<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>27257</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/01/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/01/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปริศนาว่าด้วยหัวเว่ย และซีอีโอ &#039;เริ่นเจิ้งเฟย&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; บริษัท หัวเว่ยของจีน (Huawei Technologies Co Ltd) เป็นข่าวคราวร้อนแรงทุกวันนี้ เพราะเป็นบริษัทโทรคมนาคมที่พัฒนาตัวเองอย่างก้าวกระโดด จนกลายเป็นยักษ์ใหญ่ในวงการระหว่างประเทศในเวลาอันรวดเร็ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของหัวเว่ยกลายเป็นข่าวในช่วงนี้ เพราะเขามีบทบาทสำคัญทั้งในฐานะผู้บริหารสูงสุด และข้อสงสัยว่าเขาทำงานรับใช้รัฐบาลจีนมากน้อยเพียงใด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขาชื่อ &amp;ldquo;เริ่นเจิ้งเฟย&amp;rdquo; (???) อายุ 75 ปี เป็นผู้ก่อตั้งและผู้บริหารสูงสุดของหัวเว่ย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขาเคยเป็นทหารในกองทัพประชาชนของจีน ก่อนที่จะมาตั้งหัวเว่ยเมื่อปี 1987 ด้วยเงินทุนเริ่มต้นเพียง 21,000 หยวน หรือแค่ 100,000 กว่าบาทเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การเติบใหญ่ของหัวเว่ยจากบริษัทขายอุปกรณ์ระบบโทรศัพท์พื้นฐาน โดยมีสำนักงานอยู่ที่เมืองเซินเจิ้นทางใต้ของจีนที่ซื้อจากฮ่องกงถึงมาเป็นธุรกิจโทรคมนาคมยักษ์ในเพียงประมาณ 30 ปี ย่อมทำให้เกิดคำถามว่าเอาเงินทุนมาจากไหน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เป็นไปได้หรือที่หัวเว่ย ซึ่งไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหุ้นด้วยซ้ำ ไปๆ มาๆ จะสามารถระดมทุนมาพัฒนาธุรกิจจนใหญ่โตมโหฬาร โดยไม่มีแรงหนุนทั้งทางตรงและทางอ้อมจากรัฐบาลจีนหรือพรรคคอมมิวนิสต์จีน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากเงินทุนเพียง 100,000 กว่าบาท มาเป็นบริษัทที่มีรายได้เมื่อ 2 ปีก่อนเกือบ 3 ล้านล้านบาท ย่อมต้องมีคำอธิบายว่าการเติบใหญ่อย่างมหัศจรรย์ของหัวเว่ยมีเรื่องราวที่ซ่อนเร้นอยู่อย่างไรบ้าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่แน่ๆ คือหัวเว่ยสามารถพัฒนาระบบ 5G ที่ทันสมัยระดับโลก จนอเมริกา, ยุโรป, ญี่ปุ่น, ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ซื้อไปใช้จนเกิดความสงสัยคลางแคลงว่ารัฐบาลจีนอาจใช้หัวเว่ยมาขโมยความลับทางราชการผ่านเทคโนโลยียุคใหม่นี้หรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถึงขั้นที่โดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมออกคำสั่งห้ามหน่วยงานของรัฐในอเมริกาใช้อุปกรณ์และบริการของหัวเว่ย เพราะอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ออสเตรเลียและญี่ปุ่นก็ทำท่าว่ากำลังจะเดินตามแนวทางของอเมริกาในเรื่องนี้เช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรณีที่สหรัฐขอให้แคนาดาจับตัว &amp;ldquo;เมิ่งหวั่นโจว&amp;rdquo; ซึ่งเป็นทั้งผู้บริหารสูงสุดของหัวเว่ยด้านการเงิน และเป็นลูกสาวของซีอีโอด้วย จึงกลายเป็นประเด็นร้อนแรง เพราะจีนถือว่าอเมริกาตบหน้าจีน ทั้งๆ ที่ไม่มีหลักฐานอะไรที่จะพิสูจน์ว่าหัวเว่ยได้ทำอะไรผิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วอชิงตันอ้างว่าที่สั่งจับเมิ่งหวั่นโจว เพราะเธอแอบไปเปิดบริษัทลูกเพื่อทำธุรกิจกับอิหร่านอันเป็นการละเมิดเงื่อนไขของสหรัฐ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จีนและหัวเว่ยโต้ว่าข้อกล่าวหาของอเมริกาไม่มีมูล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ผู้คนสงสัยว่าสาเหตุที่แท้จริงของอเมริกาน่าจะเป็นการสกัดจีนไม่ให้แซงหน้าอเมริกาในเรื่องระบบเทคโนโลยีมากไปกว่านี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะเอาเข้าจริงๆ &amp;ldquo;สงครามการค้า&amp;rdquo; ระหว่างจีนกับอเมริกาอาจจะร้ายแรงน้อยกว่า &amp;ldquo;สงครามไอที&amp;rdquo; ที่มหาอำนาจต่างคนต่างไม่ยอมเป็นเบอร์ 2 แน่นอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เริ่นเจิ้งเฟย ซึ่งปกติไม่ค่อยจะปรากฏตัวในที่สาธารณะ และไม่ยอมพูดกับสื่อเท่าไหร่ ต้องออกมาพูดเป็นครั้งแรกในหลายปีเมื่อสัปดาห์ก่อน เพื่อที่จะยืนยันว่าหัวเว่ยไม่ได้เป็นเครื่องมือของรัฐบาลจีนในการทำธุรกิจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การออกมาพูดในที่สาธารณะของผู้ก่อตั้งหัวเว่ยสร้างความตื่นเต้นให้กับวงการไม่น้อยทีเดียว เพราะเขาประกาศว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมรักประเทศของผม ผมสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์จีน แต่ผมจะไม่ทำอะไรที่จะสร้างความเสียหายให้กับโลก&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกทั้งยังเสริมว่า &amp;ldquo;ผมมองไม่เห็นความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อทางการเมืองของผมกับธุรกิจของหัวเว่ย&amp;rdquo; นั่นแปลว่าเขากำลังบอกว่า แม้เขาจะสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์จีน (เขายอมรับว่าเป็นสมาชิกพรรคด้วย) แต่เขาก็ไม่ได้ใช้บริษัทเป็นเครื่องมือทางการเมืองของพรรคคอมมิวนิสต์จีนแต่อย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็คงจะเป็นประเด็นหนึ่ง แต่ที่สำคัญก็คือ ซีอีโอของหัวเว่ยกำลังจะส่งสัญญาณว่าเขาต้องการให้อเมริกาปฏิบัติต่อหัวเว่ยในฐานะเป็นธุรกิจ ไม่ใช่เครื่องมือทางการเมืองเหมือนกับที่จีนถือว่าบริษัท เช่น Apple และ Microsoft เป็นธุรกิจที่ไม่ได้ถูกรัฐบาลสหรัฐใช้เป็นเครื่องมือทางความมั่นคง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตามข้อมูลทางการเมื่อหลายปีก่อน เริ่นเจิ้งเฟยถือหุ้นหัวเว่ย 1.42% (ตีค่าเป็นเงินประมาณ 450 ล้านเหรียญฯ หรือ 14,400 ล้านบาท) แต่หุ้นส่วนใหญ่ถือโดยพนักงาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่เป็นปริศนาสำหรับนักวิเคราะห์ทั้งหลายก็คือโครงสร้างการถือหุ้นจริงๆ ของหัวเว่ยเป็นเช่นไร และพรรคคอมมิวนิสต์กับรัฐบาลจีนถืออำนาจในการบริหารทางอ้อมอย่างไรบ้าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อปี 2005 นิตยสารไทม์ให้ความสำคัญกับเริ่นเจิ่งเฟยเป็นครั้งแรกด้วยการเลือกให้เขาเป็น &amp;ldquo;1 ใน 100 คนที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลก&amp;rdquo; ในปีนั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขาจึงไม่ธรรมดาด้วยประการฉะนี้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27257</URL_LINK>
                <HASHTAG>Huawei Technologies Co Ltd, กาแฟดำ, หัวเว่ย, เริ่นเจิ้งเฟย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180720/image_big_5b515c1cad535.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
