<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>29150</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/02/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/02/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เบื้องหลังการกอบกู้ &#039;โนเกีย&#039; จากภาวะใกล้ล้มละลาย!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ครั้งหนึ่ง &amp;ldquo;โนเกีย&amp;rdquo; เคยยิ่งใหญ่ แต่เมื่อตั้งอยู่ในความประมาท ไม่ปรับไม่เปลี่ยน ไม่แคร์ลูกค้า พอเจอ &amp;ldquo;ความป่วน&amp;rdquo; หรือ disruption เข้าอย่างแรงก็เสื่อมทรุดจนใกล้ล้มละลายได้อย่างไม่น่าเชื่อ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หนังสือเล่มนี้เขียนโดย Risto Siilasmaa ประธานของโนเกียที่เล่าเบื้องหลังความยิ่งใหญ่และความล้มเหลวของบริษัทที่กลายเป็นบทเรียนอันยิ่งใหญ่สำหรับคนทุกวงการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในภาวะของความเปลี่ยนแปลงอย่างหนักหน่วงและรุนแรงระดับโลก ไม่มีธุรกิจไหนไม่ว่าจะยิ่งใหญ่และแข็งแกร่งเพียงใดก็อาจจะเจ๊งได้ ไม่มีข้อยกเว้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อปี 2008 โนเกียแห่งฟินแลนด์คือเจ้าตลาดระดับโลก ปีนั้นโทรศัพท์มือถือยี่ห้อโนเกียมีส่วนแบ่งตลาด 50%&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มาถึงปี 2012 หรือ 4 ปีหลังจาก สตีฟ จ๊อบส์ เปิดตัว iPhone มูลค่าตลาดของโนเกียลดลงอย่างฮวบฮาบกว่า 90%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข่าวลือท่วมตลาดขณะนั้นว่าโนเกียกำลังจะล้มละลาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ริสโตได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานของโนเกียเพื่อกู้สถานการณ์ที่ทำท่าว่าจะเลวร้ายเกินกว่าที่ใครๆ จะคาดการณ์ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บริษัทที่มีอายุ 150 ปี มีแบรนด์ที่โด่งดังไประดับโลกกำลังจะโซซัดโซเซ ล้มมิล้มแหล่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขาเขียนหนังสือเล่มนี้เพื่อเล่าเบื้องหลังของประสบการณ์เขาในฐานะที่เห็นปัญหาข้างในที่เป็นสาเหตุหลักของความล้มเหลว จนเขาได้รับมอบหมายให้กอบกู้สถานการณ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ริสโตใช้แนวคิดแบบ &amp;ldquo;paranoid optimism&amp;rdquo; เพื่อเขย่าระบบการบริหาร ยกเครื่องปรัชญาการทำงานจนสามารถทำให้โนเกียฟื้นขึ้นมาได้ในวันนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หรือที่ผมแปลว่า &amp;ldquo;ตกตื่นอย่างสร้างสรรค์&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขาเล่าเรื่อง &amp;ldquo;อินไซด์&amp;rdquo; เกี่ยวกับปัจจัยที่ทำให้โนเกียหล่นจากความเป็นเสือเจ้าตลาดระดับสากลจนกลายเป็นแมวเชื่องๆ เพราะเมื่อโนเกียไม่ปรับตัวกับความเปลี่ยนแปลง ไม่ยอมรับรู้สัญญาณเตือนภัยจากทั้งภายนอกและภายใน ก็ไม่อาจจะแข่งขันกัน Apple และ Android ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เหตุผลหลักคือ โนเกียกลายเป็น &amp;ldquo;เหยื่อของความสำเร็จ&amp;rdquo; ของตัวเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะผู้บริหารระดับนโยบายหลงตัวเอง คิดว่าความสำเร็จของโนเกียตั้งอยู่บนที่สูงเกินกว่าที่คู่แข่งประเทศใดๆ จะมาท้าทายได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะผู้บริหารต่อต้านความเปลี่ยนแปลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อบรรยากาศการทำงานเป็นเช่นนี้ วัฒนธรรมนวัตกรรมและความกล้าเสี่ยงที่เคยเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันให้โนเกียขึ้นสู่ความเป็นผู้นำของโลกก็ค่อยๆ หายไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในหนังสือเล่มนี้ ริสโตเล่าถึงการตัดสินใจยกเครื่องระบบและวัฒนธรรมการทำงานบนหลักการ &amp;ldquo;ตกตื่นอย่างสร้างสรรค์&amp;rdquo; เพื่อรับความท้าทายอันเกิดจากบรรยากาศแห่งการแข่งขันอย่างรุนแรงทั่วโลกในอุตสาหกรรมของตน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หัวใจของการฟื้นคืนความกระรือรือร้นและสร้างสรรค์ในการกู้บริษัทคือ การสร้างให้เกิดความเชื่อถือระหว่างกันของคนทำงานในทุกระดับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยุทธศาสตร์ใหม่ของการกู้บริษัทที่กำลังเข้าสู่ยุคมืดคือ การมองหาข่าวร้ายแทนที่จะช่วยกันปิดบังอำพรางข่าวไม่ดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และกระตุ้นให้พนักงานทุกระดับมีความกล้าที่จะเสนอความเห็น แม้ที่ไม่เป็นที่สบอารมณ์ของคนระดับหัวหน้าและผู้บริหาร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขาอ้างว่าโนเกียวันนี้ได้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง เป็นผู้นำในตลาดโครงสร้างพื้นฐานการสื่อสารโทรคมนาคมดิจิทัล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขาอ้างว่ามูลค่าธุรกิจของโนเกียระหว่างปี 2012 ถึง 2016 พุ่งขึ้นกว่า 20 เท่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และคนทำงานในโนเกียวันนี้ประมาณ 100,000 คน มีน้อยกว่า 1% ที่เคยเป็นพนักงานติดป้ายโนเกียเมื่อปี 2012
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หรืออีกนัยหนึ่ง เขาต้อง &amp;ldquo;ถ่ายเลือด&amp;rdquo; คนทำงานครั้งมโหฬาร จึงจะสามารถเดินหน้ากู้บริษัทให้กลับฟื้นคืนสู่ความยิ่งใหญ่ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายใน 2 ปีที่ริสโตขึ้นมารับตำแหน่งสูงสุดของบริษัท เขาตัดสินใจซื้อธุรกิจ NSN และขายธุรกิจโทรศัพท์มือถือโนเกียให้ Microsoft แต่หันไปควบธุรกิจ Alcatel-Lucent&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นั่นหมายถึงการเปลี่ยน business model ของโนเกียโดยสิ้นเชิงอย่างเด็ดเดี่ยวและมุ่งมั่น ประเมินอย่างไม่ต้องกลัวเสียหน้าหรือเสียฟอร์มว่าควรเก็บอะไร ควรทิ้งอะไร และควรปรับทิศทางธุรกิจไปทางไหน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29150</URL_LINK>
                <HASHTAG>iPhone, Microsoft, Nokia, Risto Siilasmaa, กาแฟดำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180720/image_big_5b515c1cad535.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>25161</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/12/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/12/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปุจฉา-วิสัชนากับ เจ้าของโนเบลที่ไฮฟา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ระหว่างที่ผมไปเยือนอิสราเอลเมื่อเร็วๆ นี้ มีโอกาสปุจฉา วิสัชนากับเจ้าของรางวัลโนเบล สาขาเคมี ปี 2011 ที่เมืองไฮฟา ซึ่งตั้งอยู่เหนือสุดของอิสราเอล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;Prof Dan Shechtman แห่งมหาวิทยาลัย Technion หรือ MIT ของอิสราเอล...ท่านคือผู้เริ่มวิชา Entrepreneurship ที่มหาวิทยาลัยโด่งดังแห่งนี้ก่อนจะมีคำว่า startup ด้วยซ้ำ!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปีนี้ ศาสตราจารย์แดนอายุกว่า 80 แล้ว แต่ยังมีความกระตือรือร้นที่จะเห็นความเปลี่ยนแปลงของอิสราเอลที่จะนำไปสู่การเป็นประเทศชั้นนำระดับโลกด้านนวัตกรรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แกบอกว่าแม้จะเป็นอาจารย์ด้านวิทยาศาสตร์ แต่เห็นความสำคัญของการสร้าง &amp;ldquo;ผู้ประกอบการรุ่นใหม่&amp;rdquo; ที่มีความสามารถในการนำเอางานวิจัยมาสู่ตลาดเพื่อให้กลายเป็นของมีคุณค่ามากกว่าเป็นเพียงผลงานวิชาการเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ตอนแรกที่ผมเปิดสอนวิชา Entrepreneurship ที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ก็มีคนตั้งคำถามเยอะว่ามันจะเหมาะจะควรหรือในเมื่อเราเป็นมหาวิทยาลัยที่หนักไปทางวิชาการ แต่ผมยืนยันว่าอนาคตของประเทศอิสราเอลจะเฟื่องฟูได้จะต้องสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่นำเอางานวิจัยสุดยอดไปทำให้เกิดเป็นธุรกิจให้ได้...พอเปิดคอร์สนี้ครั้งแรกก็มีนักศึกษามาลงทะเบียน 600 คน ต่อมาก็ขยายเป็นหลายพันจนกลายเป็นวิชาที่คนเรียนมากที่สุดวิชาหนึ่ง...&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาสตราจารย์แดนเป็นนักเคมี ไม่มีพื้นทางด้านงานบริหารธุรกิจหรือการตลาด แต่นั่นไม่ได้เป็นอุปสรรคสำหรับคิดริเริ่มใหม่ๆ สำหรับนักคิดนักปฏิบัติของประเทศนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมก็เชิญคนเก่งๆ ด้านธุรกิจและการบริหารมาสอนซิครับ การที่ผมไม่มีประสบการณ์ด้านธุรกิจไม่ได้แปลว่าผมจะไม่กล้าคิดไม่กล้าฝันที่จะเอาคนเก่งๆ ในวงการต่างๆ มาเป็นครู บทบาทของผมคือการประสานและสร้างความตระหนักในแวดวงคนรุ่นใหม่ให้สนใจการสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยการเป็นผู้ประกอบการ แทนที่จะเป็นแค่นักวิชาการหรือทำงานรัฐบาล...&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อาจารย์แดนเป็นที่เคารพนับถือของวงการทั้งวิชาการและ startups ของอิสราเอลวันนี้ เพราะยังมีความกระตือรือร้น ทดลองสิ่งใหม่ๆ เพื่อผลักดันให้เกิดผู้ประกอบการรุ่นใหม่ต่อไปไม่มีวันสิ้นสุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันนี้เราจึงเห็นบริษัทยักษ์ๆ ระดับโลกแห่กันมาตั้งหน่วยวิจัยและพัฒนาที่อิสราเอล โดยเฉพาะที่เมืองไฮฟาแห่งนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่ว่าจะเป็น IBM, Yahoo, Intel, Apple, Microsoft, HP, Amazon, Philips, Google, CISCO เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมถามว่าทำไมบริษัทยักษ์เหล่านี้จึงต้องมาตั้งหน่วยงานที่ไฮฟา ถ้าอิสราเอลมีคนเก่งๆ ด้านต่างๆ มาก ไฉนธุรกิจระดับโลกเหล่านี้จึงไม่ซื้อตัวไปทำงานที่อเมริกาหรือยุโรป?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำตอบก็คือว่า คนเก่งๆ อิสราเอลบอกกับเจ้านายฝรั่งว่า พวกเขาต้องการจะกลับไปทำงานที่บ้าน เพราะมีสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้างสรรค์และนวัตกรรม อีกทั้งยังมีนักวิจัยที่อยู่กับมหาวิทยาลัยชั้นนำที่อิสราเอล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถึงขั้นที่คนระดับบริหารสัญชาติอิสราเอลที่ทำงานให้กับบริษัทเหล่านี้ในอเมริกาตั้งเงื่อนไขกับหัวหน้าได้ว่า ถ้าไม่ไปตั้งหน่วยวิจัยที่อิสราเอล พวกเขาจะออกจากบริษัทเพื่อกลับบ้านไปสร้างธุรกิจใหม่เอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เท่านั้นแหละ ผู้บริหารของธุรกิจไฮเทคใหญ่ๆ ระดับโลกจึงเห็นโอกาสที่จะระดมมันสมองสุดยอดของอิสราเอลด้วยการไปตั้งสาขาหรือศูนย์วิจัยที่ไฮฟา เพราะได้ทั้งความคิดใหม่ๆ และคนเก่งๆ ในที่เดียวกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกทั้งไฮฟายังมีท่าเรือใหญ่ที่สุดของอิสราเอลริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เป็นศูนย์ logistics ที่สำคัญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำคัญคือ การเชื่อมโยงระหว่างมหาวิทยาลัย, ธุรกิจเอกชน, ผู้ประกอบการใหม่, startups และหน่วยงานรัฐบาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทำให้เกิดการบูรณาการของทุกฝ่ายที่เกี่ยวกับการสร้างนวัตกรรมเป็นความจริงทางปฏิบัติ มิใช่เพียงแค่นโยบายสวยหรูบนกระดาษเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่นี่มี &amp;ldquo;โซน startup&amp;rdquo; ที่รัฐบาลและเอกชนร่วมมือกันให้มีความสะดวกทั้งด้านพื้นที่และการลงทุนเพื่อส่งเสริมให้คนมีความคิดใหม่ๆ ได้แลกเปลี่ยนพบปะกันเอง...และที่สำคัญคือ มีกลไกที่ให้นักลงทุนมาเจอกับคนทำ startups ใหม่ๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยที่รัฐบาลพร้อมจะเป็นหัวหอกในการลงทุนก้อนแรกให้กับโครงการ startups ที่พิสูจน์ตัวเองได้ว่ามีศักยภาพที่จะสร้างเป็นธุรกิจได้อย่างจริงจัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อทุกฝ่ายกระโดดลงมาทำกันอย่างจริงจัง ทุกอย่างวัดกันด้วยผลงานที่เป็นของจริงจัง ประเทศเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยอุปสรรคและศัตรูก็กลายเป็นชาตินวัตกรรมระดับโลกได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25161</URL_LINK>
                <HASHTAG>Amazon, Apple, CISCO, Google, HP, IBM, Intel, Microsoft, Philips, Yahoo, กาแฟดำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180720/image_big_5b515c1cad535.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
