<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>113845</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/08/2021 12:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/08/2021 12:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘จิตอาสา กฟผ.’ พลังเล็ก ๆ ที่ทำด้วยใจ เคียงข้างคนไทยทุกวิกฤต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในสถานการณ์โควิด-19 ระบาดที่จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้นแต่ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่เรียกว่า &amp;lsquo;จิตอาสา กฟผ.&amp;rsquo; จากหน่วยงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)ใช้ใจที่มุ่งมั่นเอาชนะความกลัว ออกจากบ้านไปสนับสนุนการช่วยเหลือผู้ป่วยโควิด-19 ท่ามกลางสถานการณ์โรคระบาดที่จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้นอย่างไม่ลดละ เพื่อเป็นอีกหนึ่งพลังความช่วยเหลือในการร่วมบรรเทาวิกฤตด้านสุขภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;สำหรับเรื่องเร่งด่วนที่สุดและมีชีวิตเป็นเดินพันคือการเข้าถึงการรักษาและเตียงที่เพียงพอ &amp;lsquo;จิตอาสา กฟผ. จึงได้ร่วมกับภาครัฐและเอกชนหนุนจัดตั้งศูนย์พักคอยและโรงพยาบาลสนาม&amp;rsquo; โดยจิตอาสา กฟผ. จำนวนมากได้เข้าไปช่วยงานสร้างโรงพยาบาลสนามขนาดใหญ่ เช่นที่โรงพยาบาลสนามใต้ร่มพระบารมี ณ คลังสินค้า 4 สนามบินดอนเมือง กรุงเทพมหานครที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับผู้ป่วยประมาณ 2,000 เตียง จิตอาสา กฟผ. ได้เข้าไปมีส่วนร่วมจัดตั้ง ตั้งแต่การวางระบบไฟฟ้าภายในโรงพยาบาลสนามทั้งหมดขนสิ่งของ ประกอบเตียงสนาม จัดวางเตียง ฟูกนอน หมอนและสิ่งจำเป็นต่าง ๆ รวมไปถึงการสร้างห้องน้ำ 300 ห้อง ซ่อมแซมหลังคาและบริเวณที่ชำรุด ตลอดจนสนับสนุนของกิน ของใช้ หรือสิ่งของจำเป็นอื่น ๆ เพื่อให้พร้อมรองรับผู้ป่วยที่จะเข้ามารับการรักษา และล่าสุด กฟผ. ยังได้ร่วมกับมูลนิธิเขื่อนยันฮี ชวนคนไทยร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการบริจาคสมทบทุนจัดซื้อเตียงสนาม จำนวน 1,000 ชุด เพื่อรองรับผู้ป่วยโควิด-19 ที่เพิ่มสูงขึ้นให้มีพื้นที่รองรับตั้งแต่แรกเริ่ม เพิ่มโอกาสและทางรอด ลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยโควิด-19 ให้ได้มากที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนั้นยังมี &amp;lsquo;จิตอาสาหาเตียงให้ผู้ป่วยโควิด-19 พื้นที่สีแดงเข้ม&amp;rsquo;ทีมจิตอาสา กฟผ. หลายชีวิตได้ร่วมแรงร่วมใจเข้าร่วม&amp;lsquo;โครงการร่วมใจดูแลผู้ป่วย COVID-19&amp;rsquo; ของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) เพื่อเร่งช่วยเหลือในการหาเตียงให้ผู้ป่วยที่ยังไม่ได้รับการจัดสรรเตียงและรอเข้ารับการรักษา ตลอดจนประสานงานการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งเป็นพื้นที่สีแดงเข้มไปยังโรงพยาบาล โรงพยาบาลสนาม หรือ Hospitel ในจังหวัดใกล้เคียง หรือส่งกลับภูมิลำเนาโดยเร็วที่สุดนอกจากนั้นยังได้เข้าร่วมกับสาธารณสุขจังหวัดนนทบุรี (สสจ.นนทบุรี) ภายใต้โครงการคน กฟผ. ร่วมกับ สสจ.นนทบุรี สนับสนุนการประสานงานลงทะเบียนผู้ป่วยโควิด-19 ในจังหวัดนนทบุรีซึ่งจะช่วยเสริมกำลังการทำงานให้กับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัดนนทบุรี เพื่อให้ผู้ป่วยในพื้นที่จังหวัดนนทบุรีเข้าถึงการรักษาได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้นรวมทั้ง &amp;nbsp;&amp;lsquo;จิตอาสาติดตามอาการผู้ป่วย&amp;rsquo; ที่ได้ร่วมกับหน่วยงานสาธารณสุขติดตามสถานการณ์อาการของผู้ป่วยโควิด-19 ตั้งแต่ระยะหาเตียง กระทั่งหายดีและกลับไปกักตัวสังเกตอาการ 14 วัน ต่อที่บ้าน อาทิ ให้คำแนะนำวิธีการปฏิบัติตัวในช่วงของการกักตัว ตลอดจนส่งมอบอาหารแห้ง น้ำ และของใช้จำเป็นไปให้ผู้ป่วยระหว่างการกักตัวที่บ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในอีกมุมหนึ่งยังมี&amp;lsquo;จิตอาสาหนุนการทำงานสนามฉีดวัคซีน&amp;rsquo; สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นภาครัฐจึงต้องเร่งระดมฉีดวัคซีนให้ได้มากและเร็วที่สุดทีมจิตอาสา กฟผ. ก็ได้เข้าไปมีส่วนช่วยทำงานหลังบ้านในการบันทึกข้อมูลของผู้ที่มาฉีดวัคซีน ณ สนามฉีดวัคซีนต่าง ๆ เพื่อแบ่งเบาภาระเจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขให้สามารถบริการฉีดวัคซีนแก่ประชาชนได้อย่างเต็มกำลัง รวดเร็ว ไม่มีสะดุดเพราะยิ่งประชาชนเข้าถึงวัคซีนได้เร็วเท่าไหร่ยิ่งรักษาชีวิตให้ปลอดภัยได้มากเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมถึง &amp;lsquo;จิตอาสาให้บริการงานขนส่ง&amp;rsquo; สนับสนุนการจัดส่งทุกสิ่งของจำเป็นต่อการเอาชนะโควิด-19 ไม่ว่าใกล้หรือไกลก็พร้อมออกเดินทางไปทุกหนแห่งทั่วไทย บรรทุกสิ่งของไม่ว่าจะหนักหรือจะใหญ่แค่ไหนที่ กฟผ. ต้องการส่งต่อด้วยใจ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของจำเป็นทางการแพทย์ต่าง ๆ เจลแอลกอฮอล์ ชุด PPE หมวกคลุมผม ถุงมือทางการแพทย์ ถุงคลุมเท้า และหน้ากากอนามัยจำนวนมากมาย หมวก PAPR และตู้เก็บตู้เก็บสิ่งส่งตรวจเชื้อโควิด-19 จำนวนหลายร้อย เตียงกระดาษและชุดเครื่องนอนนับพัน สิ่งของจำเป็น ถุงยังชีพและน้ำดื่มน้ำใจ กฟผ. นับหมื่น ตลอดจนการให้ความร่วมมือกับภายนอกขนส่งสิ่งของต่าง ๆ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;คงจะไปถึงมือผู้รับปลายทางโรงพยาบาลสนามและศูนย์พักคอยที่ขาดแคลนทุกภูมิภาคทั่วไทยอย่างทันท่วงทีไม่ได้เลย หากขาดศักยภาพด้านการขนส่งและทีมจิตอาสา กฟผ. ที่ออกเดินทางส่งต่อการช่วยเหลือและความห่วงใยอย่างไม่ลดละ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตลอดจน &amp;lsquo;จิตอาสารวมพลังแพ็คถุงยังชีพ&amp;rsquo; ตั้งแต่เริ่มการระบาดของโควิด-19 ในปี 2563 จนถึงปัจจุบัน กฟผ. ได้ส่งมอบ&amp;nbsp;ถุงยังชีพที่เต็มไปด้วยสิ่งของจำเป็นต่าง ๆ อาทิ น้ำดื่ม เครื่องอุปโภคบริโภค อาหารกล่อง และเวชภัณฑ์ ให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมาก ด้วยการสนับสนุนด้านแรงกายและแรงใจของทีมจิตอาสา กฟผ.ทำให้การแพ็คถุงยังชีพในปริมาณมากเสร็จสิ้นภายในเวลาอันรวดเร็ว สามารถส่งมอบถึงมือประชาชนได้อย่างต่อเนื่องและทันท่วงที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แล้วยังมี &amp;lsquo;จิตอาสาผลิตเจลอนามัย &amp;ldquo;น้ำใจ&amp;rdquo; กฟผ.&amp;rsquo; เจลแอลกอฮอลล์ฆ่าเชื้อโรคเป็นสิ่งจำเป็นอันดับต้น ๆ ที่ขาดไม่ได้ใน&amp;nbsp;การรักษาสุขอนามัยท่ามกลางวิกฤตโควิด-19 กฟผ. ได้เปิดพื้นที่โรงผลิตขึ้นภายในสำนักงานใหญ่ โดยควบคุมการผลิตและคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญด้านเคมี ซึ่งผลิตตามสูตรที่ผ่านมาตรฐานสากลภายใต้การร่วมให้คำปรึกษาจากทีมแพทย์ของ กฟผ. ความต้องการใช้ที่มาก ย่อมส่งผลให้กำลังการผลิตและการบรรจุมากตามไปด้วย จิตอาสา กฟผ. หลายร้อยชีวิตจากทุกหน่วยงาน ต้องพลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้าประจำการในแต่ละตำแหน่ง เพื่อเร่งมือประกอบร่างเจลอนามัย &amp;ldquo;น้ำใจ&amp;rdquo; กฟผ. ให้แล้วเสร็จและพร้อมส่งมอบถึงมือบุคลากรทางการแพทย์และประชาชนอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และ &amp;lsquo;จิตอาสาผลิตนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์เสริมแกร่งด่านหน้า&amp;rsquo; ตั้งแต่การระบาดของโควิด-19 ระลอกแรกจิตอาสา กฟผ. ที่มีทักษะวิชาชีพช่างและความชำนาญในการประดิษฐ์นวัตกรรมได้ริเริ่มพัฒนาหมวกป้องกันเชื้อ PAPR ขึ้นภายใต้การดูแลมาตรฐานโดย นพ.อนวัช เสริมสวรรค์ รองคณบดีคณะแพทยศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานให้ดียิ่งขึ้นตามคำแนะนำจากการนำไปทดลองใช้งานจริงของแพทย์โรงพยาบาลรามาธิบดี จนได้เป็นต้นแบบหมวก PAPR รุ่นล่าสุดที่มีความเหมาะสมต่อการใช้งาน โดย กฟผ. วางแผนผลิตและส่งมอบให้โรงพยาบาลทั่วประเทศรวม 1,000 ชุด เพราะตระหนักดีว่านวัตกรรมนี้จะช่วยเพิ่มการไหลเวียนอากาศบริสุทธิ์ปลอดเชื้อมีประโยชน์ต่อการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ที่จำเป็นต้องสวมชุดPPE ตลอดชั่วโมงการทำงานที่หนักหน่วงเพื่อดูแลรักษาชีวิตผู้ป่วยโควิด-19 &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนั้นจิตอาสา กฟผ. ยังได้ผลิตตู้เก็บสิ่งส่งตรวจเชื้อโควิด-19ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการสัมผัสสาร คัดหลั่งและจำกัดพื้นที่การฟุ้งกระจายสารคัดหลั่งของผู้ป่วย เสริมความปลอดภัยระหว่างการตรวจโรคของบุคลากรทางการแพทย์อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในช่วงเวลาที่วิกฤตที่สุด &amp;lsquo;จิตอาสา กฟผ.&amp;rsquo;พร้อมทุ่มเทแรงกายและแรงใจ ที่แม้มีเงินมากมายก็หาซื้อไม่ได้ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือสังคม จากพลังเล็ก ๆ รวมกันเป็นพลังสร้างสรรค์สิ่งที่ยิ่งใหญ่ กฟผ. จะทำอย่างสุดกำลังพร้อม&amp;nbsp;&amp;nbsp; เคียงข้างคนไทยผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113845</URL_LINK>
                <HASHTAG>hospitel, กฟผ., การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, จิตอาสา กฟผ, จิตอาสาติดตามอาการผู้ป่วย, จิตอาสาผลิตนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์เสริมแกร่งด่านหน้า, จิตอาสาผลิตเจลอนามัย “น้ำใจ” กฟผ., จิตอาสารวมพลังแพ็คถุงยังชีพ, จิตอาสาหนุนการทำงานสนามฉีดวัคซีน, จิตอาสาหาเตียงให้ผู้ป่วยโควิด-19 พื้นที่สีแดงเข้ม, จิตอาสาให้บริการงานขนส่ง, นพ.อนวัช เสริมสวรรค์, น้ำใจ, บริจาคสมทบทุนจัดซื้อเตียงสนาม, ภาครัฐและเอกชน, มุ่งมั่นเอาชนะความกลัว, มูลนิธิเขื่อนยันฮี, ศูนย์พักคอยและโรงพยาบาลสนาม, สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ, สพฉ., หมวกป้องกันเชื้อ PAPR, โรงพยาบาลสนาม, โรงพยาบาลสนามใต้ร่มพระบารมี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210819/image_big_611ded3674f64.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113694</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/08/2021 10:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/08/2021 10:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ถอดรหัสจาก “ภูเก็ต” สู่ “สมุยโมเดล” พลิกโฉมท่องเที่ยวไทยมาตรฐานใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อพท. ดึงผู้เชี่ยวชาญ ถกโมเดล Phuket Sandbox และ&amp;nbsp; Samui Plus Model&amp;nbsp; ถอดรหัสความสำเร็จเกิดจากการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย พลิกคัมภีร์บูมท่องเที่ยวแบบเดิม&amp;nbsp; ใช้เทคโนโลยีควบคู่กฏเข้มด้านสาธารณะสุข ดึงความเชื่อมั่น เล็งขยายผลส่งต่อนักท่องเที่ยวไปยังแหล่งท่องเที่ยวอื่น&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในการประชุมผู้เชี่ยวชาญ (Expert Meeting) เพื่อเตรียมความพร้อมรับฤดูกาลท่องเที่ยว ครั้งที่ 2 ภายใต้หัวข้อ &amp;ldquo;Digital Platform และเอกภาพระหว่างหน่วยงานของรัฐ ความสำเร็จในการปกป้องชุมชนและนักท่องเที่ยวจาก COVID-19&amp;rdquo; ผ่านระบบ Zoom Meeting และระบบ Facebook Live by DASTA Academy&amp;nbsp; นาวาอากาศเอก อธิคุณ คงมี ผู้อำนวยการองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. เปิดเผยว่า ได้เชิญผู้เชี่ยวชาญมาร่วมกันวิเคราะห์และถอดบทเรียนโมเดลการเปิดการท่องเที่ยวในพื้นที่เป้าหมายระยะต่อไปของไทย โดยนำ 2 พื้นที่คือ ภูเก็ต และสมุย ซึ่งเปิดรับท่องเที่ยวไปแล้วภายใต้มาตรการป้องกันโควิด -19 มาเป็นแนวทางการให้บริการ รวมถึงการมุ่งพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้เป็นไปตามเกณฑ์การท่องเที่ยวยั่งยืนโลก (GSTC) โดยจะสะท้อนให้เห็นว่า แหล่งท่องเที่ยวหลักและแหล่งท่องเที่ยวโดยชุมชนจะต้องได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้ทั้งทางด้านการบริหารการจัดการท่องเที่ยว การจัดทำเส้นทางการท่องเที่ยว รวมถึงการทำตลาดรูปแบบใหม่ๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ความสำเร็จที่เกิดขึ้นของ ภูเก็ต และสมุย มาจากการเตรียมความพร้อม และปรับรูปแบบการให้บริการให้สอดรับกับวิถีของคนในท้องถิ่นและชุมชน&amp;nbsp; รวมถึงการพัฒนาระบบดิจิทัลแพลตฟอร์มเพื่อให้บริการกับนักท่องเที่ยวที่เป็นไปตามมาตรฐานทางสาธารณสุข ซึ่งจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นจากนักท่องเที่ยว รวมถึงมีระบบการติดตามและเฝ้าระวังอย่างเคร่งครัด&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ททท. เล็งใช้ความสำเร็จ ส่งต่อนักท่องเที่ยวไปยังแหล่งอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร รองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลาง และอเมริกา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)&amp;nbsp; กล่าวว่า ความท้าท้ายการเปิดรับนักท่องเที่ยวของทั้งสองพื้นที่&amp;nbsp; มีความแตกต่างในเรื่องของวิธีการคัดกรองนักท่องเที่ยว แต่ก็เป็นที่ยอมรับของนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่มีความเข้าใจในแนวทางการปฏิบัติร่วมกัน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;การตัดสินใจเดินหน้าทั้ง 2 โครงการ ช่วยให้การท่องเที่ยวของไทย ยังอยู่ในเส้นทางของสายการบินจากทั่วโลก และเป้าหมายการเดินทางของนักท่องเที่ยวได้ทันไฮซีซั่นปลายปีนี้และต้นปีหน้า ซึ่งความสำเร็จที่เกิดขึ้นมาจากความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เป็นการทำงานที่ทุกคนต้องก้าวผ่านกำแพงจากการแข่งขันมาสู่การแชร์ข้อมูลอย่างบูรณาการ และจะเกิดเป็นบิ๊กดาต้าในที่สุด ซึ่งทุกอย่างที่กำหนดไว้เกิดจากการไตร่ตรองภายใต้กฎของสาธารณสุข&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดังนั้นการขยายพื้นที่เพื่อการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างๆ จำเป็นอย่างยิ่งอาจต้องอาศัยจุดแข็งของ Phuket Sandbox&amp;nbsp; และ&amp;nbsp;&amp;nbsp; Samui Plus&amp;nbsp; Model&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นจุดที่จะส่งต่อนักท่องเที่ยวไปยังแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ เพื่อกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวให้เกิดขึ้นมากที่สุด เพราะการท่องเที่ยวที่จะเกิดขึ้นในอนาคต คงไม่สามารถนำรูปแบบเดิมเช่นสินค้าและบริการมาเป็นจุดขายได้&amp;nbsp; ดังนั้นการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในประเทศ จำเป็นต้องปรับตัว พร้อมแก้ไขปัญหา ควบคู่ไปกับการพัฒนา โดยต้องอาศัยเทคโนโลยีและการเชื่อมโยงของแหล่งท่องเที่ยวที่มีศักยภาพ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; แอปพลิเคชันหมอชนะ มีส่วนสำคัญกับความสำเร็จครั้งนี้และสามารถนำไปใช้ในพื้นที่ท่องเที่ยวอื่นๆทั่วประเทศ โดยไม่ต้องพัฒนาแอปพลิเคชันใหม่ ทำให้ประเทศไทยมีข้อมูลที่อัพเดทชัดเจน นำไปสู่การปรับปรุงการให้บริการและการบริหารความเสี่ยงด้านความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวและชุมชนในอนาคตได้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เลย&amp;rdquo; เตรียมพร้อมรับนักท่องเที่ยว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายชัยธวัช เนียมศิริ&amp;nbsp; ผู้ว่าราชจังหวัดเลย กล่าวว่า&amp;nbsp; ได้ร่วมกับ อพท. โดยสำนักงานพื้นที่พิเศษ 5 จังหวัดเลย ดำเนินการใน 2 ส่วน&amp;nbsp; ซึ่งส่วนแรกคือ การควบคุมการแพร่ระบาด ด้วยการจัดทำแอปพลิเคชันไทเลย ให้นักท่องเที่ยวหรือผู้ที่เดินทางเข้ามาจังหวัดเลยต้องดาวน์โหลด เพื่อจะได้รับทราบข้อมูลและติดตามผล ได้แก่ เดินทางมาจากพื้นที่ใด มีความเสี่ยงแค่ไหน ติดตามต่อไปว่าเมื่อเข้ามาแล้วเดินทางไปพำนักในอำเภอใด หรือที่ใด&amp;nbsp; หากมีการตรวจพบว่าติดเชื้อโควิด-19 จะส่งเข้าสถานที่กักตัวเพื่อรักษาให้หายก่อน ส่วนที่ 2 คือการเตรียมความพร้อม โดยใช้ช่วงเวลาที่ยังไม่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาระหว่างนี้ ก็ดำเนินการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคในพื้นที่ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว การปรับปรุงภูมิทัศน์ การพัฒนาเมนูอาหารถิ่น การพัฒนาศักยภาพคนตั้งแต่พนักงานของสถานประกอบการ และนักสื่อความหมายชุมชน&amp;nbsp; ซึ่งมั่นใจว่าเมื่อรัฐบาลเปิดให้เดินทางได้ จังหวัดเลยจะพร้อมรับนักท่องเที่ยวได้ทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นางอทิตยาธร วินไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า&amp;nbsp; นอกจากเรื่องการบริหารจัดการระบบสาธารณสุข ให้ประชาชนได้รับวัคซีนโดยเร็ว และมี Hospitel&amp;nbsp; และศูนย์พักคอย เพื่อรองรับผู้ติดเชื้อ และในระหว่างที่ยังไม่มีนักท่องเที่ยวในช่วงนี้ ทางจังหวัดยังได้เตรียมความพร้อม เมื่อสถานการณ์แพร่ระบาดคลี่คลาย ก็พร้อมจะเปิดเมือง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในจังหวัดโดยเร็ว ซึ่งจะดึงจุดเด่นของจังหวัดเชียงรายคือด้านวัฒนธรรม ศิลปะต่างๆ มาสร้างความเข้มแข็งและความสมดุล และมีเป้าหมายในการเป็นเมืองแห่งสุขภาพ (WELLNESS)&amp;nbsp; ทั้งอาหาร สภาพอากาศ และวัฒนธรรม ดังนั้นปลายปีนี้มั่นใจว่า เชียงรายสามารถเปิดรองรับนักท่องเที่ยวได้อย่างแน่นอน&amp;rdquo;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ภาคการท่องเที่ยวไทยถือว่าเป็นหนึ่งในภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิดสูง การระดมความคิดเห็นในครั้งนี้จึงเป็นการบูรณาการองค์ความรู้และแนวทางปฏิบัติร่วมกันขององค์กรที่เกี่ยวข้องกับภาคการท่องเที่ยว ที่จะนำไปสู่การสร้างศักยภาพให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในพื้นที่ ทั้งเมืองหลัก เมืองรอง และพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ให้สามารถรองรับกับสถานการณ์การท่องเที่ยวในอนาคตตามเป้าหมายของรัฐบาล และยุทธศาสตร์การท่องเที่ยว 20 ปี ได้อย่างมีประสิทธิภาพ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113694</URL_LINK>
                <HASHTAG>Digital Platform และเอกภาพระหว่างหน่วยงานของรัฐ ความสำเร็จในการปกป้องชุมชนและนักท่องเที่ยวจาก COVID-19, Expert Meeting, hospitel, Phuket Sandbox, Samui Plus Model, WELLNESS, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.), การองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน), ถกโมเดล, ถอดรหัสความสำเร็จ, นางอทิตยาธร วินไชยธนวงศ์, นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย, นายชัยธวัช เนียมศิริ, นายศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร, นาวาอากาศเอก อธิคุณ คงมี, ผู้ว่าราชจังหวัดเลย, พัฒนาระบบสาธารณูปโภค, ศูนย์พักคอย, อพท., อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว, เกณฑ์การท่องเที่ยวยั่งยืนโลก (GSTC), เตรียมความพร้อมรับฤดูกาลท่องเที่ยว, เปิดเมือง, เมืองแห่งสุขภาพ, แอปพลิเคชันหมอชนะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210818/image_big_611c77ede0b97.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111536</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/07/2021 15:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/07/2021 15:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ภาคเอกชนจับมือกันร่วมจัดตั้งโรงพยาบาลสนาม ที่บางนาตราด กม.5 รับผู้ป่วยได้ 450 เตียง เปิดรับผู้ป่วยต้นสิงหาคม เพื่อสอดรับนโยบายภาครัฐ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จากการระบาดของไวรัสโควิด-19 รอบที่ 3 ที่ประสบปัญหาผู้ป่วยล้น จนเตียงในโรงพยาบาลทั้งภาคเอกชน และภาครัฐ รับผู้ป่วยเต็มหมด ซึ่งภาครัฐก็ได้เร่งจัดตั้งโรงพยาบาลสนาม และได้พยายามขยายงานในการให้ผู้ป่วยได้เข้าถึงการดูแลรักษาได้เร็วขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการบรรเทาปัญหาที่เกิดจากการระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทย โรงพยาบาลในเครือพริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ จึงได้จับมือกับภาคเอกชนและมูลนิธิ เพื่อก่อตั้งโครงการโรงพยาบาลสนามที่ได้มาตรฐานตามแนวทางของกระทรวงสาธารณสุข โดยได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐอีกหลายหน่วยงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ผู้ร่วมก่อตั้งโรงพยาบาลสนาม ได้แก่ โรงพยาบาลในเครือพริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์, MQDC, อีอีซี เอ็นจิเนียริ่ง เน็ทเวิร์ค, ทีแอนด์บี มีเดีย โกลบอล&amp;nbsp; และมูลนิธิธนินท์ เทวี เจียรวนนท์, มูลนิธิอริยวรารมย์, มูลนิธิพุทธรักษา&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยแต่ละภาคีเครือข่ายได้ร่วมมือกันด้านการก่อสร้าง ด้านระบบปรับอากาศ การบำบัดน้ำเสีย เพื่อให้เกิดความปลอดภัยขั้นสูงสุดของผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงผู้ปฏิบัติงานทั้งหมดในศูนย์ และสภาพแวดล้อมโดยรวม และด้านการจัดส่งทีมแพทย์และพยาบาล เพื่อการดูแลรักษา และสาธารณสุขให้กับผู้ป่วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้านมูลนิธิที่เข้ามาร่วมเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง ได้แก่ มูลนิธิธนินท์ เทวี เจียรวนนท์, มูลนิธิอริยวรารมย์ และมูลนิธิพุทธรักษา จะให้ความร่วมมือและสนับสนุนต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โรงพยาบาลสนามดังกล่าว ตั้งอยู่ที่ซอยวัดปลัดเปรียง ถนนบางนาตราด กม.5 ต.บางแก้ว อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ โดยตัวโรงพยาบาลจะเป็นเต็นท์ขนาดใหญ่ ติดระบบปรับอากาศ และระบบการระบายอากาศ ที่ปลอดภัยทั้งภายในโรงพยาบาล และภายนอก จำนวน 6 เต็นท์ผู้ป่วย รวม 450 เตียง โดยจะรับผู้ป่วยสีเขียว และสีเหลืองอ่อน และมีโรงพยาบาลในเครือพริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ รองรับสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการเปลี่ยนเป็นหนักขึ้น โดยโรงพยาบาลได้ขยายห้องผู้ป่วย ICU เพิ่มเติม สำหรับผู้ป่วยทั่วไป และผู้ป่วยจากโรงพยาบาลสนาม &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นพ.อธิวัฒน์ น้อยประสิทธิ์ Chief Performance Coach, Risk and Quality Officer บริษัท พริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ จำกัด และผู้อำนวยการโรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ&amp;nbsp; กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดตั้งโรงพยาบาลสนาม &amp;ldquo;ถือเป็นครั้งแรกที่ภาคเอกชนโดยโรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ ในเครือบริษัทพริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ ได้ร่วมมือกับทาง MQDC, อีอีซี เอ็นจิเนียริ่ง เน็ทเวิร์ค, ทีแอนด์บี มีเดีย โกลบอล&amp;nbsp; และมูลนิธิธนินท์ เทวี เจียรวนนท์, มูลนิธิอริยวรารมย์, มูลนิธิพุทธรักษา&amp;nbsp; ได้ร่วมมือกัน โดยมีเทศบาลตำบลบางแก้ว และทางจังหวัดสมุทรปราการ ให้การสนับสนุนตามข้อกำหนดทางภาครัฐในการจัดตั้ง โรงพยาบาลสนาม แห่งนี้ขึ้นในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ เนื่องจากเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด พื้นที่หนึ่ง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิในเครือพริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ ตั้งอยู่ห่างจากโรงพยาบาลสนาม เพียง 5 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางไม่ถึง 10 นาที และเรามีการสนับสนุนบุคลากรการแพทย์จากโรงพยาบาลในเครือพริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ อีก 11&amp;nbsp; สาขาร่วมมือด้วย ทั้งด้านเครื่องมือและบุคลากรการแพทย์เพื่อรับมือสถานการณ์การระบาด โดยเราติดตามอาการของคนไข้ผ่านระบบ TeleHealth อย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกันผู้ป่วยโควิด-19 ที่รักษาตัวอยู่โรงพยาบาลในปัจจุบันใกล้เต็มศักยภาพการรองรับ เช่นเดียวกับฮอสพิเทล (Hospitel) 3 แห่งอีกรวม 400 เตียงที่มีอัตราครองเตียงเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ตลอดเวลา และยังมีการพักรักษาตัวโดยแยกกักตัวที่บ้าน (Home Isolation) ตามเกณฑ์ผู้ป่วยอาการไม่รุนแรง(สีเขียว) อีกหลายร้อยคน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การจัดตั้งโรงพยาบาลสนาม โดยความร่วมมือภาคเอกชนเป็นแห่งแรก และได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการช่วยชุมชนสังคมในและนอกพื้นที่แล้ว ยังเป็นการแบ่งเบาภาระให้กับบุคลากรทางการแพทย์ และทำให้การตรวจค้นหาเชิงรุกของโรงพยาบาลเดินหน้าได้อย่างเต็มที่ในการแยกผู้ป่วยไม่มีอาการ หรืออาการน้อยออกมารักษาที่โรงพยาบาลสนาม หากมีอาการเปลี่ยนแปลงหรือทรุดลงจะดำเนินการรับตัวเข้ามารักษาในโรงพยาบาลทันที ซึ่งทางโรงพยาบาลได้มีการลงทุนขยายห้องผู้ป่วย ICU เพิ่มขึ้นอีก 60 ห้อง รวมเป็น 85 ห้อง&amp;nbsp; ส่วนหนึ่งเพื่อเป็นการรองรับการขยายโรงพยาบาลสนามในกรณีที่ผู้ป่วยอาการทรุดลง และต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล จะสามารถดูแลรักษาและรองรับผู้ป่วยได้อย่างทันท่วงที&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายวิสิษฐ์ มาลัยศิริรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MQDC) กล่าวว่า &amp;quot;ในด้านการก่อสร้างลักษณะของอาคารเป็นโครงสร้างประกอบ เพื่อทำให้สามารถก่อสร้างได้รวดเร็ว&amp;nbsp; ภายในจะมีการเพิ่มความปลอดภัยด้านสุขภาพ ทั้งของผู้ป่วย และบุคลากรสนับสนุนในโรงพยาบาลสนาม&amp;nbsp;อาทิ ใช้สีแบ่งโซนการใช้งานอย่างชัดเจน&amp;nbsp;&amp;nbsp; เช่น โซนแดง คือโซนผู้ป่วย โซนเขียว โซนปลอดภัย สำหรับกลุ่มบุคลากร ในช่วงพักผ่อน&amp;nbsp; พร้อมทั้งได้รับการสนับสนุนการก่อสร้างจากบริษัทก่อสร้างชั้นนำที่ได้มาตรฐาน จำนวน 8 บริษัทที่เป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับเรา อาทิ สี่พระยาก่อสร้าง วิศวภัทร์&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นต้น&amp;nbsp; การแบ่งพื้นที่ใช้สอยหลักเพื่อรองรับผู้ป่วยจำนวน&amp;nbsp;450 เตียง แบ่งเป็นผู้ป่วยชาย 225 ผู้ป่วยหญิง 225&amp;nbsp;เน้นรับผู้ป่วยสีเขียวเป็นหลัก&amp;nbsp; และได้แบ่งพื้นที่ ไว้รองรับสำหรับผู้ป่วยระดับสีเหลืองอ่อน&amp;nbsp; จำนวน&amp;nbsp; 20 เตียง พร้อมทั้งอุปกรณ์จำเป็นสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ระบบ oxygen ได้จัดเครื่องช่วยหายใจ&amp;nbsp; (Highflow)&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไว้สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการหนัก และ มีอาการเชื้อลงปอด &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; รวมทั้งได้รับการสนับสนุนจากบริษัท โอโบดรอยด์ คอร์ปอเรชั่น จัดให้มีหุ่นยนต์ส่งของ &amp;ldquo;ปิ่นโต&amp;rdquo; ซึ่งเป็นหุ่นยนต์ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในโรงพยาบาลต่างๆ ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ระบาดนี้ จำนวน 12 ตัว ทำหน้าที่รับส่งยา อาหาร เครื่องดื่ม และพัสดุจำเป็นใดๆแก่ผู้ป่วย เพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อของเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้ ยังได้นำระบบการสื่อสารทางไกล ระหว่างบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วย &amp;ldquo;ไข่ต้ม Hospital&amp;rdquo;&amp;nbsp; ซึ่งเป็นระบบ telemedicine ที่พัฒนาโดยบริษัท โอโบดรอยด์ คอร์ปอเรชั่น มาช่วยในการสื่อสารและติดตามอาการผู้ป่วย เพื่อลดความเสี่ยงของบุคคลากร&amp;nbsp; ประหยัดการใช้อุปกรณ์ป้องกันและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของเจ้าหน้าที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทาง MQDC ต้องขอขอบคุณโรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ และผู้ร่วมก่อตั้งทุกภาคี รวมถึงทางภาครัฐ คือ เทศบาลตำบาลบางแก้ว จังหวัดสมุทรปราการ และหน่วยงานทุกภาคส่วนที่ให้โอกาสเราได้ร่วมทำโครงการนี้ครับ&amp;rdquo;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายเกชา ธีระโกเมน ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท อีอีซี เอ็นจิเนียริ่ง เน็ทเวิร์ค จำกัด กล่าวว่า &amp;ldquo;ถือเป็นโอกาสอันดีของกลุ่มบริษัทอีอีซี พนักงาน และครอบครัวทุกคน ที่ได้มีโอกาสร่วมกันจัดตั้งโรงพยาบาลสนามนี้ โดย อีอีซี ซึ่งเป็นผู้ชำนาญการในการออกแบบสถานพยาบาลมากกว่า 40 ปี ได้จัดเตรียมโรงพยาบาลสนามแห่งนี้ให้มีมาตรฐาน และป้องกันความเสี่ยงจากการติดเชื้อทางอากาศ เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์อย่างดีที่สุด &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ โถงผู้ป่วยจัดให้มีระบบปรับอากาศ ที่จ่ายลมเย็นที่เป็นอากาศที่ผ่านการกรองอากาศจากภายนอก 100% หรือ All fresh air โดยอากาศที่จ่ายให้ผู้ป่วยทุกคนมาจากภายนอกอาคารนำมาผ่านการกรองให้สะอาดและทำให้เย็น การจ่ายความเย็นจะจ่ายที่เตียงผู้ป่วยแต่ละเตียงโดยเฉพาะ เพื่อควบคุมความสะอาดและทิศทางการไหลของอากาศจากปลายเตียงและถูกดูดออกด้วยพัดลมระบายอากาศที่หัวเตียง ดังนั้นอากาศที่ผู้ป่วยแต่ละเตียงได้รับจะไม่ใช่อากาศหมุนเวียนมาจากพื้นที่อื่นๆภายในอาคาร &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ความดันอากาศของโรงพยาบาลได้ออกแบบให้มีความดันเป็นลบเพื่อป้องกันเชื้อไม่ให้แพร่กระจายไปพื้นที่โดยรอบ อากาศก่อนปล่อยออกภายนอกอาคารจะถูกกรองผ่าน HEPA filter ซึ่งมีประสิทธิภาพการกรอง 99.9% และฆ่าเชื้อด้วย UVGI และปล่อยออกที่ระดับสูงเหนือลมขึ้นไป ทิศทางการไหลของอากาศและความดันอากาศแต่ละพื้นที่ได้ถูกออกแบบวางผังเพื่อแยกส่วนพื้นที่อากาศสะอาดและอากาศปนเปื้อนออกจากกัน ทั้งนี้เพื่อดูแลให้บุคลากรด่านหน้าของเรามีความปลอดภัยสูงสุดครับ&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายเอกศิษฐ์ เฉลิมรัฐวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายผลิตและฝ่ายทรัพยากรบุคคล บริษัท ทีแอนด์บี มีเดีย โกลบอล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า &amp;ldquo;ทีแอนด์บีฯ และบริษัทในเครือ มีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมในการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามในครั้งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้วยจำนวนผู้ป่วยโควิด-19 ที่เพิ่มมากขึ้นในแต่ละวัน ทำให้จำนวนเตียงในโรงพยาบาลมีไม่เพียงพอต่อการรองรับ การสร้างโรงพยาบาลสนามจึงเป็นอีกหนึ่งหนทางที่จะช่วยแก้ไขปัญหานี้&amp;nbsp;อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการรักษาพยายาลของประชาชนและสนับสนุนการดำเนินการขยายโรงพยาบาลสนามซึ่งทางภาครัฐกำลังเร่งจัดตั้ง โดยเครือข่ายพันธมิตรที่ร่วมกันปฏิบัติภารกิจในครั้งนี้อย่าง โรงพยาบาลในเครือพริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์, MQDC, อีอีซี เอ็นจิเนียริ่ง เน็ทเวิร์ค, มูลนิธิธนินท์ เทวี เจียรวนนท์, มูลนิธิอริยวรารมย์ และมูลนิธิพุทธรักษา ต่างร่วมมือกันในการทำให้งานนี้ให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินการระดมทุน ดำเนินงานจัดสร้างและตั้งระบบต่างๆ และอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยให้กับผู้ป่วย บุคลากรทางการแพทย์ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โรงพยาบาลสนามแห่งนี้จึงเปรียบเสมือนแสงแห่งความหวังซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของภาคเอกชน ที่อาสาเป็นอีกแรงหนึ่งในการช่วยเหลือสังคม บรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนคนไทย และแบ่งเบาภาระหน้าที่ของทางภาครัฐ เพื่อให้ประเทศไทยฝ่าวิกฤตของผลกระทบการแพร่ระบาดของโควิด-19 ไปด้วยกันให้ได้ทุกภาคส่วน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โรงพยาบาลสนาม จะเปิดรับผู้ป่วยในเดือนสิงหาคมนี้ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้าง และการดำเนินการ สำหรับช่องทางการติดต่อจะแจ้งให้ทราบทางสื่อต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111536</URL_LINK>
                <HASHTAG>All fresh air, Home Isolation, hospitel, MQDC, กระทรวงสาธารณสุข, กลุ่มบริษัท อีอีซี เอ็นจิเนียริ่ง เน็ทเวิร์ค จำกัด, ขยายห้องผู้ป่วย ICU, ทีแอนด์บี มีเดีย โกลบอล, นพ.อธิวัฒน์ น้อยประสิทธิ์, นายวิสิษฐ์ มาลัยศิริรัตน์, นายเกชา ธีระโกเมน, นายเอกศิษฐ์ เฉลิมรัฐวงศ์, บริษัท ทีแอนด์บี มีเดีย โกลบอล (ประเทศไทย), บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด, บริษัท โอโบดรอยด์ คอร์ปอเรชั่น, บางนาตราด กม.5, ผู้ป่วยล้น, ภาคเอกชน, มูลนิธิธนินท์ เทวี เจียรวนนท์, มูลนิธิพุทธรักษา, มูลนิธิอริยวรารมย์, ระบบ TeleHealth, อีอีซี เอ็นจิเนียริ่ง เน็ทเวิร์ค, ฮอสพิเทล, ะบบ telemedicine, โรงพยาบาลสนาม, โรงพยาบาลในเครือพริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์, ไข่ต้ม Hospital</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210729/image_big_6102616a1ac18.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108055</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/06/2021 16:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/06/2021 16:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กทม. เปิด hospitel รับโควิดเขียวอีก 4,424 เตียง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
29 มิ.ย.64- &amp;nbsp;พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุมการบริหารจัดการเตียงสำหรับรองรับผู้ป่วยโควิด-19 ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยมี ผู้บริหารกรุงเทพมหานคร สำนักการแพทย์ สำนักอนามัย และผู้ที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม ณ ห้องรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการ กทม.(เสาชิงช้า)ผู้ว่าฯกทม. กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ขยายวงกว้างและมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากในพื้นที่กทม. ดังนั้น เพื่อเพิ่มศักยภาพการดูแลรักษาผู้ป่วย รวมทั้งป้องกันและควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค กรุงเทพมหานครจะเพิ่มเตียงสำหรับรองรับผู้ป่วยที่ไม่แสดงอาการหรือแสดงอาการเล็กน้อย (สีเขียว) โดยการจัดตั้งโรงพยาบาลโรงแรม (Hospitel) เพิ่มเติมโดยร่วมกับโรงพยาบาลเอกชนในการสังเกตอาการและดูแลรักษาผู้ป่วย ประกอบด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;รร. Two Three Hotel ร่วมกับรพ.เกษมราษฎร์ รองรับได้ 250 เตียง เปิดให้บริการวันที่ 27 มิ.ย.64 รร. ณ เดอะ กรีน โฮเทล ร่วมกับ รพ.เกษมราษฎร์ รองรับได้ 1,000 เตียง เปิดให้บริการวันที่ 29 มิ.ย.64 รร.Twin Tower ร่วมกับรพ.ธนบุรี รองรับได้ 250 เตียง เปิดให้บริการวันที่ 30 มิ.ย.64 รร.บาร์ซ่าโฮเทล ร่วมกับรพ.ปิยะเวท รองรับได้ 300 เตียง &amp;nbsp;เปิดให้บริการวันที่ 1 ก.ค.64 รร.SD Avenue Hotel ร่วมกับรพ.เกษมราษฎร์ รองรับได้ 900 เตียง &amp;nbsp;เปิดให้บริการวันที่ 1 ก.ค.64 รร.IBIS รามคำแหง ร่วมกับรพ.เกษมราษฎร์ รองรับได้ 500 เตียง เปิดให้บริการวันที่ 1 ก.ค.64 รร.Siam @Siam ร่วมกับรพ.ธนบุรี รองรับได้ 300 เตียง &amp;nbsp;เปิดให้บริการวันที่ 5 ก.ค.64 รร.Baiyok ร่วมกับรพ.ธนบุรี รองรับได้ 400 เตียง &amp;nbsp;เปิดให้บริการวันที่ 5 ก.ค.64 รร.Grand howard ร่วมกับรพ.ธนบุรี รองรับได้ 380 เตียง &amp;nbsp;เปิดให้บริการวันที่ 5 ก.ค.64&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
และศูนย์ฝึกอบรมสถาบันพัฒนาข้าราชการกรุงเทพมหานคร(หนองจอก) ร่วมกับรพ.สหวิทยาการมะลิ รองรับได้ 144 เตียง(อยู่ระหว่างการประสาน) รวมจำนวนเตียงทั้งหมด 4,424 เตียง โดยในวันพรุ่งนี้(30 มิ.ย.64) จะทยอยย้ายผู้ป่วยจากรพ.สนามราชพิพัฒน์ 1 เขตทวีวัฒนา วันละ 50 คน มารับการรักษาและสังเกตอาการที่ รร.Twin Tower เมื่อทำการย้ายผู้ป่วยครบจะทำการปรับพื้นที่รพ.สนามราชพิพัฒน์ 1 ให้เป็นรพ.สำหรับรองรับผู้ป่วยที่แสดงอาการ(สีเหลือง)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับการนำส่งผู้ป่วยเข้าระบบการรักษาในโรงพยาบาล หลังจากนี้เมื่อมีเตียงรองรับผู้ป่วยเพิ่มขึ้น ศูนย์เอราวัณจะสามารถนำส่งผู้ป่วยตกค้างในพื้นที่และนำส่งผู้ป่วยเข้ารับการรักษาได้ทั้งหมดภายในเวลาอันรวดเร็ว
ทั้งนี้ โรงพยาบาลที่รองรับผู้ป่วยโควิดที่แสดงอาการ(สีเหลือง และสีแดง) กรุงเทพมหานครได้เตรียมสถานที่เพื่อรองรับผู้ป่วย ดังนี้ รพ.สนามราชพิพัฒน์ 1 รองรับผู้ป่วยสีเหลือง 150 เตียง ผู้ป่วยสีแดง 40 เตียง เปิดให้บริการวันที่ 10 ก.ค.64 รพ.ผู้สูงอายุบางขุนเทียน รองรับผู้ป่วยสีเหลือง 140 เตียง ผู้ป่วยสีแดง 16 เตียง เปิดให้บริการวันที่ 10 ก.ค.64 และโรงพยาบาลสนามกองทัพบก พื้นที่มณฑลทหารบกที่ 11 รองรับผู้ป่วยสีเหลือง 200 เตียง ผู้ป่วยสีแดง 55 เตียง เปิดให้บริการวันที่ 2 ก.ค.64 รวมจำนวนเตียงรองรับผู้ป่วยสีเหลือง 490 เตียง และเตียงรองรับผู้ป่วยสีแดง 111 เตียง
&amp;mdash;&amp;mdash;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108055</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด19, hospitel, กทม., พล.ต.อ. อัศวิน ขวัญเมือง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210629/image_big_60daec3ab0484.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101032</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/04/2021 12:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/04/2021 12:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>PRINC เปิดตัว Hospitel รองรับผู้ป่วยโควิดเพิ่ม </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 เมษายน 2564 นายธานี มณีนุตร์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการด้านงานพัฒนาธุรกิจ บริษัท พริ้นซิเพิล แคปิตอล จำกัด (มหาชน) (PRINC) ผู้ดำเนินธุรกิจโรงพยาบาลและธุรกิจเพื่อสุขภาพ ภายใต้การดำเนินงานของ บริษัท พริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ จำกัด กล่าวว่า ในปัจจุบันโรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ ได้ขยายศักยภาพของการรองรับผู้ป่วยโควิด-19 ภายในพื้นที่ของโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 100-120 เตียง นับตั้งแต่การระบาดระลอกเดือนเมษายน และร่วมมือกับโรงแรมจัดตั้งหอผู้ป่วยเฉพาะกิจโควิด-19 หรือ Hospitel ขึ้น โดยผู้ป่วยสามารถใช้สิทธิประกันสุขภาพหรือสิทธิ UCEP แล้วแต่กรณี เพื่อเป็นทางเลือกให้แก่ผู้ป่วยอีก 70 เตียง ที่โรงแรม เกต 43 แอร์พอร์ท (Gate43 Airport Hotel) ถือเป็น Hospitel แห่งแรกในจังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเพิ่งเริ่มเปิดให้บริการในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ตั้งอยู่ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ และยังใกล้โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิอีกด้วย ทำให้มั่นใจได้ว่าการส่งต่อผู้ป่วยมารักษายังโรงพยาบาลสามารถทำได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงที

นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างการจัดหา Hospitel เพิ่มเติมเพื่อรองรับผู้ป่วยโควิด-19 เพิ่มเติมอีกไม่ต่ำกว่า 100 เตียง สำหรับผู้ติดเชื้อ COVID-19 ที่ไม่มีอาการหรือมีอาการไม่รุนแรง ไม่มีโรคแทรกซ้อน มีทางเลือกที่จะสามารถเข้าพักรักษาตัวใน Hospitel โดยสามารถใช้สิทธิประกันสุขภาพหรือสิทธิ UCEP ได้แล้วแต่กรณี โดยมีทีมบุคลากรทางการแพทย์ประจำเพื่อดูแลคนไข้ และใช้การสื่อสารผ่านระบบ Telemedicine บน PRINC HEALTH App เพื่อความปลอดภัย คนไข้จะได้รับบริการอาหารและยา รวมทั้งการติดตามและประเมินอาการจากบุคลากรการแพทย์อย่างใกล้ชิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันได้เพิ่มศักยภาพของห้องปฏิบัติการตั้งแต่เกิดการระบาดระลอกเมษายน ทำให้ปัจจุบันสามารถรองรับการตรวจคัดกรองโควิด-19 แบบ Drive Thru ได้เพิ่มขึ้น จากวันละ 400-500 เคสต่อวัน ขยับเป็น 800-900 เคสต่อวัน สามารถเข้ารับบริการได้ตั้งแต่เวลา 08:00 น. ถึง 16:00 น. ของทุกวัน และรายงานผลการตรวจทาง SMS, Email, PRINC HEALTH App&amp;nbsp; ประมาณ 24 ชั่วโมง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่เพิ่มขึ้นในระดับ 2,000 คนต่อวัน นอกจากจำเป็นต้องเตรียมการขยายพื้นที่รักษาเพิ่มเติมแล้ว ปัจจุบันมีการระดมบุคลากรทางการแพทย์จากเครือโรงพยาบาลพริ้นซ์ฯ และกลุ่มโรงพยาบาลเอกชนพันธมิตรอีกหลายสิบชีวิต และล่าสุดประกาศเปิดรับบุคลากรทางการแพทย์ ทั้งแพทย์ และพยาบาลที่เกษียณแล้ว ร่วมทีมเพื่อเตรียมดำเนินการตรวจคัดกรองโควิด-19 เชิงรุก และเตรียมพร้อมรองรับกรณีรัฐขอความร่วมมือเอกชนระดมฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ให้ได้ตามเป้าหมายในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ด้วย

อย่างไรก็ตามเชื่อว่า Hospitel จะสามารถช่วยแก้ไขปัญหาการขาดแคลนที่พักรักษาและช่วยรองรับผู้ป่วยในช่วงการแพร่ระบาดรวดเร็วในปัจจุบันได้ ทั้งนี้เครือโรงพยาบาลพริ้นซ์ฯ พร้อมแบ่งเบาภาระด้านสาธารณสุข และยืนหยัดอยู่เคียงข้างคนไทยในสถานการณ์การระบาดที่เกิดขึ้น
-.
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101032</URL_LINK>
                <HASHTAG>hospitel, การรักษาผู้ป่วยโควิด-19, บริษัท พริ้นซิเพิล แคปิตอล จำกัด (มหาชน) (PRINC)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210428/image_big_6088ec8776f52.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99956</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/04/2021 13:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/04/2021 13:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สมุทรปราการพุ่งพรวดวันเดียว82ราย! พักHospitelแล้ว144คน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 เม.ย. 64 - เมื่อเวลา 13.00&amp;nbsp; น. นายแพทย์พรณรงค์&amp;nbsp; ศรีม่วง นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสมุทรปราการ เปิดเผยว่า จังหวัดสมุทรปราการ พบผู้ป่วยติดเชื้อโควิด -19 รายใหม่ จำนวน 82&amp;nbsp; &amp;nbsp;ราย เป็นผู้ป่วยในพื้นที่ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จำนวน&amp;nbsp; 49&amp;nbsp; ราย อำเภอบางพลี จำนวน 7 ราย อำเภอบางบ่อจำนวน 3 ราย อำเภอบางเสาธงจำนวน 2 ราย&amp;nbsp; รับมารักษาต่อในจังหวัดสมุทรปราการ 21 จำนวน&amp;nbsp; &amp;nbsp; ราย&amp;nbsp; ทำให้จังหวัดสมุทรปราการมีผู้ติดเชื้อทุกอำเภอแล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยอดผู้ป่วยติดเชื้อสะสมจนถึงปัจจุบันจำนวน 1,103 ราย เป็นผู้ป่วยในพื้นที่ 608&amp;nbsp; ราย ผู้ป่วยที่รับมารักษาต่อในสมุทรปราการจำนวน 495 ราย รักษาหายแล้วจำนวน 419 ราย ยังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลจำนวน 684 ราย อยู่ในโรงพยาบาลของรัฐจำนวน 345&amp;nbsp; ราย โรงพยาบาลเอกชนจำนวน 339 ราย ซึ่งจังหวัดสมุทรปราการได้มีการตรวจคัดกรองทางแล็ป จำนวน 64,390 ราย พบผู้ติดเชื้อจำนวน 608&amp;nbsp; ราย&amp;nbsp; รอผลอีก 409&amp;nbsp; ราย&amp;nbsp; ทำให้เตียงรับผู้ป่วยในโรงพยาบาลเต็ม&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรปราการ ร่วมกับโรงพยาบาลสมุทรปราการ โรงพยาบาลบางพลี และโรงพยาบาลในสังกัดฯ ได้ดำเนินการจัดตั้งสถานที่ป้องกันและควบคุมโรคในพื้นที่เพื่อจัดตั้งโรงพยาบาลสนาม ได้แก่ 1. หอผู้ป่วยเฉพาะกิจ (Hospitel ) ณ อาคารเอนกประสงค์ มหาวิทยาลัยราภัฏธนบุรีสมุทรปราการ เป็นอาคารหอพักนักศึกษาชาย 7 ชั้น สามารถรองรับผู้ติดเชื้อเข้าพักอาศัย ชั้น 2 - ชั้น 7&amp;nbsp; ชั้นละ 20 ห้อง ห้องละ 4 เตียง รองรับสูงสุดชั้นละ 80 เตียง รวม 6 ชั้น รองรับได้ 480 เตียง&amp;nbsp; &amp;nbsp;2. โรงพยาบาลสนาม (Field Hospital) ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติฉลองศิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี สามารถรองรับผู้ติดเชื้อได้ 100 &amp;ndash; 150 ราย รองรับในกรณีที่หอผู้ป่วยเฉพาะกิจ (Hospitel)&amp;nbsp; เตียงเต็ม&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อมูล ณ วันที่ 18 เมษายน 64 มีผู้ติดเชื้อเข้าพัก จำนวน 144&amp;nbsp; ราย.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99956</URL_LINK>
                <HASHTAG>hospitel, สมุทรปราการ, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210419/image_big_607d26fbc0728.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
