<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>101250</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/04/2021 09:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/04/2021 09:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;GPSC&#039; ผนึก 9 บริษัทรถอีวีพัฒนาแบตเตอรี่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 เมษายน 2564 นายวรวัฒน์ พิทยศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC แกนนำนวัตกรรมธุรกิจไฟฟ้า กลุ่ม ปตท. เปิดเผยว่า GPSC ลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) กับ 9 บริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ผ่านระบบออนไลน์ เพื่อพัฒนาต้นแบบชุดแบตเตอรี่ และระบบสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ ที่นำเทคโนโลยี Semi-Solid ของ GPSC หรือ G-Cell มาพัฒนาต่อยอด เพื่อติดตั้งในยานยนต์ไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่ (อีวี) ประเภทจักรยานยนต์ไฟฟ้า รถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า และรถยนต์ไฟฟ้า ในการเพิ่มประสิทธิภาพทั้งด้านความปลอดภัย การระบายความร้อน และการลดเวลาการอัดประจุไฟฟ้า รวมถึงเป็นเทคโนโลยีที่จะเข้ามาอำนวยความสะดวกในการให้บริการสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ไฟฟ้าในสถานีบริการอัดประจุไฟฟ้าในอนาคต &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกรอบความร่วมมือครั้งนี้ มีแผนดำเนินงานแบ่งออกเป็น 3 ระยะ โดยระยะแรกเป็นการศึกษาเพื่อพัฒนาต้นแบบของแบตเตอรี่และระบบสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ ที่ครอบคลุมในข้อกำหนดด้านต่างๆ ทั้งในคุณสมบัติการพัฒนาแบตเตอรี่ การออกแบบองค์ประกอบของเซลล์แบตเตอรี่ ระยะที่ 2 ความร่วมมือทางด้านการผลิตชุดแบตเตอรี่ต้นแบบ ที่จะนำไปติดตั้งในยานยนต์ไฟฟ้าประเภทต่างๆ โดยการใช้ร่วมกับเทคโนโลยี IoT และ ระยะที่ 3 จะร่วมกันศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดจำหน่ายชุดแบตเตอรี่ในเชิงพาณิชย์&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101250</URL_LINK>
                <HASHTAG>GPSC, กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า, บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน), พัฒนาแบต, รถอีวี, วรวัฒน์ พิทยศิริ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210421/image_big_607fd7328402d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>92626</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/02/2021 16:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/02/2021 16:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บอร์ด GPSC อนุมัติลงทุนโรงงานแบตเตอรี่ในจีน ป้อนตลาดยานยนต์ไฟฟ้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ก.พ. 2564 นายวรวัฒน์ พิทยศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC แกนนำนวัตกรรมธุรกิจไฟฟ้า กลุ่ม ปตท. เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการของบริษัทฯ ครั้งที่ 1/2564 วันที่ 20 มกราคม 2564 ได้มีมติอนุมัติให้บริษัทฯ จัดตั้งบริษัทย่อย เพื่อดำเนินการเข้าลงทุนในบริษัท Anhui Axxiva New Energy Technology Co., Ltd. (บริษัท อันฮุย แอคซิว่า นิว เอเนอร์จี้ เทคโนโลยี จำกัด) (AXXIVA) ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจโรงงานผลิตแบตเตอรี่ โดยใช้เทคโนโลยีการผลิตจาก 24M Technologies Inc. (&amp;ldquo;24M&amp;rdquo;) โดยมีมูลค่าการลงทุนประมาณ 500 ล้านบาท คิดเป็นการลงทุนในสัดส่วนประมาณ 11.1 % ของ Equity Interest ทั้งหมดของ AXXIVA (แอคซิว่า)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การเข้าลงทุนใน AXXIVA ครั้งนี้ เป็นไปตามแผนกลยุทธ์การเติบโตของบริษัทฯ เพื่อต่อยอดเทคโนโลยีและเป็นฐานในการสร้างรายได้จากธุรกิจในรูปแบบใหม่ที่เป็น New S-Curve รองรับการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจพลังงานและธุรกิจไฟฟ้าในอนาคต อีกทั้งยังเป็นการแสวงหาโอกาสทางธุรกิจร่วมกับพันธมิตรในต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศจีน ที่มีอัตราการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากประเทศจีนให้ความสำคัญเรื่องการพัฒนาระบบขนส่งที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ บริษัทฯ สามารถต่อยอดและขยายความร่วมมือทางธุรกิจ รวมถึงการแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ทางเทคนิครองรับการขยายการผลิตสู่ระดับเชิงพาณิชย์ (Giga Scale) และความร่วมมืออื่นๆ เช่น การจัดหาวัตถุดิบและ Electrode Active Materials ร่วมกัน เพื่อเพิ่มศักยภาพของการแข่งขัน รวมถึงผลักดันให้บริษัทฯ สามารถดำเนินการธุรกิจผลิตแบตเตอรี่ให้ประสบความสำเร็จได้อย่างรวดเร็วต่อไป&amp;rdquo; นายวรวัฒน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเป้าหมายการเข้าระดมทุนของ AXXIVA ในครั้งนี้ เพื่อใช้ในการลงทุนก่อสร้างโรงงานแบตเตอรี่ Semi-solid ระยะที่ 1 ที่ประเทศจีน มีกำลังการผลิต 1 กิกะวัตต์ชั่วโมง (GWh) ต่อปี คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จภายในปลายปี 2564 และเริ่มดำเนินการผลิตแบตเตอรี่เชิงพาณิชย์ภายในต้นปี 2565 เพื่อป้อนให้กับกลุ่มลูกค้าหลักในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศจีน เช่น Chery New Energy Automobile ซึ่งเชื่อมั่นในประสิทธิภาพและความปลอดภัยของแบตเตอรี่ Semi-solid พร้อมร่วมพัฒนาไปกับ AXXIVA ทั้งนี้ AXXIVA ยังมีแผนขยายกำลังการผลิตต่อไปในอนาคตเพื่อรองรับความต้องการใช้แบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2564 บริษัทฯ ได้ลงนามสัญญาเพิ่มทุนกับ AXXIVAเป็นที่เรียบร้อย โดยบริษัทฯ อยู่ระหว่างการดำเนินการจัดตั้งบริษัทย่อย เพื่อเข้าลงทุนดังกล่าว และคาดว่าจะดำเนินการเพิ่มทุนแล้วเสร็จภายในไตรมาส 1 ปี 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ในส่วนของโรงงานผลิตหน่วยกักเก็บพลังงาน (Energy Storage Unit) ในประเทศไทยของบริษัทฯ ซึ่งตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง ยังคงดำเนินการตามแผนและมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้มีการเปิดตัวแบตเตอรี่ G-Cell ที่ใช้เทคโนโลยี Semi Solid เซลล์แรกของประเทศไทยไปแล้วเมื่อปลายเดือนธันวาคม 2563 ที่ผ่านมา ทั้งนี้คาดว่าจะพร้อมดำเนินการผลิต (Start of Regular Production) ภายในไตรมาสที่ 2 ปี 2564 นี้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92626</URL_LINK>
                <HASHTAG>Anhui Axxiva New Energy Technology Co., GPSC, Ltd, ลงทุนโรงงานแบตเตอรี่ในจีน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210210/image_big_6023aa4b76006.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>84374</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/11/2020 12:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/11/2020 12:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>PTT - GPSC ร่วมมือรุกตลาดพลังงานหมุนเวียนต่างประเทศเต็มสูบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 พ.ย. 63 &amp;nbsp; นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ ปตท. ได้มีมติอนุมัติการซื้อหุ้นบริษัท โกลบอล รีนิวเอเบิล เพาเวอร์ จำกัด หรือ GRP (บริษัทย่อยที่ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ถือหุ้น 100%) จาก GPSC จำนวนประมาณ 4.655 ล้านหุ้น คิดเป็น 50% ของทุนจดทะเบียน โดยดำเนินการผ่านบริษัทย่อยของ ปตท. คือ บริษัท ปตท. โกลบอล แมนเนจเม้นท์ จำกัด หรือ PTTGM &amp;nbsp;มูลค่ารายการรวมทั้งสิ้นประมาณ 693 ล้านบาท โดยการร่วมทุนดังกล่าวเป็นอีกก้าวของการยกระดับความร่วมมือตามกลยุทธ์ Powering Thailand&amp;rsquo;s Transformation &amp;nbsp;ซึ่งมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับผู้มีส่วนได้เสีย และเชื่อมโยงการทำงานระหว่างบริษัทในกลุ่ม ปตท. รวมถึงสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ของกลุ่ม ปตท. ในการเป็นผู้นำในด้านธุรกิจพลังงานหมุนเวียน หรือพลังงานสะอาด อีกทั้งเพื่อให้กลุ่ม ปตท. บรรลุเป้าหมายกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเป็น 8,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2573 และเพื่อพัฒนาศักยภาพด้านพลังงานหมุนเวียนของกลุ่ม ปตท. ในอนาคต นับเป็นการรวบรวมบุคลากรที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านพลังงานหมุนเวียน จากทั้ง ปตท. และ GPSC มาดำเนินงานร่วมกัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ รวมไปถึงเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน นำไปสู่การพัฒนาพลังงานอย่างยั่งยืนร่วมกันต่อไป &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชวลิต ทิพพาวนิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท &amp;nbsp;โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) (GPSC) กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นเป้าหมายในการขับเคลื่อนธุรกิจด้านพลังงานหมุนเวียน ที่จะนำไปสู่การเพิ่มศักยภาพ ความเชี่ยวชาญ และโอกาสในการขยายโครงการใหม่ๆ ในระดับสากล รวมทั้งส่งผลให้ GPSC สามารถบริหารจัดการทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีเงินทุนเพื่อใช้ลงทุนในโครงการต่าง ๆ ตามเป้าหมายการเติบโตของบริษัท ที่จะเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหลัก และพลังงานหมุนเวียนทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้ง GPSC ยังคงเป็นแกนนำนวัตกรรมพลังงานไฟฟ้าที่ยั่งยืนของของกลุ่ม ปตท. โดยปัจจุบัน GRP ลงทุนในธุรกิจผลิต และจำหน่ายไฟฟ้าเข้าระบบให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และดำเนินธุรกิจบริหารและการบำรุงโรงไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์ม (Solar Farm) จำนวน &amp;nbsp;9 โครงการ ตั้งอยู่ในพื้นที่ จังหวัดลพบุรี สุพรรณบุรี พิจิตร และ ขอนแก่น มีกำลังการผลิต 39.5 เมกะวัตต์ โดยมีสัญญาการซื้อขายไฟเป็นระยะเวลา 25 ปี แบ่งเป็นสัญญาซื้อขายไฟฟ้าในรูปแบบส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า หรือ Adder ในอัตรา 8 บาทต่อหน่วย (สำหรับช่วง 10 ปีแรกของสัญญา) ในสัดส่วน 3.6 เมกะวัตต์ และ สัญญาในรูปแบบ Feed-in Tariff หรือ FiT อัตรา 5.66 บาทต่อหน่วย ในสัดส่วน 35.9 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าทั้งหมดมีการเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ไปแล้วตั้งแต่ปี 2557 &amp;ndash; 2558
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84374</URL_LINK>
                <HASHTAG>GPSC, GRP, ปตท., พลังงานหมุนเวียน, อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200907/image_big_5f5607ee5952c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>83969</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/11/2020 11:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/11/2020 11:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>GPSC ตั้งบริษัทย่อยซื้อหุ้นโรงไฟฟ้าโซลาร์ในไต้หวัน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 พ.ย.2563 นายชวลิต ทิพพาวนิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC แกนนำนวัตกรรมธุรกิจไฟฟ้ากลุ่ม ปตท.เปิดเผยว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp;คณะกรรมการบริษัทฯได้อนุมัติให้บริษัท โกลบอล รีนิวเอเบิล เพาเวอร์ จำกัด (GRP) ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่ม GPSC โดยบริษัทฯ ถือหุ้น 100%จัดตั้งบริษัทย่อย ได้แก่ บริษัท โกลบอล รีนิวเอเบิล เพาเวอร์ วัน จำกัด (GRP1)ดำเนินการในการเข้าซื้อหุ้นในสัดส่วน 90% จากบริษัท ShengYang Energy Co., Ltd ซึ่งถือหุ้นโดย Tatung Forever EnergyCo., Ltd. (TFE) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ Tatung Co., Ltd โดย Tatung Co., Ltd เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไต้หวันโดยมีมูลค่าการซื้อขายรวมทั้งสิ้นประมาณ 2,521 ล้านดอลลาร์ไต้หวันใหม่หรือเทียบเท่าประมาณ 2,748 ล้านบาท ซึ่งจะส่งผลให้บริษัทฯมีกำลังผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้น (Equity MW) เพิ่มอีกประมาณ50 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันที่มีกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนทั้งสิ้น 563เมกะวัตต์ จากโรงไฟฟ้าประเภทพลังงานน้ำ แสงอาทิตย์ และขยะ ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งช่วยเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมตามสัดส่วนการถือหุ้นจาก 5,026 เมกะวัตต์ เป็น 5,076 เมกะวัตต์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ทั้งนี้ShengYang Energy Co., Ltd. มีโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ภายใต้การบริหารจัดการรวมกำลังการผลิตติดตั้งทั้งสิ้น 55.8 เมกะวัตต์ โดยเป็นโรงไฟฟ้าที่ดำเนินการแล้ว 54.4 เมกะวัตต์ และที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง 1.4 เมกะวัตต์การอนุมัติการเข้าทำธุรกรรมนี้ เนื่องจาก GPSC ได้เล็งเห็นถึงศักยภาพของโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ของSheng Yang Energy ซึ่งรัฐบาลไต้หวันให้ความสำคัญกับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนผ่านมาตรการส่งเสริมการรับซื้อไฟฟ้าซึ่งรวมถึงการกำหนดอัตราการรับซื้อไฟฟ้าคงที่ตลอดอายุโครงการโครงการนี้จึงจะช่วยสร้างความมั่นคงทางด้านรายได้ให้กับบริษัทฯ อีกทั้งยังเป็นการลงทุนที่สอดคล้องกับแผนและกลยุทธ์การเติบโตของบริษัทฯในการขยายธุรกิจไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในต่างประเทศเพื่อพัฒนาความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านการบริหารจัดการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ของบริษัทฯ&amp;rdquo;นายชวลิตกล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83969</URL_LINK>
                <HASHTAG>GPSC, ชวลิต ทิพพาวนิช, ซื้อโรงไฟฟ้าไต้หวัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200807/image_big_5f2d376aab6b8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75138</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/08/2020 16:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/08/2020 16:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>PTTไฟฟ้าเข้าซื้อหุ้นGPSCเพิ่ม 8.91% มูลค่า 16,882 ล้านบาท </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ส.ค. 63 นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (PTT) แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท มีมติอนุมัติการปรับโครงสร้างการถือหุ้นในธุรกิจไฟฟ้าของปตท. เพื่อเพิ่มความคล่องตัวการดำเนินธุรกิจ โดย PTT จะเข้าถือหุ้นในบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) (GPSC) เพิ่มเป็น 31.72% โดยจะเข้าซื้อหุ้นอีก 8.91% จากบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) (TOP) รวมมูลค่า 16,882 ล้านบาท ทั้งนี้ PTT และ TOP อยู่ระหว่างเจรจาและจัดทำสัญญาซื้อขายหุ้น GPSC ซึ่งคาดว่าจะสามารถลงนามในสัญญาดังกล่าวได้ภายในปี 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ จะการโอนกิจการทั้งหมดของบริษัท ไทยออยล์เพาเวอร์ จำกัด (TP) ให้แก่ TOP โดยปัจจุบัน TP มี PTT ถือหุ้น 26% และ TOP ถือหุ้น 74% ซึ่งมีมูลค่ากิจการทั้งหมดของ TP อยู่ที่ประมาณ 26,773 ล้านบาท ทั้งนี้ การโอนกิจการทั้งหมดของ TP เป็นการโอนทรัพย์สิน หนี้สิน สิทธิ หน้าที่และภาระผูกพันทั้งหมดของ TP ที่มีอยู่ในวันก่อนวันที่โอนกิจการทั้งหมด รวมถึงสัญญาและใบอนุญาตต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องและที่ใช้ในการประกอบธุรกิจ และภายหลังการโอนกิจการทั้งหมดของ TP ให้แก่ TOP แล้ว TP จะยุติการประกอบธุรกิจ และจะดำเนินการเลิกบริษัท รวมทั้งเริ่มการชำระบัญชีภายในรอบระยะเวลาบัญชีที่มีการโอนกิจการทั้งหมด และเมื่อชำระบัญชีแล้วเสร็จ TP จะแจกจำหน่ายสินทรัพย์ของ TP คืนให้แก่ TOP และ PTT ในฐานะผู้ถือหุ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับภายหลังธุรกรรมการปรับโครงสร้าง PTT จะถือหุ้น GPSC ในสัดส่วน 31.72% และ TOP จะถือหุ้น GPSC ในสัดส่วน 20.78% ขณะที่ สัดส่วนผู้ถือหุ้นใหญ่ GPSC ยังคงเป็น PTT-TOP และบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (PTTGC) โดยคงสัดส่วนการถือหุ้นใน GPSC ที่ 75.23% และจะไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอำนาจควบคุมกิจการของ PTT ใน GPSC&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75138</URL_LINK>
                <HASHTAG>GPSC, บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน), ปตท., อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200702/image_big_5efd5fff734e0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73738</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/08/2020 18:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/08/2020 18:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;GPSC&#039;โชว์แกร่งกำไรQ2/63โต20%ชี้ปัจจัยบวกราคาก๊าซลด ยอดใช้ไฟฟ้า-ไอน้ำเพิ่ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ส.ค.2563 &amp;nbsp;นายชวลิต ทิพพาวนิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC แกนนำนวัตกรรมธุรกิจไฟฟ้ากลุ่ม ปตท. เปิดเผยว่า &amp;nbsp;ผลประกอบการไตรมาส 2/2563 &amp;nbsp;บริษัทฯ มีรายได้ 18,138 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 1,896 ล้านบาท ซึ่งเมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2563 &amp;nbsp;รายได้จะลดลง 1% แต่กำไร เพิ่มขึ้น 20% และเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2562 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ ไม่รวมค่าตัดจำหน่าย (Adjusted Net Income) 2,264 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 57% ทำให้ผล การดำเนินงานงวด 6 เดือนแรกปี 2563 (ม.ค.-มิ.ย. 63) บริษัทฯ มีรายได้ 36,446 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25% และมีกำไรสุทธิไม่รวมค่าตัดจำหน่าย 4,212 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 77% เมื่อเทียบกับช่วง 6 เดือนแรกของปี 2562 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับปัจจัยหลักที่ทำให้กำไรสุทธิของบริษัทฯ ในช่วง 6 เดือนในปีนี้เพิ่มสูงขึ้น เนื่องมาจากการรับรู้ผลประกอบการจากบริษัท โกลว์ พลังงาน จำกัด (GLOW) เต็ม 6 เดือนในปี 2563 ในขณะทีในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2562 บริษัทฯ รับรู้รายได้จาก GLOW เพียงแค่ &amp;nbsp;3 เดือนเศษเท่านั้น นอกจากนี้ ยังมีการรับรู้กำไรขั้นต้นของโรงไฟฟ้าศรีราชาที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากค่าความพร้อมของโรงไฟฟ้าที่ปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากค่าเงินบาทที่อ่อนตัว และการปรับโครงสร้างรายได้จากสัญญาเช่าการเงิน &amp;nbsp;รวมถึงผลบวกจากปัจจัยของราคาเชื้อเพลิง ที่ปรับตัวลดลงตามสภาวะตลาด นอกจากนี้ บริษัท โกลว์ ไอพีพี 3 ได้รับค่ารอนสิทธิในที่ดินสำหรับการสร้างระบบโครงข่ายไฟฟ้าแรงสูง 500 kV ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นเงิน 223 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผลการดำเนินงานของบริษัทฯ สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งจากการดำเนินงานของบริษัทฯ ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการ Synergy ระหว่าง GPSC และ GLOW ที่เริ่มส่งผลบวกต่อผลประกอบการ รวมไปถึง ปริมาณการใช้ไฟฟ้า และไอน้ำของกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรม ไม่ได้รับผลกระทบมากนักในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19&amp;rdquo; นายชวลิตกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผลการดำเนินงานในรายละเอียดของไตรมาส 2/2563 เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2563 ที่มีกำไรสุทธิเพิ่มสูงขึ้นนั้น เป็นผลมาจากหลายปัจจัย ในส่วนธุรกิจโรงไฟฟ้าผู้ผลิตอิสระ (IPP) มีการปรับเพิ่มขึ้นของอัตราค่าความพร้อมจ่ายของโรงไฟฟ้า IPP ซึ่งเป็นไปตามฤดูกาล และรายได้ที่เพิ่มขึ้นของโรงไฟฟ้าห้วยเหาะ สปป. ลาว ในส่วนธุรกิจโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) กำไรขั้นต้นปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 1 เนื่องจากปริมาณการใช้ไฟฟ้าและไอน้ำของกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมที่เพิ่มสูงขึ้นในส่วนธุรกิจโรงไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (VSPP) กำไรขั้นต้นปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการรับรู้รายได้จากการขายไฟฟ้าของบริษัท โกลบอล รีนิวเอเบิล เพาเวอร์ จำกัด (GRP) และ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ อิจิโนเซกิ-1 (ISP-1) รวมไปถึงรายได้จากการให้บริการรับเหมาออกแบบ และก่อสร้างของบริษัท ผลิตไฟฟ้าและพลังงานร่วม จำกัด (CHPP)
&amp;nbsp;นายชวลิต ยังกล่าวถึงความคืบหน้าในด้านการพัฒนานวัตกรรมพลังงาน โดยล่าสุดคณะกรรมการบริษัทฯ ได้อนุมัติให้มีการลงทุนศูนย์วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีหน่วยกักเก็บพลังงาน (R&amp;amp;D Center) ในวงเงิน 230 ล้านบาท สำหรับทดสอบความปลอดภัยของหน่วยกักเก็บพลังงาน เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นในการใช้ระบบกักเก็บพลังงาน (ESS) มากยิ่งขึ้น โดยในส่วนโรงงานผลิตกำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง และคาดว่าจะสามารถผลิตในเชิงพาณิชย์ได้ในช่วงปลายปีนี้
&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73738</URL_LINK>
                <HASHTAG>GPSC, ชวลิต ทิพพาวนิช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200807/image_big_5f2d376aab6b8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73374</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/08/2020 12:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/08/2020 12:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>GPSC ปลื้มนักลงทุนมั่นใจ ยอดจองกรีนบอนด์ล้น ‘6เท่า’ กว่า 30,000 ลบ. </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ส.ค. 2563 นายชวลิต ทิพพาวนิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC แกนนำนวัตกรรมธุรกิจไฟฟ้ากลุ่ม ปตท. เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัทฯ ได้ออกและเสนอขายหุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม หรือกรีนบอนด์ (Green Bond) และประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง ซึ่งได้ออกและเสนอขายเป็นครั้งแรก หลังจากสำรวจความต้องการของนักลงทุน (Book Building) พบว่ามีความต้องการจองซื้อกว่า 30,000 ล้านบาท สูงกว่ามูลค่าที่เสนอขาย 5,000 ล้านบาท ถึง 6 เท่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเสนอขายหุ้นกู้ครั้งนี้ ถือเป็นการออกหุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมครั้งแรกของบริษัทฯ เป็นหุ้นกู้ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน มูลค่าของหุ้นกู้ที่จะเสนอขายรวม 5,000 ล้านบาท เสนอให้แก่ผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่ โดยจะนำเงินจากการระดมทุนไปใช้ในโครงการพลังงานหมุนเวียน ได้แก่ โครงการโรงไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ และโครงการบริหารจัดการขยะครบวงจร (Waste-to-Energy) ภายใต้กรอบการจัดหาเงินทุนเพื่อโครงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Green Finance Framework) ของบริษัทฯ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของประเทศไทย ที่มีการระดมทุนเพื่อใช้ในโครงการบริหารจัดการขยะครบวงจร โดยปัจจุบัน บริษัทฯ ให้ความสำคัญเป็นอย่างมากในการดำเนินธุรกิจที่มุ่งเน้นการเติบโตที่ยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การออกหุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการจัดหาเงินเพื่อธุรกิจพลังงานหมุนเวียนเป็นครั้งแรก และได้รับการตอบรับจากนักลงทุนกลุ่มสถาบัน และนักลงทุนรายใหญ่ที่ให้ความสำคัญต่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างล้นหลาม สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อบริษัทฯ ทั้งในปัจจุบัน และในระยะยาว&amp;rdquo; นายชวลิต กล่าว

ทั้งนี้ จากความต้องการซื้อที่มีอย่างมากมายของนักลงทุนดังกล่าว ส่งผลให้ GPSC มีต้นทุนในการระดมทุนอยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยหุ้นกู้ชุดนี้แบ่งเป็น 3 ชุด คือ หุ้นกู้ชุดที่ 1 อายุ 5 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 2.11% หุ้นกู้ชุดที่ 2 อายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 2.94% และ หุ้นกู้ชุดที่ 3 อายุ 15 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3.24% โดยมีธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) ทำหน้าที่เป็น Joint Green Structuring Advisors และเป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้

หุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของ GPSC ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือในระดับ AA- จาก บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด สะท้อนถึงสถานะของบริษัทฯ ที่เป็นผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่แห่งหนึ่งของประเทศ และสะท้อนถึงความสำคัญของบริษัทฯ ในฐานะที่เป็นบริษัทหลักของกลุ่มปตท. ที่รับผิดชอบด้านธุรกิจไฟฟ้าและนวัตกรรมพลังงานที่สำคัญ

โดย GPSC มีความมุ่งมั่นที่จะดำเนินธุรกิจด้วยความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม และมุ่งมั่นสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน สอดคล้องตามแนวทาง และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs)

&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73374</URL_LINK>
                <HASHTAG>GPSC, กรีนบอนด์, ยอดจอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200804/image_big_5f28f0fc0a994.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
