<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>120189</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/11/2025 18:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/10/2021 13:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> IMF คาดการณ์เศรษฐกิจไทยโต 1% ก่อนปีหน้าทะยาน 4.5%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ต.ค. 2564 - กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์เศรษฐกิจไทยขยายตัว &amp;nbsp;1.0 % ก่อนจะฟื้นตัวเป็น 4.5% ในปีหน้า&amp;nbsp;ทั้งนี้ IMF &amp;nbsp;เศรษฐกิจไทยคาดว่าจะขยายตัว 1.0% ในปี 2021 ซึ่งต่ำกว่าการประมาณการเดิมเมื่อ ก.ค.2021 (2.1%) และคาดว่าจะขยายตัว 4.5% ในปี 2022 และจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยระหว่างปี 2023-2026 ที่ 3.5-4.0% นอกจากนี้ยังประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับ 0.9% และ 1.3% ในปี 2021 และปี 2022 &amp;nbsp;ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดคาดว่าจะขาดดุล 0.5% ของ GDP ในปี 2021 และกลับมาเกินดุล 2.1% ของ GDP ในปี 2022 ตามลำดับ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน Krungthai COMPASS ระบุว่า มีมุมมองต่อเศรษฐกิจไทย สอดคล้องกับทิศทางของ IMF โดยระบุว่าคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยที่ 0.5% และ 3.9% ในปี 2021-2022 โดยมีมุมมองว่าเศรษฐกิจยังคงฟื้นตัวได้ช้าเนื่องจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสสายพันธุ์เดลต้า จำนวนนักท่องเที่ยวและนักลงทุนต่างชาติที่ยังอยู่ในระดับต่ำ แม้ว่าไทยจะมีแผนการเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2021 แต่จำนวนนักท่องเที่ยวไม่น่าจะเพิ่มขึ้นมากนัก เนื่องจากอัตราการติดเชื้อโควิด-19 รายวันของประเทศไทยยังอยู่ในระดับสูง ส่วนภาคส่งออก แม้จะฟื้นตัวได้แต่ยังมีปัจจัยลบที่เข้ามาชะลอการฟื้นตัว ทั้งต้นทุนวัตถุดิบสำหรับภาคการผลิตและการขนส่งทางเรือที่สูงขึ้น รวมถึงเงินบาทที่มีแนวโน้มจะแข็งค่าขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2022 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การคาดการณ์ตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะกลางของไทยอาจต้องพิจารณา downside scenario ของการใช้ยุทธศาสตร์อยู่ร่วมกับโควิด-19 แบบโรคประจำถิ่น IMF คาดการณ์ว่าในระยะกลางเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวระหว่างปี 2023-2026 ที่ 3.5-4.0% แต่หากคำนึงถึงฉากทัศน์การอยู่ร่วมกับโควิด-19 แบบโรคประจำถิ่น ก็น่าจะทำให้การเติบโตของ GDP ของไทยในระยะกลางลดลงไปอีกราว 0.4 &amp;ndash; 1.0% (เทียบจากตัวเลขประเมินของกลุ่มเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่และกำลังพัฒนา) อันเกิดจากการสูญเสียผลิตภาพของภาคธุรกิจในช่วงการเปลี่ยนผ่านไปสู่รูปแบบธุรกิจใหม่ การว่างงานที่เพิ่มขึ้นชั่วคราว และการจำกัดการเดินทาง และทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวกลับสู่ระดับก่อนโควิดได้ช้าลงกว่าที่คาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คาด ธปท.จะยังไม่เร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจากความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อของไทยที่ค่อนข้างน้อย จากความกังวลที่เศรษฐกิจไทยอาจเข้าสู่ภาวะชะงักงัน (Stagflation) อันเกิดจากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวได้ล่าช้ากว่าการเร่งขึ้นของอัตราเงินเฟ้อทั่วโลกนั้น Krungthai COMPASS มองว่า แม้เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำกว่ากลุ่มตลาดเกิดใหม่เป็นระยะเวลานาน รวมถึงเศรษฐกิจในภาวะวิกฤตยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ในทุกภาคส่วน (K-shape recovery) โดยเฉพาะตลาดแรงงานที่เผชิญแผลเป็นรุนแรงจาก &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วิกฤตโควิด-19 จนทำให้บางส่วนเสี่ยงที่จะว่างงานระยะยาว แต่คาดว่าอัตราเงินเฟ้อของไทยจะเร่งตัวขึ้นเพียงระยะสั้น เนื่องจากองค์ประกอบของตะกร้าเงินเฟ้อของไทยที่อิงจากราคาน้ำมันในตลาดโลกมีกลไกในการควบคุมเสถียรภาพด้านราคาพลังงานไม่ให้ผันผวนตามทิศทางตลาดโลกตาม พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง&amp;nbsp;พ.ศ.2562 ประกอบกับสัดส่วนสินค้านำเข้า (Import content) ที่อยู่ในระดับไม่สูงนักเมื่อเทียบกับสัดส่วนสินค้าส่งออก (Export content) ทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าและบริการที่เพิ่มขึ้น ส่งผ่านมายังอัตราเงินเฟ้อของไทยค่อนข้างจำกัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Krungthai COMPASS มองว่า มาตรการกระตุ้นจากภาครัฐเป็นสิ่งจำเป็นต่อการสร้างแรงส่งทางเศรษฐกิจของไทย สะท้อนจากที่ IMF ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2022 ขยายตัวต่ำกว่าประมาณการครั้งก่อนหน้าค่อนข้างมากที่ระดับ 4.5% สอดคล้องกับ Krungthai COMPASS ที่มองว่าเศรษฐกิจไทยปีหน้าจะขยายตัวได้เพียง 3.9% ซึ่งนั่นหมายความว่า รอยต่อของวัฏจักรเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มเปลี่ยนผ่านจากภาวะซบเซา (Stagnation) ไปสู่ระยะของฟื้นตัว (Recovery) ได้ล่าช้ากว่าเดิม ฉะนั้นแล้ว การเร่งอัดฉีดมาตรการทางการคลังตามการขยับขึ้นของเพดานหนี้สาธารณะ นอกจากจะช่วยพยุงการบริโภคในประเทศแล้ว ยังสร้างเสริมความเชื่อมั่นแก่ภาคการลงทุนอีกด้วย หนุนภาพเศรษฐกิจไทยให้ฟื้นตัวได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ ควรจะต้องมีมาตรการที่จะช่วยเร่งการปรับโครงสร้างของภาคธุรกิจ และลด slack ของตลาดงาน เพื่อพยุงผลิตภาพของเศรษฐกิจที่อาจถูกกระทบจาก downside scenario ของการอยู่ร่วมกับโควิด-19 แบบโรคประจำถิ่นด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเทศที่มีอัตราการฉีดวัคซีนที่ไม่สูง จะฟื้นตัวทางเศรษฐกิจได้ช้า และส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศของไทย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่ที่เข้าถึงวัคซีนได้น้อย หรือกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา ที่ประชากรบางส่วนมีความลังเลที่จะฉีดวัคซีน ทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจชะลอลง และมีอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น มีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะ Stagflation &amp;nbsp;ซึ่งจะฉุดรั้งการเติบโตของการค้าของไทยกับประเทศกลุ่มดังกล่าวในระยะถัดไป จึงยังต้องติดตามทั้งความก้าวหน้าในการฉีดวัคซีนและมาตรการพยุงเศรษฐกิจในกลุ่มนี้ โดยเฉพาะมาตรการส่งเสริมการจ้างงานที่จะช่วยลด slack ของระบบเศรษฐกิจ ส่วนประเทศไทยเอง ควรมีมาตรการที่จะช่วยกระจายความเสี่ยงที่จะลดการพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบหรือส่งออกสินค้าไปที่กลุ่มประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไปในระยะสั้น-กลาง
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;wm55
xlot1688
xo
winner555
wtf55
xoslot
wmcasino
win88th

</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120189</URL_LINK>
                <HASHTAG>IMF, กรุงไทย, ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ธนาคารกรุงไทย (KTB), เศรษฐกิจไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211019/image_big_616e698418322.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67124</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/05/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/05/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คำพยากรณ์ก่อนจะเจอ &#039;มนต์ขลังโควิด&#039; หรือเศรษฐกิจไทย ต้องเวทมนตร์?</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; หลายสำนักวิเคราะห์เศรษฐกิจของทางการ เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทยและสภาพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจแห่งชาติพยากรณ์ว่าตัวเลขจีดีพีสำหรับทั้งปีนี้อาจจะติดลบ 5-6%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ให้ไทยติดลบ 6.7%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี (ไทย) ใส่ข้อมูลชุดล่าสุดเข้าไปในสมการวิเคราะห์แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ได้ตัวเลข -8.9%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมเองเห็นตัวเลขแล้วยังตกใจเลยครับ&amp;rdquo; ดร.อมรเทพบอกผมระหว่างการสนทนาวันก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แกบอกว่าหลังจากประเมินตัวเลขล่าสุดแล้วก็ต้องปรับลดมุมมอง GDP เศรษฐกิจไทย 2563 ลงจาก -6.4% เป็น -8.9%&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และเฉพาะ GDP ไตรมาส 2 มีโอกาสหดตัวได้ถึง 14%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำตอบคือวิกฤติเศรษฐกิจรอบนี้อาจเลวร้ายที่สุดที่ประเทศไทยเคยเผชิญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะรุนแรงกว่าวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2541 ที่เศรษฐกิจ -7.63% (ไตรมาส 2 หดตัวลึก 12.53%)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่มีความน่าสนใจตรงที่ว่า ดร.อมรเทพบอกว่าตอนนี้เศรษฐกิจไทยเหมือนกำลัง &amp;ldquo;ต้องเวทมนตร์&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นักเศรษฐศาสตร์ดูเหมือนมองโลกในแง่ลบ มองเศรษฐกิจกำลังเลวร้าย เพราะมองจากสถานการณ์ปัจจุบัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่สำหรับนักลงทุน กลับมองโลกในด้านบวก เพราะมองไปอนาคต และเห็นว่าเป็นราคาที่น่าลงทุน จากเศรษฐกิจกำลังจะถึงจุดต่ำสุดในช่วงนี้ แต่สถานการณ์กำลังคลี่คลายไปด้วยดี ทั้งการเปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การลดลงของจำนวนผู้ติดเชื้อ จึงกลับเข้ามาลงทุน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่เชื่ออย่างนี้เพราะสะท้อนจากราคาหุ้น และราคาสินทรัพย์ต่างๆ ทะยานกลับขึ้นไปได้อย่างรวดเร็วหลังดิ่งลงมาในช่วงเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สภาพัฒน์รายงานตัวเลขการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกไว้ที่ -1.8% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน หรือหดตัว 2.2% เมื่อเทียบไตรมาสก่อนหน้าหลังปรับฤดูกาล&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจเช่นนี้มีปัจจัยสำคัญมาจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ทำให้คนระมัดระวังการเดินทางและการเข้าไปในพื้นที่สาธารณะต่างๆ รัฐบาลในหลายประเทศได้ออกมาตรการจำกัดการใช้พื้นที่ต่างๆ รวมทั้งการปิดกิจการห้างร้านเพื่อลดการแพร่ระบาด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้นับว่าเป็นเรื่องที่ดีทางสาธารณสุข แต่ในทางเศรษฐกิจก็ทำให้คนว่างงานและขาดรายได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในไตรมาสแรกจำนวนนักท่องเที่ยวหดตัวถึง 38% ซึ่งกระทบธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับนักท่องเที่ยวอย่างแรง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ซ้ำเติมเข้ามาก็คือ อุปสงค์ภาคต่างประเทศที่ชะลอตัวและกระทบภาคการส่งออกของไทย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คนว่างงานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้คนระมัดระวังในการจับจ่ายซื้อของ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อส่งออกไม่ได้ ภาคการผลิตก็มีปัญหา เพราะผลิตไปก็ขายลำบาก กำลังการผลิตก็เหลือ สต๊อกสินค้าก็ล้น บริษัทและโรงงานต่างพากันลดคนงานหรือให้ลาพักโดยไม่รับเงินเดือนในช่วงนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผลที่ตามมาก็คือ การบริโภคในประเทศอ่อนแอลงเพราะขาดกำลังซื้อ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่ใช่เพียงกำลังซื้อของนักท่องเที่ยวเท่านั้นที่หายไป แต่กำลังซื้อคนในประเทศก็อ่อนแอจากรายได้ที่หดหาย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มิหนำซ้ำ ผู้คนในภาคเกษตรก็ยากลำบากจากปัญหาภัยแล้งที่รุนแรงกระทบผลผลิตให้น้อยลง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ซ้ำเติมลงมาคือ ภาครัฐเองที่มีความล่าช้าในการออกงบประมาณรายจ่าย มีผลให้การบริโภคและการลงทุนของรัฐบาลหดตัว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.อมรเทพบอกว่า &amp;ldquo;แต่ภาครัฐก็ได้ออกมาตรการทางการคลังในการประคองเศรษฐกิจขนานใหญ่ที่เรียกว่า Bazooka...ซึ่งเราหวังว่าภาครัฐจะเป็นพระเอกในรอบนี้&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แล้วไตรมาสสองจะเป็นอย่างไร?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในความเห็นของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่นั้น แม้รัฐบาลได้อัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบด้วยการออกมาตรการชดเชยรายได้ให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ อีกทั้งทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกมาตรการลดภาระผู้กู้ในการชะลอการชำระหนี้ชั่วคราว และได้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย พร้อมอัดฉีดเงินเพื่อรักษาเสถียรภาพตลาดตราสารหนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ปัจจัยความเสี่ยงทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มสูงขึ้น 0
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การส่งออกสินค้ามีโอกาสหดตัวได้ถึง 20% และจำนวนนักท่องเที่ยวมีโอกาสหดตัวได้ถึง 90%&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.อมรเทพบอกว่า ในช่วงที่เหลือของปีนี้ ทางสำนักวิจัยของเขาได้คาดว่า GDP ไตรมาสที่สองนี้มีโอกาสหดตัวได้ถึง 14% และน่าจะลดการหดตัวลงในช่วงที่เหลือของปี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และคาดการณ์ต่อว่าเศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งปีหลังอาจหดตัวราว 10%&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;และเนื่องจากการหดตัวที่ลึกและลากยาวของเศรษฐกิจที่มากกว่าที่ประเมินไว้ก่อนหน้า โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวที่จะฟื้นตัวช้า ทางเราจึงได้ปรับลดมุมมองการเติบโตทางเศรษฐกิจปีนี้ลงจาก -6.4% เป็น -8.9%&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นั่นแปลว่าวิกฤติเศรษฐกิจรอบนี้อาจเลวร้ายที่สุดที่ประเทศไทยเคยเผชิญ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะมันรุนแรงกว่าวิกฤติต้มยำกุ้งที่เศรษฐกิจไทยในปี 2541 หดตัว 7.63%&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยเฉพาะไตรมาสที่สองปีนั้นหดตัวลึกถึง 12.53% แต่รอบนี้อาจได้เห็นเศรษฐกิจหดตัวเลขสองหลักอีกครั้งและลากยาวกว่าเดิม.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;(พรุ่งนี้ : เวทมนตร์นั้นคืออะไร?)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67124</URL_LINK>
                <HASHTAG>GDP, IMF, กาแฟดำ, ดร.อมรเทพ จาวะลา, ธนาคารซีไอเอ็มบี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180720/image_big_5b515c1cad535.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>63158</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/04/2020 21:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/04/2020 21:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;โบว์&#039;หยาม&#039;บิ๊กตู่&#039;ไม่มีศักยภาพมักง่ายไม่รับผิดชอบ สู้&#039;ทักษิณ&#039;ไม่ได้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 เม.ย.63- &amp;nbsp;ณัฏฐา มหัทธนา หรือโบว์ แนวร่วมพรรคฝ่ายค้าน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Bow Nuttaa Mahattana ถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีว่า คงจะอยากเลียนแบบการแสดงความพร้อมของประเทศเหมือนตอนนายกทักษิณคืนเงินกู้ IMF ได้ก่อนกำหนด แต่ลืมไปว่าคนจะแสดงศักยภาพได้มันต้องมีสิ่งนั้นจริงๆซะก่อน .. นี่นอกจากตัวเองจะไม่มีศักยภาพแล้ว ยังทำลายศักยภาพประชาชนในการทำมาหากินด้วยการออกมาตรการมักง่ายแบบไม่รับผิดชอบผลที่เกิดขึ้นด้วย.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63158</URL_LINK>
                <HASHTAG>IMF, ทักษิณ-บิ๊กตู่, โบว์ ณัฏฐา มหัทธนา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181016/image_big_5bc55dea69f94.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61303</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/03/2020 10:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/03/2020 10:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;พิชัย&#039;แนะ&#039;บิ๊กตู่&#039; ปลดสมคิดเพราะหมดสภาพทำงาน ชี้ไทยยังแข็งแกร่งจะไปขอความช่วยเหลือ IMFทำไม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 มี.ค.2563 นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรมว.พลังงาน กล่าวว่า รู้สึกตกใจที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี พูดถึงเศรษฐกิจไทยที่ย่ำแย่ และประกาศว่ากองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ยินดีช่วยไทย ซึ่งน่าจะแสดงความไม่เข้าใจอย่างรุนแรง และ อยากให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รมว. กลาโหม หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ และ ประธาน ศอฉ. ได้พิจารณาปลดนายสมคิดออกจากตำแหน่งรองนายกฯ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เพราะ นายสมคิดแสดงถึงความหมดสภาพในการบริหารเศรษฐกิจแล้ว อีกทั้งยังสร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนอย่างไม่มีเหตุผลในภาวะวิกฤตการณ์นี้ เพราะปัจจุบันประเทศไทยยังมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศจำนวนมาก โดยล่าสุดมีอยู่ถึง 2.199 แสนล้านเหรียญสหรัฐ จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องการความช่วยเหลือจาก ไอเอ็มเอฟ แต่อย่างใด ไม่เหมือนในปี 2540 ที่เกิดวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง ที่เงินทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยหายหมดจากการที่แบงก์ชาติเข้าไปสู้ค่าเงินบาทในขณะนั้น ซึ่งหากนายสมคิดยังไม่เข้าใจเรื่องแค่นี้ นายสมคิดก็ไม่ควรจะบริหารเศรษฐกิจของประเทศไทยอีกต่อไปแล้ว และถ้าไอเอ็มเอฟต้องเข้ามาช่วยจริง ก็แสดงว่าการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลจะต้องล้มเหลวอย่างสุดขีด เพราะประเทศที่ต้องให้ไอเอ็มเอฟช่วยจะเป็นประเทศที่ล้มละลายทางเศรษฐกิจไม่มีเงินสำรองระหว่างประเทศเหลือแล้ว อีกทั้งการให้ไอเอ็มเอฟช่วย ประเทศต้องจ่ายดอกเบี้ยที่สูงและยังต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขอย่างอื่นอีกมากมาย ซึ่งประเทศไทยไม่มีความจำเป็นเช่นนั้นเลย ไม่คิดเลยว่านายสมคิดจะไม่มีความรู้ในหลักการการเงินระหว่างประเทศพื้นฐานนี้เลย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้นายสมคิดอาจจะตกใจที่เศรษฐกิจไทยทรุดต่ำลงหนักและรวดเร็วมาก เหมือนทุกเสาหลักเศรษฐกิจทรุด ตามที่นายสมคิดเคยพูดไว้เอง เลยสติหลุด ซึ่งเมื่อแบงก์ชาติบอกเศรษฐกิจไทยปีนี้จะถดถอยโดยจะติดลบถึง 5.3% นายสมคิดจึงอาจคิดเลยเถิดไปถึงการต้องให้ไอเอ็มเอฟช่วยเหมือนในอดีต ทั้งที่ประเทศไทยอยู่ในสถานะต่างกันกับในอดีตมาก นายสมคิดอาจจะเข้าใจผิดคิดว่าการพูดว่าไอเอ็มเอฟยินดีจะช่วยไทยเป็นการสร้างความมั่นใจ แต่แท้จริงแล้ว กลับเป็นการทำลายความมั่นใจให้ทรุดหนักมากยิ่งขึ้น เพราะถ้าประเทศไทยจะต้องให้ไอเอ็มเอฟช่วยก็หมายถึงประเทศไทยจะต้องล้มละลายแล้ว ซึ่งไม่จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอุตตม สาวนายน รมว. คลัง ยังกล้าบอกว่าไม่ตกใจกับตัวเลขเศรษฐกิจถดถอยที่ -5.3% ซึ่งหากนายอุตตมไม่ตกใจ คนไทยทั้งประเทศก็ควรจะต้องตกใจที่นายอุตตมไม่ตกใจ เพราะปัญหาทางเศรษฐกิจจะหนักกันมาก ประชาชนจะยิ่งลำบากกันอย่างแสนสาหัส ทั้งนี้อย่าเพียงอ้างว่าเศรษฐกิจตกต่ำติดลบกันทั่วโลกจากไวรัสโควิด-19 ซึ่งอาจจะจริงบางส่วน แต่ประเทศไทยทรุดหนักมากสุด เพราะก่อนจะมีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส เศรษฐกิจไทยก็ทรุดหนักอยู่แล้ว เพราะไทยขยายตัวได้เพียง 1.6% เท่านั้น ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องรับผิดชอบต่อเศรษฐกิจไทยที่ทรุดหนักมากกว่าประเทศอื่นมาก จากการบริหารเศรษฐกิจที่ล้มเหลวมาตลอด 5 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการออก พรก. กู้เงิน 2 แสนล้านบาทนั้น ก็เห็นถึงความจำเป็นในภาวะเช่นนี้ และอาจจะต้องใช้มากกว่านี้ด้วย แต่ต้องระวังอย่าให้มีการทุจริตคอรับชั่น อีกทั้งประชาชนจำนวนมากสงสัยกันว่างบกลางจำนวนกว่า 5 แสนล้านบาท ถูกใช้ไปในเรื่องใดบ้าง ทำไมถึงหมดแล้ว และอยากให้นายสมคิดทำอย่างที่พูดไว้เองว่า &amp;ldquo;ไม่อยากให้นำไปใช้กระจัดกระจายไม่เกิดผลประโยชน์ในระยะยาว&amp;rdquo; เพราะ 5 ปีที่ผ่านมารัฐบาลนำงบประมาณจำนวนมหาศาลกว่า 17 ล้านล้านบาทไปใช้อย่าง อีลุ่ยฉุยแฉกไม่เห็นจะเกิดประโยชน์ในระยะยาวแต่อย่างไรเลย ประชาชนไม่ได้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและประเทศก็ไม่ได้พัฒนา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในภาวะวิกฤตนี้ รัฐบาลจะต้องคิดให้รอบคอบก่อนพูด รัฐบาลจะพูดแบบไม่คิดเหมือนในภาวะปกติไม่ได้ เพราะผลกระทบจะมากกว่า รัฐบาลยังคงมีปัญหาอย่างมากในเรื่องการสื่อสารกับประชาชน และหากยังไม่แก้ไขและปล่อยให้เป็นแบบนี้ ความมั่นใจของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลจะลดลงไปเรื่อยๆ จนไม่เหลือ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61303</URL_LINK>
                <HASHTAG>IMF, ปลดสมคิด จาตุศรีพิทักษ์, พิชัย นริพทะพันธุ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200122/image_big_5e27b1ba9aa88.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49628</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/11/2019 10:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/11/2019 10:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พท.เย้ย&#039;บิ๊กตู่&#039;ฟังคำเตือนIMFรู้เรื่องหรือไม่ อย่าสร้างภาพชื่นมื่ีน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 พ.ย. 62 &amp;ndash; นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เตือนประเทศไทยให้ปฏิรูปเศรษฐกิจ รับมือเศรษฐกิจถดถอย ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ฟังไอเอ็มเอฟรู้เรื่อง ทำความเข้าใจได้ถูกต้องหรือไม่ อย่ามโนหลอกตัวเอง ติดเพียงแค่เปลือกว่า บรรยากาศการพบปะชื่นมื่น คำเตือนสำคัญของไอเอ็มเอฟ ระบุ ประเทศไทยยังต้องเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ทั้งจากภาวะเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำมาเป็นเวลานาน หนี้ภาคครัวเรือนในระดับสูง การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ความเหลื่อมล้ำและความจำเป็นในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่นโยบายการแจกเงินนั้นต้องใช้อย่างระมัดระวัง และต้องช่วยเพิ่มผลิตภาพของประเทศ ไม่ใช่การหว่านเงินอย่างเดียว ต้องมีกลไกรองรับและให้เงินเข้ากระเป๋าประชาชนด้วย พล.อ.ประยุทธ์ มีคำตอบหรือยังว่า มาตรการแจกเงิน ชิมช้อปใช้เฟส 1 และชิมช้อปใช้เฟส 2 กระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงใด จะเดินหน้าต่อหรือพอแค่นี้ เป้าหมายที่รัฐบาลตั้งไว้ว่าจะมีเงินหมุนไปกระตุ้นเศรษฐกิจ 6 หมื่นล้านบาท ยังห่างไกลความเป็นจริงอยู่มาก นอกจากไม่กระตุ้นเศรษฐกิจอย่างที่รัฐบาลต้องการ ยังส่งเสริมให้ประชาชนใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเกินความจำเป็น ซึ่งย้อนแย้งกับนโยบายรัฐบาลที่ต้องการให้ประชาชนออมเงินเพื่อความมั่นคงในระยะยาว เลิกได้แล้ว การโหนโพลที่ตัวเองได้ประโยชน์ แต่โพลที่เข้าเนื้อตัวเองเสียหาย เงียบกริบกันทั้งรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พอจะถูกตัดจีเอสไอ บอกว่าเศรษฐกิจไทยโตเร็วเกินไป แต่อีก 2 วัน กลับมาพูดใหม่ว่า เศรษฐกิจไทยโตช้า จึงตั้งคำถามว่า พล.อ.ประยุทธ์ รู้และเข้าใจภาวะที่แท้จริงของเศรษฐกิจไทยในระดับใด เลยอดเป็นห่วงไม่ได้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ ฟังคำเตือนไอเอ็มเอฟ รู้เรื่องหรือไม่ และจะปฏิรูปเศรษฐกิจไทยอย่างไร&amp;rdquo; นายอนุสรณ์ ระบุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49628</URL_LINK>
                <HASHTAG>IMF, นายกฯ, บิ๊กตู่, พท., อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด, เศรษฐกิจถดถอย, ไอเอ็มเอฟ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190719/image_big_5d31803a084a1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48881</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/10/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/10/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศก.โลกชะลอตัว IMFหั่นจีดีพีไทย 2562โตแค่2.9%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;IMF หั่นเศรษฐกิจไทยปี 62 โตแค่ 2.9% แนะใช้นโยบายการคลังการเงินแบบผ่อนคลาย ลดแรงกระแทก ศก.ขาลง พาณิชย์ขานรับอันดับทำธุรกิจดีขึ้น จ่อปรับปรุงลดขั้นตอน พึ่งเทคโนโลยี AI ช่วยให้เร็วขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม นายโจนาธาน ออสทรี รองผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียและแปซิฟิก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ประเมินว่า ในปีนี้เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 2.9% ซึ่งเป็นการปรับประมาณการลดลงจากเดิมที่เคยประเมินไว้เมื่อเดือน เม.ย.62 ที่ระดับ 3.5% เนื่องจากผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวจากผลของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน รวมถึงปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่ปี 63 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ราว 3%
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พร้อมมองว่าไทยยังสามารถใช้นโยบายการคลังและนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย เพื่อช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทย และลดแรงกระแทกจากเศรษฐกิจขาลง รวมทั้งควรส่งเสริมนโยบายการออมเพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ไทยยังมีพื้นที่ทางการคลังที่จะดำเนินนโยบายการคลัง และนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย เพื่อสนับสนุนให้เกิดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ให้เศรษฐกิจเข้าสู่ขาลงที่รุนแรง การใช้เครื่องมือทางการคลังที่เหมาะสมจะช่วยลดแรงกระแทกเศรษฐกิจขาลงได้&amp;quot; นายโจนาธาน ออสทรี ระบุ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พร้อมกันนี้ ไอเอ็มเอฟยังเปิดเผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย พบว่า ในปี 62 เศรษฐกิจเอเชียมีแนวโน้มขยายตัว 5% และในปี 63 คาดว่าจะขยายตัว 5.1% (ต่ำกว่าที่เคยประมาณการไว้เมื่อเดือน เม.ย.62) โดยการค้าและการลงทุนชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญจากมาตรการกีดกันทางการค้าและความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจโลก ซึ่งส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการผลิต
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายในประเทศพัฒนาแล้ว และภาวะการเงินโลกที่ผ่อนคลายมากขึ้น แม้จะเป็นปัจจัยที่ช่วยประคับประคองการขยายตัวของเศรษฐกิจเอเชีย แต่ขณะเดียวกันก็อาจส่งผลกระทบต่อความเปราะบางทางการเงินของประเทศในภูมิภาค
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเสี่ยงจากภายนอกภูมิภาค ได้แก่ ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีนที่อาจทวีความรุนแรงมากขึ้น เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าหลักชะลอตัวกว่าที่คาดไว้ ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น และความเสี่ยงจากการแยกตัวของอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป (BREXIT) แบบไร้ข้อตกลง ส่วนปัจจัยเสี่ยงภายในภูมิภาค ได้แก่ การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนที่เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ ความตึงเครียดภายในภูมิภาคที่เพิ่มขึ้น และความเสี่ยงจากภัยพิบัติทางธรรมชาติที่สูงขึ้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รอง ผอ.ฝ่ายเอเชียและแปซิฟิก ไอเอ็มเอฟ กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง และความกังวลในอนาคตต่อภาวะการค้าโลก ส่งผลให้การลงทุนในภูมิภาคเอเชียชะลอตัวลง การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรลดลง การส่งออกลดลง แต่การบริโภคยังไปได้ดี เพราะมีนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย การบริโภคจึงไม่ได้ลดลงมากนัก อย่างไรก็ดี การที่เศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียปีนี้ที่คาดว่าจะเติบโตได้ราว 5% นั้น แม้จะเป็นการเติบโตที่ชะลอตัวลง แต่เศรษฐกิจในเอเชียก็ถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยพยุงให้เศรษฐกิจโลกยังมีการเติบโตได้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในรายงานของไอเอ็มเอฟยังระบุด้วยว่า ภายใต้แนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ชะลอลง การบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคควรใช้ขีดความสามารถของนโยบายการคลังและนโยบายการเงินที่มีอยู่เพื่อสนับสนุนการขยายตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ ขณะที่การดำเนินนโยบายในภาคการเงิน ควรปรับตัวในเชิงรุกเพื่อป้องกันไม่ให้ภาวะการเงินโลกที่ผ่อนคลายมากขึ้นนั้น เร่งให้เกิดความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงิน โดยเฉพาะมาตรการลดปัญหาหนี้สินภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนในประเทศที่มีความเสี่ยง
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ การขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ชะลอลง ยังเน้นให้เห็นถึงความจำเป็นในการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง เพื่อเพิ่มศักยภาพการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการเติบโตอย่างมีส่วนร่วม ประกอบกับการเติบโตบนความยั่งยืนทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม สำหรับนโยบายในการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ได้แก่ การเปิดเสรีทางการค้ามากขึ้น ผ่านการลดมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีให้แก่การค้าบริการระหว่างประเทศ และการผ่อนคลายเงื่อนไขการลงทุน การลงทุนเพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน และการปรับปรุงระเบียบกฎเกณฑ์ ตลอดจนมาตรการเพื่อลดปัจจัยที่เร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ รวมถึงการสร้างกันชนทางการคลัง เพื่อรับมือต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เพิ่มมากขึ้น เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 24 ต.ค.ที่ผ่านมา ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ได้ประกาศผลสำรวจการจัดอันดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจ หรือ Doing Business 2020 พบว่า ประเทศไทยมีคะแนน Ease of Doing Business สูงขึ้น ขยับจาก 79.50 เป็น 80.10 คะแนน เพิ่มขึ้น 6 อันดับ จากอันดับที่ 27 (ปี 2019) เป็นอันดับที่ 21 (ปี 2020) และอยู่ในกลุ่ม 25 ประเทศแรกของโลกจาก 190 ประเทศที่มีความง่ายในการประกอบธุรกิจ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับตัวชี้วัดภายใต้การจัดอันดับดังกล่าว กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเป็นหน่วยงานเจ้าภาพหลัก คือ ตัวชี้วัดด้านการเริ่มต้นธุรกิจ (Starting a Business) โดยไทยมีคะแนนสูงขึ้น ขยับจาก 92.30 เป็น 92.40 ซึ่งอยู่ในช่วงคะแนนที่สูงมาก แสดงถึงผลสำเร็จของการปฏิบัติงานอย่างดีเยี่ยมของกรม ส่งผลในปีนี้ไทยอยู่ในอันดับที่ 47 (ปี 2019 : อันดับที่ 39) และอยู่ในอันดับที่ 3 ของอาเซียน รองจากสิงคโปร์ และบรูไน ตามลำดับ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยทิศทางการพัฒนาการให้บริการของกรมจะดำเนินการปรับปรุงระบบการจองชื่อนิติบุคคล ให้สามารถตรวจสอบและทราบผลการอนุมัติการจองชื่อได้ทันที โดยใช้เทคโนโลยี AI เพื่อเพิ่มความรวดเร็วมากขึ้น และปรับปรุงการจดทะเบียนนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Registration) พัฒนารูปแบบการกรอกข้อมูลรายการจดทะเบียนในระบบ e-Registration ให้ง่ายมากขึ้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รวมถึงเพิ่มช่องทางการยืนยันตัวตนผ่านทางเครื่องมือสื่อสารระบบออนไลน์ โดยประชาชนไม่จำเป็นต้องเดินทางมายืนยันตัวตนที่กรม ประกอบกับการสร้างความรู้ความเข้าใจและสนับสนุนให้นักธุรกิจรุ่นใหม่หันมาใช้ระบบ e-Registration เพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีธุรกิจจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจผ่านระบบ e-Registration แล้วจำนวน 24,473 ราย (ข้อมูล ณ เดือน ก.ย.2562)
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังมีแผนการดำเนินงานที่จะรวมขั้นตอนการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มของกรมสรรพากร และการขึ้นทะเบียนนายจ้าง-ลูกจ้างของสำนักงานประกันสังคมไว้กับการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท คาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการได้ในเดือน ม.ค.2563 ซึ่งหากเปิดให้บริการแล้วจะทำให้ภาพรวมของการจัดตั้งธุรกิจลดลงจาก 5 ขั้นตอน เหลือ 3 ขั้นตอน และใช้ระยะเวลาลดลงจาก 4.5 วัน เหลือเพียง 2.5 วัน ซึ่งกรมมั่นใจว่าจะส่งผลให้ผลการพิจารณาการจัดอันดับในปีหน้ามีอันดับที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน ก่อให้เกิดแรงจูงใจและดึงดูดให้ผู้ประกอบการชาวต่างชาติมาเริ่มต้นธุรกิจในประเทศไทย.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48881</URL_LINK>
                <HASHTAG>IMF, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เศรษฐกิจโลก, เศรษฐกิจโลกชะลอตัว, เศรษฐกิจไทยปี 62 โต 2.9%</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191025/image_big_5db302d2b77a2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>28015</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/02/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/02/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บทสนทนาที่บางขุนพรหม ว่าด้วยสงครามการค้าโลก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ผมสัมภาษณ์ ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ครั้งล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อวัดชีพจรเศรษฐกิจโลกที่มีผลกระทบต่อไทย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่แน่ๆ คือท่านบอกว่าเราต้องจับตาดูเศรษฐกิจและความเคลื่อนไหวของจีนอย่างใกล้ชิด เพราะมีหลายปัจจัยแห่งความไม่แน่นอนที่สูงมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เริ่มด้วย IMF แสดงความกังวลว่าเศรษฐกิจโลกจะโตต่ำกว่าที่เคยคาดเอาไว้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.วิรไทบอกว่า แนวโน้มเศรษฐกิจโลกจะมีอัตราโตที่จะชะลอตัวลงมากกว่าปีที่ผ่านมา แต่ไม่ต้องถึงขั้นตระหนกว่าจะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจทั่วโลกเหมือนปี 2008
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กูรูตะวันตกเคยทำนายว่าโลกเราจะต้องเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจร้ายแรงทุก 10 ปี ดังนั้น พอถึงปี 2018 ก็มีความหวั่นไหวว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่เอาเข้าจริงๆ เราก็ย่างเข้าสู่ปี 2019 โดยยังไม่มีสัญญาณว่าจะเกิดวิบากกรรมหนักหน่วงขนาดนั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ห้ามประมาท!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;IMF ประมาณการอัตราโตทางเศรษฐกิจโลกลดลง 0.2% แต่ก็ยังอยู่ในระดับประมาณ 3.4-3.5%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ซึ่งก็ยังถือว่าอยู่ในระดับที่มีการขยายตัวดีอยู่&amp;rdquo; ดร.วิรไทบอก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ต้องระวังผลกระทบจากปัจจัยลบที่เกิดจากสงครามการค้า, Brexit และต้องเกาะติดมาตรการที่รัฐบาลจีนออกมาในระยะนี้ เพื่อดูแลเศรษฐกิจของตัวเองไม่ให้เกิดภาวะคลอนแคลนอย่างที่นักวิเคราะห์บางกลุ่มกลัวกันอยู่ขณะนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มาตรการของปักกิ่งจะมีผลอย่างไรก็ต้องดูช่วงครึ่งหลังของปีนี้ต่อไปถึงปีหน้า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หากดูจากวิกฤติครั้งก่อนๆ ปัญหาส่วนใหญ่จะมาจากความเปราะบางของสถาบันการเงินและฟองสบู่การเงิน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ระบบการธนาคารของโลกมีความเข้มแข็งเพิ่มขึ้น เพราะวิกฤติครั้งที่แล้วทำให้มีการปฏิรูประบบการเงินและวางมาตรการควบคุมสถาบันการเงินเข้มข้นมากขึ้น สามารถรับแรงปะทะต่างๆ ได้มากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เรื่อง subprime และฟองสบู่ในวงการอสังหาริมทรัพย์วันนี้ก็ไม่ใช่ประเด็นที่ต้องกังวลเหมือนเมื่อ 10 ปีก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนมีมากเพียงใด?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.วิรไทยอมรับว่าแบงก์ชาติก็กังวลต่อผลจากสงครามการค้าระหว่าง 2 ยักษ์ใหญ่ แต่ก็บอกว่ายากที่จะประเมิน เพราะมีทั้งผลบวกและลบ, ผลทางตรงและทางอ้อมที่มากับ supply chain หรือห่วงโซ่อุปทาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สินค้า 2 ประเภทที่ไทยถูกกระทบโดยตรง เพราะสหรัฐออกมาตรการแซงก์ชั่นสินค้าบางหมวด เช่น เครื่องซักผ้าและแผงโซลาร์เซลล์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกนั้นก็มีชิ้นส่วนที่ไทยส่งไปจีนเพื่อประกอบเป็นสินค้าส่งไปอเมริกา เช่น อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหลาย เพราะช่วงปลายๆ ปีก็เริ่มเห็นคำสั่งซื้อลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ที่ประเมินผลกระทบยาก เพราะการเจรจามีต่อเนื่องมาเรื่อยๆ เนื่องจากเดิมวันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา จะเป็นเส้นตายที่สหรัฐประกาศเอาไว้ว่าจะเก็บภาษีเพิ่มรอบใหญ่กับสินค้าจีนอีกครั้ง ทำให้ทุกคนสั่งสินค้าล่วงหน้าไว้เยอะ ทำให้ตัวเลขส่งออกไตรมาส 3 ต่อไตรมาส 4 ยังสูงอยู่ แต่เมื่อมีสต๊อกเก่าไม่ระบายออก ก็ทำให้คำสั่งสินค้าใหม่ของต้นปีนี้ชะลอตัวลงอย่างมากเช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ด้านบวกก็คือสินค้าบางอย่าง เช่น เคมีของไทยก็ส่งออกไปอเมริกามากขึ้น เพราะสินค้าจีนประเภทนี้ถูกกีดกันด้วยภาษีที่สูงขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมถามว่าบวกลบคูณหารแล้ว เป็นบวกหรือลบสำหรับไทย?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.วิรไทบอกว่า &amp;ldquo;ผมคิดว่าน่าจะเป็นผลเสียมากกว่า&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เหตุเพราะเมื่อมีสงครามการค้าแล้วมีผลกระทบต่อกระบวนการการผลิต และ supply chain เดิม และกว่าที่ห่วงโซ่อุปทานใหม่จะเข้ามาอยู่ในระบบก็ต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ผลบวกด้านหนึ่งก็จะเห็นการลงทุนในจีนที่ย้ายฐานมาไทยและประเทศอาเซียนอื่นมากขึ้น เพราะนักลงทุนและนักอุตสาหกรรมตระหนักแล้วว่าพวกเขาไม่ควรจะทุ่มทั้งหมดในประเทศจีน เพราะสงครามการค้าระหว่างอเมริกากับจีนจะไม่จบง่ายๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่การย้ายฐานการผลิตจากจีนมาไทยก็ต้องใช้เวลา นอกจากที่ไทยมีฐานการผลิตอยู่แล้ว เช่น hard disk drive และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมเห็นว่าไม่มีใครรู้ว่าหากสหรัฐกับจีนยังมีข้อพิพาทเรื่อง &amp;ldquo;หัวเว่ย&amp;rdquo; อยู่อย่างที่เห็น การเจรจาสงบศึกระหว่างวอชิงตันกับปักกิ่งจะลากยาวอีกเท่าไหร่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โปรดติดตามทุกย่างก้าว+.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28015</URL_LINK>
                <HASHTAG>Brexit, IMF, กาแฟดำ, ดร.วิรไท สันติประภพ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180720/image_big_5b515c1cad535.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
