<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>112440</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/08/2021 19:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/08/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เด็กกำพร้าพุ่ง1.5 ล้านคนใน 21 ประเทศ  ผลกระทบจาก...โควิด-19 สายพันธุ์เดลต้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การศึกษาใหม่คาดการณ์ว่าเด็ก 1.5 ล้านคนทั่วโลก ต้องประสบกับการเสียชีวิตของพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย หรือผู้ดูแลที่เลี้ยงดูตั้งแต่ยังเล็ก เนื่องจากโควิด-19 และข้อมูลดังกล่าวเป็นการศึกษาของนักวิจัยจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) และมหาวิทยาลัยอิมพีเรียลคอลเลจลอนดอน (Imperial College London) ซึ่งรวมรวบข้อมูลการตาย และสถิติการเจริญพันธุ์จาก 21 ประเทศ ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563 ถึงเมษายน 2564&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยทีมวิจัยทั้ง2แห่งพบว่ามีเด็กมากกว่า 1 ล้านคน สูญเสียพ่อแม่ 1คนหรือทั้งคู่ และเด็กอีกครึ่งล้านคนสูญเสียผู้ดูแลหรือพี่เลี้ยงตั้งแต่เด็ก ซึ่งในสหรัฐอเมริกาประเทศเดียว มีเด็กมากกว่า 110,000 คน สูญเสียพ่อแม่หรือผู้ดูแล&amp;nbsp; ทั้งนี้นักวิจัยได้ชี้ให้เห็นว่า ควรให้การสนับสนุนและช่วยเหลือย่างเร่งด่วน สำหรับเด็กเหล่านี้ เนื่องจากเป็นเด็กกำพร้า ที่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงด้านสุขภาพ ความปลอดภัย และสวัสดิภาพที่สูงขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ดร.เซธ แฟลกซ์แมน&amp;rdquo; 1 ในผู้วิจัยจากมหาวิทยาลัย อิมพีเรียลคอลเลจลอนดอน (Imperial College London) กล่าวว่า &amp;quot;การระบาดของโควิด-19 ที่ไม่สามารถควบคุมได้ เปลี่ยนแปลงชีวิตเด็ก ให้ถูกทอดทิ้งอย่างกะทันหันและถาวรตลอดไป เพราะเมื่อเทียบกับผู้ใหญ่ เด็กมีโอกาสน้อยที่จะติดเชื้อโควิด-19 รุนแรงและเสียชีวิตจากโรคนี้ แต่ความเสี่ยงที่ลดลงนี้ ได้ปิดบังผลกระทบร้ายแรงที่การระบาดใหญ่มีต่อเด็ก ประกอบกับจำนวนผู้เสียชีวิต ที่มากกว่า 4 ล้านคนทั่วโลก นั่นจึงทำให้เด็กจำนวนมาก ต้องสูญเสียพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย และผู้ใหญ่ที่สำคัญในชีวิตของพวกเขา เนื่องจากไวรัสโควิด-19&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;กองทุนฉุกเฉินเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ หรือ &amp;ldquo;ยูนิเซฟ&amp;rdquo; ระบุว่า &amp;ldquo;เด็กกำพร้าที่เกิดจากการสูญเสียพ่อแม่หนึ่งคนหรือทั้งคู่ อาจทำให้เด็กมีความเสี่ยงสูงด้านสุขภาพ เนื่องจากเด็กกำพร้ามีแนวโน้มที่จะประสบปัญหาสุขภาพจิต ความยากจน ความรุนแรงทางร่างกาย อารมณ์ และทางเพศ พวกเขาอาจมีอาการเรื้อรัง และมีความเสี่ยงสูงต่อเอชไอวี หรือโรคเอดส์และโรคอื่นๆเพิ่มสูงขึ้น&amp;rdquo;ทั้งนี้เด็กที่สูญเสียพี่เลี้ยงหรือคนดูแลที่ไม่ใช่พ่อแม่ เช่น ปู่ย่าตายายหรือญาติคนอื่น ก็มีความเสี่ยงต่อเด็กเช่นเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับข้อมูลการวิจัยข้างต้น ที่จัดทำขึ้นโดยกลุ่มวิจัยนักวิทยาศาสตร์จาก CDC หรือสาธารณสุขของอเมริกา และมหาวิทยาลัยอิมพีเรียลคอลเลจลอนดอน (Imperial College London) รวมถึงมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดในอังกฤษ ได้ถูกตีพิมพ์งานวิจัยไปเมื่อเร็วๆนี้ ในวารสารเกี่ยวกับการเครื่องมือแพทย์เดอะแลนซิต( The Lancet) ทั้งนี้การที่นักวิทยาศาสตร์ได้ประเมินว่า เด็กจำนวนเท่าใดที่กลายเป็นกำพร้านั้น ใช้ข้อมูลการตายจาก 21 ประเทศซึ่งคิดเป็นร้อยละ 77 ของการเสียชีวิตจากโรคโควิด-19 ทั่วโลก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้าน &amp;ldquo;ดร.ซูซาน ฮิลส์&amp;rdquo; นักวิจัยของ CDC หรือสาธารณสุขของอเมริกา ระบุว่า &amp;ldquo; ในผู้ใหญ่ทุกๆ 2 คน ที่เสียชีวิตจากโควิด-19 ทั่วโลก จะมีเด็ก 1 คนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เพื่อเผชิญหน้ากับการตายของพ่อแม่หรือผู้ดูแล&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ย้อนกลับไปในวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2564 พบว่ามีเด็ก 1.5 ล้านคนเหล่านี้ ได้กลายเป็นผลพวงอันน่าสลดใจ ที่ถูกมองข้ามไปจากการเสียชีวิต ของผู้คนที่ติดโควิด-19 จำนวน 3 ล้านคนทั่วโลก และจำนวนนี้ จะเพิ่มขึ้นเมื่อการระบาดใหญ่ดำเนินไปเรื่อยๆ และจากการศึกษาข้อมูลใน 21 ประเทศข้างต้น นักวิจัยค้นพบว่าในทุกๆวัน จะมีเด็กที่ต้องกลายเป็นเด็กกำพร้าคิดเป็น 8 คน และเด็กมากกว่า 1 คน ในจำนวนเด็ก 1,000 คนในประเทศดังกล่าว ต้องสูญเสียผู้เลี้ยงดูหรือพี่เลี้ยงตั้งแต่เด็กไป จากโรคโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในประเทศเปรูมีอัตราสูงสุด คือในเด็กจำนวน 1,000 คน ต้องสูญเสียผู้ดูแลเด็กสูงถึง 10 คน ส่วนในแอฟริกาใต้และเม็กซิโกก็มีอัตราที่สูงเช่นกัน ในเด็กจำนวน1,000 คน จะต้องสูญเสียพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูตั้งแต่เล็กอยู่ที่ 3-5 คน ในสหรัฐอเมริกา นักวิจัยคาดการณ์ว่ามีเด็กประมาณ 1.5 คน จากเด็ก 1,000 คนที่ต้อง สูญเสียผู้ปกครองและผู้เลี้ยงดู คิดเป็นเด็กทั้งหมดประมาณ 114,000 คนที่ต้องเป็นเด็กกำพร้าจากเสียชีวิตของผู้ปกครองช่วงโควิด-19 ระบาด การประมาณนี้สอดคล้องกับเอกสาร ของสาธารณสุขอเมริกา หรือ CDC ซึ่งประมาณการว่าเด็กอเมริกันราว 119,000 คน ต้องสูญเสียผู้ปกครอง อันเนื่องจากการติดเชื้อของไวรัสร้าย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; แม้ว่าอินเดียจะไม่ใช่ 1 ในประเทศ ที่มีอัตราการเสียชีวิตของผู้ปกครอง และผู้ดูแลเด็กสูงสุดโดยรวม แต่นักวิจัยก็พบว่าการเสียชีวิตของคนอินเดีย เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในฤดูใบไม้ผลิปี 2021นั่นจึงทำให้จำนวนเด็กกำพร้าใหม่เพิ่มขึ้น 8.5 เท่า ตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงเมษายน 2564 เนื่องจากตัวแปรของสายพันธ์เดลต้าที่เพิ่มขึ้นในประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นักวิจัยเตือนว่าการค้นพบของพวกเขา อาจประเมินค่าต่ำไป หรืออาจพบว่ามีเด็กกำพร้า จากการที่ผู้ปกครองเสียชีวิต ในกลุ่มของเด็กที่มากกว่า 6 ปีขึ้นไป มีจำนวนสูงมากกว่านี้ และข้อมูลของการประเมินข้างต้น ถือว่าค่อนข้างต่ำไปในกลุ่มของผู้ใหญ่ที่เสียชีวิตด้วยโรคโควิด-19 โดยเฉพาะในประเทศที่ยังมีการตรวจสอบข้อมูลไม่แพร่หลาย &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112440</URL_LINK>
                <HASHTAG>CDC, Imperial College London, กองทุนฉุกเฉินเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ, ดร.ซูซาน ฮิลส์, ดร.เซธ แฟลกซ์แมน, ผลกระทบ, มหาวิทยาลัยอิมพีเรียลคอลเลจลอนดอน, ยูนิเซฟ, ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคกวางโจว, สายพันธุ์เดลต้า, สูญเสียพ่อแม่, เด็กกำพร้าพุ่ง, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210806/image_big_610d229de0540.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>68204</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/06/2020 11:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/06/2020 09:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เพจหมอเผย 2 มหา&#039;ลัยใหญ่ของสหรัฐ -อังกฤษ ทำวิจัยระบุมาตรการล็อกดาวน์ ช่วยเซฟชีวิตชาวโลก ได้หลายร้อยล้านคน  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;9มิ.ย.63-เพจแพทย์ไทยไอเดียสุด/Doc Idea D &amp;nbsp;ได้โพสต์ข้อความว่า จาการวิจัยล่าสุดจาก​ 2​ มหาวิทยาลัยใหญ่ของสหรัฐ​ และอังกฤษตี​ ระบุว่า​มาตรการล็อกดาวน์เซฟชีวิตคนได้หลาย​ 100​ ล้านคน​ แต่ก็ระบุว่า​ ตอนนี้อาจจะมีผู้ติดเชื้อไป​ 500​ กว่าล้่านคนได้เช่นเดียวกัน
.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มี​ 2​ วิจัยขนาดใหญ่ที่เพิ่งลงใน​วารสาร Nature​ โดยมีสื่อ​ Washington Post​ นำมาสรุปความให้
วิจัยแรกจากสหรัฐ​ the University of California at Berkeley ระบุไว้ว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.​ ศึกษาใน​ 6​ ประเทศ​ จีน​ สหรัฐ​ เกาหลี​ ฝรั่งเศส​ อิตาลี​ อิหร่าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.​ มาตรการ​ Shut Down​ ช่วยคนสหรัฐไว้​ 60​ ล้านคน​ ช่วยคนจีนไว้​ 285 ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.​ ตามดูมาตรการของแต่ละที่รวมกัน​ 1,717 มาตรการ​ ได้ทำเทสต์รวม​ 11​ ประเทศ​ มีการเทสต์ตรวจหาเชื้อ​ไป​ 62 ล้านเทสต์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.​ ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ไม่ได้รับการตรวจเทสต์หาเชื้อเลย​ ทำให้คาดการณ์​ว่า​ มีผู้ติดเชื้อจริงอาจจะ​มีมากถึง​ 530 ล้านคน​&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.​ เวลาในการใช้มาตรการต่างๆ​ นั้นสำคัญมาก​ เริ่มไวได้ผลดีมากกว่าเริ่มช้าชัดเจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6.​ วิจัยตามวิเคราะห์์ให้ว่า มาตรการไหนช่วยมาก​ ช่วยน้อย​ ... เพื่อให้ประเทศที่เพิ่งเริ่มติดเชื้อ​ ได้ทราบแนวทางดีๆ​&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7.​ มีประเทศมากมายตั้งคำถามเรื่องความคุ้มค่าของการปิดเมือง​ หยุดภาคเอกชน​ ว่าคุ้มค่าแคไหน​ อย่างไร​ ในการ Save​ ขีวิตคนไปมากมาย
ฉบับเต็มที่ยาวมากตามอ่านได้ใน https://www.nature.com/arti&amp;hellip;/s41586-020-2404-8_reference.pdf&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;วิจัยที่​ 2​ โดยผู้เชี่ยวชาญจาก​ Imperial College London​ อังกฤษ
1.​ มาตรการ​ Shut​ Down​ เซฟชีวิตคนใน​ 11​ ประเทศไป​ 3.1​ ล้านชีวิต​
2.​ เฉพาะของอังกฤษ​ เซฟไป​ 500000 ชีวิต
3.​ ลดอัตราการติดเชื้อไปถึง​ 82%
4.​ แต่พอมีมาตรการต่างๆ​ อัตราการติดเชื้อในแต่ละประเทศ​ จึงเหลือ​ 3-4% ซึ่งทำให้ไม่เกิด​ Herd​ Immunity
5.​ ให้ระวังว่า​ ถ้าลดมาตรการต่างๆ​ แบบไม่ระวังจะมีผู้ติดเชื้อกลุ่มใหม่​ Wave​ 2​ เพิ่มขึ้นมา
(ผลงานฉบับเต็มดูได้ที่ Estimating the effects of non-pharmaceutical interventions on COVID-19 in Europe) &amp;nbsp; https://www.nature.com/articles/s41586-020-2405-7&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68204</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, Imperial College London, มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลี, มาตรการล็อกดาวน์, แพทย์ไทยไอเดียสุด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200609/image_big_5edef1131fc3d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
