<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>116944</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/09/2021 19:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/09/2021 19:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์เผยยอดใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าทั้ง FTA และ GSP เพิ่มขึ้น 36%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ก.ย. 2564 นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า การใช้สิทธิประโยชน์สำหรับการส่งออกภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) และภายใต้ระบบสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป (GSP) ในช่วง 7 เดือนของปี 2564 (ม.ค.-ก.ค.) มีมูลค่า 46,394.36 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 36.23% มีสัดส่วนการใช้สิทธิ์ 77.30% ของการได้รับสิทธิ์ทั้งหมด ซึ่งสอดคล้องกับการส่งออกที่มีการขยายตัวเพิ่มขึ้น แบ่งเป็นการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ FTA มูลค่า 44,178.04 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 36.30% มีสัดส่วนการใช้สิทธิ์ 78.17% และการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ GSP มูลค่า 2,216.32 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 34.98% มีสัดส่วนการใช้สิทธิ์ 63.30%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ FTA พบว่า ตลาดที่ไทยส่งออกโดยมีมูลค่าการใช้สิทธิ์สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.อาเซียน มูลค่า 15,409.35 ล้านเหรียญสหรัฐ 2.จีน มูลค่า 14,773.87 ล้านเหรียญสหรัฐ 3.ออสเตรเลีย มูลค่า 4,893.99 ล้านเหรียญสหรัฐ 4.ญี่ปุ่น มูลค่า 4,072.09 ล้านเหรียญสหรัฐ และ 5.อินเดีย มูลค่า 2,645.32 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนกรอบความตกลง FTA ที่มีอัตราการใช้สิทธิ์สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ไทย-เปรู 100% 2.อาเซียน-จีน 93.84% 3.ไทย-ญี่ปุ่น 79.12% 4.อาเซียน-เกาหลี 72.51% และ 5.ไทย-ชิลี 70.67%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยการใช้สิทธิ์ FTA สอดคล้องกับทิศทางการส่งออกที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยไทย-เปรู เพิ่ม 132.51% อาเซียน-อินเดีย เพิ่ม 55.72% อาเซียน เพิ่มขึ้น 42.70% อาเซียน-จีน เพิ่ม 32.47% เป็นต้น และหลายตลาดเริ่มกลับมาฟื้นตัวหลังจากหดตัวต่อเนื่อง ได้แก่ ไทย-อินเดีย เพิ่ม 4.91% และอาเซียน-ญี่ปุ่น เพิ่ม 3.89%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสินค้าที่มีมูลค่าการใช้สิทธิ์สูง ประกอบไปด้วยสินค้าหลากหลาย ทั้งสินค้าอุตสาหกรรม อาหาร เครื่องดื่ม และเกษตร เช่น แผ่นและแถบทำด้วยอะลูมิเนียม (อาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์) เครื่องเพชรพลอยและรูปพรรณ ทำหรือชุบด้วยเงิน (อาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์) เครื่องปรับอากาศ (อาเซียน) ทุเรียนสด (อาเซียน-จีน) ผลไม้ เช่น ฝรั่ง มะม่วง มังคุด (อาเซียน-จีน) โพลิไวนิลคลอไรด์ (อาเซียน-อินเดีย) ปลาซาร์ดีนปรุงแต่ง (อาเซียน-ญี่ปุ่น) เครื่องซักผ้าเกิน 10 ก.ก. (อาเซียน-เกาหลี) ถุงมือยาง (ไทย-ชิลี) เครื่องแต่งกายและของที่ใช้ประกอบกับเครื่องแต่งกาย (ไทย-เปรู) เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกีรติกล่าวว่า การใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ GSP ทั้ง 4 ระบบ ได้แก่ สหรัฐฯ สวิตเซอร์แลนด์ รัสเซีย และเครือรัฐเอกราชและนอร์เวย์ พบว่า ตลาดส่งออกที่ไทยมีมูลค่าการใช้สิทธิ์มากที่สุด คือ สหรัฐฯ มีการใช้สิทธิ์มูลค่า 1,973.21 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 43.16% มีสัดส่วนการใช้สิทธิ์ 66.30% รองลงมา คือ สวิตเซอร์แลนด์ มูลค่า 153.91 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 9.56% มีสัดส่วนการใช้สิทธิ์ 38.78% รัสเซียและเครือรัฐเอกราช มูลค่า 79.83 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 5.68% มีสัดส่วนการใช้สิทธิ์ 70.88% และนอร์เวย์ มูลค่า 9.37 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 6.40% มีสัดส่วนการใช้สิทธิ์ 59.97%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนสินค้าส่งออกที่มีการใช้สิทธิ์สูง เช่น มะพร้าวปรุงแต่ง ซอสปรุงรส น้ำ เครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ อาหารปรุงแต่ง สับปะรดกระป๋อง กระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ เนื้อปลาแบบฟิลเล สด แช่เย็น แช่แข็ง ข้าวที่สีบ้างแล้วหรือสีทั้งหมด ของผสมของสารที่มีกลิ่นหอมชนิดที่ใช้ในอุตสาหกรรมผลิตอาหารหรือเครื่องดื่ม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116944</URL_LINK>
                <HASHTAG>FTA, GSP, การส่งออกภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA), กีรติ รัชโน, ภาษีศุลกากร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210503/image_big_608fc96e5b373.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>80042</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/10/2020 11:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/10/2020 11:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์กางแผนการค้าปี 64 ลุย  FTA เต็มสูบ 12 กรอบเจรจา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ต.ค. 2563 นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยถึงแผนการทำงานด้านการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ปี 2564&amp;nbsp;&amp;nbsp;ตามข้อสั่งการของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ว่า กรมฯ มีแผนใช้การเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) เพื่อรักษาตลาดเดิม และขยายตลาดใหม่ เพื่อเพิ่มโอกาสในการส่งออกสินค้าและบริการของไทยรวม 12 กรอบเจรจา มีทั้งการฟื้นการเจรจา FTA การเปิดเจรจา FTA ใหม่ การเร่งรัด FTA คงค้าง และการอัพเกรด FTA ที่มีอยู่เดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการฟื้นการเจรจา FTA จะเจรจาไทย-สหภาพยุโรป (อียู) โดยได้มีการศึกษาประโยชน์และผลกระทบใกล้เสร็จแล้ว จะเผยแพร่ได้ปลายเดือนต.ค.2563 และจะเปิดรับฟังความคิดเห็นความพร้อม ท่าทีเจรจาของไทย ตั้งเป้าเสนอคณะรัฐมนตรี ธ.ค.2563 และไทย-สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (EFTA) ที่ประกอบด้วย สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และลิกเตนสไตน์ ได้ศึกษาประโยชน์และผลกระทบ คาดว่าจะเสร็จและเผยแพร่ช่วงต้นปีหน้า และจะเปิดรับฟังความคิดเห็นเรื่องความพร้อมและการเตรียมการของไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการเปิดเจรจา FTA ใหม่ ได้เตรียมเจรจาไทย-สหราชอาณาจักร (ยูเค) คาดว่าการศึกษาประโยชน์และผลกระทบจะเสร็จและเผยแพร่ช่วงต้นปี 2564 และจะเปิดรับฟังความเห็นภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง พร้อมหารือเบื้องต้นกับยูเคเพื่อรวบรวมข้อสรุปเสนอระดับนโยบาย และไทย-สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (EAEU) ซึ่งประกอบด้วย คาซัคสถาน เบลารุส อาร์เมเนีย คีร์กิซสถาน และรัสเซีย ได้ศึกษาประโยชน์และผลกระทบแล้ว คาดว่าจะเสร็จและเผยแพร่ช่วงปลายปี 2564 ขณะเดียวกันจะรับฟังความเห็นภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง และหารือกับ EAEU เพื่อรวบรวมข้อสรุปเสนอระดับนโยบายต่อไป รวมทั้งจะหารือความเป็นไปได้เรื่องการเปิดเจรจา FTA อาเซียน-แคนาดา ในการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านเศรษฐกิจอาเซียน-แคนาดา เดือน ม.ค.2564 เพื่อนำไปสู่การจัดทำเอกสารระบุขอบเขต ความคาดหวัง และข้อบทที่คาดว่าจะบรรจุไว้ในความตกลง FTA เพื่อเสนอที่ประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน-แคนาดา พิจารณาในเดือน ส.ค.2564 ว่าจะเปิดการเจรจาหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ FTA คงค้าง 3 ฉบับ ที่อยู่ระหว่างการเจรจากับตุรกี ปากีสถาน และศรีลังกา จะเร่งรัดผลักดันให้มีความคืบหน้าและได้ข้อสรุป และจะเดินหน้ายกระดับและปรับปรุงความตกลง FTA กรอบอาเซียน ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ได้แก่ FTA อาเซียน-จีน FTA อาเซียน-อินเดีย FTA อาเซียน-เกาหลีใต้ และ FTA อาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ เพื่อเปิดเสรีเพิ่มเติมในรายการสินค้าที่ยังไม่ได้เปิดตลาด และยกระดับความตกลงข้อบทต่างๆ ให้ทันสมัย สอดรับกับสภาพแวดล้อมและรูปแบบทางการค้าในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เช่น กฎถิ่นกำเนิดสินค้า พิธีการศุลกากร การอำนวยความสะดวกทางการค้า และพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางอรมน กล่าวว่า สำหรับการประชุมระดับทวิภาคีและการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้ากับประเทศคู่ค้า เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางการค้า และการแก้ไขปัญหาอุปสรรคทางการค้าต่างๆ มีแผนจะประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (JTC) กับประเทศคู่ค้า ได้แก่ อาเซียน เช่น กัมพูชา สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย เอเชีย เช่น จีน บังกลาเทศ มัลดีฟส์ และภูฏาน และภูมิภาคอื่นๆ เช่น รัสเซีย สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (EAEU) และสหราชอาณาจักร เป็นต้น ทั้งนี้ หากสถานการณ์โควิด-19 ยังไม่คลี่คลาย จะจัดในรูปแบบการประชุมทางไกล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ กรมฯ จะให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่เสียประโยชน์และได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า โดยได้มอบสถาบันวิจัยศึกษาแนวทางการจัดตั้งกองทุน FTA แบบถาวร และจัดรับฟังความเห็นภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบมาเป็นระยะ โดยตั้งเป้าจะเสนอรายละเอียดการขอจัดตั้งกองทุนต่อคณะทำงานพิจารณาแนวทางกองทุนช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า ที่มีปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน ในปลายปี 2563 เพื่อเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์พิจารณาต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางอรมน กล่าวว่า การลงนามและเร่งรัดการบังคับใช้ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ขณะนี้สมาชิกได้ยืนยันที่จะลงนามความตกลงในช่วงการประชุมผู้นำ RCEP เดือนพ.ย.2563 ที่จะจัดประชุมผ่านทางไกลตามกำหนดเดิม โดยวิธีการลงนาม ทางเวียดนาม ซึ่งเป็นเจ้าภาพกำลังหาวิธีอยู่ อาจจะเป็นการลงนามวิธีใหม่ โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ต้องรอดูว่าจะเป็นวิธีการไหน และหลังจากลงนามแล้ว ความตกลงจะมีผลบังคับใช้ก็ต่อเมื่ออาเซียน 6 ประเทศ และคู่เจรจา 4 ประเทศให้สัตยาบัน ซึ่งหลังจากลงนาม กรมฯ จะเดินหน้าเผยแพร่ความตกลง ชี้แจงผลประโยชน์ และการรับมือผลกระทบต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/80042</URL_LINK>
                <HASHTAG>FTA, กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ, อรมน ทรัพย์ทวีธรรม, แผนปี 2564</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180403/image_big_5ac34635b0c4c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>74884</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/08/2020 09:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/08/2020 09:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พิษโควิดฉุดยอดใช้ส่งออกผ่าน FTA -  GSP  ลดวูบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ส.ค. 2563 นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า การใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ระบบสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป (GSP) และภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) ในช่วง 5 เดือนของปี 2563 (ม.ค.-พ.ค.) มีมูลค่า 26,068.51 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 15% มีสัดส่วนการใช้สิทธิประโยชน์ฯ 77.53% ของการใช้สิทธิทั้งหมด แบ่งเป็นการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ FTA มูลค่า 23,980.51 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 15.87% มีสัดส่วนการใช้สิทธิ 77.75% และการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ GSP มูลค่า 2,088 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 3.52% มีสัดส่วนการใช้สิทธิ 75.02% &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สาเหตุที่ทำให้การใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าลดลง เพราะได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ในหลายประเทศทั่วโลก ทำให้การส่งออกของไทยในภาพรวมชะลอตัวลง จึงส่งผลกระทบทำให้มีการขอใช้สิทธิประโยชน์ฯ ลดลงตามไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการใช้สิทธิประโยชน์ฯ ลดลง แต่สินค้าเครื่องดื่ม อาหาร เกษตรและเกษตรแปรรูป กลับมายอดการขอใช้สิทธิเพิ่มขึ้น จากความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยสินค้าที่ขยายตัวสูง เช่น อาหารปรุงแต่ง (สหรัฐฯ อาเซียน) สับปะรดกระป๋อง (รัสเซียและเครือรัฐเอกราช) เนื้อปลาแบบฟิลเล สด แช่เย็น แช่แข็ง (รัสเซียและเครือรัฐเอกราช) สับปะรดปรุงแต่ง (ไทย-ชิลี) ข้าวโพดหวาน (อาเซียน-เกาหลี) กุ้ง (ไทย-ชิลีและอาเซียน-เกาหลี) ชิ้นเนื้อและเครื่องในไก่แช่แข็ง (อาเซียน-จีน) ทุเรียนสด (อาเซียน-จีน) ปลาทูน่า ปลาสคิปแจ็ก และปลาโบนิโต (ไทย-เปรู) ปลาทูน่า-ปรุงแต่ง (ไทย-ออสเตรเลีย) เต้าหู้ปรุงแต่ง (ไทย-ออสเตรเลีย) น้ำผลไม้ (อาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์) เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับรายละเอียดการใช้สิทธิประโยชน์ฯ ภายใต้ FTA พบว่า ตลาดที่มีการใช้สิทธิสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.อาเซียน มูลค่า 8,051.04 ล้านเหรียญสหรัฐ 2.จีน มูลค่า 7,816.94 ล้านเหรียญสหรัฐ 3.ญี่ปุ่น มูลค่า 2,888.72 ล้านเหรียญสหรัฐ 4.ออสเตรเลีย มูลค่า 2,446.84 ล้านเหรียญสหรัฐ และ 5.อินเดีย มูลค่า 1,445.18 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วน FTA ที่มีอัตราการใช้สิทธิประโยชน์ฯ สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ไทย-ชิลี ร้อยละ 100 2.อาเซียน-จีน ร้อยละ 89.84 3.ไทย-เปรู ร้อยละ 89.54 4.ไทย-ญี่ปุ่น ร้อยละ 84.30 และ 5.อาเซียน-เกาหลี ร้อยละ 81.92&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการใช้สิทธิประโยชน์ฯ ภายใต้ GSP ทั้ง 4 ระบบ คือ สหรัฐฯ สวิตเซอร์แลนด์ รัสเซียและเครือรัฐเอกราช และนอร์เวย์ พบว่า สหรัฐฯ มีการใช้สิทธิสูงสุด มูลค่า 1,905.12 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลง 4.16% มีสัดส่วนการใช้สิทธิฯ 77.40% รองลงมา คือ สวิตเซอร์แลนด์ มูลค่า 106.36 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 2.68% มีสัดส่วนการใช้สิทธิฯ 46.18% รัสเซียและเครือรัฐเอกราช มูลค่า 66.45 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 12.66% มีสัดส่วนการใช้สิทธิฯ 85.06% และนอร์เวย์ มูลค่า 10.07 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 24.01% มีสัดส่วนการใช้สิทธิฯ 75.71%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ในเดือนก.ย.2563 กรมฯ มีแผนงานที่จะจัดสัมมนาในกรุงเทพฯ เพื่อเสริมสร้างความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ FTA และ GSP ให้กับผู้ประกอบการและผู้ส่งออกที่สนใจจะสร้างแต้มต่อและโอกาสในการส่งออกสินค้าด้วยสิทธิประโยชน์ดังกล่าว โดยจะจัดแบบคู่ขนาน คือ จัดงานจริงแบบไม่แออัด และถ่ายทอดสดผ่านสัมมนาออนไลน์ และเฟซบุ๊ก ไลฟ์&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74884</URL_LINK>
                <HASHTAG>FTA, GSP, กรมการค้าต่างประเทศ, กระทรวงพาณิชย์, กีรติ รัชโน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200811/image_big_5f32b8de49352.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70998</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/07/2020 08:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/07/2020 08:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มังคุดไทยส่งออกโตกระฉูด จีน ฮ่องกง อาเซียน รับซื้อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ก.ค. 2563 นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า จากการติดตามการส่งออก &amp;ldquo;มังคุด&amp;rdquo; หรือราชินีแห่งผลไม้ไทย ในช่วง&amp;nbsp;5&amp;nbsp;เดือนของปี&amp;nbsp;2563 (ม.ค.-พ.ค.) มีมูลค่า&amp;nbsp;290&amp;nbsp;ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 16%&amp;nbsp;โดยตลาดจีน อาเซียน และฮ่องกง เป็นตลาดส่งออกสำคัญ มีส่วนแบ่งตลาดรวมกันถึง&amp;nbsp;99%&amp;nbsp;ของการส่งออกทั้งหมด แบ่งเป็นการส่งออกไปจีนมูลค่า&amp;nbsp;213&amp;nbsp;ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม&amp;nbsp;19%&amp;nbsp;อาเซียน มูลค่า&amp;nbsp;65&amp;nbsp;ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม&amp;nbsp;4%&amp;nbsp;โดยมีเวียดนามเป็นตลาดส่งออกหลักในอาเซียน ส่วนแบ่งตลาด&amp;nbsp;94%&amp;nbsp;ของการส่งออกไปอาเซียนทั้งหมด และฮ่องกง&amp;nbsp;10&amp;nbsp;ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม&amp;nbsp;171%&amp;nbsp;ซึ่งทั้ง 3 ตลาด เป็นตลาดที่ไทยมีความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ด้วยทั้งหมด

&amp;ldquo;เอฟทีเอเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้การส่งออกมังคุดเพิ่มขึ้น โดยจากการตรวจสอบประเทศคู่เจรจาเอฟทีเอของไทย มี&amp;nbsp;14&amp;nbsp;ประเทศ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ อินโดนีเซีย บรูไน ฟิลิปปินส์ เวียดนาม เมียนมา อินเดีย ชิลี เปรู และฮ่องกง ได้ยกเลิกการเก็บภาษีนำเข้ามังคุดจากไทยแล้ว เหลือเพียง&amp;nbsp;4&amp;nbsp;ประเทศ ที่ยังคงเก็บภาษีนำเข้า ได้แก่ เกาหลีใต้ เก็บ&amp;nbsp;24%&amp;nbsp;กัมพูชา มาเลเซีย และสปป.ลาว เก็บ&amp;nbsp;5%&amp;rdquo;นางอรมนกล่าว

ทั้งนี้ ในปัจจุบันผู้บริโภคได้หันมาบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพมากขึ้น เกษตรกรและผู้ประกอบการไทยจะต้องให้ความสำคัญกับการรักษามาตรฐานให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และพัฒนาคุณภาพการผลิตตามความต้องการของตลาดที่นิยมผลไม้ปลอดสารพิษ หรือเกษตรอินทรีย์ รวมทั้งต้องพัฒนาตราสินค้าเป็นของตนเอง สร้างความแตกต่างจากผลไม้ของประเทศอื่น เพื่อให้สามารถครองใจผู้บริโภคได้ และหากจะส่งออก ควรจะใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอในการสร้างความได้เปรียบในการส่งออกด้วย

อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบสถิติมูลค่าการส่งออกมังคุดไทยสู่ตลาดโลกในปี&amp;nbsp;2562&amp;nbsp;กับปี&amp;nbsp;2535&amp;nbsp;ซึ่งเป็นปีก่อนที่ความตกลงเอฟทีเอฉบับแรกของไทยกับอาเซียนจะมีผลบังคับใช้ พบว่า มูลค่าการส่งออกเพิ่มสูงขึ้นถึง&amp;nbsp;53,468%&amp;nbsp;โดยเฉพาะจีน เพิ่ม&amp;nbsp;125,504%&amp;nbsp;เมื่อเทียบกับปี&amp;nbsp;2545&amp;nbsp;อาเซียน เพิ่ม&amp;nbsp;100%&amp;nbsp;เมื่อเทียบกับปี&amp;nbsp;2535&amp;nbsp;เป็นต้น สอดคล้องกับสถิติในปี&amp;nbsp;2562&amp;nbsp;ที่มังคุดเป็นหนึ่งในสินค้าที่ผู้ประกอบการไทยขอใช้สิทธิประโยชน์จากเอฟทีเอในการส่งออกเป็นอันดับต้น โดยเฉพาะภายใต้ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน และส่งผลให้ไทยครองแชมป์ผู้ส่งออกมังคุดของโลกในปีเดียวกัน
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70998</URL_LINK>
                <HASHTAG>FTA, กระทรวงพาณิชย์, การส่งออก, มังคุด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190821/image_big_5d5d17f966ba8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9090</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/05/2018 16:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/05/2018 16:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>FTA ส่งผลดันค้าขายไทย-เกาหลีใต้พุ่งทะลุ 20%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเผยการค้าไทย-เกาหลีใต้ช่วง 2 เดือน มีมูลค่า 2,290 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 20.6% เป็นการส่งออกโดยใช้สิทธิ FTAมูลค่า 468 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 87% ของมูลค่าส่งออกที่ได้รับสิทธิ แนะผู้ส่งออกเร่งใช้สิทธิ เพื่อเพิ่มขีดแข่งขันให้สินค้าไทยเหนือคู่แข่ง เตรียมใช้หุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจดึงเกาหลีลงทุนไทยเพิ่ม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับเกาหลีใต้ในช่วง 2 เดือนของปี 2561 (ม.ค.-ก.พ.) มีมูลค่า 2,290.2 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 20.6% โดยไทยส่งออกไปเกาหลีใต้ 756.4 ล้านเหรียญสหรัฐ และนำเข้าจากเกาหลีใต้ 1,533.8 ล้านเหรียญสหรัฐ และในจำนวนนี้ เป็นการส่งออกโดยใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-เกาหลีใต้ มีมูลค่า 468.3 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 87% ของมูลค่าการส่งออกของรายการสินค้าที่ได้รับสิทธิ ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 383.9 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 25% ของมูลค่านำเข้าสินค้าที่ได้รับสิทธิ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปเกาหลีใต้ ได้แก่ เครื่องซักผ้าและเครื่องซักแห้ง เครื่องคอมพิวเตอร์อุปกรณ์ ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ ยางพารา และสินค้านำเข้าของไทยจากเกาหลีใต้ ได้แก่ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องบิน เครื่องร่อน อุปกรณ์การบิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กรมฯ ขอให้ผู้ประกอบการไทยใช้สิทธิ FTA ในการส่งออก เพื่อสร้างความได้เปรียบให้กับสินค้าไทยเหนือประเทศคู่แข่ง หรือใช้สิทธิ FTA ในการนำเข้าสินค้า เพื่อให้ต้นทุนสินค้าถูกลง ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคได้ประโยชน์ โดยตรวจสอบข้อมูลอัตราภาษีของเกาหลีใต้ได้ที่ http://tax.dtn.go.thเพื่อวางแผนในการส่งออกหรือนำเข้า และยังสามารถตรวจสอบอัตราภาษีได้ทุกข้อตกลง FTA ที่ไทยทำกับประเทศต่างๆ ด้วย&amp;rdquo;นางอรมนกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางอรมนกล่าวว่า เกาหลีใต้ถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง มีความโดดเด่นด้านเทคโนโลยีงานสร้างสรรค์ นวัตกรรม โดยเฉพาะด้านวิศวกรรม ด้านไอที เคมีภัณฑ์ เครื่องสำอาง และอุปกรณ์การแพทย์ ซึ่งกรมฯ มีแผนที่จะใช้ความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจขยายความร่วมมือกับเกาหลีใต้ เพื่อดึงดูดนักลงทุนเกาหลีใต้ให้เข้ามาร่วมลงทุนในไทย ซึ่งจะเป็นโอกาสที่จะก่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ทันสมัย มีการพัฒนาอุตสาหกรรมด้านสินค้าและบริการของไทย และช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ข้อตกลง FTA ไทย-เกาหลีใต้ หรือ AKFTA มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2553 จนถึงปัจจุบันไทยได้ลดภาษีสินค้าในกลุ่มสินค้าปกติเหลือ 0% ไปแล้ว จำนวน 8,455 รายการ คิดเป็น 88% ของรายการสินค้าทั้งหมด โดยยังคงเหลือกลุ่มสินค้าอ่อนไหวที่ยังไม่มีการลดภาษี จำนวน 1,155 รายการ หรือ 12% ของรายการสินค้าทั้งหมด เช่น ส่วนประกอบวิทยุ โทรทัศน์ แผ่นเหล็กรีดร้อน และส่วนประกอบยานยนต์ ขณะที่เกาหลีใต้ได้ลดภาษีสินค้าในกลุ่มสินค้าปกติเหลือ 0% แล้ว จำนวน 11,297 รายการ คิดเป็น 90.9% ของรายการสินค้าทั้งหมด และยังคงเหลือกลุ่มสินค้าอ่อนไหวที่ยังไม่มีการลดภาษี จำนวน 1,130 รายการ หรือ 9.1% ของรายการสินค้าทั้งหมด เช่น ไม้อัด ข้าวโพดหวาน มันสำปะหลังแช่แข็ง และมันสำปะหลังอัดเม็ด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9090</URL_LINK>
                <HASHTAG>FTA, กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ, ค้าขาย, พาณิชย์, ส่งออก, อรมน ทรัพย์ทวีธรรม, เอฟทีเอ, ไทย-เกาหลี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180508/image_big_5af14c0fdaad4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>4717</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/03/2018 10:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/03/2018 10:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอกชนยุโรปสนใจเยือนไทย หวังหาลู่ทางลงทุน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พาณิชย์ยิ้มเอกชนจากยุโรปสนใจมาเยือนประเทศไทย เกาะติดนโยบายไทยแลนก์ 4.0 -อีอีซี หวังหาลู่ทางลงทุน &amp;nbsp;ใช้ประโยชน์เส้นทางสายไหมของจีน และหวังเจรจา FTA ไทย - อียู คืบหน้า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 มี.ค.2561 นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ในช่วงการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ ครั้งที่ 24 ระหว่างวันที่ 1-2 มีนาคม 2561 ณ ประเทศสิงคโปร์ บริษัทยุโรปที่ดำเนินธุรกิจในอาเซียน นำโดยสภาธุรกิจอาเซียน-อียู (EU-ASEAN Business Council: EU-ABC) ประกอบด้วยสภาหอการค้ายุโรป และบริษัทยุโรปที่ทำธุรกิจในอาเซียนกว่า 17,000 บริษัท และสมาคมพันธมิตรธุรกิจยุโรป-อาเซียน (Europe-ASEAN Business Alliance: EABA) ประกอบด้วยกลุ่มบริษัทยุโรปข้ามชาติขนาดใหญ่ในอาเซียน ได้เข้าพบหารือแลกเปลี่ยนความเห็นเรื่องนโยบายการค้าของไทย และโอกาสในการขยายธุรกิจของบริษัทกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) ในภูมิภาคอาเซียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ นายโดนัล คานัค ประธานสภาธุรกิจอาเซียน-อียู &amp;nbsp;ได้นำผู้แทนบริษัทอียูที่ประกอบธุรกิจในสาขาต่าง ๆ อาทิ การขนส่งและโลจิสติกส์ รถยนต์และชิ้นส่วน พบหารือเพื่อขอทราบนโยบายการค้าของไทย โดยได้สร้างความมั่นใจกับภาคธุรกิจยุโรปว่าไทยให้ความสำคัญเรื่องการอำนวยความสะดวกทางการค้าและการผลักดันให้ภูมิภาคอาเซียนลดมาตรการที่เป็นอุปสรรคทางการค้า เพื่ออำนวยความสะดวกนักธุรกิจและดึงดูดการลงทุน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่นายเจฟ โดนัลด์ ประธานสมาคมพันธมิตรธุรกิจยุโรป-อาเซียน ได้นำสมาชิกหารือเรื่องโอกาสการขยายธุรกิจในไทย โดยได้แสดงความสนใจการขับเคลื่อนนโยบายไทยแลนด์ 4.0 และการใช้ประโยชน์จากนโยบายเส้นทางสายไหมของจีน ทั้งนี้ ทั้ง 2 องค์กรชื่นชมต่อพัฒนาการด้านเศรษฐกิจการค้าไทย รวมทั้งให้ความสนใจต่อความคืบหน้าการรื้อฟื้นการเจรจา FTA ไทย - อียู ภายหลังมติของอียู เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ให้กลับมาดำเนินความสัมพันธ์กับไทยในทุกระดับ รวมถึงการพิจารณาความเป็นไปได้ในการกลับมาเจรจา FTA กับไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้สภาธุรกิจอาเซียน-อียู และสมาคมพันธมิตรธุรกิจยุโรป-อาเซียน &amp;nbsp;มีแผนจะนำคณะนักธุรกิจยุโรปเยือนไทยภายในปีนี้ ซึ่งก็ได้เชิญชวนให้ใช้โอกาสดังกล่าวเยี่ยมชมและศึกษาสิทธิประโยชน์ที่พิเศษของการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/4717</URL_LINK>
                <HASHTAG>FTA, กระทรวงพาณิชย์, ชุติมา บุณยประภัศร, นักลงทุน, ยุโรป, รมช.พาณิชย์, อียู, ไทย - อียู, ไทยแลนด์ 4.0</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180311/image_big_5aa4a1697d599.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>2849</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/02/2018 13:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/02/2018 13:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์ปลื้มเอฟทีเอดันมูลค่าการค้าพุ่งกระฉูด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมเจรจาการค้าปลื้มข้อตกลงเอฟทีเอ 12 ฉบับ หนุนมูลค่าการค้าขยายตัวกระฉูด โดยเฉพาะตลาดอาเซียน เติบโต 700%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวถึงการขยายตัวของการค้าและการส่งออกของไทยกับประเทศคู่ค้าที่มีความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างกัน ซึ่งปัจจุบันมีจำนวน 12 ฉบับ ว่ากรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศได้ติดตามสถิติการค้าพบว่ามูลค่าการค้าและการส่งออกของไทยกับประเทศคู่ FTA มีการขยายตัวอย่างก้าวกระโดด โดย FTA ที่ไทยทำกับกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน หรืออาฟต้า ถือเป็น FTA ที่มีมูลค่าการค้าขยายตัวสูงสุดในบรรดา FTA ทั้งหมด 12 ฉบับ โดยมูลค่าการค้าระหว่างไทยกับอาเซียน ขยายตัวกว่า 707% &amp;nbsp;นับตั้งแต่ความตกลง AFTA มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2536 โดยในปี 2560 การส่งออกของไทยไปประเทศสมาชิกอาเซียน มีมูลค่า 59.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าส่งออกหลัก ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ น้ำมันสำเร็จรูป เคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติก และเครื่องจักรกล เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับมูลค่าการค้าและการส่งออกของไทยกับประเทศคู่ FTA ที่มีการขยายตัวในระดับรองลงมาคือ FTA ไทย-อินเดีย (TIFTA) โดยมีมูลค่าการค้าขยายตัวกว่า 406% นับตั้งแต่มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2547 โดยในปี 2560 มูลค่าการส่งออกของไทยไปอินเดีย อยู่ที่ 6.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ และเครื่องจักรกล เป็นต้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับ FTA ที่มีมูลค่าการค้าและการส่งออกกับไทยเป็นอันดับ 3 คือ FTA อาเซียน&amp;ndash;จีน หรือ ACFTA โดยมีอัตราการเติบโตของการค้าอยู่ที่ 262% &amp;nbsp;นับจากมีผลใช้บังคับเมื่อกรกฎาคม 2548 มูลค่าการส่งออกของไทยไปจีน ในปี 2560 สูงถึง 29.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าส่งออกที่สำคัญคือ ยางพารา ผลิตภัณฑ์ยาง เม็ดพลาสติก เครื่องคอมพิวเตอร์ และ เคมีภัณฑ์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับอันดับ 4 และ 5 ได้แก่ FTA ไทย&amp;ndash;นิวซีแลนด์ และไทย-ออสเตรเลีย โดยในส่วน FTA ไทย&amp;ndash;นิวซีแลนด์ มูลค่าการค้าขยายตัว 194.8% &amp;nbsp;นับจากบังคับใช้เมื่อเดือนกรกฎาคม 2548 โดยมูลค่าการส่งออกจากไทยไปนิวซีแลนด์ ในปี 2560 อยู่ที่ 1.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าส่งออกหลัก &amp;nbsp;ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เม็ดพลาสติก เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์พลาสติก เหล็ก และ ผลิตภัณฑ์ยาง สำหรับ FTA ไทย-ออสเตรเลีย มูลค่าการค้าขยายตัวถึง132% นับจากบังคับใช้เมื่อมกราคม 2548 โดยมูลค่าการส่งออกของไทยไปยังออสเตรเลีย ในปี 2560 สูงถึง 10.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีสินค้าส่งออกหลัก ได้แก่ รถยนต์ เครื่องปรับอากาศ อัญมณีและเครื่องประดับ เม็ดพลาสติก และอาหารทะเลกระป๋อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/2849</URL_LINK>
                <HASHTAG>FTA, กระทรวงพาณิชย์, จีน, มูลค่าการค้า, อาเซียน, อินเดีย, เอฟทีเอ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180211/image_big_5a7fde4fc567d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
