<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>16203</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/08/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แม้วจัดทัพสู้เลือกตั้ง ชูปฏิรูปกห.-ขายเรือดำนํ้า มั่นใจกวาดเก้าอี้ส.ส.&#039;260&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เพื่อแม้ว&amp;quot; จัดทัพสงครามเลือกตั้งแต่ไก่โห่ ชูแคมเปญยกเลิกเกณฑ์ทหาร-ขายเรือดำน้ำเอาเงินสร้าง รพ. &amp;quot;ทักษิณ&amp;quot; กำชับอดีต ส.ส.ลงพื้นที่ มั่นใจชนะ 260 เสียง ลั่นมีอำนาจรื้อแหลก รธน.ยัน พ.ร.บ.กลาโหม อ้างเป็นอุปสรรค ปชต. &amp;quot;วัฒนา-สุณิสา&amp;quot; ตอกย้ำปฏิรูปกองทัพให้เล็กตรวจสอบได้ &amp;quot;ปชป.&amp;quot; ดักคอ คสช. ต้องรับผิดชอบใช้เรื่องปลดล็อกเป็นเกมช่วงชิงความได้เปรียบ ระวังได้ไม่คุ้มเสีย &amp;quot;สุริยะใส&amp;quot; เตือนทำไพรมารีโหวตไม่เต็มรูปแบบอาจถูกร้องขัด รธน. &amp;quot;กลุ่มสามมิตร&amp;quot; หนุน &amp;quot;ประยุทธ์&amp;quot; ลงบัญชีนายกฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอาทิตย์ มีรายงานข่าวจากพรรคเพื่อไทยเปิดเผยว่า หลังจากสัญญาณเลือกตั้งถูกส่งมาค่อนข้างชัดเจนที่จะมีการเลือกตั้งในเดือน ก.พ.2562 ทำให้ทางพรรคต้องเตรียมพร้อมอยู่เสมอ โดยเฉพาะด้านนโยบายที่ถือเป็นจุดแข็งของพรรคมาโดยตลอดตั้งแต่ยุคพรรคไทยรักไทย ขณะนี้ได้มีการเตรียมจัดทำร่างนโยบายเพื่อเตรียมสู้ศึกเลือกตั้ง จะชูประเด็นการแก้ไขปัญหาปากท้องเป็นหลัก พร้อมทั้งมอบหมายให้แกนนำพรรคแต่ละคนรับผิดชอบ จัดทำแคมเปญนโยบายเป็นรายกระทรวง นอกจากนี้ยังมีการตั้งคณะกรรมการชุดพิเศษอีกหลายชุดเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูกที่มีข้อบกพร่องเป็นอุปสรรคต่อการบริหารประเทศมากมาย อาทิ รัฐธรรมนูญ 2560 พ.ร.บ.ป.ป.ช., พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส., พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. และ พ.ร.บ.การจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหมเป็นต้น ซึ่งหากพรรคเพื่อไทยได้รับเลือกกลับมาเป็นรัฐบาล จะมีการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการทำงานการเมืองตามระบอบประชาธิปไตยอย่างแน่นอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานข่าวเผยว่า ที่ผ่านมามีแกนนำพรรค อดีตส.ส. สมาชิกพรรค เดินทางไปหานายทักษิณ ชินวัตร ที่ต่างประเทศเป็นจำนวนมาก นายทักษิณแสดงความมั่นใจจากผลโพลภายในที่มีต่อการเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคเพื่อไทยยังได้รับความนิยมจากชาวบ้าน น่าจะได้ที่นั่งกลับมามากถึง 260 เสียง ส่วนพรรคอนาคตใหม่ ที่นโยบายโดนใจคนรุ่นใหม่ ถือว่าเป็นพรรคที่น่าจับตา อาจได้ ส.ส.มากถึง 40 ที่นั่ง และเห็นว่าการเลือกตั้งคงจะเกิดในเดือน ก.พ.ปีหน้าแน่นอน หากยิ่งเลื่อนออกไปจะเกิดผลเสียกับรัฐบาลทหาร แต่จะเป็นผลดีกับพรรคเพื่อไทยที่จะหาเสียงได้ง่ายขึ้น เนื่องจากวันนี้ชาวบ้านระดับล่างประสบปัญหาทางด้านเศรษฐกิจเป็นจำนวนมาก รวมทั้งได้กำชับต่ออดีต ส.ส.ที่เดินทางไปพบให้หมั่นลงพื้นที่พบปะชาวบ้าน สอบถามความต้องการอยากให้พรรคช่วยแก้ปัญหาในเรื่องใดบ้าง แล้วรวบรวมเป็นข้อมูลส่งไปให้แกนนำพรรค จัดทำเป็นนโยบายต่อไป นอกจากนี้ ยามเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง ขอให้ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ระมัดระวังการกระทำที่สุ่มเสี่ยงต่อการได้รับใบเหลืองใบแดง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานข่าวเผยอีกว่า การจัดทำแคมเปญหาเสียงนอกจากจะมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขปัญหาปากท้องแล้ว ยังจะตอกย้ำการบริหารงาน การใช้งบประมาณของกองทัพ จนถูกเสียงท้วงติงจากสังคมอย่างหนัก พร้อมทั้งเตรียมประกาศเป็นหนึ่งในนโยบายหลักที่จะให้อดีตส.ส.นำไปบอกกับชาวบ้านในการหาเสียง 1.ยกเลิกการเกณฑ์ทหาร แต่ให้เป็นความสมัครใจ เนื่องจากปัจจุบัน ประเทศไม่ได้อยู่ในภาวะสู้รบ ทหารเกณฑ์ถูกนำไปใช้งานผิดวัตถุประสงค์ กลายเป็นพลทหารรับใช้ผู้มีอำนาจในกองทัพ และด้วยระบบรุ่นพี่รุ่นน้อง มีการลงโทษทางวินัยอย่างรุนแรง ทำให้ผู้ปกครองไม่มั่นใจการส่งลูกหลานไปสมัครทหารเกณฑ์แล้วจะมีความปลอดภัยทางร่างกาย จิตใจเพียงใด 2.ขายเรือดำน้ำ เอาเงินมาสร้างโรงพยาบาล เนื่องจากเห็นว่าใช้งบประมาณจำนวนมาก เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ในกระบวนการจัดซื้อ ด้วยสภาวการณ์ปัจจุบัน ควรนำงบประมาณในส่วนที่ไม่จำเป็นมาร่วมพัฒนาให้เกิดประโยชน์ทางด้านสุขภาพ คุณภาพชีวิตประชาชน ดีกว่าไปทุ่มให้กับสิ่งของที่ไม่จำเป็น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เฟซบุ๊ก Khine Zin Thant ได้มีการโพสต์รูปนายทักษิณ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ หลายรูป พร้อมระบุข้อความสั้นๆ ว่า อยู่ที่ปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ต่อมาได้โพสต์รูปดังกล่าวและรูปเพิ่มเติมไปยังกลุ่ม We Love Yingluck Shinawatra Forever ซึ่งกลุ่มเปิดสาธารณะ และมีสมาชิกถึง 25,453 คนด้วย
ปฏิรูปกองทัพให้เล็กลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า หน้าที่ของกองทัพคือ การเตรียมกำลังและใช้กำลังเพื่อป้องกันภัยคุกคามต่อราชอาณาจักร ซึ่งสอดคล้องกับชื่อภาษาอังกฤษของกระทรวงกลาโหมคือ &amp;ldquo;Ministry of Defense&amp;rdquo; อันหมายถึงการป้องกัน แต่ทุกครั้งที่มีการรัฐประหาร กระทรวงกลาโหมจะถูกขยายอำนาจ จนล่าสุดถึงขั้นมีอำนาจหน้าที่ในการพัฒนาประเทศ การป้องกันและแก้ไขปัญหาจากภัยพิบัติทั้งที่มีหน่วยงานอื่นรับผิดชอบอยู่แล้ว เพื่อเป็นข้ออ้างในการเพิ่มงบประมาณและขยายกำลังพล ปัจจุบันกองทัพมีกำลังประจำการประมาณ 335,000 นาย เมื่อรวมกับทหารเกณฑ์ปีนี้ที่สูงกว่า 100,000 นาย ทำให้มีกำลังประจำการมากถึง 440,000 นาย ซึ่งสูงมากเมื่อเทียบกับมหาอำนาจที่มีขนาดและประชากรใกล้เคียงกัน การมีกำลังพลจำนวนมาก จึงเกินความจำเป็นและเป็นภาระแก่งบประมาณ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;นับจากการรัฐประหารในปี 2549 งบประมาณกระทรวงกลาโหมถูกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 85,000 ล้านบาท ในปี 2549 เพิ่มเป็น 227,000 ล้านบาทในปี 2562 หรือเพิ่มขึ้นถึง 167% งบประมาณจำนวนมากหมดไปกับการเพิ่มกำลังพลและการซื้ออาวุธที่ไม่สอดคล้องกับภารกิจและภัยคุกคาม เช่น การจัดซื้อเรือดำน้ำที่ยังไม่จำเป็น แต่กลับซื้อมาถึง 3 ลำ ดังนั้นภารกิจเร่งด่วนหลังการเลือกตั้ง คือการปฏิรูปกองทัพให้มีขนาดที่เหมาะสม มีความทันสมัย และมีขีดความสามารถต่อการป้องกันภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ให้เป็นกองทัพของประชาชน ไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองจนกองทัพกลายเป็นภัยคุกคามเสียเอง&amp;quot; นายวัฒนาระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ร.ท.หญิงสุณิสา ทิวากรดำรง สมาชิกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ปัญหาการซ้อมทรมานพลทหารคชา พะชะ ชี้ให้เห็นความไร้ภาวะผู้นำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ที่ไม่ใช่นักแก้ปัญหาที่ดี แต่ชอบซุกปัญหาไว้ใต้พรม เพื่อซื้อเวลาแล้วรอให้เรื่องเงียบไปเอง แสดงว่ามีกรรมวิธีซ้อมทรมานโดยทำให้ไม่เห็นบาดแผลเพื่อให้สาวไม่ถึงตัวคนกระทำผิด ที่ปฏิบัติกันจนเคยชินจนเป็นเรื่องธรรมดาอย่างนั้นหรือ หรือว่าการแถลงผลการตรวจของโรงพยาบาลมีปัญหาหรือถูกกดดัน กองทัพกำลังทำตัวเหมือนเป็นคนกลาง นำตัวคนลงมือมารับโทษเพื่อให้เรื่องจบ ซึ่งไม่เพียงพอ รัฐบาลและกองทัพต้องร่วมรับผิดชอบและลงมือแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ไม่งั้นก็จะยังมีเหยื่อรายต่อไปไม่จบสิ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ถ้าจะทำให้การซ้อมทรมานหมดไปจากระบบ ทั้งรัฐบาลและกองทัพต้องปฏิรูปแนวทางดูแลกำลังพล โดยต้องเคารพสิทธิมนุษยชนของกำลังพล และปฏิรูปกองทัพให้เป็นยุค 4.0 ซึ่ง Small but Sure and Accountable หรือเล็กพริกขี้หนู และตรวจสอบได้ ทั้งยังควรเปลี่ยนมารับผู้สมัครใจเป็นทหารแทน แล้วเลิกบังคับให้ทุกคนต้องเกณฑ์ทหาร ซึ่งจะสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งสถานการณ์โลกในยุคปัจจุบันที่เปลี่ยนไป&amp;quot; ร.ท.หญิงสุณิสาระบุ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ที่รัฐบาลจะคลายล็อกโดยไม่ปลดล็อก การให้เวลาหาเสียงเพียง 20 วัน เห็นเจตนาชัดเจนว่าต้องการปิดประตูตีแมว เหมือนช่วงลงประชามติรัฐธรรมนูญ
2560 เป็นการเอาเปรียบทางการเมือง อย่างมากภาษาอีสานเรียกว่า ตีหน้ามึน ถือว่าไม่เป็นกลาง ไม่เหมาะสมที่จะเป็นรัฐบาลรักษาการเพื่อจัดการเลือกตั้งอย่างเสรี และเป็นธรรม ทำยังกับว่าประเทศนี้เป็นบ้านป่า เมืองเถื่อน ที่ดูน่ากลัว ต้องใช้อำนาจพิเศษตาม ม.44 ควบคุมไว้ ที่พรรคการเมืองเรียกร้องให้ปลดล็อก เท่ากับส่งสัญญาณบวกว่าบ้านนี้เมืองนี้จะเปิดประเทศแล้วจะเป็นประชาธิปไตยที่เชื่อมโยงกับชาวโลกแล้ว ยังมองไม่เห็นประโยชน์อันใดที่รัฐบาลจะค่อยๆ ปลดล็อกเป็นขยักๆ นอกจากเพื่อประโยชน์ทางการเมืองส่วนตนและพวกพ้อง หากมองผลประโยชน์ของชาติไม่ออก ก็ไม่สมควรที่จะเป็นรัฐบาลรักษาการจัดการเลือกตั้งควรลาออกมาทำงานการเมืองอย่างแฟร์ๆ จะเหมาะสมกว่า
ย้ำ พท.ต้นเหตุรัฐประหาร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์แสดงอารมณ์หงุดหงิดกับสื่อบ่อย ถึงขั้นไล่สื่อพ้นทำเนียบฯ ว่า พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ มา 4 ปีกว่า คนไทยได้เห็นภาพเหตุการณ์ลักษณะนี้มาตลอดหรือไม่ ประชาชนมีสิทธิ์สงสัยว่าอาจเป็นเพราะใกล้ถึงเวลาปลดล็อกการเมือง เตรียมการนำประเทศไปสู่การเลือกตั้ง การกำหนดแนวทางในการเข้าสู่อำนาจอีกครั้งของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่จะประกาศในเดือนกันยายน รวมถึงสถานการณ์ทางการเมืองที่ผลงานรัฐบาล คสช.ยังไม่เป็นใจที่พอใจของประชาชนหรือไม่ ทำให้อารมณ์เสียหงุดหงิดบ่อย เข้าทำนองยื้อก็พัง เลือกตั้งก็แพ้หรือไม่ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายราเมศ รัตนะเชวง รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวตอบโต้กรณีนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด บิดเบือนข้อเท็จจริงกรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ปชป. ให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างชาติว่า &amp;nbsp;นายอนุสรณ์บิดเบือนข้อเท็จจริงแทบทั้งสิ้น เพราะถ้าอ่านคำให้สัมภาษณ์ฉบับเต็ม จะเห็นได้ว่าไม่มีคำพูดใดที่นายอภิสิทธิ์พูดผิดไปจากความเป็นจริง เป็นการมองประเทศไปข้างหน้า ทั้งเรื่องประชาธิปไตย สังคม เศรษฐกิจ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พรรคเพื่อไทยต้องเรียนรู้บทเรียนที่ผ่านมา ผิดก็ต้องยอมรับผิด ว่าบ้านเมืองที่มาถึงทุกวันนี้เพราะเหตุการทุจริต การออกกฎหมายช่วยคนโกงบ้านโกงแผ่นดินการใช้เสียงข้างมากข่มเหงเสียงข้างน้อยในสภาเพื่อประโยชน์ของพวกตน การทำลายอำนาจตุลาการ หลักฐานที่ชัดเจนคือคดีต่างๆ ที่เก็บข้อมูลได้ทั้งของทักษิณ ยิ่งลักษณ์ และบริวาร มีเป็นจำนวนกว่า 100 คดี ติดคุกกันนับไม่ถ้วน นี่ต่างหากคือต้นเหตุที่ประชาชนออกมาใช้สิทธิขับไล่รัฐบาลทรราช และเหตุที่รัฐบาลประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง นี่ก็เป็นเหตุที่แท้จริงที่ทหารได้ออกมาปฏิวัติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรค ปชป.กล่าวถึงกรณี คสช.เตรียมคลายล็อกว่า ปชป.คงไม่ไปวิงวอนขอร้องว่า คสช.ควรคลายล็อกอะไรบ้าง หรือควรปลดล็อกเมื่อไหร่ เพราะ คสช.และรัฐบาลก็รู้อยู่แก่ใจแล้วว่าหลังกฎหมายมีผลบังคับใช้ให้บ้านเมืองเดินหน้าเข้าสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตย ใครควรทำอะไรแค่ไหน เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการเลือกตั้ง ไม่ให้เกิดปัญหาต่อการเดินหน้าพาบ้านเมืองเข้าสู่บรรยากาศประชาธิปไตย ถ้ายังเอาเรื่องคลายล็อกปลดล็อกมาเป็นเกมเพื่อชิงความได้เปรียบทางการเมือง ระวังจะได้ไม่คุ้มเสีย รัฐบาลต้องรับผิดชอบต่อผลที่จะเกิดขึ้น จะไปโทษคนอื่นอีกไม่ได้ ส่วนพรรคการเมืองก็เตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่การทำงานตามระบอบประชาธิปไตย คงไม่มีคนไหนอยากไปสร้างความขัดแย้ง ก่อความไม่สงบให้เกิดขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรค ปชป.กล่าวถึงกรณีที่ คสช.จะคลายล็อกบางเรื่องว่า เป็นเรื่องที่ไม่เกินความคาดหมาย ซึ่งพรรคการเมืองในฐานะผู้เล่นก็ต้องดำเนินการตามกติกา แต่เห็นว่าการปลดล็อกเลยจะเป็นผลดีต่อการสร้างบรรยากาศเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง เพราะจะเป็นการเพิ่มพื้นที่ประชาธิปไตยให้ทุกฝ่ายเคลื่อนไหวได้อย่างเสรีภายใต้กฎหมาย หากมีใครทำผิด คสช. ก็มีกฎหมายอื่นจัดการได้อยู่แล้ว ทั้งนี้ แม้ว่าจะใช้วิธีไพรมารีโหวตแบบที่กฎหมายพรรคการเมืองกำหนดไว้ ปชป.ก็มีความพร้อมที่จะดำเนินการได้ โดยส่วนตัวแล้วยังไม่มั่นใจว่าการเลือกตั้งจะเกิดในวันที่ 24 ก.พ.62 หากมีความพยายามที่จะยื้อเวลาออกไปอีก ก็อาจใช้คำสั่งตามมาตรา 44 ขยายเวลาการบังคับใช้ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ออกไปอีก จากที่ขยายไปแล้ว 90 วัน แต่ถ้าจะทำเช่นนั้น ต้องมีเหตุผลตอบสังคมให้ได้ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ร้านอาหารกินเส้น จ.นนทบุรี นายอนุชา นาคาศัย แกนนำกลุ่มสามมิตร ให้สัมภาษณ์กรณีมีกระแสว่ากลุ่มสามมิตรในจังหวัดต่างๆ เป็นการไปดู ส.ส.ในพื้นที่ ว่า ในโลกยุค 4.0 ถ้าเราเป็นอย่างนั้น จะต้องมีหลักฐาน ทั้งคำพูด การเสนอเรื่องเงินทอง ตำแหน่ง และการช่วยเหลือเรื่องคดีความ ซึ่งกลุ่มสามมิตรเป็นกลุ่มการเมืองธรรมดา เราไม่มีพลังอำนาจขนาดนั้น เชื่อว่านักการเมืองทุกคนมีการพูดคุยกันอยู่แล้วในทุกระดับ ตนก็เคยพูดคุยกับนักการเมืองที่อยู่ต่างพรรค ไม่จำเป็นต้องมาอยู่พรรคเดียวกัน แม้จะมีนักการเมืองหลายคนสนใจกลุ่มสามมิตร เพราะหลายคนยืนอยู่บนเส้นด้าย เพราะหลายคนถูกดำเนินคดี ถ้าเราไปถามเขา ลึกๆ จริงๆ หลายคนไม่มีความสุข อยากให้สังคมเดินไปด้วยความรักความสามัคคี เราทำการเมืองด้วยความปรองดอง ไม่มีการนำพาผู้คนออกมาอยู่บนท้องถนนแน่นอน ไม่นำพาสมาชิกของกลุ่มไปในทางที่หมิ่นเหม่ผิดกฎหมายอย่างแน่นอน ซึ่งการดำเนินการทางการเมืองของบางพรรค หมิ่นเหม่และยืนอยู่บนเส้นด้าย ผมเคยอยู่ในที่ที่ควรอยู่ และก็เคยอยู่ในที่ที่บางครั้งก็คิดว่าไม่ควรอยู่ และจำเป็นที่เราจะต้องออกมา
หนุน&amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot;ลงบัญชีนายกฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า กลุ่มสามมิตรจะตั้งพรรคการเมืองเอง และสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์หรือไม่ นายอนุชากล่าวว่า เราต้องการเห็นการผ่านการเลือกตั้งโดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้ การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นการก้าวข้ามอุปสรรค เราทำการเมืองอย่างสร้างสรรค์ ไม่เคยว่าและแตะต้องกลุ่มใด และกลุ่มเรามีแนวทางอยากเห็นบ้านเมืองสงบเรียบร้อย และสะท้อนความต้องการไปสู่ภาครัฐ ซึ่งสิ่งที่เรารับฟังมาสามารถลงมือปฏิบัติได้ทันที ส่วนการร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐนั้น มีโอกาสแน่นอน &amp;nbsp;ใครที่สามารถทำให้เกิดความสงบเรียบร้อย ทำในสิ่งที่เราและประชาชนต้องการ เราพร้อมยินดีสนับสนุน ในเดือนกันยายนที่ คสช.คลายล็อก น่าจะมีความชัดเจน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ถ้าเป็นไปได้ ถือว่าเป็นเรื่องดี เพราะเป็นไปตามกระบวนการของรัฐธรรมนูญ ถ้านายกฯ อยากทำงานการเมือง หรือบริหารประเทศต่อ ก็เป็นบริบทที่ถูกต้อง และผมอยากให้สิ่งนี้เกิดขึ้นในแผ่นดิน ซึ่งใครจะมาเป็นผู้นำประเทศก็แล้วแต่ ก็ไปว่ากันหลังเลือกตั้ง เชื่อว่าจะเป็นประชาธิปไตยที่งดงาม แต่ถ้าทุกคนจะเอาชนะคะคาน บ้านเมืองก็ไปไม่ถึงไหน&amp;quot; นายอนุชากล่าวกรณีจะใส่ชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ในรายชื่อนายกฯ หรือไม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายสิระ พิมพ์กลาง หัวหน้าพรรคเพื่อนไทย เปิดเผยว่า ทราบข่าวจากเพื่อนแกนนำเสื้อแดงด้วยกัน จากที่เคยตัดสินใจไปร่วมงานกับบางกลุ่มการเมือง เริ่มรู้สึกว่าไม่ใช่ของจริง หวังดึงไปเพียงสร้างภาพทางการเมือง พอได้ไปร่วมงานก็ทิ้งๆ ขว้างๆ โดยแนวร่วมคนดังกล่าวได้ติดต่อขอมาอยู่กับพรรคเพื่อนไทย เพราะเขารู้ว่าพรรคนี้เป็นของพี่น้องเสื้อแดงจริงๆ ทางพรรคเพื่อนไทยยินดีต้อนรับ ไม่ว่าจะเป็นแกนนำหรือไม่แกนนำจะมาร่วมงานด้วยกัน และขอฝากไปถึงนายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ให้คิดดีๆ อย่าเดินถลำไปมากกว่านี้ ยังมีเวลาคิดและเปลี่ยนใจทางการเมืองได้ และหลังจากนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานนปช.พ้นโทษจากเรือนจำ เรียกร้องให้ทุกฝ่ายสร้างความปรองดอง ตามพระราชกระแสรับสั่ง ร.10 ถือเป็นจตุพรคนใหม่ ที่ตกผลึกทางแนวคิด ตนก็เป็นคนหนึ่งที่หวังให้ทุกสีเสื้อ ทุกพรรคการเมืองปรองดอง เพื่อให้ประเทศเดินหน้าไปได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายไพบูลย์ นิติตะวัน ว่าที่หัวหน้าพรรคประชาชนปฏิรูป ในฐานะประธานเครือข่ายประชาชนปฏิรูป กล่าวภายหลังการประชุมจัดตั้งสภาประชาชนปฏิรูป จ.อุดรธานี ว่าพรรคยังคงมีจุดเดิมเหมือนเดิม คือเพิ่ม อำนาจให้ประชาชน และเพิ่มสภาปฏิรูปในทุกจังหวัด พร้อมทั้งหนุนคนดีเข้าสู่ตำแหน่งด้วยระบบคุณธรรม ซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งเราเห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ยังคงเป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง ทั้งในปัจจุบันและอนาคต ทั้งนี้ ตนอยากให้มีการหาเสียงเลือกตั้งแค่ 15 วัน เหมือนอย่างประเทศญี่ปุ่น เพราะถือว่าประชาชนต้องรู้จักกับผู้สมัครในพื้นที่อยู่แล้ว หรือมีกลไกที่ กกต.จะส่งข้อมูลถึงพื้นที่อยู่แล้ว มั่นใจว่าจะมีการเลือกตั้งตามโรดแมปอย่างแน่นอน ขณะเดียวกันก็ต้องมีความสงบด้วย ไม่ควรมีความขัดแย้งต่อกัน เชื่อพล.อ.ประยุทธ์จะคุมได้สถานการณ์ได้ และหลังเลือกตั้งก็ยังมีความสงบเรียบร้อยที่อยู่ภายใต้กฎหมาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุริยะใส กตะศิลา รองคณบดีฯ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต กล่าวว่า การปลดล็อกพรรคการเมืองกับไพรมารีโหวต ต้องพิจารณาไปด้วยกัน คสช.และ กกต.ต้องพิจารณา 2 เรื่องไปพร้อมกันๆ เพราะเกี่ยวเนื่องซึ่งกันและกัน เพราะต้องมีช่วงเวลาให้พรรคการเมืองได้ทำไพรมารีโหวตด้วย หากกำหนดช่วงวันปลดล็อก แต่ไม่มีความชัดเจนเรื่องรูปแบบการจัดทำไพรมารีโหวต จะเกิดปัญหาใหม่หรือมีล็อกอันใหม่เกิดขึ้นจนอาจกระทบโรดแมปการเลือกตั้ง หรือเกิดความวุ่นวายในช่วงเลือกตั้งขึ้นได้ ถ้าฟังนายกฯ พูด ที่บอกว่าให้ทำตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญนั้น ก็เท่ากับว่ามีไพรมารีโหวตแน่ แต่อาจเป็นไพรมารีโหวตไม่เต็มรูปแบบ ซึ่ง คสช.และ กกต.อาจต้องไตร่ตรองให้ดี ถ้าทำไพรมารีโหวตหลวมๆ ไม่เต็มรูปแบบ อาจมีคนร้องตีความว่าขัดรัฐธรรมนูญได้เช่นกัน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16203</URL_LINK>
                <HASHTAG>Khine Zin Thant, ชวลิต วิชยสุทธิ์, ทักษิณ ชินวัตร, นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ, พรรคเพื่อไทย, ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร, ร.ท.หญิงสุณิสา ทิวากรดำรง, วัฒนา เมืองสุข, สุริยะใส กตะศิลา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, องอาจ คล้ามไพบูลย์, อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180826/image_big_5b82a921662ca.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
