<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>97003</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/03/2021 15:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/03/2021 15:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>Facebook ไม่รอช้าเปิดตัว Instagram Reels ในไทย ท้าชน Tiktok</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Facebook เปิดตัว Reels (รีลส์) ในประเทศไทย ฟีเจอร์ใหม่นำเสนอประสบการณ์บน Instagram ให้ผู้ใช้งานได้สร้างสรรค์ แบ่งปัน และค้นพบวิดีโอสั้นและเพิ่มลูกเล่นตัดต่อต่างๆ พร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ด้านดนตรีบน Facebook และ Instagram โดยเผยความร่วมมือการเป็นพันธมิตรอุตสาหกรรมดนตรีเพื่อนำเสนอฟีเจอร์ใหม่ๆ ให้ชาวไทยได้ใช้งาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;เรารับฟังและได้รับแรงบันดาลใจมาจากสิ่งที่ชุมชนผู้ใช้งานของเรามองหา นอกเหนือจากช่องทางการแชร์วิดีโอทั่วไปแล้ว พวกเขายังอยากมีวิธีการสร้างสรรค์ใหม่ๆ หรือรับชมวิดีโอสั้น หรือวิดีโอที่มีลูกเล่นในการตัดต่อเพื่อเพิ่มความสนุกในเนื้อหา และเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถเป็นครีเอเตอร์ระดับโลกที่เข้าถึงผู้ชมจำนวนมากขึ้นและมีความหลากหลายขึ้นบน Instagram เรามองว่า Reels เป็นส่วนสำคัญในการสร้างอนาคตด้านความบันเทิงบน Instagram ในวันนี้เรามีความยินดี และรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้นำเสนอช่องทางใหม่ๆ เพื่อให้คนไทยได้แสดงออกถึงตัวตนที่เป็นเอกลักษณ์ของพวกเขาผ่าน Reels&amp;rdquo; คุณเอริน เพตติกรูว์ ผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ Reels กล่าว
มาเป็นครีเอเตอร์บนเวทีระดับโลกผ่าน Instagram Reels กันเถอะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
การเปิดตัว Reels ในครั้งนี้ถือเป็นการมอบพื้นที่ให้ผู้คนได้สร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ในรูปแบบใหม่ โดยใช้เครื่องมือตัดต่อวิดีโอ เพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้ชมที่ใหญ่ขึ้น และมีความหลากหลายมากขึ้น โดย Reels นั้นมาพร้อมฟีเจอร์ต่างๆ ที่ผู้ใช้งานสามารถใช้ถ่ายวิดีโอ และตัดต่อด้วยเอฟเฟกต์ และรับชมวิดีโอแบบ short form ความยาวประมาณ 15-30 วินาทีได้ โดยแท็บสำหรับ Reels จะถูกเพิ่มเข้ามา ในขณะที่ผู้ใช้งานยังคงสามารถแบ่งปันเรื่องราวดีๆ ผ่านวิดีโอทาง Instagram Stories ข้อความส่วนตัว และฟีดข่าว ได้ตามปกติ
ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป (23 มีนาคม 2564) ผู้ใช้งานในประเทศไทยสามารถใช้ Reels ได้ผ่านฟังก์ชันกล้องของ Instagram เพื่อถ่ายวิดีโอลง Reels ได้โดยตรง หรือสามารถนำวิดีโอที่เก็บไว้ในเครื่องมาตัดต่อโดยใช้ฟีเจอร์ต่างๆ ที่มีให้ โดย Reels นั้นมีเครื่องมือต่างๆ ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้คุณสามารถสร้างวิดีโอสนุกสุดสร้างสรรค์ได้ เช่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;middot; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ความเร็ว: สามารถเลือกเร่งความเร็ว หรือทำให้วิดีโอหรือเสียงดนตรีช้าลงได้ เพื่อให้วิดีโอเข้ากับจังหวะ หรือทำเป็นวิดีโอสโลโมชันได้
&amp;middot; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ตัวตั้งเวลา: ตั้งเวลาอัดคลิปได้โดยไม่ต้องใช้มือจับ
&amp;middot; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ตัวหนังสือและสติกเกอร์: ผู้ใช้งานสามารถเพิ่มตัวหนังสือหรือสติกเกอร์ในเวลาที่กำหนดได้
&amp;middot; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การจัดแนว: ตั้งหรือเรียงสิ่งที่ต้องการจะถ่ายจากคลิปก่อนหน้าให้ตรงกันก่อนที่จะอัดคลิปต่อไป เพื่อให้แต่ละเทคลื่นไหล ไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนชุดหรือเพิ่มเพื่อนเข้าไปในวิดีโอ
&amp;middot; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่งให้สวย: เพิ่มความเนียนสวยให้กับวิดีโอ โดยสามารถเลือกความเข้มของเอฟเฟกต์ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเปิดตัว Reels ในประเทศไทยครั้งนี้เป็นการมอบช่องทางใหม่ๆ ให้ผู้ใช้งานชาวไทยได้สร้างเนื้อหาที่น่าสนใจและสะท้อนคาแรคเตอร์และความคิดสร้างสรรค์ที่พวกเขามี โดยแท็บสำหรับ Reels นั้นจะทำให้ผู้ใช้งานทั่วโลกสามารถค้นพบวิดีโอที่เก็บช่วงเวลาแห่งความสนุกและแรงบันดาลใจทั้งจากผู้ใช้งานคนอื่นๆ และครีเอเตอร์บน Instagram&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สร้างอนาคตแห่งความบันเทิงด้วย Reels และดนตรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกเหนือจากการเปิดตัว Reels บน Instagram แล้ว วิสัยทัศน์ของ Facebook และการทำงานด้านดนตรี มีความเหมือนกันในเรื่องของการร่วมสร้างชุมชน การทำให้ผู้คนได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น การเป็นช่องทางการแสดงออก และการเป็นหนึ่งเดียวกัน ดังนั้น Facebook จึงได้เปิดตัวช่องทางใหม่เพื่อให้ผู้คนได้ใกล้ชิดกับศิลปินหรือกลุ่มคนดนตรีที่พวกเขาชื่นชอบผ่านแอปพลิเคชันในเครือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Facebook เปิดตัวฟีเจอร์เพลงบน Facebook และ Instagram แบบเต็มรูปแบบโดยมองว่าเป็นอนาคตแห่งความบันเทิงของแอปพลิเคชันในเครือ โดนครอบคลุมฟีเจอร์ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คลังเพลงที่ใหญ่ขึ้น เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถสร้างสรรค์เนื้อหาไปพร้อมกับเพลงที่ถูกลิขสิทธิ์
สติกเกอร์เพลงบน Facebook Stories และ Instagram Stories
สติกเกอร์เนื้อเพลงบน Facebook Stories และ Instagram Stories
การใส่เพลงบนโปรไฟล์ Facebook
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เรานำเสียงเพลงและดนตรีมาอยู่บนพื้นที่ที่ผู้คนใช้เพื่อแชร์และเชื่อมต่อถึงกันอยู่แล้ว นั่นทำให้การนำเสนอประสบการณ์ดนตรีของเรามีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เราทำงานร่วมกับพันธมิตรด้านเพลงและดนตรีเพื่อสร้างโอกาสใหม่ๆ ในการเชื่อมต่อบนโซเชียลให้กับเหล่าศิลปิน นักแต่งเพลง คนรักดนตรี และผู้คนผ่านแอปพลิเคชันในเครือ โดยเฉพาะ Facebook และ Instagram&amp;rdquo; คุณธารินาถ ภัทรเรืองรอง ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธพันธมิตรด้านความบันเทิงของ Facebook ประเทศไทย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเปิดตัวฟีเจอร์ด้านดนตรีในประเทศไทยนี้ เกิดขึ้นได้ผ่านการร่วมมือกับพันธมิตรที่หลากหลาย รวมถึงบริษัท ลิขสิทธิ์ดนตรี (ประเทศไทย) จำกัด โดยคุณณฐพล ศรีจอมขวัญ ประธานกรรมการบริหาร กล่าวว่า &amp;ldquo;ในยุคปัจจุบัน คนปรับเปลี่ยนวิธีการฟังเพลงและใช้งานดนตรีด้วยรูปแบบใหม่ๆ ตลอดเวลา สำหรับฟีเจอร์เพลงของ Facebook และ Instagram ที่เปิดตัวใหม่นี้จะช่วยให้ผู้ที่ชอบดนตรีได้สัมผัสผลงานและรู้จักอุตสาหกรรมดนตรีในมิติใหม่ๆ มากขึ้น อีกทั้งยังเข้าถึงดนตรีได้ง่ายขึ้นในชีวิตประจำวัน MCT สนับสนุน พัฒนา และส่งเสริมวัฒนธรรมดนตรีในประเทศมาโดยตลอด เรามีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมงานกับ Facebook ที่จะนำเสนอวิธีการใหม่ๆ ในการแบ่งปันบทเพลงต่อผู้คน สร้างสรรค์งานดนตรีที่พวกเขารัก รวมถึงเพิ่มโอกาสการทำงานให้ศิลปิน ผู้สร้างสรรค์ ได้เข้าถึงกลุ่มแฟนเพลง ผมมองว่าปัจจุบัน Facebook และ Instagram ได้กลายมาเป็นส่วนสำคัญในการขยายผลงานให้กับศิลปิน นักแต่งเพลงอย่างมาก เราหวังว่าฟีเจอร์เพลงใน Facebook และ Instagram นี้จะช่วยให้ศิลปินได้แชร์ผลงานของตัวเองกับแฟนๆ Music creators ได้สร้างสรรค์ผลงานให้ Music lovers ฟังอย่างทั่วถึงมากขึ้น&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ใช้งานสามารถสัมผัสฟีเจอร์เพลงแบบเต็มรูปแบบได้ทั้งบน Facebook และ Instagram และอย่าลืมลองใช้ Instagram Reels พร้อมติดแฮชแท็ก #ReelsTH ได้แล้ววันนี้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97003</URL_LINK>
                <HASHTAG>facebook, Reels (รีลส์), เปิดตัวในไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210323/image_big_6059a7eebe6d6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75673</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/08/2020 07:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/08/2020 07:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อดีตบิ๊กข่าวกรอง&#039;ตอกเฟซบุ๊กหากไม่เคารพกฏหมายไทยต้องยกเลิกการทำธุรกิจในประเทศไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
27 ส.ค.63- นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Nantiwat Samart &amp;nbsp;ว่า Amnesty. Who are you.?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลไทยสั่งบล๊อกเฟสบุ๊คของเพจที่กระทำการขัดกฏหมายอาญาของไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มันคืออำนาจอธิปไตยทางศาลของ​กฏหมายไทย ตราบใดที่เฟสบุ๊คจัดตั้งสำนักงานในไทยเพื่อทำธุรกิจ​ ต้องเคารพกฏหมายไทย​&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากไม่เคารพกฏหมายไทยต้องยกเลิกการทำธุรกิจในประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่เคยเห็นแอมเนสตี้และองค์กรสิทธิมนุษยชนอื่นๆ​ ออกมาต่อต้านเหตุการณ์รุนแรงที่ผู้นำมหาอำนาจหรือตำรวจในประเทศตะวันตกกระทำต่อพลเมืองของประเทศตัวเองจนมีคนบาดเจ็บล้มตาย​ สงสัยศรีษะหายไปไหน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่ว่าสุดท้่ายเฟสบุ๊คจะสู้กับคำสั่งศาลหรือยินยอมปฏิบัติตาม​ ก็เชื่อว่า​ บรรดาคนกลุ่มนี้ก็ต้องสร้างเพจใหม่เพื่อโจมตีสถาบัน​ รัฐก็คงต้องตามปิดกันต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากเฟสบุ๊ค​ หรือทวีตเตอร์​ หรือองค์กรสื่อโซเชียลอื่นๆจะเลิกทำธุรกิจในไทย​ คนไทยก็ไม่เดือดร้อน​ เรายังทางเลือกอื่นๆในการติดต่อกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จำไว้​ ไม่มีองค์กรเอ็นจีโอใดๆจะมีอำนาจเหนือกฏหมายภายในของเจ้าของประเทศ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75673</URL_LINK>
                <HASHTAG>facebook, นันทิวัฒน์ สามารถ, แอมเนสตี้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200814/image_big_5f35e35ad8c49.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39272</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/06/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/06/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อนาคตของโลกเมื่อ Facebook ออกเงินสกุลดิจิทัลของตัวเอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สัปดาห์ก่อนผมขึ้นเวทีกับคนรุ่นใหม่ 3 คนจากอเมริกา ที่เป็นทั้งนักลงทุนและลงมือทำ fintech ที่เป็น startup การเงินภายใต้หัวข้อ &amp;quot;ธนาคารในปี 2025 จะมีหน้าตาอย่างไร&amp;quot;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สามหนุ่มจากอเมริกามีเชื้อสายอินเดียซึ่งกำลังทำชื่อเสียงในอเมริกาในวงการเทคโนโลยี อีกทั้งคนรุ่นใหม่ที่มีเชื้อสายภารตะเหล่านี้ยังมีตำแหน่งบริหารที่สำคัญๆ ในสหรัฐฯ อีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สามหนุ่มชื่อ Neil Dugal, Senior Corporate Counsel at Omidyar Network กับ Sheel Mohnot, &amp;nbsp;Partner at 500 Startups และ Rishi Mohnot, VP, Business Operations at Sentieo
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หนึ่งในคำถามที่กำลังเป็นประเด็นร้อนเรื่องการเงินการทองและอนาคตของธนาคาร คือคำประกาศของ Facebook ที่จะออกเงินสกุลดิจิทัลของตัวเองที่เรียกว่า Libra ซึ่งแปลตรงตัวคือราศีตุล แต่เป็นภาษาละตินแปลว่าความเที่ยงธรรมและยุติธรรมด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมถามทั้งสามว่าการที่ Facebook จะมีเงินสกุลของตัวเองอย่างนี้ถือเป็นแนวโน้มที่ดีหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งสามตอบเกือบจะตรงกันว่า ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ ถ้า Facebook สามารถชักชวนบริษัทยักษ์ ๆ ในวงการดิจิทัลมาร่วมใช้เงินคริปโตฯ อย่างนี้ได้ เราก็คงต้องตั้งรับให้จงดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจ้า Libra นี้เป็นอย่างไร ทำไมจึงสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งวงการได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่แน่ๆ คือ Libra จะอยู่ใต้การควบคุมดูแลของ The Libra Association ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำให้ผู้คนสนใจเป็นพิเศษคือ FB บอกว่าจะมีสมาชิกร่วมก่อตั้ง 27 บริษัทชั้นนำชื่อดังมากมาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่ว่าจะเป็น Mastercard, Visa, eBay, Paypal, Spotify, Uber, Lyft, Vodafone, Stripe, Booking &amp;nbsp;Holdings, Facebook
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หรือแม้แต่บริษัทบล็อกเชนอย่าง Coinbase, Anchorage รวมทั้งกองทุนร่วมทุน Andreessen &amp;nbsp;Horowitz, Breakthrough Initiatives ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พอเห็นชื่อผู้ร่วมก่อตั้งเท่านั้น คนส่วนใหญ่ก็ต้องยอมรับว่านี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อมูลที่สำคัญคือเงินสกุล Libra ถูกจัดอยู่ในประเภท Stable Coin หรือเงินที่มีมูลค่าค่อนข้างคงที่ มีเสถียรภาพ อิงกับ &amp;quot;สินทรัพย์อ้างอิง&amp;quot; ที่มีอยู่จริงในอัตรา 1:1
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำถามคือสินทรัพย์ที่ว่านี้คืออะไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คาดกันว่าสินทรัพย์ที่ Facebook จะใช้ค้ำประกันอาจไม่ใช่เงิน Fiat สกุลใดสกุลหนึ่งเพียงสกุลเดียว เหมือนเหรียญ Stable Coin สกุลอื่นที่ออกมาก่อนหน้า (USDT, GUSD)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่น่าจะเป็น &amp;quot;ตะกร้าเงิน&amp;quot; (Basket of Currencies) ที่อาจประกอบด้วยเงินสกุลต่างๆ ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล เช่น เงินดอลลาร์สหรัฐ, ยูโร, เยน, ปอนด์, ฟรังก์สวิส, หยวน ฯลฯ ในอัตราส่วนที่ฟังดูแล้วน่าเชื่อถือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และทำให้ FacebookCoin มีเสถียรภาพ น่าเชื่อถือกว่าการอ้างอิงมูลค่าไว้กับสินทรัพย์ชนิดใดชนิดหนึ่งอย่างทองคำ, น้ำมัน หรือเงิน Fiat สกุลใดสกุลหนึ่งเพียงสกุลเดียว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อ Libra เป็น Stable Coin ก็จะมีความผันผวนต่ำ มีราคาอ้างอิงที่ค่อนข้างคงที่ต่างจาก Bitcoin &amp;nbsp;หรือเงินคริปโตฯ สกุลอื่น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้นจึงสันนิษฐานว่า FBCoin น่าจะใช้เพื่อการโอนเงินข้ามประเทศ หรือการจับจ่ายซื้อสินค้าและบริการผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ ที่ได้รับการยินยอมจาก Facebook
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รวมถึงสินค้าและบริการของกลุ่มธุรกิจที่เข้าร่วมในเครือข่ายที่ให้การเปิดตัวโครงการนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายละเอียดที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ บริษัทที่จะเข้ามาร่วมโครงการจะมีส่วนร่วมในการประมวลผล, ยืนยันธุรกรรม ทำหน้าที่ Nodes (อันหมายถึงเครื่องเซิร์ฟเวอร์ที่ใช้ในการประมวลผล การทำธุรกรรมที่เกิดขึ้นใน network นั้นๆ) ของเครือข่ายเงินสกุลนี้ ต้องได้รับการอนุมัติอีกทั้งยังต้องจ่ายค่าธรรมเนียมให้ Facebook 10 ล้านดอลลาร์ สำหรับสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลและเปิดใช้งานเครือข่ายด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่ได้เข้าร่วมฟรีๆ นะครับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข่าวชิ้นแรกๆ บอกว่าบริษัทชั้นนำจากหลายภาคธุรกิจที่ได้แสดงความสนใจเข้าร่วมมีแล้วเช่น &amp;nbsp;Paypal, Visa, Mastercard, Booking.com, Uber ฯลฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ว่ากันว่าโครงการนี้จะเปิดใช้อย่างเป็นทางการก็ในไตรมาสที่ 1 ของปี 2020&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ช่วงแรกๆ ก็อาจจะเริ่มด้วยพนักงานที่อยู่ในเครือข่ายของ Facebook เช่นใช้ Libra จ่ายเงินเดือนและผลตอบแทนต่างๆ โดยสามารถเก็บรักษา ใช้จ่าย หรือแลกเปลี่ยนเป็นสกุลเงินท้องถิ่นได้ผ่านตู้ ATM ที่รองรับ และอาจจะสามารถโอน รับ จ่าย ซื้อสินค้า และบริการได้เช่นเดียวกับเงินสกุลดิจิทัลสกุลอื่น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่าได้แปลกใจหากจะขยายบริการเข้าไปที่ฐานผู้ใช้งานแพลตฟอร์มอื่นของเครือข่ายเดียวกัน เช่น &amp;nbsp;Instagram, WhatsApp&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความจริง Messenger ได้ทดลองออก Crypto Wallet หรือกระเป๋าสำหรับเก็บเงินคริปโตฯ ในชื่อ &amp;nbsp;Lite.im ให้แก่ผู้ใช้งาน Facebook Messenger ได้ทดลองใช้แล้วเมื่อปลายปีที่แล้วด้วยซ้ำไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าสนใจไม่น้อยคือ Libra จะมี smart contract หรือ &amp;quot;สัญญาอัจฉริยะ&amp;quot; ซึ่งนักพัฒนาสามารถนำไปเขียนโค้ดต่อยอดพัฒนาเพิ่มเติมได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งหมดนี้ย่อมสร้างความตื่นเต้นไปทั่วโลก แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้ผู้คนเป็นห่วงว่าหาก Facebook &amp;nbsp;ทำสำเร็จจะมีอิทธิพลเหนือคนทั้งโลกมากเกินกว่าที่ธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งจะพึงมีได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จึงคาดได้ว่าจะต้องมีคนออกมาคัดค้านในประเด็นนี้อย่างกว้างขวางเช่นกัน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39272</URL_LINK>
                <HASHTAG>Booking, Business Operations at Sentieo, eBay, facebook, Holdings, Lyft, Mastercard, Neil Dugal, Partner at 500 Startups, Paypal, Rishi Mohnot, Senior Corporate Counsel at Omidyar Network, Sheel Mohnot, Spotify, Stripe, Uber, Visa, Vodafone, VP, กาแฟดำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180720/image_big_5b515c1cad535.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9347</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/05/2018 20:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/05/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดบ้าน facebook</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต้องยอมรับว่า ปัจจุบัน &amp;ldquo;facebook&amp;ldquo; และบรรดาแอปฯ เครือญาติ อย่าง Instragram, Messenger ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนไทยไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก็ไม่น่าแปลกใจนัก เพราะผลสำรวจล่าสุดพบว่า &amp;nbsp;คนไทยใช้งานอินเทอร์เน็ตบนสมาร์ทโฟนเฉลี่ยต่อวันสูงที่สุดในโลก และแน่นอนที่เห็นก้มหน้าก้มตา ไถจอมือถืออยู่ตลอดนั้น ก็คือการติดตามความเคลื่อนไหวของโลกโซเชียลฯ อยู่นั่นเอง เชื่อหรือไม่ว่า ปัจจุบันคนไทยกว่า 34 ล้านคนนั้นใช้งาน facebook ทุกวัน และในแต่ละเดือนก็มียอดผู้ใช้เฉลี่ยสูงถึง 51 ล้านคน ซึ่งเป็นแนวโน้มขาขึ้นมาโดยตลอด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยหากเทียบยอดการใช้งานของปีนี้ กับปี 2560 พบว่า คนไทยใช้งาน facebook เพิ่มถึง 11% เลยทีเดียว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และในเมื่อคนไทยมีความผูกพันต่อใช้งาน facebook รวมถึงแอปฯ ในเครืออย่างมากนี้เอง ทำให้ยักษ์ใหญ่ของวงการโซเชียลฯ รายนี้ ต้องแสดงออกต่อประเทศไทยว่า ให้ความสำคัญ ด้วยการประกาศตั้งสำนักงานตัวแทนขึ้นในประเทศไทยอย่างเป็นทางการเมื่อ 3 ปีก่อน แต่ล่าสุด ในปี 2561 นี้ &amp;nbsp;facebook ก็มีการเปิดตัวสำนักงานในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยสำนักงานใหม่นี้ ก็แน่นอนได้เลือกทำเลธุรกิจที่สำคัญที่สุดของไทย อย่างย่านราชประสงค์ เป็นจุดแลนด์มาร์คในการขยายธุรกิจในประเทศไทย ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ ทาง facebook ก็ทำการเปิดบ้าน เชิญคณะสื่อเข้าไปเยี่ยมชมบ้านหลังใหม่อย่างเป็นทางการ ณ อาคารเกษร ทาวเวอร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยการเยี่ยมชมในครั้งนี้ เจ้าบ้านอย่าง จอห์น แวกเนอร์ กรรมการผู้จัดการ Facebook ประเทศไทย ก็ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี โดยเอ็มดีรายนี้ถือว่ารู้จักประเทศไทยดีมาก เพราะสามารถพูดภาษาไทยได้ฉะฉาน ใกล้เคียงกับเจ้าของภาษาเลยทีเดียว ด้วยความที่เข้ามาอยู่ประเทศไทยได้ 20 ปี ตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยน &amp;nbsp;แถมเจ้าตัวยังชอบอาหารไทย และที่สำคัญ ยังมีภรรยาเป็นคนไทยอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แวกเนอร์เล่าว่า ตอนนี้ facebook ให้ความสำคัญกับตลาดประเทศไทยอย่างมาก เพราะด้วยจำนวนผู้ใช้ที่แอคทีฟในแพลตฟอร์มจำนวนมหาศาล แถมคนไทยยังเป็นผู้ที่สามารถใช้งาน facebook ได้อย่างสร้างสรรค์ ทำให้ทางบริษัทแม่ที่อเมริกาสั่งให้ขยายการลงทุนและเปิดสำนักงานอย่างเป็นทางการในไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอ็มดีของ facebook ประเทศไทยกล่าวต่ออีกว่า ประเทศไทยเป็นเจ้าของ case study (กรณีศึกษา) ในเรื่องการใช้งาน facebook หลายด้าน ที่โดดเด่นก็คือ ในเรื่องการใช้ Facebook ในการค้าขาย เชื่อหรือไม่ว่า ฟีเจอร์ ร้านค้า และตลาดขายของ (Marketplace) นั้นได้ไอเดียมาจากประเทศไทย ถึงขนาดทีมพัฒนาจากแคลิฟอร์เนีย ต้องบินมาศึกษาการใช้งานของผู้ใช้ชาวไทยเลยทีเดียว หรือแม้กระทั่งเรื่องการไลฟ์สดขายของ ผ่านกรุ๊ปของแม่ค้าคนไทย ซึ่งเดิมที facebook ไม่เคยคิดถึงการใช้งานด้านนี้เลย เพียงแต่คิดว่าจะไว้ใช้แชร์เรื่องราวหรือประสบการณ์ของผู้ใช้เท่านั้น แต่พอมาเจอการใช้แบบนี้ ก็ทำให้ได้ศึกษาข้อมูลและพฤติกรรมใหม่ๆ จากผู้ใช้ เพื่อนำไปปรับปรุงบริการได้อีกหลายอย่างเลยทีเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แน่นอน การเข้ามารุกตลาดประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ทางแวกเนอร์เล่าอีกว่า จะโฟกัสไปที่สามส่วนหลักๆ คือ ด้าน 1.SMB หรือธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งเป็นผู้ประกอบการที่มีสัดส่วนใหญ่ที่สุดถึง 98% จากธุรกิจทั้งหมด ซึ่ง facebook จะเน้นเข้าไปเจาะตลาดฝึกอบรม ให้ธุรกิจเหล่านี้มาใช้เครื่องมือของ facebook ในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้า เพราะจากข้อมูลพบว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีตลาด social Commerce ที่ใหญ่ที่สุดในโลก คนไทยกว่า 51% ที่ซื้อของออนไลน์ มักจะซื้อขายผ่านช่องทางนี้ ด้านที่สอง กับรุกไปยังกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ ซึ่งจะมีแพลตฟอร์ม workplace สำหรับการใช้งานสื่อสารภายในองค์กร และยังช่วยในการประชาสัมพันธ์สื่อภายนอกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และสุดท้ายที่เพิ่งหันมาโฟกัสอย่างจริงจัง คือ การสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม ซึ่ง facebook มองเห็นว่าพลังของโซเชียลเน็ตเวิร์กนั้นสามารถช่วยเหลือสังคมชุมชน ความเป็นอยู่ได้อีกมาก ทางเราจึงพร้อมสนับสนุนการดำเนินงานในส่วนนี้ โดยปัจจุบัน คนไทย มีการสร้างกลุ่มบน facebook ถึง 1 ล้านกลุ่ม ซึ่งมีหลายกลุ่มในนี้น่าสนใจ มีประโยชน์ ทางเราก็เพิ่มสนับสนุนให้มีการใช้เครื่องไม้เครื่องมือของเราในการสร้างสังคมที่ดีขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นี่คือ พันธกิจ ก้าวต่อไปของ facebook ในประเทศไทย ที่ต้องจับตามอง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9347</URL_LINK>
                <HASHTAG>case study, facebook, กระจกไร้เงา, จอห์น แวกเนอร์, บรรดาแอปฯ เครือญาติ, ลลิตเทพ ทรัพย์เมือง, สมาร์ทโฟน, อาคารเกษร ทาวเวอร์, โลกโซเชียลฯ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
