่าวได้ว่าสื่อสังคมออนไลน์ (Online social media) ซึ่งหมายถึงโปรแกรมประยุกต์ (Application) ที่ใช้เพื่อการติดต่อสื่อสาร แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างผู้คนในพื้นที่ดิจิทัลด้วยรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น LINE, Facebook, Twitter, Google+, Myspace, Instagram, LinkedIn, Pinterest, Snapchat, WhatsApp หรือ WeChat ได้กลายมาเป็นจุดสูงสุดของยุคข้อมูลข่าวสารในปัจจุบันที่เข้ามามีบทบาทต่อการสร้างความสัมพันธ์ และความเป็นไปในแง่มุมต่างๆ ของมนุษย์ชาติที่ว่ากันว่าเป็นไปอย่างพลิกผัน (Disruptive) โลกในพื้นที่ดิจิทัลที่สะท้อนให้เห็นภาพของการแทรกซึมของสื่อสังคมออนไลน์ในแทบทุกชีวิต และทุกกิจกรรมอย่างกว้างขวาง ได้เปลี่ยนวิถีทางของสิ่งต่างๆ ที่เคยทำมาในอดีตให้กลายมาเป็น &amp;ldquo;วิถีของสื่อสังคมออนไลน์&amp;rdquo; ตั้งแต่การดำเนินชีวิตประจำวัน การสร้าง การรักษา และการยุติความสัมพันธ์ การดำเนินธุรกิจ การสร้างข่าว การสื่อข่าว การเคลื่อนไหวทางการเมือง การก่อการร้าย การก่อการดี การศึกษา การสาธารณสุข การดำเนินศาสนกิจ การเลี้ยงลูก การดูแลผู้สูงอายุ และอื่นๆ อีกเกินกว่าจะกล่าวได้หมด โลกในพื้นที่ดิจิทัลมีอาณาเขตกว้างใหญ่ที่มิได้แบ่งพื้นที่ตามภูมิรัฐศาสตร์ดังแต่ก่อน แต่มีการจัดระเบียบที่มีความซับซ้อน เชื่อมโยง และแบ่งเขตแดนหลายชั้นหลายพื้นที่ได้ในเวลาเดียวกัน การปฏิวัตดิจิทัลได้สร้างโลกเสมือนอื่นไร้ขอบเขตขึ้นใบหนึ่งที่ดำเนินคู่ขนานกับโลกจริง แต่ก็มีความเป็นจริง (Reality) ของตัวมันเองอย่างน่าพิศวง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในแต่ละขณะเวลามีคนจากโลกจริงท่องไปในโลกเสมือนในจำนวนที่มากขึ้น และใช้เวลานานยาวขึ้น กิจกรรมต่างๆ ที่เข้าไปทำในโลกเสมือนมีความหลากหลายมากขึ้น แม้ตัวตนของแต่ละคนยังคงยืน เดิน นั่ง นอนในโลกจริง แต่ในหลายขณะก็สลับเข้าไปทำสิ่งต่างๆ ในโลกเสมือนและสลับกลับไปกลับมาอย่างช่ำชองขึ้นทุกวัน ทำให้ทั้งโลกจริงและโลกเสมือนไม่ได้อยู่แยกขาดจากกันโดยเด็ดขาด แต่ซ้อนกันอยู่เป็นอีกชั้นหนึ่ง และเวลาของโลกทั้งสองก็เดินไปพร้อมๆ กัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คนกับสื่อสังคมออนไลน์มีพัฒนาการและความเป็นไปที่ขยายตัวทั้งในแนวกว้าง แนวยาว และแนวลึกมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากขอบเขตของกิจกรรมทางสังคมที่ใช้พื้นที่ในสื่อสังคมออนไลน์ที่นับวันจะหลากหลายมากขึ้น และในแต่ละด้านมีนวัตกรรมการใช้ที่ยิ่งแปลกใหม่และล้ำลึก นวัตกรรมและความแพร่หลายของการใช้สื่อสังคมออนไลน์ ทั้งโดยคนแต่ละคน และโดยองค์กรต่างๆ นี้ยิ่งกระตุ้นให้พัฒนาการของสื่อสังคมออนไลน์และการใช้สื่อสังคมออนไลน์ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในระยะเวลาที่ผ่านมา โลกได้จับตามองพลวัตของสื่อสังคมออนไลน์ทั้งในแง่ของตัวสื่อสังคมออนไลน์เอง และในแง่ของคนและชีวิตที่โลดแล่นในพื้นที่สื่อสังคมออนไลน์ ในมุมหนึ่งสื่อสังคมออนไลน์ในโลกเสมือนก็อำนวยความสะดวกต่างๆ มากมาย มีโอกาสดีๆ ของชีวิตให้ไขว่คว้า มีข้อมูลไร้ขีดจำกัดให้เรียนรู้ มีเงินทองให้เสาะแสวงหา มีความสัมพันธ์ดีๆ ที่ช่วยเยียวยาทางจิตใจ และในขณะเดียวกันการหมกมุ่นอยู่ในโลกเสมือนจนแทบจะตัดขาดจากโลกจริง คนจริงๆ ความรู้สึกจริงๆ รวมทั้งการล่อลวง การลดการเคลื่อนไหวทางกาย และภัยร้ายอื่นๆ อีกมากมายก็แฝงอยู่ในโลกเสมือนนี้ไม่แพ้กัน การใช้ชีวิตในโลกทั้ง 2 ใบไปพร้อมๆ กันมีมุมมืดและมุมสว่างอย่างไร ส่งผลต่อความเป็นอยู่และสุขภาวะอย่างไร เป็นเรื่องที่น่าจะต้องจาระไนและเข้าใจให้ชัดแจ้ง เพราะดูๆ แล้วมนุษย์เราคงต้องใช้ชีวิตสลับไปสลับมาในทั้ง 2 โลกนี้ไปอีกนาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สื่อสังคมออนไลน์ (Online social media) นับเป็นนวัตกรรมของสื่อที่กำเนิดขึ้นในศตวรรษที่ 20 โดยแท้ และนับเป็นวิวัฒนาการที่ต่อเนื่องจากสื่อรุ่นพี่อย่างโทรเลข (Telegraph) ซึ่งปิดตัวลงอย่างเป็นทางการในประเทศไทยตั้งแต่ พ.ศ.2545 ท่อลมรับ-ส่งเอกสาร (Pneumatic post) โทรศัพท์ (Telephone) และวิทยุ (Radio) ซึ่งล้วนเป็นประดิษฐกรรมแห่งศตวรรษที่ 18 และ 19 (ระหว่าง ค.ศ.1792-1891) มีเพียงโทรทัศน์ (Television) เท่านั้นที่เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 20 ตอนต้น และเป็นสื่อดาวรุ่งเกือบตลอดศตวรรษจวบจนกระทั่งเมื่อสื่อสังคมออนไลน์มาถึงก่อนที่จะเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 เพียงเล็กน้อย สื่อโทรทัศน์ก็เฉาลงอย่างชัดเจน จนต้องปรับตัวเองให้เปิดพื้นที่ร่วมกับสื่อสังคมออนไลน์เพื่อความอยู่รอด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พจนานกุรมออกซ์ฟอร์ด (Oxford Dictionary) ได้นิยามสื่อสังคมออนไลน์ไว้ว่าเป็นรูปแบบการสื่อสารผ่านเว็บไซต์ และโปรแกรมประยุกต์ (Application) ที่ให้ค้นสามารถสร้าง แบ่งปัน และเผยแพร่เนื้อหาต่างๆ อันเป็นการร่วมกิจกรรมทางสังคมในรูปแบบเครือข่าย ซึ่งในความเข้าใจของคนทั่วไปอาจหมายถึงการสื่อสารผ่านระบบอินเทอร์เน็ตแบบทันที (Instant) จึงเป็นเรื่องเข้าใจไม่ยากว่าเหตุใดการสื่อสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์จึงเป็นที่แพร่หลาย และผูกพันกับผู้คนอย่างกว้างขวางราวกับลัทธิใหม่ของศตวรรษที่ 21&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พัฒนาของการสื่อสังคมออนไลน์ในศตวรรษที่ 20&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สื่อสังคมออนไลน์ มีจุดเริ่มต้นตอจากการกำเนิดของคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่มีความสามารถสูง (Super computer) เป็นความพยายามของนักวิทยาศาสตร์ในการจะให้เครื่องคอมพิวเตอร์เหล่านั้นสื่อสารและส่งข้อมูลระหว่างกันได้ และทำให้เกิด CompuServe ซึ่งเป็นระบบอินเทอร์เน็ตระยะแรกเริ่ม และเกิดจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (Email) เป็นครั้งแรกในปี 1966 ซึ่งต่อมาในปี 1979 Tom Truscott และ Jim Ellis นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ชาวอเมริกัน ได้พัฒนาระบบ UseNet เพื่อการสื่อสารผ่านจดหมายข่าวเสมือน (Virtual newsletter) โดยสมาชิกสามารถอ่านและเขียนข้อความตอบโต้ รวมทั้งแสดงความคิดเห็นในกลุ่ม มีลักษณะที่คล้ายกับระบบ Bulletin Board System (BBS) ที่มีมาแต่ก่อน แต่สะดวกและรวดเร็วกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สื่อสังคมออนไลน์มีพัฒนาการที่ชัดเจนขึ้นเมื่อคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กหรือไมโครคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็น คอมพิวเตอร์ขนาดเล็กใช้ตามบ้านและสำนักงานทั่วไป มีการใช้อย่างแพร่หลายในช่วงทศวรรษที่ 1980 และในปี 1988 มีการพัฒนาโปรแกรม Internet Relay Chat (IRC) เพื่อการสื่อสารแบบ &amp;ldquo;พูดคุย&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;สนทนา&amp;rdquo; (Chat) ซึ่งเป็นการสื่อสารที่สามารถโต้ตอบกันได้ทันทีในไมโครคอมพิวเตอร์เป็นครั้งแรก ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องจนถึงทศวรรษที่ 1990 IRC ได้ทำให้เกิดวัฒนธรรมการ Chat ในห้องสนทนา (Chat Rooms) ในขณะนั้นข้อมูลในโลกอินเทอร์เน็ตเริ่มมีปริมาณสะสมเพิ่มขึ้นจากการพัฒนาเนื้อหาในรูปแบบ World Wide Web (WWW) ที่เชื่อมต่อโยงในกันในอินเทอร์เน็ตและสามารถค้นหาได้ผ่านโปรแกรมค้นหา (Browser) ได้อย่างง่ายดาย ตัวโปรแกรมค้นหานี้เองที่ทำให้คนและข้อมูลต่างๆ ที่คนทั่วโลกต่างคนต่างผลิตและเก็บไว้บนอินเทอร์เน็ตเชื่อมกัน และหากันพบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สื่อสังคมออนไลน์เต็มรูปแบบ ในปลายศตวรรษที่ 20&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อาจกล่าวได้ว่า สื่อสังคมออนไลน์เริ่มพัฒนาอย่างเต็มรูปแบบเมื่อ SixDegree.com ถือกำเนิดขึ้นในปี 1996 โดย Andrew Weinreich แต่เดิมเรียกว่า MacroView ต่อมา เปลี่ยนเป็น SixDegree ล้อตามแนวคิด Six Degree of Separation ของ Frigyes Karinthy (1929) นักเขียนชาวฮังกาเรียน ในเรื่องสั้นชื่อ &amp;ldquo;Chain&amp;rdquo; ในหนังสือรวมเรื่องสั้นชื่อ &amp;ldquo;Everything is different&amp;rdquo; กล่าวถึงปรากฏการณ์ที่คนรู้จักกัน 2 คน จะมี &amp;ldquo;เพื่อน ของเพื่อน ของเพื่อน&amp;rdquo; ที่บังเอิญรู้จักกันเป็นทอดๆ อยู่ไม่เกิน 5 คน ในทำนองที่คนไทยเรียกว่า &amp;ldquo;โลกกลม&amp;rdquo; และที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า &amp;ldquo;Small world&amp;rdquo; SixDegree นี้แตกต่างจาก IRC ตรงที่อนุญาตให้ผู้ใช้สร้างโปรไฟล์ (Profile) ของตัวเองได้ และใช้เพื่อการหาเพื่อนใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังมีเว็บไซต์ Classmate.com พัฒนาโดย Randy Conrads ในปี 1995 ใช้เพื่อการค้นหาเพื่อนเก่าชั้นอนุบาล ประถม มัธยม SixDegree.com ปิดตัวลงในปี 2000 หลังจากที่บริษัท Youthstream Media Network ซื้อกิจการไปในมูลค่า 125 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 1999 ส่วนเว็บไซต์&amp;nbsp; Classmate.com ยังคงดำเนินการอยู่แต่ไม่ได้รับความนิยมเท่าใดนัก ในขณะที่ SixDegree.com และ Classmate.com เป็นเว็บไซต์ที่มีกิจกรรมค่อนไปในการติดต่อสัมพันธ์และสนทนาในกลุ่มเพื่อน Robot Wisdom ซึ่งริเริ่มโดย Jorn Barger ในปี 1995 มีรูปแบบเป็นการเขียนแสดงความคิดเห็นเพื่อให้คนอื่นๆ มาอ่านและร่วมแสดงความคิดเห็น ซึ่งเขาเรียกว่าเป็น Blog หรือ Weblog นับว่าเป็นสื่อสังคมออนไลน์ประเภท Blog อันแรก มีเนื้อหาเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ ทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง รวมทั้งความรู้ทั่วๆ ไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนั้นยังมี MoveOn.org ซึ่งเป็น Blog ลักษณะเดียวกัน ริเริ่มโดย Joan Blades และ Wes Boyd ในปี 1988 ในช่วงเริ่มต้นมีลักษณะเป็นกลุ่มจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (Email group) รณรงค์และเคลื่อนไหวทางการเมือง เช่น กรณีการเคลื่อนไหวเพื่อยกเลิกการไต่ส่วนในการถอดถอนประธานาธิบดีบิล คลินตัน และกรณีอื่นๆ อีกมากมายไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนหรือไม่สนับสนุนผู้สมัครรับเลือกตั้ง และการรณรงค์หาทุนเพื่อกิจกรรมสาธารณะต่างๆ และ LiVEJOURNAL พัฒนา โดย Brad Fitzpatrick นักพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ชาวอเมริกันซึ่งต่อมาได้ขายกิจการให้กับ SUP Media บริษัทสื่อสารสัญชาติรัสเซียในปี 2007 การเกิดขึ้นของสื่อสังคมออนไลน์ประเภท Blog (บล็อก) นี้น่าจะกล่าวได้ว่ามีส่วนสำคัญในการเผยธรรมชาติของคนในการแสดงความคิดเห็น และกระตุ้นให้คนอยากแสดงความคิดเห็น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยเฉพาะเมื่อผู้เขียน Blog (Blogger) สามารถเขียนแบบนิรนามได้ ไม่มีใครสามารถสืบค้นได้ว่าผู้เขียนเป็นใคร หรือบางคนอาจใช้การเขียนบล็อกเพื่อโฆษณาตัวเอง เผยแพร่ความคิดเห็นอย่างเปิดเผย ทำให้บล็อกกลายเป็นการชุมนุมทางความคิด เป็นแหล่งความรู้ เครื่องมือโน้มน้าวจิตใจ ล้างสมอง ปรองดอง และการวิวาทบนพื้นที่ดิจิทัล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จะเห็นได้ว่าในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 สื่อสังคมออนไลน์ได้พัฒนาบทบาทจากการสนทนาวิสาสะในกลุ่มเพื่อนฝูงและคนรู้จัก มาเป็นการเผยแพรค่วามคิดเห็นส่วนตัวและการถกเถียงประเด็นสาธารณะต่างๆ อย่างกว้างขวาง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การขยายตัวและความหลากหลายของสื่อสังคมออนไลน์ในศตวรรษที่ 21&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อาจกล่าวได้ว่า ตลอดระยะเวลา 2 ทศวรรษแรกของ ศตวรรษที่ 21 เป็นยุคเฟื่องฟูอย่างก้าวกระโดดของสื่อสังคมออนไลน์ โดยดูจากสื่อสังคมออนไลน์ใหม่ๆ ที่เปิดตัวเพิ่มขึ้น สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าประชากรในโลกออนไลน์ (Netizen) ขยายตัวอย่างรวดเร็ว จากการสำรวจในปี 2000 พบว่าประชากรอย่างน้อย 100 ล้านคนสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ต และทำให้เห็นว่าโลกเสมือนกำลังขยายตัวแข่งกับโลกจริงแบบก้าวต่อก้าว นอกจากนี้สื่อสังคมออนไลน์น้องใหม่ที่ผุดขึ้นต่างมีคุณลักษณะเฉพาะที่หลากหลาย เพื่อตอบสนองความต้องการอันซับซ้อนของคนในสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ความคึกคักของโลกสื่อสังคมออนไลน์เริ่มขึ้นในปี 2002 เมื่อ Friendster ซึ่งเป็นสื่อสังคมออนไลน์ประเภทเครือข่ายของกลุ่มเพื่อนถือกำเนิดขึ้นที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศสหพันธรัฐมาเลเซีย โดยนักพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ชาวแคนาดา Jonathan เฉพาะในปี 2003 มีสื่อสังคมออนไลน์เกิดขึ้นถึง 6 เว็บไซต์ ได้แก่ LastFM สื่อสังคมออนไลน์มีเนื้อหาเฉพาะกลุ่มผู้รักดนตรี MySpace สื่อสังคมออนไลน์ประเภทเครือข่ายกลุ่มเพื่อน LinkedIn สื่อสังคมออนไลน์เพื่อการเชื่อมโยงในกลุ่มคนทำงานเพื่อเป้าหมายทางวิชาชีพ WordPress สื่อสังคมออนไลน์ประเภทบล็อก Photobucket และ Flickr สื่อสังคมออนไลน์เพื่อการแบ่งปันรูปภาพ Delicious สื่อสังคมออนไลน์ที่ช่วยคั่นหน้าเว็บไซต์ (Bookmarking) เพื่อจัดหมวดหมู่ที่ตนเองชอบ และเผยแพร่ให้คนอื่นรู้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พอมาถึงในปี 2004 Mark Zuckerberg ก็พัฒนา Facebook เวอร์ชั่นแรกที่ใช้เฉพาะในกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัย Harvard นอกจากนี้ยังมีสารพัดสื่อสังคมออนไลน์อื่นๆ ที่เกิดขึ้นในปีนี้ ได้แก่ Care2, Muliply, Ning, Orkut, Mixi, Pczo, Hyves ในปี 2005 มีสื่อสังคมออนไลน์ใหม่เกิดอีก 4 เว็บไซต์ ได้แก่ Youtube, Yahoo!360&amp;ordm;, Bebo, Reddit ซึ่งในจำนวนนี้มีเพียง Youtube สื่อสังคมออนไลน์ประเภทแบ่งปันวิดีโอทั้งที่มีขนาดสั้นและขนาดยาว และ Reddit สื่อสังคมออนไลน์ประเภทรวบรวมข่าวสารและจัดอันดับเว็บไซต์เท่านั้นที่ยังดำเนินการอยู่ ส่วนที่เหลือนั้นเสื่อมความนิยมและหยุดดำเนินการในที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในปี 2006 Facebook ได้เพิ่มลูกเล่นและขยายกลุ่มผู้ใช้ จากเฉพาะในกลุ่มนักศึกษา Harvard สู่สาธารณะจนกลายมาเป็นสื่อสังคมออนไลน์ที่มีผู้ใช้ทั่วโลกและมากที่สุดในโลก ในปัจจุบันและในปีเดียวกัน Jack Dorsey, Noah Glass, Biz Stone และ Evan Williams ได้เปิดตัว Twitter สื่อสังคมออนไลน์ที่มีลักษณะเฉพาะเพื่อการติดตามและแบ่งปันข่าว ความเคลื่อนไหวในประเด็นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเมือง ดาราบันเทิง กีฬา ประเด็นสังคม สิ่งแวดล้อม ฯลฯ สื่อสังคมออนไลน์ทั้ง 2 เว็บไซต์นี้นอกจากจะทำหน้าที่ในการเชื่อมความสัมพันธ์ในกลุ่มเพื่อนแล้ว ยังเป็นเครื่องมือสำคัญของผู้มีชื่อเสียงในวงการต่างๆ ในการแสดงความคิดเห็น แสดงตัวตน และรักษาคะแนนนิยมของตนเองในกลุ่มเป้าหมายที่ติดตามความเคลื่อนไหว Tumblr และ FriendFeed เกิดขึ้นในปี 2007 ส่วน Spotify, Ping, Groupon, Kontain เกิดขึ้น ในปี 2008 Foursquare ในปี 2009 Instagram, Pinterest, Google Buzz ในปี 2010 ส่วน Google+ และ Pheed ในปี 2011&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ความก้าวหน้าของสื่อสังคมออนไลน์เข้าขั้นทะยานแบบติดปีก เมื่อสื่อสังคมออนไลน์เข้าไปอยู่ในสมาร์ทโฟน ผนวกกับการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตขยายตัวอย่างกว้างขวางในศตวรรษที่ 21 สื่อสังคมออนไลน์เหล่านี้ทำหน้าที่เผยแพร่ และเก็บข้อมูลระดับ Big Data ทุกเสี้ยวนาที ข้อมูลเหล่านี้เป็นทั้งข่าวสาร อารมณ์ ความรู้สึก ทัศนคติ ความรู้ ความบันเทิง มีความสำคัญต่อทั้งเรื่องส่วนตัว เรื่องงาน เรื่องทั่วไป ทั่วโลก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในศตวรรษที่ 21 สื่อสังคมออนไลน์ขยายหน้าที่ออกจากการสนทนารับ-ส่งข้อมูลข่าวสารเพื่อการบันเทิงและผ่อนคลาย ไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของการทำมาหากิน การเคลื่อนไหวในประเด็นสังคมและการเมืองทั้งในระดับประเทศและระหว่างประเทศ ทั้งยังทดแทนบทบาทของสื่อประเภทอื่นๆ ที่ทำหน้าที่มาในอดีต ไม่ว่าจะเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ โทรทัศน์ และวิทยุ ที่ต่างต้องปรับบทบาทหลีกทางให้และอยู่ร่วมกับสื่อสังคมออนไลน์อย่างชาญฉลาด และไม่เพียงแต่ในแวดวงสื่อเท่านั้น สถาบันและองค์กรต่างๆ ในสังคมล้วนกำลังปรับการทำงาน บทบาทและหน้าที่ของตัวเองให้เข้ากับพื้นที่ใหม่นี้ เพื่อให้ตนเองยังมีความหมายในโลกยุคดิจิทัล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การขยายตัวของสื่อสังคมออนไลน์อันรวดเร็วนี้สรุปได้เป็นภาพเดียวว่า ผู้คนได้ค้นพบพื้นที่ใหม่ที่น่าตื่นเต้นมากแห่งหนึ่ง เป็นที่ที่ไม่เคยพบมาก่อน ข่าวการค้นพบถูกบอกต่อๆ กันไปอย่างรวดเร็วจนผู้คนไปออกันอยู่รอบๆ พื้นที่นั้น ต่างคนต่างคิด ค้นหนทางที่จะเข้าไปด้วยวิธีการและยานพาหนะแบบต่างๆ เพื่อได้รู้ ได้เห็น และได้หาประโยชน์สำหรับตนเองและใครต่อใคร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อาการตื่น &amp;ldquo;โลกใหม่&amp;rdquo; ของศตวรรษที่ 21 การขยายตัวของประชากรโลก และประชากรไทย ในพื้นที่เสมือน และสื่อสังคมออนไลน์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การค้นพบ &amp;ldquo;โลกใหม่&amp;rdquo; ของคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส เมื่อ ค.ศ.1492 ทำให้คนใน &amp;ldquo;โลกเก่า&amp;rdquo; ซึ่งประกอบด้วยดินแดนเพียง 3 ส่วน คือ ยุโรป แอฟริกา และเอเชีย เกิดอาการ &amp;ldquo;ตื่น&amp;rdquo; ทั้งยังยั่วเย้าความกระหายใคร่รู้ สร้างจินตนาการความฝัน และความหวัง ขนาดที่โคลัมบัสเองเพ้อไปว่าเป็น Nuevo cielo e mundo &amp;ldquo;สวรรค์ใหม่ และโลกใหม่&amp;rdquo; แต่หลังจากการสร้างแผนที่โลกยุคใหม่สำเร็จ และทุกคนเห็นว่าโลกของเรามีเพียงเท่านี้ ก็ไม่มีใครพูดถึงการค้นหาโลกใหม่อีกเลย.... จนกระทั่งมาถึงช่วงปลายศตวรรษที่ 20 เมื่อ &amp;ldquo;โลกเสมือน&amp;rdquo; อุบัติซ้อนขึ้นกับโลกจริง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โลกเสมือนใบนี้ยังไม่มีใครรู้ว่ามีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร อาณาเขตเริ่มต้นและสิ้นสุดที่ไหน สิ่งที่เหมือนกันระหว่างโลกใหม่ของโคลัมบัสกับโลกเสมือนของปลายศตวรรษที่ 20 คือ การเป็นพื้นที่ของ &amp;ldquo;ความไม่รู้ที่ยิ่งทำให้คนอยากรู้&amp;rdquo; การเป็นพื้นที่ของความฝันและความหวังของนักแสวงโชค เรื่องราวที่เต็มไปด้วยความจริงบ้าง ความเท็จบ้าง ไม่ผิดไปจากความเป็นสวรรค์ใหม่และโลกใหม่อย่างที่โคลัมบัสเคยเพ้อไว้ การหลั่งไหลเข้าไปท่องเที่ยวและค้นหาว่ามีอะไรในโลกนั้นบ้าง กับการเข้าไปเพื่อแสวงหาและกอบโกยผลประโยชน์นั้น มีมากพอๆ กัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ข้อที่แตกต่างที่สำคัญระหว่างโลกเสมือนกับโลกใหม่ของโคลัมบัสคือ โลกเสมือนนี้เป็นโลกที่ใครก็เข้าไปได้อย่างง่ายดาย พาหนะที่จะพาเข้าไปก็ไม่ได้แพงลิบลิ่วเหมือนเรือนิยาปินตา (Ni&amp;ntilde;a Pinta) และเรือซานตามารีอา (Santa Maria) ของโคลัมบัส มีเพียงโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต หรือคอมพิวเตอร์หลากหลายราคาเป็นพาหนะที่จะพาท่องไปได้ทุกแห่งหน ไม่ต้องใช้เวลาเป็นแรมปีขนาดที่ต้องสั่งลาลูกเมียที่ท่าเรือก่อนออกเดินทางเพราะอาจจะไม่ได้กลับมาพบกันอีก โลกเสมือนนี้สามารถเข้าออกได้ดังใจนึก จะใช้เวลาเพียงแวบขณะจิตหนึ่งหรือยาวนานจนหลงวนไปชั่ววันชั่วคืนในโลกใบนั้นก็ย่อมสามารถทำได้ และการที่โลกเสมือนนี้เป็นโลกที่ทุกคนสามารถเข้าได้ง่ายทำให้ประชากรในโลกเสมือนเติบโตขึ้นรวดเร็วอย่างน่าตกใจ และยังไม่มีที่ท่าที่จะยุติ หรือทำให้คับแคบลงแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตอนที่โคลัมบัสเหยียบเท้าบนโลกใหม่ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอเมริกาใต้ในปัจจุบัน โลกใหม่ตอนนั้นคาดว่ามีประชากรซึ่งเป็นชาวพื้นเมืองเพียง 10 ล้านคน โลกใหม่ของโคลัมบัส ใช้เวลาอีกกว่า 500 ปีถึงได้มีประชากรเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1 พันล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในปี 2018 โลกเสมือนมีประชากรราว 4 พันล้านคน ในจำนวนนี้เป็นผู้ที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์ไม่น้อยกว่า 3 พันล้านคน หากนับเอาจุดเริ่มต้นของการกำเนิด www ในปี 1991 เป็นวันชาติของโลกเสมือน ก็พอจะสรุปได้ว่าโลกเลื่อนลอยใบนี้ใช้เวลาเพียง 27 ปีเท่านั้นในการขยายพลเมืองเป็น 4 เท่าของโลกใหม่ และหากนับเอาการกำเนิดของ Sixdegree.com ในปี 1996 เป็นจุดเริ่มของโลกสื่อสังคมออนไลน์&amp;nbsp; ก็จะเห็นว่าโลกสื่อสังคมออนไลน์ใช้เวลาเพียง 22 ปีเท่านั้น ในการขยายพลเมืองเป็น 3 เท่าของโลกใหม่ การขยายตัวของโลกเสมือนสะท้อนทั้งความตื่นตัว ความกระหาย รวมทั้งการสั่งสมความเจริญทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของมนุษย์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในปี 2019 โลกมีประชากรประมาณ 7.5 พันล้านคน แม้จะมีประชากรเพิ่มขึ้นในทุกปีแต่ก็เพิ่มในอัตราที่ลดลง โดยเฉพาะในประเทศที่มีการพัฒนาในระดับสูง ประชากรโลก จำนวน 2 ใน 3 มีโทรศัพท์มือถือ ซึ่งกว่าครึ่งของจำนวนนี้เป็นสมาร์ทโฟน เท่ากับว่าคนค่อนโลกมียานพาหนะที่จะสามารถพาท่องโลกเสมือนบนฝ่ามือของตัวเองได้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด จึงไม่น่าแปลกใจที่โลกเสมือนจะมีอัตราการเพิ่มของประชากรอย่างน่าตกใจ ในปีที่ผ่านมามีคนใช้อินเทอร์เน็ต เพิ่มขึ้นร้อยละ 53 ทั่วโลก และมีคนใช้สื่อสังคมออนไลน์ทั่วโลกเพิ่มขึ้นร้อยละ 39 ในแต่ละวินาทีตลอดระยะเวลา 12 เดือนของปี 2017 จะมีคนใช้เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 11 คน และเฉพาะสื่อสังคมออนไลน์มีคนใช้เพิ่มมากขึ้นกว่า 300 ล้านคน&amp;nbsp; ไม่เพียงแต่จำนวนประชากรออนไลน์ในอินเทอร์เน็ตทั่วไป และในสื่อสังคมออนไลน์ที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องเท่านั้น เวลาที่ผู้คนท่องไปในโลกเสมือนใบนี้ก็มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้งเช่นกัน ในรายงาน Global Digital Report 2018 คนใช้เวลาในโลกเสมือนเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมงต่อวัน โลกเสมือนนั้นมีความคับคั่งและคึกคักเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในปีที่ผ่านมาอเมริกาเหนือและใต้มีจำนวนคนที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นประมาณ 23 ล้านคน คิดเป็นอัตราเพิ่ม ร้อยละ 3 และมีคนใช้สื่อสังคมออนไลน์เพิ่มขึ้น 49 ล้านคน คิดเป็นอัตราเพิ่มร้อยละ 8 ส่วนในยุโรปมีคนเข้าอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้น 37 ล้านคน คิดเป็นอัตราเพิ่มร้อยละ 6 และคนใช้สื่อสังคมออนไลน์เพิ่มขึ้น 32 ล้านคน คิดเป็นอัตราเพิ่มร้อยละ 8&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตะวันออกกลางประกอบไปด้วย 22 ประเทศ มีประชากรประมาณ 250 ล้านคน แต่มีอัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตสูงมากถึงร้อยละ 65 ส่วนการใช้สื่อสังคมออนไลน์อยู่ที่ร้อยละ 52 แม้ทั้งจำนวนและอัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและการใช้จะยังสู้ทวีปอเมริกาและทวีปยุโรปไม่ได้ แต่มีรายงานว่าอัตราการเติบโตของการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและการใช้สื่อสังคมของคนตะวันออกกลางในปีที่ผ่านมาสูงกว่าทวีปอเมริกาและยุโรปมาก การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของตะวันออกกลางเพิ่มขึ้น 17 ล้านคน คิดเป็นการเติบโตร้อยละ 11 ส่วนสื่อสังคมเติบโต 37 ล้านคน คิดเป็นการเติบโตถึงร้อยละ 39 ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตสูงที่สุดเมื่อเทียบกับทุกภูมิภาค และนี่อาจเป็นภาพสรุปของคำตอบที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของกลุ่ม Arab Spring ที่ประชากรตะวันออกกลางในโลกจริงและโลกเสมือนร่วมกันปฏิบัติการอย่างที่เรียกว่า O2O (Online to Offline) เกิดเป็นจุดสัมผัสของ 2 โลกที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในตะวันออกกลาง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เอเชียแปซิฟิกเป็นภูมิภาคที่มีทั้งพื้นที่และประชากรมากที่สุดถึง 4 พันล้านคน แม้จะมีอัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตน้อยกว่าทั้งทวีปอเมริกา ยุโรป และตะวันออกกลาง คือประมาณร้อยละ 48 ของประชากร และมีการใช้สื่อสังคมออนไลน์ร้อยละ 42 แต่เมื่อคิดเป็นจำนวนคนแล้วมีประชากรในโลกเสมือนและการใช้สื่อสังคมออนไลน์สูงกว่าในปีที่ผ่านมา เอเชียแปซิฟิกมีอัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้น 98 ล้านคน คิดเป็นการเพิ่มร้อยละ 5 ส่วนการใช้สื่อสังคมออนไลน์เพิ่มขึ้น 224 ล้านคน คิดเป็นการเพิ่มร้อยละ 14 แม้อัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและการใช้สื่อสังคมออนไลน์จะน้อยกว่าทวีปอเมริกาและยุโรป แต่ก็มีอัตราการเติบโตที่ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของสื่อสังคมออนไลน์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สิ่งที่จะต้องระมัดระวังเกี่ยวกับการมองภาพรวมของภูมิภาคนี้คือ การเป็นภูมิภาคที่มีความหลากหลาย ทั้งเผ่าพันธุ์ วัฒนธรรม ภาษา และระดับการพัฒนา ซึ่งส่วนใหญ่คนมักมองไปยังประเทศที่มีระดับการพัฒนาหรือมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่โดดเด่นเพียงไม่กี่ประเทศ ในขณะที่ประเทศโดยส่วนใหญ่ในเอเชียแปซิฟิกยังยากจนและก้าวหน้าไม่มากนัก จากรายงานขององค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Educational, Scientific, and Cultural Organization : UNESCO) ในปี 2016 เกี่ยวกับการเติบโตและการใช้อินเทอร์เน็ต และสื่อสังคมออนไลน์ของภูมิภาคนี้ พบว่า ยังมีระดับที่แตกต่างกันมาก อัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตมีตั้งแต่ระดับที่สูงเกินกว่าร้อยละ 90 ของประชากร เช่น ในญี่ปุ่น ร้อยละ 80 ในเกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และสิงคโปร์ ระดับกลางๆ ประมาณร้อยละ 50 เช่น ในสาธารณรัฐประชาชนจีน และระดับน้อยที่เข้าถึงเพียงประมาณร้อยละ 10 หรือต่ำกว่า เช่น อัฟกานิสถาน เมียนมา และกัมพูชา ในรายงานดังกล่าวยังชี้ประเด็นปัญหาเรื่องความพร้อมของระบบโครงสร้างรองรับราคาของอินเทอร์เน็ต รวมทั้งมาตรฐานความปลอดภัย ความรุนแรง และการคุกคามในโลกไซเบอร์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนแอฟริกานั้น ให้ภาพรวมที่แตกต่างไปจากเอเชียแปซิฟิกและอื่นๆ ภูมิภาคนี้ยังค่อนข้างล้าหลังและทิ้งช่วงห่างในแง่ของพัฒนาการทางด้านอินเทอร์เน็ตและการใช้สื่อสังคมออนไลน์เมื่อเทียบกับทุกภูมิภาค จากประชากร 1.2 พันล้านคนของกว่า 50 ประเทศ มีอัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตเพียงร้อยละ 34 ใช้สื่อสังคมออนไลน์เพียงร้อยละ 15 อย่างไรก็ตามในระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลของประเทศต่างๆ มีความพยายามอย่างมากในการลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคม ซึ่งรวมถึงการเชื่อมโยงเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่งเน้นการวางเคเบิลใต้น้ำเป็นสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เฉพาะในปี 2013 แอฟริกาลงทุนรวมเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ไปด้วยงบประมาณราวๆ 3.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้เพื่อสร้างสะพานไซเบอร์เชื่อมแอฟริกากับภูมิภาคอื่นๆ และเพื่อไม่ให้แอฟริกาโดดเดี่ยวจากพื้นที่ในโลกเสมือน แม้จะมีความพยายามอย่างมากในการพัฒนาการเชื่อมโยงเครือข่ายอินเทอร์เน็ต แต่อุปสรรคสำคัญที่แอฟริกาเผชิญอยู่และยังหาทางออกไม่ได้คือ การที่ยังมีอีก 16 ประเทศที่ไม่มีทางออกทะเล (Landlocked) ทำให้ไม่สามารถเชื่อมกับเคเบิลใต้น้ำได้ การเชื่อมกับเครือข่ายเคเบิลบนดินต้องอาศัยการผ่านพื้นที่ประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งยังคงมีกรณีพิพาทในหลายพื้นที่ ปัญหาเหล่านี้กระทบต่อทั้งราคาและคุณภาพของการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต รวมทั้งอัตราการใช้สื่อสังคมออนไลน์ แม้กระนั้นในปี 2018 ก็พบว่ามีคนเข้าถึงระบบอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นจากปี 2017 ถึง 73 ล้านคน คิดเป็นอัตราเพิ่มร้อยละ 20 และมีคนใช้สื่อสังคมออนไลน์เพิ่มขึ้นกว่า 20 ล้านคน คิดเป็นอัตราเพิ่มร้อยละ 12&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประเทศไทยในโลกเสมือน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หากกล่าวถึงระดับความ &amp;ldquo;ตื่น&amp;rdquo; กับโลกเสมือนใบนี้แล้ว ประเทศไทยนับว่าติดอันดับต้นๆ ของโลกมาเป็นเวลายาวนาน ตั้งแต่ยุคที่ไม่มีโทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ต การจะเข้าโลกออนไลน์ต้องเข้าผ่านทางคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ไม่ว่าจะเป็นแบบตั้งโต๊ะ หรือโน้ตบุ๊ก และยิ่งไปกว่านั้นคนส่วนใหญ่ยังไม่มีคอมพิวเตอร์ส่วนตัว ต้องพึ่งพาคอมพิวเตอร์ของที่ทำงาน มหาวิทยาลัย โรงเรียน หรือร้านคอมพิวเตอร์ จนทำให้ร้านคอมพิวเตอร์ และ Internet Caf&amp;eacute; เติบโตอย่างรวดเร็วราวกับดอกเห็ด ในตอนนั้นการสนทนาออนไลน์ต้องทำผ่านคอมพิวเตอร์เท่านั้น โดยใช้โปรแกรม Chat ต่างๆ ส่วนสื่อสังคมออนไลน์แรกๆ ที่คนไทยนิยมยังเป็น Hi5 ในปี 2008 ฝ่ายการตลาดของ Hi5 รายงานว่าประเทศไทยมีสมาชิกมากเป็นอันดับที่ 12 ของโลก และมีอัตราการเติบโตเป็นอันดับ 3 ของโลก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มาจนถึงปี 2018 ผลการสำรวจของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รายงานว่า คนไทยใช้เวลาในอินเทอร์เน็ตเฉลี่ย 10 ชั่วโมง 5 นาทีต่อวัน เพิ่มจากปีก่อน 3 ชั่วโมง 41 นาที ซึ่งไม่ต่างจากผลการสำรวจของ We Are Social ซึ่งรายงานว่าประเทศไทยติดอันดับการใช้เวลาในอินเทอร์เน็ตสูงที่สุดในโลก 9 ชั่วโมง 38 นาที เฉพาะการใช้สื่อสังคมออนไลน์ คนไทยใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง 10 นาทีต่อวัน และยิ่งไปกว่านั้นคนไทยชมสื่อบันเทิงต่างๆ ผ่านอินเทอร์เน็ตประมาณ 4 ชั่วโมง 3 นาที จะว่าไปแล้วเกือบครึ่งหนึ่งของชีวิตคนไทยในแต่ละวันท่องอยู่ในโลกเสมือน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในแง่ของการแทรกซึมและการเข้าถึงของอินเทอร์เน็ต และสื่อสังคมออนไลน์ในประเทศไทย พบว่า ประมาณร้อยละ 82 ของประชากรไทยเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ซึ่งในปีนี้มีจำนวนเพิ่มขึ้นกว่าปีก่อน 11 ล้านคน คิดเป็นอัตราเพิ่ม ร้อยละ 24 และเข้าถึงสื่อสังคมออนไลน์ร้อยละ 74 ปีนี้มี จำนวนเพิ่มขึ้นกว่าปีก่อน 5 ล้านคน คิดเป็นอัตราเพิ่มร้อยละ 11 นอกจากนี้ร้อยละ 80 ของคนไทยมีเครื่องมือสื่อสารเคลื่อนที่ไม่ว่าจะเป็น โทรศัพท์มือถือ หรือแท็บเล็ต ร้อยละ 90 รายงานว่าเข้าอินเทอร์เน็ตทุกวันร้อยละ 8 เข้าสัปดาห์ละครั้ง ร้อยละ 74 เข้าอินเทอร์เนต็ผ่านสมารท์โฟน และร้อยละ 98 ของคนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปมีสมาร์ทโฟนใช้ ซึ่งอันที่จริงแล้วในปัจจุบันเด็กที่อายุต่ำกว่า 18 ปีก็มีสมาร์ทโฟนใช้แล้วเป็นจำนวนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หากเจาะลึกลงไปในพฤติกรรมในโลกเสมือนของคนไทย โดยดูจากเว็บหรือแอปพลิเคชันที่มีปริมาณการเข้าใช้คับคั่ง จะพบว่า กิจกรรมสำคัญของการใช้อินเทอร์เน็ตเป็นไปเพื่อการค้นหาข้อมูลผ่าน Google ทำให้ปริมาณการเข้า Google สูงที่สุดเมื่อเทียบกับเว็บอื่นๆ เฉลี่ยแล้วคนไทยใช้เวลาใน Google ประมาณ 9 นาทีต่อครั้ง ในแต่ละครั้งเปิดเข้าไป ประมาณ 7-8 หน้า รองลงมาจาก Google คือ Facebook ซึ่งเป็นสื่อสังคมออนไลน์เพื่อการติดต่อกับเพื่อน ในแต่ละครั้งที่เข้า Facebook จะใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 12 นาที และเปิดเข้าไปประมาณ 12 หน้า รองจาก Facebook คือ Youtube ซึ่งเป็นสื่อสังคมออนไลน์ประเภท TV และ VDO ส่วนใหญ่เป็นไปเพื่อความบันเทิง แม้ปริมาณการเข้าจะน้อยครั้งกว่า แต่คนไทยจะใช้เวลาใน Youtube นานที่สุด คือ ประมาณ 24 นาที และเปิดไปประมาณ 10 หน้า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการค้นข้อมูล (Google) ติดต่อกับเพื่อน (Facebook) ดู TV และ VDO (Youtube) แล้ว คนไทยยังใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการสนทนาด้วยการพิมพ์ข้อความแบบตอบโต้ทันที (Instant messaging) ทดแทนการโทรศัพท์มากขึ้น โดยโปรแกรม Line เป็นสื่อสังคมออนไลน์ประเภทการสนทนาที่นิยมที่สุด รวมทั้งการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการอ่านและติดตามความคิดเห็นในประเด็นต่างๆ และแสดงความคิดเห็นของตนเอง เช่น การเข้าไปอ่านและเขียน แสดงความคิดเห็น (Comment) ในเว็บไซต์ Pantip.com และ Sanook.com รวมทั้งการใช้ Twitter และที่น่าจับตามองมาก ในขณะนี้คือการซื้อสินค้าออนไลน์ ซึ่งมีหลายเว็บไซต์ แต่ที่ติดอันดับคนใช้มากที่สุดในปัจจุบันคือ Lazada.co.th&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อินเทอร์เน็ตและสื่อสังคมออนไลน์เข้ามามีบทบาทในชีวิตคนไทยแทบทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นความบันเทิงและนันทนาการด้วยการอ่าน การดูและการฟังเนื้อหาสาระ ประเภทต่างๆ ในการทำงานที่มีการใช้สื่อสังคมออนไลน์ เพื่อการติดต่อสื่อสารกับผู้ร่วมงานมากขึ้น การติดตามความก้าวหน้าของงาน การรายงานปัญหาอุปสรรค การขอความคิดเห็น การสั่งและส่งงาน และในการรักษาความสัมพันธ์ส่วนบุคคลทั้งที่เป็นเพื่อนและครอบครัว จนกระทั่งการจับจ่ายใช้สอยผ่านอินเทอร์เน็ตและสื่อสังคมออนไลน์ที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นทุกวัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การเติบโตอย่างรวดเร็วของใช้สื่อสังคมออนไลน์นี้ส่วนหนึ่งสะท้อนให้เห็นปรากฏการณ์ที่ผู้คนต้องการการเชื่อมโยง และรับรู้ข่าวสารอยู่ตลอดเวลากลัวการ &amp;ldquo;เอาต์&amp;rdquo; (Out) คือ การตกข่าวหรือไม่ทันเหตุการณ์ อย่างที่เรียกว่า Fear of Missing Out (FOMO) รวมทั้งต้องการแสดงความสนใจในเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้น หรือส่งต่อข้อมูลที่ตนเองรับทราบมาเพื่อให้ใครๆ เห็นว่าตนเองรู้ก่อนจนขาดการตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบคอบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สองคมต่อสุขภาวะของสื่อสังคมออนไลน์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดาบสองคม เหรียญสองด้าน และคุณอนันต์โทษมหันต์ เห็นจะไม่ผิดไปจากสิ่งที่คนในสังคมกำลังเผชิญกับสื่อสังคมออนไลน์ที่เติบโตอย่างรวดเร็วในทุกพื้นที่ของโลกปัจจุบัน และดูท่าทีแล้วสื่อสังคมออนไลน์แนบชิดกับชีวิตและพฤติกรรมของคนในสังคมไทยด้วยสถิติที่ไม่น้อยหน้าชาติใดในโลก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ความคลั่งไคล้สื่อสังคมออนไลน์ที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็วนี้ สร้างข้อกังขาเกี่ยวกับความปลอดภัยของสังคมไทยในพื้นที่เสมือนนับตั้งแต่ยุคเริ่มต้นที่สื่อสังคมออนไลน์สัมผัสกับคนไทย จนกระทั่งเข้าขั้นรุกล้ำทั้งพื้นที่ส่วนรวมและส่วนตัวของคนไทย แต่ก็ไม่มีใครกล้าประณามว่าสื่อสังคมออนไลน์ชั่วร้ายไปเสียทั้งหมดจนต้องกำจัดไปจากสังคม เพราะจริงๆ แล้วมีคนและกิจกรรมในสังคมอีกไม่น้อยที่ต้องพึ่งพาพื้นที่ในสื่อสังคมออนไลน์ และมีชีวิตของอีกหลายคนอาจพังครืนลงไป หากสื่อสังคมออนไลน์หายไปจากโลก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การจาระไนให้เห็นชัดเจนว่าพื้นที่ในสื่อสังคมออนไลน์ มีมุมสว่างมุมมืดอย่างไรในสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อสุขภาวะของคนไทย ไม่ว่าจะเป็นทางกาย จิต ปัญญา หรือสังคม จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะนำไปสู่ข้อเตือนใจและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวปฏิบัติ เพื่อลดด้านมืดและเพิ่มด้านสว่างของโลก เสมือนในสังคมไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัญญา และอวิชชา ที่มากับโซเชียลมีเดีย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การใช้สื่อสังคมออนไลน์เป็นการไต่ระดับที่จุดสูงสุดและต่ำสุดของโลกยุคข้อมูลข่าวสารในปัจจุบัน แม้จะไม่อาจสรุปได้ชัดเจนว่าโลกยุคข้อมูลข่าวสารจะยกระดับของพัฒนาการไปถึงจุดไหน แต่เพียงแค่จุดล่าสุดนี้สังคมก็เปลี่ยนแปลงไปจนหลายคนปรับตัวเพื่อรับมือไม่ทัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในมิติของข้อมูลนั้น เมื่อแรกเริ่มอินเทอร์เน็ตได้ทลายเขื่อนข้อมูลที่เคยกีดกั้นและสงวนเก็บไว้ให้กับคนบางกลุ่มเท่านั้น ในขณะที่คนอีกจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ เกิดเป็นความเหลื่อมล้ำของข้อมูลข่าวสารซึ่งนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำของโอกาสที่ได้รับและความเหลื่อมล้ำทางสถานภาพในสังคม ในประเด็นนี้สื่อสังคมออนไลน์ได้แสดงบทบาทในการเป็นตัวเร่งการทลายของเขื่อนกักเก็บข้อมูลนั้น และยังทำให้มวลข้อมูลขนาดมหึมาหลั่งไหลเข้าสู่ผู้คนทั่วโลก ปราศจากพรมแดนทางภูมิศาสตร์และภูมิรัฐศาสตร์ใดๆ ขวางกั้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ยิ่งเมื่อสื่อสังคมออนไลน์เข้าไปอยู่ในโทรศัพท์มือถือ ก็ยิ่งทำให้ข้อมูลถาโถมเข้าสู่ผู้คนได้อย่างรวดเร็ว และผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ในปัจจุบันไม่ได้อยู่ในฐานะผู้รับข้อมูลเท่านั้น แต่ยังเกิดปรากฏการณ์ที่ใครๆ ก็สามารถสร้างข้อมูล (User-generated content) และเชื่อมต่อกันได้อย่างอิสระ เรียกโดยทั่วไปว่า &amp;ldquo;เว็บ 2.0&amp;rdquo; (Web 2.0) เกิดเป็นข้อมูลที่สร้างโดยภาคประชาชนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ชาวเน็ต (Netizen) ได้มีโอกาสแสดงบทบาทการเป็นนักเขียนประชาชน นักสืบประชาชน นักวิชาการประชาชน นักเคลื่อนไหวประชาชน ฯลฯ ที่ทรงพลังยิ่ง เพราะสามารถทำได้ง่าย ทำได้เร็ว และทำได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำ หลายคนลงมือลงเเรงค้นคว้าข้อมูล วิเคราะห์และเขียนบทสรุป สร้างผลงานทางความคิดชิ้นใหม่ๆ มากมาย และสามารถสร้างรายได้อย่างงาม โลกสื่อสังคมออนไลน์พานักคิดเหล่านี้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าทั่วโลก ส่งสินค้าถึงมืออย่างง่ายดาย ปิดการขายด้วยการโอนเงินผ่านระบบดิจิทัลในพริบตา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เราได้เห็นศิลปินหน้าใหม่ที่สร้างผลงานในอพาร์ตเมนต์เล็กๆ ของตัวเองแล้วเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์จนโด่งดัง โดยไม่ต้องง้อคนกลางหรือบริษัทนายหน้า มิหนำซ้ำบริษัทนายหน้าทั้งหลายกลายเป็นฝ่ายที่วิ่งเข้าหาเมื่อพบว่าศิลปินเหล่านี้โด่งดังในชั่วขามคืน ยืนยันด้วยยอดวิวขนาดหลาย K (1K = การเข้าชม 1 พันครั้ง) หรือหลาย M (1M = การเข้าชม 1 ล้านครั้ง) การแจ้งเกิดของศิลปินออนไลน์หน้าใหม่เหล่านี้ไม่ได้จำกัดเพียงแต่กลุ่มวัยรุ่นที่มีความคล่องแคล่วในการใช้สื่อสังคมออนไลน์เท่านั้น แต่ยังเปิดช่องทางให้ผู้สูงวัยได้ส่งเสียงและแสดงตัวตนไม่ให้ถูกหลงลืมไปกับกาลเวลา มีผู้สูงอายุไม่น้อยที่หัวใจกระชุ่มกระชวย มีกำลังใจลุกขึ้นมาทำสิ่งต่างๆ เพื่อเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังมีคนอีกมากมายที่ลงมือคิด และสร้างสิ่งต่างๆ เพื่อเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ เพียงเพราะความดื่มด่ำในการค้นและการคิดโดยไม่มีแรงจูงใจทางการเงิน มีแต่ความสุขสมใจกับการได้ทำสิ่งที่ตัวเองชอบ การที่ได้เผยแพร่และการได้เห็นยอดวิว ยอดไลค์ คอมเมนต์ และแชร์ แฟนคลับที่ติดตามเป็นประจำจะได้รับการแจ้งเตือนเมื่อมีข้อมูลหรือผลงานใหม่ๆ ออกมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัจจุบัน มีนักเขียนในสื่อสังคมออนไลน์ประเภทบล็อกเกอร์ที่ตั้งใจค้นคว้าและผลิตข้อมูลเพื่อเผยแพร่จำนวนมาก ครอบคลุมแทบทุกประเด็น ไม่ว่าจะเป็นด้านสุขภาพ ด้านการลงทุน รวมไปจนถึงประเด็นปกิณกะทั้งหลายตั้งแต่การทำอาหาร การปลูกต้นไม้ การดูแลรักษารถ ไปจนถึงการดูแลสัตว์เลี้ยง พูดได้อย่างเต็มปากว่าไม่ว่าใครอยากได้ความรู้หรือความเห็นเรื่องอะไร โลกอินเทอร์เน็ตและสื่อสังคมออนไลน์ก็สามารถสรรหามาให้ได้อย่างจุใจ และข้อมูลที่เป็นความรู้เหล่านี้ก็มีส่วนทำให้สื่อสังคมออนไลน์เป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุน &amp;ldquo;สังคมอุดมปัญญา&amp;rdquo; และกลายเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลขนาดใหญ่ในอุปกรณ์เล็กๆ ที่อยู่ในฝ่ามือของทุกคน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม การผลิตและการเผยแพร่ข้อมูลที่แสนง่ายดายในโลกสื่อสังคมออนไลน์ที่พร้อมจะเข้าถึงมือและเข้าถึงความคิดของผู้คน อาจแฝงปนไปด้วยข้อมูลด้อยคุณภาพ การคิดวิเคราะห์ที่ขาดหลักการที่น่าเชื่อถือ รวมไปจนถึงอคติและความเข้าใจผิดต่างๆ ของผู้สร้างข้อมูลเอง เรื่องราวและข้อมูลเหล่านี้แพร่กระจายไปตามสื่อสังคมออนไลน์ประเภทต่างๆ โดยอาศัยการแชร์ข้อมูลของคนในโลกสื่อสังคมออนไลน์เอง ซึ่งการแข่งกันแชร์ข้อมูลต่างๆ ได้กลายเป็นปรากฏการณ์อีกอย่างหนึ่งที่เกิดซ้อนขึ้นมาในโลกยุคสื่อสังคมออนไลน์ การแชร์ข้อมูลเป็นลูกโซ่แม้จะไม่เหมือนแชร์ลูกโซ่เสียทีเดียว แต่มีลักษณะคล้ายกันอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะในแง่ที่เกี่ยวกับการบอกถึงผลประโยชน์บางอย่างให้กับคนที่อยู่ในวงใกล้ชิด และบอกต่อๆ กันไปจนเป็นวงกว้าง กลายเป็นกลุ่มคนจำนวนมหาศาลที่ได้รับข้อมูลผิดๆ และส่งต่อข้อมูลผิดๆ นอกจากนี้ ความตื่นเต้นในการเป็นคนแรกที่ได้แชร์ข้อมูลที่น่าสนใจ น่าตกใจ น่าประทับใจในระดับสุดขีด (Extreme) ให้กับคนที่รู้จักก่อนใครๆ ก็กลายเป็นพฤติกรรมออนไลน์ที่ควรต้องระมัดระวังอีกอย่างหนึ่ง ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาได้มีการแชร์ข้อมูลผิดๆ ในลักษณะเช่นนี้นับครั้งไม่ถ้วน และอาจพูดได้ว่าสังคมไทยมีความ &amp;ldquo;ตื่นตูมออนไลน์&amp;rdquo; อยู่ไม่น้อย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังมีข้อมูลอีกไม่น้อยที่มิจฉาชีพจงใจสร้างขึ้นเพื่อฉ้อฉลในโลกออนไลน์ ทำให้โซเชียลมีเดียกลายเป็นแหล่งทำมาหากินของนักหลอกลวงต้มตุ๋นที่ล่อลวงผู้คนในสื่อสังคมออนไลน์ได้รายวัน ดังเช่นกรณีของ &amp;ldquo;นัทโอนไว&amp;rdquo; ชายหนุ่มวัย 31 ปีที่ถูกสาวรุ่นใหญ่ใช้รูปปลอมหลอกให้โอนเงินไปร่วมแสนบาท และกรณีของ &amp;ldquo;ฟาง สาวสายเปย์&amp;rdquo; ซึ่งตกเป็นเหยื่อสาวทอมที่หลอกให้หลงในจังหวะที่น้องฟางอ่อนไหวในช่วงอกหัก ลวงให้โอนเงินเกือบ 3 แสนบาทภายใน 1 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งสองกรณีเป็นกลลวงง่ายๆ ไม่ต่างอะไรจากพ่อค้าเร่ที่โชว์งูเหลือม งูจงอาง และแสดงการตัดคออับดุล ก่อนหลอกขายยาและวัตถุมงคลตามตลาดสดในอดีตเมื่อ 40-50 ปีก่อน ความเขลาในสังคมยุคข้อมูลข่าวสารท่วมเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดาย และเกิดความเสียหายขนาดใหญ่ได้ในสื่อสังคมออนไลน์ และยิ่งเทคโนโลยีพัฒนาเร็วขึ้นเท่าใดการฉ้อฉลก็ยิ่งมีความซับซ้อนมากขึ้น และก็ดูเหมือนว่าการตกเป็นเหยื่อก็ยิ่งง่ายขึ้นกว่าเดิม ราวกับพัฒนาการด้านการเรียนรู้และข้อมูลต่างๆ ไม่ได้ช่วยคนให้พ้นจากอวิชชาเลย เทคโนโลยีพลิกผันที่ทำให้ธุรกรรมทางธนาคารเป็นไปอย่างง่ายดายด้วย Mobile banking application ทำให้คนขายของออนไลน์จำนวนไม่น้อยถูกหลอกให้เชื่อมบัญชีธนาคารของตัวเองกับกระเป๋าเงิน ออนไลน์ (e-Wallet) ของคนร้าย ก่อนจะแอบโอนเงินออกจากบัญชีไปหมดเกลี้ยงในพริบตา เป็นอุทาหรณ์สำหรับการกด &amp;ldquo;ยอมรับ&amp;rdquo; (OK) และ &amp;ldquo;ดำเนินการต่อไป&amp;rdquo; (Next) โดยไม่อ่านคำอธิบายและคำเตือนที่แสนยืดยาว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โซเชียลมีเดียในยุคที่ข้อมูลข่าวสารขนาดมหึมาจากทั่วโลกอยู่ในมือของผู้คน และสามารถสืบค้นเรียกใช้ได้ตลอดเวลาตราบที่มีการเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นแบบมีสายหรือแบบไร้สาย ทำให้ข้อมูลอยู่ใกล้กับมนุษย์มากที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ในขณะที่ข้อมูลมหาศาลเหล่านี้สามารถสร้างปัญญาให้กับคนได้อย่างชนิดที่การศึกษาในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยอาจไม่จำเป็นอีกต่อไป แต่ในหลายแง่มุมก็สามารถมอมเมาคนให้หลงใหล หลงผิด และถูกล่อลวงได้ไม่น้อยไปกว่ากัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สุขภาพกาย กับการใช้โซเชียลมีเดีย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ต้องยอมรับว่าการหันมาดูแลรักษาสุขภาพจนกลายเป็นกระแสโลกในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากสื่อสังคมออนไลน์ ด้วยการเป็นพื้นที่สาธารณะที่ให้ข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับการดูแลรักษาสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารการกิน การออกกำลังกาย การพักผ่อน และการปฏิบัติตัวต่างๆ เพื่อการมีสุขภาพที่ดี ส่งไปยังผู้คนได้อย่างกว้างขวาง และข้อมูลเหล่านี้ก็เป็นข้อมูลที่คนที่สื่อสังคมออนไลน์ชอบที่จะส่งไปยังคนที่ตนเองสนิทสนมรักใคร่ เป็นการแสดงออกทางหนึ่งของความรักความห่วงใย ในยุคที่ผู้คนแยกย้ายอยู่ห่างไกลกัน และใช้สื่อสังคมออนไลน์เป็นช่องทางในการรักษาความผูกพันระหว่างกันไว้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากข้อมูลที่เป็นประโยชน์ทางสุขภาพซึ่งได้กล่าวไปบ้างแล้ว สื่อสังคมออนไลน์ยังได้สร้างโปรแกรมสำเร็จรูปหรือแอปพลิเคชันที่เป็นประโยชน์ต่อการดูแลรักษาสุขภาพต่างๆ ซึ่งมีความสะดวกต่อการเรียกใช้ เพราะส่วนใหญ่จะอยู่ในโทรศัพท์มือถือ หรืออาจอยู่ในอุปกรณ์ผูกข้อมือพิเศษที่เป็นทั้งนาฬิกาบอกเวลา และมีเครื่องมือตรวจวัดกิจกรรมทางกาย เช่น จำนวนก้าวที่เดินในแต่ละวัน จำนวนชั่วโมงในการนอนหลับ การแนะนำท่าออกกำลังกาย ตลอดจนสัญญาณชีพบางอย่าง เช่น จังหวะการเต้นของหัวใจ ชีพจร และความดันโลหิต (เช่น แอปพลิเคชัน Cardiograph, Nike+ Running, และ Fitstar Personal Trainer) การให้ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับอาการเจ็บป่วยต่างๆ (เช่น iTraig) ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะเชื่อมกับแอปพลิเคชันเพื่อประมวลข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับสุขภาพ และสามารถส่งข้อความเตือน (Notification) ไปที่ตัวเอง คนใกล้ชิด หรือแม้กระทั่งแพทย์ประจำตัวได้ นอกจากนี้ยังมีแอปพลิเคชันที่แนะนำอาหารเพื่อการควบคุมแคลอรี (เช่น Calorie Counter by FatSecret) การลดน้ำหนัก (เช่น Diet Point Weight Loss) และแม้กระทั่งการเลิกบุหรี่ (เช่น Quit now และ Quit smoking slowly) จนการใช้แอปพลิเคชันเหล่านี้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตในยุคปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม มีผลการวิจัยทั้งในและต่างประเทศที่กล่าวถึงการเสพติดสื่อสังคมออนไลน์หรือโซเชียลซินโดรม (Social syndrome) ที่มีผลต่อสุขภาพทางกายในลักษณะที่ไม่แตกต่างจากออฟฟิศซินโดรม (Office syndrome) ซึ่งเป็นอาการที่เกิดจากการนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ ทั้งนี้เพราะการเสพติดการใช้สื่อสังคมออนไลน์ทำให้ผู้ใช้ลดการเคลื่อนไหวทางกาย เกิดพฤติกรรมเนือยนิ่ง (Sedentary behaviors) และจดจ้องมองที่หน้าจอโทรศัพท์&amp;nbsp; มือถือ หรือแท็บเล็ต รวมทั้งจอคอมพิวเตอร์ในลักษณะเดียวกัน การก้มหน้าพิมพ์และอ่านข้อความต่อเนื่องเป็นเวลานานจนปวดหลัง ปวดต้นคอ และปวดศีรษะ การไม่ได้ออกกำลังกายอย่างถูกต้องและเหมาะสม โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและวัยรุ่นเมื่อติดเกมออนไลน์ การใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างต่อเนื่องจนนอนไม่พอ จากการศึกษาของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัย Pittsburgh พบความสัมพันธ์ระหว่างการใช้เวลาในสื่อสังคมออนไลน์ที่มีผลกระทบเชิงลบต่อร่างกายจนมีความเสี่ยงต่อสุขภาพ การรับประทานอาหารไม่เป็นเวลา การนอนไม่หลับหรือนอนดึกเกินไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ ความสามารถของสื่อสังคมออนไลน์ในการดึงความสนใจของผู้ใช้ให้อยู่หน้าจอได้เป็นเวลานานๆ ยังทำให้พ่อแม่จำนวนมากใช้สื่อสังคมออนไลน์ประเภทต่างๆ เพื่อดึงความสนใจของเด็กเล็กๆ ให้อยู่นิ่ง ไม่วิ่งเล่นซน ทำให้พ่อแม่มีเวลาทำกิจกรรมอย่างอื่นซึ่งได้ผลเป็นอย่างยิ่ง แต่ผลเสียที่จะเกิดแก่สุขภาพกาย สุขภาพจิต และการเรียนรู้ของเด็กเป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จิตและสังคม ความสุขและความเสื่อมจากสื่อสังคมออนไลน์ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หากจะมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่สามารถนำพาความรู้สึกนึกคิดของผู้คนให้มาพบปะกันได้อย่างกว้างขวางและรวดเร็วที่สุด รับรองได้ว่าไม่มีสิ่งใดที่จะทำได้เสมอเหมือนสื่อสังคมออนไลน์ในยุคปัจจุบัน และความกว้างขวางที่ว่านี้เป็นความกว้างขวางที่ครอบคลุมแทบทุกมุมโลก และความรวดเร็วที่ว่านี้ก็เป็นความรวดเร็วในชั่วเสี้ยววินาที ด้วยเหตุนี้โซเชียลมีเดียจึงเป็นเหมือนพื้นที่ที่เป็นชุมทางของความคิดของคนจากคนละที่ละทาง ที่บ้างก็มาปะทะ บ้างก็มาประนีประนอม บ้างก็มาผสมกลมกลืน เกิดเป็นเครือข่ายสังคมขนาดใหญ่ที่แต่ละจุด ความคิดเชื่อมต่อถึงกันโดยตรงบ้าง โดยอ้อมบ้าง ซึ่งในแง่นี้ จิตและความรู้สึกนึกคิดจึงมีความเชื่อมโยงผูกพันกับสังคมอย่างแยกกันไม่ออก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หากสืบค้นเอกสารและข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับผลกระทบของโซเชียลมีเดีย ก็จะเห็นได้ว่าประเด็นที่ได้รับความสนใจ มากที่สุดทั้งในแง่บวกและแง่ลบคือ ผลกระทบต่ออารมณ์ จิตใจ และสัมพันธภาพกับสังคม อันหมายถึงทั้งผู้คนที่อยู่รอบข้าง และผู้คนที่อยู่ในพื้นที่สื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งไม่น่าแปลกใจแต่อย่างใด เพราะความตั้งใจแต่แรกเริ่มของการสร้างสื่อสังคมออนไลน์ก็เพื่อเพิ่มพื้นที่และช่องทางให้คนทั้งที่รู้จักกันและไม่รู้จักกันได้พูดคุยและเชื่อมโยงกัน และด้วยคุณสมบัติของการเชื่อมโยงความรู้สึกนึกคิดของคนในสังคมเสมือนนี้เองที่ทำให้โซเชียลมีเดียมีผลต่อสภาวะทางจิตและสุขภาวะทางสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สื่อสังคมออนไลน์มีบทบาทอย่างมากในการช่วยให้คนที่ไม่ได้พบปะกันมานาน ไม่ว่าจะเป็นญาติพี่น้อง เพื่อนเก่าสมัยเรียนชั้นอนุบาล ประถม มัธยม มหาวิทยาลัย ที่ทำงานเก่า หรือแม้แต่คนที่เคยพบกันโดยบังเอิญนานมาแล้วและไม่คิดว่าจะได้พบกันอีก แต่ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial intelligence) และกลไกทางเทคโนโลยีสารสนเทศอันชาญฉลาดของสื่อสังคมออนไลน์ก็ทำให้คนเหล่านี้ได้กลับมาพบและพูดคุยกันอีกครั้ง หากพูดเป็นสำนวนไทยว่า &amp;ldquo;โลกกลม&amp;rdquo; หรือสำนวนอังกฤษ &amp;ldquo;โลกเล็ก&amp;rdquo; ก็ต้องบอกว่าสื่อสังคมออนไลน์ใช้ปัญญาประดิษฐ์นี้ทำให้โลกกลมขึ้นและเล็กลง และพาใครต่อใครมาพบปะกันอย่างน่าอัศจรรย์ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และแม้แต่คนที่เห็นหน้าพบปะพูดคุยกันทุกวัน เช่น คนในครอบครัวหรือเพื่อนร่วมงาน ก็ยังมีความจำเป็นที่ต้องมาเชื่อมต่อกันในพื้นที่โซเชียล เพราะความสามารถของสื่อสังคมออนไลน์ไม่ได้หยุดเพียงแค่การเชื่อมต่อในโลกเสมือนเท่านั้น แต่ยังสามารถติดตามความเคลื่อนไหว การเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ความคิด ความรู้สึกของกันและกันได้ โดยการอ่านข้อความ การดูภาพ และสัญลักษณ์ต่างๆ ที่แสดงความในใจของคนที่ตนเองรู้จัก รวมถึงคนที่ตนเองอยากรู้จักและอยากรู้เรื่องราวของเขาได้ สื่อสังคมออนไลน์จึงเป็นสื่อสารมวลชนที่ผลิตข่าวคราวความเคลื่อนไหวของปุถุชนคนสามัญทั่วไป ไม่ใช่สื่อสารมวลชนแบบในอดีตที่รายงานเฉพาะความเคลื่อนไหวของบุคคลสำคัญที่อยู่ในความสนใจของสาธารณชนเท่านั้น จากนี้ไปใครๆ ก็สามารถเป็นบุคคลสาธารณะได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ หน้าที่ของสื่อสังคมออนไลน์ก็ไม่ใช่แค่การเผยแพร่ข่าวสาร แต่ยังเผยแพร่ตัวตนของแต่ละคนให้ผู้อื่นได้รับรู้ (Identity presentation) ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม แต่การเผยแพร่ (หรือการโพสต์) เป็นการบอกในสิ่งที่อยากบอกไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกกลางๆ อันเป็นปกติธรรมดา ความรู้สึกที่เป็นสุข ความรู้สึกที่เป็นทุกข์ ความโกรธ ความน้อยใจ การรายงานความเคลื่อนไหวและความรู้สึกเหล่านี้ตามมาด้วยความคาดหวังที่จะต้องรับการตอบสนองบางอย่าง ซึ่งสื่อสังคมออนไลน์ในฐานะสื่อสองทาง (Two-way communication) ทำให้คนสามารถตอบโต้กันได้ด้วยวิธีที่หลากหลาย และช่วยให้ความรู้สึกและความเคลื่อนไหวเหล่านั้นได้รับการตอบสนอง ไม่ว่าจะด้วยการทำให้คนที่โพสต์รู้ว่าได้รับรู้แล้วหรือการให้ความเห็นต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สิ่งเหล่านี้เองได้กลายเป็น &amp;ldquo;การเกื้อหนุนทางจิตใจ&amp;rdquo; (Mental support) ที่มีอิทธิพลต่อจิตใจของคนในสื่อสังคมออนไลน์เป็นอย่างมาก และการแสดงการเกื้อหนุนทางจิตใจในพื้นที่สื่อสังคมออนไลน์ก็อาจได้แสดงออกในพื้นที่จริงด้วย เหมือนที่เราได้เห็นคนพูดถึงการเคลื่อนไหวและการโพสต์ต่างๆ ของกันและกัน เมื่อต่างฝ่ายต่างมาพบปะกันในพื้นที่จริงตามโอกาสต่างๆ โลกจริงและโลกเสมือนของสื่อสังคมออนไลน์วิ่งสลับกันไปมาอยู่ตลอดเวลา และการเกื้อหนุนทางจิตใจก็อาจตามมาด้วยการสนับสนุนทางอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นความช่วยเหลือด้านข้อมูล เงินทอง ทรัพยากร หรือแม้แต่แนะนำให้รู้จักกับคนอื่นๆ ในสื่อสังคมออนไลน์ที่สามารถให้การช่วยเหลือสนับสนุนได้ สื่อสังคมออนไลน์จึงเป็นพื้นที่ที่เปิดให้คนร้องขอการช่วยเหลือเยียวยาทางจิตใจ และเปิดโอกาสให้คนแสดงการสนับสนุนทางจิตใจแก่ผู้อื่นด้วยในขณะเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การสร้างกลุ่มเฉพาะในสื่อสังคมออนไลน์ประเภทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเพื่อนเก่า เพื่อนร่วมงาน รวมทั้งกลุ่มสมาชิกครอบครัวมีส่วนไม่น้อยในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มครอบครัวในสภาวะการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจที่พลัดพรากให้สมาชิกในครอบครัวอยู่ห่างไกลกัน หรือแม้ไม่ได้อยู่ห่างไกลกันแต่มีเวลาที่จะพบปะกันน้อยลง สื่อสังคมออนไลน์มีส่วนอย่างมากในการสร้างพื้นที่เสมือนให้สมาชิกในครอบครัวได้พูดคยุกันได้บ่อยครั้งตามที่ต้องการ &amp;ldquo;ห้องครอบครัว&amp;rdquo; ที่เกิดขึ้นในกลุ่มไลน์ได้ทำหน้าที่เหมือนห้องนั่งเล่น หรือชานบ้านสมัยก่อน ที่สมาชิกในครอบครัวได้พบปะนั่งพูดคุยไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบ แจ้งข่าวสำคัญ แสดงความยินดี แสดงความเสียใจ ช่วยกัน ขบคิดปัญหาและหาทางแก้ไขร่วมกัน แม้การสื่อสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์จะไม่สามารถทดแทนการพบปะและการกอดสัมผัสได้อย่างเต็มที่ แต่ก็ช่วยบรรเทาความห่างเหินที่เกิดจากระยะทางที่ห่างไกลขึ้น และเวลาที่ได้พบปะกันน้อยลง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;หมูป่า อะคาเดมี&amp;rdquo; ก็เป็นกรณีตัวอย่างสำคัญอีกตัวอย่างหนึ่งที่แสดงพละกำลังของโซเชียลมีเดียในการเป็นตัวกลางเพื่อระดมความรู้สึกเห็นอกเห็นใจ ความลุ้นระทึก และความหวัง ที่ตามมาด้วยความช่วยเหลือรูปแบบต่างๆ จากทั่วโลก พลิกเหตุการณ์ที่เกือบจะเป็นโศกนาฏกรรมให้กลายมาเป็นการเฉลิมฉลองความร่วมมือของมวลมนุษยชาติ เราอาจได้เห็นภาพที่แตกต่างออกไป หากเหตุการณ์ในครั้งนั้นไม่ได้เกิดในยุคสื่อสังคมออนไลน์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในขณะที่การติดตามรับรู้ความเคลื่อนไหวของคนที่รู้จักเป็นกิจกรรมที่สร้างความเพลิดเพลินให้แก่ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างมาก และเป็นสิ่งที่ดึงความสนใจของผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ได้เป็นเวลานานๆ ในบางมุมมืดของกิจกรรมการ &amp;ldquo;ส่อง&amp;rdquo; หรือติดตามเรื่องราวของคนอื่นทั้งที่ตนเองรู้จักและไม่รู้จัก บ่อยครั้งที่ทำให้เกิดการเปรียบเทียบและนำไปสู่ความอิจฉาริษยาตามทฤษฎีการเปรียบเทียบทางสังคม (Social comparison theory) ที่คนเรามักเอาตัวเองเปรียบเทียบกับผู้อื่นอยู่เสมอ และเกิดปฏิกิริยาต่างๆ เมื่อเห็นว่าคนอื่นดีกว่า สุขกว่า รวยกว่า เก่งกว่า หรือคนอื่นเลวกว่า ทุกข์กว่า จนกว่า ด้อยกว่า คนจำนวนไม่น้อยที่ไม่อาจทำใจให้มีมุทิตาจิตที่จะพลอยยินดีกับความสุข ความดี ความสำเร็จของคนอื่น แต่กลับเป็นความทุกข์ที่เกิดจากความริษยาของตัวเอง แต่ก็กด &amp;ldquo;ไลค์&amp;rdquo; (like) หรือแสดงการรับรู้ด้วย &amp;ldquo;สติกเกอร์&amp;rdquo; รูปแบบต่างๆ ทุกครั้งเพื่อแสดงมารยาทที่ดีในโลกสื่อสังคมออนไลน์ แต่สำหรับคนที่หลุดออกจากกรอบมารยาทที่ดีของโลกสื่อสังคมออนไลน์ การแสดงออกเพื่อปลดปล่อยแรงริษยาหรือความโกรธเกลียดเหล่านั้นอาจแสดงออกด้วยความรุนแรงผ่านข้อความรูปภาพและสัญลักษณ์ต่างๆ จนกลายเป็นการข่มเหงคุกคามในโลกไซเบอร์ (Cyberbullying) ซึ่งอาจลุกลามออกจากพื้นที่เสมือนสู่พื้นที่จริง และลุกลามจากการข่มเหง คุกคามทางจิตใจสู่การทำร้ายร่างกายได้ในที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แม้การสื่อสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์จะเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างกันไม่ผิดแผกไปจากการสื่อสารผ่านช่องทางอื่น แต่บริบทและบรรยากาศของการตอบโต้ผ่านโซเชียลมีเดียมีลักษณะเฉพาะหลายประการ เช่น การไม่ได้เผชิญหน้ากับคู่สนทนา ณ เวลาจริง การไม่ได้รับฟังน้ำเสียงและสีหน้าของคู่สนทนาอย่างครบถ้วน ข้อความส่วนใหญ่สั้นกระชับและห้วนในบางครั้ง การตีความจากภาพและสัญลักษณ์ด้วยตัวเอง การไม่ต้องแสดงการรับรู้หรือตอบโต้โดยทันที และมีโอกาสได้คิดก่อนตอบสนองนานกว่าการสนทนาต่อหน้าจริงๆ ทำให้คนจำนวนไม่น้อยรู้สึกคุ้นชินกับการสนทนาผ่านโซเชียลมีเดีย แต่กลับทำตัวไม่ถูกและขาดทักษะการสนทนาต่อหน้าจริงๆ รวมทั้งการเสพติดสื่อมากๆ เนื่องจากทั้งความคุ้นชินนั้นและความเพลิดเพลินจากความหลากหลายของโซเชียลมีเดียทำให้คนใช้เวลากับการเข้าสังคม และการสนทนาในพื้นที่จริงลดน้อยลง ต่างคนต่างก้มหน้าสนทนาผ่านโซเชียลมีเดีย แม้ทุกคนจะอยู่พร้อมหน้า ณ ที่นั้นก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สังคมก้มหน้าดังที่ว่านี้ได้สร้างปัญหาอย่างมากต่อการใช้เวลาด้วยกันอย่างมีคุณภาพของครอบครัว และยิ่งเมื่อสื่อสังคมออนไลน์ยกระดับสันทนาการด้วยการรวมเอาเกมออนไลน์เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสื่อสังคมออนไลน์&amp;nbsp; การเล่นเกมออนไลน์กลายเป็นการเล่นเกมเป็นกลุ่มที่ผู้เล่นซึ่งโดยส่วนใหญ่เป็นเด็กหรือวัยรุ่นไม่จำเป็นต้องมารวมกันอยู่ที่เดียวกันในพื้นที่จริง แต่มาพบปะกันในรูปแบบ &amp;ldquo;Avatar&amp;rdquo; ซึ่งเป็นตัวจำลองของตัวเองเพื่อเล่นเกมร่วมกัน ใช้เวลานานและใช้เงินในการเล่นเกมมากขึ้นถึงขั้นบั่นทอนทั้งสุขภาวะทางปัญญา กาย จิต และสังคมไปพร้อมๆ กัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สื่อสังคมออนไลน์เชื่อมต่อกับทุกมิติของสุขภาวะไปพร้อมๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นด้านปัญญากาย จิต หรือสังคม ผลกระทบที่เกิดขึ้นมีทั้งแง่ที่ทำให้สุขภาวะดีขึ้นเนื่องมาจากการใช้อย่างสร้างสรรค์ และแง่ที่บั่นทอนสุขภาวะเนื่องจากการใช้อย่างเห็นแก่ตัวโดยไม่คำนึงถึงผลเสียที่เกิดแก่ผู้อื่น พัฒนาการทางเทคโนโลยีสื่อสังคมออนไลน์ดูจะทำให้สื่อสังคมออนไลน์ยิ่งมีความ &amp;ldquo;คม&amp;rdquo; มากขึ้นต่อสุขภาวะ ทั้งในด้านคมที่เป็นประโยชน์และคมที่เป็นโทษ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การใช้สื่อสังคมออนไลน์เพื่อเสริมสร้างสุขภาวะ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว ย่อมดีเสมอ&amp;rdquo; จริงๆ แล้วสื่อสังคมออนไลน์เป็นเพียงนวัตกรรมการสื่อสารอย่างหนึ่ง ไม่มีความดีหรือความเลวโดยตัวของมันเอง การใช้และผลของการใช้จะเป็นอย่างไรย่อมขึ้นกับผู้ใช้เป็นผู้ปรุงแต่งขึ้น ไม่ผิดอะไรไปจากการค้นพบพลังงานปรมาณูที่สามารถใช้ในทางอธรรมให้ล้างผลาญและเสียหายแก่มนุษย์โลกได้&amp;nbsp; แต่ก็สามารถใช้เพื่อประโยชน์ในทางสันติได้ ในขณะเดียวกันการค้นพบและพัฒนาสื่อสังคมออนไลน์จากอดีตมาจนถึงปัจจุบันนับเป็นความสำเร็จที่สำคัญทางวิทยาศาสตร์การสื่อสาร เราต้องหาทางใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างสูงที่สุดในทางดี และพยายามหาทางป้องกันทางเสียหายให้ได้มากที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในขณะที่คุณประโยชน์อันสำคัญอย่างหนึ่งของสื่อสังคมออนไลน์คือ ความมีอิสระในการเข้าถึงและการสร้างข้อมูลด้วยตัวผู้ใช้เอง ทำให้สื่อสังคมออนไลน์เป็นของคนทุกเพศ ทุกวัย ทุกชนชั้น และทุกชนชาติ ปัญหาใหญ่ของการป้องกันภัยร้ายจากสื่อสังคมออนไลน์ก็คือความอิสระของการเข้าถึงสื่อสังคมออนไลน์นี่เอง เพราะทำให้การควบคุมความเป็นไปในอาณาจักรอันกว้างใหญ่นี้ทำได้ยากเย็นเป็นอย่างยิ่ง การจะสร้างกฎเกณฑ์ กลไก หรือโครงสร้างขนาดใหญ่เพื่อควบคุมการเข้าออก กำหนดและติดตามพฤติกรรมการใช้ให้เป็นไปแต่ในทางปลอดภัยเหมือนกับการสร้างคุกวงแหวน (Panopticon) ตามแนวสถาปัตยกรรมเรือนจำ (Prison architecture) ของ Jeremy Betham ที่มักนำไปใช้กับทั้งเรือนจำและสถานบำบัดทางจิตเมื่อช่วงปลายศตวรรษที่ 18 นั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย และแม้จะทำได้ เช่น การสร้างช่องทางควบคุมการส่งสัญญาณ (Gateway) หรือการสร้างตาข่ายเพื่อดักกรองข้อมูลก็ทำได้ไม่เต็มที่ หรือไม่เป็นที่ยอมรับ และแม้จะทำได้ก็เท่ากับเป็นการลดทอนความสามารถสำคัญและพลังของสื่อสังคมออนไลน์ กลายเป็นการปฏิเสธความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีไปอย่างน่าเสียดาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อไม่มีทางที่จะสร้างการควบคุมการใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างเบ็ดเสร็จเช่นนี้ ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์จึงต้องมีหน้าที่ที่จะต้องเฝ้าระวังการใช้ด้วยตนเอง และช่วยกันเป็นหูเป็นตาระแวดระวังภัยร้ายต่างๆ ที่สื่อสังคมออนไลน์จะนำมา เมื่อพบเห็นสื่อสังคมออนไลน์ที่อาจเป็นอันตรายต่อสังคมและคนใกล้ชิด โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีความเปราะบาง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเด็กหรือผู้สูงอายุที่อาจได้รับผลร้ายจากสื่อสังคมออนไลน์ได้โดยง่าย การรู้เท่าทันสื่อสังคมออนไลน์ (Online social media literacy) ซึ่งเป็นการรู้ทั้งประโยชน์และโทษของสื่อสังคมออนไลน์ เป็นข้อมูลสำคัญที่ต้องมีการเผยแพร่ให้แก่ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างข้อมูลเพื่อส่งต่อไปยังผู้อื่นหรือการส่งต่อข้อมูลที่ตนเองได้รับมา รวมทั้งการรับข้อมูลผ่านสื่อสังคมออนไลน์ที่ต้องมีวิจารณญาณ ไตร่ตรองว่าเชื่อได้และถูกต้องมากน้อยเพียงใด การส่งต่อ (Share) จะส่งผลอย่างไร เหมาะสมกับผู้ที่จะได้รับหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การปลูกฝังจริยธรรมในสื่อสังคมออนไลน์ (Online social media ethics) และมารยาทในสื่อสังคมออนไลน์ (Online social media etiquette) เป็นสิ่งที่ควรได้รับการปลูกฝังให้กับคนที่อยู่ในสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อให้ตระหนักรู้ถึงสิ่งที่ควรทำหรือไม่ควรทำ รวมไปถึงวินัย กาละและเทศะในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ว่าที่ใดควรใช้ ที่ใดไม่ควรใช้ เมื่อใดควรใช้ เมื่อใดไม่ควรใช้ ใช้มากเกินไปแล้วหรือไม่ ใช้อย่างเหมาะสมแล้วหรือไม่ ซึ่งหากจะกล่าวโดยทั่วไปแล้วจริยธรรมในสื่อสังคมออนไลน์ควรมีพื้นฐานจากจริยธรรมทั่วๆ ไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งการละเมิดจริยธรรมหลายครั้งหลายหนเกิดขึ้นด้วยความไม่ตั้งใจหรือการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เช่น การใช้คำพูดล้อเลียน หรือเหยียดหยามเพศ ชาติพันธุ์และศาสนา เพื่อประจานให้เกิดความอับอาย การละเมิดความเป็นส่วนตัว การให้เกียรติและเคารพซึ่งกันและกัน การเข้าใจในความแตกต่าง การมีใจกว้าง ตระหนักถึงคุณค่าของความแตกต่าง มีมนุษยธรรมในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ เพื่อให้คนในสื่อสังคมออนไลน์อยู่ร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ และลับ &amp;ldquo;คมดี&amp;rdquo; ของสื่อสังคมออนไลน์เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ส่วนรวม การสร้างพลังบวกในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ให้เกิดขึ้นทั้งในผู้ใช้แต่ละคนและในระหว่างกลุ่มผู้ใช้ร่วมกัน จะทำให้เกิดกลไกการเฝ้าระวังการใช้สื่อสังคมออนไลน์ (Online social media surveillance) อย่างไม่เป็นทางการโดยไม่ต้องทำเป็นกฎเกณฑ์หรือโครงสร้างที่บีบรัดแน่นหนาเกินไปจนไม่เหมาะสมกับการปฏิบัติในบางบริบท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม ในการส่งเสริมการเฝ้าระวังในระดับบุคคลจะมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นหากได้รับการสนับสนุนที่ดีจากกลไกทางสังคมในระดับสถาบัน โดยเฉพาะสถาบันครอบครัว ซึ่งเป็นส่วนที่ใกล้ชิดที่สุดกับกลุ่มผู้ใช้ที่มีความเสี่ยง 2 กลุ่ม คือ กลุ่มเด็ก และกลุ่มผู้สูงอายุ อันเป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มจะได้รับความเสี่ยงจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือการขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีสมัยใหม่มากกว่ากลุ่มอื่น และความเสี่ยงที่ว่านี้เป็นความเสี่ยงทั้งในแง่ของการรับผลร้าย จากสื่อสังคมออนไลน์ และความเสี่ยงจากการเป็นผู้สร้าง ความเสียหายเองด้วยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม ผู้ใหญ่ควรต้องคอยติดตามการเข้าถึงและการรับรู้ข้อมูลต่างๆ ของเด็ก รวมทั้งสังเกตพฤติกรรมผิดปกติต่างๆ ที่อาจเกิดจากการเสพสื่อสังคมออนไลน์ ควรมีการจำกัดการใช้อย่างเหมาะสม และที่สำคัญคือ ต้องเป็นตัวอย่างการใช้สื่อสังคมออนไลน์ที่ดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในส่วนของสถานศึกษานั้นสามารถแสดงบทบาทเชิงสร้างสรรค์ได้เป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นสถานที่ที่เด็กและเยาวชนใช้เวลาไม่น้อยกว่า 40 ชั่วโมงในแต่ละสัปดาห์ โดยเฉพาะในระดับก่อนอุดมศึกษา ขณะนี้ในบางประเทศ เช่น ฝรั่งเศส มีข้อกำหนดชัดเจนเกี่ยวกับการปริมาณการใช้สื่อสังคมออนไลน์ในห้องเรียนที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้นักเรียนใช้เวลากับสื่อสังคมออนไลน์มากเกินความจำเป็น นอกจากนี้ สถานศึกษายังควรแสดงความชัดเจนเกี่ยวกับแนวทางการใช้สื่อสังคมออนไลน์เพื่อประโยชน์ต่อการเรียนการสอน การสร้างชุมชนเพื่อพัฒนาและแบ่งปันความรู้เกี่ยวกับการใช้สื่อสังคมออนไลน์ที่เหมาะสมในสถานศึกษา การเรียนรู้เกี่ยวกับ สื่อสังคมออนไลน์ในฐานะเครื่องมือการสื่อสาร และขุมทรัพย์ ทางปัญญา และในฐานะสื่อการเรียนยุคใหม่ที่ต้องมีการใช้อย่างชาญฉลาด มีพลัง และมีจริยธรรม รวมทั้งการเฝ้าระวังติดตามพฤติกรรมอันไม่เหมาะสมในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของผู้เรียนและของผู้อื่นที่จะส่งผลกระทบต่อผู้เรียน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับการสาธารณสุขแล้ว ขณะนี้ได้มีการพัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อประโยชน์ทางสุขภาพแล้วอย่างมากมายและมีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความตื่นตัวในการดูแลรักษาสุขภาพ ประกอบกับการเข้าถึงสมาร์ทโฟนอย่างทั่วถึง สิ่งที่น่าเป็นห่วงและยังมีการเฝ้าระวังไม่มากเท่าที่ควรคือการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลต่างๆ ที่ผลิตผ่านแอปพลิเคชันเหล่านี้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้อมูลทางวิทยาศาสตร์สุขภาพที่มีความซับซ้อน ทำให้ผู้รับข่าวสารถูกล่อลวงและหลงเชื่อได้ง่าย เนื่องจากขาดความรู้ความเข้าใจ สถาบันที่มีความเกี่ยวข้องกับการสาธารณสุขควรมีวิธีการตรวจสอบการทำงานของสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสุขภาพ และให้ข้อมูลที่ถูกต้องออกมาเป็นระยะ เพื่อให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในแง่ของกลไกระดับรัฐ ซึ่งควรเป็นผู้รับผิดชอบนโยบายการใช้สื่อสังคมออนไลน์ในภาพรวม ควรแสดงบทบาทในการสร้างสถาปัตยกรรมการสื่อสารออนไลน์ที่ไม่ได้เน้นแต่เพียงการเข้าถึง แต่ต้องเน้นการสร้างระบบเฝ้าระวังอัจฉริยะที่ไม่บีบรัดและจำกัดการใช้มากเกินไปจนกระทบต่อการใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างสร้างสรรค์ มีความเด็ดขาดในการชี้ชัดว่าการใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างใดที่เป็นผลเสียต่อสังคมโดยรวม ส่งเสริมการเฝ้าระวังและการใช้สื่อสังคมเชิงสร้างสรรค์เพื่อการพัฒนาในระดับต่งๆ อย่างทั่วถึง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 12 หมวดตัวชี้วัด สุขภาพประชากรเปราะบาง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;สถานภาพ&amp;rdquo; ทางกฎหมาย เศรษฐสังคม เพศและเพศวิถี สุขภาพและความพิการ หรือแม้แต่ วัยของบุคคล เป็นได้ทั้งสาเหตุหรือผลที่เกิดจาก &amp;ldquo;การถูกแบ่งแยกหรือกีดกันทางสังคม&amp;rdquo; จากการตีตรา อคติไม่ยอมรับ เลือกปฏิบัติ ถูกหาประโยชน์ หรือความรุนแรง ปัจจัยทั้งหมดนี้มีผลต่อไปยัง &amp;ldquo;สิทธิและการเข้าถึง&amp;rdquo; ในการได้รับบริการสาธารณะที่จำเป็น การได้รับโอกาส ได้รับการคุ้มครองและหลักประกันทางสังคมในด้านต่างๆ ทั้งการทำงานและการมีรายได้ การมีส่วนร่วมทางสังคมและการเมือง รวมถึงการเข้าถึงบริการทางสุขภาพ การศึกษา บริการสาธารณะและสวัสดิการของรัฐ ซึ่งหากขาดไปอาจนำไปสู่ &amp;ldquo;ความเปราะบาง&amp;rdquo; และผลเชิงลบต่อ &amp;ldquo;ปัจจัยทางสังคมที่กำหนดสุขภาพ&amp;rdquo; ของบุคคล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สุขภาพคนไทย 2562 นำเสนอตัวชี้วัดสุขภาพประชากร เปราะบางใน 12 หมวด โดย 2 หมวดแรกเกี่ยวกับประชากรข้ามชาติ กลุ่มเปราะบางในประเทศไทย และประชากรไทยข้ามชาติที่ทำงานหรือใช้ชีวิตอยู่ในต่างประเทศ หมวด 3-6 เกี่ยวกับประชากรกลุ่มที่มีความเปราะบางและความเสี่ยงจากสถานภาพทางสังคม เพศและเพศวิถี และเศรษฐกิจ ได้แก่ ผู้ต้องขัง พนักงานบริการ และผู้ใช้สารเสพติด กลุ่มเพศวิถีนอกขนบ คนจนและผู้มีรายได้น้อย รวมถึงกลุ่มประชากรที่มีลักษณะครอบครัวที่เปราะบาง หมวด 7-9 เกี่ยวกับประชากรกลุ่มที่มีความเปราะบางและความเสี่ยงจากสถานภาพทางสุขภาพและความพิการ ได้แก่ คนพิการ ผู้ติดเชื้อเอชไอวี และผู้ป่วยวัณโรค และกลุ่มเปราะบางจากปัญหาสุขภาพจิต หมวด 10-12 เกี่ยวกับประชากรกลุ่มที่มีความเปราะบางและความเสี่ยงจากสถานภาพทางวัย ได้แก่ เด็กเปราะบาง วัยรุ่น และผู้สูงอายุ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แรงงานข้ามชาติและผู้ติดตาม คนไร้รัฐไร้สัญชาติ และผู้ลี้ภัย ซึ่งคาดว่ามีจำนวนมากถึง 5 ล้านคนในประเทศไทยเป็นกลุ่มประชากรที่เปราะบางจากปัญหา หรือข้อจำกัดด้านสถานะทางทะเบียน การได้รับอนุญาตทำงาน รวมถึงการมีหลักประกันทางสุขภาพ สำหรับคนไทยในต่างแดน ปัจจุบันมีจำนวนมากกว่า 1 ล้านคน ในจำนวนนี้ประมาณ 1.55 แสนคนเป็นกลุ่มแรงงานที่ไปทำงานในต่างประเทศ คนไทยที่ตกทุกข์ได้ยากและสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือจากสถานทูตไทยต่อปีมีจำนวนประมาณ 1-1.5 หมื่นคน อย่างไรก็ตามกลุ่มที่ประสบปัญหาและตกทุกข์ได้ยากแต่ไม่สามารถเข้าถึงความช่วยเหลือได้ยังไม่มีตัวเลขที่ยืนยันได้แน่ชัด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การตีตรา กีดกันและแบ่งแยกบนพื้นฐานสถานภาพหรือพฤติกรรมของบุคคลที่ต่างไปจากบรรทัดฐานทั่วไปของสังคม เป็นที่มาสำคัญของความเปราะบางในกลุ่มผู้ต้องขัง พนักงานบริการและผู้ใช้สารเสพติด รวมถึงกลุ่มเพศวิถีนอกขนบ การเข้าไม่ถึงบริการด้านสุขภาพที่จำเป็นทั้งในเชิงการป้องกันและส่งเสริมสุขภาพ การรักษาและฟื้นฟูของประชากรกลุ่มนี้ในหลายกรณีเกิดจากปัญหาข้างต้น การตีตราทางสังคมโดยเฉพาะจากกลุ่มหรือบุคคลที่ใกล้ชิด นำไปสู่การตีตราตนเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่แก้ไขได้ยากกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ความยากจน ความเหลื่อมล้ำทางรายได้และปัญหาหนี้สินยังคงเป็นความเปราะบางทางเศรษฐกิจที่สำคัญของคนไทยและครัวเรือนไทย แม้จำนวนคนจนซึ่งพิจารณาจากเส้นความยากจนของประเทศไทยจะลดลงต่อเนื่องเหลือประมาณ 5.3 ล้านคน แต่จำนวนผู้มีรายได้น้อยที่ต้องการการช่วยเหลือและสวัสดิการจากภาครัฐยังคงมีอยู่เป็นจำนวนมาก ในระดับครอบครัว ความเปราะบางของครอบครัวไทยมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นจากลักษณะและโครงสร้างครอบครัวที่เปลี่ยนแปลงไป ส่งผลต่อปัญหาสัมพันธภาพในครอบครัวและแนวโน้มการใช้ความรุนแรงที่เพิ่มขึ้น ผู้หญิงและเด็กเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงและความเปราะบางในเรื่องนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คนพิการในไทยมีประมาณ 2 ล้านคน แม้ทางเลือกในการเข้ารับการรักษาพยาบาลและชุดสิทธิประโยชน์ทางสุขภาพของคนพิการในไทยจะเปิดกว้างมากขึ้น แต่ปัญหาความยากจนและการไม่มีงานทำยังคงเป็นความเปราะบางที่สำคัญของคนพิการ ผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยวัณโรค เป็นประชากรที่มีความเปราะบางจากสถานะทางสุขภาพ มีความเสี่ยงจากการเลือกปฏิบัติที่เกิดจากทัศนคติและความเข้าใจที่ยังไม่ถูกต้องบางเรื่องในสังคม ผู้ติดเชื้อเอชไอวีในประเทศคาดว่าเหลือประมาณกว่า 4 แสนราย โดยมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ประมาณ 5,000 คนต่อปี ซึ่งลดลงมากกว่าแต่ก่อน ปัญหาวัณโรคยังคงเป็นความท้าทายจากจำนวนผู้ป่วยรายใหม่ที่ยังค่อนข้างสูง รวมถึงจำนวนผู้ป่วยวัณโรคที่เป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยวัณโรคดื้อยา ประชากรกลุ่มเปราะบางทางด้านสุขภาพอีกกลุ่มที่ละเลยไม่ได้คือ กลุ่มผู้ป่วยจิตเวชและผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิต ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคทางจิตเวช ความเสี่ยงจากการถูกตีตราจากปัญหาสุขภาพจิตยังคงเป็นอุปสรรคของการเข้าถึงการรับบริการวินิจฉัย และการรักษาที่จำเป็น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เด็ก วัยรุ่น และผู้สูงอายุ เป็นกลุ่มประชากรที่มีความเปราะบางจากช่วงวัยและสถานภาพในบางเรื่องที่จำเป็นต้องพึ่งพิงผู้อื่น ในกลุ่มเด็ก ความผิดปกติทางสุขภาพตั้งแต่กำเนิด สภาพทางเศรษฐกิจและการเลี้ยงดูของครอบครัวเป็นปัจจัยกำหนดที่สำคัญของความเปราะบาง ในกลุ่มวัยรุ่นพฤติกรรมเสี่ยงทางสังคม รวมถึงพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ เป็นสาเหตุที่นำไปสู่ความสูญเสียและความเปราะบางในระยะยาวของประชากรวัยนี้ สถานการณ์การตั้งครรภ์ในวัยรุ่นของไทยมีแนวโน้มดีขึ้น แต่ปัญหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การสูญเสียจากอุบัติเหตุบนท้องถนน และพฤติกรรมเสี่ยง เช่น จากการเล่นพนัน เที่ยวกลางคืน รวมถึงการใช้สื่อสังคมออนไลน์ยังเป็นความท้าทายในกลุ่มวัยรุ่นที่ยังต้องช่วยกันดูแล สำหรับกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งในปัจจุบันคิดเป็นเกือบ 1 ใน 5 ของประชากรไทยทั้งหมด การไม่มีผู้ดูแล โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีปัญหาทางสุขภาพ ลักษณะการอยู่อาศัยที่อยู่คนเดียว หรืออยู่เพียงลำพังกับคู่สมรสที่เป็นผู้สูงอายุ รวมถึงความไม่เพียงพอและความไม่มั่นคงของรายได้ในยามสูงอายุ เป็นปัญหาและความเปราะบางของผู้สูงอายุไทยที่ต้องการการดูแลจากทุกภาคส่วน และการเตรียมความพร้อมของประชากรไทยทุกช่วงวัยเพื่อลดความเปราะบางในอนาคตของตนเองเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.ประชากรข้ามชาติในไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;แรงงานข้ามชาติและผู้ติดตาม คนไร้รัฐ ไร้สัญชาติ และผู้ลี้ภัย ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย รวมแล้วคาดว่ามีถึง 5 ล้านคน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การไม่มีเอกสารในการอยู่อาศัยและทำงานที่ถูกต้องตามกฎหมาย ปัญหาสถานภาพทางทะเบียนและสัญชาติ และสถานภาพการเป็นผู้ลี้ภัย นำไปสู่ความเปราะบางและข้อจำกัดในการเข้าถึงสิทธิและบริการที่จำเป็นของประชากรข้ามชาติกลุ่มที่ต้องให้ความสำคัญคือ &amp;ldquo;เด็ก&amp;rdquo; ซึ่งมีทั้งที่เกิดในไทย และบางส่วนย้ายถิ่นหรือลี้ภัยตามพ่อแม่เข้ามา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในด้านจำนวนประชากรข้ามชาติกลุ่มใหญ่ที่สุดเป็นแรงงานย้ายถิ่นจากประเทศเพื่อนบ้าน (เมียนมา กัมพูชา และลาว) ในปี 2561 แรงงานกลุ่มนี้ที่ได้รับอนุญาตทำงานถูกต้องตามกฎหมายมีประมาณ 3.3 ล้านคน แม้จะเป็นตัวเลขที่สูง แต่จำนวนที่แท้จริงคาดว่ามีมากถึง 4.55 ล้านคน 1 หมายความว่า ยังมีแรงงาน รวมถึงผู้ติดตามอีกจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเด็ก ที่ยังไม่มีเอกสารหรือสถานะการอยู่อาศัยหรือทำงานที่ถูกต้อง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในความเป็นคนชายขอบ คนไร้รัฐ ไร้สัญชาติ เป็นกลุ่มที่มีความชัดเจนมากที่สุดจากปัญหาสถานภาพทางทะเบียนและสัญชาติที่ไม่ได้รับการยอมรับให้เป็นคนในชาติจากรัฐใดรัฐหนึ่ง ซึ่งมีผลต่อความเปราะบางและข้อจำกัดในการเข้าถึงสิทธิและบริการที่จำเป็น ทั้งด้านสุขภาพ การศึกษา การประกอบอาชีพ สิทธิการอาศัยและการเดินทาง หรือแม้กระทั่ง การก่อตั้งครอบครัว ในไทยคาดว่าคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติ มีจำนวนมากเกือบ 5 แสนคน ในจำนวนนี้ 2 ใน 5 เป็นกลุ่มเด็กที่เกิดในไทย หรือกำลังศึกษาอยู่ การสนับสนุนและส่งเสริมการเข้าถึงการจดทะเบียนการเกิดของเด็กทุกคนที่เกิดบนผืนแผ่นดินไทยเป็นแนวทางสำคัญในการป้องกันและลดโอกาสในการตกเป็นบุคคลไร้รัฐ ไร้สัญชาติของเด็กข้ามชาติ หลักประกันทางสุขภาพสำหรับประชากรข้ามชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัจจุบันมี 3 ระบบ ได้แก่ ประกันสังคม บัตรประกันสุขภาพแรงงานต่างด้าว และบัตรประกันสุขภาพประชากรต่างด้าว การเข้าไม่ถึงหลักประกันทางสุขภาพส่งผลเป็นความเปราะบางต่อทั้งกลุ่มประชากรข้ามชาติและต่อระบบบริการสุขภาพของประเทศ ในปี 2560 ค่าใช้จ่ายสุขภาพในการให้บริการแก่ประชากรข้ามชาติ เกินครึ่งเป็นส่วนที่ไม่สามารถเรียกเก็บได้ในกลุ่มที่มีหลักประกันสุขภาพ ข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการยังคงเป็นความท้าทาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กลุ่มผู้ลี้ภัยจากการสู้รบ แม้ส่วนใหญ่จะอยู่ภายใต้การดูแลและสนับสนุนจากองค์กรระหว่างประเทศโดยอาศัยอยู่ในที่พักพิงชั่วคราวชายแดนไทย-เมียนมา เป็นอีกกลุ่มที่ละเลยไม่ได้ ปัจจุบันจำนวนผู้ลี้ภัยในไทยมีประมาณ 1 แสนคน เกือบครึ่งเป็นประชากรอายุต่ำกว่า 18 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.คนไทยในต่างแดน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;คนไทยกว่า 1 ล้านคนใช้ชีวิตอยู่ในต่างประเทศ ต่อปีมีจำนวนที่ตกทุกข์และขอรับความช่วยเหลือจากสถานทูตไทยในต่างประเทศประมาณ 1 ถึง 1.5 หมื่นคน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แม้การเดินทางไปทำงานในต่างประเทศของแรงงานไทยมีแนวโน้มลดลง แต่รายได้จากเงินส่งกลับยังคงเพิ่มขึ้นและเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมการพัฒนาประเทศ การใช้ชีวิตในต่างแดน เมื่อตกทุกข์ได้ยากจะยิ่งเพิ่มความเปราะบาง ซึ่งคนไทยกลุ่มนี้ไม่ควรถูกลืม หรือทอดทิ้ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปลายทางประเทศที่คนไทยเดินทางไปทำงานมากที่สุด ได้แก่ ไต้หวัน อิสราเอล สาธารณรัฐเกาหลี ตามลำดับ ในปี 2561 มีจำนวนแรงงานไทยที่กำลังทำงานอยู่ใน 3 ประเทศนี้รวมกันมากถึง 1.2 แสนคน คิดเป็น 3 ใน 4 ของจำนวนแรงงานไทยทั้งหมดที่ทำงานในต่างประเทศ ในช่วงที่ผ่านมา จำนวนการขออนุญาตเดินทางไปทำงานในต่างประเทศของคนไทย ซึ่งรายงานโดยกรมการจัดหางานลดลงจากเกือบ 1 แสนคนในปี 2550 เหลือเพียงประมาณกว่า 6 หมื่นคนในปีที่ผ่านมา ประมาณร้อยละ 80 เป็นแรงงานชาย แม้จำนวนจะลดลงแต่ประมาณการเงินรายได้ที่ส่งกลับประเทศจากแรงงานในต่างแดนยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ในปี 2561 มีมูลค่ามากถึง 1.35 แสนล้านบาท ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการที่แรงงานไทยที่ไปทำงานในต่างประเทศมีแนวโน้มเป็นกลุ่มที่มีระดับการศึกษาและทักษะสูงเพิ่มมากขึ้นกว่าแต่ก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คนไทยทั้งหมดในต่างแดนรวมกลุ่มที่เป็นแรงงานและที่ไปอาศัยใช้ชีวิต ณ ปัจจุบันมีจำนวนประมาณ 1.14 ล้านคน ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในประเทศแถบทวีปอเมริกาเหนือและยุโรป จากข้อมูลการช่วยเหลือคนไทยในต่างประเทศของกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ในปี 2560 มีคนไทยที่ตกทุกข์และได้รับการช่วยเหลือจากสถานทูตไทย 11,262 คน ส่วนใหญ่เป็นปัญหาทั่วไป เช่น หนังสือเดินทางหรือทรัพย์สินสูญหาย หรือปัญหาการเจ็บป่วยแต่กลุ่มที่ประสบปัญหารุนแรงก็มีเช่นกัน โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานซึ่งมีบางส่วนเดินทางทำงานในต่างประเทศด้วยเอกสารวีซ่าผิดประเภท รวมถึงบางส่วนที่ตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ จำแนกตามภูมิภาค สัดส่วนคนไทยที่ตกทุกข์พบในภูมิภาคตะวันออกกลางมากที่สุด ตามมาด้วยภูมิภาคเอเชีย-ตะวันออกเฉียงใต้ และเอเชีย-ตะวันออก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.ผู้ต้องขัง พนักงานบริการทางเพศ และผู้ใช้สารเสพติด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;การเปิดใจ ให้ความเข้าใจ และให้โอกาสทางสังคม เป็นพลังสำคัญเพื่อสร้างความเข้มแข็งและลดความเปราะบาง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คนจำนวนหนึ่งในสังคมกลายเป็นประชากรกลุ่มที่มีความเปราะบาง เนื่องจากถูกตีตรา ถูกกีดกันและแบ่งแยกด้วยสถานภาพทางสังคม หรือพฤติกรรมบางอย่างที่สังคมตัดสินว่าผิดหรือไม่เหมาะสม เช่น ผู้ต้องขัง พนักงานบริการทางเพศ และผู้ใช้สารเสพติด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประเทศไทยติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก อันดับ 3 ของเอเชีย และอันดับ 1 ของอาเซียน ที่มีจำนวนผู้ต้องขังมากที่สุด ส่งผลให้เกิดสถานการณ์ &amp;ldquo;คนล้นคุก&amp;rdquo; กลายเป็นข้อจำกัดด้านการดูแลสุขภาพ ทำให้มีผู้ต้องขังจำนวนมากไม่ได้รับบริการด้านสุขภาพ ส่งผลให้เกิดภาวะเจ็บป่วยในเรือนจำ นอกจากนี้ผู้ต้องขังกว่า 25,000 คน พบว่าไม่มีเลขประจำตัว 13 หลัก ไม่ทราบสิทธิบริการตรวจสุขภาพและไม่มีสิทธิประกันสุขภาพรองรับ ซึ่งยิ่งเพิ่มความเปราะบางในการเข้าไม่ถึงบริการสุขภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับกลุ่มพนักงานบริการทางเพศ สถานการณ์การติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์มีแนวโน้มดีขึ้น โดยเฉพาะพนักงานบริการหญิง อย่างไรก็ตามสถานการณ์การตีตราจากสังคมยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะจากระบบบริการสุขภาพ ส่งผลให้พนักงานบริการจำนวนหนึ่งตัดสินใจไม่ไปรับบริการ ทำให้ขาดโอกาสในการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพที่จำเป็น และอาจเสี่ยงที่จะติดเชื้อเอชไอวีเพิ่มขึ้น พนักงานบริการหญิงกว่าครึ่งและถึง 1 ใน 5 ของพนักงานบริการชาย &amp;ldquo;เคยตีตราตนเอง&amp;rdquo; ซึ่งเป็นผลจากการเคยถูกตีตรา หรือกลัวการถูกตีตราจากสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กลุ่มผู้ใช้สารเสพติดเป็นกลุ่มที่ภาครัฐพยายามเร่งแก้ปัญหา โดยกำหนดแนวทางการช่วยเหลือผู้เสพยาเสพติดภายใต้กรอบคิด &amp;ldquo;ผู้เสพ คือ ผู้ป่วย&amp;rdquo; และให้โอกาสเข้ารับการบำบัดรักษาอย่างถูกต้องในสถานพยาบาลของรัฐทุกแห่งทั่วประเทศ หลังจากที่ผู้เสพได้รับการบำบัดรักษาแล้วจะให้การติดตามช่วยเหลือส่งเสริมการประกอบอาชีพ เพื่อให้ได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ ผู้เสพที่สมัครใจเข้ารับการบำบัดรักษาในโรงพยาบาลรัฐจะสามารถสมัครงานได้โดยไม่เสียประวัติและไม่ถูกลงบันทึกอาชญากรรม จากผลการคัดกรองผู้ป่วยสารเสพติดปี 2561 ในระดับ &amp;ldquo;ผู้ใช้&amp;rdquo; แม้ว่าจะมีแนวโน้มลดลง แต่ในระดับ &amp;ldquo;ผู้เสพ&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;ผู้ติด&amp;rdquo; ยังมีจำนวนเพิ่มขึ้น สิ่งที่ควรทำคือ หลังจากผู้เสพบำบัดและได้รับการส่งเสริมเพื่อได้ประกอบอาชีพแล้ว ทั้งครอบครัว สังคมชุมชน ต้องให้โอกาสและให้ความเข้าใจเพื่อจะได้ไม่กลับไปเป็นผู้เสพซ้ำอีก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 4.กลุ่มเพศวิถีนอกขนบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;ชายมีเพศสัมพันธ์กับชาย และคนข้ามเพศ คาดว่ามีประมาณร้อยละ 2 ของประชากรชายไทย&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;การตีตรา&amp;rdquo; เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้กลุ่มเพศวิถีนอกขนบเป็นประชากรที่มีความเปราะบาง โดยเฉพาะการตีตราตนเอง ซึ่งสะท้อนถึงความรู้สึกภายในที่กลัวปฏิกิริยาทางลบจากสังคม กลายเป็นอุปสรรคในการเข้าถึงและเข้าใช้บริการทางสุขภาพที่จำเป็นอย่างรู้สึกเต็มภาคภูมิ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การคาดประมาณจำนวนประชากรกลุ่มเพศวิถีนอกขนบทำได้ค่อนข้างยาก ความเหลื่อมล้ำของการจำกัดความ วิธีการและข้อมูลยังมีสูง เช่น งานของ Baral et al. (2018) ซึ่งใช้ข้อมูลจาก Application Hornet ให้ตัวเลขชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายในไทยที่ประมาณ 1.17 ล้านคน ขณะที่ ประมาณการจาก UNAIDS คาดว่าชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายและคนข้ามเพศ น่าจะมีประมาณ 653,000 คน หรือราวร้อยละ 2 ของประชากรชายไทย ข้อสังเกตคือ การศึกษาและคาดประมาณจำนวนประชากรกลุ่มเพศวิถีนอกขนบที่ผ่านมา โดยมากมุ่งเน้นกลุ่มชายรักชาย อาจด้วยเหตุผลว่าเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงด้านเอชไอวีสูง ข้อมูลกลุ่มหญิงรักหญิงจึงค่อนข้างหาได้จำกัดกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กลุ่มชายรักชายและหญิงข้ามเพศเป็นกลุ่มประชากรหลัก (key populations) ที่สำคัญในงานเอชไอวีของไทย จากตัวเลขความชุกของการติดเชื้อเอชไอวีที่ค่อนข้างสูง แม้ที่ผ่านมาจากผลสำรวจสภาวะทางสังคม วัฒนธรรม และสุขภาพจิต สังคมไทยจะมีแนวโน้มยอมรับกลุ่มเพศวิถีนอกขนบมากขึ้น ทั้งในด้านการแสดงออกและรสนิยมทางเพศ แต่ปัญหาการตีตราดูจะยังเป็นอุปสรรคในการเข้าถึงบริการการป้องกันและการดูแลรักษาสำหรับผู้ติดเชื้อกลุ่มเพศวิถีนอกขนบอยู่ การสำรวจในปี 2559 พบการตีตราตนเองในกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายและหญิงข้ามเพศเป็นสัดส่วนที่สูงถึงประมาณ 1 ใน 5 รองลงมาคือการถูกตีตราในที่ทำงานหรือสถานศึกษา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การแต่งงานระหว่างเพศเดียวกันเริ่มเป็นที่ยอมรับมากขึ้น และสามารถทำได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายในหลายประเทศ โดยมากในแถบยุโรปและอเมริกา เป็นที่น่าสังเกตว่ายังไม่มีประเทศในเอเชียที่อนุญาตการแต่งงานระหว่างเพศเดียวกัน รวมถึงประเทศไทย.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53548</URL_LINK>
                <HASHTAG>excite, excitethaipost, ฉบับพิเศษ, สุขภาวะของคนไทยในโลกโซเชียล, สุขภาวะของคนไทยในโลกโซเชียล มนุษย์สองโลกแห่งศตวรรษที่ 21, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191230/image_big_5e09eefcca9fc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53492</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/12/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/12/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>4 ผลงานดีๆเพื่อสุขภาพคนไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; FAO ยกย่องสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในการประชุมสมัชชาองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก สมัยที่ 34 ณ เมืองนาดี สาธารณรัฐฟิจิ เมื่อวันที่ 11-13 เมษายน 2561 ภายใต้หัวข้อ &amp;ldquo;การขจัดความอดอยาก หิวโหย&amp;rdquo; นายโฮเซ กราเชียโน ดา ซิลวา ผู้อำนวยการใหญ่ของ FAO ได้กล่าวยกย่องสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในฐานะทูตพิเศษ (Special Ambassador) ของสหประชาชาติด้านการขจัดความหิวโหย (Zero Hunger) เนื่องจากพระองค์ทรงงานด้านการพัฒนาโภชนาการและความมั่นคงอาหารมาอย่างต่อเนื่อง ทรงเป็นผู้นำและต้นแบบในการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนอาหาร และปรับปรุงโภชนาการของเด็กนักเรียนในถิ่นทุรกันดารมานานกว่า 30 ปี เช่น โครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน กองทุนพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งยังมีพระราชดำริให้ดำเนินโครงการความร่วมมือกับประเทศต่างๆ เช่น ลาว เมียนมา กัมพูชา ภูฏาน และบังกลาเทศ เป็นต้น ต่อมาในปี 2559 ได้ทรงเป็นประธานในพิธีเปิดการจัดตั้งภาคีพัฒนาโคนมแห่งเอเชีย ส่งเสริมและพัฒนางานด้านโคนม เพื่อให้นำนมมีคุณภาพ และยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรโคนมในระดับภูมิภาค ซึ่งเป็นการส่งเสริมโครงการอาหารเสริมนมโรงเรียนของรัฐบาลไทย เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดสารในเด็กวัยเรียน และสนับสนุนอุตสาหกรรมโคนมด้วย ทั้งนี้ FAO ได้แจกจ่ายเอกสารเผยแพร่พระราชกรณียกิจของกรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ในที่ประชุมด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; WHO ชื่นชมความสำเร็จไทยในการขจัดโรคเท้าช้าง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในโอกาสการเข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรี เพื่อเข้าร่วมการประชุมนานาชาติรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล (PMAC) ประจำปี 2561 เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2561 นายทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส (Dr.Tedros Adhanom Ghebreyesus) ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้กล่าวแสดงความชื่นชมประเทศไทยที่แสดงบทบาทสำคัญในประเด็นสุขภาพโลกจนประสบความสำเร็จในหลายด้าน โดยเฉพาะความสำเร็จในการขจัดโรคเท้าช้างให้หมดไปจากประเทศ อีกทั้งสามารถยุติปัญหาการถ่ายทอดเชื้อ HIV จากแม่สู่ลูก พัฒนาประสิทธิภาพในการจัดการกับปัญหากามโรค และดำเนินนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการด้านสุขภาพอย่างทั่วถึง ทั้งนี้ ได้ &amp;ldquo;มอบโล่เกียรติยศ&amp;rdquo; ยกย่องผลสำเร็จที่ประเทศไทยสามารถขจัดโรคเท้าช้างให้หมดไปจากประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โรคเท้าช้างเคยเป็นปัญหาสาธารณสุขของประเทศไทยในอดีต โรคเท้าช้างเกิดจากหนอนพยาธิซึ่งมียุงเป็นพาหะ ส่วนใหญ่ผู้ที่ได้รับเชื้อจะไม่แสดงอาการ แต่หากไม่ได้รับการรักษาจะมีการอักเสบเฉียบพลัน เป็นๆ หายๆ ของต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ ขาหนีบ จนกระทั่งมีความพิการแขนขาหลังจากที่ได้รับเชื้อไปประมาณ 3-5 ปี โดยที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุขได้ดำเนินมาตรการที่เข้มงวดในการป้องกันควบคุมโรคเท้าช้าง ทั้งการตรวจโรคในแรงงานข้ามชาติ การจ่ายยาดีอีซี (DEC-Diethycarbamazine citrate) และการเฝ้าระวังด้วยการเจาะเลือด เพื่อไม่ให้คนไทยป่วยด้วยโรคนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้โรคเท้าช้างกลับมาแพร่ระบาดในประเทศไทยอีก โดยหากมีการตรวจพบแรงงานข้ามชาติที่มีเชื้อโรคเท้าช้างก็จะเข้าสู่กระบวนการรักษาทันที&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สั่งห้ามไขมันทรานส์ ลดความเสี่ยงโรค NCDs&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กระทรวงสาธารณสุขได้ออกประกาศห้ามการผลิต นำเข้า และจำหน่ายไขมันทรานส์ (Trans fatty acids) เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยประกาศ สธ. เลขที่ 388 พ.ศ.2561 &amp;ldquo;เรื่อง กำหนดอาหาร ที่ห้ามผลิต นำเข้าหรือจำหน่าย ซึ่งกำหนดให้น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนและอาหารที่มีน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนเป็นส่วนประกอบเป็นอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้าหรือจำหน่าย&amp;rdquo; ได้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2562 โดยผู้ฝ่าฝืนจะมีโทษตามมาตรา 50 แห่งพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 2 ปี และปรับตั้งแต่ 5,000 บาท ถึง 20,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การออกประกาศฉบับดังกล่าวทำให้ไทยเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่สั่งห้ามไขมันทรานส์ งานวิจัยบ่งชี้ว่า &amp;ldquo;ไขมันทรานส์&amp;rdquo; จะเพิ่ม &amp;ldquo;ความเสี่ยง&amp;rdquo; ของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด อีกทั้งยังส่งผลต่อน้ำหนักและไขมันส่วนเกิน เพิ่มความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และโรคไขมันอุดตันในนเส้นเลือดอีกด้วย อาหารที่มีส่วนผสมของไขมันทรานส์ ได้แก่ เนยเทียมหรือมาการีน เนยขาว ครีมเทียมหรือคอฟฟี่เมต นมข้นหวาน นมข้นจืด วิปปิ้งครีม ขนมที่ผลิตปริมาณมากๆ จากโรงงาน ของทอดต่างๆ รวมถึงเบเกอรี่ที่ใช้เนยเทียมในการอบ และอาหารสำเร็จรูป เช่น ขนมปังกรอบ แครกเกอร์ อาหารจากโรงงาน ขนมถุง และฟาสต์ฟู้ด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ร่วมมือกับภาคีเครือข่าย ทั้งสถาบันการศึกษาและภาคอุตสาหกรรมอาหาร เพื่อเตรียมความพร้อมของผู้ประกอบการผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้จำหน่าย เพื่อสร้างความเข้าใจและสามารถปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมจัดทำคู่มือเพื่อให้ผู้บริโภคมีความเข้าใจเกี่ยวกับไขมันทรานส์อย่างถูกต้อง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; WHO รับรองยาต้านไวรัสเอดส์ของไทย คุณภาพเทียบเท่ายาต้นแบบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผลิตภัณฑ์ยาต้านไวรัสเอดส์ของไทยได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ตามมาตรฐาน WHO Prequalification Program (WHO PQ) ทำให้ไทยเป็นประเทศเดียวในกลุ่มประเทศอาเซียนที่ได้รับรองมาตรฐานดังกล่าว โดยผลิตภัณฑ์ยาต้านไวรัสเอดส์ Efavirenz Tablets 600 mg ขององค์การเภสัชกรรม ซึ่งผลิตที่โรงงานผลิตยารังสิต&amp;nbsp; คลอง 10 อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทมุธานี เป็นยารายการแรกของประเทศไทยที่ได้รับรองมาตรฐาน WHO PQ ซึ่ง WHO ได้ขึ้นบัญชีรายการยา Efavirenz Tablets 600 mg ขององค์การเภสัชกรรมไว้ใน WHO Prequalified List &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ยาต้านไวรัสเอดส์ Efavirenz Tablets 600 mg เป็นยาที่ผู้ป่วยเอดส์มีความจำเป็นต้องใช้ เนื่องจากเป็นยาต้านไวรัสสูตรแรก ตามแนวทางการตรวจรักษาและป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีของประเทศไทย ปัจจุบันมีผู้ติดเชื้อที่ใช้ยานี้ประมาณ 80,000 ราย ซึ่งช่วยลดปริมาณเชื้อเอชไอวีในร่างกายและทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ดีขึ้น รวมทั้งลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อเอชไอวี เช่น การติดเชื้อของโรคฉวยโอกาส ซึ่งเสี่ยงต่อการป่วยเป็นวัณโรค การติดเชื้อที่นำไปสู่การเป็นมะเร็งปากมดลูก มะเร็งทวารหนัก และช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวีให้ดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ยาต้นแบบมีราคาสูงถึงกระปุกละกว่า 1,000 บาท แต่ยาต้านไวรัสเอดส์ Efavirenz ขององค์การเภสัชกรรม ที่มีคุณภาพเทียบเท่ายาต้นแบบ มีราคาเพียงกระปุกละ 180 บาท จึงทำให้ผู้ป่วยในประเทศต่างๆ มีโอกาสเข้าถึงการรักษาได้มากยิ่งขึ้น ผ่านการจัดซื้อยาของกองทุนโลก (Global Fund) และกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) การได้รับการรับรองมาตรฐานครั้งนี้เป็นการยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ยาและมาตรฐานการผลิตยาในระดับสากลของไทยที่ทั่วโลกยอมรับ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 10 สถานการณ์เด่นทางสุขภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.พาราควอตยืดเยื้อ คณะกรรมการวัตถุอันตรายไม่ยอมยกเลิกการใช้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ความพยายามในการผลักดันการห้ามใช้สารเคมีอันตราย 3 ชนิด ได้แก่ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต ยืดเยื้อมาเกือบสองปี ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2562 ที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติ 16 ต่อ 5 เสียง ยังไม่ยกเลิกการใช้สารเคมีดังกล่าว สร้างความผิดหวังให้กับภาคประชาชน นักวิชาการและเครือข่ายด้านสุขภาพทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมที่รับวิถีการเกษตรแบบพึ่งพาสารเคมีกำจัดศัตรูพืชและปุ๋ยเคมีมาตั้งแต่ยุคปฏิวัติเขียว และมีความเข้มข้นในการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชมากขึ้นๆ ในขณะที่ไทยไม่ได้เป็นประเทศผู้ผลิตสารเคมีกำจัดศัตรูพืชเอง โดยเฉพาะสารออกฤทธิ์ (Active Ingredient) จึงต้องนำเข้าจากต่างประเทศทั้งหมด 100% โดยในปี 2560 มีการนำเข้าสารเคมีกำจัดศัตรูพืชหรือวัตถุอันตรายทางการเกษตรมากถึง 197,647 ตัน ในขณะที่ปี 2548 นำเข้าเพียง 75,473 ตัน นั่นหมายความว่าประเทศไทยนำเข้าสารเคมีกำจัดศัตรูพืชมากขึ้น 2.6 เท่าภายในระยะเวลา 12 ปี จากการค้นข้อมูลและการสำรวจของเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN) พบว่าสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีการนำเข้ามาใช้ในประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จำนวนมากกว่า 150 ชนิด เป็นสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีอันตรายร้ายแรง (Highly Hazardous Pesticides; HHPs) ตามเกณฑ์ของ JMPM (FAO/WHO Joint Meeting on Pesticide Management) หรือคณะทำงานร่วมระหว่างองค์การเกษตรและอาหารแห่งสหประชาชาติและองค์การอนามัยโลก ว่าด้วยการจัดการสารเคมีกำจัดศัตรูพืช บทความนี้เป็นการสรุปสถานการณ์การใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช 3 ชนิด คือ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ที่หลายฝ่ายพยายามขับเคลื่อนให้ยกเลิกการใช้ในประเทศไทย นโยบายการใช้สารเคมีดังกล่าวในต่างประเทศ และการต่อสู้เพื่อผลักดันการเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐ โดยการผนึกกำลังของกลุ่มเกษตรกร ภาคประชาชน นักวิชาการ และเครือข่ายด้านสุขภาพของไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สถานการณ์การใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชในประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สารเคมีกำจัดศัตรูพืช 3 ชนิด คือ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ที่หลายฝ่ายพยายามขับเคลื่อนให้ยกเลิกการใช้ในประเทศไทย จัดอยู่ในกลุ่มสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีอันตรายร้ายแรงด้วยเช่นกัน โดยในปี 2560 ไทยนำเข้าสารเคมีกำจัดศัตรูพืช 267 ชนิด เป็นสารพาราควอต 44.50 ล้านกิโลกรัม ไกลโฟเซต 59.85 ล้านกิโลกรัม และคลอร์ไพริฟอส 3.32 ล้านกิโลกรัม รวมสาร 3 ชนิดนี้มากถึง 54.48% ของปริมาณการนำเข้าทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในประเทศไทย พาราควอตเป็นที่รู้จักในชื่อการค้าว่า &amp;lsquo;กรัมม็อกโซน&amp;rsquo; (Grammoxone) เป็นสารเคมีกำจัดวัชพืชชนิดเผาไหม้ นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากทำให้ส่วนที่เป็นสีเขียวของพืชที่ต้องการกำจัดเหี่ยวแห้งไว เป็นยาเผาไหม้ออกฤทธิ์เร็ว ทำให้วัชพืชแห้งเหี่ยวและตายได้ภายใน 1-2 ชั่วโมง โดยไม่มีฤทธิ์ทำลายระบบรากของพืชประธาน แต่ในขณะเดียวกันก็มีผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์ ที่ปรากฏชัดเจน อาทิ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; (1) มีพิษสูงต่อมนุษย์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; (2) เป็นสาเหตุหนึ่งของโรคพาร์กินสัน และส่งผลกระทบต่อระบบประสาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; (3) เป็นปัจจัยเสริมทำให้เกิดโรคเนื้อเน่า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; (4) เป็นสารที่มีความเสี่ยงสูงเกินกว่าที่จะนำมาใช้งานได้อย่างปลอดภัยแม้จะมีการป้องกันที่ดีก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; (5) สามารถผ่านจากมารดาไปสู่ตัวอ่อนในครรภ์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; (6) พบพาราควอตปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมและเข้าสู่ห่วงโซ่อาหาร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ห้ามใช้พาราควอตในกว่า 50 ประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัจจุบันมี 53 ประเทศทั่วโลกที่ยกเลิกการใช้พาราควอต ซึ่งรวมถึงประเทศในสหภาพยุโรป ที่ยกเลิกเมื่อปี 2007 โดยศาลแห่งสหภาพยุโรปมีคำสั่งยกเลิกการใช้พาราควอต เนื่องจากข้อกังวลด้านสุขภาพและการประเมินความปลอดภัยในสารเคมี ส่วนในเอเชีย ห้ามใช้ใน 10 ประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ข้อมูลจากงานวิจัยของ ผศ.ดร.นพดล กิตนะ ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ให้เห็นว่า มีการตรวจพบพาราควอตซึ่งเป็นสารฆ่าหญ้าในกบ ปู หอย แม้ว่าจะเป็นสารที่เน้นใช้กำจัดวัชพืช แต่ก็มีการสะสมไปที่ตัวสัตว์ด้วย ข้อมูลในจังหวัดน่าน พบว่ามีการปนเปื้อนพาราควอต 24-56 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัมในปูนา และ 12.6-1,233.8 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัมในกบหนอง (มาตรฐานไม่เกิน 5 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม) แต่ข้อเรียกร้องดังกล่าวถูกคัดค้านโดยภาคการเกษตรว่ายังมีความจำเป็น เพราะสามารถลดต้นทุนการผลิตได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จุดเริ่มต้นของการต่อสู้เพื่อแบนพาราควอตในไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ยกแรกของการต่อสู้เพื่อผลักดันให้การยกเลิกพาราควอตเริ่มขึ้นเมื่อกระทรวงสาธารณสุขซึ่งเห็นความสำคัญของการบริโภคอาหารที่ปลอดภัย และพบปัญหาที่กระทบต่อสุขภาพของเกษตรกรและประชาชนจากสารพิษที่มีความเสี่ยงสูง จึงได้ตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งเป็นคณะกรรมการร่วมระหว่างกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงหน่วยงานภาควิชาการและภาคประชาชนขึ้น เมื่อเดือนธันวาคม 2559 หลังจากได้รวบรวมข้อมูลทางวิชาการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงมีมติเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2560 ให้ดำเนินการออกประกาศยกเลิกการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช &amp;ldquo;พาราควอตและคลอร์ไพริฟอส&amp;rdquo; โดยให้ยุติการนำเข้าภายในเดือนธันวาคม 2561 และยุติการใช้ทั้งหมดภายในเดือนธันวาคม 2562 หลังจากนั้น 2 สัปดาห์ สภาเกษตรกรแห่งชาติซึ่งเป็นตัวแทนเกษตรกรตามกฎหมาย ได้พิจารณาและมีมติเสนอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยกเลิกการนำเข้าและการใช้สารพาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต พร้อมทั้งให้เร่งดำเนินการหาวิธีการทดแทน เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองสุขภาพของเกษตรกรและผู้บริโภค&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม กรมวิชาการเกษตรได้ดำเนินการรวบรวมข้อมูลทางวิชาการเพื่อหาข้อสรุป (อีกครั้ง) ทั้งๆ ที่ก็มีตัวแทนอยู่ในคณะกรรมการชุดดังกล่าว และมีข้อสรุปเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2560 ว่าเห็นด้วยกับการจำกัดการใช้ไกลโฟเซต แต่สำหรับสารพาราควอตและคลอร์ไพริฟอส กรมวิชาการเกษตรไม่มีความเชี่ยวชาญด้านสุขภาพอนามัย จึงเสนอคณะกรรมการวัตถุอันตรายให้คำปรึกษาด้านข้อกังวลสุขภาพของมนุษย์ก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในระหว่างนั้นภาคประชาชนได้รวมตัวกันในนาม &amp;ldquo;เครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษที่มีอันตรายร้ายแรง&amp;rdquo; เพื่อเคลื่อนไหวสนับสนุนมติของคณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง เมื่อกระทรวงสาธารณสุขเห็นว่าทะเบียนพาราควอตและคลอร์ไพริฟอสกำลังจะหมดอายุลง จึงได้ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีผ่านผู้ว่าราชการจังหวัด 50 จังหวัด เรียกร้องให้กรมวิชาการเกษตรไม่ต่อทะเบียนพาราควอตและคลอร์ไพริฟอส และให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายพิจารณาแบนสารพิษทั้งสองชนิดนี้โดยเร็ว แต่จู่ๆ ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2560 กลับปรากฏข่าวว่า กรมวิชาการเกษตรได้ต่อทะเบียนพาราควอตให้แก่บริษัท ซินเจนทา บริษัท เอเลฟองเต้ และดาว อโกรไซแอนส์ ไปอีก 6 ปี ตั้งแต่ช่วงเดือนตุลาคม 2560 โดยไม่รอผลการตัดสินของคณะกรรมการวัตถุอันตราย โดยมีเหตุผลว่า หากล่าช้าจะทำให้ภาคเอกชนเสียหายและรัฐอาจถูกฟ้องร้องได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การต่อทะเบียนสารเคมีอันตรายดังกล่าวทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงการกระทำนี้ จนกระทั่งสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติแถลงข่าวไม่เห็นด้วย และประณามการต่อทะเบียนสารพาราควอตและคลอร์ไพริฟอสของกรมวิชาการเกษตร ส่วนสมาคมสหพันธ์องค์กรผู้บริโภคก็ได้ทำจดหมายถึงกรรมการสิทธิมนุษยชนให้ตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน กรณีการต่อทะเบียนพาราควอตโดยไม่รอผลการพิจารณาของคณะกรรมการวัตถุอันตราย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลากหลายองค์กรประสานเสียงสนับสนุนการยกเลิกพาราควอต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วันที่ 7 ธันวาคม 2560 คณะกรรมการวัตถุอันตรายได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาควบคุมวัตถุอันตราย พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต ซึ่งเครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษที่มีอันตรายร้ายแรงได้ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด และยื่นจดหมายเรียกร้องให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายใช้ข้อมูลทางวิชาการที่ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือเป็นงานวิจัยที่สนับสนุนโดยบริษัทสารเคมี และป้องกันไม่ให้กรรมการที่มีส่วนได้เสียเข้ามามีส่วนร่วมในการพิจารณา และขอให้เปิดเผยรายงานการประชุมต่อสาธารณะ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในอีกด้านหนึ่ง นายกรัฐมนตรีได้มีข้อสั่งการในเดือนมกราคม 2561 ให้กระทรวงสาธารณสุขเป็นหน่วยงานหลักร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาข้อมูลและผลกระทบของพาราควอต และรายงานเรื่องนี้โดยเร็ว ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2561 กระทรวงสาธารณสุขประชุมหารือเรื่องพาราควอต และผลกระทบจากการใช้ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ประชุมยืนยันตามมติคณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง &amp;ldquo;ให้ยกเลิกการใช้ภายในเดือนธันวาคม 2562&amp;rdquo; อีกทั้งเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2561 คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้แถลงข่าวผลการศึกษาและมีมติให้ดำเนินการตามคณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูงทุกข้อ และขอให้พิจารณากำหนดมาตรการเร่งด่วน ยกเลิกการนำเข้าตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2561 เป็นต้นไป เนื่องจากพบว่าในปี 2560 มีการนำเข้าสารทั้ง 3 ชนิดในปริมาณที่สูงกว่าปีก่อนๆ มาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ แผนการปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2561 ในประเด็นย่อยที่ 1.9 ลด/เลิกการใช้สารเคมีเพื่อการเกษตรที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนและคุณภาพสิ่งแวดล้อม มุ่งเน้นให้มีการห้ามใช้หรือจำกัดการใช้สารเคมี โดยเฉพาะสารพาราควอต โดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ทางวิทยาศาสตร์ที่บ่งบอกถึงอันตรายต่อสุขภาพ รวมทั้งพัฒนาสารทดแทนต่างๆ และทางเลือกในการใช้สารชีวภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในระหว่างนั้น องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ACT) ได้จัดทำโพลสำรวจประเด็นที่ประชาชนสนใจ ปรากฏว่า พาราควอตเป็นหนึ่งในประเด็นที่ประชาชนติดตามมากที่สุด จึงได้จัดเวทีเสวนา &amp;ldquo;คอร์รัปชันในภาคเกษตร ภาค 1 : พาราควอต?&amp;rdquo; ขึ้น นอกจากนี้ยังมีเวทีวิชาการให้ข้อมูลแก่สาธารณะอย่างต่อเนื่อง เช่น ในวันที่ 16 พฤษภาคม 2561 จัดเวทีวิชาการเพื่อให้ข้อมูลเรื่อง &amp;ldquo;ข้อเท็จจริงทางวิชาการในการควบคุมสารเคมีอันตราย : พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส&amp;rdquo; และเรียกร้องให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายพิจารณาเพื่อควบคุมสารเคมีอันตรายทั้ง 3 ชนิดนี้ โดยใช้ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ และคณะผู้จัดการประชุมในครั้งนี้จะส่งหลักฐานทางวิชาการให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายพิจารณายกเลิกพาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต ตามมติของคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คณะกรรมการวัตถุอันตรายสวนกระแสไม่ยอมยกเลิกพาราควอต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แม้หน่วยงานต่างๆ ทั้งฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และเครือข่ายภาคประชาสังคมจะมีความเห็นตรงกันให้ยกเลิกพาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต แต่ในการประชุมของคณะกรรมการวัตถุอันตราย กลับไม่ตอบสนองกับข้อเรียกร้องดังกล่าว โดยในวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 คณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติ &amp;ldquo;ไม่ยกเลิก&amp;rdquo; การใช้สารเคมีพาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต โดยให้เหตุผลว่า ข้อมูลผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพยังไม่เพียงพอ แต่ภายหลังการประชุม รศ.ดร.จิราพร ลิ้มปานานนท์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการคุ้มครองผู้บริโภคในคณะกรรมการวัตถุอันตราย ได้ออกแถลงการณ์ส่วนบุคคลระบุชัดเจนถึงกระบวนการลงมติว่า ก่อนลงมติ ดิฉันได้กล่าวถึงมาตรา 12 วรรค 2 ของ พ.ร.บ.วัตถุอันตรายที่ระบุว่า &amp;ldquo;การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก... กรรมการผู้ใดมีส่วนได้เสียเป็นการส่วนตัวในเรื่องใดกรรมการผู้นั้นไม่มีสิทธิ์ออกเสียงลงคะแนนในเรื่องนั้น&amp;rdquo; ปรากฏว่าไม่มีการแสดงการมีส่วนได้เสีย และไม่มีกรรมการท่านใดสละสิทธิ์ในการลงคะแนน&amp;rdquo; ซึ่งเป็นการแสดงนัยบางอย่างมติของคณะกรรมการวัตถุอันตรายดังกล่าว นำมาซึ่งความเคลื่อนไหวของเครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษที่มีอันตรายร้ายแรง 686 องค์กร โดยได้ชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาลในวันที่ 5 มิถุนายน 2561 และยื่นจดหมายถึงนายกรัฐมนตรีผ่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยตั้งข้อสังเกตต่อกระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการวัตถุอันตรายและการทำงานของคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจฯ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; (1) การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาการควบคุมวัตถุอันตราย ได้เลือกตัวแทนจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และอดีตข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ ถึง 4 คน และอีก 4 คนเลือกจากผู้ที่แสดงจุดยืนสนับสนุนกระทรวงเกษตรฯ จากคณะกรรมการที่มีจำนวน 12 คน ซึ่งล้วนแต่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านผลกระทบต่อสุขภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; (2) อนุกรรมการเฉพาะกิจฯ ดังกล่าวใช้ข้อมูลเก่าล้าสมัยเพื่อโน้มน้าวให้มีการใช้สารพิษร้ายแรงดังกล่าวต่อไป โดยเพิกเฉยต่อข้อมูลเชิงประจักษ์และรายงานใหม่ๆ เป็นจำนวนมาก จนกระทั่งเครือข่ายนักวิชาการจากหลายสถาบัน เช่น สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยนเรศวร ต้องจัดเวทีให้ข้อเท็จจริงทางวิชาการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; (3) กระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการวัตถุอันตราย ในวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 มีกรรมการอย่างน้อย 3 คน มีส่วนได้เสียกับสมาคมค้าสารเคมีกำจัดศัตรูพืช แต่กลับไม่มีการแสดงการมีส่วนได้เสียและไม่มีการสละสิทธิ์ลงคะแนน ซึ่งอาจขัด พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ.2535 มาตรา 12 วรรค 2 พร้อมทั้งเรียกร้องให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายทบทวนมติและพิจารณายกเลิกพาราควอตและคลอร์ไพริฟอส ในเดือนธันวาคม 2562 ตามกรอบเวลาที่กระทรวงสาธารณสุขได้เสนอไว้ และให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินการศึกษาหาวิธีการทดแทนตามมติของสภาเกษตรกรแห่งชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้ตรวจการแผ่นดินให้ยกเลิกพาราควอตใน 1 ปี แต่คณะกรรมการวัตถุอันตรายยื้อให้ใช้ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากเหตุการณ์เรียกร้องหน้าทำเนียบฯ ทำให้ผู้ตรวจการแผ่นดินเข้ามาตรวจสอบประเด็นนี้ และมีคำวินิจฉัยในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2561 ให้ยกเลิกการใช้พาราควอตภายใน 1 ปี ก่อนยกเลิกให้มีการจำกัดการใช้ สร้างการรับรู้กับประชาชนและพัฒนาวิธีการทดแทน และเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 120 วันหลังจากได้รับหนังสือ และให้พัฒนาสารชีวภัณฑ์หรือหาวิธีการอื่นที่ปลอดภัยกว่าให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน ทำให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติทบทวนการควบคุมพาราควอตจากข้อมูลคำวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดิน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2562 ที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติ 16 ต่อ 5 เสียง ยังไม่ยกเลิกการใช้สารเคมีดังกล่าว มติของคณะกรรมการวัตถุอันตรายครั้งนี้เป็นการยืนยันมติที่ประชุมเดิมเมื่อเดือนพฤษภาคม 2561 ไม่ยกเลิกนำเข้าและใช้สารเคมีการเกษตรอันตราย 3 รายการ โดยให้เหตุผลว่า ปัจจุบันยังไม่มีสารหรือมาตรการทดแทน โดยระหว่างนี้ให้กรมวิชาการเกษตรศึกษาวิจัย ลดการใช้และหามาตรการทดแทน คาดว่าในอีก 2 ปีจึงจะยกเลิกได้ถาวร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม บางหน่วยงานของรัฐก็ได้มีคำสั่งแบนสารเคมีดังกล่าวของตนเองบ้างแล้ว เช่น กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชได้ออกประกาศห้ามนำสารพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส เข้าพื้นที่อุทยานแห่งชาติ เพื่อเป็นการคุ้มครอง ดูแล รักษาอุทยานแห่งชาติ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รักษาแหล่งต้นน้ำลำธารในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ ตลอดจนสุขอนามัยของประชาชน ส่วนคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สภาเภสัชกรรม และแพทยสภา ก็ได้เสนอให้พิจารณายกเลิกสารทั้ง 3 ชนิดเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายจะมีมติเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2562 ได้มีความเคลื่อนไหวของสังคมทั้งที่สนับสนุนให้แบนพาราควอต และอีกฝ่ายที่ต่อสู้ไม่ให้แบน รวมทั้งการสับขาหลอกของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เช่น ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เรียกประชุมข้าราชการระดับสูง และให้สัมภาษณ์ว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีความเห็นพ้องว่า ไม่ต้องการให้มีการใช้สารพิษที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ และกระทรวงเกษตรฯ มีมาตรการในการลดการใช้พาราควอต แต่ต้องไปหารือในคณะกรรมการวัตถุอันตรายให้เห็นชอบก่อน และได้กำชับให้อธิบดีทั้ง 5 คนที่เป็นคณะกรรมการวัตถุอันตรายไปประชุมด้วยตัวเอง แต่พอถึงวันประชุม เอกสารที่ผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ ใช้ในการพิจารณานั้นเป็นเพียงข้อเสนอให้จำกัดการใช้ โดยจะมีประกาศกระทรวง 5 ฉบับที่ต้องประกาศใช้ หลังจากนั้นอีก 2 ปีจึงค่อยพิจารณาอีกครั้งว่าจะยกเลิกการใช้หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แม้จะมีมติอัปลักษณ์ของคณะกรรมการวัตถุอันตราย เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2562 แต่เครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เช่น Thai-PAN ก็ได้แสดงจุดยืนที่จะเดินหน้าเคลื่อนไหวเพื่อให้มีการยกเลิกพาราควอตและสารพิษร้ายแรงอื่นๆ ต่อไป โดยสนับสนุนให้ผู้ตรวจการแผ่นดินดำเนินการยื่นเรื่องนี้ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลปกครอง รณรงค์ไม่สนับสนุนสินค้าและบริการจากผู้ผลิตและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนสารพิษร้ายแรง และร่วมกันรณรงค์ไม่ให้บุคคล กลุ่มบุคคล ที่เลือกข้างกลุ่มทุนสารพิษเข้ามามีอำนาจในการบริหารประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เลื่อนแบน &amp;quot;พาราควอต-คลอร์ไพริฟอส&amp;quot; 6 เดือน &amp;quot;ไกลโฟเซต&amp;quot; ใช้ต่อได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สถานการณ์ล่าสุด เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 คณะกรรมการวัตถุอันตรายกลับมีมติเลื่อนแบน &amp;quot;พาราควอต-คลอร์ไพริฟอส&amp;quot; ออกไปอีก 6 เดือน จากเดิมจะเริ่มยกเลิกการใช้ในวันที่ 1 ธันวาคม 2562 เป็นวันที่ 1 มิถุนายน 2563 และจัดการอบรมให้เหมาะสม ส่วน &amp;quot;ไกลโฟเซต&amp;quot; ให้จำกัดการใช้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยคณะกรรมการวัตถุอันตรายชุดใหม่ปฏิบัติหน้าที่เป็นครั้งแรก มีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานพิจารณาทบทวนมติเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2562 หลังปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในฐานะกรรมการวัตถุอันตราย เสนอให้คณะกรรมการพิจารณาทบทวนมติเกี่ยวกับรายชื่อวัตถุอันตราย และระยะเวลาในการบังคับใช้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การประชุมดังกล่าว ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ข้อมูลต่อคณะกรรมการฯ ว่าได้มีการประชุมหารือแนวทางในการปฏิบัติ เพื่อบริหารจัดการวัตถุอันตรายที่ยังคงเหลืออยู่ รวมถึงผลกระทบด้านอื่นๆ พบว่ามีข้อจำกัดในการปฏิบัติ หากจะให้การยกเลิกการใช้วัตถุอันตรายทั้ง 3 รายการ มีผลในวันที่ 1 ธันวาคม 2562 รวมทั้งผลการประชุมรับฟังความคิดเห็น พบว่ามีผู้ไม่เห็นด้วยและมีข้อเสนอแนะเป็นจำนวนมาก เช่น การจัดการสารที่คงค้าง ซึ่งมีจำนวน 23,000 ตันโดยประมาณ ซึ่งหากต้องทำลายจะต้องมีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก และบางส่วนไม่สามารถผลักดันให้ส่งกลับไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผลกระทบที่จะเกิดต่ออุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น อุตสาหกรรมอาหาร อาหารสัตว์ ซึ่งอาจจะไม่สามารถนำเข้าวัตถุดิบที่เป็นผลิตผลทางการเกษตรได้ เนื่องจากอาจมีสารตกค้างอยู่ในผลผลิตดังกล่าว และในประเด็นนี้ยังไม่มีมาตรการในการบริหารจัดการ อีกทั้งผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลังจากมีการประชุมหารือเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติเพื่อบริหารจัดการวัตถุอันตรายที่จะยกระดับให้เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 แล้ว พบว่าไม่สามารถบริหารจัดการได้ หากประกาศจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ธ.ค.62 และยังไม่มีมาตรการรองรับที่เหมาะสมสำหรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อเกษตรกรและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง รวมถึงผลกระทบด้านการค้าระหว่างประเทศ และภาระที่จะเกิดขึ้นกับภาครัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คณะกรรมการวัตถุอันตรายได้พิจารณาข้อเสนอของปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แล้ว หลังการประชุมนานกว่า 3 ชั่วโมง คณะกรรมการวัตถุอันตรายจึงมีมติ ดังนี้ 1.ให้ออกประกาศกำหนดวัตถุอันตรายพาราควอตและคลอร์ไพริฟอสเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 โดยให้กำหนดระยะเวลาใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.2563 สำหรับวัตถุอันตรายไกลโฟเซตให้ใช้มาตรการจำกัดการใช้ตามมติคณะกรรมการวัตถุอันตราย เมื่อวันที่ 23 พ.ค.2561&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.มอบหมายให้กรมวิชาการเกษตร และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินการจัดทำมาตรการรองรับในการหาสารทดแทน หรือวิธีการอื่นที่หมาะสมสำหรับวัตถุอันตรายพาราควอตและคลอร์ไพริฟอส รวมถึงมาตรการในการลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน และให้นำเสนอคณะกรรมการวัตถุอันตรายพิจารณาภายในระยะเวลา 4 เดือน นับจากวันที่มีมติและขอให้รับรองมติในที่ประชุม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สรุป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สารเคมีกำจัดศัตรูพืช 3 ชนิด คือ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อม ทำให้ปัจจุบันมีอย่างน้อย 53 ประเทศทั่วโลกที่ยกเลิกการใช้พาราควอตแล้ว สำหรับในประเทศไทยได้มีการเสนอยกเลิกการใช้สารเคมีอันตรายชนิดนี้เช่นกัน โดยฝ่ายที่เป็นห่วงเรื่องสุขภาพและสิ่งแวดล้อม แต่ข้อเรียกร้องดังกล่าวถูกคัดค้านโดยภาคธุรกิจเคมี ภาคเกษตรบางส่วนและบางหน่วยงานของรัฐ ที่เห็นว่าการใช้สารเคมีดังกล่าวสามารถลดต้นทุนการผลิตได้ ซึ่งเป็นการมองในมิติทางเศรษฐกิจด้านเดียว ปัญหาอุปสรรคในการแบนสารพิษร้ายแรงที่ผ่านมาสะท้อนให้เป็นความอัปลักษณ์ของกฎหมายวัตถุอันตราย ที่ให้อำนาจการแบนสารพิษไปไว้ในมือของหน่วยงานที่ปราศจากความรู้และความตระหนักในเรื่องความสำคัญของสุขภาพและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งผลประโยชน์ทับซ้อนของบุคลากรบางกลุ่มในคณะทำงานกับบริษัทสารพิษ ซึ่งสังคมไทยต้องใช้ความรู้และพลังของประชาชนเพื่อทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้อย่างถึงราก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.จับตาวัณโรคระบาดหนัก เร่งตรวจคัดกรองกลุ่มเสี่ยง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วัณโรคกำลังกลายเป็นโรคที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เมื่อช่วงปลายปี 2560 พบนักเรียนโรงเรียนใหญ่ที่มีชื่อเสียงในกรุงเทพฯ ป่วยเป็นวัณโรค ซึ่งสร้างความตื่นตัวให้กับสังคมเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่กลางกรุง นอกจากนี้ยังพบวัณโรคระบาดในอีกหลายพื้นที่ เช่น ที่เรือนจำโคราช ซึ่งพบผู้ต้องขังป่วยกว่า 300 ราย จากนั้นได้มีการตรวจพบผู้ป่วยวัณโรคในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ จึงเป็นที่ปรากฏชัดว่าวัณโรคกำลังกลายเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญยิ่งของประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัจจุบันมีผู้ป่วยวัณโรคเพิ่มมากขึ้น และเชื้อเริ่มดื้อยาเพิ่มขึ้น ปีหนึ่งๆ ประมาณว่าทั่วโลกมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นจำนวนมาก จนองค์การอนามัยโลก (WHO) ถึงกับประกาศว่า &amp;ldquo;วัณโรคกำลังเป็นภาวะฉุกเฉินที่คุกคามมนุษยชาติ&amp;rdquo; ที่สำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; องค์การอนามัยโลกจัดให้ไทยเป็น 1 ใน 14 ประเทศลำดับต้นๆ ของโลกที่กำลังเผชิญปัญหาทั้งจำนวนผู้ป่วยวัณโรค (TB) วัณโรคที่มีการติดเชื้อเอชไอวี (TB/HIV) และวัณโรคดื้อยาหลายขนาน (MDR-TB) โดยพบผู้ป่วยวัณโรครายใหม่ราว 120,000 คนต่อปี มีผู้เสียชีวิต 8,600 ราย มีผู้ป่วยวัณโรคที่ติดเชื้อ 15,000 คน และมีผู้ป่วยวัณโรคที่ดื้อยาหลายขนานถึง 4,700 คน ซึ่งเป็นที่ชัดเจนแล้วว่า ขณะนี้วัณโรคกำลังกลายเป็นปัญหาสาธารณสุขและความท้าทายยิ่งของประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วัณโรค คืออะไร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วัณโรค หรือที่เรียกว่า โรคทีบี [TB (Tuberculosis)] เป็นโรคติดต่อเรื้อรัง เกิดจากแบคทีเรีย Mycobacterium Tuberculosis ที่สามารถเกิดได้กับอวัยวะทุกส่วนในร่างกาย เช่น ปอด ต่อมน้ำเหลือง กระดูกสันหลัง ข้อต่อ ช่องท้องระบบทางเดินปัสสาวะ ระบบสืบพันธุ์ ระบบประสาท เป็นต้น แต่ส่วนใหญ่จะเกิดที่ปอด เรียกว่าวัณโรคปอด ติดต่อทางการหายใจ ไอ จาม การรักษาโรคต้องใช้เวลานานถึง 6 เดือน และบางกรณีอาจเป็นปี หรือ 2 ปี ผู้ป่วยจึงต้องมีความอดทนโดยปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ไม่หยุดการรักษาโดยแพทย์ไม่ได้สั่ง แต่ก่อนผู้ป่วยมักจะเสียชีวิต แต่เมื่อการแพทย์ก้าวหน้าก็สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยยา เชื้อวัณโรคสามารถอยู่ในร่างกายผู้ป่วยได้เป็นเวลานานโดยไม่แสดงอาการ เรียกว่าวัณโรคระยะแฝง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วัณโรค สาเหตุการตายอันดับ 1 ของโลก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วัณโรคเป็นโรคติดเชื้อที่เป็นสาเหตุการตายอันดับต้นๆ ของโลกในปี 2557 จากรายงานวัณโรคของโลกปี 2560 (Global Tuberculosis Report 2017) โดยองค์การอนามัยโลกได้คาดประมาณอุบัติการณ์ผู้ป่วยวัณโรค (รายใหม่และกลับเป็นซ้ำ) ของโลก สูงถึง 10.4 ล้านคน (140 ต่อแสนประชากร) มีจำนวนผู้ป่วยวัณโรคที่เสียชีวิตสูงถึง 1.7 ล้านคน มีจำนวนผู้ป่วยวัณโรคที่ติดเชื้อเอชไอวี 1.03 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 10 ของผู้ป่วยวัณโรคทั้งหมดและเสียชีวิตปีละ 4 แสนคน ขณะที่ผู้ป่วยวัณโรคดื้อยาคาดว่ามี 6 แสนคน เป็นผู้ป่วยรายใหม่ร้อยละ 4.1 และเป็นผู้ป่วยที่เคยรักษามาก่อนร้อยละ 19 ในจำนวนนี้เป็นวัณโรคดื้อยาหลายขนานประมาณ 4.9 แสนคน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช กับงานป้องกันและรักษาโรคปอดในประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประเทศไทยได้ตระหนักถึงปัญหาวัณโรคและพยายามแก้ปัญหานี้มานานแล้ว ก่อนที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชจะเสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติ พระองค์ทรงทราบว่าปวงชนชาวไทยเป็นวัณโรคกันมาก จึงพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้อัญเชิญเพลงพระราชนิพนธ์ &amp;ldquo;ยามเย็น&amp;rdquo; ให้วงดนตรีนำไปบรรเลงในงานแสดงดนตรีการกุศล เพื่อหารายได้สมทบทุนช่วยเหลือโครงการรณรงค์ต่อต้านวัณโรคแห่งชาติ และได้ทรงบริจาคพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ช่วยเหลือกิจกรรมต่อต้านวัณโรคเสมอมา ในปี 2493 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงบริจาคพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์สร้างตึกมหิดลวงศานุสรณ์ พระราชทานให้สภากาชาดไทยเพื่อใช้เป็นห้องปฏิบัติการผลิตวัคซีนบีซีจีป้องกันวัณโรค ซึ่งต่อมาองค์การอนามัยโลกได้ให้การรับรองคุณภาพวัคซีนบีซีจีที่ผลิตในประเทศไทยด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สถานการณ์วัณโรคในประเทศไทย: เอชไอวีเป็นจุดเปลี่ยน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แผนงานควบคุมวัณโรคแห่งชาติที่ผ่านมา ประสบความสำเร็จในการลดอัตราความชุกของโรคจาก 150:100,000 ในปี 2538 เหลือเพียง 76:100,000 ในปี 2544 แต่อัตราความชุกของวัณโรคกลับเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา เนื่องจากการแพร่ระบาดของเอชไอวี/เอดส์ ทำให้การควบคุมวัณโรคยากมากขึ้น จนในปี 2558 องค์การอนามัยโลกได้ประเมินปัญหาวัณโรค ในปี 2016-2020 และจัดให้ประเทศไทยเป็น 1 ใน 14 ประเทศที่ปัญหาวัณโรคสูงที่สุดในโลก ใน 3 กลุ่ม คือกลุ่มประเทศที่มีผู้ป่วยวัณโรคสูง กลุ่มประเทศที่มีผู้ป่วยวัณโรคที่ติดเชื้อเอชไอวีสูง และกลุ่มประเทศที่มีผู้ป่วยวัณโรคดื้อยาหลายขนานสูง โดยมีอัตราของวัณโรครายใหม่สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก 1.3 เท่า และมีผู้ป่วยเสียชีวิตถึง 12,000 ราย ทั้งนี้ ในปี 2559 ได้มีการคาดประมาณจำนวนผู้ป่วยวัณโรครายใหม่ที่ราว 120,000 รายต่อปี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผลการดำเนินงานวัณโรคของประเทศไทย ปี 2559 มีผลสำเร็จการรักษาผู้ป่วยวัณโรครายใหม่และกลับเป็นซ้ำร้อยละ 82.98 ซึ่งยังต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่นานาชาติกำหนด (เป้าหมายที่ร้อยละ 90) ทั้งนี้ ประเทศไทยได้ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น โดยจัดให้ปัญหาวัณโรคเป็นระเบียบวาระสำคัญระดับชาติ โดยเมื่อ 12 กันยายน 2560 คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบหลักการแผนยุทธศาสตร์วัณโรคระดับชาติ พ.ศ.2560-2564 โดยตั้งเป้าหมายว่าวัณโรคจะไม่เป็นปัญหาสาธารณสุขอีกภายในปี 2578 สอดคล้องกับองค์การอนามัยโลกที่กำหนดยุทธศาสตร์ยุติวัณโรค โดยมีเป้าหมายลดอุบัติการณ์วัณโรคให้ต่ำกว่า 10 ต่อแสนประชากรโลก ภายในปี 2578&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประเด็นปัญหาที่สำคัญของวัณโรคในไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประเด็นปัญหาที่สำคัญของการติดเชื้อวัณโรคในประเทศไทยในปัจจุบัน ได้แก่ วัณโรคดื้อยาหลายขนาน วัณโรคในผู้ติดเชื้อเอชไอวี วัณโรคในเรือนจำ และวัณโรคในแรงงานข้ามชาติและบริเวณชายแดน สรุปสถานการณ์ของประเด็นปัญหาดังกล่าวได้ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.วัณโรคดื้อยาหลายขนาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วัณโรคดื้อยาหลายขนานเป็นปัญหาสำคัญ มีค่าใช้จ่ายในการรักษาสูง (ประมาณ 200,000 บาทต่อราย) เมื่อเทียบกับวัณโรคที่ไม่ดื้อยา (ประมาณ 2,000-4,000 บาทต่อราย) ในขณะที่อัตราการรักษาหายต่ำ ประเทศไทยได้ดำเนินงานบริหารจัดการวัณโรคดื้อยา (Programmatic Management of Drug-Resistant Tuberculosis : PMDT) ในปี 2555 โดยดำเนินงานอย่างเป็นระบบ แต่ระบบบันทึกและรายงานยังมีข้อจำกัดไม่ครอบคลุมทุกหน่วยงาน ประกอบกับการเข้าถึงการวินิจฉัยเชื้อดื้อยาในห้องปฏิบัติการชันสูตรยังต่ำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.วัณโรคในผู้ติดเชื้อเอชไอวี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้ติดเชื้อเอชไอวีเสี่ยงต่อการป่วยด้วยการติดเชื้อวัณโรคมากกว่าคนปกติ 20-37 เท่า และวัณโรคเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตในผู้ติดเชื้อเอชไอวี ดังนั้นการทราบว่าผู้ป่วยวัณโรคมีการติดเชื้อเอชไอวีร่วมด้วยหรือไม่เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อลดอัตราเสียชีวิตระหว่างการรักษาวัณโรค ในปี 2559 จากผู้ป่วยวัณโรคที่ขึ้นทะเบียนรักษาทั้งหมด 70,114 ราย ตรวจพบการติดเชื้อเอชไอวีจำนวน 6,794 ราย คิดเป็นร้อยละ 10 โดยผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าวได้รับยาโคไตรมอกซาโซนประมาณร้อยละ 58 และได้รับยาต้านไวรัส (ARV) ประมาณร้อยละ 66&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.วัณโรคในเรือนจำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้ต้องขังในเรือนจำเป็นกลุ่มเสี่ยงวัณโรคที่สำคัญ เนื่องจากมีการย้ายเข้า-ออกของผู้ต้องขังตลอดเวลา อีกทั้งสภาพแวดล้อมในเรือนจำยังมีข้อจำกัดทั้งด้านสถานที่และจำนวนผู้ต้องขัง จึงง่ายต่อการแพร่เชื้อวัณโรค โดยเฉลี่ยจะมีอุบัติการณ์ของโรคสูงกว่าประชากรทั่วไป 7-10 เท่า ในปี 2559 พบว่าจากเรือนจำและทัณฑสถานจำนวน 143 แห่ง ซึ่งมีผู้ต้องขังจำนวน 287,174 ราย มีผู้ป่วยวัณโรคขึ้นทะเบียนรักษา 1,656 ราย โดยมีผู้ป่วยวัณโรคที่ติดเชื้อเอชไอวี จำนวน 311 ราย และมีอัตราความสำเร็จของการรักษาผู้ป่วยวัณโรคร้อยละ 71.9 ได้มีโครงการเร่งรัดคัดกรองในปี 2560 พบผู้ป่วยจำนวนสูงขึ้นเป็น 3,694 ราย ส่วนผู้ป่วยวัณโรคดื้อยาพบผู้ป่วยจำนวน 83 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 2 พฤศจิกายน 2560)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 4.วัณโรคในแรงงานข้ามชาติและบริเวณชายแดน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้ป่วยวัณโรคในกลุ่มแรงงานข้ามชาติและบริเวณชายแดนเป็นปัญหาหนึ่งในการควบคุมวัณโรคของประเทศไทย เนื่องจากอุบัติการณ์วัณโรคของประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกับประเทศไทยสูงกว่าไทย 2-3 เท่า และที่ผ่านมาพบแนวโน้มผู้ป่วยวัณโรคเพิ่มขึ้น ในปี 2560 มีผู้ป่วยวัณโรคในกลุ่มแรงงานข้ามชาติและบริเวณชายแดน จำนวน 3,207 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศให้วัณโรคเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังลำดับที่ 48 ซึ่งหมายถึงวัณโรคที่ไวต่อยา (DS-TB) วัณโรคดื้อยาชนิด RR-TB MDR-TB และ pre XDR-TB และประกาศให้วัณโรคดื้อยาหลายขนานชนิดรุนแรงมาก (XDR-TB) เป็นโรคติดต่ออันตรายลำดับที่ 13 ตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558 โดยกำหนดให้เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อเป็นผู้บังคับใช้กฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทำไมการรักษาวัณโรคจึงไม่สำเร็จ?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่ผ่านมาประเทศไทยให้ความสำคัญกับการดูแลควบคุมวัณโรคมาอย่างต่อเนื่อง มีการวิจัยพัฒนาสูตรยาในการรักษา นอกจากนี้ หน่วยงานจากต่างประเทศก็ให้ทุนสนับสนุนเพื่อให้ประเทศไทยปลอดจากวัณโรค อาทิ กองทุนโลกเพื่อเอดส์ มาลาเรีย และวัณโรค (Global Fund for AIDS Malaria and Tuberculosis) อุดหนุนงบประมาณช่วยกระทรวงสาธารณสุขไทยควบคุมปัญหาการแพร่ระบาดของวัณโรคมาอย่างยาวนาน ส่งผลให้การรักษาวัณโรคมีอัตราการหายสูงขึ้น ซึ่งในปัจจุบันก็ยังได้รับทุนสนับสนุนมาอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่กองทุนโลกยุติการให้ทุนสนับสนุนงานด้านเอดส์ที่เคยให้ไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม วัณโรคเป็นโรคที่ปรากฏอาการช้า ทำให้ผู้ป่วยส่วนหนึ่งยังอยู่ในชุมชนและเข้าสู่ระบบบริการสาธารณสุขล่าช้า หรือบางรายเข้าไม่ถึงระบบบริการ และบางกรณีแม้จะเข้าสู่ระบบบริการแล้ว แต่ได้รับการวินิจฉัยล่าช้า ทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสแพร่เชื้อวัณโรคไปสู่ผู้อื่น วัณโรคระยะกำเริบสามารถรักษาได้ด้วยการกินยาปฏิชีวนะ แต่ปัจจุบันมีเชื้อวัณโรคดื้อยาเป็นจำนวนมาก ทำให้ต้องกินยาฆ่าเชื้อพร้อมกันหลายตัวอย่างน้อย 6 เดือนต่อเนื่องและตรงเวลา แต่ผู้ป่วยก็มักจะหยุดยาเองก่อนกำหนด เช่น ได้รับผลข้างเคียงจากยา กินยาไม่ตรงเวลา ส่งผลให้เชื้อวัณโรคเพิ่มจำนวนขึ้นใหม่หรือดื้อยาขึ้น ทั้งนี้แม้ว่ากินยารักษาต่อเนื่องจนครบ 6 เดือน แต่ผลการตรวจเสมหะเป็นบวกก็ต้องรักษาต่อเนื่องไปอีก ทำให้ผู้ป่วยท้อกับการรักษา จึงหยุดการรักษา ในขณะเดียวกัน ผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวีมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง จึงมีโอกาสป่วยเป็นวัณโรคได้อย่างรวดเร็วและรุนแรงกว่าผู้ที่ไม่ติดเชื้อ วัณโรคจึงไม่ต่างจากโรคติดเชื้อที่ฉวยโอกาสและส่งผลต่อประสิทธิภาพในการรักษาโรค&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แผนยุทธศาสตร์วัณโรคระดับชาติ เร่งปูพรมคัดกรองวัณโรค&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัจจุบันประเทศไทยมีการดำเนินงานป้องกัน ดูแลรักษา และควบคุมวัณโรคของประเทศภายใต้แผนปฏิบัติการระดับชาติด้านการต่อต้านวัณโรค พ.ศ.2560-2564 โดยมีเป้าประสงค์เพื่อลดอุบัติการณ์ของวัณโรคลงให้เหลือ 88 ต่อประชากรแสนคน เมื่อสิ้นปี 2564 โดยมุ่งเน้น &amp;ldquo;ค้นให้พบ จบด้วยหาย พัฒนาระบบและเครือข่าย นโยบายมุ่งมั่นสร้างสรรค์นวัตกรรม&amp;rdquo; โดยมีเป้าหมายเพื่อยุติปัญหาวัณโรค สอดรับกับเป้าหมายลดอุบัติการณ์วัณโรคให้ต่ำกว่า 10 ต่อแสนประชากรโลก ภายในปี 2578 ขององค์การอนามัยโลก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กรมควบคุมโรคได้จับมือกับ สปสช. บูรณาการงบประมาณปี 2561 ร่วมสนับสนุนแผนปฏิบัติการระดับชาติด้านการต่อต้านวัณโรคให้บรรลุเป้าหมาย โดยรุกคัดกรองวัณโรค เอกซเรย์ทรวงอกผู้ต้องขังทุกรายในเรือนจำทั่วประเทศ 137 แห่ง พร้อมนำผู้ป่วยวัณโรคเข้าสู่การรักษา ลดการแพร่ระบาด เหตุที่ผู้ต้องขังเป็นหนึ่งในประชากรกลุ่มเป้าหมาย เพราะมีอุบัติการณ์ของโรคสูงกว่าประชากรทั่วไป 7-10 เท่า ในกรณีที่ผลเอกซเรย์ทรวงอกพบความผิดปกติจะมีการเก็บเสมหะส่งตรวจ (AFB) และ/หรือตรวจเชื้อวัณโรคและวัณโรคดื้อยาด้วย Xpert MTB/RIF โดยใช้งบประมาณจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จำนวน 10,560,640 บาท และงบประมาณสนับสนุนจากกรมควบคุมโรค รวมเป็นเงิน 20,639,360 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สรุป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วัณโรคเป็นโรคติดเชื้อที่เป็นสาเหตุการตายอันดับต้นๆ ของโลก แม้ประเทศไทยจะมีการวางแผนรับมือและใช้เทคโนโลยีในการวินิจฉัยและรักษาวัณโรคเทียบเท่ามาตรฐานองค์การอนามัยโลกและประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่อุบัติการณ์ของการเกิดวัณโรคในประเทศไทยกลับไม่ลดลงและยังมีแนวโน้มที่จะเป็นปัญหามากขึ้น จึงจำเป็นต้องเร่งเพิ่มประสิทธิภาพ ทั้งระบบการป้องกันควบคุมวัณโรคและการเฝ้าระวัง รวมทั้งเตรียมบุคลากรให้ทันกับสถานการณ์ การสอบสวนโรคด้วยวิธีการทางระบาดวิทยาแบบภาคสนาม (Field Epidemiology) ซึ่งเป็นวิธีการที่ช่วยอธิบายการเกิดโรคและการระบาดที่อาจเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ปัจจุบันบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขยังให้ความสำคัญและประโยชน์ของการสอบสวนวัณโรคไม่มากพอ ทั้งที่จริงแล้วข้อมูลที่ได้สามารถกำหนดมาตรการในการป้องกันและควบคุมการแพร่กระจายเชื้อที่จำเพาะกับสถานการณ์นั้นๆ ได้อย่างทันท่วงที&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อีกสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญคือ การเน้นให้ประชากรกลุ่มเสี่ยงเข้าถึงการวินิจฉัยและการรักษา พร้อมดูแลการรับประทานยาให้ครบและหายขาด เช่น กรณีการค้นหาวัณโรคเชิงรุกในเรือนจำ ปี 2561 เป็นปีแรกที่ใช้การคัดกรองวัณโรคด้วยการเอกซเรย์ทรวงอก (CXR) ให้กับผู้ต้องขังทุกรายในเรือนจำ โครงการในลักษณะนี้ต้องเกิดขึ้นต่อเนื่องเพื่อลดความเสี่ยงของประชากร เพราะหากโครงการทำไม่ต่อเนื่องก็ต้องไปรับมือกับการรักษา ซึ่งไม่ต่างจากการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ นอกจากนั้น สปสช. กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ยังควรร่วมมือกันเดินหน้าให้บริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคที่จำเป็นที่ครอบคลุมกลุ่มเสี่ยง (อาทิ คนไร้บ้าน เป็นต้น) เช่น การตรวจหาเชื้อวัณโรค เพราะไม่เพียงนำไปสู่การรักษา แต่ยังเป็นการป้องกันการเกิดเชื้อดื้อยาและการแพร่กระจายโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.ทุจริตเงินสงเคราะห์คนไร้ที่พึ่ง คนบาปในคราบ &amp;ldquo;นักบุญ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปณิดา-ณัฐกานต์ ผู้กล้าหาญออกมาเปิดโปงขบวนการทุจริตเงินสงเคราะห์คนยากไร้ และผู้ป่วยโรคเอดส์ของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดขอนแก่น จนนำมาซึ่งการตรวจสอบขยายผล จน ป.ป.ท.พบว่าแท้ที่จริงแล้วการทุจริตได้แผ่เป็นวงกว้าง โดยมีมากกว่า 60 จังหวัดของประเทศไทยที่มีการทุจริตในลักษณะดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัญหาการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐยังเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในสังคมไทย นับวันยิ่งมีวิวัฒนาการของกลโกงในหลายรูปแบบที่คอยแอบแฝงกัดกินงบประมาณของรัฐ จนสร้างความเสียหายเป็นมูลค่ามหาศาลในแต่ละปี และที่สำคัญเป็นการเบียดเบียนประชาชนที่ต้องพึ่งพิงงบประมาณและโครงการพัฒนาต่างๆ ของรัฐ ปัญหาเหล่านี้นอกจากจะสะท้อนความฉ้อฉลของหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบหลักในการบริหารโครงการต่างๆ แล้ว ยังสะท้อนถึงความไร้ประสิทธิภาพขององค์กรตรวจสอบของรัฐ อย่างสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และองค์กรที่มีหน้าที่ปราบปรามการทุจริต ทั้งสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) แต่ในอีกด้านหนึ่งกลับแสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของภาคประชาชน ที่ปัจเจกชนเพียงสองคนสามารถทำหน้าที่ &amp;ldquo;เป่านกหวีด&amp;rdquo; เปิดโปงการทุจริตได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; บทความนี้เป็นการศึกษากรณีตัวอย่างที่นักศึกษาฝึกงานออกมาเปิดโปงความฉ้อฉลของข้าราชการในกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จนขยายผลให้เห็นองคาพยพของขบวนการทุจริตที่เกิดขึ้นในระบบราชการที่เชื่อมโยงกันในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2 ผู้กล้าหาญเปิดโปงทุจริต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ย้อนกลับไปเมื่อเดือนสิงหาคม 2560 น.ส.ปณิดา ยศปัญญา หรือน้องแบม 2 นิสิตคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาพัฒนาชุมชน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้เข้าฝึกงานในศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดขอนแก่น พบความไม่ชอบมาพากลระหว่างฝึกงาน เนื่องจากผู้บริหารของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งดังกล่าวมีพฤติการณ์ปลอมแปลงเอกสารเพื่อเบิกเงินสงเคราะห์ผู้มีรายได้ไม่เพียงพอต่อการครองชีพรายละ 2,000 บาท เงินสงเคราะห์ผู้ติดเชื้อเอดส์รายละ 2,000 บาท และทุนประกอบอาชีพของผู้มีรายได้น้อยรายละ 3,000 บาท รวมกว่า 2,000 ราย คิดเป็นวงเงินกว่า 6.9 ล้านบาท จึงได้ร่วมกับนางสาวณัฐกานต์ หมื่นพล หรือน้องเกมส์ ลูกจ้างศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง เปิดโปงเรื่องนี้ต่อสื่อมวลชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง ป.ป.ท. ป.ป.ช. และ คสช. ส่งผลให้ณัฐกานต์ถูกเลิกจ้าง และปณิดาไม่ได้รับอนุญาตให้ฝึกงานจนจบ แต่กระแสข่าวดังกล่าวได้สร้างความตื่นตัวให้กับสังคมอย่างกว้างขวาง สื่อมวลชนได้ติดตามข่าวดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง และกดดันให้ภาครัฐดำเนินการตรวจสอบการทุจริตอย่างจริงจัง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พบเจ้าหน้าที่ทุจริต 284 คนใน 68 จังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ภายหลังการเปิดโปงเรื่องดังกล่าวจนกลายเป็นข่าวครึกโครมทั่วประเทศ ภาครัฐจึงได้ดำเนินการตรวจสอบโดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกเริ่มขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2561 เมื่อ ป.ป.ท.ร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ลงพื้นที่ตรวจสอบการทุจริตในจังหวัดขอนแก่น ตามที่น้องแบมและน้องเกมส์ได้ร้องเรียน มีการสั่งย้ายผู้อำนวยการศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งขอนแก่น และเจ้าหน้าที่ศูนย์ฯ อีก 3 คน โดย ป.ป.ท.ได้ไต่สวนจนตั้งข้อกล่าวหาดำเนินคดีอาญากับผู้อำนวยการศูนย์ฯ และพวกรวม 6 คน ใน 4 ข้อหา คือ ฐานความผิดต่อตกแหน่งหน้าที่ราชการ เป็นเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์ มีโทษสูงสุดถึงขั้นจำคุกตลอดชีวิต ฐานความผิดปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ฐานเป็นเจ้าพนักงานกระทำการปลอมแปลงเอกสาร และฐานเป็นเจ้าพนักงานรับรองหลักฐานเอกสารที่เป็นเท็จ ส่วนผู้ต้องหาที่ไม่ใช่ข้าราชการหรือเป็นพนักงานราชการถูกดำเนินคดีข้อหาสนับสนุนในการทุจริตด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากนั้นกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการได้ตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรงข้าราชการและพนักงาน ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดขอนแก่น และมีมติไล่ออกจากราชการ นางพวงพยอม จิตรคง ผู้อำนวยการศูนย์ฯ และนางวราภรณ์ อบมา หัวหน้าฝ่ายสวัสดิการสังคม ยิ่งไปกว่านั้น นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้สั่งย้ายนายพุฒิพัฒน์ เลิศเชาวสิทธิ์ ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ และนายณรงค์ คงคำ รองปลัดกระทรวง ให้มาปฏิบัติราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อสอบสวนการทุจริตในกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ อย่างจริงจัง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การตรวจสอบส่วนที่ 2 ป.ป.ท.ได้ตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนตรวจสอบการจ่ายเงินงบประมาณอุดหนุนเงินสงเคราะห์ครอบครัวผู้มีรายได้น้อยและผู้ไร้ที่พึ่งประจำปี 2560 ทั่วประเทศ พบความผิดปกติในการเบิกจ่ายงบประมาณรวมวงเงิน 129.5 ล้านบาท7 มีเจ้าหน้าที่ของรัฐเกี่ยวข้องกว่า 189 คน โดยมีพฤติการณ์ปลอมเอกสารเบิกจ่ายลงลายมือชื่อปลอม แก้ไขจำนวนเงิน ลงลายมือรับเงินล่วงหน้าเวียนนำรายชื่อมาเบิกเงิน ยักยอกเงินสงเคราะห์ ผู้มีรายชื่อรับเงินไม่ได้รับเงิน หรือได้รับไม่ครบถ้วน และผู้มีรายชื่อรับเงินอุดหนุนสงเคราะห์หลายรายขาดคุณสมบัติ ซึ่ง ป.ป.ท.ได้ดำเนินคดีอาญาและส่งเรื่องให้กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ เอาผิดทางวินัย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในเวลาต่อมา กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ได้มีมติตั้งข้อกล่าวหานายพุฒิพัฒน์ ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ และนายณรงค์ รองปลัดกระทรวง พร้อมข้าราชการระดับสูงอีก 9 คน ฐานผิดวินัยร้ายแรง ปลดพ้นจากตำแหน่งและอายัดทรัพย์สินทั้งหมด เนื่องจากมีหลักฐานชัดว่าเกี่ยวข้องและอยู่เบื้องหลังการทุจริตที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ป.ป.ง. ยังดำเนินคดีทางอาญาหลังพบว่านายพุฒิพัฒน์และพวกได้โยกย้ายเงินที่ได้จากการทุจริตและเปลี่ยนแปลงเป็นทรัพย์สินอื่นกว่า 88 ล้านบาท จนกระทั่งวันที่ 29 มิถุนายน 2561 นายพุฒิพัฒน์ และภรรยา ได้กินยาพิษผสมไวน์ฆ่าตัวตายที่บ้านพัก เพราะความเครียดจากปัญหาที่เกิดขึ้น โดยเจ้าหน้าที่สามารถช่วยชีวิตภรรยาไว้ได้คนเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การตรวจสอบส่วนที่ 3 ป.ป.ท.ได้ขยายผลไปยังหน่วยงานภายในกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ อีกจำนวน 28 แห่ง การตรวจสอบพบมูลทุจริต 7 แห่ง ในวงเงินงบประมาณ 41,410,000 บาท คือ ศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูง 3 แห่ง คือ จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดแพร่ และจังหวัดราชบุรี นิคมสร้างตนเอง 4 แห่งที่ลำโดมใหญ่ (จังหวัดอุบลราชธานี) ท้ายเหมือง (จังหวัดพังงา) รัตภูมิ (จังหวัดสงขลา) และเบตง (จังหวัดยะลา) และอยู่ระหว่างตรวจสอบเพิ่มเติมอีก 21 แห่ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากการตรวจสอบของ ป.ป.ท.ทั้ง 3 ส่วนมีการตรวจสอบทั้งสิ้น 113 หน่วยงาน งบประมาณรวม 376,136,600 บาท คณะกรรมการ ป.ป.ท.มีมติรับไว้ไต่สวนข้อเท็จจริง 61 หน่วยงาน พบมีมูลการทุจริตใน 68 จังหวัด ไม่พบการทุจริต 8 จังหวัด คือ ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี นครศรีธรรมราช นนทบุรี แพร่ นครสวรรค์ สุโขทัย และอุตรดิตถ์ มีเจ้าหน้าที่รัฐและข้าราชการกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ เกี่ยวข้องกับการทุจริตทั้งสิ้นจำนวนถึง 284 คน ทั้งนี้ การทุจริตภายในกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ไม่เพียงเป็นการยักยอกเงินสงเคราะห์ภายในศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งในจังหวัดต่างๆ เท่านั้น แต่ยังลุกลามเหมือนมะเร็งร้ายที่กระจายไปยังหน่วยงานของจังหวัดต่างๆ ที่ได้รับงบประมาณส่วนเดียวกันอีก 6 หน่วยงาน ได้แก่ ศูนย์ปฏิบัติการคนไร้ที่พึ่งและขอทาน กองคุ้มครองสวัสดิการและเสริมสร้างคุณภาพชีวิต นิคมสร้างตนเอง สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง ศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูง และศูนย์ประสานงานโครงการหมู่บ้านสหกรณ์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทางออกป้องกันการทุจริต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัญหาการทุจริตที่แทรกซึมระบบราชการนับวันยิ่งทวีความรุนแรง โดยพัฒนาเป็นขบวนการทุจริตที่กินกันเป็นทอดๆ โดยมีผู้บริหารระดับสูงบงการอยู่เบื้องหลัง ปัญหาสำคัญอยู่ที่การเบิกจ่ายงบประมาณซึ่งไม่มีระบบตรวจสอบอย่างรัดกุม ที่ผ่านมาคนไทยอาจจะได้ยินว่าการทุจริตส่วนใหญ่เกิดจากการจัดซื้อจัดจ้าง การติดสินบน ฮั้วประมูล แม้ขั้นตอนเหล่านี้จะมีระบบตรวจสอบ แต่มักไม่สามารถเอาผิดผู้ทุจริตได้โดยง่าย ขณะเดียวกันการเบิกจ่ายงบประมาณก็เป็นอำนาจของผ้บริหารของหน่วยงานโดยตรง โดยผู้บริหารแต่ละส่วนมีอำนาจเป็นทอดๆ จึงอาจเกิดความหละหลวมและมีช่องว่างที่เอื้อต่อการทุจริตได้ โดยระบบตรวจสอบ เช่น สตง. ก็มัก &amp;ldquo;จับไม่ได้ ไล่ไม่ทัน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากการทุจริตที่เกิดขึ้น พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ได้สั่งการให้วางมาตรการการจ่ายเงินอุดหนุนใหม่ โดยกำหนดให้ระบบเบิกจ่ายงบประมาณใช้ช่องทางระบบอิเล็กทรอนิกส์โอนเงินผ่านธนาคารกรุงไทย (Krungthai Corporate Online) แทน โดยมีกรมบัญชีกลางและธนาคารกรุงไทยให้ความร่วมมือในการจ่ายเงิน เพื่อให้เกิดความโปร่งใส ป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ ซึ่งระบบการจ่ายเงินอุดหนุนรูปแบบใหม่จะโอนเงินช่วยเหลือเงินสงเคราะห์ ได้แก่ เงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด เงินสงเคราะห์คนไร้ที่พึ่งเงินสงเคราะห์คนพิการ และผู้สูงอายุที่อยู่ในสภาวะยากลำบากโดยตรง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขั้นตอนการจ่ายเงินมีดังนี้ เมื่อสำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณมาถึงกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ จะจัดสรรเบิกจ่ายผ่านคณะกรรมการ One Home บันทึกรายชื่อผู้ประสบปัญหาทางสังคมไว้ในระบบเพื่ออนุมัติช่วยเหลือตามรายชื่อแล้วโอนเงินอัตโนมัติเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทยถึงมือประชาชนโดยตรงทันที โดยไม่ผ่านเจ้าหน้าที่เพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่จับเงิน ส่วนบัญชีธนาคารอื่นๆ ใช้เวลา 2 วัน ในกรณีที่จะต้องเบิกจ่ายงบอุดหนุนเป็นเงินสด ต้องมีพยานบุคคล 2 คน ประกอบด้วย บุคคลภายนอก 1 คน เช่น ผู้นำชุมชน อปท. อพม. หรือเครือข่าย และเจ้าหน้าที่ พม. 1 คน ลงลายมือชื่อในแบบใบเสร็จรับเงิน รวมทั้งถ่ายภาพขณะรับมอบให้เห็นจำนวนเงินเพื่อเป็นหลักฐานด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับมุมมองของนักวิชาการด้านสังคมศาสตร์อย่าง ศ.ดร.โกวิทย์ พวงงาม คณบดีคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่า การเปลี่ยนวิธีจ่ายเงินสงเคราะห์จากเดิมไปยังศูนย์สงเคราะห์มาเป็นจ่ายผ่านธนาคารแทนนั้น เป็นการแก้ไขปัญหาการทุจริตเฉพาะหน้าเท่านั้น ในระยะยาวเสนอว่าโครงการที่เกี่ยวข้องกับระบบสวัสดิการแห่งรัฐทั้งหมดต้องมีการชี้แจงสิทธิถึงผู้ได้รับสิทธิโดยตรงว่ามีจำนวนเท่าไร และชี้แจงผลประโยชน์ของผู้ได้รับสิทธิที่ควรจะได้รับ เพราะคนพิการมีสิทธิอย่างหนึ่ง ผู้สูงอายุมีสิทธิอย่างหนึ่ง คนไร้ที่พึ่งมีสิทธิอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้นต้องทำให้เกิดความชัดเจน นอกจากนี้เสนอให้มีการจัดแบ่งภารกิจ หรือสร้างความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ว่าใครควรทำอะไร ระหว่างส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น และศึกษาว่าใครควรรับผิดชอบอย่างไร เรื่องใดสมควรถ่ายโอนและกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นเพื่อให้เกิดการปฏิรูปอย่างแท้จริง ส่วนการจ่ายเงินผ่านธนาคารหรือไม่นั้น ไม่น่าจะมีปัญหา หากมีการปฏิรูปตามข้อเสนอดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพิ่มบทบาทการตรวจสอบของภาคประชาสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ภาคประชาสังคมอย่างองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เป็นอีกองค์กรหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้มีการแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง โดยนายมานะ นิมิตมงคล ผู้อำนวยการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ได้ออกมาเรียกร้องให้คนนอกเข้ามาทำหน้าที่ตรวจสอบปัญหานี้ แทนที่จะให้กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ตรวจสอบกันเอง เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกระทรวงให้ความร่วมมือกับการตรวจสอบอย่างเต็มที่ เพราะการคอร์รัปชันจำนวนมากขนาดนี้อาจมีการเชื่อมโยงมาถึงข้าราชการระดับสูงในกระทรวง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่กลุ่มของนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ออกแถลงการณ์สมาคมฯ เรียกร้องให้ ปปง.ตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้บริหารกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ เพราะเชื่อว่าน่าจะเป็นขบวนการใหญ่ระดับประเทศที่มีการสมคบคิดกันอย่างเป็นระบบที่ดำเนินการในเกือบทุกจังหวัด ซึ่งข้าราชการกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ระดับเล็กๆ คงไม่กล้ากระทำหากไม่ได้รับการคุ้มครองจากผู้บริหารระดับสูงของกระทรวง ดังนั้นการที่กระทรวงตั้งคณะกรรมการเพื่อสอบสวนข้อเท็จจริงจึงไม่ใช่ข้อยุติในการหาผู้กระทำความผิดในครั้งนี้ได้ทั้งหมด นอกจากนี้กระทรวงยังมีอีกหลายโครงการที่ใช้เงินงบประมาณหลายหมื่นล้านบาท โดยเฉพาะโครงการบ้านมั่นคงที่มีพฤติการณ์ส่อไปในทางทุจริตอย่างมหาศาลอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สรุป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในขณะที่ประเทศไทยมีการพัฒนาทางเศรษฐกิจจนเจริญก้าวหน้าไปอย่างมาก แต่พื้นฐานนิสัยของคนในสังคมจำนวนไม่น้อยกลับถดถอย นึกถึงแต่ประโยชน์ตัวเอง ไม่สนใจว่าสังคมจะเป็นอย่างไร ทำให้เกิดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันทั้งในแวดวงต่างๆ ดังเช่นปัญหาการทุจริตที่เกิดขึ้นในกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ซึ่งไม่ได้มีสาเหตุเพียงเพราะช่องว่างของการตรวจสอบในระบบราชการเท่านั้น แต่อีกส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากทัศนคติความนิ่งเฉย การทำใจยอมรับของคนไทยซึ่งรวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อให้ตัวเองอยู่รอดในสภาพแวดล้อมที่มีการทุจริต เพียงเรากะพริบตานิ่งเฉยกับสิ่งที่เกิดขึ้นก็เกิดความเสียหายกับประเทศชาติมากมายมหาศาล จนกลายเป็นตัวฉุดรั้งการพัฒนาของประเทศได้อย่างไม่คาดคิด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กรณีการทุจริตในกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ที่ถูกเปิดโปงครั้งนี้ น่าจะเป็นเพียงส่วนหนึ่งของยอดภูเขานำแข็งแห่งการทุจริตที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งดำเนินมายาวนานและสะท้อนถึงความล้มเหลวของระบบตรวจสอบทั้งหมด ตั้งแต่การตรวจสอบภายในของกระทรวงเอง หรือการตรวจสอบขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ เช่น สตง. และองค์กรตรวจสอบการทุจริตของประเทศ เช่น ป.ป.ท. ในขณะที่ภาคประชาสังคม เช่น องค์การต่อต้านคอร์รัปชันได้ &amp;ldquo;ออกโรง&amp;rdquo; มา &amp;ldquo;เป่านกหวีด&amp;rdquo; เปิดโปงการทุจริต ภายหลังการเปิดเผยความไม่ชอบมาพากลของหน่วยงานรัฐ โดยนักศึกษาฝึกงานและลูกจ้างของหน่วยงานดังกล่าว ปรากฏการณ์ดังกล่าวจึงเป็นเหมือนการแสดงถึงพลังของปัจเจกที่ช่วยกันทำหน้าที่ปกป้องประเทศชาติโดยไม่เกรงกลัวต่ออิทธิพลใดๆ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่สังคมไทยต้องช่วยกันสังคายนา และสร้างเสริมค่านิยมและทัศนคติของสังคมไทยให้เป็นสังคมที่โปร่งใสและซื่อตรง จึงจะสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 4.ขยะอิเล็กทรอนิกส์ ภัยจากต่างแดน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประเทศไทยกำลังกลายเป็นบ่อทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์แห่งใหม่ของโลก หลังรัฐบาลจีนลงนามสัตยาบันกับองค์การสหประชาชาติว่าด้วยการห้ามนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ จนมีการปราบปรามการนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ในจีน ส่งผลให้ให้ขยะอันตรายเหล่านี้ส่วนหนึ่งมุ่งหน้ามาสู่ประเทศไทยแทน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากข้อมูลของกรมศุลกากรพบว่า ไทยนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างถูกต้อง (ภายใต้อนุสัญญาบาเซลที่ควบคุมการขนส่งเคลื่อนย้ายขยะอันตราย) ช่วงเดือนมกราคมถึงพฤษภาคม 2561 จำนวนกว่า 52,000 ตัน ซึ่งมีปริมาณมากขึ้นเป็นเท่าตัวเมื่อเทียบกับ 2560 ตลอดทั้งปี อีกทั้งยังมีการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ผิดกฎหมาย (นอกเหนืออนุสัญญาบาเซล) อีกจำนวนมาก ผ่านตู้สินค้าทางเรือด้วยวิธีการสำแดงเท็จว่าเป็นวัตถุที่ถูกต้องตามกฎหมาย นี่จึงเป็นสัญญาณเตือนว่า ประเทศไทยกำลังจะกลายเป็นบ่อขยะพิษของโลกแห่งใหม่ (หรือไม่) บทความนี้เป็นการสรุปสถานการณ์ของขยะอิเล็กทรอนิกส์ และอภิปรายแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สถานการณ์ขยะอิเล็กทรอนิกส์ของไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ข้อมูลจากกรมโรงงานอุตสาหกรรมระบุถึงปริมาณขยะกากอุตสาหกรรมในไทยย้อนหลัง 5 ปี พบว่า ปี 2555 มีปริมาณ 4,387,769 ตัน ปี 2556 มีปริมาณ 10,150,937 ตัน ปี 2557 ปริมาณ 12,322,492 ตัน ปี 2558 ปริมาณ 11,159,866 ตัน และปี 2559 ปริมาณ 16,340,000 ตัน แสดงให้เห็นถึงปริมาณขยะอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้นจำนวนมากเป็น 4 เท่าในช่วงเวลาเพียง 5 ปี โดยจำนวนมากเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากไทยเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขยะอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-waste คือกากขยะที่มาจากผลิตภัณฑ์จำพวกเครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ของโลกในการหาแนวทางการจัดการเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ เพราะส่วนประกอบในขยะอิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้มีแร่โลหะที่มีมูลค่าสูง หากมีเทคโนโลยีที่เหมาะสมก็สามารถสร้างมูลค่าได้ ยกตัวอย่างเช่น ประเทศญี่ปุ่น มีการนำโลหะมีค่าที่สกัดจากขยะอิเล็กทรอนิกส์ อาทิ ทองคำ ทองแดง มาผลิตเป็นเหรียญรางวัลที่จะใช้ในกีฬาโอลิมปิกที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ในปี 2020&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับประเทศไทยการนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์จะต้องดำเนินการตามอนุสัญญาบาเซลว่าด้วยการควบคุมการเคลื่อนย้ายข้ามแดนและการกำจัดซึ่งของเสียอันตราย (Basel Convention on the Control of Transboundary Movements of Hazardous Wastes and Their Disposal: Basel Convention) อันเป็นมาตรการจำกัดการเคลื่อนย้ายของเสียอันตรายระหว่างประเทศ โดยมีจุดมุ่งหมายคือลดปริมาณสารพิษที่เกิดจากของเสียหรือขยะ อนุสัญญาจะควบคุมการขนส่งเคลื่อนย้ายกากสารเคมีประเภทต่างๆ ซึ่งเดิมได้กำหนดบัญชีรายชื่อของเสียที่ควบคุมเพียง 47 ชนิด แต่ต่อมาได้มีการปรับปรุงแก้ไขและจัดกลุ่มใหม่เป็น List A ซึ่งมี 61 ชนิด ได้แก่ (1) ของเสียประเภทโลหะ 19 ชนิด เช่น สารหนู ตะกั่ว ปรอท แอสเบสตอส แคดเมียม ฯลฯ (2) ของเสียประเภทอนินทรียสาร 6 ชนิด เช่น สารเร่งปฏิกิริยาฟลูออรีน ฯลฯ (3) ของเสียประเภทอินทรียสาร 20 ชนิด เช่น น้ำมันดิบ น้ำมันเตา ฯลฯ และ (4) ของเสียประเภทอนินทรียสารและหรืออินทรียสาร 16 ชนิด เช่น ของเสียจากโรงพยาบาลวัตถุระเบิด ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทำให้การจัดการขยะเหล่านี้ไม่มีประสิทธิภาพ ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของประเทศ เกิดปัญหาสารเคมีตกค้างรั่วไหลทำลายระบบนิเวศ ซึ่งข้อมูลของกรมโรงงานอุตสาหกรรมในปี 2560 พบว่า ประเทศไทยมีขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างถูกต้องกว่า 6 หมื่นตัน แบ่งออกเป็นขยะที่มาจากภาคอุตสาหกรรมในประเทศจำนวนประมาณ 7,400 ตัน และนำเข้าประมาณ 53,000 ตัน ปัจจุบันประเทศไทยมีโรงงานที่ได้รับใบอนุญาตบำบัดและกำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์ 148 แห่ง ประกอบด้วย โรงงานคัดแยกขยะ โรงงานบำบัดและกำจัดขยะ และโรงงานสกัดโลหะมีค่านำกลับมาใช้ใหม่ ขยะที่นำเข้ามารีไซเคิล ส่วนใหญ่มาจากประเทศญี่ปุ่น ฮ่องกง และสิงคโปร์ โดย 98% เป็นโทรศัพท์มือถือ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ และคอมพิวเตอร์กรมโรงงานฯ ได้ออกใบอนุญาตให้มีการนำเข้า 7 โรงงานมีโควตาการนำเข้ารวมประมาณ 117,000 ตันต่อปี ในจำนวนนี้มี 5 โรงงานที่เข้าข่ายมีการนำเข้าโดยผิดเงื่อนไขในใบอนุญาต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนกรมควบคุมมลพิษพบว่า ขยะอิเล็กทรอนิกส์ในไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี จากซากอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ประเภทต่างๆ จากจำนวน 357,000 ตัน ในปี 2555 เพิ่มขึ้นเป็น 384,233 ตันในปี 2558 โดยซากที่เกิดขึ้นมากที่สุดคือ โทรทัศน์ (ร้อยละ 27) รองลงมาคือ เครื่องปรับอากาศ (ร้อยละ 19) ตู้เย็น (ร้อยละ 17) เครื่องซักผ้า (ร้อยละ 16) และคอมพิวเตอร์ (ร้อยละ 15)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกนั้นเป็นเครื่องเล่นวีซีดี/ดีวีดี โทรศัพท์ และกล้องถ่ายรูปดิจิทัล โดยแหล่งกำเนิดส่วนใหญ่มาจากบ้านเรือนทั่วไปคิดเป็นร้อยละ 82 รองลงมาคือ สำนักงาน ร้อยละ 14 และโรงแรม/อพาร์ตเมนต์ ร้อยละ 3 ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากการสำรวจข้อมูลพฤติกรรมของผู้บริโภคกลุ่มครัวเรือนในการจัดการกับผลิตภัณฑ์ซากเมื่อไม่ใช้งานแล้ว พบว่า ส่วนใหญ่จะขายซากผลิตภัณฑ์ คิดเป็นร้อยละ 51.3 เก็บรวบรวมไว้ ร้อยละ 25.3 ทิ้งปนกับขยะทั่วไป ร้อยละ 15.6 และให้ผู้อื่นร้อยละ 7.8 การคาดการณ์ปริมาณซาก จากข้อมูลกรมควบคุมมลพิษพบว่า โทรศัพท์มือถือเป็นซากผลิตภัณฑ์ที่พบมากที่สุดและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี โดยในปี 2559 มีซากมือถือ 10.9 ล้านเครื่อง และคาดว่าในปี 2564 จะมีซากมือถือจำนวน 13.42 ล้านเครื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อันตรายจากซากโทรศัพท์มือถือและแบตเตอรี่&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่อยู่ใกล้ตัวคนไทยมากที่สุดคือ โทรศัพท์มือถือกลายเป็นขยะอยู่ตามแหล่งชุมชนปะปนไปกับขยะมูลฝอย ไม่มีการจัดการที่ถูกต้อง เมื่อเวลาผ่านไปส่วนเปลือกห่อหุ้มของเครื่องโทรศัพท์และแบตเตอรี่จะเสื่อมสภาพหรือผุกร่อน สารเคมีที่เสื่อมสภาพภายในจะไหลออกมาสู่สิ่งแวดล้อม สารพิษนี้ก็จะเข้าสู่ระบบนิเวศและห่วงโซ่อาหาร ผ่านทางดินน้ำและอากาศ และก่อให้เกิดอันตรายต่างๆ ที่ไม่คาดคิด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์:อาชญากรรมข้ามชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทยมีมาอย่างต่อเนื่อง เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2561 พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมเจ้าหน้าที่กระทรวงอุตสาหกรรม และกรมศุลกากร ได้ตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์ที่ท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี ทั้งหมด 7 ตู้ ที่นำเข้ามาจากฮ่องกงและประเทศญี่ปุ่น พบขยะอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งเครื่องเล่นเกมเก่า สายไฟ และแผงวงจร มีการสำแดงข้อมูลระบุไว้ว่าเป็นเพียงพลาสติก และได้ตั้ง 4 ข้อหาคือ สำแดงเท็จตามพระราชบัญญัติศุลกากร หลีกเลี่ยงการเสียภาษีตามพระราชบัญญัติศุลกากร นำเข้าสินค้าต้องห้ามและนำเข้าวัตถุอันตรายประเภทที่ 3 นอกจากนี้บริษัทที่นำเข้าจะต้องรับผิดชอบในการกำจัด หรือส่งกลับประเทศต้นทางด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษพบมีการลักลอบ นำเข้ากากของเสียประเภทขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ผิดกฎหมายมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; - เดือนธันวาคม ปี 2544 มีการลักลอบนำเข้าแบตเตอรี่รถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์จากสหราชอาณาจักร จำนวน 5 ตู้คอนเทนเนอร์ นำหนักรวม 23.4 ตัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; - เดือนกันยายน ปี 2545 ลักลอบนำเข้าจอคอมพิวเตอร์ใช้แล้วจากญี่ปุ่น 2 ตู้คอนเทนเนอร์ น้ำหนัก 46.2 ตัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; - เดือนมกราคม ปี 2547 ลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์จากญี่ปุ่น 7 ตู้คอนเทนเนอร์ หนัก 46.2 ตัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; - เดือนสิงหาคม ปี 2557 ลักลอบนำเข้าซากเครื่องใช้ไฟฟ้าจากญี่ปุ่น 8 ตู้คอนเทนเนอร์ หนัก 196.1 ตัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนถึงปัญหาความหละหลวมในการบริหารจัดการและการควบคุมของไทย ซึ่งส่วนหนึ่งมีสาเหตุจากการทุจริตรับสินบนของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ผิดกฎหมาย เหล่านี้เป็นขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ มีกลุ่มเอกชนของจีนเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทหรือซื้อต่อโรงงานจากคนไทยเพื่อดำเนินการ โดยยื่นขอใบอนุญาตจากกรมโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อดำเนินกิจการนี้ก่อนจะนำเข้าขยะดังกล่าวมา อย่างไรก็ดี บริษัทกลับไม่มีประสิทธิภาพมากพอที่จะดำเนินการ จึงกระจายขยะต่อให้กับโรงงานในเครือข่ายกำจัดทิ้งแทน มีการรายงานข่าวว่า กลุ่มเอกชนเหล่านี้ได้จ่ายเงินให้กับเจ้าหน้าที่รัฐเพื่ออำนวยความสะดวกด้วย โดยตกตู้คอนเทนเนอร์ละหลักแสนบาท สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะความเห็นแก่ตัวของคนบางกลุ่ม โดยไม่ได้คำนึงผลกระทบต่อส่วน รวมทั้งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของประเทศและปัญหาสุขภาพของประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทางออกในการจัดการปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับการจัดการเศษเหลือทิ้งของผลิตภัณฑ์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์โดยตรง แม้จะพยายามผลักดันร่างพระราชบัญญัติการจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีหลายครั้ง ตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมาจนครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2561 คณะรัฐมนตรีจึงมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว สาระสำคัญกำหนดให้ผู้ผลิตต้องจัดตั้งศูนย์รับคืนซากผลิตภัณฑ์ หรือให้ผู้จัดจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หรือผู้ใดดำเนินการแทนภายใต้การควบคุมดูแลของผู้ผลิตหรือผู้ผลิต สามารถทำความตกลงกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในการดำเนินการจัดตั้งศูนย์รับคืนซากผลิตภัณฑ์ แต่จนถึงต้นปี 2562 ก็ยังไม่มีการเสนอร่างกฎหมายนี้ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณา เพราะยังอยู่ระหว่างการให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาทบทวน ปัจจุบันจึงมีเพียงกฎหมายที่บัญญัติเกี่ยวกับการจัดการของเสียอันตรายและการประกอบกิจการอุตสาหกรรม และกฎหมายสิ่งแวดล้อมฉบับต่างๆ ได้แก่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; - พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; - พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; - พระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ.2522&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; - พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ.2535&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; - พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2551&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; - พระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; - พระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ.2522&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; - พระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2548&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; - พระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ผ่านมากระทรวงอุตสาหกรรม โดยสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมได้จัดทำกรอบการดำเนินงานและแผนปฏิบัติการเพื่อรองรับผลกระทบจากระเบียบสหภาพยุโรปเกี่ยวกับเศษเหลือทิ้งของผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เมื่อปี 2549 กรมโรงงานอุตสาหกรรมทำการศึกษาการจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ให้ถูกวิธี และออกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่องการกำหนดให้เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้แล้วเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ซึ่งผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้ส่งออก หรือผู้มีไว้ครอบครองจะต้องได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ของกรมโรงงานอุตสาหกรรมก่อนจึงจะสามารถประกอบการได้ ขณะที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมควบคุมมลพิษ ได้ดำเนินการศึกษาและจัดทำโครงการต่างๆ เช่น โครงการศึกษาเพื่อจัดตั้งศูนย์กำจัดของเสียอันตรายจากชุมชนโครงการกลไกการเรียกคืนซากแบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือ คู่มือการจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และยุทธศาสตร์การจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์เชิงบูรณาการ เป็นต้น ส่วนกระทรวงสาธารณสุข โดยกรมอนามัย ได้จัดทำคู่มือประชาชน เพื่อให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับขยะอิเล็กทรอนิกส์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับการแก้ไขปัญหาในระยะเร่งด่วน คณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินคณะที่ 5 ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน ได้พิจารณามาตรการกำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์และเศษพลาสติกเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2561 มี 3 มาตรการเร่งด่วนคือ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; - ระงับการอนุญาตนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์จากโรงงานที่ปฏิบัติไม่ถูกต้องตามอนุสัญญาบาเซล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; - ผลักดันให้นำกลับขยะอิเล็กทรอนิกส์และเศษพลาสติกในกรณีที่พบการสำแดงเท็จ พร้อมดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; - หากนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์และเศษพลาสติกแล้วส่งไปโรงงานกำจัดที่ไม่ถูกต้องตามใบอนุญาต ให้ส่งกลับไปยังโรงงานที่ได้รับอนุญาต หรือนำไปกำจัดให้ถูกต้อง พร้อมดำเนินคดีต่อผู้กระทำผิดกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ข้อเรียกร้องของนักวิชาการและภาคประชาสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายสนธิ คชวัฒน์ เลขาธิการสมาคมอนามัยสิ่งแวดล้อมไทย ได้เรียกร้องให้เร่งออกกฎหมายการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ และซากผลิตภัณฑ์ อุปกรณ์ไฟฟ้า (Waste from Electrical and Electronic Equipment : WEEE) ภายใต้หลักการความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิตและผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์ จัดระบบรับคืน รวบรวม ขนส่ง รีไซเคิลและกำจัดซากผลิตภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์อุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ โดยความร่วมมือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ผู้บริโภค ท้องถิ่น และผู้จัดจำหน่าย โดยกำหนดให้ผู้บริโภคที่ต้องการกำจัดซากผลิตภัณฑ์ดังกล่าวต้องทำการคัดแยกขยะและจ่ายค่าธรรมเนียมการกำจัดให้แก่ภาครัฐที่รับขนไปยังโรงงานรีไซเคิล นอกจากนี้ร้านค้าปลีกต้องรับสินค้าเก่าคืนเมื่อขายสินค้าใหม่ โดยผู้ผลิตต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการรับซื้อคืนและรีไซเคิล ทำให้ปริมาณการรีไซเคิลมีจำนวนมากขึ้น ลดปัญหาการกำจัดลง และผู้ผลิตจะพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณสมบัติรักษาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ลดการใช้วัสดุที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยรัฐบาลต้องเร่งสนับสนุนให้เกิดโรงงานรีไซเคิลมากขึ้น สนับสนุนทั้งองค์ความรู้ งบประมาณ และกำหนดให้โรงงานอุตสาหกรรมประเภทกำจัดกากของเสียอันตรายและโรงงานอุตสาหกรรมประเภทรีไซเคิลทั้งหมด ต้องดำเนินการภายในพื้นที่ของนิคมอุตสาหกรรม เพื่อสะดวกในการควบคุมและกำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ในระยะเร่งด่วน นางเพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ กับชาวบ้าน 7 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากขยะอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง สมุทรสาคร เพชรบุรี สระบุรี และราชบุรี ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีโรงงานคัดแยกขยะรีไซเคิลตั้งภายในพื้นที่จำนวนมาก ได้เรียกร้องให้ คสช.ใช้อำนาจตามมาตรา 44 เข้ามาจัดการเรื่องนี้อย่างจริงจัง เนื่องจากปัญหานี้มีสาเหตุจากกรมโรงงานอุตสาหกรรมทยอยออกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ยกเว้นให้ไม่ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตรายเกี่ยวกับการดำเนินการในการขออนุญาตและขึ้นทะเบียน ส่งผลให้การผลิต การนำเข้า การส่งออก และการครอบครองของเสียและขยะดังกล่าวได้รับยกเว้นไม่ต้องขออนุญาต จึงอาจส่งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สรุป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัญหาอุปสรรคในการจัดการกับขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่เติบโตอย่างรวดเร็วมาจากผลิตภัณฑ์ในกลุ่มโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ ที่ผู้บริโภคเริ่มมีค่านิยมในการเปลี่ยนเครื่องก่อนที่เครื่องเดิมจะเสื่อมสภาพลง เป็นผลให้เกิดขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น เบลเยียม ใช้การแก้ไขปัญหาโดยมีองค์กรกลางที่เรียกว่า RECUPEL เป็นหน่วยงานที่มีระบบการจัดเก็บและจัดการซากอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของการป้องกันและจัดการของเสียและข้อตกลงด้านนโยบายสิ่งแวดล้อม ในการเรียกคืนซากอิเล็กทรอนิกส์ อันเป็นข้อตกลงร่วมกันระหว่างภาครัฐบาลและภาคอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศไทยควรให้ความสำคัญจัดตั้งองค์กรกลาง เพื่อผนึกกำลังส่วนราชการที่เกี่ยวข้องมาเป็นองค์กรเดียวกันในการควบคุมและจัดการกับขยะอิเล็กทรอนิกส์ ส่งเสริมให้เกิดโรงงานรีไซเคิล และโรงงานประเภทกำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างครบวงจรในประเทศ กำหนดโซนนิงพื้นที่กำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์ให้ชัดเจน ไม่ให้กระทบต่อชุมชน ส่วนปัญหาการลักลอบการนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์นั้น ควรมีระบบตรวจสอบคัดกรองสินค้าตั้งแต่ต้นทางก่อนนำตู้คอนเทนเนอร์ขนส่งสินค้าเข้ามาถึงประเทศ เพื่อป้องกันการลักลอบนำขยะอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาในประเทศ และต้องสูญเสียงบประมาณในการส่งกลับออกไปอีก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 5.ปลดล็อกกัญชา:ก้าวแรกสู่ความหวังทางการแพทย์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลายประเทศทั่วโลกอนุญาตให้ใช้กัญชาทางการแพทย์หรือสันทนาการได้อย่างถูกกฎหมาย แต่หลายทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยกำหนดให้กัญชาเป็นสิ่งเสพติดให้โทษประเภท 5 ห้ามเสพ ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ทว่าล่าสุดได้มีการปลดล็อกพืชกัญชาที่เป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 เพื่อเปิดทางให้นำมาใช้ทางการแพทย์ได้แล้ว ทำให้เกิดความหวังว่าผู้ป่วยบางโรคจะได้รับประโยชน์จากนโยบายดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 กัญชาถูกจัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 แบบเดียวกับพืชกระท่อม ผู้ใดมีไว้ครอบครองมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 5 ปี ปรับสูงสุดถึง 100,000 บาท การเรียกร้องให้ถอดกัญชาจากประเภทยาเสพติดมาเป็นพืชสมุนไพรถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ขณะที่หลายๆ ประเทศอย่างสหรัฐอเมริกาอนุญาตให้กัญชาสามารถนำมาใช้ได้อย่างถูกกฎหมาย แต่สำหรับประเทศไทยแล้ว เรื่องของยาเสพติดเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ยากที่คนในสังคมส่วนใหญ่จะยอมรับ แต่ทว่าสิ่งที่มีการเรียกร้องกันอยู่นี้ไม่ใช่เรื่องของการนำกัญชามาเสพเพื่อความบันเทิง แต่เป็นการใช้ประโยชน์ด้านการแพทย์ โดยมีงานวิจัยจำนวนมากต่างยืนยันว่ากัญชาสามารถนำมารักษาโรคได้หลายชนิด บทความนี้เป็นการอภิปรายมุมมองกัญชาในด้านต่างๆ และแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงทางนโยบายและกฎหมายที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ตลอดจนผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กัญชาคือยาหรือยาเสพติด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์พบว่า ในกัญชามีสารตระกูลแคนนาบินอยด์ (Cannabinoids) อยู่จำนวนหนึ่งมีสารสำคัญที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท คือ Delta-9-Tetrahydrocannabinol (THC) สารดังกล่าวจัดอยู่ในกลุ่มวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทในประเภท 1 ตามพระราชบัญญัติวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 การค้นคว้าเกี่ยวกับฤทธิ์ของ THC นำไปสู่การผลิตยา (Dronabinol (Marinol) ซึ่งมีส่วนผสมของ THC สำหรับใช้ในผู้ป่วยมะเร็งที่รักษาด้วยวิธีเคมีบำบัด เพื่อป้องกันอาการคลื่นไส้ อาเจียน และทำให้เพิ่มความอยากอาหารในผู้ป่วยเอดส์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กัญชานิยมเสพโดยการสูบ ฤทธิ์ของกัญชาเมื่อเสพเข้าสู่ร่างกาย จะแทรกซึมเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็วภายใน 2-3 นาที และจะออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทได้สูงสุดถึง 1 ชั่วโมง อาการโดยทั่วไปจะเซื่องซึมลงอย่างช้าๆ แต่บางรายก็ลดลงอย่างรวดเร็ว ผู้เสพกัญชาจะมีอาการเคลิ้มจิต (Euphoric &amp;ldquo;high&amp;rdquo; or &amp;ldquo;stoned&amp;rdquo;) โดยในระยะแรกมักจะเป็นอาการกระตุ้นประสาท และบางคนจะมีอาการตึงเครียดทางใจหรืออาการกังวล ต่อมาจะมีอาการเคลิ้มจิตเคลิ้มใจ ทำให้ผู้สูบรู้สึกว่าบรรยากาศทั่วๆ ไปเงียบสงบ จากนั้นมักจะมีปฏิกิริยาที่เปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน เดี๋ยวหัวเราะลั่น เดี๋ยวสงบ เพราะฉะนั้นอาการเคลิ้มจิตจึงควรเรียกว่า &amp;ldquo;อาการเมากัญชา&amp;quot; มากกว่า อาการอื่นๆ ที่พบคือ ผู้เสพจะรู้สึกล่องลอย ปากแห้ง สับสน อยากอาหาร ชีพจรเพิ่มขึ้น ตาแดงขึ้น ในขณะที่เสพยา หากเสพเป็นประจำจะทำให้สุขภาพเสื่อมลง เกิดโรคตามมา ได้แก่ โรคหลอดลมอักเสบ ไซนัสอักเสบ ทางเดินหายใจอักเสบ ตะคริว ท้องร่วง โดยรวมแล้วกัญชามีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่คล้ายกับพวกยากระตุ้นประสาท (Stimulant) ยากดประสาท (Depressant) ยาหลอนประสาท (Hallucinogen) ยาแก้ปวด (Analgesic) และยาที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท (Psychotropic) หลายประการในยาตัวเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นพ.สมยศ กิตติมั่นคง จากสำนักโรคเอดส์ วัณโรคและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ กรมควบคุมโรค ได้เขียนหนังสือ &amp;ldquo;กัญชา คือ ยารักษามะเร็ง&amp;rdquo; อธิบายว่า กัญชามีคุณประโยชน์สามารถรักษาโรคได้ โดยเฉพาะการรักษาโรคเอดส์ในอดีต มีการใช้กัญชาช่วยรักษามาตลอด โรคเอดส์ซึ่งเป็นโรคที่ทำลายภูมิคุ้มกันในร่างกาย ทำให้ร่างกายทรุดโทรม ผอมแห้งแรงน้อย เมื่อเสพกัญชาเข้าไปแล้วจะทำให้ผู้ป่วยอ้วนท้วนสมบูรณ์ ขณะที่การรักษาโรคมะเร็งมีการวิจัยทดลองในหนู พบว่าขนาดของกัญชาที่ให้ในหนูมีผลต่อการลดมะเร็งตับในหนู และลดการเกิดมะเร็งชนิดที่ไม่รุนแรง เช่น ในต่อมเต้านม มดลูก ต่อมใต้สมอง อัณฑะ ตับอ่อน และยังพบการยับยั้งการเจริญเติบโตของมะเร็งปอดในหลอดทดลอง โดยการนำก้อนเซลล์มะเร็งปอดจากคนยัดเข้าไปใต้ผิวหนังของหนู และพบว่ากัญชาสามารถยับยั้งได้ถึง 60 เปอร์เซ็นต์ ทำให้มะเร็งไม่ลาม ผลวิจัยจากสถาบันสุขภาพแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา ก็ได้ยืนยันว่า การใช้กัญชาได้ผล เพราะสารสกัดจากกัญชาเมื่อสัมผัสกับเซลล์มะเร็งแล้วจะกระตุ้นที่เซลล์มะเร็งให้เกิดกระบวนการทำลายตัวเอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กัญชาสมุนไพรไทยโบราณ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากงานวิจัยเรื่อง &amp;ldquo;การใช้กัญชาทางการแพทย์&amp;rdquo; ของ ภญ.วีรยา ถาอุปชิต ค้นพบว่า แท้จริงแล้วกัญชาถูกใช้เป็นพืชสมุนไพรอยู่ในตำรับยาของไทยมาแต่โบราณ พบตำรับยาไทยที่มีส่วนประกอบของกัญชาในตำรายาแพทยศาสตร์สังเคราะห์ และตำราพระโอสถพระนารายณ์ ซึ่งเป็นตำราเก่าแก่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ที่มีการใช้มายาวนานกว่า 360 ปีแล้ว ตำรับยาที่มีกัญชาเป็นส่วนประกอบหลัก ได้แก่ ยาทิพกาศ ยาศุขไสยาศน์ ยาอัมฤตย์โอสถ ยาอัคคินีวคณะ ซึ่งเป็นยาบำรุงร่างกาย ยาเจริญอาหาร ยานอนหลับ แก้ปวดหัว ขับลม เป็นต้น โดยมีหลักฐานที่บันทึกไว้ เช่น &amp;ldquo;อัคคินีวคณะ เอากัญชา ยิงสม สิ่งละส่วน เปลือกอบเชย ใบกระวาน กานพลู สะค้าน สิ่งละ 2 ส่วน ขิงแห้ง 3 รากเจตมูลเพลิง ดีปลี สิ่งละส่วน น้ำตาลกรวด 6 ส่วน กระทำเป็นจุณน้ำผึ้งรวงเป็นกระสาย บดเสวยหนักสลึง 1 แก้อาเจียน 4 ประการ ด้วยติกกะขาคินีกำเริบ แลวิสมามันทาคินีอันทุพล จึงคลื่นเหียนอาเจียน มิให้เสวยพระกระยาหาร เสวยมีรสชูกำลังยิ่งนัก.......ข้าพระพุทธเจ้า ขุนประสิทธิโอสถจีนประกอบทูลเกล้าฯ ถวาย ครั้งสมเด็จพระนารายณ์เป็นเจ้าเมืองลพบุรี เสวยเพลาเข้าอัตรา ดีนักแลฯ&amp;rdquo; นอกจากนี้ยังพบในตำราต่างๆ อีกนับ 100 ฉบับ มีทั้งที่จารึกไว้ ณ วัดพระเชตุพนฯ หรือวัดโพธิ์ แต่ต่อมาองค์การสหประชาชาติได้กำหนดให้กัญชาจัดเป็นยาเสพติดกลุ่ม Narcotic drug ตั้งแต่ปี 2504 ทำให้การใช้กัญชากลายเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายในเกือบทุกประเทศ รวมทั้งประเทศไทยด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มุมมองใหม่: WHO การันตีกัญชาเป็นยารักษาโรค&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2561 คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญด้านการพึ่งพายาขององค์การอนามัยโลก ออกรายงานว่า แคนนาบิไดออล (Cannabidiol) หรือ CBD ซึ่งเป็น 1 ในกว่า 100 สารประกอบที่พบในกัญชา สามารถใช้รักษาบำบัดอาการชักจากโรคลมชักได้ทั้งในเด็ก ผู้ใหญ่ และสัตว์ รวมถึงใช้รักษาอาการของโรคอัลไซเมอร์ อาการประสาทหลอน มะเร็ง และโรคพาร์กินสันได้ นอกจากนี้ยังพบว่า CBD แตกต่างจากสารอื่นๆ ที่พบในกัญชา หรือที่เรียกว่าสารตระกูลแคนนาบินอยด์ ตรงที่ไม่มีฤทธิ์ต่อประสาท เท่ากับไม่สามารถทำให้ &amp;ldquo;ไฮ&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;เมา&amp;rdquo; ได้ และยังไม่ทำให้ผู้ใช้ต้องพึ่งพายาหรือเกิดการติดยาอีกด้วย รายงานดังกล่าวขององค์การอนามัยโลกยังระบุด้วยว่า คุณประโยชน์ทางยาของ CBD ทำให้รัฐบาลหลายประเทศเริ่มปรับกฎหมายเพื่อให้สามารถนำสารชนิดนี้มาใช้รักษาผู้ป่วยได้ แต่มีรัฐบาลบางประเทศยังขึ้นบัญชี CBD ให้อยู่ในสารควบคุมประเภท 1 คือให้โทษสูง และไม่มีประโยชน์ทางการแพทย์ ทำให้เกิดการซื้อขาย CBD&amp;nbsp; อย่างผิดกฎหมาย เสี่ยงต่อการใช้เกินขนาดหรือผิดวิธี รวมถึงการได้ยาที่ไม่มีคุณภาพ ก่อนหน้านี้ องค์การอนามัยโลกได้ออกรายงานที่ชื่อว่า &amp;ldquo;The health and social effects of non-medical cannabis use 4&amp;rdquo; หรือผลกระทบด้านสุขภาพและสังคมที่เกิดจากการใช้กัญชาโดยไม่ใช่ทางการแพทย์ ซึ่งมีกระทรวงสาธารณสุขของสวีเดนเป็นเจ้าภาพ โดยรายงานดังกล่าวระบุว่า ผลกระทบจากการเสพกัญชาที่ชัดเจนที่สุดก็คือ การทำให้ผู้เสพเสี่ยงต่อการก่ออุบัติเหตุจราจรเพิ่มขึ้นตั้งแต่ 1-3 เท่า อย่างไรก็ตาม ผลกระทบดังกล่าวถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับปัญหาเมาแล้วขับของผู้ขับขี่รถยนต์ที่ได้รับจากการดื่มแอลกอฮอล์ ด้านมหาวิทยาลัยรังสิตก็ได้ศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจังจนถึงขั้นผลิตยาสเปรย์ Cannabis กัญชาบรรเทาอาการเจ็บปวดและอาเจียนจากการรักษาทางเคมีบำบัดของผู้ป่วยโรคมะเร็งได้สำเร็จ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รัฐบาลไฟเขียวปลดล็อกกัญชา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประเด็นการใช้กัญชาเป็นยารักษาโรคกลายเป็นเรื่องที่สังคมไทยกำลังให้ความสนใจ โดยสาร 2 ตัวที่สามารถนำมาใช้ทางการแพทย์คือ สาร Cannabidiol (CBD) และสาร Tetrahydrocannabinol (THC) ซึ่งมีผลต่อการรักษาที่แตกต่างกัน แต่ด้วยกฎหมายของไทยที่รัดกุม ควบคุมให้กัญชาเป็นยาเสพติด ทำให้รัฐบาล คสช.เริ่มเดินหน้าเรื่องนี้ผ่านการเข้าชื่อของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. เรียกร้องให้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 เปิดทางให้สามารถนำกัญชามาใช้ทางการแพทย์ได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ถึงกระนั้นยังมีข้อถกเถียงถึงการจดสิทธิบัตรกัญชาของไทย โดย ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ออกมาเปิดเผยว่า การปลดล็อกกัญชากำลังมีปัญหา ที่แม้ปลดไปก็อาจจะไม่สามารถใช้กัญชาของไทยได้เอง เนื่องจากกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้รับเรื่องจากบริษัทต่างชาติขอจดสิทธิบัตรสารจากกัญชาแล้ว ทั้งๆ ที่ทำไม่ได้ เพราะสารที่บริษัทต่างชาติมาจดเป็นสารในธรรมชาติของกัญชา ตามกฎหมายสิทธิบัตรไม่สามารถจดได้ และตามขั้นตอนได้ประกาศในเว็บไซต์เพื่อให้มีคนมาคัดค้าน ซึ่งให้ระยะเวลาคัดค้าน คือ 90 วัน ปรากฏว่าผ่านพ้นไปแล้ว และหากบริษัทต่างชาติได้สิทธิบัตร สิ่งที่กำลังดำเนินการอยู่ทั้งการเดินหน้าปลดล็อกกฎหมายเพื่อผู้ป่วย การเดินหน้าขององค์การเภสัชกรรม ทั้งโรงงานกึ่งอุตสาหกรรม และการพัฒนาสายพันธุ์ การสกัดสารที่ใช้งบ 120 ล้านจะทำได้อยู่หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เรื่องนี้ร้อนถึงสมาชิก สนช.ที่กำลังพิจารณาแก้ไขกฎหมายยาเสพติดให้โทษ ทำให้นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. เรียกกรมทรัพย์สินทางปัญญาชี้มาแจง เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2561 นายดิเรก บุญแท้ รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ยอมรับว่าบริษัทต่างชาติเข้ามายื่นขอจดสิทธิบัตรกัญชา 11 คำขอจริง แต่กรมทรัพย์สินทางปัญญายืนยันว่ายังไม่ได้จดสิทธิบัตรกัญชาให้บริษัทต่างชาติแม้แต่คำขอเดียว และมีบางคำขอที่ได้ดำเนินการยกเลิกเพิกถอนคำขอแล้ว จึงสร้างความมั่นใจให้กับ สนช. จากนั้น สนช.ได้มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฉบับใหม่ ด้วยมติเอกฉันท์ 166 เสียง เนื้อหามีทั้งสิ้น 28 มาตรา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สาระสำคัญคือ ให้สามารถนำเข้าหรือส่งออกยาเสพติดประเภท 5 คือ กัญชาและกระท่อมได้ในกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ทางราชการ โดยได้รับอนุญาตจากผู้อนุญาต โดยยกเว้นให้มียาเสพติดให้โทษประเภท 5 ไว้ในครอบครองไม่เกินจำนวนที่จำเป็น สำหรับการใช้รักษาโรคเฉพาะ หรือสำหรับใช้ในการปฐมพยาบาลหรือกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉินเพิ่มเติมให้ใช้ยาเสพติดประเภท 5 ได้ หากกระทำเพื่อการรักษาโรคตามคำสั่งของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ผู้ประกอบโรคศิลปะ หรือเพื่อการศึกษาวิจัย กำหนดให้ผู้ได้รับอนุญาตสามารถจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ได้เฉพาะสถานที่ที่กำหนดเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะเดียวกันยังเพิ่มเติมในส่วนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ให้มีอำนาจกำหนดเขตพื้นที่ เพื่อทดลองปลูกพืชที่เป็นหรือให้ผลผลิตที่เป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 และทดสอบยาเสพติดประเภท 5 ได้ตามพื้นที่ที่กำหนด โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขประกาศให้ท้องที่ใดเป็นท้องที่ที่เสพโดยไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งเป็นการปลดล็อกเฉพาะในส่วนของผู้ที่เกี่ยวข้อง คือแพทย์และคนไข้ เป็นการยกเว้นให้ไม่มีความผิดหลากหลายความเห็นเรื่องการปลดล็อกกัญชา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลังเกิดกระแสเรียกร้องให้ปลดล็อกกัญชาออกจากยาเสพติดในช่วงที่กำลังเข้าสู่การเลือกตั้ง ทำให้เรื่องนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นนโยบายของพรรคการเมืองหลายพรรค ทั้งพรรคประชาธิปัตย์ พรรคพลเมืองไทย พรรคภูมิใจไทย และพรรคพลังประชารัฐ เป็นต้น แต่ในที่สุดก็ได้ผลักดันเรื่องนี้ โดยแก้กฎหมายผ่าน สนช.จนสำเร็จ ขณะที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานคณะกรรมการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทย ได้ออกมาแถลงไม่เห็นด้วยกับการปลดล็อกกฎหมายใช้กัญชาทางการแพทย์ และอนุญาตให้มีการปลูกกัญชาและมีกัญชาในครอบครองได้โดยไม่ผิดกฎหมาย เนื่องจากอาจเกิดปัญหาในการควบคุมได้หากวัยรุ่นเอาไปเสพทางสันทนาการ แต่ควรวางมาตรการควบคุมและป้องกันให้เรียบร้อยก่อน เพราะปัจจุบันยังขาดแผนแม่บทในการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจัง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ประเทศไทยยังถกเถียงกันเรื่องปลดล็อกกัญชาทางการแพทย์ บริษัทยาข้ามชาติก็ได้เข้ามายื่นขอจดสิทธิบัตรสารสกัดกัญชาตามธรรมชาติในไทย ทำให้นายปานเทพ พัวพงศ์พันธ์ คณบดีสถาบันแพทย์แผนบูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัย นายคมสันต์ โพธิ์คง อาจารย์คณะนิติศาสตร์ ม.รังสิต น.ส รสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) และ ศ.พิเศษวิชา มหาคุณ อดีตกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พร้อมด้วยเครือข่ายประชาสังคมกัญชาเพื่อการแพทย์สำหรับประชาชนกว่า 100 คน ได้แสดงจุดยืนเรียกร้องไม่ให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาจดสิทธิบัตรกัญชาไทยให้บริษัทต่างชาติที่เป็นการเอื้อประโยชน์นายทุน พร้อมคัดค้านการที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จัดทำประกาศกระทรวงฯ เข้มงวดการปลูกกัญชา โดยระบุให้ปลูกได้แต่ในโรงเรือนระบบปิดเท่านั้น ในขณะที่แคนาดาเปลี่ยนการปลูกมาเป็นแบบปลูกกลางแจ้ง เพราะแสงแดดมีผลต่อสารและสรรพคุณสำคัญของกัญชา รวมทั้งยังช่วยลดต้นทุนการผลิตได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผลกระทบจากการปลดล็อกกัญชา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แน่นอนว่ากัญชามีสารเคมีหลายชนิดที่ให้ทั้งคุณและโทษ หากใช้รักษาโรคตามข้อมูลทางการแพทย์ที่ยืนยันว่ากัญชาสามารถใช้เพื่อบำบัดรักษาอาการเจ็บป่วยได้หลายโรค รวมถึงยับยั้งการเติบโตของมะเร็งได้ จึงถือเป็นอีกทางเลือกในการรักษาโรคที่จะทำให้ผู้ป่วยได้เข้าถึงยาที่มีประสิทธิผลมากขึ้น และลดผลข้างเคียงที่เกิดจากยาที่ได้จากการสังเคราะห์จากสารเคมี อีกทั้งอาจช่วยให้ค่าใช้จ่ายในการรักษาถูกลงเมื่อเทียบกับตัวยาที่นำเข้าจากต่างประเทศ เพราะกัญชาถือเป็นพืชสมุนไพรพื้นถิ่นที่อยู่คู่กับคนไทยมายาวนานจากข้อมูลในประวัติศาสตร์ที่ระบุไว้ นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมนวัตกรรมทางการแพทย์ของไทยให้มีความเป็นเลิศและเป็นที่ยอมรับในประชาคมโลก อย่างไรก็ตาม ด้วยสภาพสังคมไทยแล้วปัญหาที่จะเกิดขึ้นทันที คือการลักลอบปลูกและขายกัญชาเพื่อใช้เสพ เพื่อความบันเทิง โดยไม่มีการควบคุมจากแพทย์ หากใช้กัญชาในปริมาณที่มากจนเกินไปก็ย่อมก่อให้เกิดผลเสียได้เช่นเดียวกัน เพราะมีสารเคมีบางตัวจะทำให้ความคิดเลื่อนลอย สับสน ควบคุมตัวเองไม่ได้ ความจำเสื่อม กล้ามเนื้อลีบ หัวใจเต้นเร็ว และหูแว่ว นำมาซึ่งปัญหาในสังคมที่จะตามมา โดยเฉพาะปัญหาอาชญากรรมจากคนที่มีอาการทางจิตเพิ่มขึ้น เกิดปัญหาอุบัติเหตุ ทำลายคนในสังคม จึงถือเป็นเหรียญสองด้านที่ภาครัฐต้องมีวิธีรับมือ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พ.ร.บ.ยาเสพติดฉบับใหม่ ไฟเขียว &amp;ldquo;กัญชา-กระท่อม&amp;rdquo; เพื่อการแพทย์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ล่าสุดเมื่อ 18 กุมภาพันธ์ 2562 ได้มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ประกาศ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2562 ลงในราชกิจจานุเบกษา เนื่องจาก พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ปี 2522 ใช้บังคับมาเป็นเวลานาน และมีบางบัญญัติที่ไม่ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน นอกจากนี้ ปรากฏผลการวิจัยว่าสารสกัดจากกัญชาและพืชกระท่อมมีประโยชน์ทางการแพทย์เป็นอย่างมาก ดังนั้น เพื่อเป็นการรับรองและคุ้มครองสิทธิของผู้ป่วยที่จะได้รับและใช้กัญชา เพื่อประโยชน์ในการรักษาและพัฒนาทางการแพทย์ ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ผู้ได้รับอนุญาต ให้ทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ ให้ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ อธิบดีกรมสุขภาพจิต นายกแพทยสภา นายกสภาการแพทย์แผนไทย และนายกสภาเภสัชกรรม เป็นกรรมการในคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษตามวรรคหนึ่งเพิ่มขึ้นด้วยเฉพาะในวาระที่เกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ให้ความเห็นชอบต่อรัฐมนตรีในการอนุญาตให้ผลิต จำหน่าย นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับผู้ใดที่มีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ การรักษาผู้ป่วย การใช้รักษาโรคเฉพาะตัวหรือการศึกษาวิจัย อยู่ก่อนวันที่ พ.ร.บ.นี้ใช้บังคับ ไม่ต้องรับโทษ โดยจะต้องยื่นคำขอรับใบอนุญาตต่อเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ พ.ร.บ.นี้ใช้บังคับ แต่ถ้ากรณีที่ไม่ได้รับอนุญาต ให้กัญชานั้นตกเป็นของกระทรวงสาธารณสุข หรือให้ทำลาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้แล้วยังมีกฎหมายลำดับรองที่ออกตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2562 ลงนามโดย นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข จำนวน 3 ฉบับ ประกอบด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฉบับที่ 1 ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องการกำหนดให้ยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 เฉพาะกัญชาตกเป็นของกระทรวงสาธารณสุข หรือให้ทำลายกัญชาที่ได้รับมอบจากบุคคล ซึ่งไม่ต้องรับโทษตามมาตรา 22 แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฉบับที่ 2 ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องการครอบครองยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 เฉพาะกัญชาสำหรับผู้ป่วยที่มีความจำเป็นต้องใช้เพื่อรักษาโรคเฉพาะตัวก่อน พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ ใช้บังคับให้ไม่ต้องรับโทษ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฉบับที่ 3 ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องการแจ้งการมีไว้ในครอบครองกัญชาสำหรับผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา26/5 และบุคคลอื่นที่มิใช่ผู้ป่วยตามมาตรา 22 (2) ก่อน พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ ใช้บังคับให้ไม่ต้องรับโทษ กล่าวคือบุคคลที่ไม่ใช่กลุ่มที่ 1 และกลุ่มที่ 2 ซึ่งทั้ง 3 ฉบับให้มีผลบังคับใช้ในวันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังให้มีการนิรโทษกรรมผู้ครอบครองกัญชา 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) แพทย์ นักวิจัย วิสาหกิจชุมชน 2) ผู้ป่วย และ 3) กลุ่มอื่นๆ ตามกฎหมาย โดยผู้ที่ครอบครองกัญชาทั้ง 3 กลุ่มนี้ สามารถแจ้งการครอบครองได้ที่ศูนย์บริการเบ็ดเสร็จสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ส่วนพื้นที่ต่างจังหวัดสามารถแจ้งได้ที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ทั่วประเทศ หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่สายด่วน 1556 กด 3 ในวันและเวลาราชการ ซึ่งให้บริการตอบข้อซักถามในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกัญชาโดยตรง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สรุป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ข้อมูลของกรมการแพทย์พบว่า คนไทยป่วยเป็นโรคมะเร็งเฉลี่ยปีละ 122,757 ราย หรือวันละ 336 ราย และเสียชีวิตจากโรคมะเร็งเฉลี่ยปีละ 78,540 ราย หรือวันละ 215 ราย สถานการณ์โรคมะเร็งในประเทศไทยนับวันยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น ในขณะที่การศึกษาและวิจัยกัญชาเพื่อรักษามะเร็งยังมีเพียงในสถาบันการศึกษาบางแห่งและไม่มีการดำเนินการอย่างจริงจัง ด้วยข้อจำกัดด้านกฎหมาย ดังนั้นรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้ความสำคัญในการจัดตั้งหน่วยงาน หรือสนับสนุนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย ทดลอง นำกัญชามาใช้รักษาโรคให้ประสบความสำเร็จ อีกทั้งรัฐบาลควรสนับสนุนให้สถาบันการศึกษาที่มีความพร้อมมีโอกาสต่อยอดเรื่องนี้ในระยะยาว อย่างไรก็ตาม การนำกัญชาไปใช้ในทางที่ผิดหรือเสพเพื่อความบันเทิง เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาควบคุมอย่างรัดกุม เพราะไม่เช่นนั้นกัญชาจะกลายเป็นดาบสองคมที่ทำลายสังคมไทยได้ จึงมีความจำเป็นที่ต้องมีหน่วยงานกำกับดูแลเรื่องนี้อย่างจริงจัง และวางระบบป้องกันการแสวงหาผลประโยชน์จากกัญชาในทางที่มิชอบด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 6.โรคพิษสุนัขบ้าระบาด:ปัญหาการฉีดวัคซีนป้องกันโรค&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในปี 2561 ข่าวการแพร่ระบาดของโรคพิษสุนัขบ้าอย่างต่อเนื่องในหลายจังหวัด ได้สร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนไปทั่วประเทศ โดยสื่อได้พาดหวัข่าวรายวันว่า แต่ละวันมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นกี่คน จนสร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนอย่างมาก สถานการณ์ดังกล่าวสร้างความเคลือบแคลงสงสัยให้กับสังคมว่า ทำไมอยู่ดีๆ โรคพิษสุนัขบ้าถึงกลับมาระบาดในประเทศไทยอีก ทั้งๆ ที่หลายปีที่ผ่านมาไม่ค่อยมีข่าวการแพร่ระบาดของโรคมากนัก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อธิบดีกรมควบคุมโรคได้เปิดเผยสถานการณโรคพิษสุนัขบ้าในปี 2561 ว่าพบผู้เสียชีวิตถึง 17 ราย ใน 14 จังหวัด แบ่งเป็น บุรีรัมย์ ระยอง และสงขลา จังหวัดละ 2 ราย ส่วน สุรินทร์ ตรัง นครราชสีมา ประจวบคีรีขันธ์ พัทลุง หนองคาย ยโสธร กาฬสินธุ์ มุกดาหาร ตาก และสุราษฎร์ธานี พบจังหวัดละ 1 ราย ในขณะที่กรมปศุสัตว์ได้รายงานสถานการณ์ระบาดของโรคพิษสุนัขบ้าในปี 2561 ว่ามีตัวอย่างสัตว์ส่งตรวจทั้งหมด 9,275 ตัวอย่าง พบผลบวกทั้งหมด 1,469 ตัวอย่าง ใน 54 จังหวัด คิดเป็นร้อยละ 15.83 โดยมีการระบาดสูงสุด ใน 10 จังหวัด ได้แก่ สุรินทร์ ร้อยเอ็ด สงขลา นครราชสีมา ยโสธร ชลบุรี ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ นครศรีธรรมราช และกาฬสินธุ์ ส่วนชนิดสัตว์ที่พบ ได้แก่ สุนัข 1,281 ตัว โค 117 ตัว แมว 51 ตัว กระบือ 15 ตัว แพะ 2 ตัว นอกจากนี้ยังมีม้า กวาง และสุกร ชนิดละ 1 ตัว ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-30 ธันวาคม 2561 มีจังหวัดที่ไม่พบโรคพิษสุนัขบ้าเพียง 23 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดชัยนาท ลพบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง ตราด นครนายก บึงกาฬ สกลนคร หนองบัวลำภู เชียงใหม่ แพร่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน พิษณุโลก สุโขทัย อุตรดิตถ์ อุทัยธานี นครปฐม ชุมพร พังงา&amp;nbsp; ภูเก็ต และนราธิวาส&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไม่น่าเชื่อว่ารากเหง้าของปัญหาการระบาดของโรคพิษสุนัขบ้าครั้งนี้ คือปัญหาของระบบบริหารราชการแผ่นดินของประเทศไทย นั่นคือการตีความเรื่อง &amp;ldquo;การกระจายอำนาจ&amp;rdquo; องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) โดยสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่เห็นว่าหน้าที่การทำงานในเรื่องนี้เป็นของราชการส่วนกลางในระดับกระทรวงและกรม ไม่ใช่หน้าที่ของ อปท. ทำให้ สตง.เข้าไปตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณของ อปท. และเรียกงบประมาณที่ดำเนินการฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้าคืนจาก อปท. ผลกระทบตามมาจึงเกิดเรื่องร้ายแรงที่ไม่มีใครคาดคิด เนื่องจาก อปท.ทั่วประเทศไม่กล้าดำเนินการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า จนทำให้เกิดการระบาดของโรคตามมาและมีผู้เสียชีวิตในที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กรณีนี้เป็นบทเรียนว่าการบริหารราชการแผ่นดินที่เน้นการตีความข้อกฎหมายตามความคิดความเข้าใจของเจ้าหน้าที่โดยไม่ดู &amp;ldquo;เป้าหมายที่แท้จริง&amp;rdquo; ในการทำงาน ทำให้เกิดปัญหาการแพร่ระบาดของโรคไปอย่างกว้างขวาง ดังนั้น แม้ประเทศไทยจะมีความพร้อมทั้งบุคลากร ระบบยา และเวชภัณฑ์ แต่เมื่อเกิดปัญหาในแง่ของการตีความอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของคนที่ไม่รู้จริงเรื่องกฎหมาย ก็ทำให้เกิดปัญหามากมายตามมาได้ บทความนี้จะสะท้อนภาพการแพรร่ะบาดของโรคพิษสุนัขบ้าที่เกิดขึ้นจากปัญหาการตีความด้านกฎหมายและถอดบทเรียนดังกล่าว เพื่อปรับปรุงแนวทางการแก้ปัญหาในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัญหาการกระจายอำนาจกับการลุกลามของโรคพิษสุนัขบ้า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ภายหลังการรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในปี 2557 ได้มีนโยบายตรวจสอบความโปร่งใสและการใช้งบประมาณของ อปท. จนนำไปสการตรวจสอบงบการเงินของเทศบาลตำบลสุรนารี อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ประจำงวดปีงบประมาณ 2556 สตง.จึงได้ทำหนังสือแจ้งไปยังเทศบาลสุรนารี ว่าการจัดซื้อวัคซีนพิษสุนัขบ้าผิดวัตถุประสงค์ เนื่องจากไม่ใช่หน้าที่ของเทศบาล แต่เป็นหน้าที่ของกรมปศุสัตว์ พร้อมทั้งให้เรียกเงินคืน อีกทั้งเสนอให้มีการสอบวินัยผู้บริหารท้องถิ่นด้วย นอกจากนี้ สตง.ยังมีหนังสือเวียนไปยัง อปท.ทั่วประเทศมิให้นำงบประมาณไปจัดซื้อวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้าเพื่อฉีดให้แก่สัตว์เลี้ยงของประชาชนและสัตว์จรจัดในพื้นที่ด้วย เทศบาลสุรนารีซึ่งต้องการความชัดเจนในเรื่องนี้ จึงทำหนังสือถึงกรมปศุสัตว์ เพื่อให้กรมปศุสัตว์เสนอเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) ตีความอำนาจหน้าที่ในการจัดซื้อวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้าของ อปท. เพื่อให้เกิดความกระจ่างในเรื่องนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ต่อมากรมปศุสัตว์ได้มีหนังสือถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อให้ตีความอำนาจหน้าที่ในการจัดซื้อวัคซีนพิษสุนัขบ้าของ อปท. เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2558 จนกระทั่งเดือนมีนาคม 2559 สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาจึงได้มีคำวินิจฉัยที่ 442/2558 ตีความว่า กรมปศุสัตว์มีอำนาจหน้าที่ในการจัดซื้อตามพระราชบัญญัติโรคพิษสุนัขบ้า พ.ศ.2535 และมีอำนาจในการมอบหมายหน้าที่ดังกล่าวให้ อปท.ได้ด้วย แต่ สตง.ไม่แจ้งผลของการตีความดังกล่าวให้ อปท. ทั่วประเทศรับทราบ และในต้นปี 2561 สตง.ยังคงตามตรวจสอบประเด็นวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้าอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการกล่าวหาว่าวัคซีนที่จัดซื้อไม่ได้คุณภาพหรือจัดซื้อราคาแพงเกินไป &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จนสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เข้ามาแทรกแซงเรื่องการนำเข้าวัคซีน ทำให้วัคซีนพิษสุนัขบ้าในประเทศไทยขาดสต๊อกไประยะหนึ่ง และ อปท.ส่วนใหญ่ไม่กล้าตั้งงบประมาณจัดซื้ออีกด้วย เนื่องจากเกรงว่า สตง.จะเรียกเงินคืนและฟ้องร้องเป็นเรื่องราว ทั้งนี้ จากฐานข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐของ สตง. ในปี 2557-2561 พบว่ามี อปท.ที่ซื้อวัคซีนพิษสุนัขบ้าเพียง 4 แห่งเท่านั้น จนในที่สุดการระบาดของโรคพิษสุนัขบ้าจึงเริ่มรุนแรงขึ้นในปี 2560 และทวีความรุนแรงขึ้นอีกในปี 2561 โดยมีการระบาดของโรคในพื้นที่ถึง 54 จังหวัดทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในช่วงของการระบาดของโรคพิษสุนัขบ้า ได้เกิดการเคลื่อนไหวทางสังคมที่หลากหลายต่อปัญหาการระบาดดังกล่าว มีการเสวนาของนักวิชาการเพื่อสะท้อนปัญหาการระบาดว่าเกิดจากสาเหตุใด ซึ่งข้อสรุปของวงเสวนานอกจากเรื่องปัญหาการตีความของ สตง. เรื่องวัคซีนไม่มีคุณภาพแล้ว ปัญหาหนึ่งที่มักจะไม่ค่อยมีผู้ยกขึ้นมาพิจารณาคือ เรื่องการเพิ่มขึ้นของสุนัขจรจัด เนื่องจากไม่มีการควบคุมการเลี้ยงสุนัข และปัญหาการทิ้งสุนัขของเจ้าของ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนั้น ผู้นำชุมชนหลายแห่งยังได้ออกมาสะท้อนปัญหาการตีความของ สตง. ที่ไม่สอดคล้องกับบริบทการทำงานในพื้นที่ นอกจากนั้นกลุ่มประชาชนผู้รักสัตว์ยังได้รวมตัวกันเรียกร้องให้อธิบดีกรมปศุสัตว์ลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากเห็นว่าการระบาดของโรคพิษสุนัขบ้าเกิดจากการที่กรมปศุสัตว์จัดซื้อวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าที่ไม่มีคุณภาพ ส่วนในสื่อสังคมออนไลน์ (Social media) ประชาชนจำนวนมากได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ สตง. ว่าสาเหตุทำให้เกิดการระบาดของโรค จน สตง.ต้องออกมาแถลงการณ์เพื่อปฏิเสธถึงเรื่องดังกล่าวด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สรุปประมวลความเห็นของ สตง. และการตีความของ สคก.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กรมปศุสัตว์ได้ทำเรื่องหารือการดำเนินการของ อปท. ในเรื่องการจัดซื้อวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าต่อ สคก. โดยมีข้อหารือและประเด็นพิจารณา สรุปสาระสำคัญได้ดังต่อไปนี้&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.ข้อเท็จจริง เทศบาลตำบลสุรนารีใช้งบประมาณ ในปีงบประมาณ 2556 ในการจัดซื้อวัคซีนพิษสุนัขบ้า เพื่อนำมาฉีดให้แก่สุนัขที่มีเจ้าของและสุนัขจรจัด สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินจังหวัดนครราชสีมาได้เข้าตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณ พบว่าการใช้จ่ายดังกล่าวผิดวัตถุประสงค์ เนื่องจากไม่ใช่หน้าที่ของเทศบาลสรุนารี แต่เป็นหน้าที่ของกรมปศุสัตว์ โดยมีความเห็นของ สตง. และกฤษฎีกาตีความดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.ความเห็นของ สตง.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.1 ตามพระราชบัญญัติโรคพิษสุนัขบ้า พ.ศ.2535 การควบคุมและป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าไม่ใช่ภารกิจโดยตรงของเทศบาลตำบลสุรนารี แต่เป็นภารกิจโดยตรงของกรมปศุสัตว์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.2 สตง.ได้ตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณประจำงวด ปีงบประมาณ 2556 พบว่าเทศบาลสุรนารีได้ดำเนินการฉีดวัคซีนให้แก่สัตว์โดยเจ้าของสัตว์ไม่เสียค่าใช้จ่าย ขณะที่มาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติโรคพิษสุนัขบ้า พ.ศ.2535 กำหนดให้เจ้าของสัตว์มีหน้าที่ต้องจัดให้สัตว์ของตนได้รับการฉีดวัคซีนจากสัตวแพทย์หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย โดยเจ้าของสัตว์ต้องเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายเอง แต่เทศบาลสุรนารีกลับฉีดวัคซีนฟรี แม้ว่าเขตพื้นที่ของเทศบาลสุรนารียังไม่ได้รับการประกาศจากอธิบดีกรมปศุสัตว์ให้ดำเนินการฉีดวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้าโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เทศบาลสุรนารีจึงมิได้ดำเนินการเบิกจ่ายงบประมาณให้ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด เพราะขณะนั้นไม่มีประกาศจากอธิบดีกรมปศุสัตว์ให้มิต้องเก็บค่าใช้จ่ายจากประชาชนเจ้าของสัตว์ ดังนั้น เทศบาลสุรนารีจะต้องเก็บค่าใช้จ่ายในการฉีดวัคซีนจากประชาชนเจ้าของสัตว์ทุกรายที่มารับบริการฉีดวัคซีนย้อนหลังด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.ความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.1 พระราชบัญญัติโรคพิษสุนัขบ้า พ.ศ.2535 มุ่งประสงค์ให้กรมปศุสัตว์ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการควบคุมและป้องกันโรคระบาดสัตว์ ตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2499 เป็นผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการให้เป็นไปตามกฎหมาย เนื่องจากมีสัตวแพทย์ที่มีความรู้ความสามารถ ตลอดจนเป็นหน่วยงานที่มีความพร้อมและเหมาะสมในการควบคุมและป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า อย่างไรก็ตาม กฎหมายจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลายฉบับได้กำหนดอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการป้องกันและระงับโรคติดต่อ หรืออำนาจหน้าที่ในด้านการสาธารณสุขไว้ ได้แก่ ม.67 (3) แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 ม.50 (4) ม.53 (1) ม.56 (1) และ ม.56 (3) แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2496 และ ม.62 (14) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ.2542 นอกจากนั้น ใน ม.89 (16) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2528 กำหนดให้กรุงเทพฯ มีอำนาจหน้าที่ในด้านการสาธารณสุข การอนามัยครอบครัว และการรักษาพยาบาลด้วย อีกทั้งบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติโรคพิษสุนัขบ้า พ.ศ.2535 ได้กำหนดหน้าที่เกี่ยวกับการป้องกันและควบคุมโรคพิษสุนัขบ้าให้แก่เจ้าพนักงานท้องถิ่น สัตวแพทย์ของ อปท. และราชการส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องดำเนินการหลายประการ อปท.จึงมีอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดในการป้องกันและควบคุมโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งเป็นโรคติดต่อตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อเช่นเดียวกับกรมปศุสัตว์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.2 ในขณะที่ สตง.ตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณประจำงวด ปีงบประมาณ พ.ศ.2556 เทศบาลตำบลสุรนารีก็ได้รับแจ้งขอความร่วมมือจากจังหวัดนครราชสีมา ว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กรมปศุสัตว์) กระทรวงสาธารณสุข (กรมควบคุมโรค) กระทรวงมหาดไทย (กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินโครงการรณรงค์ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าเป็นประจำทุกปี โดยในปี 2556 ได้กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 มีนาคม ถึง 30 เมษายน 2556 เพื่อให้สุนัขและแมวได้รับการฉีดวัคซีน ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าจาก อปท. และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคพิษสุนัขบ้าและการดูแลสัตว์เลี้ยงอย่างถูกต้อง ซึ่งจะช่วยลดการเกิดโรคในสัตว์และจำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้าได้ และช่วยให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามแผนยุทธศาสตร์การกำจัดโรคพิษสุนัขบ้าให้หมดไปภายในปี 2563 ซึ่งทำให้เทศบาลตำบลสุรนารีเชื่อโดยสุจริตว่าจะมีการออกประกาศของอธิบดีกรมปศุสัตว์กำหนดเขตท้องที่ตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติโรคพิษสุนัขบ้า พ.ศ.2535 ครอบคลุมถึงพื้นที่เทศบาลตำบลสุรนารีด้วย เหมือนเช่นที่เคยปฏิบัติมาในทุกๆ ปี ประกอบกับเป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของเทศบาลตำบลสุรนารีในการป้องกันและระงับโรคติดต่อตามมาตรา 50&amp;nbsp; (4) แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2496 ดังนั้นจึงเห็นว่าแม้ในปี 2556 ยังไม่มีการประกาศกำหนดเขตท้องที่ตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติโรคพิษสุนัขบ้า พ.ศ.2535 ครอบคลุมถึงพื้นที่เทศบาลตำบลสุรนารีก็ตาม เทศบาลตำบลสุรนารีก็ย่อมดำเนินการฉีดวัคซีนและให้ยาคมกำเนิดสัตว์ควบคุมโดยไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากเจ้าของสัตว์ควบคุมได้ตามอำนาจหน้าที่ของตนได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แนวทางการแก้ไขปัญหาในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัญหาที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่าการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณของ สตง. มีปัญหาความเข้าใจในข้อกฎหมาย ผิดพลาด และขาดการพิจารณาถึงรายละเอียดในการบริหารราชการแผ่นดิน อีกทั้งหน่วยงานที่จัดทำแผนยุทธศาสตร์ยังขาดการพิจารณาภาพรวมในการบริหารกฎหมายด้วย จึงควรมีแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.เพิ่มการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การตีความอำนาจหน้าที่ของ สตง. ในกรณีเรื่องวัคซีนพิษสุนัขบ้าในครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่า สตง.มุ่งที่จะตีความเฉพาะอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายเฉพาะ (พระราชบัญญัติโรคพิษสุนัขบ้า พ.ศ.2535) กำหนดไว้เท่านั้น ดังจะเห็นได้จากการตีความว่าการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าเป็นอำนาจของกรมปศุสัตว์ หากจะให้ท้องถิ่นเป็นผู้ดำเนินการจะต้องมีการออกประกาศของอธิบดีกรมปศุสัตว์ตามกฎหมายเท่านั้น ไม่ได้ พิจารณาถึงกรอบของกฎหมายอื่นแต่อย่างใด ทั้งที่ในการบริหารงานท้องถิ่นจะต้องคำนึงถึงพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542 ซึ่งกำหนดแนวทางให้ราชการส่วนกลางถ่ายโอนภารกิจและหน้าที่การให้บริการสาธารณสุข (การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า) ที่พื้นที่ต้องทำเป็นประจำไปให้ อปท.ดำเนินการแทนราชการส่วนกลาง ซึ่งสอดคล้องกับกฎหมายจัดตั้ง อปท. (พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2496) ที่กำหนดหน้าที่ดังกล่าวไว้เช่นกัน ดังนั้นตามกฎหมาย อปท.จึงมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการดำเนินการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าเช่นเดียวกับกรมปศุสัตว์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนั้น การตีความของ สตง.ในครั้งนี้จะต้องตีความประกอบกับข้อเท็จจริงในภารกิจอำนาจหน้าที่ ตลอดจนข้อจำกัดในการดำเนินการของหน่วยงานภาครัฐตามความเป็นจริงด้วย ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะกฎหมายเท่านั้น กล่าวคือ กรมปศุสัตว์เป็นราชการส่วนกลาง แม้จะมีการแบ่งส่วนราชการไปยังภูมิภาค คือปศุสัตว์ตัวจังหวัดและปศุสัตว์อำเภอก็ตาม แต่ยังมีข้อจำกัดในการดำเนินการในการฉีดวัคซีนในระดับตำบลและหมู่บ้าน เนื่องจากไม่มีบุคลากรที่จะไปดำเนินการถึงยังหมู่บ้าน ตรอก ซอก ซอยต่างๆ ทั่วประเทศได้ ประกอบกับมีงบประมาณในการดำเนินการที่จำกัด ทำให้กรมปศุสัตว์ร่วมกับกรมควบคุมโรค กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น จัดทำแผนยุทธศาสตร์การกำจัดโรคพิษสุนัขบ้าให้หมดไปภายในปี 2563 ร่วมกัน โดยแผนดังกล่าวเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2552 ดังนั้นการดำเนินการของกรมปศุสัตว์จึงมีลักษณะเป็นการบูรณาการจุดแข็งของแต่ละส่วนราชการต่างๆ ตลอดจนขอความร่วมมือของหลายส่วนราชการในการดำเนินการให้บรรลุภารกิจของรัฐ ในการป้องกันและแก้ไขโรคพิษสุนัขบ้าในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ โดยกรมปศุสัตว์ได้ขอความร่วมมือจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นในการประสานงานไปยังจังหวัดต่างๆ ในการดำเนินการ ซึ่งก็ได้รับการร่วมมืออย่างดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.การจัดทำแผนยุทธศาสตร์กำจัดโรคพิษสุนัขบ้า ควรพิจารณากฎหมายอื่นประกอบด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในการจัดทำแผนยุทธศาสตร์การกำจัดโรคพิษสุนัขบ้าให้หมดไปในปี 2563 หน่วยงานที่ดำเนินการควรตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของแผนยุทธศาสตร์เสมอ เพราะจากหลักกฎหมายปกครองที่ว่า &amp;ldquo;การกระทำทางปกครองจะต้องชอบด้วยกฎหมาย&amp;rdquo; กฎหมายจึงเป็นทั้งที่มาของอำนาจและสิ่งที่จำกัดอำนาจของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง หลักการนี้เป็นกระบวนการให้ฝ่ายปกครองต้องอูยู่ภายใต้บังคับของกฎหมาย มีผลทำให้เกิดการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามมา เพราะหากไม่มีหลักดังกล่าว องค์กรและเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมีอำนาจตามกฎหมายอาจใช้อำนาจตามอำเภอใจ หรือใช้อำนาจในลักษณะเกินเลยต่อความจำเป็น ซึ่งก็จะก่อให้เกิดปัญหากับประชาชนได้ เหตุการณ์นี้จึงเป็นบทเรียนสำคัญให้หน่วยงานที่จะดำเนินการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติต้องพิจารณา ว่าหากต้องการให้ดำเนินการตามยุทธศาสตร์นี้ประสบความสำเร็จ จะต้องใช้กฎหมายใดบ้างมาสนับสนุนการดำเนินการ และกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันเพียงพอต่อการดำเนินการให้แผนยุทธศาสตร์สำเร็จลุล่วงหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อเป็นการยุติความยุ่งยากในการตีความกฎหมาย กระทรวงมหาดไทยจึงได้ดำเนินการออกระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการจัดสวัสดิภาพสัตว์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2562 สาระสำคัญของระเบียบดังกล่าวได้ให้อำนาจเทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) อาจจัดสวัสดิภาพสัตว์ได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นกรณีการกักสัตว์หรือสร้างสถานสงเคราะห์สัตว์ ดูแลสัตว์จนกว่าเจ้าของจะมารับ หรืออาจขายทอดตลาดสัตว์ก็ได้ ขณะเดียวกันระเบียบดังกล่าวยังกำหนดให้ อปท.จะต้องจัดทำทะเบียนสัตว์ในพื้นที่รับผิดชอบให้เป็นปัจจุบันตามแบบที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นกำหนดด้วย หาก อปท.ขนาดเล็ก เช่น อบต. หรือเทศบาลใดเห็นว่าหากให้ อปท.ขนาดใหญ่กว่า เช่น องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ดำเนินการจัดสวัสดิภาพสัตว์แทนจะเป็นประโยชน์แก่ประชาชนในท้องถิ่นมากกว่า ก็สามารถร้องขอให้ อบจ.ในพื้นที่ดำเนินการแทนได้ และในการบริหารจัดการงบประมาณตามระเบียบนี้ กำหนดให้เทศบาล อบต. และ อบจ. สามารถเบิกค่าใช้จ่ายได้ตามหลักเกณฑ์ เช่น ค่าก่อสร้างสถานสงเคราะห์ ค่าอาหาร ค่าทำหมัน ค่าเวชกรรม (เช่น ยา วัคซีน) และค่าตรวจวินิจฉัย เป็นต้น ทั้งนี้ เทศบาลและ อบต.สามารถขอรับเงินอุดหนุนจาก อบจ.ในพื้นที่ของตนเพื่อดำเนินการตามระเบียบนี้ได้ด้วย ดังนั้นระเบียบฉบับนี้จะช่วย อปท.ในการจัดการโรคพิษสุนัขบ้าในพื้นที่รับผิดชอบของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สรุป &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แม้ประเทศไทยจะมีความพร้อมทั้งบุคลากรด้านสาธารณสุข ระบบยาและเวชภัณฑ์ แต่หากเกิดปัญหาในแง่ของการตีความอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ก็อาจทำให้เกิดปัญหาด้านสาธารณสุขตามมาได้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของกฎหมายและนโยบายของรัฐต่อเรื่องการบริหารจัดการงานด้านสาธารณสุขของประเทศ ทั้งนี้ แผนยุทธศาสตร์การกำจัดโรคพิษสุนัขบ้าให้หมดไปภายในปี 2563 ที่กรมปศุสัตว์และเทศบาลสุรนารีใช้เป็นกรอบในการดำเนินการนั้น เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2552 ก่อนที่ สตง.จะเข้าตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณ (สตง.เข้าตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณปี 2556) และในความเป็นจริงมีการสั่งการทางนโยบายจากจังหวัดและหน่วยงานส่วนกลางในการดำเนินงานป้องกันโรคพิษสุนัขบ้ามาตลอด หลายปีจากปัญหาที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่าการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณของ สตง.มีปัญหาความเข้าใจในข้อกฎหมาย ผิดพลาด และขาดการพิจารณาถึงรายละเอียดในการบริหารราชการแผ่นดิน อีกทั้งหน่วยงานที่จัดทำแผนยุทธศาสตร์ยังขาดการพิจารณาภาพรวมในการบริหารกฎหมายด้วย ในการบริหารงานท้องถิ่นจะต้องคำนึงถึงพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542 ซึ่งกำหนดแนวทางให้ราชการส่วนกลางถ่ายโอนภารกิจและหน้าที่ที่เป็นบริการสาธารณสุขด้วย อีกทั้งในการจัดทำแผนยุทธศาสตร์การกำจัดโรคพิษสุนัขบ้าให้หมดไปในปี 2563 ควรพิจารณาด้วยว่าหากต้องการให้ดำเนินการตามยุทธศาสตร์นี้ประสบความสำเร็จจะต้องใช้กฎหมายใดบ้างมาสนับสนุนการดำเนินการ และกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันเพียงพอต่อการดำเนินการให้แผนยุทธศาสตร์สำเร็จลลุ่วงหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 7.เครือข่าย &amp;lsquo;เมจิกสกิน&amp;rsquo;:ถึงเวลายกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคแล้วหรือยัง?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กรณีการจับกุม &amp;ldquo;เจ้าของผลิตภัณฑ์เมจิกสกิน&amp;rdquo; ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตอาหารเสริมและเครื่องสำอางผิดกฎหมายไร้คุณภาพที่สวมเครื่องหมาย อย. โดยใช้ศิลปิน ดารา คนดังโฆษณาอวดอ้าง รีวิวสินค้าเกินจริง จนทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากหลงเชื่อและซื้อสินค้าไปใช้โดยไม่รู้เท่าทันถึงอันตรายที่แอบแฝงอยู่ เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเรื่องที่สังคมให้ความสนใจอย่างกว้างขวางในปี 2561 เนื่องจากสะท้อนถึงความไร้ประสิทธิภาพในการกำกับดูแลของรัฐ และภัยอันตรายที่ผู้บริโภคประสบจากผลิตภัณฑ์อาหารเสริมและเครื่องสำอางผิดกฎหมายจำนวนมากในท้องตลาด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประเด็นร้อนของสังคมไทยเรื่องหนึ่งในปี 2561 คือข่าวการตรวจจับผลิตภัณฑ์ของบริษัท เมจิกสกิน จำกัด และผลิตภัณฑ์ที่จดทะเบียนในชื่อ วรรณา พวงสน เจ้าของบริษัท เมจิกสกิน กรณีนี้เป็นบทพิสูจน์ถึงประสิทธิภาพของการกำกับดูแลผลิตภัณฑ์สุขภาพของไทย ภายใต้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) โดยสะท้อนว่าเครื่องหมาย อย.ที่แสดงบนผลิตภัณฑ์ต่างๆ ไม่ได้หมายถึงความปลอดภัยเสมอไป ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารผิดกฎหมายที่ลักลอบใส่สารอันตรายต่างๆ เช่น ไซบูทรามีนเพื่อลดน้ำหนัก หรือใส่สารปรอทเพื่อทำให้ผิวขาว ทำไมจึงเกิดขึ้นอย่างเป็นล่ำเป็นสัน อีกทั้งเหล่าดารา-เน็ตไอดอลชื่อดัง ยังร่วมรีวิวสินค้าขาวใสภายใน 7 วัน ผอมไวภายใน 7 วัน อย่างครึกโครม ปัญหาของการกำกับดูแลอยู่ตรงไหน แล้วจะแก้ปัญหานี้อย่างไร อย.ควรทำหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคอย่างไร บทความนี้จะอภิปรายในประเด็นปัญหาดังกล่าว โดยถอดบทเรียนของกรณีเมจิกสกินที่เกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ร่วมด้วยช่วยกัน สังคมเคลื่อนไหวตรวจสอบเครือข่ายเมจิกสกิน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อเกิดปัญหาผลิตภัณฑ์ด้อยมาตรฐานและมีผู้ได้รับผลกระทบจากการใช้สินค้าของเมจิกสกิน จึงมีการร้องเรียนไปที่สื่อมวลชนและมีการนำเสนอเรื่องราวผ่านสื่อจนนำไปสู่การจับกุมดำเนินคดีโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อ 20 กุมภาพันธ์ 2561 โดย อย. ร่วมกับเจ้าหน้าที่ สสจ.นครราชสีมา และกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) ได้นำหมายศาลเข้าตรวจค้น โดยกระจายกำลังเข้าตรวจสอบสถานที่หลายแห่งในจังหวัดนครราชสีมา หลังจากได้รับเรื่องร้องเรียนว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวโฆษณาเกินจริง หลอกลวงให้ผู้บริโภคหลงซื้อใช้เลข อย.ปลอม และสินค้าไม่ตรงกับฉลาก โดยผู้เสียหายส่วนใหญ่เป็นตัวแทนจัดจำหน่ายที่ถูกบริษัทชักชวนให้ซื้อผลิตภัณฑ์มาสต๊อกไว้แล้วหาลูกทีมเพื่อบังคับให้รับซื้อต่อ หากทำยอดได้ก็สัญญาว่าจะให้ทองหรือท่องเที่ยวต่างประเทศ แต่ถ้าขายไม่ได้แล้วไป ร้องเรียนก็จะถูกข่มขู่ 2 สองเดือนต่อมาได้มีการขยายพื้นที่จับกุม โดยเมื่อวันที่ 21 เมษายน ตำรวจกว่า 100 นาย ได้ลงพื้นที่ตรวจค้นสถานที่เป้าหมาย 13 แห่งในกรุงเทพฯ นครราชสีมา และชลบุรี โดยศาลออกหมายจับผู้ต้องหา 8 รายในความผิดฉ้อโกงประชาชน ซึ่งสามารถจับกุมได้เพียง 1 คน คือ นายไมยสิทธิ์ สว่างธรรมรัตน์ เมื่อตรวจค้นบ้านพักและออฟฟิศ พบว่าทำเป็นห้องสอน ห้องผสมผลิตภัณฑ์มีส่วนประกอบของครีม น้ำหอม เครื่องผสมและบรรจุ จากการตรวจสอบของ อย. พบว่ามีสินค้าของบริษัท เมจิกสกิน ไม่ขึ้นทะเบียนหลายรายการ และอีกกว่า 260 รายการที่ขอขึ้นทะเบียนในนามของนางวรรณภา พวงสน และบริษัท แต่สถานที่ผลิตไม่ตรงตามที่จดแจ้ง จึงสั่งระงับการผลิตและห้ามขาย พร้อมเพิกถอนใบรับจดแจ้ง เรียกเก็บสินค้าคืนเพื่อทำลาย อาทิ แอปเปิ้ลสลิม สโนว์มิลค์ เฟิร์นคลิโอ เมจิกสกิน ชิโนบิ ตรีชฎา เมโส เป็นต้น และดำเนินการเอาผิดทางกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับกรณีกล่าวหาเครือข่ายบริษัท เมจิกสกิน นั้น มีผู้เสียหายรวม 145 คน มูลค่าความเสียหาย 113 ล้านบาทเศษ ขณะที่ตามสำนวนการสอบสวนของ กก. 4 บก.ป.นั้น มีความเห็นควรฟ้องผู้ต้องหารวม 6 คน ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกง ร่วมกันนำเข้าข้อมูลที่บิดเบือนหรือข้อมูลที่เป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ทำให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน ผลิตเพื่อจำหน่ายเครื่องสำอางปลอม และรับจ้างผลิตเครื่องสำอางปลอม โดยเห็นควรฟ้องข้อหาร่วมกันรับจ้างผลิตเครื่องสำอางโดยไม่แจ้งรายละเอียดเครื่องสำอางตามที่จดแจ้ง เป็นผู้รับจ้างผลิตฉลากที่มีข้อมูลซึ่งอาจก่อให้เกิดการเข้าใจผิดในสาระสำคัญที่เกี่ยวกับเครื่องสำอาง และรับจ้างผลิตเครื่องสำอางปลอม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ใช้คนดังสร้างความน่าเชื่อรีวิวสินค้ากว่า 59 คน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การเติบโตอย่างรวดเร็วที่ผ่านมาของเมจิกสกิน คือการใช้กลยุทธ์ทางการตลาด ใช้ Influencer/ KOL (Key Opinion Leader) เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ด้วยการว่าจ้างให้เหล่าดารานักแสดง และเน็ตไอดอลที่มีชื่อเสียงรีวิวโฆษณาสินค้า หรือถือผลิตภัณฑ์ให้ผ่านหน้าเพจของบริษัท และใช้อินสตาแกรมส่วนตัว เพื่อทำให้ผู้บริโภคคล้อยตามว่าผลิตภัณฑ์ตัวนี้มีความน่าเชื่อถือ โดยมีการจ่ายค่าจ้างในราคาหลักหมื่นถึงหลักแสนบาทให้กับ Influencer/ KOL ส่งผลให้มีการออกหมายเรียกดารานักแสดงที่รับรีวิวสินค้าเมจิกสกิน จำนวน 59 คน เข้าให้การกับตำรวจ โดยทั้งหมดให้การว่า &amp;ldquo;ตรวจสอบเลข อย.แล้ว เห็นว่ามีเลข อย.จึงคิดว่าถูกต้อง มั่นใจได้จึงรับรีวิว ไม่มีเจตนาหลอกลวงประชาชน&amp;rdquo; กรณีนี้เป็นที่ชัดเจนว่าการใช้ Influencer แนะนำสินค้าไม่ได้แปลว่าเป็นของที่ถูกกฎหมายหรือเป็นของที่ได้มาตรฐานแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ความคืบหน้าในการดำเนินคดีกับเหล่าดารานักแสดงและเน็ตไอดอลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการรีวิวสินค้า พบว่ามีเพียง 10 รายที่ต้องถูกดำเนินคดีในฐานความผิดโฆษณาคุณประโยชน์คุณภาพ หรือสรรพคุณเพื่อประโยชน์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.อาหารฯ มาตรา 41 มีโทษปรับไม่เกิน 5 พันบาท ส่วนอีก 36 รายนั้น คดีขาดอายุความ ส่วนความคืบหน้ากรณีการเรียกเก็บภาษีจากกลุ่มดาราบุคคลที่มีชื่อเสียงในสื่อออนไลน์ หรือเน็ตไอดอลที่เข้าไปรับจ้างรีวิวผลิตภัณฑ์เมจิกสกิน อธิบดีกรมสรรพากรยืนยันที่จะเดินหน้าเรียกเก็บภาษีผู้กระทำผิดคดี &amp;ldquo;เมจิกสกิน&amp;rdquo; จนถึงที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัญหาผู้บริโภคกับผลิตภัณฑ์สุขภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถ้าจะวิเคราะห์ถึงต้นเหตุของปัญหาจากกรณีศึกษา &amp;ldquo;เมจิกสกิน&amp;rdquo; ปัญหาผู้บริโภคก็เป็นปัญหาหลักที่สำคัญ โดยสามารถแบ่งกลุ่มปัญหาได้ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.ค่านิยม ทัศนคติที่ชอบคนขาว ผอม สวย หล่อ สูง กระชับสัดส่วน ฟิต อึ๋ม ปึ๋ง ปั๋ง จึงทำให้ผู้บริโภคหาทางลัดเพื่อไปสู่ความต้องการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.โรคร้าย บางกลุ่มเป็นโรคร้ายที่การแพทย์แผนปัจจุบันบอกว่ารักษาให้หายขาดไม่ได้ จึงต้องหาทางออกเพื่อให้ตนกลับมามีสุขภาพที่ปกติ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.ความโลภ กลุ่มที่อยากรวยโดยไม่คิดถึงความถูกต้อง ความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินผู้อื่น การสร้างเครือข่าย แม่ข่าย ลูกข่ายของเมจิกสกิน สามารถชักจูงคนมาร่วมลงทุนได้จำนวนมาก ตีมูลค่าความเสียหายกว่า 100 ล้าน ไม่ต่างอะไรกับธุรกิจ &amp;ldquo;แชร์ลูกโซ่&amp;rdquo; แต่งานนี้ สคบ.ก็ไม่ได้ออกมาชูธงบังคับใช้กฎหมายภายใต้หัวโขนหน่วยการกำกับดูแลหลักแม้แต่น้อย อีกทั้งยังไม่คุ้มครองกลุ่มผู้เสียหาย เพราะกลุ่มผู้เสียหายเป็นผู้ร่วมขาย ไม่ใช่ผู้บริโภค นี่คือคำกล่าวอ้างที่หน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคได้กล่าวกับกลุ่มผู้เสียหาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 4.ไม่เท่าทันสื่อโฆษณา หลงเชื่อการโฆษณาอวดอ้างสรรพคุณเกินจริง โดยขาดการตรวจสอบความถูกต้อง สื่อสังคมออนไลน์อัตราส่วนร้อยละ 100 โฆษณา เข้าข่ายผิดกฎหมาย เพราะไม่แสดงเลขอนุญาตโฆษณา แต่หน่วยงานกำกับดูแลก็ไม่ได้บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ทำให้ผู้บริโภคตกเป็นเหยื่อโฆษณา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การนำเสนอข่าวของสื่อมวลชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สังคมไทยควรจะใช้เมจิกสกินเป็นกรณีศึกษา เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบายในการดูแลผลประโยชน์ของผู้บริโภค เมจิกสกินอาศัยช่องโหว่ในการกำกับดูแลสื่อออนไลน์ของกฎหมายไทย ใช้ทุกแพลตฟอร์มในการขายสินค้าทั้งระบบออนไลน์ (E-Commerce) เช่น Facebook, Instagram, Line, Website, E-Market Place, E-Classified และสื่อต่างๆ ในชีวิตประจำวันทั้งโทรทัศน์ วิทยุ ป้ายโฆษณาบนถนน ป้ายโฆษณาติดรถประจำทาง ป้ายโฆษณาบนรถไฟฟ้า และป้ายโฆษณาในรถไฟฟ้าใต้ดิน โดยจ้างดาราดังกระพือการรับรู้ของแบรนด์ เรียกศรัทธาความเชื่อจากกลุ่มเป้าหมาย ใช้กลยุทธ์ Influencer Marketing ผ่านโลกออนไลน์ หรือดึงเหล่าผู้นำทางความคิด (Key Opinion Leader : KOL) ในแวดวงต่างๆ มาเป็นตัวแทนของแบรนด์ สร้างการรับรู้ สร้าง Engagement ตลอดจนกระตุ้นยอดขายผ่านวิธีการรีวิวสินค้าจริงๆ ช่วยสร้างความ &amp;ldquo;น่าเชื่อถือ&amp;rdquo; หลอกลวงผู้บริโภค กล่าวอ้างเครื่องหมาย อย. และเลขจดแจ้งที่จดทะเบียนผ่านระบบออนไลน์ (E-Submission) มาเป็นเครื่องมือในการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้บริโภค ทั้งๆ ที่ผลิตภัณฑ์มีสารประกอบอันตรายเป็นภัยต่อผู้บริโภค&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ในด้านบวกกรณี &amp;ldquo;เมจิกสกิน&amp;rdquo; ได้ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ที่สื่อมวลชนทุกสำนักทั้งสื่อสิ่งพิมพ์และสื่อออนไลน์ต่างทำหน้าที่รายงานสถานการณ์รายวันได้อย่างฉับไว ติดตามรายงานตามเหตุการณ์ตลอดเวลา สื่อไม่ได้มีหน้าที่เพียงรายงานข่าวสด หรือ FB Live เพื่อเพิ่มยอดการขายข่าว การคลิกอ่านของสำนักตนเท่านั้น แต่มีการหาแหล่งข่าวเพิ่มเติมเชิงลึก นำข้อมูลเชิงลึกจากหน่วยงานต่างๆ มาย่อยเพื่อให้คนในสังคมเข้าใจมากยิ่งขึ้น ซึ่งช่วยคุ้มครองผู้บริโภคในสังคมให้รู้เท่าทันและไม่ตกเป็นเหยื่อธุรกิจได้อีกทางหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หน่วยงานกำกับดูแล ทางออก และการแก้ไขปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ระบบ E-Submission คือระบบที่ อย.สร้างขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการในการยื่นคำขอทางอินเทอร์เน็ตโดยไม่เสียเวลาเดินทาง เจตนารมณ์ของระบบนี้เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการ แต่ก็มีช่องโหว่ให้ผู้ประกอบการผลิตสินค้าที่ไม่ได้คุณภาพ ด้วยเหตุนี้ อย.จึงพบว่าหลายๆ กรณีของผลิตภัณฑ์สุขภาพ ทั้งอาหาร ยา เครื่องสำอาง ไม่มีแหล่งผลิตตามที่จดทะเบียนไว้ อีกทั้งบางผลิตภัณฑ์ก็มีส่วนประกอบของสารอันตราย ทั้งๆ ที่มิได้จดทะเบียน อย.อย่างถูกต้อง แต่กลับมีทั้งเลขทะเบียนผลิตภัณฑ์และเลขจดแจ้งที่ออกโดย อย.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;เมจิกสกิน&amp;rdquo; เป็นบทเรียนที่สำคัญต่อหน่วยงานกำกับดูแล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นอกจาก อย.ที่เป็นหน่วยงานกำกับดูแลหลักด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพแล้ว ยังมีหน่วยงานอื่นที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการแก้ปัญหาโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพงานวิจัยเรื่อง &amp;ldquo;การจัดการปัญหาโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมายของหน่วยงานกำกับดูแลปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะ ได้นำเสนอว่าปัญหาและอุปสรรคในการจัดการปัญหามีหลายด้าน แม้ อย.จะจัดตั้งศูนย์จัดการเรื่องร้องเรียนและปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สุขภาพ (ศรป.) ขึ้น เพื่อจัดการและแก้ปัญหาเรื่องร้องเรียนโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพ แต่ปัญหาการโฆษณาเกิดขึ้นตลอดเวลา เกินกว่ากำลังของเจ้าหน้าที่เพียงหน่วยงานเดียวจะแก้ปัญหาได้ ต้องร่วมมือกับหน่วยงานกำกับดูแลอื่นๆ ของรัฐ อีกทั้งต้องประสานความร่วมมือกับภาคประชาชนด้วย แต่โดยอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายนั้น อย.เป็นผู้มีอำนาจวินิจฉัยและบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สุขภาพ จึงทำให้เกิดปัญหาการกระจุกตัวของการทำงาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แนวทางในการแก้ปัญหาโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมายนั้น จำเป็นที่จะต้องมีการกระจายอำนาจไปยังหน่วยงานอื่นให้มีส่วนร่วมในการจัดการมากยิ่งขึ้น อย.ควรจะกระจายอำนาจให้ สสจ.มีอำนาจวินิจฉัยการโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพจากทุกสื่อที่จังหวัดนั้นๆ สามารถรับสัญญาณได้ ควรมีการปรับปรุงบทลงโทษให้มีโทษหนักขึ้น เพื่อให้ผู้ที่คิดจะกระทำผิดมีความเกรงกลัวและเลือกที่จะไม่กระทำผิด จัดทำและเปิดใช้ &amp;ldquo;คลังข้อมูลผลิตภัณฑ์สุขภาพสาธารณะ&amp;rdquo; ซึ่งจะเป็นคลังข้อมูลที่รวบรวมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สุขภาพทั้งหมดที่ได้จดทะเบียนกับ อย. รวมทั้งการอนุญาตโฆษณาคำที่อนุญาตให้ใช้ในโฆษณา เลขที่อนุญาตโฆษณา ซึ่งจะแสดงรายละเอียดในสื่อรูปแบบต่างๆ ทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ ภาพ เสียง วิดีโอ และเปิดสาธารณะให้สืบค้นข้อมูลได้อย่างสะดวก รวมไปถึงการสนับสนุนภาคประชาชนในการกำกับ ติดตาม ตรวจสอบการโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ผิดกฎหมาย เช่น การสนับสนุนด้านงบประมาณ เพื่อขับเคลื่อนกิจกรรมการสนับสนุนข้อมูลเพื่อสื่อสารสาธารณะ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ อย.อาจประกาศใช้ &amp;ldquo;แนวทางปฏิบัติ หลักเกณฑ์การพิจารณาโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมาย&amp;rdquo; เพื่อให้หน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องได้บังคับใช้ตามแนวทางที่ออกประกาศ และให้บังคับใช้กฎหมายในฐานความผิดของหน่วยงานด้วย ถือเป็นความผิดเดียว ผิดหลายกฎหมาย บังคับใช้กฎหมายจริงจังและรุนแรง เพื่อไม่ให้กระทำผิดซ้ำอีก และจัดตั้ง &amp;ldquo;คณะกรรมการจัดการปัญหาโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพออนไลน์ไตรภาคี&amp;rdquo; โดยคณะกรรมการชุดนี้ประกอบด้วย 3 ภาคส่วน คือ หน่วยงานกำกับดูแลภาครัฐ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกำกับดูแลโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพ การคุ้มครองผู้บริโภค และการกำกับดูแลสื่อออนไลน์&amp;nbsp; โดยการดำเนินงานของคณะกรรมการชุดนี้จะต้องมีความเป็นกลาง โปร่งใส ทำงานได้คล่องตัว สื่อสารสาธารณะได้ฉับไว ทั้งนี้เพื่อให้เกิดการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดแรงกระเพื่อมในสังคม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถึงแม้ว่าจะเคยมีกระบวนการเพื่อจัดการปัญหาโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพ ผ่านมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ โดยการจัดทำแผนยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาโฆษณาที่ผิดกฎหมายของยา อาหาร และผลิตภัณฑ์สุขภาพ 2557-2561 แต่ด้วยเทคโนโลยทีก้าวไปสู่ยุคดิจิทัลอย่างรวดเร็ว การอาศัยแต่เพียงการบังคับใช้กฎหมายโดยวิธีการแบบบนลงล่าง (Top down) นั้นไม่สามารถแก้ปัญหาโฆษณาได้อย่างมีประสิทธิภาพ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (มพบ.) จึงร่วมกับศูนย์คุ้มครองสิทธิผู้บริโภคส่วนภูมิภาค 6 ภาค และภาคีเครือข่าย ผู้บริโภค ติดตาม เฝ้าระวัง ศึกษาสถานการณ์ปัญหาโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพตั้งแต่ปี 2553 จนถึงปัจจุบัน และประสบความสำเร็จในหลายกรณี เช่น กดดันให้ อย.สั่งปลด โฆษณา &amp;ldquo;รังนก&amp;rdquo; โดยห้ามใช้คำว่า &amp;ldquo;แท้ 100%&amp;rdquo; ในปี 2554 เพราะเป็นการใช้คำโฆษณาเกินจริง โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายของผู้บริโภค &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นับแต่นั้นมามูลนิธิเพื่อผู้บริโภคและภาคีเครือข่ายผู้บริโภค ก็ได้พัฒนากลไกมาตรการเชิงป้องกันที่ต้นทาง โดยการทำความเข้าใจและสร้างความร่วมมือกับผู้ประกอบการในการพัฒนากลไกการกำกับดูแลกันเองที่มีประสิทธิภาพ ควบคู่กันกับการพัฒนาระบบเฝ้าระวัง เตือนภัย ทั้งการสร้างช่องทางการสื่อสารข้อมูล อาทิ เฟซบุ๊ก เพจมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เพจซอกแซกสื่อ (มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค) และเพจของศูนย์คุ้มครองผู้บริโภคในจังหวัดต่างๆ การเฝ้าระวังโฆษณาทางทีวีดาวเทียม ร้องเรียนผ่านช่องทางพิเศษ (ระบบไลน์) ซึ่งทางผู้ประกอบการก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี และถอดโฆษณาออกภายใน 24 ชั่วโมงนับแต่มีการแจ้งว่าพบ ทำให้ผู้ประกอบกิจการโครงข่ายเกิดระบบการกำกับดูแลกันเอง ต่อมาปี 2559 โครงการเฝ้าระวังการกระทำที่มีลักษณะเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ได้ช่วยให้หนหน่วยงานภาครัฐ ทั้ง อย. สสจ. และ กสทช. ยอมรับการทำงานของเครือข่ายผู้บริโภคมากขึ้น สร้างความตระหนักและความตื่นตัวในสิทธิของตนเองแก่ผู้บริโภค โดยมุ่งหวังให้ผู้บริโภคมีศักยภาพในการรับสื่ออย่างรู้เท่าทัน มีความรู้ด้านกฎหมายเบื้องต้น สามารถพิทักษ์สิทธิตนเมื่อได้รับความเสียหายจากการหลงเชื่อโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ผิดกฎหมาย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สรุป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;เมจิกสกิน&amp;rdquo; เป็นกรณีศึกษาการคุ้มครองผู้บริโภคในยุคโลกไร้พรมแดน ที่การสื่อสารหลายช่องทางเข้ามามีบทบาทต่อชีวิตผู้คนมากมาย ซึ่งภาครัฐ ภาคสื่อ ภาคประชาชน และทุกภาคส่วนควรสรุปบทเรียน ปรับวิธีคิด กลยุทธ์ และการจัดการปัญหาเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก และเท่าทันกลยุทธ์ทางธุรกิจ คดีนี้ช่วยให้หน่วยงานกำกับดูแลของรัฐทั้ง อย.และหน่วยงานอื่นๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องบูรณาการความร่วมมือเพื่อแก้ปัญหาอย่างจริงจัง อีกทั้งช่วยให้สังคมไทยมีมาตรฐานใหม่ในการรีวิวสินค้า และสื่อมวลชนสำนักต่างๆ ได้ทบทวนรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนพื้นฐานของความเป็นจริงอย่างละเอียดรอบด้าน กรณีนี้ให้บทเรียนว่า อย.ไม่ใช่เครื่องหมายศักดิ์สิทธิ์การันตีคุณภาพของผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้ ความคาดหวังที่จะให้ อย.เป็นหน่วยงานเดียวที่จะรับผิดชอบเรื่องนี้คงเป็นไปได้ยากในยุค 4.0 เช่นนี้ ผู้บริโภคจึงต้องมีสติ มีความตระหนักรู้จักตรวจสอบคุณภาพสินค้าก่อนตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ใดๆ ในโลกออนไลน์ที่สัมผัสตัวตนจริงไม่ได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 8.17 วันกับภารกจิจช่วยทีมหมูป่าอะคาเดมี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เหตุการณ์เมื่อกลางปี 2561 ที่สมาชิกทีมนักฟุตบอลหมูป่าอะคาเดมีพร้อมโค้ช 13 ชีวิตติดถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน ตั้งแต่วันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน จนถึงวันที่ 10 กรกฎาคม 2561 รวมกว่า 17 วันนั้น นำมาซึ่งปฏิบัติการค้นหาและช่วยเหลือครั้งใหญ่ ปฏิบัติการดังกล่าวประสบความสำเร็จอย่างยอดเยี่ยม และ &amp;ldquo;มีเรี่องให้จดจำมากมาย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การหายตัวไปของสมาชิกนักฟุตบอลหมูป่าอะคาเดมีพร้อมโค้ช 13 ชีวิต ที่ติดถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน จังหวัดเชียงราย นำมาซึ่งการค้นหาและช่วยเหลือทั้ง 13 ชีวิตออกมาจากถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอนที่ลึกลงไปใต้ดินหลายกิโลเมตรให้ปลอดภัย ท่ามกลางสภาพภูมิศาสตร์ที่ยากลำบากและสภาพดินฟ้าอากาศที่มีน้ำป่าไหลหลาก ปฏิบัติการนั้นเป็นเรื่องมหศัจรรยอ์ย่างยิ่ง หลายคนคิดว่าเป็นภารกิจที่เป็นไปไม่ได้ (Mission Impossible) แต่ในที่สุดด้วยความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ ที่เข้าร่วมปฏิบัติการถึง 271 หน่วยงาน โดยมีผู้เข้าร่วม 4,559 คน รวมถึงอาสาสมัครและผู้เชี่ยวชาญจาก 27 ประเทศ โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านการดำน้ำในถ้ำระดับโลกเข้าร่วมปฏิบัติการด้วย การปฏิบัติการให้ความช่วยเหลือกินเวลานานถึง 17 วัน 4 ชั่วโมง 29 นาที จนประสบความสำเร็จในการช่วยเหลือ 13 สมาชิกทีมหมูป่าอะคาเดมีออกมาจากถ้ำได้ แต่ก็มีเรี่องน่าเศร้า เนื่องจากในช่วงการปฏิบัติการดังกล่าว มีอาสาสมัครเสียชีวิตหนึ่งราย เนื่องจากขาดอากาศหายใจระหว่างการดำน้ำในถ้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ติดถ้ำ น้ำท่วม : จุดเริ่มต้นการค้นหาสมาชิกทีมหมูป่า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เย็นวันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน 2561 หลังฝึกซ้อมฟุตบอลเสร็จ นักฟุตบอลเยาวชนทีมหมูป่าอะคาเดมีพร้อมโค้ช รวม 13 คน ได้เข้าไปเที่ยวถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย แต่จนถึงเวลาพลบค่ำพวกเขาก็ไม่ได้กลับออกมาจากถ้ำ เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบก็พบรถจักรยานและรองเท้าอยู่หน้าถ้ำ เจ้าหน้าที่อาสาสมัครและครอบครัวจึงเข้าไปให้ความช่วยเหลือ แต่ไม่สามารถเข้าไปภายในถ้ำได้ เพราะระดับน้ำท่วมสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อข้อมูลบ่งชี้ว่าเด็กๆ ติดอยู่ภายในถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน ทางจังหวัดจึงรีบให้ความช่วยเหลือ โดยมีการร้องขอให้หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ กองเรือยุทธการ หรือซีล (SEAL) และหน่วยงานอื่นๆ เข้ามาร่วมปฏิบัติการในครั้งนี้ เนื่องจากต้องอาศัยประสบการณ์และความชำนาญในหลายด้าน โดยมีอุปสรรคหลักคือ ฝนที่ตกหนักติดต่อกัน ส่งผลให้ระดับน้ำในถ้ำสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้โอกาสที่จะช่วยเหลือเด็กๆ เป็นไปด้วยความยากลำบาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในเวลาต่อมากระทรวงมหาดไทยได้ประกาศให้พื้นที่ถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอนเป็นเขตพื้นที่ประสบภัย เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2561 โดยมอบหมายให้นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายในขณะนั้น เป็นผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการร่วมค้นหาผู้สูญหายในวนอุทยานแห่งชาติถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย (ผอ.ศอร.)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในหลวงรัชกาลที่ 10 รับสั่งให้ดูแลและช่วยเหลือให้ดีที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การปฏิบัติการช่วยเหลือทีมหมูป่าเป็นเรื่องยาก เนื่องจากสภาพทางภูมิศาสตร์ที่เป็นอุปสรรคและประเทศไทยยังขาดประสบการณ์ในการช่วยเหลือผู้ที่ติดอยู่ในถ้ำที่มีน้ำท่วม จึงต้องอาศัยความร่วมมือร่วมแรงของหน่วยงานต่างๆ และอาสาสมัครจำนวนมาก ซึ่งความร่วมมือร่วมแรงดังกล่าวในพื้นที่ห่างไกลได้เกิดขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ อันเนื่องมาจากความห่วงใยในเรื่องนี้ของในหลวงรัชกาลที่ 10 และพระบรมวงศานุวงศ์ โดยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงติดตามสถานการณ์มาตั้งแต่ต้น พระราชทานความช่วยเหลือและรับสั่งผ่านราชเลขานุการในพระองค์ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องดูแลเรื่องนี้ให้ดีที่สุด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผอ.ศอร. ได้เปิดเผยด้วยว่า ในหลวงรัชกาลที่ 10 ทรงใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จัดหาอุปกรณ์ที่ไม่สามารถจัดซื้อตามระบบราชการได้ทันเวลา เช่น พระราชทานเสื้อกันฝน ไฟฉายพร้อมหมวก ชุดหมีพร้อมรองเท้าบูต ชุดดำน้ำ หลอดไฟแอลอีดีที่สามารถชาร์จไฟได้ เป็นต้น และในขณะที่ทีมกู้ภัยกำลังทำงานอยู่ในถ้ำด้านนอกก็มีประชาชนในโครงการจิตอาสา &amp;ldquo;เราทำความดีด้วยหัวใจ&amp;rdquo; หลายร้อยชีวิตผลัดเปลี่ยนกันมาช่วยงานจิตอาสา เช่น ขนย้ายอุปกรณ์ แจกจ่ายอาหารและน้ำให้กับผู้ปฏิบัติงาน รวมถึงการเก็บขยะ (แม้ในภายหลังการช่วยเหลือสิ้นสุดลงในวันบิ๊ก คลีนนิ่ง เดย์ เพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์โดยรอบของวนอุทยานฯ ขุนน้ำนางนอนให้กลับคืนสู่ธรรมชาติดังเดิม ก็ได้มีกลุ่มจิตอาสาจำนวนมากมาช่วยกันเก็บขยะ ใบไม้ รื้อถอนเต็นท์ อุปกรณ์ต่างๆ รวมถึงรื้อฝาย เบี่ยงทางน้ำบนแนวเขาด้วย)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไทยผสานทีมกู้ภัย-นักดำน้ำนานาชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ภารกิจค้นหาและช่วยเหลือสมาชิกทีมหมูป่าไม่ใช่ภารกิจเฉพาะของคนไทยเท่านั้น แต่เป็นปฏิบัติการนานาชาติที่หลอมรวมความร่วมมือของผู้คนจากทั่วโลก โดยปฏิบัติการครั้งนี้ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญถ้ำ โดยเฉพาะการดำน้ำในถ้ำ โชคดีที่ภารกิจครั้งนี้สามารถติดต่อและได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากผู้เชี่ยวชาญด้านการดำน้ำจากประเทศต่างๆ เช่น สหราชอาณาจักร เบลเยียม ออสเตรเลีย ไทย ประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย ทีมกู้ภัยจากกองทัพอากาศสหรัฐ สปป.ลาว รัสเซีย และสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นต้น อาทิ นายจอห์น โวลันเธน และนายริชาร์ด สแตนตัน นักดำน้ำชาวอังกฤษ โดยที่นักดำน้ำต้องทำหน้าที่ดำน้ำผ่านโพรงถ้ำภายใต้ข้อจำกัดของพื้นที่ที่ทั้งแคบ มืด และมีข้อจำกัดเกี่ยวกับอากาศ โดยติดตั้งเชือกนำทางไปด้วย ในช่วงแรกคาดการณ์ว่าเด็กๆ น่าจะอยู่ที่หาดพัทยา แต่ปรากฏว่าไม่พบ ทำให้นักดำน้ำและหน่วยซีลต้องมุ่งหน้าต่อเพื่อค้นหาโพรงที่มีอากาศอื่นๆ ซึ่งอาจเป็นที่หลบภัยของเด็ก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปฏิบัติการค้นหาเป็นไปด้วยความเข้มข้น ไม่ว่าจะเข้าทางปากถ้ำ การขุดเจาะถ้ำ การหาช่องหรือปล่องที่คาดว่าจะเข้าถ้ำได้ รวมทั้งการบริหารจัดการเรื่องน้ำซึ่งเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้เรื่องอื่น ถูกนำมาใช้ในปฏิบัติการนี้ทั้งสิ้น การค้นหาที่ตั้งเป้าว่าจะต้องเจอเด็กๆ ตั้งแต่วันที่เด็กๆ หายไปเมื่อ 23 มิถุนายน จนกระทั่งภารกิจลำเลียงขวดอากาศเข้าสู่ห้องโถง 3 และทำเชือกนำทาง จนในที่สุดได้พบเด็กๆ ทีมหมูป่าที่ติดอยู่ในถ้ำมืดและขาดอาหารนานกว่า 10 วัน (พบโดยนักดำน้ำชาวอังกฤษ) นำความยินดีมาสู่ชาวไทยและผู้คนทั่วโลกจำนวนหลายล้านคนที่เฝ้าติดตามข่าวการช่วยเหลือเด็กๆ ทีมหมูป่าอย่างใจจดใจจ่อ โดยตลอดเวลา 3 สัปดาห์ สื่อมวลชนทั้งไทยและนานาชาติได้เกาะติดรายงานภารกิจช่วยเหลืออย่างเข้มข้น จนกลายเป็นข่าวสำคัญไปทั่วโลก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ภารกิจความช่วยเหลือยังเผชิญปัญหาที่ท้าทายอีกมาก เนื่องจากทุกฝ่ายต้องหาทางนำสมาชิกทีมหมูป่าออกมาจากถ้ำที่มีน้ำท่วมเต็มเป็นช่วงๆ แต่เด็กส่วนใหญ่ว่ายน้ำไม่เป็น หรืออยู่ในสภาพที่อิดโรยเกินกว่าจะว่ายน้ำออกมาได้ ภารกิจนำทีมหมูป่าออกมาโดยการดำน้ำผ่านเส้นทางอันวิบากและเสี่ยงอันตรายเป็นเรื่องที่ยากยิ่ง จึงต้องอาศัยการวางแผนที่ยอดเยี่ยมและรัดกุม ต่อมามนุษย์กบได้ดำน้ำเข้าพื้นที่พร้อมหมอเวชศาสตร์ใต้น้ำ นำเจลให้พลังงาน (power gel) และอุปกรณ์ยังชีพไปให้ทีมหมูป่า และอยู่เป็นเพื่อนเพื่อดูแลทีมหมูป่าจนกว่าแผนการลำเลียงกลับจะเริ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จ่าแซม วีรบุรุษถ้ำหลวง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม ในการปฏิบัติการช่วยเหลือทีมหมูป่าได้เกิดเหตุเศร้าสลดเมื่อเกิดการเสียชีวิตของจ่าเอกสมาน กุนัน อายุ 38 ปี อดีตนักทำลายใต้น้ำจู่โจมนอกราชการ ซึ่งเป็นอาสาสมัครที่เข้าร่วมปฏิบัติการช่วยเหลือในครั้งนี้ เนื่องจากขาดอากาศหายใจระหว่างการดำน้ำ โดยจ่าเอกสมานรับหน้าที่ดำน้ำวางขวดอากาศบนเส้นทางจากห้องโถง 3 ไปจนถึงบริเวณ 3 แยก จนภารกิจที่ได้รับมอบหมายเสร็จสิ้น จึงดำน้ำกลับมาที่ตั้ง แต่ในระหว่างทาง จ่าเอกสมานหมดสติอยู่ในน้ำ คู่ดำน้ำบัดดี้จึงช่วยปั๊มหัวใจ แต่ก็ไม่สามารถช่วยชีวิตจ่าเอกสมานได้ ต่อมา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศนาวาตรีเป็นกรณพิเศษให้แก่จ่าเอกสมาน กุนัน และพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นประถมาภรณ์ช้างเผือกเป็นกรณีพิเศษ เนื่องจากเป็นผู้ประกอบคุณงามความดี และอุทิศความช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์จนกระทั่งเสียชีวิต มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณชน องค์กร และนานาชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ภารกิจเคลื่อนย้ายทีมหมูป่าออกจากถ้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การค้นหาเด็กๆ ว่ายากลำบากแล้ว การนำเด็กออกมาอย่างปลอดภัยก็ยากยิ่งกว่า การวางแผนการลำเลียงเด็กๆ จึงถูกวางแผนอย่างรอบคอบและรัดกุม พล.ร.ต.อำภากร อยู่คงแก้ว ผบ.หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ ให้ข้อมูลถึงวิธีการลำเลียงผู้ประสบภัยทั้ง 13 คนออกจากถ้ำว่า เมื่อเด็กออกจากเนินนมสาว จะใส่หน้ากากที่ต่อกับขวดออกซิเจน โดยมีนักดำน้ำประกบเป็นคู่ออกมา และเมื่อมาถึงที่โถง 3 เพื่อออกไปยังปากถ้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้วยลักษณะพื้นที่ต้องใช้แรงพอสมควร จึงใช้วิธีให้น้องๆ นอนบนเปล ภายใต้วิธีการทางการแพทย์ทำให้ทุกคนนอนหลับเพื่อมิให้ตื่นตกใจระหว่างทาง เปลที่ใช้เป็นเปล SKED แบบม้วน มีความยืดหยุ่นสูง สามารถบิดหรือเอียงตามลักษณะพื้นที่ สามารถป้องกันร่างกายของผู้ประสบภัยจากแรงกระแทกโดยรอบด้าน และใช้การเคลื่อนย้ายโดยรอก เพื่อช่วยเพิ่มความสะดวกในการส่งตัวผู้ประสบภัย และยังลดความเสี่ยงหากเคลื่อนย้ายในพื้นที่อันตราย มีการเปิดเผยว่าระหว่างการลำเลียง เด็กๆ ถูกให้ยาเพื่อทำให้สงบ (อัลปราไซแลม Alprazolam เคตามีน Ketamine อะโทรปีน Atropine) เพื่อลดการตื่นกลัวระหว่างการดำน้ำลำเลียง ไม่เช่นนั้นอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อเด็กออกมาจากถ้ำจะลำเลียงขึ้นรถพยาบาลไปยังโรงพยาบาลสนามในพื้นที่วนอุทยานถ้ำหลวงไปยังจุดคัดกรอง ก่อนจะเคลื่อนย้ายโดยเฮลิคอปเตอร์และรถพยาบาลไปยังโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ต่อมาได้มีการเปิดเผยว่า นายแพทย์ริชาร์ด แฮร์ริส (Richard Harris) วิสัญญีแพทย์และผู้เชี่ยวชาญการดำน้ำในถ้ำชาวออสเตรเลีย ผู้มีประสบการณ์ในการดำน้ำกว่า 30 ปี และเคร็ก แชลเลน เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการดำน้ำเข้าไปเพื่อประเมินสุขภาพของทีมหมูป่า และปรับสภาพให้พร้อมต่อการเคลื่อนย้าย ร่วมกับทีมนักดำน้ำและทีมกู้ภัย โดยได้กล่าวว่า ภารกิจนี้อันตรายที่สุดที่เคยเข้าร่วม จนการปฏิบัติการราบรื่นและประสบความสำเร็จ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ภายหลังทีมช่วยเหลือประสบความสำเร็จในการนำทีมหมูป่าออกมาจากถ้ำแล้ว โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ได้รับมอบหมายให้เป็นโรงพยาบาลหลักด้านการรักษาและควบคุมป้องกันโรคแก่สมาชิกทีมหมูป่าอะคาเดมีและโค้ช ซึ่งได้ทยอยเข้ารับการดูแลที่โรงพยาบาลตั้งแต่วันที่ 8-10 กรกฎาคม 2561 ครบทั้ง 13 คน ทีมแพทย์ได้ให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ ฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยักและพิษสุนัขบ้า ให้วิตามินบี 1 และยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำตามแผนการรักษา จากนั้นผู้เชี่ยวชาญเข้าประเมินร่างกายโดยละเอียด เช่น ประเมินสายตาและการมองเห็น โภชนาการและสภาวะจิตใจ พร้อมส่งตัวอย่างเพื่อหาเชื้อไวรัสโรคอุบัติใหม่ จากการตรวจไม่พบเชื้อโรคติดต่อประจำถิ่นที่เป็นอันตราย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร:ผู้นำในภาวะวิกฤติ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กรณีการช่วยชีวิตทีมหมูป่าอะคาเดมีไม่เพียงประสบความสำเร็จในการช่วยเหลือทั้ง 13 ชีวิตให้ปลอดภัยเท่านั้น แต่ยังได้รับเสียงชื่นชมในด้านการบริหารจัดการและภาวะผู้นำของนายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายและ ผอ.ศอร.ในขณะนั้น ที่สามารถประสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วน มีความพร้อมและความเข้าใจในการรับมือสภาวะวิกฤติ รวมถึงการจัดการด้านการให้ข้อมูลข่าวสารที่ชัดเจนและครอบคลุมในทุกด้าน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชหัตถเลขาถึงนายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ความว่า &amp;ldquo;ได้ติดตามการปฏิบัติแล้ว น่าชื่นชมที่ได้เห็นข้าราชการผู้ใหญ่ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง อดทน และมุ่งมั่นในภารกิจเฉพาะหน้าที่ยากและท้าทาย แสดงถึงความมีสติปัญญาและมีการตัดสินใจที่ดี และวิสัยทัศน์ที่ถูกต้อง และเป็นศูนย์กลางแห่งการประสานการปฏิบัติจนภารกิจลุล่วงด้วยดี และได้ทราบว่าเป็นข้าราชการที่มีคุณภาพ กล้าต่อสู้กับสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และในเวลาเดียวกันก็มุ่งมั่นที่จะสร้างความดีและความถูกต้องให้เกิดขึ้นให้แก่ประเทศชาติ ขอชมเชยและให้กำลังใจ ขอให้รักษาความดีไว้ และขอให้มีความสุขความเจริญ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนั้น นายกรัฐมนตรียังได้มอบโล่ประกาศเกียรติคุณสุดยอดวัฒนธรรมสร้างสรรค์แห่งปี พ.ศ.2561 ให้แก่นายณรงค์ศักดิ์ ซึ่งได้ทำงานอย่างทุ่มเท เสียสละ เป็นนักบริหารจัดการที่ดี สามารถช่วยเหลือชีวิตทีมหมูป่าออกมาจากถ้ำหลวงได้อย่างปลอดภัย ทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยเป็นที่ยอมรับจากนานาชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถอดบทเรียนแผนการรับมือพิบัติภัย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นักวิชาการกว่า 140 คน ได้ร่วมกันถอดบทเรียนแผนการรับมือพิบัติภัยผ่านเวที่เสวนาวิชาการในหลายเวที เช่น กลุ่มนักวิชาการด้านธรณีวิทยา ซึ่งมี ผศ.ดร.สมบัติ อยู่เมือง ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยภูมิศาสตร์สนเทศเพื่อประเทศ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ได้ระบุถึงแนวทางการบริหารจัดการธรณีพิบัติภัยว่ามีหลักการดังนี้ (1) องค์ความรู้ด้านการจัดการ (2) สร้างระบบเฝ้าระวังและเตือนภัย (3) กำหนดมาตรการที่เหมาะสมกับพิบัติภัยที่เกิดขึ้น โดยกรณีถ้ำหลวงนี้กลายเป็นกรณีศึกษาระดับโลก เพราะไม่เคยเกิดขึ้นและมีความยากลำบาก จนนักดำน้ำบอกว่าเหมือนการดำน้ำผ่านยอดเขาเอเวอเรสต์ จึงเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่ไทยจะต้องมีการศึกษาเชิงธรณีวิทยาในแต่ละพื้นที่ ซึ่งต้องระดมทั้งผู้เชี่ยวชาญถ้ำ นักวิชาการ นักธรณีวิทยา เจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ รวมถึงผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ ทางด้านสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง หนึ่งในหน่วยงานที่ได้ร่วมภารกิจการค้นหาด้านอากาศยาน ทั้งอุปกรณ์โดรนและกำลังพลที่ร่วมวางแผน การกู้ภัยในแต่ละวันก็ได้เสนอให้ไทยเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ ทั้งการสร้างองค์ความรู้ และข้อมูลพื้นฐานของแต่ละพื้นที่เมื่อเกิดเหตุ ข้อมูลทั้งหมดนี้จะถูกนำมาใช้ในการวางแผนเพื่อจัดการภัยพิบัติได้อย่างทันท่วงที&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วน นพ.ประเวศ วะสี ได้กล่าวถึงบทเรียนของหมูป่าโมเดลว่า สามารถนำมาใช้ในการแก้ปัญหาของสังคมได้ โดยกล่าวว่า &amp;ldquo;ถ้าเราพยายามทำความเข้าใจหมูป่าโมเดล ซึ่งเป็นกระบวนทัศน์ใหม่ในการแก้ปัญหาที่ซับซ้อนและยาก เราจะพบวิถีทางที่จะพากันออกจากถ้ำทั้งประเทศ และสำหรับโลกซึ่งติดขัดอยู่ก็สามารถเรียนรู้และนำไปใช้ได้ ซึ่งก็คือมรรค 8 แห่งความสำเร็จของหมูป่าโมเดล&amp;rdquo; โดยองค์ประกอบของความสำเร็จของหมูป่าโมเดล 8 ประการสรุปได้ดังนี้&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; (1) บริหารจัดการโดยคนในพื้นที่ซึ่งเผชิญสถานการณ์จริง ไม่ใช่โดยอำนาจรวมศูนย์ซึ่งห่างไกลต่อการเข้าใจความจริง ประเทศไทยบริหารจัดการโดยการใช้อำนาจรวมศูนย์จึงแก้ไขปัญหาไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; (2) รวมใจเป็นหนึ่งเดียวหรือมีความมุ่งมั่นร่วมกันในการช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ ไม่เหมือนการบริหารจัดการประเทศโดยทั่วไปที่มีใจอยู่ที่ต่างๆ กัน เช่น ผลประโยชน์ของกลุ่ม ของพรรค ของพวก ขององค์กร ขัดแย้งทอนกำลังกัน ในหมูป่าโมเดลไม่ใช้การคิดเชิงปฏิปักษ์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; (3) รวมพลังโดยก้าวข้ามการแบ่งแยกทุกประเภท ไม่ว่าเป็นทหาร ตำรวจ ข้าราชการกรมกองใด พ่อค้า ประชาชน สื่อมวลชน ไม่มีการติดอยู่ในอุดมการณ์ใดๆ หรือการอ้างกฎระเบียบราชการให้มารวมพลังกันไม่ได้ในกรณีรวมพลังช่วยหมูป่า ใครจะมาอ้างกฎระเบียบข้อบังคับให้เป็นอุปสรรคต่อการรวมพลัง ทำไม่ได้ เพราะสถานการณ์บังคับ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; (4) มีการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติในสถานการณ์จริงที่ซับซ้อนและพลิกผัน การใช้ความรู้สำเร็จรูปโดยไม่เรียนรู้ ใช้ไม่ได้ผล ตามปกติข้าราชการจะใช้อำนาจโดยไม่เรียนรู้ การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติในสถานการณ์จริงเป็นการเรียนรู้ที่ทรงพลังยิ่ง เพราะทำให้เกิดปัญญาร่วม (Collective wisdom) นวัตกรรม และอัจฉริยภาพกลุ่ม (Group genius)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; (5) มีการแสวงหาความเชี่ยวชาญและเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้ให้ตรงประเด็นปัญหา มีการเปิดใจกว้าง รับผู้เชี่ยวชาญจากประเทศต่างๆ อย่างทันการณ์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; (6) ผู้ประสานงานหรือฝ่ายอำนวยการแก้ปัญหาในพื้นที่สามารถ ยึดกุมภาพองค์รวมของทั้งหมด สามารถสื่อสารสร้างความเป็นเอกภาพท่ามกลางความหลากหลาย เช่นนี้ทำไม่ได้โดยอำนาจรวมศูนย์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; (7) ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องไม่เห็นแก่ตัว เสียสละ ถ่อมตน ยกย่องผู้อื่น หรืออีกนัยหนึ่งทุกคนทำด้วยหัวใจ ของความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่เพื่อผลกำไร หรือชื่อเสียงใดๆ หัวใจของความเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นเมล็ดพันธุ์แห่งความดีที่มีอยู่แล้วในส่วนลึกของหัวใจมนุษย์ เมื่อเบ่งบานออกมาเชื่อมโยงกัน ย่อมมีพลังเหนืออำนาจอื่นใด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; (8) มีการสื่อสารให้รับรู้กันโดยทั่วถึงทั้งประเทศและทั่วโลก ทำให้มีความเป็นสาธารณะ ความเป็นสาธารณะจะกำกับทุกคนทุกฝ่ายให้อยู่ในความถูกต้อง ใครขืนทำอะไรไม่ถูกต้อง สาธารณะไม่ยอมรับ การจัดการช่วยชีวิตหมูป่ามีความเป็นสาธารณะอย่างยิ่ง ไม่มีใครกล้าทำอะไรที่ไม่ถูกต้อง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สรุป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ภารกิจช่วยทีมหมูป่าอะคาเดมีได้สะท้อนภาพหลายด้าน ในด้านหนึ่งเหตุการณ์นี้เป็นการหลอมรวมพลังแห่งมนุษยธรรม และธารน้ำใจเพื่อการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์จากทั่วโลก การเสียสละของอาสาสมัครและผู้เชี่ยวชาญด้านการกู้ภัยและการดำน้ำกว่าสี่พันคนที่ร่วมปฏิบัติงานในครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่ามนุษย์เรายังไม่สิ้นความหวัง เมื่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันประสบภัยก็ยังมีคนต่างชาติ ต่างศาสนา ต่างวัฒนธรรมที่พร้อมจะให้ความช่วยเหลือ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เหตุการณ์ครั้งนี้ยังเป็นบทเรียนการกู้ภัยและการจัดการภัยพิบัติที่ยอดเยี่ยมของประเทศไทย ภายใต้การนำของนายณรงค์ศักดิ์ นอกจากนี้ยังสะท้อนบทบาทที่สำคัญยิ่งของสื่อมวลชนและโซเชียลมีเดียที่สร้างกระแสการรับรู้และความตื่นตัวต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในระดับโลก อีกทั้งยังเป็นความท้าทายของสื่อมวลชน ทั้งในด้านการตรวจสอบข้อมูล ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว และการแข่งขันด้านความเร็วบนพื้นฐานของจรรยาบรรณในวิชาชีพด้วย และแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าที่างการแพทย์และวิทยาการต่างๆ ที่นำมาใช้ในการปฏิบัติภารกิจในครั้งนี้ ยิ่งไปกว่านั้น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยังเป็นบทเรียนสำคัญที่ประเทศไทยจำเป็นต้องมีการเตรียมการและจัดการข้อมูลพื้นที่ต่างๆ เพื่อสามารถรับมือกับภัยพิบัติในรูปแบบอื่นได้ในอนาคตด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 9.โศกนาฏกรรม &amp;ldquo;เรือล่มภูเก็ต 2561&amp;rdquo; บทเรียนท่องเที่ยวไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โศกนาฏกรรม &amp;quot;เรือ 3 ลำอับปางที่ภูเก็ต&amp;quot; เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2561 ได้คร่าชีวิตนักท่องเที่ยวชาวจีน 47 คน นับเป็นเหตุการณ์ที่สร้างผลกระทบทั้งทางด้านกายภาพ ความรู้สึกและภาพลักษณ์ของประเทศไทย ตลอดจนส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ไทย-จีน และภาคการท่องเที่ยวของไทยอย่างมหาศาล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โศกนาฏกรรม &amp;ldquo;เรือล่มภูเก็ต&amp;rdquo; เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2561 จนทำให้นักท่องเที่ยวชาวจีนเสียชีวิต 47 คน และมีผู้ประสบภัย 149 คน ได้ส่งผลให้นักท่องเที่ยวชาวจีนลดลงหลายแสนคน และสร้างผลต่อเนื่องไปยังห่วงโซ่อุปทานด้านการท่องเที่ยวของไทยอย่างสาหัสสากรรจ์ในช่วง ไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ของปี 2561 เหตุการณ์นี้จึงเป็นบทเรียนสำคัญที่ไทยต้องศึกษาเพื่อแก้ปัญหาด้านความปลอดภัยในการคมนาคมของประเทศ ตลอดจนเข้าใจถึงความอ่อนไหวของนักท่องเที่ยวต่างชาติในการสื่อสารเพื่อทำความเข้าใจ และแสดงความจริงใจและจริงจังในการมุ่งแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น บทความนี้เป็นการสรุปย่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และถอดบทเรียนเพื่อการปรับปรุงแก้ไขปัญหาเรื่องความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คลื่นซัด เรืออับปาง 3 ลำกลางทะเลภูเก็ต &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม ณ พื้นที่แหล่งท่องเที่ยว ยอดนิยมของทะเลอันดามัน บริเวณเกาะราชากับเกาะเฮ อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต ได้เกิดเหตุสะเทือนขวัญที่สร้างความเสียหายต่อภาคการท่องเที่ยวของไทยครั้งใหญ่ มีเรือล่มพร้อมกันในวันเดียวถึง 3 ลำ ลำแรกคือเรือนำเที่ยว &amp;ldquo;ฟีนิกซ์พีซไดวิ่ง&amp;rdquo; ซึ่งบรรทุกผู้โดยสารเป็นนักท่องเที่ยวชาวจีน 89 ชีวิต ได้ล่องเรือออกสู่ทะเลท่ามกลางดินฟ้าอากาศที่แปรปรวน แต่แล้วกลับต้องประสบพบเจอกับมรสุมลูกใหญ่ โดยคลื่นสูงกว่า 4 เมตร ได้ซัดเอาเรือนำเที่ยวลำดังกล่าวล่มลง จนจมลึกใต้ท้องทะเลกว่า 45 เมตร ทำให้คร่าชีวิตนักท่องเที่ยวชาวจีนบนเรือไปถึง 47 คน ลำที่สองคือ &amp;ldquo;เรือยอชต์เซเรนิตา&amp;rdquo; ล่มลงบริเวณเกาะไม้ท่อน ผู้โดยสาร 42 คน ได้รับการช่วยเหลือรอดชีวิตทั้งหมด ลำที่สามเป็นเรือเจ็ตสกีของนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียล่ม มีผู้โดยสาร 2 คน ล่มบริเวณเกาะราชา ได้รับการช่วยเหลือทั้งสองคน ทำให้ในวันนั้นมีผู้ประสบภัยเรือล่มรวม 149 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แน่นอนว่าอุบัติเหตุจากภัยธรรมชาติเป็นสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด และไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อสืบสาวราวเรื่องแล้วกลับพบว่าในช่วงก่อนเกิดเหตุทางการได้มีการแจ้งเตือนให้เรืองดออกจากฝั่งแล้ว แต่คนขับเรือยังประมาท ฝ่าฝืนนำเรือออกจากฝั่ง ต่อมากองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยวได้สืบสวนพบข้อมูลทางการเงินเจ้าของเรือฟีนิกซ์ พบว่ามีการกระทำการในลักษณะใช้คนไทยเป็นนอมินีให้กับนายทุนชาวจีนที่มาทำธุรกิจท่องเที่ยวในภูเก็ตด้วย ทำให้ประเด็นเรื่องความปลอดภัยถูกโยงเข้ากับเรื่องธุรกิจผิดกฎหมาย และพยายามผลักปัญหาว่าต้นตอมาจากกลุ่มนักธุรกิจนอมินีที่มุ่งแต่แสวงหากำไร โดยไม่คำนึงถึงการปฏิบัติตามกฎหมายและกฎระเบียบเรื่องความปลอดภัยของทางราชการ มากกว่าการแสดงความตั้งใจที่จะมุ่งแก้ปัญหาเรื่องการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของไทยทั้งระบบ ทั้งหมดนี้จึงนำไปสู่ประโยคหลุดปากจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในขณะนั้น ที่ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;เป็นเรื่องของคนจีนที่ทำกับนักท่องเที่ยวจีนเอง ทำเรือของเขาเอง ละเมิดฝ่าฝืนและทำผิดกฎหมายไทย เขาทำตัวของเขาเอง...&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แม้ข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไรก็ตาม แต่ &amp;ldquo;น้ำผึ้งหยดเดียว&amp;rdquo; นี้ได้สร้างความไม่พอใจให้กับทางการและประชาชนจีนอย่างมาก ชาวจีนแสดงความโกรธแค้นผ่านสังคมออนไลน์อย่างเผ็ดร้อน จนส่งกระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นในการเดินทางมาเที่ยวไทยอย่างมาก ร้อนจนถึง พล.อ.ประวิตร ต้องออกมาแสดงความเสียใจและขอโทษผ่านทางสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย พร้อมประกาศเยียวยาผู้เสียชีวิตและผู้ประสบเหตุที่ได้รับบาดเจ็บ ควบคู่ไปกับการเดินหน้าดำเนินคดีกับผู้ที่กระทำผิดกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สารพัดปัญหารุมเร้า ทำนักท่องเที่ยวจีนหดหาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ภายหลังเหตุการณ์เรือล่มที่ภูเก็ตได้สร้างกระแสต่อต้านประเทศไทยจนบานปลายออกไป ก็ได้เกิดเหตุผีซ้ำด้ามพลอยขึ้น โดยเจ้าหน้าที่สนามบินดอนเมืองได้วิวาทและตบหน้านักท่องเที่ยวจีน จากสาเหตุที่ชาวจีนรายหนึ่งได้มาขอ Visa on Arrival แต่ไม่ยอมจ่าย &amp;ldquo;ค่าบริการพิเศษ&amp;rdquo; ที่ ตม.เรียกเก็บเพิ่มอีก 300 บาท โดยไม่มีใบเสร็จ จนทำให้เกิดปากเสียงกัน และปรากฏภาพเป็นคลิปวิดีโอที่เผยแพร่ไปทั่วประเทศจีน ยิ่งสร้างภาพลบให้กับการท่องเที่ยวของไทยเติมเข้าไปอีก จนทำให้เกิดกระแสต่อต้านไม่มาเที่ยวประเทศไทย ยิ่งไปกว่านั้น ปัญหาเศรษฐกิจของจีนเองก็ทำให้ชาวจีนจำนวนไม่น้อยงดการเดินทางไปต่างประเทศ เนื่องมาจากผลกระทบจากสงครามการค้ากับสหรัฐ ทำให้ค่าเงินหยวนอ่อนค่าลงไป ถึง 6-7% และดัชนีตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ก็ได้ปรับตัวลดลงเกือบ 30% จากช่วงต้นปี ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของคนจีน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งหมดนี้สร้างความเสียหายให้กับภาคการท่องเที่ยวของไทยอย่างใหญ่หลวง นั่นเพราะนักท่องเที่ยวจีนมีบทบาทที่สำคัญต่อภาคการท่องเที่ยวของไทยอย่างมาก รายงานของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระบุว่า นักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้ามาประเทศไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดดตลอดทศวรรษที่ผ่านมา โดยในปี 2553 มีนักท่องเที่ยวจีนเข้าไทย 1.13 ล้านคน ปี 2558 นักท่องเที่ยวจีนเพิ่มเป็น 7.93 ล้านคน ปี 2559 จำนวนเพิ่มเป็น 8.77 ล้านคน และในปี 2560&amp;nbsp; มีนักท่องเที่ยวจีนเข้าไทยจำนวนถึง 9.8 ล้านคน ถือเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติอันดับหนึ่งของไทย แต่ภายหลังเหตุการณ์เรือล่มและข่าวเชิงลบต่างๆ ที่เกิดขึ้น ภาคการท่องเที่ยวถึงกับต้องกุมขมับ เนื่องจากนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้าไทยเกิดหดตัวและติดลบต่อเนื่องกันนานถึง 5 เดือน โดยในเดือนกรกฎาคมที่เพิ่งเกิดเหตุการณ์เรือล่ม นักท่องเที่ยวเริ่มติดลบที่ 0.87% ต่อมาในเดือนสิงหาคมเริ่มเห็นเค้าลางหายนะ เพราะชาวจีนมาเที่ยวไทยติดลบถึง 12% ตามมาด้วยเดือนกันยายนที่ติดลบ 15% และหดตัวเพิ่มขึ้นอีกในเดือนตุลาคม โดยติดลบถึง 19.79% ก่อนที่จะเริ่มซาลงในเดือนพฤศจิกายน โดยยอดติดลบลดลงเหลือ 13.86% รวมเม็ดเงินการท่องเที่ยวที่หายไปกว่าหนึ่งแสนล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; บรรยากาศท่องเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวในภูเก็ต รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวที่คนจีนนิยม เช่น พัทยา และเชียงใหม่ ต่างได้รับผลกระทบลุกลามเป็นลูกโซ่ มีรายงานว่า โรงแรมขนาดเล็กและรีสอร์ตต่างๆ ต้องประกาศขายกิจการจำนวนมาก โดยที่ภูเก็ตมี 105 แห่ง เชียงใหม่ 49 แห่ง และพัทยา 51 แห่ง โดยโรงแรมที่ปิดตัวส่วนใหญ่มักมุ่งกลุ่มลูกค้าชาวจีนเพียงกลุ่มเดียว และเน้นที่มากับกรุ๊ปทัวร์ ซึ่งโดยมากเป็นกิจการขนาดเล็กที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะการลงทุนของกลุ่มทุนจีนที่ร่วมกับคนไทยเพื่อรองรับกลุ่มทัวร์จีนโดยเฉพาะ นอกจากนี้ ธุรกิจนำเที่ยว ร้านอาหาร แหล่งช็อปปิ้ง รวมถึงการแสดงโชว์ต่างๆ สำหรับรองรับนักท่องเที่ยวจีนต่างก็ได้รับผลกระทบรุนแรงไปตามๆกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เร่งแก้ปัญหามาตรฐานความปลอดภัย ฟื้นความเชื่อมั่น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อุบัติเหตุเรือล่มที่ภูเก็ตจนมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมากเมื่อเดือนกรกฎาคม 2561 นั้น ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าว ข้อมูลของกองมาตรฐานความปลอดภัย การท่องเที่ยว กรมการท่องเที่ยว ระบุว่า จำนวนนักท่องเที่ยวที่บาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทั้งทางบกและทางทะเล ในปี 2560 สูงถึง 936 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2559 ร้อยละ 25.12 โดยเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวเสียชีวิต 265 คน และบาดเจ็บ 671 คน โดยนักท่องเที่ยวชาวจีนเป็นผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุมากที่สุด สะท้อนถึงมาตรฐานความปลอดภัยด้านการคมนาคมของไทยที่อยู่ในระดับต่ำ โดยความหละหลวมในการกำกับดูแลการโดยสารทางน้ำเป็นสาเหตุที่สำคัญประการหนึ่ง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัญหาที่บานปลายจนส่งผลกระทบด้านการท่องเที่ยวอย่างรุนแรง ทำให้ภาครัฐต้องเร่งระดมทีมกู้วิกฤติศรัทธานักท่องเที่ยวจีนครั้งใหญ่เริ่มที่การสืบค้นสาเหตุต้นตอของปัญหา นั่นคือการกู้เรือฟีนิกซ์ โดยรัฐบาลทุ่มงบประมาณกว่า 39 ล้านบาท ในการนำเรือเครนขนาด 1,200 ตันจากประเทศสิงคโปร์เข้ามาดำเนินงานกู้ซากเรือโดยใช้เวลา 2 วัน ก่อนที่จะสำเร็จในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2561 หลังเหตุการณ์เรือล่มกว่า 3 เดือน เนื่องจากต้องรอให้ฤดูมรสุมผ่านพ้นไปก่อน งานนี้มีผู้บริหารระดับสูงทั้งไทยและจีนร่วมสังเกตการณ์จำนวนมาก เช่น นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายภัคพงศ์&amp;nbsp; ทวิพัฒน์&amp;nbsp; ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต นายหลี่ ชุนหลิน ที่ปรึกษาและกงสุลใหญ่สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย นายหลี่ ชุนฝู รองกงสุลใหญ่จีนประจำสงขลา ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ภายหลังกู้ซากเรือแล้วก็ได้มีการเร่งตรวจสอบหลักฐาน โดยสำนักงานพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมผู้เชี่ยวชาญจากเยอรมันและรัฐบาลจีน ได้ร่วมกันตรวจสอบและเห็นตรงกันว่า เรือไม่ได้มาตรฐาน ประตูผนึกน้ำ ที่ปกติต้องมี 4 ประตู แต่เรือลำดังกล่าวมีเพียง 1 ประตู ส่วนกระจกต้องเป็นกระจกมารีนที่สามารถทุบออกไปได้ แต่ตรวจสอบแล้วไม่ใช่กระจกมารีน ซึ่งการที่มีผู้เสียชีวิตในเรือจำนวนมาก เพราะไม่สามารถทุบกระจกออกไปได้ เครื่องยนต์ก็ไม่ใช่เครื่องยนต์เรือ แต่เป็นของรถฮีโน่ จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาทั้งหมดกับเจ้าท่าภูเก็ต ในข้อหาปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ พร้อมส่งสำนวนให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินคดีต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ความพยายามในการสืบค้นความจริงและดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดได้สร้างความพอใจให้กับทางการจีนพอสมควร โดยนายหลี่ ชุนหลิน ที่ปรึกษาและกงสุลใหญ่ สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย แสดงความพอใจในการดำเนินการของรัฐบาลไทยที่จริงใจและทุ่มเทในการสืบสวนหาสาเหตุของการเกิดเรือล่ม พร้อมเชื่อมั่นว่า เมื่อการคลี่คลายคดีสิ้นสุดจะทำให้ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวจีนกลับคืนมา สร้างบรรยากาศและภาพลักษณ์ที่ดีด้านการท่องเที่ยว และเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยกับจีนให้ยั่งยืนต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหาในระยะยาว รัฐบาลได้หยิบยกเรื่องความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยวเป็น &amp;ldquo;ระเบียบวาระแห่งชาติ&amp;rdquo; โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้กล่าวในการแถลงแผนการตลาดท่องเที่ยวปี 2562 ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยว่า &amp;ldquo;จะไม่ประนีประนอมเรื่องความไม่ปลอดภัย ต้องดูแลนักท่องเที่ยวตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง&amp;rdquo; ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้ภาพลักษณ์ของไทยต้องกลายเป็นประเทศที่ปล่อยปละละเลยในเรื่องของความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว ทางด้านนายกรัฐมนตรีเองก็ได้สั่งการให้ ททท.พัฒนาระบบการเฝ้าระวังรักษาความปลอดภัยนักท่องเที่ยว พร้อมกำหนดมาตรการในการดูแลนักท่องเที่ยวทั่วประเทศ เพื่อปรับปรุงดัชนีความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยวของไทยที่ปัจจุบันอยู่ในอันดับ 118 จาก 136 ประเทศทั่วโลก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เข้าสู่โหมดกระตุ้นการท่องเที่ยวรอบใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ภายหลังการฟื้นความเชื่อมั่นให้กับทางการจีนและนักท่องเที่ยวจีน ทางการไทยก็ได้จัดยาแรงกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวรอบใหม่ เพื่อดึงดูดให้นักท่องเที่ยวจีนกลับมาประเทศไทยอีกครั้งในช่วงฤดูท่องเที่ยวปลายปี 2561 ซึ่งจะต่อเนื่องไปยังช่วงเทศกาลตรุษจีนในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2562 โดยคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติมาตรการยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่า ณ ด่านตรวจคนเข้าเมือง หรือ Visa on Arrival แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ 20 ประเทศ (ซึ่งรวมจีนและอินเดีย) และ 1 เขตเศรษฐกิจ (ไต้หวัน) เป็นระยะเวลา 60 วัน ตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2561 ถึงวันที่ 13 มกราคม 2562 (ก่อนที่จะขยายเวลาอีกครั้งไปจนถึงเดือนเมษายน 2562) ซึ่งแน่นอนว่าเป้าหมายหลักคือนักท่องเที่ยวจีน พร้อมหวังดึงนักท่องเที่ยวจากชาติอื่นเพื่อชดเชยนักท่องเที่ยวจีนที่หายไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทุกสิ่งที่ทำมาดูเหมือนจะเริ่มเห็นผลในช่วงสิ้นปี 2561 โดยนายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการ ททท. ได้เปิดเผยตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนที่ติดลบมาตลอด 5 เดือนว่า เริ่มพลิกกลับเป็นบวกได้ในวันที่ 1-10 ธันวาคม โดยนักท่องเที่ยวจีนมาเยือนไทยเพิ่มขึ้น 10.72% และแสดงความเชื่อมั่นว่าวิกฤตินักท่องเที่ยวจีนได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว เพราะจากตัวเลขที่เลวร้ายที่สุดในเดือนตุลาคม ค่อยๆ ติดลบลดลงในเดือนพฤศจิกายน และคาดว่าทั้งเดือนธันวาคมนี้จะหยุดการติดลบได้สำเร็จ พร้อมมั่นใจว่านักท่องเที่ยวจีนจะมาเที่ยวไทยปี 2561 ราว 10.5 ล้านคน รวมแล้วยังเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปีก่อนซึ่งมีจำนวน 9.8 ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มุมมองของภาคเอกชนด้านการท่องเที่ยว เห็นว่าทั้ง 2 มาตรการคือการกู้ซากเรือฟีนิกซ์เพื่อคลี่คลายคดี รวมถึงการออกมาตรการฟรีวีซ่ามีส่วนสำคัญอย่างมากในการกู้วิกฤติท่องเที่ยวในครั้งนี้ นายวิชิต ประกอบโกศล นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) เปิดเผยว่า นักท่องเที่ยวจีนรวมถึงประเทศที่ฟรีวีซ่า ได้ทำการจองที่พัก ตั๋วเครื่องบิน รวมทั้งจองทัวร์มาเที่ยวไทยมากขึ้น โดยทางสมาคมได้ทำหนังสือต่อรัฐบาลเพื่อขอต่อมาตรการฟรีวีซ่าดังกล่าวไปอีก 3 เดือนจนถึงเดือนเมษายน 2562&amp;nbsp; เพื่อให้ครอบคลุมไตรมาสแรกของปี 2562 ด้วย เนื่องจากหลังจากที่รัฐบาลใช้มาตรการดังกล่าวมาได้ประมาณ 1 เดือน พบว่าจำนวนนักท่องเที่ยวเริ่มกลับมาดีขึ้น โดยเฉพาะตลาดจีน ทั้งยังคาดว่าในไตรมาสที่ 1 ปี 2562 น่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวจีนมาไทย 2.5 ล้านคน แต่ถ้าหากได้ต่อมาตรการฟรีค่าธรรมเนียมไปอีก 3 เดือน ก็อาจทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนมาไทยเพิ่มขึ้นเป็น 3 ล้านคน ขณะที่นายศุภฤกษ์ ศูรางกูร นายกสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว กล่าวว่า มาตรการฟรีวีซ่า 21 ประเทศ ถือเป็นมาตรการที่มีประโยชน์ เนื่องจาก ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวในการเดินทางเข้าไทยได้ แต่สิ่งสำคัญคือการสร้างมาตรฐานด้านความปลอดภัยที่ชัดเจน รวมถึงการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในภาคการท่องเที่ยวของไทย เพราะในขณะนี้แม้ภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของไทยจะดีขึ้น แต่ก็ไม่ได้ดีเท่าเดิมในสายตาของนักท่องเที่ยวจีน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สรุป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โศกนาฏกรรมเรือฟีนิกซ์ครั้งนี้ได้มอบบทเรียนอันใหญ่หลวงให้กับประเทศไทย ไล่ไปตั้งแต่การละเลยกระบวนการตรวจสอบการดำเนินธุรกิจนอมินี ความประมาทของผู้ขับขี่เรือ ความหละหลวมของผู้ควบคุมท่าเรือ การสื่อสารต่อผู้สูญเสีย ที่ไม่ได้ดำเนินการอย่างระมัดระวังและคำนึงถึงความรู้สึกของผู้ประสบภัย และความจำเป็นในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยด้านการคมนาคมแบบครบวงจร ขณะนี้แม้ว่าสถานการณ์ด้านการท่องเที่ยวจะคลี่คลายลง แต่ทุกภาคส่วนควรเรียนรู้จากความผิดพลาด เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยขึ้นอีก นั่นเพราะต้นทุนที่ใช้ในการกู้วิกฤติศรัทธาให้กลับคืนมานั้น มันคือการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของผู้ประสบภัยทุกคน อีกทั้งส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ประเทศ กระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และการสูญเสียทางเศรษฐกิจมูลค่ามหาศาล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 10.โรคหัดกลับมา &amp;ldquo;อุบัติซ้ำ&amp;rdquo; ในไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ข่าวการระบาดของไข้หัดในหลายพื้นที่ของประเทศไทย เป็นเรื่องวิตกของคนในแวดวงสาธารณสุข เนื่องจากในอดีตสามารถควบคุมได้ดีด้วยการฉีดวัคซีน โดยในช่วงเดือนตุลาคม 2561 พบว่าพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีเด็กป่วยเพิ่มขึ้นกว่า 800 คน เสียชีวิต 9 คน โดยหลายคนไม่เคยรับวัคซีนมาก่อน จึงเกิดคำถามเกี่ยวกับระบบการเบิกจ่ายและการบริหารวัคซีนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ไข้ออกผื่นร่วมกับอาการไอ (Cough) น้ำมูก (Coryza) ตาแดง (Conjunctivitis) หรืออาการ 3C&amp;rdquo; เป็นคำสำคัญที่นักเรียนแพทย์ต้องท่องจำให้ขึ้นใจ เพราะถ้าเจอในข้อสอบจะตอบว่าเป็นโรคอื่นไม่ได้นอกเสียจาก &amp;lsquo;โรคหัด (Measles)&amp;rsquo; เท่านั้น ต่างจากโรคหัดเยอรมัน (Rubella) ตรงที่อย่างหลัง จะไม่มีอาการตาแดง และผื่นจะขึ้นกระจายมากกว่า&amp;rdquo; โรคหัดเป็นโรคติดเชื้อซึ่งเกิดจากไวรัสที่ติดต่อกันได้ง่ายมาก ทางอากาศ อาการทั่วไปมักมีไข้สูง ร่วมกับอาการไอมีน้ำมูกและเยื่อตาอักเสบ และจะมีผื่นแดงตามมา อาการที่พบบ่อยของโรคหัด คือ &amp;ldquo;ไข้ออกผื่น&amp;rdquo; สิ่งที่ต้องดูแลและเฝ้าระวังคือ ภาวะแทรกซ้อน ได้แก่ ท้องร่วง ตาบอด สมองอักเสบ ปอดอักเสบ ซึ่งพบได้ถึง 30% และมักเป็นเหตุให้เสียชีวิตตามมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้ป่วยอายุน้อย และมีภาวะทุพโภชนาการร่วมด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในปี 2561 ได้เกิดการระบาดของโรคหัดในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างครั้งใหญ่ โดยพบผู้ป่วยไข้ออกผื่น หรือสงสัยโรคหัด จำนวนทั้งสิ้น 4,450 ราย ซึ่งเป็นจำนวนสูงที่สุดในประเทศและมีผู้เสียชีวิตถึง 23 ราย จึงเกิดคำถามเกี่ยวกับระบบการจัดหาวัคซีน การกระจายวัคซีนที่เหมาะสมสำหรับกรณีเกิดโรคระบาด และการประสานงานของหน่วยงานระดับต่างๆ ในการบริหารจัดการวัคซีน บทความนี้เป็นการทบทวนสถานการณ์ระบาดของโรคหัดที่เกิดขึ้นเพื่อให้เข้าใจข้อเท็จจริง และเป็นการถอดบทเรียนระบบการจัดหาและกระจายวัคซีนโรคหัดของไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สถานการณ์โรคหัดในไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การระบาดของโรคหัดมาจากผู้ป่วยโรคหัดที่ไอจาม ซึ่งจะมีเชื้อหัดออกมาด้วยทั้งทางน้ำมูกและน้ำลาย โอกาสที่ผู้ไม่มีภูมิคุ้มกันจะติดเชื้อมีมากถึง 9 ใน 10 คน จึงเกิดการระบาดได้ง่ายมาก และเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตได้ จึงนับเป็นโรคระบาดหนึ่งที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม โรคนี้สามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีนในช่วงอายุ 9-12 เดือน และกระตุ้นอีกครั้งในช่วงอายุ 2 ขวบครึ่ง ประเทศไทยมีการรณรงค์ให้เด็กทุกคนได้รับวัคซีนป้องกันโรคหัดร่วมกับโรคหัดเยอรมัน และคางทูม (MMR) ในช่วงวัยดังกล่าว จากการศึกษาทางระบาดวิทยา พบว่าหากจะควบคุมการระบาดในชุมชนให้ได้ผล จะต้องทำให้เกิดความครอบคลุมการฉีดวัคซีนให้ได้ไม่น้อยกว่า 95% &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประเทศไทยมีพันธสัญญาร่วมกับองค์การอนามัยโลกในการกำจัดโรคหัด โดยมีเป้าหมายที่จะกำจัดโรคหัดให้ได้ ในปี 2563 ซึ่งไทยได้ดำเนินการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคด้วย วัคซีนป้องกันโรคหัดแก่เด็กอายุ 9 เดือนมาตั้งแต่ปี 2527 มีอัตราความครอบคลุมในระดับประเทศที่น่าพอใจ แต่ก็ยังมีการระบาดในบางพื้นที่อยู่เป็นระยะ ซึ่งในซึ่งในต่างประเทศก็มีการพบโรคนี้ในหลายพื้นที่ โดย นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค ได้เปิดเผยข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก พบว่าในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาพบรายงานผู้ป่วยโรคหัดในทุกภูมิภาคของโลก โดยมีจำนวนผู้ป่วยสูงสุดในอินเดีย 64,972 ราย รองลงมาคือ ยูเครน 53,218 ราย และปากีสถาน 33,224 ราย ตามลำดับ นอกจากนี้ยังพบการระบาดในประเทศฟิลิปปินส์ เซอร์เบีย จอร์เจีย แอลเบเนีย อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับไทย ข้อมูลจากระบบรายงานโรคของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข พบว่าในปี 2561 มีอัตราป่วยโรคหัดทั้งประเทศ 4 ต่อประชากรแสนคน โดยจังหวัดยะลามีอัตราป่วยสูงที่สุด พบมากในกลุ่มอายุน้อยกว่าหนึ่งปี รองลงมาคือประจวบคีรีขันธ์และสมุทรสาคร ตามลำดับ ในขณะที่โรคหัดรุนแรง คือมีภาวะแทรกซ้อนร่วมด้วย จังหวัดที่มีอัตราป่วยสูงสุด คือยะลา ปัตตานี และอุบลราชธานี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง พบผู้ป่วยไข้ออกผื่น หรือสงสัยโรคหัดจำนวนทั้งสิ้นถึง 4,450 ราย ซึ่งเป็นจำนวนสูงที่สุดในประเทศ และมีผู้เสียชีวิตถึง 23 ราย มีอัตราป่วยตายที่ร้อยละ 0.52 จังหวัดที่มีอัตราผู้ป่วยสงสัยโรคหัดสูงสุด คือยะลา จำนวน 1,621 ราย (อัตราป่วย 307.42 ต่อประชากรแสนคน) เสียชีวิต 10 ราย อัตราป่วยตาย ร้อยละ 0.62 รองลงมาเป็นปัตตานี จำนวน 1,788 ราย (อัตราป่วย 251.90 ต่อประชากรแสนคน) เสียชีวิต 10 ราย อัตราป่วยตาย ร้อยละ 0.56 ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยพบการระบาดเป็นกลุ่มก้อนอย่างชัดเจนตั้งแต่เดือนสิงหาคมใน 4 จังหวัดภาคใต้ตอนล่างเป็นต้นมา โดยเริ่มการระบาดเป็นกลุ่มก้อนในจังหวัดยะลา ต่อมาเป็นปัตตานี นราธิวาส และสงขลา ตามลำดับ ทั้งนี้ผู้ป่วยส่วนใหญ่อายุต่ำกว่า 5 ปี โดยมีอัตราป่วยสูงสุดในกลุ่มอายุต่ำกว่า 1 ปี คิดเป็น 1,348.64 ต่อประชากรแสนคน รองลงมาเป็นกลุ่มอายุ 1-4 ปี มีอัตราป่วย 555.84 ต่อประชากรแสนคน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับผู้ป่วยที่เสียชีวิตมีอายุระหว่าง 7 เดือน ถึง 14 ปี ส่วนใหญ่มีภาวะทุพโภชนาการร่วมด้วย ทุกรายเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลด้วยโรคหัดที่มีภาวะแทรกซ้อน ได้แก่ ปอดอักเสบและอุจจาระร่วง เกือบทุกรายมีประวัติไม่เคยได้รับวัคซีนป้องกันโรค มีเพียงหนึ่งรายเท่านั้นที่อายุยังไม่ครบเกณฑ์ที่จะได้รับวัคซีน เมื่อจำแนกตามรายอำเภอพบว่า อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี มีจำนวนผู้ป่วยที่เสียชีวิตสูงสุด 6 ราย รองลงมาเป็นอำเภอกรงปินัง จังหวัดยะลา 5 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีการกล่าวอ้างกันว่าสาเหตุสำคัญที่โรคหัดกลับมาระบาดซ้ำ คือผู้ปกครองบางคนเชื่อว่าการฉีดวัคซีนผิดหลักศาสนาอิสลาม ซึ่งมีทั้งข้อเท็จจริงปะปนกันอยู่ แต่ในขณะเดียวกันกลับสวนทางกับข้อมูลความครอบคลุมการได้รับวัคซีนป้องกันโรคหัดในประเทศไทยที่ค่อนข้างสูง แม้ว่าจะไม่ถึงเป้าที่ตั้งเอาไว้ จากข้อมูลบางส่วนพบว่าการระบาดของโรคหัดในครั้งนี้เกิดปัญหาการต่อต้านการฉีดวัคซีนในเด็กมุสลิม ว่าการฉีดวัคซีนผิดหลักศาสนา แต่ประเด็นนี้ได้มีคำวินิจฉัย (ฟัตวา) จากจุฬาราชมนตรี ผู้นำศาสนาอิสลามของประเทศไทย ในปี 2556 เกี่ยวกับประเด็นนี้ว่าไม่ผิดหลักศาสนาอิสลามแต่อย่างใด ในอีกทางหนึ่งพบว่า ยังมีช่องว่างทางภูมิคุ้มกันในประชากรบางส่วน เช่น เด็กที่ได้รับวัคซีนปกติไม่ครบตามเกณฑ์ รวมทั้งผู้ใหญ่อายุ 20-40 ปี โดยเฉพาะที่อยู่ในกลุ่มคนหมู่มาก เช่น ในค่ายทหาร เรือนจำ โรงงาน แหล่งท่องเที่ยว และสถานบริการสาธารณสุข อย่างไรก็ตาม ปัญหาการระบาดของโรคหัดที่เกิดขึ้นก็ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับระบบการเบิกจ่ายและบริหารจัดการวัคซีนที่ไม่ครอบคลุมเด็กบางกลุ่ม รวมถึงการรับมือกับสถานการณ์การระบาดของโรคหัดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หน่วยงานบริหารจัดการวัคซีน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัจจุบันหน่วยงานบริหารจัดการและรับผิดชอบการบริหารจัดการวัคซีนของประเทศไทย 3 แห่ง ได้แก่ กรมควบคุมโรค สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และกองเศรษฐกิจสุขภาพ และหลักประกันสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ทั้ง 3 หน่วยงานมีบทบาทหน้าที่แตกต่างกัน ดังนี้&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ทำหน้าที่ดังนี้&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;bull; รับผิดชอบวัคซีนสำหรับผู้เดินทางไปต่างประเทศ เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่และวัคซีนไข้กาฬหลังแอ่นสำหรับผู้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ วัคซีนไข้เหลืองสำหรับผู้เดินทางไปทวีปแอฟริกา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;bull; วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สำหรับบุคลากรกลุ่มเสี่ยง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;bull; การให้วัคซีนแบบปูพรม (Mop-up) แก่เด็กทุกคนในพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคและไม่ทราบประวัติการได้รับวัคซีน รวมถึงวัคซีนที่ใช้ควบคุมการระบาด (MMR/MR/dT)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;bull; วัคซีนตามโครงการกำจัดกวาดล้างตามพันธสัญญานานาชาติ ได้แก่ วัคซีนโปลิโอ และวัคซีนที่มีส่วนประกอบของหัด (MMR/MR) กรณีการให้วัคซีนเสริม เช่น เพื่อการ &amp;ldquo;เก็บตกเป็นปริมาณมาก&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ดูแลวัคซีนพื้นฐานสำหรับคนไทยทุกสิทธิ ได้แก่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;bull; วัคซีน EPI Routine (ตามกลุ่มวัย) และวัคซีนเก็บตกระหว่างรอบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;bull; วัคซีน EPI นักเรียน (ป.5, ป.6) และวัคซีนเก็บตก (ป.1)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;bull; วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.กองเศรษฐกิจสุขภาพและหลักประกันสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ทำหน้าที่ดูแลวัคซีน 3 ประเภท ได้แก่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;bull; วัคซีน EPI Routine สำหรับประกันสุขภาพแรงงานต่างด้าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;bull; วัคซีนสำหรับบุคคลรอพิสูจน์สถานะและสิทธิ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;bull; วัคซีนสำหรับต่างด้าวไม่ขึ้นทะเบียน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วัคซีนหัด คางทูม และหัดเยอรมัน (Measles Mumps Rubella) เป็นหนึ่งในวัคซีนพื้นฐานสำหรับสร้างเสริมภูมิคุ้มกันให้กับเด็กทุกคน ตามแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของกระทรวงสาธารณสุข ปกติให้ครั้งแรกที่อายุ 9-12 เดือน และกระตุ้นช่วงอายุ 2 ปีครึ่ง โดยการฉีดกระตุ้นจะช่วยกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันในผู้รับวัคซีนประมาณ 2-5% ที่มีภูมิคุ้มกันขึ้นไม่มากพอหลังการรับวัคซีนครั้งแรก วัคซีนนี้ใช้แพร่หลายทั่วโลก ประมาณไว้ว่าตั้งแต่ออกใช้ครั้งแรกในช่วงต้นทศวรรษ 1970s มีการให้วัคซีนี้ไปแล้วประมาณห้าร้อยล้านครั้งในกว่า 60 ประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การรับมือกับสถานการณ์การระบาดโรคหัดในพื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นับตั้งแต่การเกิดภาวะระบาดอย่างรุนแรงของโรคหัดในพื้นที่ เบื้องต้นมีการประสานขอการสนับสนุนวัคซีนจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเพื่อระดมการฉีดวัคซีนแก่ผู้สัมผัสโรค เจ้าหน้าที่ที่ดูแลผู้ป่วย รวมถึงผู้ที่ยังไม่เคยได้รับวัคซีนในชุมชน ซึ่งตัวเลขจากพื้นที่มีจำนวนสูงมาก เกินกว่าที่กรมควบคุมโรคจะสามารถจัดหาวัคซีนสนับสนุนได้ทัน จึงมีความจำเป็นต้องประสานสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติอย่างเร่งด่วนในการบริหารจัดการวัคซีน และสามารถสนับสนุนวัคซีนแก่จังหวัดที่มีการระบาด ได้แก่ ยะลา ปัตตานี นราธิวาส และสงขลา จำนวนทั้งสิ้น 125,000 โดส ในช่วงระยะเวลาตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงธันวาคม 2561 เมื่อพิจารณาจำนวนผู้ป่วยรายใหม่ในเดือนธันวาคม พบว่าอุบัติการณ์ลดลงมากอย่างชัดเจน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม จากเหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดของการบริหารวัคซีนระดับชาติจากการกำหนดบทบาทหน้าที่แยกกัน 3 หน่วยงาน ขาดการบูรณาการที่จะแก้ปัญหาได้ฉับไว แม้จะมีงบประมาณในการจัดซื้อวัคซีนฉุกเฉินก็ไม่อาจดำเนินการได้รวดเร็ว เนื่องจากวัคซีนต้องใช้เวลาในการผลิตระยะหนึ่ง การบริหารวัคซีนในภาพรวมของประเทศจึงมีความสำคัญมาก และจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะกระบวนการจัดหาวัคซีน การกระจายที่เหมาะสมสำหรับกรณีเกิดโรคระบาด การประสานงานของหน่วยงานต่างๆ ทั้งนี้ การควบคุมการระบาดของโรคจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วนจึงประสบผลสำเร็จได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สรุป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เหตุการณ์ระบาดของโรคหัดในภาคใต้เมื่อปี 2561 สะท้อนให้เห็นว่าการควบคุมการระบาดของโรคจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งในระดับพื้นที่และระดับประเทศ หน่วยให้บริการควรต้องร่วมมือกับเครือข่ายและท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่เปราะบางทางความมั่นคง เพื่อให้สามารถบริการครอบคลุมกลุ่มประชากรให้มากขึ้น เน้นทำความเข้าใจกับประชาชนเกี่ยวกับการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคต่างๆ และสร้างความตระหนักและมีส่วนร่วมในการรับบริการให้มากขึ้น เพราะการป้องกันจะเป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการที่จะลดอันตราย หรือความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับในระดับประเทศมีความจำเป็นต้องทบทวนทั้งระบบอย่างเร่งด่วนเกี่ยวกับกระบวนการจัดหาวัคซีน การกระจายที่เหมาะสมสำหรับกรณีเกิดโรคระบาด การประสานงานของหน่วยงานระดับกรม กองหรือกระทรวง กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดหาวัคซีนหรือส่งวัคซีนให้ทันต่อความต้องการของพื้นที่รวม ทั้งการบริหารจัดการความตื่นตระหนกของประชากรในพื้นที่อีกด้วย.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53492</URL_LINK>
                <HASHTAG>4 ผลงานดีๆเพื่อสุขภาพคนไทย, excite, excitethaipost, ฉบับพิเศษ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e08a20e049a3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
