<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>97733</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/03/2021 09:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/03/2021 09:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>FETCO ประเมินหุ้นขาขึ้นลงแผนฉีดวัคซีนโควิด-19 ชัดเจน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 มี.ค. 2564&amp;nbsp; นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยภายในงาน &amp;ldquo;โครงการตลาดทุนพบภาครัฐครั้งที่ 1/64 กระทรวงสาธารณสุขพบนักวิเคราะห์และนักลงทุนสถาบัน&amp;rdquo; ว่า หลังการหารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข เกี่ยวกับการจัดหาวัคซีนโควิด-19 ให้แก่ประชาชน พบว่าภาครัฐมีความชัดเจนเรื่องแผนการจัดหาวัคซีนให้ทุกคนภายในประเทศ ระยะเวลาการฉีด รวมถึงไม่ปิดกั้นการนำเข้าวัคซีนของภาคเอกชน และความคืบหน้าในการเปิดแหล่งท่องเที่ยว เช่น ภูเก็ต, สมุย ซึ่งส่งผลดีต่อภาคการท่องเที่ยวให้ฟื้นตัวได้รวดเร็วขึ้น โดยคาดว่าจะสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนได้ในระดับหนึ่ง

ทั้งนี้ ปัจจุบันตลาดหุ้นไทยยังมีอัพไซด์รออยู่ เนื่องจากประเด็นหลายอย่างดีกว่าที่คาดไว้ โดยเฉพาะแผนการจัดหาวัคซีนโควิด-19 ให้แก่ประชาชนและการเปิดประเทศเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น รวมถึงกำลังการผลิตวัคซีนในประเทศที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ทำให้อาจต้องปรับทบทวนมุมมองเป้าหมายดัชนีหุ้นไทยปี 64 ขึ้น จากเดิมที่คาดไว้ระดับ 1,600 จุด แต่ต้องรอประเมินกำไรของบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) ด้วย

&amp;ldquo;ผลจากการหารือร่วมกัน ถือว่าภาครัฐมีแผนที่ชัดเจน แต่ก็ต้องติดตามว่าภาครัฐจะได้ตามแผนที่วางไว้หรือไม่ เพราะคาดเดาได้ยากว่าจะเจออุปสรรค์อะไรบ้าง อีกทั้ง ประเทศไทยมีภาพพจน์ด้านการปฏิบัติที่ล่าช้าไปบ้างบางเรื่อง รวมถึงยังต้องรอดูว่าเมื่อเปิดประเทศได้แล้วจำนวนนักท่องเที่ยวจะกลับมาหรือไม่&amp;rdquo;

นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ได้ปิดกั้นภาคเอกชนนำเข้าวัคซีนโควิด-19 แต่จากการหารือกับผู้ผลิตวัคซีนเกือบทุกรายพบว่าเขาไม่ยินยอมที่จะขายให้แก่ภาคเอกชนโดยตรง แต่หากภาคเอกชนรายไหนติดต่อผู้ผลิตและนำเข้ามาได้บอกมาเลยตนเองพร้อมจะหาทางออกเรื่องใบอนุญาตการนำเข้าวัคซีนให้

ขณะที่ ความคืบหน้าการปลดล็อคผลิตภัณฑ์จากกัญชานั้น ในด้านกฎหมายยังอยู่ในขั้นตอนของรัฐสภา หากเป็นความต้องการของพี่น้องประชาชนเชื่อว่าคนในสภาผู้แทนราษฏรจะต้องตอบสนองต่อความต้องการแน่นอน โดยปัจจุบันเริ่มมีผู้มาขอขึ้นทะเบียนแล้วหลัก 100 ราย ถือว่ายังมีจำนวนไม่เยอะมาก ส่วนวัตถุประสงค์หลักของภาครัฐที่ผลักดันตรงนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นช่องทางทำมาหากินของเกษตรกรมากขึ้นและใช้ในทางการแพทย์ รวมถึงสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้มากที่สุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97733</URL_LINK>
                <HASHTAG>FETCO, ตลาดหุ้น, นายอนุทิน  ชาญวีรกูล, แผนฉีดวัคซีน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210330/image_big_60628835723ac.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>82264</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/10/2020 10:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/10/2020 10:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ก.ล.ต. หนุน&#039;FETCO&#039; มีสถานะเป็นนิติบุคคลช่วยผลักดันตลาดทุนเติบโต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ต.ค. 2563 รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ก.ล.ต. และสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) มีแนวคิดยกระดับสภาธุรกิจตลาดทุนไทยเป็น &amp;ldquo;สภาตลาดทุนแห่งประเทศไทย&amp;rdquo; มีฐานะเป็น &amp;ldquo;นิติบุคคล&amp;rdquo; ในทางกฎหมาย ทัดเทียมกับองค์กรอื่นในภาคเศรษฐกิจ และสนับสนุนให้การประสานความร่วมมือกับองค์กรทั้งภาครัฐและภาคเอกชนมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาธุรกิจตลาดทุนให้เติบโตต่อเนื่องอย่างยั่งยืน โดยจะเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อการแก้ไขพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 (พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ) จนถึงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2563

สำหรับหลักการที่เสนอมีสาระสำคัญกำหนดให้ FETCO เป็นนิติบุคคลตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ มีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาธุรกิจตลาดทุนให้เติบโตต่อเนื่องอย่างยั่งยืน มีเสถียรภาพและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งประสานความร่วมมือกับองค์กรและหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจตลาดทุน ตลอดจนดำเนินกิจการอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจตลาดทุน หรือเพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์โดยได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการ ก.ล.ต. นอกจากนี้ ให้มีคณะกรรมการที่มาจากกรรมการโดยตำแหน่งและกรรมการที่สมาชิกเลือกตั้ง เป็นผู้บริหารจัดการสภาให้เป็นไปตามข้อบังคับ โดยที่ประธานกรรมการเป็นผู้แทนนิติบุคคล และมีสมาชิก 2 ประเภท ได้แก่ สมาชิกก่อตั้งและสมาชิกสามัญ
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82264</URL_LINK>
                <HASHTAG>FETCO, ก.ล.ต., สภาธุรกิจตลาดทุนไทย ( FETCO)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180801/image_big_5b6108e47cfc8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70776</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/07/2020 16:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/07/2020 16:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;FETCO&#039;เผยดัชนีเชื่อมั่นนักลงทุนอีก 3 เดือนข้างหน้าเพิ่มขึ้น 4%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ก.ค.2563 นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยถึงดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนเดือนกรกฎาคม 2563 ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้าเพิ่มขึ้น 4% มาอยู่ที่ระดับ 101.19 อยู่ในเกณฑ์ทรงตัวเหมือนเดือนก่อน โดยนักลงทุนคาดหวังการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศเป็นปัจจัยหนุนมากที่สุด รองลงมาคือนโยบายภาครัฐ และการไหลเข้าออกของเงินทุน ทั้งนี้ ความกังวลต่อผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไตรมาส 2 ปี 2563 เป็นปัจจัยฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด รองลงมาคือการไหลเข้าออกของเงินทุน และนโยบายทางการเงินจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) รวมถึงยังคงกังวลกับการระบาดรอบสองของไวรัสโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ นักลงทุนต่างชาติปรับขึ้นมาอยู่ในระดับ &amp;ldquo;ร้อนแรง&amp;rdquo; ที่ 125.00 ส่วนกลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ปรับขึ้นมาอยู่ในระดับ &amp;ldquo;ทรงตัว&amp;rdquo; ที่ 100.00 ด้านสถาบันในประเทศปรับลดลงเล็กน้อยแต่ยังอยู่ในระดับ &amp;ldquo;ทรงตัว&amp;rdquo; ที่ 100.00 และกลุ่มนักลงทุนบุคคลปรับตัวลงอยู่ในระดับ &amp;ldquo;ซบเซา&amp;rdquo; ที่ 71.79 สำหรับหมวดธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุด คือหมวดอาหารและเครื่องดื่ม (FOOD) ส่วนหมวดธุรกิจที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด คือหมวดธนาคาร (BANK)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผลสำรวจ ณ เดือนมิถุนายน 2563 รายกลุ่มนักลงทุน พบว่า ความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติปรับขึ้นมาอยู่ในระดับ &amp;ldquo;ร้อนแรง&amp;rdquo; ในขณะที่กลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์และสถาบันในประเทศอยู่ในระดับ &amp;ldquo;ทรงตัว&amp;rdquo; ยกเว้นกลุ่มนักลงทุนบุคคลที่ปรับตัวลงอยู่ในระดับ &amp;ldquo;ซบเซา&amp;rdquo; ทั้งนี้ ในช่วงเดือนมิถุนายน 2563 ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลดลงเล็กน้อยจากเดือนพฤษภาคม โดยช่วงครึ่งเดือนแรกดัชนีเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1,341.99&amp;mdash;1,438.66 จุด หลังจากได้รับแนวโน้มการผ่อนคลาย Lockdown ระยะที่สี่ รวมถึงครม. เห็นชอบมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว วงเงินรวม 22,400 ล้านบาท จากนั้นดัชนีปรับตัวลงเล็กน้อยหลังจากกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับลดการคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2563 ติดลบ&amp;nbsp;8.1% และประกาศให้ธนาคารพาณิชย์งดจ่ายดเงินปันผลระหว่างกาล อีกทั้งธนาคารกลางสหรัฐประกาศห้ามธนาคารจ่ายเงินปันผล โดย ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2563 ปิดที่ 1,339.03 จุด&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน ปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ต้องติดตาม ได้แก่ ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากความขัดแย้งระหว่างประเทศต่าง ๆ อาทิ สงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ความขัดแย้งบริเวณชายแดนจีน&amp;mdash;อินเดีย การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ในส่วนของปัจจัยในประเทศที่น่าติดตามได้แก่ ผลกระทบของโควิดต่อเศรษฐกิจ การผ่อนคลายการลอคดาวน์ และมาตรการสนับสนุนต่าง ๆ &amp;nbsp;ทั้งมาตรการด้านการคลัง มาตรการด้านสินเชื่อ และมาตรการด้านการเงิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ประเมินว่าเป้าหมายดัชนีตลาดหุ้นไทยในปีนี้จะอยู่ที่ระดับ 1,400-1,450 จุด ด้านทิศทางของกระแสเงินทุนต่างชาติ คาดว่าในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ยังไม่มีปัจจัยบวกมากพอที่จะทำให้กระแสเงินทุนไหลเข้ามามาก โดยมองว่าในช่วงไตรมาส 3 ยังเร็วเกินไปที่จะไหลกลับเข้ามาตลาดหุ้นไทย เนื่องจากนักลงทุนยังไม่มีความเชื่อมั่นต่อการคลายล็อคมาตรการต่างๆ ว่าจะช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ดีแค่ไหน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70776</URL_LINK>
                <HASHTAG>FETCO, นายไพบูลย์ นลินทรางกูร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180711/image_big_5b462ae00ec6b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13249</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/07/2018 23:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/07/2018 09:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดัชนีเชื่อมั่นนักลงทุนฟื้นในรอบ 5เดือน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;FETCO เผยดัชนีเชื่อมั่นนักลงทุนฟื้นรอบ 5 เดือน คาด 3 เดือนข้างหน้า ปรับตัวเพิ่มขึ้น 10.55% ส่วนเชื่อมั่นทองพุ่ง ศก.ไม่แน่นอน หนุนซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน เดือน ก.ค.61 คาดว่าเชื่อมั่นนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้าปรับตัวเพิ่มขึ้น 10.55% จากเดือน มิ.ย. ขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 101.33 ถือเป็นการปรับขึ้นเดือนแรกในรอบ 5 เดือน เนื่องจากนักลงทุนเชื่อมั่นภาวะเศรษฐกิจในประเทศเป็นตัวสนับสนุนการลงทุน แต่สถานการณ์การเมืองเป็นปัจจัยกดดันความเชื่อมั่นมากที่สุด ส่วนปัจจัยต่างประเทศ นักลงทุนเฝ้าติดตามทิศทางเงินทุนไหลเข้าออกระหว่างประเทศ ภายหลังตัวเลขขายสุทธิของนักลงทุนต่างประเทศปีนี้เพิ่มขึ้น จากผลกระทบจากนโยบายกีดกันทางการค้า และการลงทุนของสหรัฐกับประเทศคู่ค้าและนโยบายการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ภาพรวมความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติเริ่มดีขึ้น หลังจากช่วงที่ผ่านมามีการขายเพื่อปรับพอร์ตไปค่อนข้างมาก ซึ่งขณะนี้ราคาหุ้นไทยที่ค่อนข้างถูก และสถานะการถือครองหุ้นไทยของต่างชาติที่อยู่ระกับต่ำในรอบ 10 ปี จะทำให้ต่างชาติเริ่มชะลอการขายหุ้นไทยเป็นระยะ โดยหมวดธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุด คือหมวดธนาคาร เพราะผ่านผลกระทบเรื่องค่าธรรมเนียมกดดันในระยะสั้นแล้ว รวมถึงราคาหุ้นเริ่มอยู่ในระดับน่าลงทุน ขณะที่หมวดธุรกิจที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด คือหมวดธุรกิจเหล็ก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกรณีทุจริตภายในของ บมจ.โกลบอลกรีนเคมิคอล (จีจีซี) เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง แต่เชื่อว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) จะติดตาม และให้ บรมจ.ปตท. ซึ่งเป็นบริษัทแม่ เร่งคลี่คลายปัญหาภายใน &amp;nbsp;แม้ขณะนี้นักลงทุนต่างชาติยังไม่มีการตั้งคำถาม โดยคาดว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมธรรมาภิบาลทั้งตลาด เพราะบริษัทจดทะเบียนกว่า 99% ยังมีธรรมาภิบาลอยู่ในระดับที่ดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิบูลย์ฤทธิ์ วิริยะผล ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทองคำ กล่าวว่า ดัชนีความเชื่อมั่นราคาทองคำ เดือน ก.ค.61 ปรับเพิ่มขึ้นจากเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา จากระดับ 52 จุด มาอยู่ที่ระดับ 54.72 จุด เพิ่มขึ้น 2.72 จุด หรือคิดเป็น 5.23% เนื่องจากนักลงทุนคาดว่าน่าจะมีปัจจัยมาจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ความต้องการซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย แรงซื้อเก็งกำไร นโยบายเศรษฐกิจของประธานาธิบดีสหรัฐ และราคาน้ำมันในตลาดโลก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ คาดการณ์ราคาทองคำเดือน ก.ค.61 ของผู้ประกอบกิจการค้าทองคำรายใหญ่ให้กรอบเฉลี่ยบริเวณ 1,235 &amp;ndash; 1,296 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ โดยราคาทองคำแท่งในประเทศความบริสุทธิ์ 96.5% ให้กรอบเฉลี่ยบริเวณบาทละ 19,400 &amp;ndash; 20,100 บาท และด้านค่าเงินบาทไทยให้กรอบเฉลี่ยบริเวณ 32.41 &amp;ndash; 33.55 บาทต่อเหรียญสหรัฐ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13249</URL_LINK>
                <HASHTAG>FETCO, ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน เดือน ก.ค.61, ดัชนีความเชื่อมั่นราคาทองคำ, ดัชนีเชื่อมั่นนักลงทุน, ตลาดหุ้น, ไพบูลย์ นลินทรางกูร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180711/image_big_5b462ae00ec6b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9699</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/05/2018 09:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/05/2018 09:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>FETCO จับตาต่างชาติทิ้งหุ้นไทย รับความเชื่อมั่นนักลงทุนลด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;FETCO เผยหุ้นไทยเดือนเม.ย.แกว่ง 1,724 - 1,801 จุด รับแรงกดดันการขึ้นดอกเบี้ยเฟดทำให้พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐแตะ 3% ชี้จับตาแรงขายต่างชาติในภูมิภาค นโยบายการค้าสหรัฐและความขัดแย้งตะวันออกกลาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางวรวรรณ ธาราภูมิ ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยว่า ดัชนีหุ้นไทยเดือนเม.ย. เคลื่อนไหวในลักษณะแกว่งตัวค่อนข้างกว้างอยู่ในช่วง 1,724 - 1,801 จุด โดยแรงกดดันการลงทุนหลักมาจากการคาดการณ์การขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ส่งผลต่ออัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลของสหรัฐปรับตัวเพิ่มขึ้นแตะ 3% ทั้งนี้ มูลค่าขายสุทธิของนักลงทุนต่างประเทศในภูมิภาคเอเชีย นโยบายกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ และปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ยังเป็นปัจจัยที่นักลงทุนติดตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ปัจจัยเสี่ยงที่นักลงทุนในประเทศต้องติดตาม คือ สถานการณ์ทางการเมือง ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการได้มาของส.ส.และส.ว. ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญและจะส่งผลต่อกำหนดการเลือกตั้ง ส่วนเศรษฐกิจในภูมิภาคอื่นๆ นั้น ประเด็นหลักที่ต้องพิจารณาคือ อัตราการขยายตัวของจีดีพีจีนในไตรมาสแรกปีนี้ที่ 6.8% เป็นไปตามคาดการณ์ ขณะที่ความไม่แน่นอนในนโยบายการค้าของสหรัฐฯ มีแนวโน้มยืดเยื้อกว่าจะได้ข้อสรุป และการปรับตัวผันผวนของราคาน้ำมันที่มีการเคลื่อนไหวทะลุ 70 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศในช่วงนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน เดือนพ.ค. 61 ในอีก 3 เดือนข้างหน้าปรับตัวลดลงอยู่ในภาวะทรงตัว (Neutral) ลดลง 22.90% จากระดับ 120.17 ในเดือนก่อน ซึ่งเป็นเดือนแรกในรอบ 9 เดือน โดยนักลงทุนกังวลปัจจัยจากต่างประเทศ โดยเฉพาะนโยบายทางการเงินสหรัฐฯ และปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ เป็นปัจจัยกดดันความเชื่อมั่นมากที่สุด ขณะที่นักลงทุนเชื่อมั่นว่าการลงทุนจะได้รับผลดีจากผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) กับภาวะเศรษฐกิจในประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ ดัชนีความเชื่อมั่นของกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศและกลุ่มสถาบันภายในประเทศลดลงจากการสำรวจเดือนก่อน มาอยู่ในภาวะซบเซา ส่วนกลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์และกลุ่มนักลงทุนรายบุคคลปรับตัวลดลง แต่ยังคงอยู่ในภาวะทรงตัว โดยหมวดธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดพลังงานและสาธารณูปโภค ส่วนหมวดธุรกิจที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดธุรกิจการเกษตร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9699</URL_LINK>
                <HASHTAG>FETCO, ดัชนีความเชื่อมั่นของกลุ่มนักลงทุน, วรวรรณ ธาราภูมิ, สภาธุรกิจตลาดทุนไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180516/image_big_5afb9254e3e07.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
