<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>109002</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/07/2021 22:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/07/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กกร.หั่นจีดีพี0% ระลอก4ลามเร็ว หวังส่งออกพยุง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กกร.เฉือนจีดีพีปีนี้โตเหลือ 0-1.5% รับโควิดพ่นพิษหนัก ระลอกใหม่ระบาดรวดเร็วรุนแรง ลุ้นส่งออกสดใสช่วยพยุงเศรษฐกิจ ชี้วัคซีนตัวแปรสำคัญพลิกสถานการณ์ จับตา GDP ติดลบหากไม่กระเตื้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่่ 7 กรกฎาคม นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย และประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมมีมติปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของไทยปี 2564 ลงมาอยู่ในกรอบ 0.0-1.5% จากเดิมคาดไว้อยู่ที่ 0.5-2% เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังเผชิญความเสี่ยงค่อนข้างมากจากการระบาดระลอกใหม่ที่รวดเร็วและรุนแรง กระทบต่ออุปสงค์ในประเทศ ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปยังคงจะอยู่ในกรอบ 1-1.2%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจทั่วโลกมีแนวโน้มแผ่วลงเล็กน้อยจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็วไปเกือบ 100 ประเทศทั่วโลก ส่งผลให้หลายประเทศอย่างอังกฤษ รัสเซีย ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย ต้องกลับมายกระดับมาตรการควบคุมโรคอีกระลอก ซึ่งเป็นปัจจัยที่อาจกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจและการค้าโลกในระยะต่อไป แต่ภาคส่งออกไทยยังมีศักยภาพและมีโอกาสในการเติบโตมากกว่าที่คาดไว้เดิม โดย กกร.ได้ปรับเพิ่มประมาณการการส่งออกปี 2564 คาดขยายตัว 8-10% จากเดิมคาดไว้ที่ 5-7% ภายใต้เงื่อนไขสามารถควบคุมการระบาดในกลุ่มแรงงานภาคอุตสาหกรรมได้ และการฉีดวัคซีนให้แรงงานภายใต้ ม.33 ได้ทั่วถึง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ต้องยอมรับว่าการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่รุนแรงและยาวนานขึ้นกว่าที่ประเมินไว้ก่อนหน้า และรุนแรงขึ้นจากเชื้อไวรัสโควิด-19 กลายพันธุ์ โดยเฉพาะสายพันธุ์เดลตา ทำให้จำเป็นต้องใช้มาตรการที่เข้มงวดในการควบคุมการระบาด แต่ภาคการผลิตของไทยยังมีความเสี่ยงจากการระบาด และการกระจายวัคซีนที่ยังไม่ทั่วถึง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินธุรกิจ การจ้างงานและรายได้แรงงานในพื้นที่ควบคุม อีกทั้งมาตรการจำกัดการเดินทางและข้อจำกัดในการกักตัวยังส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวในประเทศตลอดช่วงไตรมาส 3/2564 และอาจกระทบต่อแผนการเปิดประเทศ&amp;rdquo; นายผยงระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยยังต้องการแรงสนับสนุนจากทั้งนโยบายการเงินและการคลังเพิ่มเติม เพื่อพยุงกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า เพราะการแพร่ระบาดที่มีแนวโน้มยืดเยื้อทำให้ผู้ประกอบการขาดความเชื่อมั่น สะท้อนการสำรวจโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในเดือน มิ.ย. ที่พบว่าผู้ประกอบการคาดการณ์ว่าธุรกิจอาจจะฟื้นตัวได้ในครึ่งหลังของปี 2565 เป็นต้นไป ซึ่งช้ากว่าเดิม 6 เดือน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ยอมรับมีความเป็นไปได้ที่จีดีพีปีนี้ของไทยจะติดลบ หากการแพร่ระบาดยังดำเนินอยู่ในลักษณะนี้ต่อไป และไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ให้คลี่คลายลงได้ และอาจนำไปสู่ความจำเป็นที่รัฐต้องประกาศพื้นที่ล็อกดาวน์เพิ่มเติม ประกอบกับนักท่องเที่ยวไม่สามารถเข้ามาได้ตามเป้าหมายที่วางแผนไว้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;หากสถานการณ์ไม่ดีขึ้น ก็มีโอกาสที่จีดีพีของไทยจะติดลบ แต่ขณะนี้ยังไม่มีอะไรแน่นอน ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินสถานการณ์และแนวโน้มเศรษฐกิจต่อไป ดังนั้นรัฐควรเร่งฉีดวัคซีนให้ประชาชนอย่างทั่วถึง เนื่องจากเดือน มิ.ย.2565 ไทยจะได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปก : APEC 2022) ถือเป็นโอกาสฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ หากไม่เร่งดำเนินการ ไทยจะเสียโอกาส&amp;rdquo; ประธาน ส.อ.ท. ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รวมทั้งควรเร่งแผนจัดหาวัคซีนและมีจุดยืนชัดเจนทางเลือกเป็นวัคซีนเข็มที่ 3 เพื่อพลิกสถานการณ์สร้างความเชื่อมั่นและความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวหรือนักลงทุนต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุนในระยะยาว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109002</URL_LINK>
                <HASHTAG>GDP, ธนาคารกรุงไทย, นายผยง ศรีวณิช, ระลอกใหม่ระบาดรวดเร็วรุนแรง, วัคซีนตัวแปรสำคัญ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โควิดพ่นพิษหนัก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210516/image_big_60a0f725c6bff.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79026</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/09/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/09/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผวา‘โควิด’รอบ2ฉุดGDPดิ่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ธนาคารโลกหวั่นโควิดระบาดรอบ 2 ฉุดจีดีพีดิ่งเหว ติดลบ 10.4% ชี้ปัญหาเชิงปฏิบัติทำนโยบายใช้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจไม่แรงพอ แนะรัฐบาลพิจารณาการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เหตุเอี่ยวการเมือง ห่วงส่งผลกระทบเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวระยะยาว แต่ &amp;quot;คลัง&amp;quot; ยังลุ้นจีดีพีปีนี้โตเพิ่มอีก 0.25% หลังรัฐบาลอัดฉีดอีก 5.1 หมื่นล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสธนาคารโลกประจำประเทศไทย กล่าวว่า การระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบเศรษฐกิจไทยค่อนข้างรุนแรง โดยคาดว่าในปี 2563 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวติดลบ 8.3% โดยจะต้องใช้เวลาประมาณ 2 ปีครึ่งกว่าที่เศรษฐกิจไทยจะกลับมาขยายตัวได้ในระดับปกติก่อนมีการระบาดของโควิด-19
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี กรณีเลวร้าย หากมีการระบาดของโควิด-19 รอบ 2 จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกและการท่องเที่ยว ภาคการเงินมีปัญหา ทำให้ธุรกิจต้องปิดตัวเหมือนเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา รวมถึงการเกิดภัยแล้งน้ำท่วมยังกระทบกับรายได้เกษตรกร ซึ่งได้รับผลกระทบเรื่องภัยแล้งมาตั้งแต่ปลายปี 2562 ถึงต้นปี 2563 โดยปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวจะทำให้เศรษฐกิจปี 2563 ขยายตัวติดลบถึง 10.4% และต้องใช้เวลาถึง 3 ปี กว่าจะฟื้นฟูเศรษฐกิจให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมก่อนมีการระบาดของโควิด-19 สำหรับเศรษฐกิจของไทยในปี 2564 ธนาคารโลกคาดว่าจะขยายตัวได้ 4.9% กรณีปกติ และกรณีเลวร้ายจะขยายตัวได้ 3.5%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ความเสี่ยงของเศรษฐกิจยังอยู่ที่การระบาดของโควิด-19 ที่ยังไม่มีวัคซีน รวมถึงความไม่แน่นอนทางการเมืองยังส่งผลกระทบต่อทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล จากกรณี รมว.การคลังลาออกจากตำแหน่ง นอกจากนี้ ยังส่งผลทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้า ทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนลดลง&amp;quot; นายเกียรติพงศ์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเกียรติพงศ์กล่าวอีกว่า ในส่วนของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของไทยใช้เงินถึง 13% ของจีดีพี มากสุดในภูมิภาค แต่ปัญหาอยู่ที่การปฏิบัติได้หรือไม่ การเบิกจ่ายงบลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทำได้แค่ 50% ความเสี่ยงการเมือง ความไม่แน่นอนเรื่องทีมเศรษฐกิจ และคณะรัฐมนตรี (ครม.) การประท้วงรัฐบาล ทำให้นักลงทุนเชื่อมั่นเศรษฐกิจต่ำลง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 และ 4 ของปีนี้ และมีโอกาสที่จะลากยาวไปถึงปีหน้า และกรณีเลวร้ายจะลากยาวไปถึง 3 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางเบอร์กิท ฮานสล์ ผู้จัดการธนาคารโลกประจำประเทศไทย กล่าวว่า ประเทศไทยคุมการระบาดของโควิด-19 ได้ดี แต่ก็ส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจไทย ทั้งการส่งออก การท่องเที่ยว ถึงเวลาที่รัฐบาลต้องหาสมดุลในการดูแลการระบาดของโควิด-19 และการดูแลการขยายตัวของเศรษฐกิจให้กลับมาโดยเร็ว เพราะตอนนี้การลงทุนลดลง กิจกรรมทางเศรษฐกิจน้อยลง รัฐบาลต้องมองยาวว่านโยบายของรัฐบาลควรเป็นอย่างไร จะมีการดึงนักลงทุนต่างประเทศกลับมาได้อย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ มองว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลออกมายังไม่เพียงพอ ถึงจะมีวงเงิน 8-13% ของจีดีพี แต่การนำไปปฏิบัติได้จริง โดยมีเงินช่วยเหลือออกไปน้อยแค่ 4% ของจีดีพี ซึ่งธนาคารโลกยังติดตามดูว่ารัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นอะไรออกมาอีกบ้าง ทั้งมาตรการแจกเงิน 3,000 บาท ซึ่งธนาคารโลกมองว่ายังไม่เพียงพอ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;รัฐบาลต้องพิจารณาเรื่องการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพราะมีผลกระทบกับเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวของไทย รัฐบาลต้องชั่งใจว่าการมี พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และยังไม่สามารถทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาในเมืองไทยได้ เป็นการดำเนินการที่ถูกต้องหรือไม่ เรื่องนี้เป็นเรื่องยาก เพราะนโยบายการออก พ.ร.ก.ฉุกเฉินเกี่ยวข้องกับการเมืองด้วย รัฐบาลต้องตัดสินใจว่าสมดุลต่อไปในอนาคตจะสร้างสมดุลเรื่องสาธารณสุขกับเรื่องเศรษฐกิจให้ไปกันได้อย่างไร&amp;quot; นางเบอร์กิท ฮานสล์ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.การคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบโครงการกระตุ้นการบริโภค 2 โครงการ วงเงินรวม 51,000 ล้านบาท ประกอบด้วย 1.โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 14 ล้านคน โดยโครงการดังกล่าวจะเป็นการช่วยเหลือวงเงินค่าซื้อสินค้าบริโภคอุปโภคที่จำเป็นจากร้านธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น จำนวน 500 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่เดือน ต.ค.-ธ.ค.2563 เป็นวงเงินรวม 21,000 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.โครงการคนละครึ่ง มีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจระดับฐานราก สำหรับผู้ประกอบการรายย่อยโดยเฉพาะกลุ่มหาบเร่ แผงลอย เพื่อให้มีรายได้จากการขายสินค้าเพิ่มขึ้น โดยภาครัฐร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าทั่วไปผ่านฝ่ายของผู้ซื้อ 50% ทั้งนี้ ไม่เกิน 150 บาทต่อคนต่อวัน หรือไม่เกิน 3,000 บาท ต่อคนตลอดระยะเวลาโครงการ เป็นวงเงินรวม 30,000 ล้านบาท ซึ่งการร่วมจ่ายคนละครึ่งนี้จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน และจะช่วยเติมกำลังซื้อของประชาชนเพื่อให้มีการใช้จ่ายหมุนเวียนไปถึงผู้ประกอบการรายย่อยได้อย่างต่อเนื่องเป็นเงิน 60,000 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ จะเริ่มให้ประชาชนผู้ที่มีสัญชาติไทย มีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป และมีบัตรประจำตัวประชาชน ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการผ่านเว็บไซต์ ww w.คนละครึ่ง.com ตั้งแต่วันที่ 16 ต.ค.2563 เวลา 06.00-23.00 น. จำกัดจำนวนไม่เกิน 10 ล้านคน&amp;nbsp; สำหรับผู้ประกอบการร้านค้าสามารถลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2563 เวลา 06.00-23.00 น. ผ่านเว็บไซต์ ww w.คนละครึ่ง.com หรือลงทะเบียนผ่านทางสาขาธนาคารกรุงไทย โดยธนาคารกรุงไทยจะช่วยติดตั้งแอปพลิเคชัน &amp;ldquo;ถุงเงิน&amp;rdquo; เพื่อใช้ในการรับชำระเงินจากการขายสินค้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า โครงการกระตุ้นการบริโภคของรัฐบาลในครั้งนี้ จะมีส่วนช่วยทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจในปีนี้ ขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.25% และเชื่อว่าภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2563 จะขยายตัวติดลบน้อยลง โดยจะน้อยลงกว่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดการณ์ว่าจะติดลบ 7.8% และน้อยกว่าที่ธนาคารโลกได้ประเมินว่าจะติดลบ 8.3%.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79026</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, GDP, ธนาคารโลก, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โควิด 19, โควิด-19, โควิดระบาดรอบ 2</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200929/image_big_5f73360e442f7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73345</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/08/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/08/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> จีดีพีหดตัว-9.4 เหตุโควิดยืดเยื้อ เสียหาย2ล้านล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ม.หอการค้าไทยหั่นคาดการณ์ GDP ปี 63 หดตัว -9.4% ส่งออกวูบ -10.2% อัตราเงินเฟ้อ&amp;nbsp; -1.5% ผลพวงโควิดยืดเยื้อ-บาทผันผวน-ภัยแล้ง นักท่องเที่ยวลดลงจากปีก่อน -82.3% ความเสียหายทางเศรษฐกิจรวม 2.1 ล้านล้านบาท เตือนหากกระตุ้น ศก.ไม่ตรงจุดจะซึมตัวแรงอาจมีคนตกงานถึงล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันจันทร์ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ม.หอการค้าไทยได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2563 ใหม่ โดยปรับลดประมาณการเศรษฐกิจลงเหลือ -9.4% จากเดิมเคยคาดการณ์ไว้ในช่วงเดือน เม.ย.ที่ -4.9% ถึง -3.4% เนื่องจากผลกระทบสำคัญเรื่องการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ทำให้มีการปิดเมืองและการเลิกจ้าง ส่งผลให้กำลังซื้อในระบบหดตัวอย่างรุนแรง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกันได้ปรับลดมูลค่าการส่งออกไทยปีนี้ลงเหลือ -10.2% นำเข้าเหลือ -19.5% ส่วนอัตราเงินเฟ้อคาดว่าปีนี้จะอยู่ที่ระดับ -1.5% การบริโภคภาคเอกชน -2.6% การอุปโภคภาครัฐ 4.5% การลงทุนภาคเอกชน -13.6% การลงทุนภาครัฐ 7.7% ดุลบัญชีเดินสะพัดต่อจีดีพี 1% จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ -82.3% หนี้สินภาคครัวเรือนต่อจีดีพี 90.5%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ในฐานะประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ระบุว่ามีโอกาสถึง 60% ที่เศรษฐกิจไทยในปีนี้จะหดตัวเหลือ -9.4% จากสมมติฐานที่ว่าปริมาณการค้าโลกปีนี้ลดลง -9% จากปีก่อน ประเทศไทยจะเริ่มเปิดรับนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศอีกครั้ง (ภายใต้การจำกัดขอบเขตทั้งจำนวนและพื้นที่) ได้ตั้งแต่เดือน ต.ค.63 เป็นต้นไป ซึ่งจะทำให้ในปีนี้มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยประมาณ 7 ล้านคน หรือลดลงจากปีก่อน -82.3% ขณะที่คาดว่าเม็ดเงินงบประมาณตามแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจ วงเงิน 4 แสนล้านบาท จะถูกอัดฉีดเข้าระบบเศรษฐกิจภายในปี 63 เพียงแค่ 25% หรือคิดเป็นวงเงินประมาณ 1 แสนล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับปัจจัยลบสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยในปี 63 ประกอบด้วย การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ยืดเยื้อทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหดตัวอย่างรุนแรง, ค่าเงินบาทมีความผันผวนมากกว่าระดับปกติ, ความเสี่ยงจากสถานการณ์ภัยแล้ง, มาตรการควบคุมการแพร่ระบาด ทำให้หนี้เสียของสถาบันการเงินโดยเฉพาะของรัฐมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น และความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เราคาดว่าความเสียหายทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นในปีนี้รวมแล้วถึง 2.1 ล้านล้านบาท โดยเป็นเม็ดเงินที่หายไปจากมาตรการล็อกดาวน์ 1.5 ล้านล้านบาท การจับจ่ายใช้สอยที่ลดลงไป 4.8 แสนล้านบาท&amp;nbsp; และผลกระทบจากภัยแล้งอีกราว 8 หมื่นล้านบาท ซึ่งทำให้เราต้องปรับลด GDP ปีนี้ลงเหลือเพียง -9.4% และมองว่าเศรษฐกิจมีโอกาสมากขึ้นที่จะติดลบเป็นเลข 2 หลัก&amp;quot; นายธนวรรธน์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดียังมีปัจจัยที่ส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจไทยปีนี้ ได้แก่ ประเทศไทยสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ, เศรษฐกิจจีนฟื้นตัวเร็วกว่าที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้, ภาคการผลิตและภาคบริการทั่วโลกที่เริ่มฟื้นตัวหลังจากการคลายล็อกดาวน์, ภาครัฐออกมาตรการเยียวยา กระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง, การลงทุนของภาครัฐมีโอกาสเร่งตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน&amp;nbsp; และธนาคารกลางทั่วโลกต่างปรับนโยบายการเงินเป็นแบบผ่อนคลายมากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนวรรธน์กล่าวอีกว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่เตรียมจะออกมาถือว่าเป็น 2&amp;nbsp; แพร่ง เพราะถ้าเป็นมาตรการที่ดีและแก้ปัญหาได้ตรงจุดจะช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้เร็ว แต่ในทางกลับกันหากไม่สามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุดจะทำให้เศรษฐกิจซึมตัวแรงและลึกมากขึ้น และอาจจะเห็นตัวเลขคนตกงานในระดับล้านคนได้ ในปีนี้หากการอัดฉีดเม็ดเงินทำได้ไม่รวดเร็วพอ เราจะเห็นการปลดคนงานภายใน 3 เดือนในบางกลุ่มอุตสาหกรรม ซึ่งเมื่อมีการปลดคนงานจะทำให้กำลังซื้อลดลง การเก็บ&amp;nbsp; VAT ได้น้อยลง เก็บภาษีเงินได้ได้ยากขึ้น ปัญหาการว่างงานจะเริ่มหนักขึ้นตั้งแต่เดือน พ.ย.เป็นต้นไป.
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73345</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, GDP, นักท่องเที่ยวลดลง, ม.หอการค้าไทย, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200803/image_big_5f2825c3d5bfe.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67124</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/05/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/05/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คำพยากรณ์ก่อนจะเจอ &#039;มนต์ขลังโควิด&#039; หรือเศรษฐกิจไทย ต้องเวทมนตร์?</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; หลายสำนักวิเคราะห์เศรษฐกิจของทางการ เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทยและสภาพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจแห่งชาติพยากรณ์ว่าตัวเลขจีดีพีสำหรับทั้งปีนี้อาจจะติดลบ 5-6%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ให้ไทยติดลบ 6.7%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี (ไทย) ใส่ข้อมูลชุดล่าสุดเข้าไปในสมการวิเคราะห์แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ได้ตัวเลข -8.9%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมเองเห็นตัวเลขแล้วยังตกใจเลยครับ&amp;rdquo; ดร.อมรเทพบอกผมระหว่างการสนทนาวันก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แกบอกว่าหลังจากประเมินตัวเลขล่าสุดแล้วก็ต้องปรับลดมุมมอง GDP เศรษฐกิจไทย 2563 ลงจาก -6.4% เป็น -8.9%&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และเฉพาะ GDP ไตรมาส 2 มีโอกาสหดตัวได้ถึง 14%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำตอบคือวิกฤติเศรษฐกิจรอบนี้อาจเลวร้ายที่สุดที่ประเทศไทยเคยเผชิญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะรุนแรงกว่าวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2541 ที่เศรษฐกิจ -7.63% (ไตรมาส 2 หดตัวลึก 12.53%)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่มีความน่าสนใจตรงที่ว่า ดร.อมรเทพบอกว่าตอนนี้เศรษฐกิจไทยเหมือนกำลัง &amp;ldquo;ต้องเวทมนตร์&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นักเศรษฐศาสตร์ดูเหมือนมองโลกในแง่ลบ มองเศรษฐกิจกำลังเลวร้าย เพราะมองจากสถานการณ์ปัจจุบัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่สำหรับนักลงทุน กลับมองโลกในด้านบวก เพราะมองไปอนาคต และเห็นว่าเป็นราคาที่น่าลงทุน จากเศรษฐกิจกำลังจะถึงจุดต่ำสุดในช่วงนี้ แต่สถานการณ์กำลังคลี่คลายไปด้วยดี ทั้งการเปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การลดลงของจำนวนผู้ติดเชื้อ จึงกลับเข้ามาลงทุน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่เชื่ออย่างนี้เพราะสะท้อนจากราคาหุ้น และราคาสินทรัพย์ต่างๆ ทะยานกลับขึ้นไปได้อย่างรวดเร็วหลังดิ่งลงมาในช่วงเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สภาพัฒน์รายงานตัวเลขการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกไว้ที่ -1.8% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน หรือหดตัว 2.2% เมื่อเทียบไตรมาสก่อนหน้าหลังปรับฤดูกาล&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจเช่นนี้มีปัจจัยสำคัญมาจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ทำให้คนระมัดระวังการเดินทางและการเข้าไปในพื้นที่สาธารณะต่างๆ รัฐบาลในหลายประเทศได้ออกมาตรการจำกัดการใช้พื้นที่ต่างๆ รวมทั้งการปิดกิจการห้างร้านเพื่อลดการแพร่ระบาด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้นับว่าเป็นเรื่องที่ดีทางสาธารณสุข แต่ในทางเศรษฐกิจก็ทำให้คนว่างงานและขาดรายได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในไตรมาสแรกจำนวนนักท่องเที่ยวหดตัวถึง 38% ซึ่งกระทบธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับนักท่องเที่ยวอย่างแรง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ซ้ำเติมเข้ามาก็คือ อุปสงค์ภาคต่างประเทศที่ชะลอตัวและกระทบภาคการส่งออกของไทย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คนว่างงานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้คนระมัดระวังในการจับจ่ายซื้อของ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อส่งออกไม่ได้ ภาคการผลิตก็มีปัญหา เพราะผลิตไปก็ขายลำบาก กำลังการผลิตก็เหลือ สต๊อกสินค้าก็ล้น บริษัทและโรงงานต่างพากันลดคนงานหรือให้ลาพักโดยไม่รับเงินเดือนในช่วงนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผลที่ตามมาก็คือ การบริโภคในประเทศอ่อนแอลงเพราะขาดกำลังซื้อ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่ใช่เพียงกำลังซื้อของนักท่องเที่ยวเท่านั้นที่หายไป แต่กำลังซื้อคนในประเทศก็อ่อนแอจากรายได้ที่หดหาย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มิหนำซ้ำ ผู้คนในภาคเกษตรก็ยากลำบากจากปัญหาภัยแล้งที่รุนแรงกระทบผลผลิตให้น้อยลง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ซ้ำเติมลงมาคือ ภาครัฐเองที่มีความล่าช้าในการออกงบประมาณรายจ่าย มีผลให้การบริโภคและการลงทุนของรัฐบาลหดตัว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.อมรเทพบอกว่า &amp;ldquo;แต่ภาครัฐก็ได้ออกมาตรการทางการคลังในการประคองเศรษฐกิจขนานใหญ่ที่เรียกว่า Bazooka...ซึ่งเราหวังว่าภาครัฐจะเป็นพระเอกในรอบนี้&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แล้วไตรมาสสองจะเป็นอย่างไร?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในความเห็นของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่นั้น แม้รัฐบาลได้อัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบด้วยการออกมาตรการชดเชยรายได้ให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ อีกทั้งทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกมาตรการลดภาระผู้กู้ในการชะลอการชำระหนี้ชั่วคราว และได้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย พร้อมอัดฉีดเงินเพื่อรักษาเสถียรภาพตลาดตราสารหนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ปัจจัยความเสี่ยงทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มสูงขึ้น 0
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การส่งออกสินค้ามีโอกาสหดตัวได้ถึง 20% และจำนวนนักท่องเที่ยวมีโอกาสหดตัวได้ถึง 90%&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.อมรเทพบอกว่า ในช่วงที่เหลือของปีนี้ ทางสำนักวิจัยของเขาได้คาดว่า GDP ไตรมาสที่สองนี้มีโอกาสหดตัวได้ถึง 14% และน่าจะลดการหดตัวลงในช่วงที่เหลือของปี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และคาดการณ์ต่อว่าเศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งปีหลังอาจหดตัวราว 10%&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;และเนื่องจากการหดตัวที่ลึกและลากยาวของเศรษฐกิจที่มากกว่าที่ประเมินไว้ก่อนหน้า โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวที่จะฟื้นตัวช้า ทางเราจึงได้ปรับลดมุมมองการเติบโตทางเศรษฐกิจปีนี้ลงจาก -6.4% เป็น -8.9%&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นั่นแปลว่าวิกฤติเศรษฐกิจรอบนี้อาจเลวร้ายที่สุดที่ประเทศไทยเคยเผชิญ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะมันรุนแรงกว่าวิกฤติต้มยำกุ้งที่เศรษฐกิจไทยในปี 2541 หดตัว 7.63%&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยเฉพาะไตรมาสที่สองปีนั้นหดตัวลึกถึง 12.53% แต่รอบนี้อาจได้เห็นเศรษฐกิจหดตัวเลขสองหลักอีกครั้งและลากยาวกว่าเดิม.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;(พรุ่งนี้ : เวทมนตร์นั้นคืออะไร?)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67124</URL_LINK>
                <HASHTAG>GDP, IMF, กาแฟดำ, ดร.อมรเทพ จาวะลา, ธนาคารซีไอเอ็มบี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180720/image_big_5b515c1cad535.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33764</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/04/2019 08:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/04/2019 15:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ดร.สมเกียรติ&#039;เผยเพื่อนต่างชาติทึ่งไทย สำรองเงินตราต่างประเทศ ส่งออก เกินดุล ระดับไฮโซของโลก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 เม.ย.62-ดร.สมเกียรติ โอสถสภา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ผมมีพรรคพวกจากต่างประเทศ แวะเวียนมาคุยด้วยบ่อยๆ พวกเขาทึ่งประเทศไทยมาก บอกว่าประเทศไทยโชคดี พวกนี้มาพร้อมด้วยข้อมูลเศรษฐกิจไทยที่เตรียมมาอย่างดี
เอามาแบ่งกันอ่าน
========================================
หนึ่ง ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีสำรองเงินตราต่างประเทศอันดับ 12 ของโลก
============================================&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ราว 240000 ล้านเหรียญ พอๆกับเยอรมัน มากกว่า อังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาลี ตุรกี มาเลเซีย เอมิเรทส์ ออสเตรเลีย และอีกเกือบ 200 ประเทศทั่วโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเทศและกลุ่มประเทศที่มีมากกว่าไทยคือ จีน ญี่ปุ่น ทุกประเทศของยูโรโซนรวมกัน ซาอุ ใต้หวัน รัสเซีย เกาหลี อินเดีย ฮ่องกง สิงคโปร์ ไรงี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในยามวิกฤติแบบนี้ ประเทศที่มีสำรองยิ่งมาก ยิ่งดี ก็เหมือนกับคนที่มีเงินสดเก็บไว้เยอะแหละครับ เขามั่นใจมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเทศอื่นๆที่ควรรู้คือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาเลย์ 95000
ฟิลิปปินส์ 85000
ออสเตรเลีย 49000
เวียดนาม 39000&amp;nbsp;
คูเวต 31000&amp;nbsp;
พม่า 9000&amp;nbsp;
กัมพูชา 7000
ออสเตรีย 24000
หน่วยเป็นล้านเหรียญนะครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่เขาห่วงกันคือ ถ้าเกิดโหวตออกจากอียูกันมากๆ ค่าเงินของแต่ละประเทศในยุโรปคงจะร่วง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากตัวเลขสำรองเขาเอาไปเทียบกับหนี้ต่างประเทศ แล้วบอกว่าประเทศไทยสบายมาก
===================================
สอง สถิติการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด
=================================
ไทยเกินเป็นอันดับที่ 12 ของโลก พูดง่ายๆว่าค้าขายมีกำไร เงินไหลเข้าประเทศมากกว่าไหลออกทุกปี รวมเงินที่คนเอามาลงทุนอะไรต่างๆด้วย การท่องเที่ยวด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พวกต่างชาติเขามองว่าประเทศไทยของผมโชคดีสุดๆ มีรายได้จากการท่องเที่ยวอันดับ 4 ของโลก กรุงเทพแข่งกับลอนดอนชิงที่หนึ่งเมืองท่องเที่ยวโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเทศไทยมีฐานลูกค้าที่กว้างใหญ่มาก เป็นประเทศการท่องเที่ยวที่ถูกเป็นอันดับ 2 ของโลก ยังไปได้อีกยาวมาก เป็นศูนย์การบินของเอเซียด้วย อุตสากรรมต่อเนื่อง value chain มากมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาสไตล์ลอนดอน ปารีส โรม ไฮโซมากๆๆ ชอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท่องเที่ยวคืออุตสาหกรรมอันดับหนื่งของโลกวันนี้ครับ ไม่ใช่น้ำมัน อาวุธ อีเลกโทรนิกส์ เหล็ก สิ่งทอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คุยกันเรื่องจีน เขาก็บอกว่า ไทยจะได้ประโยชน์จากจีน และประเทศอื่นๆมาก ไปยาว ยาวปายย........&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เงินจะไหลเข้าประเทศอีกนาน จะเอามาแบ่งกันอย่างไร ว่ากันอีกโพสท์ตอน domestic economy
----------------&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดูตัวเลขนิดนืง จีนเกินดุลสูงสุด 293000 ล้านเหรียญ ญี่ปุ่น 137000 ล้านเหรียญ ไทย 34000 ล้านเหรียญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่สูงกว่าไทยอื่นๆ ก็มี เยอรมัน เกาหลี ฮอลแลนด์ สิงคโปร์ รัสเซีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันดับ 12 ของโลกนะครับ เราเป็นประเทศ world class ทีเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ้อ ประเทศที่ขาดดุลมากสุดคือ สหรัฐ อังกฤษ บราซิล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ออสเตรเลีย แคนาดา ซาอุ เมกซิโก ตุรกี อินเดีย อินโดนิเซีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกแคนาดาวิ่งขายกุ้งในงานประชุมG20 ด้วยเหตุนี้ นายกกุ้ง
===========================================
สาม การเกินดุล ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเทียบกับ GDP
==============================================
คนจะมองออกว่าประเทศไหนเจ๊ง ไม่เจ๊งจากตัวเลขนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ของไทยเกินดุล ค้าขายได้กำไรเมื่อเทียบกับรายได้ของชาติถึง 8.5% อยู่ลำดับ 5 ของโลกเท่าเยอรมัน สูงกว่าไทยคือสิงคโปร์ 20% ใต้หวัน 12% ฮอลแลนด์ 9.9%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลายประเทศมีปัญหาหนักครับ เช่น ลิเบีย-28% ลาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีกลุมเสี่ยงร่วมหนึ่งในสี่ของประเทศสำคัญในโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในยุคที่การลงทุนระหว่างประเทศลด ประเทศที่พึ่งเงินส่วนนี้จะลำบากมากครับ มีผลต่อการย้ายของมหาอำนาจมาก
=======================================&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สี่ ไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกที่ใหญ่อันดับ 22 ของโลก ปีนี้การส่งออกบวกแน่นอน 4-8% ดีกว่าที่อื่นๆเยอะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเทศส่งออกรายใหญ่ของโลกคือ จีน อียู อเมริกา เยอรมัน ญี่ปุ่น เกาหลี ฝรั่งเศส ฮ่องกง ฮอลแลนด์
===============================&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ห้า การลงทุนจากต่างประเทศสะสม FDI Stock.
====================================&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าจะมองตัวเลขการลงทุน ซึ่งสะท้อนถืงการจ้างงาน แยกดูสักสี่ด้านนะครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- มูลค่าการลงทุนสะสมของประเทศไทยอยู่ที่เกือบสองแสนล้านเหรียญ เทียบกับอินโดนิเซียที่ 21000 ฟิลิปปินส์ราว 20000&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยทุนจำนวนนี้ มีกำไรก็ขยายกิจการไปเรื่อยๆ ตอนนี้ขาดแรงงานมาก เขาขอนำเข้าบัณทิตมหาวิทยาลัยต่างชาติมาทำ กระทรวงแรงงานน่าจะฟิตหน่อยนะครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปีที่แล้วบริษัทในตลาดหุ้นไทยทำกำไรเพิ่ม 24% บริษัทtop 2000 ก็เหมือนกัน งานขยายนะ ได้กำไรก็ลงทุนขยายงานต่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปีที่แล้วตลาดหุ้นไทยขึ้นสูงเป็นอันดับหนึ่ง สองของโลกราวสามปี รู้ป่าวครับ ปีนี้ปรับตัวแป๊บ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;-ดูการลงทุนภายใน มีโครงการต่างๆเพิ่มเต็มไปหมด ระบบรางก็จ้างคนสามสี่หมื่นแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าสนใจคือการลงทุนของคนทั่วไป ไม่มีสถิติ BOI ต้องเดินจึงจะเห็นครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซื้อรถกะบะค้าขาย เปลี่ยนตึก บ้านเป็นร้านค้า ขยายทั่วกทม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลองเดินลึกเข้าซอยไป น่าจะเพิ่มเป็นสิบ ยี่สิบเท่าตัว รับคนทำงานเยอะมาก แต่การแข่งขันรุนแรงมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;-นี่คือการลงทุนของคนที่ไม่มีตัวเลขราชการ ไม่ลงทะเบียนด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- ที่ต้องดูคือการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ ปีแรกหยุดไป ไม่น่าหยุดเลย ตอนนี้ประกาศโครงการกันมากมาย จากนี้ไป รัฐวิสาหกิจจะเป็น leading sector&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33764</URL_LINK>
                <HASHTAG>GDP, ดร.สมเกียรติ โอสถสภา, ทุนสำรองระหว่างประเทศ, ประเทศไทยโชคดี, ส่งออก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190219/image_big_5c6bc7d3dd8f9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24694</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/12/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/12/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปฏิรูปแบบจีนๆ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เห็นภาพ-ข่าวพิธีเฉลิมฉลองเนื่องในวาระครบรอบ 40 ปี (ค.ศ.1978-2018) ของการเปิดประเทศ หรือ การปฏิรูป บ้านเมืองของคุณพี่จีน เมื่อช่วงวันอังคารที่ผ่านมา คงต้องยอมรับว่า ออกจะเป็นอะไรที่น่าทึ่ง น่าประทับใจ มิใช่น้อย เรียกว่า...ไม่ว่าใครจะชอบ ใครจะชัง จะอิจฉา ริษยา กันยังไงก็ตามแต่ แต่คงมิอาจปฏิเสธได้ว่า...คุณพี่จีนท่านได้ ประสบความสำเร็จ อย่างค่อนข้างงดงามทีเดียวเจียว...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; -----------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เอาง่ายๆ...แค่ดูจากตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวม หรือ GDP ของประเทศ จากตอนเริ่มต้นที่คิดจะปฏิรูป อยู่แค่ประมาณ 1.5 แสนล้านดอลลาร์ หรือ 4.9 ล้านล้านบาทเท่านั้นเอง แต่ผ่านแค่ช่วงเวลาระดับ บิ๊กตู่คูณสอง &amp;nbsp;(ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี คูณด้วย 2) หรือประมาณแค่ 40 ปีหลังจากนั้น ตัวเลข GDP ของจีนทุกวันนี้ก็ปาเข้าไปถึง 12.2 ล้านล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 399 ล้านล้านบาท เรียกว่า...โตพรวด โตพราด โตระเบิดเถิดเทิงยิ่งกว่าโตโยต้า ขึ้นมาเกือบ 10 เท่า เอาเลยถึงขั้นนั้น...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;-----------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และความโตที่ว่า...ก็ไม่ถึงกับต้อง รวยกระจุก-จนกระจาย มากมายนัก คือแม้ว่าจะมีบรรดา เจ้าสัว โผล่ขึ้นมาในเมืองจีนเป็นจำนวนมากมาย มีทรัพย์สิน รายได้ ระดับหมื่นล้าน แสนล้าน นับเป็นจำนวนไม่น้อย แต่อานิสงส์จากความโตที่ว่า ก็ยังพอไหลซาบซ่านแบบน้ำซึมบ่อทราย ไปยังผู้คนระดับรากหญ้า รากฝอย ส่งผลให้ชาวจีนจำนวนไม่น้อยกว่า 740 ล้านราย กลายเป็นผู้ที่หลุดพ้นไปจากเส้นมาตรฐานความยากจน โดยจะต้องอาศัยกรรมวิธี กดปั๊ป-รับห้าร้อย หรือ เกิดปั๊ป-รับแสน หรือไม่ อย่างไรอันนั้น...คงต้องไปศึกษา ค้นคว้า กันเอาเองก็แล้วกัน....&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; --------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่สรุปรวมความแล้ว...ช่วงระยะเวลา 40 ปี ของการเปิดประเทศ หรือการปฏิรูปบ้านเมืองของคุณพี่จีนเขา คงต้องยอมรับว่าออกจะเป็นอะไรที่ คุ้มค่า-คุ้มราคา อยู่พอสมควร แม้ว่าบางครั้ง บางครา อาจต้องมี รายจ่าย อยู่เป็นจำนวนไม่น้อย เช่น ต้องอยู่ภายใต้อุ้งตีนของเผด็จการมาโดยตลอด ไม่อาจหือรือตามแบบฉบับพวก วันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ พวก เลือกตั้งที่รัก หรือพวก หมู่บ้านประชาธิปไตย ฯลฯ อะไรประมาณนั้น โดยเฉพาะรายจ่ายที่ออกจะแพงเอามากๆ คือจ่ายให้กับกรณี นองเลือด ณ จัตุรัสเทียนอันเหมิน แต่สุดท้าย...เมื่อลองบวก-ลบ กลบหนี้ดูแล้ว เท่าที่เสียๆ-ได้ๆ ก็น่าจะยังคุ้มค่า คุ้มราคา อยู่พอประมาณ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;----------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยเฉพาะเมื่อนำเอา อดีต มาใช้เป็นตัวเทียบเคียงกับปัจจุบันและอนาคต ไม่ว่าตั้งแต่ยุคที่ฝรั่งเค้าใช้ เรือปืน&amp;nbsp; แค่ไม่กี่ลำเท่านั้นเอง ก็แทบสามารถยึดบ้าน ยึดเมือง ยึดแผ่นดินจีนได้เกือบทั้งหมด สามารถข่มขู่ บีบบังคับ ให้ชาวจีนต้อง ติดฝิ่น กันชนิดแทบโงหัวไม่ขึ้น หรือแม้แต่ยุคที่ประธาน เหมา ท่าน ยังต้องใช้ชีวิตชาวจีนนับเป็นล้านๆ ถมเป็นศพให้กับการหยุดยั้งกองทัพอเมริกันใน สมรภูมิเกาหลี แต่มาถึง ณ ขณะนี้... ยักษ์หลับ ไม่เพียงแต่แปรสภาพเป็น ยักษ์ตื่น แต่ยังตื่นกันในระดับกลายมาเป็นมหาอำนาจระดับโลก ที่ไล่หายใจรดต้นคอประมุขโลกอย่างคุณพ่ออเมริกา ทั้งในทางการเมือง เศรษฐกิจ การทหาร ชนิดใกล้จะ แซงหน้า ในอนาคตอีกไม่ใกล้-ไม่ไกล นับจากนี้...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;---------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนถ้าหากจะถามว่า...อะไร??? คือ สูตรสำเร็จ ในการปฏิรูปบ้านเมืองของคุณพี่จีนเขา อันนี้...คงต้องให้พวกผู้เชี่ยวชาญ พวกนักวิชาการที่เขาศึกษา ค้นคว้า เรื่องนี้กันโดยเฉพาะนั่นแหละเป็นผู้แจกแจงให้เห็นกันในรายละเอียด แต่สำหรับ นักวิชาเกิน อย่าง ท่านขุนน้อย แล้ว คงต้องขออนุญาตตอบแบบ กำปั้นทุบดิน ว่า คงน่าจะเป็นเพราะคุณพี่จีนเขา ปฏิรูป กันจริงๆ ไม่ได้แค่ รูดไป-รูดมา เหมือนบ้านเรา เรียกว่า...เปลี่ยนรูป เปลี่ยนร่าง กันใหม่หมด ตั้งแต่ระดับชนบท ตำบล อำเภอ ไล่มาถึงจังหวัด มณฑล ชนิดใครที่เคยไปเมืองจีนเมื่อ 40 ปีที่แล้ว ถ้าหากกลับไปเมืองจีนทุกวันนี้ เผลอๆ...อาจคิดว่าเป็นคนละประเทศเอาเลยก็ไม่แน่!!!&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ------------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และภายใต้การเปลี่ยนรูป เปลี่ยนร่าง เปลี่ยนหน้า เปลี่ยนตา กันใหม่หมด...อีกสิ่งซึ่งอาจถือเป็นองค์ประกอบของความสำเร็จก็น่าจะเป็น การไม่คิดจะลูบหน้า ปะจมูก ในระหว่างที่กำลังเปลี่ยนๆ นั่นแล คือพร้อมที่จะตัดหัว คั่วแห้ง ใครก็ตามที่พยายามอาศัยกระแสแห่งความเปลี่ยนแปลง กอบโกยผลประโยชน์เอาไว้เฉพาะตัว หรือบรรดาผู้ที่คิดทุจริต ประพฤติมิชอบทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นระดับมังกร-พยัคฆ์-หรือแมลงวัน ต่างถูกจับมาหั่น มาแยกร่างออกเป็นชิ้นๆ โดยเฉพาะในช่วงยุคของประธานาธิบดี สีทนได้ หรือ สี จิ้นผิง รายนี้นี่แหละ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน-พ้อง-น้อง-พี่ เป็นบูรพาพยัคฆ์ เป็นวงศ์เทวัญ หรือวงศ์อสัญแดหวาใดๆ ก็แล้วแต่ ต่างถูกไล่บด ไล่บี้ ไล่เช็ด ชนิดแทบเกลี้ยงไปทั้งแผ่นดินจีน...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; --------------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เฉพาะแค่ 2 อย่างเท่านั้น...ก็น่าจะช่วยให้แผ่นดินจีน เป็นไปตามสภาพอย่างที่เห็นๆ กันอยู่ในทุกวันนี้ ส่วนประเทศใดก็ตามที่หวังจะประสบความสำเร็จแบบจีนเขามั่ง คงต้องนำเอา สูตรสำเร็จ ที่ว่ามาลองทบทวนกันดู เผลอๆ...อาจไม่ต้องเสียเวลาถึง 40 ปี หรือแม้แต่ 20 ปีก็เถอะ ส่วนเท่าที่ผ่านมา 4 ปี 5 ปี...คงไม่ต้องกลับไปย้อนคิดให้ชอกช้ำ ระกำใจ กันไปเปล่าๆ เอาเป็นว่าในอีก 4 ปีข้างหน้า ยังไงๆ...น่าจะลองหยิบเอา สูตรสำเร็จ ของจีน เขามาคิดๆ เอาไว้บ้าง...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;---------------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้ จาก Children&amp;rsquo;s Moral Lesson... Look backward, how much has been won, Look round, how much is yet to win, The watches of the night are done, The watches of the day begin.- จงเหลียวหลังดูว่า เราได้อะไรมาบ้างแล้ว จงเหลียวมองรอบๆ ว่ามีอะไรที่เราจะเอาชนะได้อีก การเฝ้าดูว่ากลางคืนสิ้นสุดลงเมื่อไหร่ การเฝ้าดูวันเวลาของกลางวัน ก็จะเริ่มต้นเมื่อนั้น...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ---------------------------------------------------&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24694</URL_LINK>
                <HASHTAG>GDP, ท่านขุนน้อย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180113/5a59fd579d53a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6930</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/04/2018 15:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/04/2018 15:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอดีบีปรับตัวเลขเศรษฐกิจไทยเชื่อปีนี้โตแตะ 4%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เอดีบีขยับประมาณการเศรษฐกิจไทย ขึ้นมาโต 4% ชี้ปัจจัยมาจากการลงทุนภาครัฐ-เอกชน รวมถึงการใช้จ่ายในประเทศที่ดีขึ้่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) เปิดเผยรายงานการวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชีย (Asian Development Outlook : ADO) โดยคาดว่า เศรษฐกิจไทยจะเติบโต 4% ในปี 61 และ 4.1% ในปี 62 เนื่องจากการเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ และการลงทุนภาคเอกชนและการบริโภคภายในประเทศที่กระเตื้องขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อนึ่ง ก่อนหน้านี้เมื่อ ธ.ค.60 เอดีบี เคยคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 61 จะขยายตัว 3.8% ใกล้เคียงกับปี 60&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมกันนั้น รายงานในฉบับนี้ เอดีบี ได้คาดการณ์ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกจะสูงถึง 6% ในปี 61 และ 5.9% สำหรับปี 62 ซึ่งปรับลดลงเล็กน้อยจาก 6.1% ที่เคยคาดการณ์ไว้ในปี 60 &amp;nbsp;หากไม่นับรวมกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมใหม่ (Newly Industrialized Economies) ที่มีรายได้สูง คาดว่า GDP จะสูงถึง 6.5% ในปี 61 และ 6.4% สำหรับปี 62 ลดลงจาก 6.6% ในปี 60&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6930</URL_LINK>
                <HASHTAG>GDP, จีดีพี, ธนาคารพัฒนาเอเชีย, เศรษฐกิจไทย, เอดีบี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180411/image_big_5acdc4f091b24.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
