<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>67934</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/06/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/06/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วันที่ทรัมป์ส่งทหารยึดวอชิงตัน!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นภาพอย่างนี้ในวอชิงตัน ดีซี เมืองหลวงสหรัฐอเมริกา!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นี่คืออนุสาวรีย์ Lincoln Memorial และทหารที่มายืนเรียงรายนั้นเป็นหน่วยสำรองของกองทัพที่เรียกว่า National Guard&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทรวงกลาโหมสหรัฐโดยคำสั่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เตรียมการสั่งหน่วยรบทหารบก (รวมถึงกองพันทหารราบ) ให้เตรียมพร้อม เพราะทรัมป์ต้องการแสดงความเป็น &amp;ldquo;ผู้นำที่เข้มแข็ง&amp;rdquo; หรือ Law and Order President ของตัวเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การที่ทรัมป์ขู่จะใช้ทหารเล่นบทพระเอกในภาวะความขัดแย้งที่สูงยิ่งกำลังขยายความตึงเครียดทั้งประเทศอย่างน่ากลัว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และเมื่อทรัมป์ขู่จะส่งทหารจากส่วนกลางเข้าระงับเหตุในรัฐต่างๆ โดยที่ผู้ว่าการรัฐและนายกเทศมนตรีรัฐนั้นๆ ต่อต้านก็จะกลายเป็นวิกฤติซ้อนวิกฤติที่หนักหน่วงเพิ่มขึ้นอีก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้แต่รัฐมนตรีกลาโหม มาร์ก แจสเปอร์ ยังออกมาบอกว่าไม่เห็นความจำเป็นที่จะใช้ทหารประจำการเข้าระงับเหตุแต่อย่างใด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และอดีตรัฐมนตรีกลาโหม เจมส์ แมททิส ออกแถลงการณ์กล่าวหาว่าทรัมป์เป็น &amp;ldquo;ประธานาธิบดีคนแรกในชีวิตของผมที่มีพฤติกรรมที่ต้องการแบ่งแยกประชาชนแทนที่จะมีความสำนึกในอันที่จะสร้างความสามัคคีในประเทศ&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คนไทยที่วอชิงตัน ดีซี บอกผมว่าบรรยากาศของเมืองน่ากลัวมากขึ้นทุกที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บริเวณรอบๆ ทำเนียบขาวมีผู้ประท้วงที่พยายามจะก่อเหตุประท้วงด้วยความรุนแรง เพราะมีตำรวจและหน่วยรักษาความปลอดภัย หรือ Secret Service ที่คอยสกัดและปะทะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีอยู่ช่วงหนึ่งที่โดนัลด์ ทรัมป์ เดินข้ามจากทำเนียบขาวไปทำพิธีที่โบถส์ข้างๆ เพื่อจะได้มีโอกาสถ่ายภาพขณะกำลังถือคัมภีร์ไบเบิลสร้างภาพว่ามีความศรัทธาในศาสนาในยามบ้านเมืองวิกฤติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านั้น รัฐมนตรียุติธรรม William Barr สั่งการให้ตำรวจและหน่วยรักษาความปลอดภัย &amp;ldquo;เคลียร์&amp;rdquo; พื้นที่บริเวณรอบๆ &amp;ldquo;จัตุรัส Lafayette&amp;rdquo; ด้วยกำลัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งๆ ที่กลุ่มผู้ประท้วงชุมนุมด้วยความสงบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทำให้มีความโกรธแค้นจากประชาชนคนอเมริกันที่กำลังเรียกร้องให้ทรัมป์ออกมากล่าวกับคนทั้งประเทศว่าเขาจะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและเหยียดผิวที่ทำให้เกิดวิกฤติซ้อนวิกฤติในประเทศได้อย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ทรัมป์ไม่ยอมออกทีวีเพื่อกล่าวกับสาธารณชน แต่เลือกที่จะส่งข้อความขึ้นทวิตเตอร์กล่าวหาคนที่ก่อเหตุจลาจลและเรียกร้องให้ผู้ว่าการรัฐและนายกเทศมนตรีในเมืองต่างๆ ให้ส่ง National Guard เข้า &amp;ldquo;ปราบปราม&amp;rdquo; ผู้ประท้วงอย่างเด็ดขาดและฉับพลัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยไม่แยกระหว่างผู้ชุมนุมอย่างสันติออกจากผู้ก่อความรุนแรงที่มีเป็นส่วนน้อยของสถานการณ์เท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทรัมป์มีความขัดแย้งกับผู้นำแต่ละรัฐอย่างชัดเจน เพราะเขาต้องการจะใช้กำลังจัดการการเดินขบวน ขณะที่ผู้ว่าการรัฐและนายกเทศมนตรีเมืองต่างๆ ต้องการจะหาทางระงับเหตุการณ์ด้วยความสงบผ่านการทำความเข้าใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกเทศมนตรีวอชิงตัน Muriel Bowser บอกว่าทำเนียบขาวพยายามจะเข้ายึดกุมตำรวจของวอชิงตัน ดีซี เพื่อสั่งการให้ใช้กำลังปราบปรามผู้ประท้วง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่เธอขัดขวาง, ไม่ยอมตามแรงกดดัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความขัดแย้งของการใช้อำนาจระหว่างรัฐบาลกลางกับรัฐบาลท้องถิ่นในการรับมือกับวิกฤติจึงกลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการแก้ปัญหาระดับชาติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ตกเย็นในวันเดียวกันนั้น ทำเนียบขาวก็สั่งการให้หน่วยปฏิบัติการจาก Drug Enforcement Administration (DEA) ที่ทำเรื่องปราบปรามยาเสพติด Department of Homeland Security หรือกระทรวงความมั่นคงมาตุภูมิ US Park Police หรือตำรวจประจำสวนสาธารณะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระจายตัวออกประจำการจุดต่างๆ ของเมืองหลวงเสมือนหนึ่งประเทศตกอยู่ในภาวะกฎอัยการศึก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่เห็นชัดที่สุดคือ การส่งหน่วย National Guard ติดอาวุธเต็มอัตราศึกไปยึดจุดสำคัญๆ ของวอชิงตัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช่นที่อนุสาวรีย์ลินคอล์นอย่างที่เห็นในรูปนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทรัมป์แสดงอาการเกรี้ยวกราดใส่คนรอบตัว เมื่อมีเสียงวิจารณ์ว่าเขาไม่สามารถควบคุมสถานการณ์บ้านเมืองได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วอชิงตันโพสต์อ้างแหล่งข่าวใกล้ชิดทำเนียบขาวรายงานว่า ทรัมป์สั่งการให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องลงมือทำทุกอย่างที่จะทำได้ เพื่อแสดงให้เห็นว่าทำเนียบขาว &amp;ldquo;สามารถควบคุมถนนของวอชิงตันและบริเวณรอบๆ ทำเนียบขาวทั้งหมด&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทรัมป์บอกคนเหล่านี้ว่า ถ้าไม่เคลียร์ผู้ประท้วงออกไปไกลจากทำเนียบขาวจะเกิด &amp;ldquo;ภาพของความอ่อนแอ&amp;rdquo; ของรัฐบาลในสายตาคนทั้งโลก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สะท้อนอีกครั้งว่าทรัมป์เป็นห่วงเรื่อง &amp;ldquo;ภาพลักษณ์&amp;rdquo; ของตัวเองมากกว่าการแก้ปัญหาที่แก่นรากของวิกฤตินี้อย่างจริงจัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส.ส.และ ส.ว.ของพรรคเดโมแครตออกมาประณามทรัมป์ว่าใช้วิธีการแบบเผด็จการในการแก้ปัญหาที่ฝังรากในสังคมอเมริกันมาช้านาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และทรัมป์ซ้ำเติมด้วยวิธีคิดและปฏิบัติแบบ &amp;ldquo;ข้าฯ มา ข้าฯ เห็น ข้าฯ สั่ง&amp;rdquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ข้าฯ ไม่รับผิดชอบ!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีก 5 เดือนเลือกตั้งประธานาธิบดี เป็น 5 เดือนที่เราจะเห็นความปั่นป่วนโกลาหลในประเทศมหาอำนาจหมายเลข 1 ของโลกที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนแน่นอน!.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67934</URL_LINK>
                <HASHTAG>Lincoln Memorial, National Guard, กาแฟดำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180720/image_big_5b515c1cad535.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
