<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>111237</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/07/2021 09:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/07/2021 09:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ได้ลุ้น คลัง คาด ต.ค.Food Deliveryโดดร่วมคนละครึ่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ก.ค. 2564 นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ภายในเดือน ส.ค. 2564 จะหารือร่วมกับผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน Food Delivery Platform เพื่อให้สามารถเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งระยะที่ 3 ได้ โดยกระทรวงการคลังคาดว่าจะได้ข้อสรุป และเปิดให้ประชาชนใช้สิทธิ์ผ่าน Food Delivery Platform ได้ตั้งแต่เดือน ต.ค.นี้ จนสิ้นสุดระยะเวลามาตรการ 31 ธ.ค.2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ขณะนี้กระทรวงการคลัง และธนาคารกรุงไทย อยู่ระหว่างการพัฒนาระบบกลางเพื่อให้ผู้ให้บริการ Food Delivery Platform สามารถเชื่อมต่อกับระบบของโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 ให้สามารถตรวจสอบการทำธุรกรรมและป้องกันการใช้จ่ายผิดวัตถุประสงค์ของโครงการซึ่งอาจจะกลายเป็นเรื่องทุจริตได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ก่อนหน้านี้มาตรการคนละครึ่งระยะแรก ผู้ประกอบการขนส่งอาหาร ไม่ต้องการเข้าร่วมมาตรการ เพราะกังวลว่าจะมีการใช้ข้อมูลและมีการตรวจสอบ แต่จากสถานการณ์โควิด-19 ในขณะนี้ ผู้ประกอบการหลายราย ก็ยินดีที่จะร่วมโครงการกับภาครัฐแล้ว เนื่องจากต้องการช่วยดูแลลูกค้า หลีกเลี่ยงการเดินทาง&amp;quot; นางสาวกุลยา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ที่ผ่านมา มีผู้ให้บริการบางราย ใช้โครงการคนละครึ่งผิดวัตถุประสงค์ เช่น การส่งโค๊ดให้ลูกค้าใช้สแกนจ่ายใช้สิทธิ์ ผ่านโทรศัพท์ 2 เครื่อง เป็นต้น ซึ่งการพัฒนาระบบในระยะต่อไป ผู้ใช้สิทธิ์จะสามารถสั่งจ่ายโดยหักจากสิทธิ์คนละครึ่งได้ทันที ในแอปพลิเคชันเดียวกัน ซึ่งทำให้ภาครัฐสามารถตรวจสอบการใช้สิทธิ์ในโครงการได้แม่นยำ ขณะเดียวกันผู้ให้บริการที่จะร่วมโครงการ ก็ต้องควบคุมค่าใช้จ่ายจัดส่งอาหารในอัตราที่เหมาะสมด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ในส่วนความคืบหน้าของโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 ว่า จากข้อมูล ณ วันที่ 18 ก.ค.2564 มีผู้ใช้สิทธิสะสมจำนวน 21.4 ล้านราย โดยมียอดการใช้จ่ายสะสมรวม 33,061 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินที่ประชาชนจ่ายสะสม 16,713 ล้านบาท และรัฐร่วมจ่ายสะสม 16,348 ล้านบาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111237</URL_LINK>
                <HASHTAG>Food Delivery, กุลยา ตันติเตมิท, คนละครึ่ง, เชื่อมระบบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210727/image_big_60ff732a3b10e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110335</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/07/2021 17:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/07/2021 17:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รอลุ้น  &#039;คลัง&#039;จ่อดึง Food Delivery เข้าคนละครึ่ง เฟส 3</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ก.ค. 2564 นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง&amp;nbsp;(สศค.)&amp;nbsp;ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยความคืบหน้าของโครงการคนละครึ่ง ระยะที่&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ว่า จากข้อมูล ณ วันที่&amp;nbsp;18&amp;nbsp;ก.ค2564&amp;nbsp;มีผู้ใช้สิทธิสะสมจำนวน&amp;nbsp;21.4&amp;nbsp;ล้านราย โดยมียอดการใช้จ่ายสะสมรวม&amp;nbsp;33,061&amp;nbsp;ล้านบาท แบ่งเป็นเงินที่ประชาชนจ่ายสะสม&amp;nbsp;16,713&amp;nbsp;ล้านบาท และรัฐร่วมจ่ายสะสม&amp;nbsp;16,348&amp;nbsp;ล้านบาท


ทั้งนี้&amp;nbsp;กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการพัฒนาระบบกลางเพื่อให้ผู้ให้บริการ&amp;nbsp;Food Delivery Platform&amp;nbsp;สามารถเชื่อมต่อกับระบบของโครงการคนละครึ่ง ระยะที่&amp;nbsp;3&amp;nbsp;เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิโครงการคนละครึ่ง ระยะที่&amp;nbsp;3&amp;nbsp;โดยการสั่งอาหารผ่าน&amp;nbsp;Food Delivery Platformได้ เพื่อเป็นการตรวจสอบการทำธุรกรรมและป้องกันการใช้จ่ายผิดวัตถุประสงค์ของโครงการซึ่งอาจจะกลายเป็นเรื่องทุจริตได้


&amp;ldquo;ในลำดับถัดไปกระทรวงการคลังจะหารือในรายละเอียดรวมทั้งเงื่อนไขต่าง ๆ กับผู้ให้บริการ&amp;nbsp;Food Delivery Platform&amp;nbsp;โดยเร็วซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการพัฒนาและทดสอบระบบอีกระยะหนึ่ง ดังนั้น ในปัจจุบันยังไม่มีการอนุญาตให้มีการสั่งอาหารผ่าน&amp;nbsp;Food Delivery Platform&amp;rdquo;&amp;nbsp;นางสาวกุลยา กล่าว


สำหรับกรณีที่ผู้ให้บริการFood Delivery Platform&amp;nbsp;รายหนึ่งที่มีการเชิญชวนให้ร้านค้าและประชาชนทำผิดเงื่อนไขของโครงการคนละครึ่ง ระยะที่&amp;nbsp;3&amp;nbsp;กระทรวงการคลังได้แจ้งให้ผู้ให้บริการดังกล่าวยุติการดำเนินการที่ผิดเงื่อนไขแล้ว และกระทรวงการคลังได้รับแจ้งว่า ผู้ให้บริการดังกล่าวจะให้ความร่วมมือกับกระทรวงการคลังในการยุติการดำเนินการ โดยจะมีการหารือเพื่อดำเนินการเชื่อมต่อกับระบบของกระทรวงการคลังให้ถูกต้องต่อไป


อย่างไรก็ดี กระทรวงการคลังจะเร่งดำเนินการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การสั่งอาหารผ่าน&amp;nbsp;Food Delivery Platform&amp;nbsp;ภายใต้โครงการคนละครึ่ง ระยะที่&amp;nbsp;3&amp;nbsp;เกิดขึ้นได้โดยเร็ว เพื่อให้การใช้จ่ายภายใต้โครงการคนละครึ่ง ระยะที่&amp;nbsp;3&amp;nbsp;สอดคล้องกับมาตรการป้องกันโควิด-19&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110335</URL_LINK>
                <HASHTAG>&quot;คนละครึ่งเฟส  3&quot;, Food Delivery, แกร๊บ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210531/image_big_60b44b2f14ac0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79112</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/09/2020 17:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/09/2020 17:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลดขยะ! ทส.ร่วมปรับแพลตฟอร์มฟู้ดส์ เดลิเวอรี่  ชูไม่รับพลาสติกใช้ครั้งเดียว ปลุกร้านไม่ใช้กล่องโฟม- ถุงหูหิ้ว </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;วันที่ 30 ก.ย.-&amp;nbsp; นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) เป็นประธานการลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) การลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวจากการบริการส่งอาหาร (Food Delivery) ระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) โดยกรมควบคุมมลพิษ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ร่วมกับกลุ่มธุรกิจบริการส่งอาหาร (Platform) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ อาคารกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายวราวุธ กล่าวว่า รัฐบาลได้มีนโยบายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหาขยะพลาสติก โดย ทส. เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงานแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้สอดคล้องกับ Roadmap การจัดการขยะพลาสติก พ.ศ. 2561 &amp;ndash; 2573 ในช่วงที่สถานการณ์โควิด-19 แพร่ระบาด รัฐบาลได้มีมาตรการล็อคดาวน์ ให้ประชาชนอยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ รวมทั้ง การห้ามนั่งรับประทานอาหารในร้าน ส่งผลให้มีการใช้บริการส่งอาหาร (Food Delivery) เพิ่มมากขึ้น ซึ่งอาหารเหล่านี้ มาพร้อมกับบรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว (Single-use Plastics) ที่กลายเป็นขยะพลาสติกหลังการบริโภค และไม่ได้รับการคัดแยกเพื่อนำกลับไปใช้ประโยชน์เนื่องจากมีความกังวลต่อการเสี่ยงสัมผัสเชื้อโรค ส่งผลให้ปริมาณขยะพลาสติกมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นหลายเท่าตัว โดยพบว่า ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ขยะพลาสติกทั่วประเทศมีปริมาณเพิ่มขึ้นร้อยละ 15 จาก 5,500 ตันต่อวัน เป็น 6,300 ตันต่อวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo; ขณะนี้สถานการณ์โควิด-19 เริ่มคลี่คลาย ทส.ร่วมกับภาคีเครือข่ายดำเนินการลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวจากบริการส่งอาหาร หรือ Food Delivery เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานในการป้องกันและแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกให้เกิดความต่อเนื่องและเกิดผลเป็นรูปธรรม โดยมี 13 หน่วยงาน ได้แก่ กรมควบคุมมลพิษ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กรมประชาสัมพันธ์ กรมอนามัย สถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) และกลุ่มผู้ประกอบการบริการส่งอาหาร (Platform) ประกอบด้วย บริษัท วงใน มีเดีย จำกัด บริษัท ไลน์แมน (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท เดลิเวอรี่ ฮีโร่ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ &amp;ldquo;Food Panda&amp;rdquo; บริษัท แกร็บแท็กซี่ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ &amp;ldquo;Grab Food&amp;rdquo; บริษัท เวล็อคซ์ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด หรือ &amp;ldquo;Gojek&amp;rdquo; และ LalaMove แสดงเจตนารมณ์ที่เห็นพ้องต้องกันในการขับเคลื่อนการดำเนินงาน ภายใต้แนวคิด &amp;ldquo;Food Delivery วิถีใหม่ ใส่ใจสิ่งแวดล้อม&amp;rdquo; โดยได้ร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือ &amp;nbsp;โดยภาคีเครือข่าย 13 หน่วยงาน จะร่วมกันดำเนินการเพื่อผลักดันให้มีการลด เลิกใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวจากการบริการส่งอาหาร และใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมทดแทน &amp;ldquo; นายวราวุธ กล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;รมว.ทส. กล่าวต่อว่า กลุ่มแพลตฟอร์มที่ร่วมลงนาม MOU มีความยินดีที่จะร่วมเป็นภาคีเครือข่ายในการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ ผู้ให้บริการส่งอาหารจะมีการปรับแพลตฟอร์มการสั่งอาหารให้มีตัวเลือก opt-in ในการรับหรือไม่รับพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวของลูกค้า เพื่อลดภาระของร้านและลดการให้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวที่ไม่จำเป็น รวมทั้งส่งเสริมสนับสนุนร้านอาหารที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมที่ร่วมโครงการ เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้บริโภค และร้านอาหารที่สนใจอยากร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการไม่รับ ไม่ให้ ไม่ใช้ พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวจากการบริการส่งอาหาร โดยการประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางของแพลตฟอร์ม ตลอดจนเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารให้กับร้านอาหาร ร้านค้า ผู้จัดส่งอาหาร สมาชิก หรือเครือข่ายได้รับทราบนโยบายและมาตรการการขับเคลื่อนการดำเนินงานของภาครัฐ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจและให้ความร่วมมือในการลด เลิกใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวในการบริการส่งอาหาร และที่สำคัญกลุ่มแพลตฟอร์มจะสร้างแรงจูงใจให้ร้านอาหาร ร้านค้า และผู้บริโภคงดใช้กล่องโฟม ถุงพลาสติกหูหิ้ว ด้วยการใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Eco packaging) ตามความเหมาะสม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo; กลุ่มแพลตฟอร์มผู้ให้บริการส่งอาหารนับได้ว่าเป็นกำลังสำคัญในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคในการรับหรือไม่รับพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว รวมทั้งส่งเสริมสนับสนุนร้านอาหารที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมเพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้บริโภค การจะลดพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชนและประชาชน ในการร่วมมือกันแก้ไขปัญหาขยะพลาสติก โดยการใช้ซ้ำ เลือกบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ประเทศไทยเป็นเมืองที่น่าอยู่ และประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น&amp;quot;&amp;nbsp;นายวราวุธ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้านนายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในฐานะ Solution Providers for Everyone และองค์กรต้นแบบด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิต ประกอบกับวิสัยทัศน์และความตั้งใจจริงในการทำเพื่อสิ่งแวดล้อมได้ลงทุนในธุรกิจไบโอพลาสติกตั้งแต่ปี 2554 เพื่อพัฒนาเม็ดพลาสติกชีวภาพที่สลายตัวได้ทางชีวภาพ ใช้ผลิตเป็นผลิตภัณฑ์มากมาย รวมถึงบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งปัจจุบันได้เป็นทางเลือกให้แก่ผู้ประกอบการร้านอาหารที่เป็นเครือข่ายของกลุ่มผู้ประกอบการบริการส่งอาหาร และยังเป็นอีกทางเลือกให้กับประชาชนที่ต้องการลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง นอกจากนี้ GC ยังได้คิดค้น GC Compostable Label หรือ ฉลากยืนยันวัตถุดิบที่บ่งบอกว่าสินค้าหรือบรรจุภัณฑ์ของผู้ประกอบการผลิตจากเม็ดพลาสติกสลายตัวได้ทางชีวภาพที่ GC Group ผลิตหรือรับรอง โดยสินค้าหรือบรรจุภัณฑ์ของผู้ประกอบการ ต้องผลิตภายใต้กระบวนการที่ GC Group รับรองเท่านั้น &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo; ความร่วมมือนี้จะสร้างประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อม การผลักดันให้ผู้บริโภคหันมาใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกชีวภาพซึ่งผลิตจากพืชเศรษฐกิจ ยังช่วยยกระดับภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมชีวภาพของไทย เกิดการขับเคลื่อนนำพาประเทศไปสู่ระบบเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียวอย่างสมบูรณ์ &amp;ldquo; นายคงกระพัน กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79112</URL_LINK>
                <HASHTAG>Food Delivery, กรมควบคุมมลพิษ, ทส., ธุรกิจบริบริการส่งอาหาร, นสพ.ไทยโพสต์, นายคงกระพัน อินทรแจ้ง, นายวราวุธ ศิลปอาชา, ลดใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200930/image_big_5f745612a84bc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>74456</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/08/2020 10:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/08/2020 10:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฟู้ดเดลิเวอรี แข่งเดือด ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มรุกไปสู่ Super App</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;แม้จะเพิ่มช่องทางการขายให้กับผู้ประกอบการร้านอาหาร ขณะเดียวกันก็ทำให้การแข่งขันในธุรกิจร้านอาหารรุนแรงขึ้น รวมถึงสร้างข้อจำกัดให้กับผู้ประกอบการร้านอาหารในการทำตลาด จึงต้องปรับโมเดลรูปแบบธุรกิจเพื่อสร้างความสมดุลและประโยชน์ของผู้ที่อยู่ในห่วงโซ่ธุรกิจจัดส่งอาหารไปยังที่พัก และยกระดับคุณสมบัติการใช้งานของแอปพลิเคชันของผู้เล่นรายเดิม เข้าสู่ซูเปอร์แอปพลิเคชัน (Super Application) ด้วยการให้บริการครอบคลุมไปยังกิจกรรมด้านอื่นๆ ของผู้บริโภค เพื่อสร้างรายได้ระยะยาว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากวิกฤติการระบาดของไวรัสโควิด-19 และการที่ทางการไทยต้องใช้มาตรการเข้มข้นในการปิดกิจการหรือจำกัดการให้บริการของภาคธุรกิจเป็นการชั่วคราว รวมถึงธุรกิจร้านอาหารที่เหลือเพียงช่องทางการซื้อกลับและการจัดส่งอาหารไปยังที่พัก (Food Delivery) ผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ ซึ่งได้กลายเป็นช่องทางที่สำคัญของทั้งผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารและผู้บริโภค จากข้อมูลของผู้ให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า มีจำนวนร้านอาหารขนาดเล็ก-กลาง สมัครเข้าร่วมกับแพลตฟอร์มจัดส่งอาหาร ไม่น้อยกว่า 20,000 ต่อสัปดาห์ ส่งผลทำให้ในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 จำนวนครั้งของการจัดส่งอาหารไปยังที่พักเติบโตสูงถึงประมาณ 150% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;สั่งอาหารบูม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้น ทิศทางของตลาดธุรกิจจัดส่งอาหารไปยังที่พักและภาวะการแข่งขันในช่วงครึ่งหลังของปี 2563 หลังจากการเข้ามาร่วมแข่งขันของผู้ให้บริการรายใหม่ ยังได้รับความนิยมของผู้บริโภคในการใช้แอปพลิเคชันสั่งอาหารไปยังที่พัก (Food Delivery) ทำให้ธุรกรรมในตลาดเติบโตเร็วขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นที่สนใจของผู้ให้บริการแพลตฟอร์มสั่งอาหารเพื่อจัดส่งไปยังที่พักทั้งต่างชาติและไทยเข้ามาทำตลาด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งมาจากทั้งในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน รวมถึงผู้เล่นจากนอกอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเมื่อผู้ให้บริการรายใหม่ของไทยได้เข้ามาในตลาดนี้ด้วยรูปแบบการทำธุรกิจใหม่ (Business Model) ที่ต่างจากเดิม อาทิ การไม่จัดเก็บค่าบริการต่างๆ จากร้านอาหาร (ปัจจุบันผู้ให้บริการมีการหักค่าบริการ ซึ่งขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและอัตราที่จะมีความแตกต่างกัน แต่อาจสูงถึง 35%) เช่น การหักค่าบริการจากกำไรขั้นต้น (ค่า GP) และอื่นๆ ระยะเวลาการชำระเงินคืนกลับไปยังร้านอาหารที่รวดเร็ว รวมถึงการเพิ่มคุณสมบัติและระบบการทำงานของแอปพลิเคชันที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งาน หรือการออกแบบวิธีการทำงานของแอปพลิเคชันการจัดส่งที่ให้ร้านอาหารสามารถเปรียบเทียบราคาค่าส่งอาหารจากผู้ให้บริการส่งอาหารได้ เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ให้กับผู้ประกอบการร้านอาหารและผู้บริโภค&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;แข่งเดือด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า การเข้ามาของผู้เล่นรายใหม่จะสร้างความตื่นตัวและส่งผลต่อธุรกิจจัดส่งอาหารในมิติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกระตุ้นให้ผู้เล่นรายเดิมจัดโปรโมชั่นด้านราคาอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาฐานตลาดและความสามารถในการแข่งขันของผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม ต้องยอมรับว่าหลังจากสถานการณ์ของไวรัสโควิด-19 ในประเทศดีขึ้น ร้านอาหารกลับมาเปิดให้บริการตามปกติ รวมถึงผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นและกลับไปใช้บริการนั่งรับประทานในร้านมากขึ้น ทำให้ปริมาณผู้ใช้บริการสั่งอาหารออนไลน์ชะลอลง และส่งผลทำให้ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มจัดส่งอาหารไปยังที่พักยังคงต้องกระตุ้นตลาดอย่างหนักเพื่อรักษาฐานลูกค้าที่มี รวมถึงดึงดูดกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ ให้เข้ามาใช้งาน นอกจากนี้น่าจะมีการทำการตลาดร่วมกับพันธมิตรร้านค้ารายเดิมมากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าการเข้ามาของผู้ให้บริการรายใหม่ส่งผลดีต่อผู้ประกอบการร้านอาหาร เนื่องจากมีช่องทางการขายเพิ่มขึ้น และสามารถเลือกใช้บริการในแพลตฟอร์มที่เหมาะสมกับโครงสร้างต้นทุนของผู้ประกอบการ แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ส่งผลทำให้เกิดการแข่งขันระหว่างผู้ประกอบการร้านอาหารที่รุนแรง และสร้างความท้าทายให้กับผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหาร อาทิ การปรับขึ้นราคาสินค้าที่อาจจะมีข้อจำกัด เนื่องจากลูกค้าสามารถเปรียบเทียบราคาสินค้าอาหารภายในแอปพลิเคชันได้ อีกทั้งผู้ประกอบการต้องระมัดระวังในเรื่องคุณภาพและบริการ จากการที่แพลตฟอร์มของผู้ให้บริการสั่งออนไลน์บางรายจะมีการให้บริการคอมเมนต์ของผู้บริโภค หรือการวัดคุณภาพของผู้ประกอบการร้านอาหาร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;ปรับกลยุทธ์สู้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้น เมื่อผู้ให้บริการรายใหม่เข้ามาด้วยรูปแบบของธุรกิจที่ต้องการแก้จุดอ่อนของตลาด ส่งผลทำให้ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มรายเดิมคงจะมีการปรับกลยุทธ์ เพื่อรองรับการแข่งขันที่จะเข้ามา อาทิ เงื่อนไขบางประการเพื่อให้เหมาะสมกับพาร์ตเนอร์แต่ละกลุ่ม อย่างการปรับรูปแบบการคิดค่าบริการจากร้านอาหารและผู้ให้บริการรับจ้างส่งอาหาร รวมถึงการจัดสรรทรัพยากรที่ไม่ได้ถูกใช้งานเข้ามาสนับสนุนธุรกิจจัดส่งอาหารไปยังที่พักในบางพื้นที่ที่ได้รับความนิยมสูง หรือการปรับสวัสดิการสำหรับผู้ขับขี่ให้เหมาะสมมากขึ้น เพื่อให้เกิดความสมดุลกับทุกฝ่ายและรักษาจำนวนพาร์ตเนอร์ของแพลตฟอร์ม รวมถึงการจัดสร้างครัวกลาง (Cloud Kitchen) ที่คาดว่าจะเข้ามาช่วยลดข้อจำกัดในการสั่งอาหารข้ามพื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยคาดว่าผู้ให้บริการแพลตฟอร์ออนไลน์รายเดิมจะมีการเร่งพัฒนายกระดับคุณสมบัติการใช้งานของแอปพลิเคชันให้ครอบคลุมไปยังกิจกรรมในชีวิตประจำวันด้านอื่นๆ ของผู้บริโภค หรือมีลักษณะเป็น One-Stop Application เพื่อเพิ่มโอกาสการสร้างรายได้ เนื่องจากธุรกิจการให้บริการจัดส่งอาหารไปยังที่พักต้องใช้งบประมาณสูงในการกระตุ้นตลาด ด้วยการใช้กลยุทธ์ด้านราคาเข้ามาทำตลาด และส่งผลกระทบให้กำไรสุทธิจากการทำธุรกิจดังกล่าวติดลบ กอปรกับ การระดมเงินทุนเพิ่มเติมจากภายนอกองค์กร อาจทำได้ยากอย่างยิ่งในภาวะที่เศรษฐกิจโลกมีความเปราะบางเช่นนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้น แม้จะเพิ่มช่องทางการขายให้กับผู้ประกอบการร้านอาหาร ขณะเดียวกันก็ทำให้การแข่งขันในธุรกิจร้านอาหารรุนแรงขึ้น รวมถึงสร้างข้อจำกัดให้กับผู้ประกอบการร้านอาหารในการทำตลาด จึงต้องปรับโมเดลรูปแบบธุรกิจเพื่อสร้างความสมดุลและประโยชน์ของผู้ที่อยู่ในห่วงโซ่ธุรกิจจัดส่งอาหารไปยังที่พัก และยกระดับคุณสมบัติการใช้งานของแอปพลิเคชันของผู้เล่นรายเดิม เข้าสู่ซูเปอร์แอปพลิเคชัน (Super Application) ด้วยการให้บริการครอบคลุมไปยังกิจกรรมด้านอื่นๆ ของผู้บริโภค&amp;nbsp; เพื่อสร้างรายได้ระยะยาว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;ส่งออกยังหดตัว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม การแพร่ระบาดของไวรัสโควิดนั้นยังส่งผลกระทบต่อภาครวมของอุตสาหกรรมอาหารที่ถดถอยลง โดยเฉพาะในด้านการส่งออกอาหาร ซึ่ง นางอนงค์ ไพจิตรประภาภรณ์ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร เปิดเผยว่า ช่วงครึ่งปีแรก (ม.ค.-มิ.ย.) ของปี 2563 ผลผลิตอุตสาหกรรมอาหารของไทยหดตัวลงมาก ที่ 8.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลมาจากมาตรการล็อกดาวน์ประเทศ เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของสถานการณ์โควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนการส่งออกอาหารของไทย ภาพรวมครึ่งปีแรกหดตัวลงเล็กน้อย 2% มีมูลค่า 505,584 ล้านบาท พบว่ากลุ่มสินค้าอาหารแปรรูปขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.1% มีมูลค่า 238,869 ล้านบาท ขณะที่กลุ่มสินค้าเกษตรวัตถุดิบการส่งออกหดตัวลง 3.7% มีมูลค่า 266,715 ล้านบาท โดยในไตรมาสแรกของปี 2563 การส่งออกหดตัวลง 9.1% และสามารถพลิกกลับมาขยายตัวเพิ่มขึ้น 4.9% ได้ในไตรมาสที่ 2 เพราะประเทศผู้นำเข้าเริ่มมีการสั่งซื้อสินค้าอาหารเพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มสูงขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;แนวโน้มการส่งออกอาหารของไทยในช่วงครึ่งปีหลังคาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้น การส่งออกจะพลิกกลับมาเป็นบวก จะมีมูลค่าราว 519,416 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้น 3.6% โดยภาพรวมตลอดทั้งปี 2563 คาดว่าการส่งออกจะมีมูลค่า 1,025,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.8% ซึ่งการคาดการณ์อยู่ภายใต้เงื่อนไขของความต้องการอาหารมีแนวโน้มฟื้นตัว หลังกิจกรรมทางเศรษฐกิจทยอยกลับมาดำเนินงานได้มากขึ้น ช่องทางค้าปลีกขยายตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยชดเชยการลดลงของการจำหน่ายในช่องทางโรงแรม ภัตตาคาร และร้านอาหารได้ระดับหนึ่ง เงินบาทจะไม่แข็งค่าและไม่ผันผวนมากจนเกินไปภายใต้กรอบ 31-32 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และแรงกดดันจากภาวะขาดแคลนวัตถุดิบมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากภัยแล้งที่เริ่มคลี่คลายจากปริมาณน้ำฝนที่เพิ่มสูงขึ้น&amp;rdquo; นางอนงค์กล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74456</URL_LINK>
                <HASHTAG>Food Delivery, อนงค์ ไพจิตรประภาภรณ์, อีโคโฟกัส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200814/image_big_5f366eda65ee4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70036</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/06/2020 15:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/06/2020 15:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขยะ Food Delivery พุ่ง สส.เดินหน้าชวนคนไทย ใช้ชีวิตแบบ New Normal ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้ (29 มิ.ย.63) กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (สส.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับ บริษัท บรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม จำกัด (มหาชน) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือส่งเสริมการใช้ภาชนะที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ภายใต้โครงการ &amp;ldquo;กินอยู่ปลอดภัย&amp;rdquo; ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม เพื่อร่วมรณรงค์ให้ผู้ประกอบการร้านอาหารและประชาชนตระหนักและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิตท่ามกลางวิถีชีวิตแบบ New Normal ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและสังคมมากขึ้น ทั้งการจัดการขยะที่ต้นทาง ลดการสร้างขยะพลาสติก รวมถึงการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (สส.) กล่าวว่า ในช่วง 10 ปี ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีขยะพลาสติกเกิดขึ้นประมาณ 12% ของปริมาณขยะที่เกิดขึ้นทั้งหมด หรือประมาณปีละ 2 ล้านตัน โดยมีการนำกลับไปใช้ประโยชน์เฉลี่ยเพียงปีละ 0.5 ล้านตัน ส่วนที่เหลือ 1.5 ล้านตัน ยังไม่มีการนำกลับไปใช้ประโยชน์เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว เช่น ถุงร้อน ถุงเย็น ถุงหูหิ้ว แก้วพลาสติก หลอดพลาสติก กล่องพลาสติก และกล่องโฟมบรรจุอาหาร ประกอบกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID -19 ที่ประชาชนต้องปรับเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตแบบ New Normal ส่งผลให้เกิดขยะบรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะจากการใช้บริการ Food Delivery ที่ก่อให้เกิดขยะบรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว มากกว่า 4 ชิ้น ต่อการสั่งอาหารในแต่ละครั้ง &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม และ บริษัท บรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม จำกัด (มหาชน) ได้ตระหนักถึงสถานการณ์ปัญหาที่เกิดขึ้น ตลอดจนความสำคัญในการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และปลอดภัยต่อสุขภาพของผู้บริโภค ท่ามกลางวิถีชีวิตแบบ New normal จึงได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการดำเนินโครงการ &amp;ldquo;กินอยู่ปลอดภัย&amp;rdquo;&amp;nbsp; โดยกรมฯ จะสื่อสารสร้างความรู้ความเข้าใจ เสริมสร้างจิตสำนึกให้กับประชาชนรวมทั้งผู้ประกอบการร้านอาหารต่างๆ ให้เกิดความตระหนักรู้ถึงบรรจุภัณฑ์อาหารที่ปลอดภัยต่อสุขภาพและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมมากขึ้น หลีกเลี่ยงการใช้โฟม ถุงหรือกล่องพลาสติก หรือบรรจุภัณฑ์กระดาษเคลือบพลาสติก หรือพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว ตลอดจนส่งเสริมให้เกิดการจัดการขยะที่ถูกต้องตั้งแต่ต้นทาง เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว รวมทั้งการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยจะเริ่มดำเนินการระหว่างเดือนกรกฎาคม - ธันวาคม 2563 รวมเป็นระยะเวลา 6 เดือน ในรูปแบบ Brand Collaboration ภายใต้โครงการ &amp;ldquo;กินอยู่ปลอดภัย&amp;rdquo; เท่านั้น &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายแพทย์วีรฉัตร กิตติรัตนไพบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภาชีวะเกรซ กล่าวว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการดำเนินโครงการ &amp;ldquo;กินอยู่ปลอดภัย&amp;rdquo; ระหว่างกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กับ บริษัท บรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม จำกัด (มหาชน) ในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสดีในการสร้างการรับรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับผู้ประกอบการร้านอาหารและประชาชนได้ตระหนักถึงปัญหาการจัดการขยะและเห็นความสำคัญของการมีส่วนร่วมในการดูแลสิ่งแวดล้อมร่วมกัน เช่น การไม่ใช้โฟม ถุง หรือกล่องบรรจุภัณฑ์พลาสติก แล้วหันมาเลือกใช้บรรจุภัณฑ์อาหารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดย บริษัทฯ จะเป็นผู้สนับสนุน ประสานงาน และดำเนินการด้านงบประมาณของโครงการ รวมถึงการออกแบบหรือการผลิตสื่อประชาสัมพันธ์ เฉพาะโครงการ &amp;ldquo;กินอยู่ปลอดภัย&amp;rdquo; ที่ไม่ใช่การโฆษณาสรรพคุณ คุณภาพ หรือคุณประโยชน์ของสินค้า ตลอดจน ดำเนินการสำรวจและติดตามประเมินผลการดำเนินงานโครงการฯ เพื่อให้กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมนำข้อมูลที่ได้ไปใช้สำหรับการวางแผนรณรงค์ประชาสัมพันธ์ สร้างการรับรู้ และขยายผลการดำเนินงานสู่สาธารณชนต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70036</URL_LINK>
                <HASHTAG>Food Delivery, กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (สส.), ขยะ, รัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200629/image_big_5ef9a5db12808.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
