<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118347</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/09/2021 16:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/09/2021 16:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มกอช. ร่วมมือ สมาคมการค้าตลาดกลางฯ ลงนาม MOU หนุนนำมาตรฐานสินค้าเกษตรไปใช้ในตลาดกลาง เสริมความเชื่อมั่น สร้างความเป็นธรรมในการซื้อขายสินค้าเกษตร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 29 ก.ย.64 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานและร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการส่งเสริมและสนับสนุนการนำมาตรฐานสินค้าเกษตร (มกษ.) ไปปฏิบัติใช้สำหรับตลาดกลาง ระหว่าง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) และ สมาคมการค้าตลาดกลางค้าส่งสินค้าเกษตรไทย (TAWMA) โดยมีนายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการ มกอช. และนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ นายกสมาคมการค้าตลาดกลางค้าฯ&amp;nbsp; เป็นผู้ลงนาม ณ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประภัตร กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลด้านเกษตรกรรมของประเทศ รู้สึกภูมิใจและเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่มีส่วนช่วยสนับสนุนให้ตลาดกลางสินค้าเกษตรไทย ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในระบบห่วงโซ่คุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าเกษตร โดยเฉพาะการบริหารจัดการสินค้าเกษตรเข้าสู่ตลาด เพื่อให้สินค้าคงคุณภาพ จนถึงปลายทางผู้บริโภค โดยการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี ซึ่งการดำเนินการดังกล่าว จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการผลิตและจัดการการค้าสินค้าเกษตรของประเทศ ให้มีคุณภาพ ปลอดภัย ได้รับความเชื่อถือ และนำพาประเทศให้ก้าวสู่การเป็นตลาดชั้นนำที่มีคุณภาพและมาตรฐานในระดับสากล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิศาล พงศาพิชณ์ กล่าวว่า การลงนามในครั้งนี้เกิดขึ้นโดย มกอช. ได้หารือร่วมกับสมาคมการค้าตลาดกลางสินค้าเกษตรไทย ในการส่งเสริมและสนับสนุนการนำมาตรฐานสินค้าไปปฏิบัติใช้สำหรับตลาดกลาง เริ่มตั้งแต่การคัดแยกคุณภาพ ตัดแต่ง บรรจุ ตลอดจนการขนส่ง เพื่อให้สินค้าคงคุณภาพ ลดการสูญเสีย จนถึงปลายทางผู้บริโภค การวางระบบมาตรฐานคุณภาพสินค้าเกษตรสำหรับตลาดกลางค้าส่งสินค้าเกษตรไทย ถือเป็นกลไกสำคัญ ซึ่งจะเป็นการสนับสนุนให้เกิดการยกระดับมาตรฐานคุณภาพสินค้าเกษตร ช่วยอำนวยความสะดวกในการค้า และสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพ ความปลอดภัย รวมถึงสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังแหล่งผลิตได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ มีแผนการดำเนินงานประกอบด้วย ระยะ Quick win คือแผนปฏิบัติการระยะเร่งด่วน โดย มกอช. และสมาคมฯ ได้กำหนดให้มีการจัดพิธีลงนามในวันนี้ รวมถึงการอบรมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ให้มีความรู้ ความเข้าใจ มาตรฐานสินค้าเกษตรและระบบการรับรอง รวมถึงระบบการตรวจสอบย้อนกลับ การดำเนินงานในระยะที่ 1 การจัดทำคู่มือปฏิบัติงานและพัฒนาต้นแบบการจัดการสินค้าเกษตร ตามมาตรฐาน โดยนำร่องที่ &amp;ldquo;ตลาดไท&amp;rdquo; ซึ่งเป็นตลาดกลางค้าส่งขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง และมีความสำคัญมากต่อห่วงโซ่อาหารและสินค้าเกษตรของประเทศ การดำเนินงานในระยะที่ 2 เป็นการจัดทำมาตรฐานการจัดการความปลอดภัยและคุณภาพตลาดกลางสินค้าเกษตร และการดำเนินงานในระยะที่ 3 เป็นการเตรียมความพร้อมระบบการตรวจสอบรับรองมาตรฐานและจัดทำระบบ Supply Chain จากนั้นจะนำต้นแบบจาก &amp;ldquo;ตลาดไท&amp;rdquo; ขยายผลไปยังตลาดกลางสินค้าเกษตรแห่งอื่นเพิ่มเติมในปีถัดไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ กล่าวว่า สมาคมฯ ให้ความสำคัญในการพัฒนามาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารเพื่อใช้เป็นสื่อกลางระหว่างผู้ผลิต ผู้ซื้อ ผู้ขาย ให้เกิดความมั่นใจในคุณภาพสินค้าเกษตร ซึ่งปัจจุบัน สมาคมฯ มีสมาชิกตลาดกลางค้าส่งทั่วประเทศ 17 แห่ง ในการกระจายสินค้าเกษตร โดยเฉพาะสินค้าประเภทผักและผลไม้จำนวนมากที่ต้องกระจายผ่านตลาดกลางค้าส่งเหล่านี้ จึงเล็งเห็นถึงความสำคัญในเรื่องคุณภาพ มาตรฐาน และความปลอดภัยของสินค้าเกษตร ดังนั้น ทางสมาคมฯ จึงมีความยินดีและพร้อมที่จะสนับสนุน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การนำมาตรฐานสินค้ามาปฏิบัติใช้สำหรับตลาดกลาง โดยได้ร่วมมือกับ มกอช. ในการพัฒนาตลาดกลางต้นแบบด้านการจัดการความปลอดภัยและคุณภาพตลาดสินค้าเกษตร โดยผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายจะได้รับประโยชน์ร่วมกัน เช่น ผู้ซื้อจะได้รับสินค้าเกษตรที่ได้มาตรฐานตรงกับความต้องการ ผู้ขายมีความมั่นใจในสินค้าเกษตร ส่งผลให้การซื้อขายมีความสะดวกรวดเร็ว รวมทั้งตลาดมีพื้นที่จัดสรรและหมุนเวียนเพื่อการซื้อขายสินค้าเกษตรมากขึ้น ภายใต้ความเป็นธรรมในการค้าขายสินค้าเกษตร รวมถึงเป็นการสร้างความเชื่อมั่นทางด้านอาหารในช่วงสถานการณ์โรคติดเชื้อโควิด-19 อีกด้วย&amp;quot;นายประดิษฐ์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118347</URL_LINK>
                <HASHTAG>MOU, TAWMA, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, คู่มือปฏิบัติงานและพัฒนาต้นแบบการจัดการสินค้าเกษต, ตลาดไท, นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์, นายประภัตร โพธสุธน, นายพิศาล พงศาพิชณ์, พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ, มกษ., มกอช., มาตรฐานสินค้าเกษตรไปใช้ในตลาดกลาง, สมาคมการค้าตลาดกลางค้าส่งสินค้าเกษตรไทย, สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ, สินค้าเกษตร, โครงการส่งเสริมและสนับสนุนการนำมาตรฐานสินค้าเกษตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210930/image_big_61557fc2a67df.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109465</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/07/2021 16:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/07/2021 16:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เซ็นแล้ว! Mini FTA ฉบับแรกพาณิชย์ไทย-โคฟุญี่ปุ่นร่วมมือค้าอัญมณี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันที่ 12 ก.ค.2564 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยนายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และนายยูอิชิ ฮิงุชิ นายกเทศมนตรีเมืองโคฟุ ประเทศญี่ปุ่น ได้ร่วมในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยการเป็นพันธมิตรในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ ระหว่างกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และเมืองโคฟุ จังหวัดยามานาชิ ประเทศญี่ปุ่น เป็นการ MOU แบบ Online ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 สํานักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการลงนามครั้งนี้ นายจุรินทร์ได้เป็นประธานและสักขีพยาน พร้อมกล่าวถึงความสำคัญของการลงนาม ใน MOU ฉบับนี้ ว่า การลงนามระหว่างกระทรวงพาณิชย์กับเมืองโคฟุ จังหวัดยามานาชิ ถือเป็นก้าวสำคัญของการเริ่มต้นนโยบายขยายความสัมพันธ์การค้าเชิงลึกของกระทรวงพาณิชย์ ประเทศไทย กับเมืองโคฟุ ญี่ปุ่น โดยเป็นการลงนามตามนโยบายเป็นครั้งแรก ซึ่งทั้งสองฝ่ายจะได้ประโยชน์ร่วมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยประการที่หนึ่ง มีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางด้านการพัฒนาธุรกิจการผลิตอัญมณีเครื่องประดับทางการตลาดและการถ่ายทอดเทคโนโลยีระหว่างการในส่วนของ SMEs ของทั้งสองฝ่าย เมืองโคฟุเก่งเรื่องเทคโนโลยีการขึ้นตัวเรือนแต่ประเทศไทยเก่งในเรื่องการเจียระไนอัญมณี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประการที่สอง ร่วมมือกันทำกิจกรรมส่งเสริมการตลาดร่วมกันทั้งในประเทศไทยและญี่ปุ่นเพื่อเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประการที่สาม มูลค่าการค้าระหว่างกันในเรื่องอัญมณีระหว่างไทยกับญี่ปุ่นในปี 2564 นี้ จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น โดยตัวเลขปีที่แล้วสามารถทำมูลค่าการค้าระหว่างกันไทย-ญี่ปุ่น ด้านอัญมณี 14,754 ล้านบาท เพิ่ม 2% ปี 2564 ตั้งเป้าว่าจะทำมูลค่าการค้าระหว่างกันด้านอัญมณีและเครื่องประดับให้ได้ไม่ต่ำกว่า 5% หรือมูลค่าไม่ต่ำกว่า 15,500 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ขอขอบคุณเมืองโคฟุ จังหวัดยามานาชิ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโตเกียว ที่ร่วมกันผลักดันสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือระหว่างกันขึ้นในวันนี้ เชื่อว่าจะเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมการค้าและพัฒนาความร่วมมือระหว่างกันได้อย่างเป็นรูปธรรมต่อไปและขอให้พี่น้องชาวโคฟุประสบแต่ความสุขโดยทั่วกันด้วย&amp;rdquo;นายจุรินทร์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับบรรยากาศในงานวันนี้ ช่วงหนึ่งทางนายยูอิชิ ฮิงุชิ นายกเทศมนตรีเมืองโคฟุ กล่าวผ่านระบบถ่ายทอดสัญญาณสดจากประเทศญี่ปุ่นว่า เมืองโคฟุมีประชากรราว 190,000 คน ถือเป็นศูนย์กลางด้านการเมืองเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของจังหวัดยามานาชิ เมืองโคฟุเป็นแหล่งผลิตผลึกแก้วคริสตัลที่มีการพัฒนาการเจียระไนและแปรรูปให้เป็นแหล่งแปรรูปอัญมณี เมืองโคฟุเป็นศูนย์กลางแห่งอัญมณีและเครื่องประดับ โดยก่อนนี้ในปี 2562 ตนได้มีโอกาสเดินทางมาประเทศไทยและได้ก็จัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจที่กรุงเทพฯ เพื่อประชาสัมพันธ์เครื่องประดับของเมืองโคฟุให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น แม้ปัจจุบันจะมีสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลต่อการเดินทางระหว่างประเทศ แต่การลงนาม MOU ในวันนี้ จะช่วยเป็นแรงผลักดันในการพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องประดับทั้งไทยและเมืองโคฟุมากยิ่งขึ้นต่อไป และหวังว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 จะคลี่คลายโดยเร็ว และอุตสาหกรรมจิวเวลรี่ของสองประเทศจะพัฒนามากยิ่งขึ้นต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากนั้น อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กับนายกเทศมนตรีเมืองโคฟุได้ลงนาม MOU ท่ามกลางสักขีพยาน เช่น นายสุริยน ศรีอรทัยกุล ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) นางประพีร์ สรไกรกิติกูล ประธานคณะกรรมการสมาคมการค้ากลุ่มอัญมณี เครื่องประดับและโลหะมีค่า สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และนายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นหลังเสร็จพิธี นายจุรินทร์กล่าวกับสื่อมวลชนอีกครั้งว่า การลงนามนี้ ถือเป็น Mini FTA ฉบับแรกที่ตนได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์สร้างความสัมพันธ์ทางการค้าเชิงลึก โดยเมืองโคฟุ เป็นศูนย์กลางการค้าด้านอัญมณีและเครื่องประดับของประเทศญี่ปุ่น การลงนามจะก่อให้เกิดประโยชน์หลายประการทั้งส่งเสริมภาคการผลิต ทำการตลาดร่วมกันระหว่างไทยกับญี่ปุ่นและถ่ายทอดเทคโนโลยีต่าง ๆ ระหว่างกัน ทั้งการเจียระไน ขึ้นตัวเรือนและซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการผลิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับ Mini FTA ฉบับต่อไป ที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้า คือ ทำกับมณฑลไหหลำของประเทศจีน และรัฐเตลังกานาของประเทศอินเดีย และอื่นๆ คาดว่าจะสามารถลงนามได้ในช่วงเดือนส.ค.2564 ที่จะถึงนี้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109465</URL_LINK>
                <HASHTAG>Mini FTA, MOU, กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ, กระทรวงพาณิชย์, จังหวัดยามานาชิ, นายกเทศมนตรีเมืองโคฟุ, นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร, นายยูอิชิ ฮิงุชิ, นายสมเด็จ สุสมบูรณ์, นายสุริยน ศรีอรทัยกุล, ประเทศญี่ปุ่น, ผลิตผลึกแก้วคริสตัล, พิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ, รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, ศูนย์กลางการค้าด้านอัญมณีและเครื่องประดับ, อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210712/image_big_60ec0f66626d2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>107223</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/06/2021 15:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/06/2021 14:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กยท. MOU กอ.หนุนพัฒนาสื่องานทันตสาธารณสุขด้วยวัสดุยางในประเทศ  ผลิตโมเดลสุขภาพช่องปากกลุ่มปากแหว่งเพดานโหว่ กลุ่มเฉพาะกลุ่มพิเศษ  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้ ( 22 มิ.ย.64) การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ร่วมกับ กรมอนามัย (กอ.) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ การพัฒนาสื่อส่งเสริมความรอบรู้เพื่อสุขภาพและสุขภาพช่องปากของผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่และกลุ่มเฉพาะกลุ่มพิเศษ นำองค์ความรู้ทันตกรรม-แปรรูปผลิตภัณฑ์ยาง ผลิตสื่อโมเดลและตุ๊กตา เพื่อพัฒนาสื่อใช้ในงานทันตสาธารณสุขด้วยวัสดุยางในประเทศ ส่งเสริมความรอบรู้สุขภาพของบุคลากรสาธารณสุขและผู้ปกครอง ณ ห้องประชุมกำธร สุวรรณกิจ อาคาร 1 ชั้น 1 กรมอนามัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การยางแห่งประเทศไทย หรือ กยท. เป็นองค์กรกลางที่รับผิดชอบดูแลการบริหารจัดการยางพาราของประเทศทั้งระบบครบวงจร โดยมีนโยบายมุ่งเน้นสนับสนุนงานด้านวิจัยและพัฒนา ทั้งที่ดำเนินการโดยนักวิจัยของ กยท. และดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อสร้างนวัตกรรม เทคโนโลยี และผลิตภัณฑ์จากยางพารา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำยางพารามาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ยาง ซึ่งนอกจากนำยางพารามาใช้ประโยชน์ด้านนวัตกรรมแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนอาชีพการทำสวนยางพาราให้มีความยั่งยืน ซึ่ง กยท. และกรมอนามัย เห็นพ้องร่วมกันว่า จากความร่วมมือดังกล่าว เมื่อผ่านการทดสอบใช้งานและพัฒนารูปแบบได้เหมาะสม และทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกันแล้ว จะนำผลิตภัณฑ์ยางพารา ซึ่งเป็นวัสดุที่มีความปลอดภัยในการใช้งานภายในช่องปาก(Food Grade) สำหรับงานส่งเสริมสุขภาพทางช่องปากเพื่อขยายผลและถ่ายทอดองค์ความรู้สู่สถาบันเกษตรกรในอนาคต เพื่อให้สามารถผลิตและสร้างเป็นรายได้อย่างยั่งยืนให้กับเกษตรกรต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า จากข้อมูลของสำนักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) พบว่า ในปี 2561 พบเด็กแรกเกิดปากแหว่งเพดานโหวในระบบบัตรทอง จำนวน 1,092 คนจากเด็กแรกเกิดทั้งหมด 516,326 คน คิดเป็นอุบัติการณ์ 2.11 คนต่อทารกมีชีพ 1,000 คน ซึ่งการลงนามบันทึกความร่วมมือการพัฒนาสื่อส่งเสริมความรอบรู้เพื่อสุขภาพและสุขภาพช่องปากของผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ และกลุ่มเฉพาะกลุ่มพิเศษในครั้งนี้ จะก่อให้เกิดการพัฒนาสื่อส่งเสริมความรอบรู้ด้วยยางพารา สำหรับบุคลากรสาธารณสุขและผู้ปกครอง เพื่อสนับสนุนการดูแลสุขภาพช่องปากของผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ และกลุ่มเฉพาะกลุ่มพิเศษ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ทั้งนี้ การสนับสนุนความร่วมมือพัฒนาสื่อส่งเสริมความรอบรู้ กรมอนามัยได้เตรียมข้อมูลเนื้อหาทางสุขภาพ และสุขภาพช่องปาก ออกแบบสื่อ เช่น โมเดลภาวะปากแหว่งเพดานโหว่สำหรับบุคลากรสาธารณสุข และตุ๊กตาเด็กปากแหว่งเพดานโหว่สำหรับการฝึกทักษะผู้ปกครอง พัฒนารูปแบบและให้ข้อมูลกับการยางแห่งประเทศไทยผลิตสื่อต้นแบบจากยางพารา ให้บุคลากรสาธารณสุขในเครือข่ายปฐมภูมิได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาสื่อส่งเสริมสุขภาพโดยใช้สื่อที่ผลิตจากยางพาราไปใช้ในพื้นที่กับกลุ่มเป้าหมาย และร่วมประเมินผล เพื่อจะได้นำข้อเสนอแนะไปพัฒนาสื่อจากยางพาราให้ดียิ่งขึ้น พร้อมทั้งมีประสิทธิภาพในการเพิ่มความรอบรู้ให้แก่ผู้ดูแล ช่วยให้ผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ และกลุ่มเฉพาะกลุ่มพิเศษมีสุขภาพที่ดี ตลอดจนพัฒนาสื่อความรอบรู้จากยางพาราในกลุ่มเฉพาะกลุ่มพิเศษอื่น ๆ เช่น กลุ่มที่มีความพิการทางสายตา ต่อไปในอนาคต&amp;quot; อธิบดีกรมอนามัย กล่าว&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107223</URL_LINK>
                <HASHTAG>MOU, กยท., กรมอนามัย, กลุ่มปากแหว่งเพดานโหว่, กอ., การพัฒนาสื่อส่งเสริมความรอบรู้เพื่อสุขภาพและสุขภาพช่องปากของผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่, การยางแห่งประเทศไทย, นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท, นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย, ผลิตภัณฑ์จากยางพารา, ผลิตภัณฑ์ยาง, ผลิตสื่อโมเดลและตุ๊กตา, ผลิตโมเดลสุขภาพช่องปาก, ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย, ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ, สปสช., สำนักประกันสุขภาพแห่งชาติ, ส่งเสริมความรอบรู้สุขภาพของบุคลากรสาธารณสุขและผู้ปกครอง, อธิบดีกรมอนามัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210622/image_big_60d198fd37fce.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105145</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/06/2021 13:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/06/2021 13:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เสริมแกร่งเศรษฐกิจฐานรากมั่นคง “อธิบดี พช.” ขานรับนโยบาย Digital Economy ของรัฐบาลบุกตลาดค้าขายออนไลน์ยุค NEW NORMALจับมือไปรษณีย์ไทย ลดค่าขนส่งพิเศษช่วยผลิตภัณฑ์โอทอปมากกว่า 2 แสนรายการ หนุนชุมชนท้องถิ่นนับล้านคนเชื่อมขนส่งสินค้า OTOP ก้าวไกลทั่วไทย พร้อมต่อยอดความสำเร็จสู่เศรษฐกิจพอเพียง “โคก หนอง นา” อย่างมั่นคงยั่งยืน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 2 มิถุนายน 2564 กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย นำโดย นายสุทธิพงษ์&amp;nbsp; จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ร่วมกับ บริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด โดยนายพีระ อุดมกิจสกุล กรรมการผู้จัดการบริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ในการให้บริการจัดส่งผลิตภัณฑ์ OTOP ระหว่างกรมการพัฒนาชุมชน กับ บริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด โดยมีนายสุรศักดิ์&amp;nbsp; อักษรกุล รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ผู้บริหาร ข้าราชการ กรมการพัฒนาชุมชน นายสุรพล นิลบน รองกรรมการผู้จัดการบริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด และคณะกรรมการผู้จัดการฯ นางสาวนารีรัช&amp;nbsp; อุทัยแสงสกุล  ประธานเครือข่าย OTOP&amp;nbsp;สระบุรี ตัวแทนผู้ประกอบการศูนย์ OTOP คอมเพล็กซ์สระบุรี (พุแค) ตลอดจนสื่อมวลชน ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธี ณ ห้องประชุม 3003 ชั้น 3 กรมการพัฒนาชุมชน อาคารรัฐประศาสนภักดี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การให้บริการจัดส่งผลิตภัณฑ์ OTOP ระหว่างกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย กับ บริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด ในครั้งนี้ เป็นนโยบาย Digital Economy ของรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อช่วยเหลือผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ค้าขายออนไลน์ และสามารถแข่งขันกับผู้ประกอบการรายใหญ่ได้ โดยเฉพาะในเรื่องของบริการขนส่ง (Logistics) เป็นอีกปัจจัยหนึ่งในการกระจายสินค้า ที่นโยบายรัฐบาลจะเข้ามาช่วยลดต้นทุน และลดภาระด้านการขนส่งแบบครบวงจรอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงการยกระดับมาตรฐานการบริการสู่ผู้บริโภค ให้ได้รับสินค้าในราคาที่เป็นธรรม ที่เป็นสินค้าของคนในชุมชนทั่วทั้งประเทศ ซึ่งจะก่อให้เกิดการกระจายรายได้สู่ชุมชน สู่ครัวเรือน ส่งผลให้เศรษฐกิจฐานรากเข้มแข็ง ปรับตัวฝ่าวิกฤติและผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) พร้อมก้าวสู่การเจริญเติบโตที่มั่นคงในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ขอขอบคุณ บริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด ในการจับมือร่วมกันในการให้ความช่วยเหลือพี่น้องคนไทย ที่ทำมาหากินประกอบอาชีพโดยสุจริต โดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมถึงมีการใช้วัตถุดิบจากท้องถิ่นไทยแท้ๆ ทำให้มีมูลค่า อาทิ ผลผลิตทางการเกษตร พืช ผัก ผลไม้ ซึ่งจะเห็นได้ว่าผลผลิตเหล่านี้กลายเป็นชื่อเสียง สัญลักษณ์ในหลายจังหวัด หรือประจำภูมิภาค ด้วยภูมิปัญญา ความสามารถ ความคิดสร้างสรรค์ของพี่น้องในแต่ละท้องถิ่น ยังได้มีการสร้างมูลค่าเพิ่ม แปรรูปไปในรูปแบบต่างๆ จนเกิดเป็นผลิตภัณฑ์ OTOP ที่มีอยู่หลากหลายในปัจจุบัน ซึ่งในการลงนามบันทึกข้อตกลงในครั้งนี้จะเป็นการช่วยเหลือผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ให้เขาได้มีโอกาสได้ส่งสินค้า และมีช่องทางในการกระจายผลิตภัณฑ์เหล่านี้ให้กระจายออกไปอย่างแพร่หลาย ทั่วประเทศและทั่วโลกอย่างประหยัด และมีต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ถูกลง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวด้วยว่ากรมการพัฒนาชุมชนในฐานะหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้มีความมั่นคงและชุมชนพึ่งตนเองเองได้ มีหน้าที่ในการสนับสนุนดูแลผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดีจากการประกอบอาชีพที่มั่นคง และมีศักยภาพพอที่จะแข่งขันกับผู้ประกอบการรายใหญ่ได้ โดยเฉพาะในเรื่องของบริการขนส่ง (Logistics) จึงเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ในการกระจายสินค้า ซึ่งถือได้ว่าเป็นจุดอ่อนที่กลุ่มผู้ผลิต ผู้ประกอบ OTOP ที่โดยมากเป็นกิจการ อุตสาหกรรมในครัวเรือน ผู้ประกอบการรายเล็ก ที่ไม่มีทุนทรัพย์มากพอทำให้เอื้อมไม่ถึงกระบวนการขนส่งที่ครบวงจร เพราะฉะนั้น ความร่วมมือของ บริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด จึงเป็นการเติมเต็ม ปิดจุดอ่อนดังกล่าว ผู้ผลิต ผู้ประกอบ OTOP สามารถลดต้นทุน และลดภาระด้านการขนส่ง ในอัตราราคาที่พิเศษ ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพจากภูมิปัญญาชุมชน กระจายไปถึงมือคนไทยทั่วประเทศ และในระดับโลกได้ไม่ยาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้กรมการพัฒนาชุมชน ได้ขับเคลื่อนงานร่วมกับผู้ผลิต ผู้ประกอบ OTOP มาตั้งแต่ปี 2544 ถึงปัจจุบัน จนมีผู้ผลิต ผู้ประกอบการ จำนวน 93,214 กลุ่ม และผลิตภัณฑ์ จำนวน 208,267 ผลิตภัณฑ์ ซึ่งได้ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนคนไทยไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านคน เนื่องจากกลุ่มผู้ผลิต ผู้ประกอบการก็จะมีภาคีเครือข่ายในการขับเคลื่อนงาน ซึ่งผลจากการดำเนินงานที่ผ่านมาได้ก่อให้เกิดรายได้แก่ชุมชนและประชาชนในท้องถิ่นต่างๆ รวมทั้งเกิดการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ชุมชนอย่างแพร่หลาย และในปัจจุบัน กรมการพัฒนาชุมชนได้ขับเคลื่อนโครงการสำคัญในการน้อมนำหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ &amp;ldquo;โคก หนอง นา &amp;rdquo; ซึ่งโครงการนี้จะเป็นอีกกลไกหนึ่งในการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้แก่ประชาชนในชุมชนเพิ่มเติมขึ้นมาอีกหลายหมื่นครัวเรือนที่จะใช้พื้นที่ดินของตัวเองในการที่ทำ โคก หนอง นา ในการเพาะปลูก และเลี้ยงสัตว์ ซึ่งในอนาคตผลผลิตจากพื้นที่โคกหนอง นา ก็จะเพิ่มมากขึ้น เช่น กล้วย มะละกอ ผัก เป็นต้น ซึ่งทางไปรษณีย์ไทยจะเป็นตัวกลางในการช่วยเหลือพี่น้องที่เข้าร่วมโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิต ตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ &amp;ldquo;โคก หนอง นา พช.&amp;rdquo;&amp;nbsp; ซึ่งผลผลิต และผลิตภัณฑ์ดังกล่าวนั้นออกมาจากใจของพี่น้องที่เข้าร่วมโครงการฯ เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ และดีที่สุด การที่ไปรษณีย์ไทยได้มาช่วยในการกระจายสินค้าในครั้งนี้ ถือได้ว่าเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการในการกระจายสินค้า และยังได้ช่วยให้คนที่อยู่พื้นที่ไกลได้บริโภคผลผลิตภัณฑ์ที่อร่อยๆ และมีคุณภาพ ในราคายุติธรรม และรวดเร็วในการจัดส่ง ซึ่งจะทำให้สินค้าเกษตร สามารถส่งผ่านจากผู้ผลิตไปถึงผู้บริโภคได้อย่างครอบคลุม โดยที่ยังคงคุณภาพของผลผลิต ตอบโจทย์ให้ผู้ผลิตพบผู้บริโภคได้โดยตรง ซึ่งเป็นเรื่องที่วิเศษสุด จะทำให้เป็นหลักประกันได้ว่า ผู้บริโภคจะได้สินค้าในราคาไม่แพง สินค้ามีคุณภาพ สร้างความยั่งยืน อยู่คู่กับคนไทยตลอดไป ที่ช่วยกันผลักดันและขับเคลื่อนให้ผู้ประกอบลดต้นทุนในการขนส่งสินค้าไปยังผู้บริโภค และเพิ่มช่องทางในการจำหน่ายสินค้า รายได้เพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายพีระ อุดมกิจสกุล กรรมการผู้จัดการบริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด กล่าวว่า &amp;ldquo;บริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของบริษัทไปรษณีย์ไทย เป็นหน่วยงานที่อยู่ในสังกัดของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยทางกลุ่มบริษัทไปรษณีย์ไทย เข้ามาสนับสนุนผู้ประกอบการ OTOP ในเรื่องของการทำเว็บไซต์การขายออนไลน์ เรื่องของการขนส่ง หรือ Logicode ซึ่งในส่วนของไปรษณีย์ไทยและไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่นถือว่าเป็น HUB หรือจุดกระจายสินค้าให้กับผู้ประกอบการแต่ละภูมิภาค ผู้ทั้งประกอบการรายใหญ่ รายย่อย และรายทาง สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน&amp;nbsp; โดยในส่วนของกิจกรรมความร่วมมือระหว่างกรมการพัฒนาชุมชน และ บริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด จะเป็นการบูรณาการผสานความร่วมมือพัฒนาชุมชน ส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ และผลิตภัณฑ์ OTOP และที่สำคัญคือการส่งเสริมช่องทางการตลาด สร้างโอกาสให้การจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ OTOP มีความสะดวกและเชื่อมโยงกับผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น เชื่อว่าบริการของ บริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด จะเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาชุมชนดังกล่าว และขานรับในนโยบาย Digital Economy ของรัฐบาล บรรลุเป้าหมายด้วยศักยภาพเครือข่ายไปรษณีย์ที่เข้าถึงชีวิตคนไทย สามารถรองรับความต้องการของผู้ใช้บริการและนโยบายรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเป็นฟันเฟืองพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105145</URL_LINK>
                <HASHTAG>Digital Economy, MOU, NEW NORMAL, กรมการพัฒนาชุมชน, กระจายรายได้สู่ชุมชน, กระทรวงมหาดไทย, ตลาดค้าขายออนไลน์, นางสาวนารีรัช  อุทัยแสงสกุล, นายพีระ อุดมกิจสกุล, นายสุทธิพงษ์  จุลเจริญ, นายสุรพล นิลบน, นายสุรศักดิ์  อักษรกุล, บริการจัดส่งผลิตภัณฑ์ OTOP, บริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด, ประธานเครือข่าย OTOP สระบุรี, ผลิตภัณฑ์โอทอป, พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา, ภูมิปัญญาท้องถิ่น, ลงนามบันทึกข้อตกลง, อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน, โคก หนอง นา, ไปรษณีย์ไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210603/image_big_60b87282e6c58.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>81822</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/10/2020 14:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/10/2020 14:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมพลศึกษา ร่วมกับ สมาคมกีฬาว่ายน้ำแห่งประเทศไทย  ร่วมลงนาม MOU มุ่งพัฒนาศักยภาพนักกีฬาว่ายน้ำสู่ระดับนานาชาติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;(วันพฤหัสบดี 22 ตุลาคม 2563) ดร.ดารณี ลิขิตวรศักดิ์ รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการและกิจกรรม กรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาร่วมกับสมาคมกีฬาว่ายน้ำแห่งประเทศไทย เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินการด้านกีฬาตามพระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 และตามแผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ โดยความร่วมมือกันในเรื่องของวิชาการ บุคลากร สถานที่และด้านอื่น ๆ เพื่อพัฒนากีฬาว่ายน้ำของประเทศไทย ให้ประสบความสำเร็จสู่ความเป็นเลิศในระดับนานาชาติ โดยมี ดร.นิวัตน์&amp;nbsp; ลิ้มสุขนิรันดร์ อธิบดีกรมพลศึกษา และคณะผู้บริหารกรมพลศึกษาพร้อมด้วยนายธนาวิชญ์&amp;nbsp; โถสกุล เลขาธิการสมาคมกีฬาว่ายน้ำแห่งประเทศไทยและกรรมการบริหารสมาคมกีฬาว่ายน้ำแห่งประเทศไทยเข้าร่วมในพิธี ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 2 กระทรวง การท่องเที่ยวและกีฬา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ดร.ดารณี ลิขิตวรศักดิ์ รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ยุทธศาสตร์ชาติการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ มีเป้าหมายพัฒนาที่สำคัญเพื่อพัฒนาคนในทุกมิติและทุกช่วงวัย ให้เป็นคนดี เก่ง และมีคุณภาพ โดยคนไทยมีความพร้อมทั้งกาย ใจ สติปัญญา มีพัฒนาการที่ดีรอบด้าน &amp;nbsp;และมีสุขภาวะที่ดีในทุกช่วงวัย ซึ่งแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็นศักยภาพการกีฬานั้น มีทิศทางการขับเคลื่อนโดยมุ่งเน้นการส่งเสริมการใช้กิจกรรมกีฬาและนันทนาการบนฐานของวิทยาศาสตร์การกีฬา เพื่อเป็นเครื่องมือในการเสริมสร้างสุขภาวะของประชาชนอย่างครบวงจรและมีคุณภาพมาตรฐานการสร้างนิสัยรักกีฬาและมีน้ำใจเป็นนักกีฬา การพัฒนาจิตใจ การสร้างความสามัคคีของคนในชาติหล่อหลอมการเป็นพลเมืองดี พัฒนาคุณภาพชีวิต กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้เห็นความสำคัญ ในการส่งเสริมการออกกำลังกาย และกีฬาขั้นพื้นฐานจึงอยากส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วม ในการออกกำลังกาย กีฬา และนันทนาการที่ชื่นชอบให้กลายเป็นวิถีชีวิตประจำวันของคนไทยให้มีสุขภาพแข็งแรง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ดร.นิวัตน์ ลิ้มสุขนิรันดร์ อธิดีกรมพลศึกษา เปิดเผยว่า &amp;ldquo;การที่เราเลือกเซ็น MOU กับสมาคมกีฬาว่ายน้ำแห่งประเทศไทยเป็นสมาคมแรก เพราะเรามองว่ากีฬาว่ายน้ำ เป็นหนึ่งในกีฬาสากลที่ได้บรรจุแข่งขันในกีฬาโอลิมปิก กีฬาเอเชียนเกมส์ และกีฬาซีเกมส์ โดยกรมพลศึกษาตั้งเป้าหมายที่จะพัฒนานักกีฬาว่ายน้ำในระดับนักเรียน เพื่อต่อยอดสู่การเป็นนักกีฬาอาชีพ นอกจากนั้น กรมพลศึกษายังได้รับนโยบายสำคัญจากท่านพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในการจัดโครงการลอยน้ำเป็นเล่นน้ำได้ เพื่อลดจำนวนการจมน้ำตายของเด็กที่เกิดขึ้นในทุก ๆ ปี โดยเราหวังว่า จะได้รับการสนับสนุนด้านวิทยากรจากสมาคมกีฬาว่ายน้ำแห่งประเทศไทย ที่จะมาร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ในการจัดอบรมที่กรมพลศึกษาจัดขึ้นทั่วประเทศด้วย โดยกรมพลศึกษาให้การสนับสนุนแก่สมาคมกีฬาว่ายน้ำแห่งประเทศไทยในการจัดตั้งศูนย์ฝึกกีฬาว่ายน้ำ ณ สระว่ายน้ำวิสุทธารมณ์&amp;quot; โดยสมาคมฯจะใช้สระว่ายน้ำ 50 เมตร พร้อมติดตั้งลู่ จำนวน 5 ลู่ อุปกรณ์วิทยาศาสตร์การกีฬาและใช้ห้องเวทเทรนนิ่ง เพื่อการฝึกซ้อม ทุกวันจันทร์ &amp;ndash; วันอาทิตย์ เวลา 06.00 &amp;ndash;08.30 น. และ เวลา 16.00 &amp;ndash; 20.00 น. พร้อมสนับสนุนค่าบำรุงสถานที่อีกด้วย&amp;rdquo; &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81822</URL_LINK>
                <HASHTAG>MOU, กรมพลศึกษา, สมาคมกีฬาว่ายน้ำแห่งประเทศไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201026/image_big_5f967e56ac8c6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79301</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/10/2020 07:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/10/2020 05:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>MOU 4 หน่วยงานพัฒนาต้นแบบนวัตกรรมข้อมูลดิจิทัลไร้ตะเข็บ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;MOU 4 หน่วยงาน สนอ. สพร. สวน. สสส. บริการข้อมูลดิจิทัลพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กทุกคน พัฒนาต้นแบบนวัตกรรมบริการข้อมูลดิจิทัลไร้ตะเข็บ ยกระดับคุณภาพชีวิตเด็ก เยาวชน และครอบครัวเปราะบาง กทม.เขตปกครองพิเศษมีครบทั้งศูนย์เด็กเล็ก รร.ในสังกัด กทม. รพ.ของ กทม.พร้อมปักหมุดนำร่อง &amp;ldquo;ลาดกระบัง&amp;rdquo; อ่านข้อมูลได้ปลายเดือน ต.ค.ก่อนขยายผลครอบคลุมทุกเขตใน กทม. พบปัญหาเด็ก กทม. 1 ใน 6 ตั้งแต่วัยแรกเกิด-17 ปี ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ เด็กในชุมชนร้อยละ 73.1 ถูกอบรมด้วยการทำร้ายจิตใจหรือร่างกาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร (กทม.) สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) (สพร.) สำนักกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนานโยบาย (สวน.) ร่วมกันลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ &amp;ldquo;การพัฒนาต้นแบบบริการร่วมระหว่างหน่วยบริการพัฒนาคุณภาพชีวิต เด็ก เยาวชน และครอบครัวด้วยดิจิทัล (Seamless Transaction Services)&amp;rdquo; เมื่อวันที่ 23 ก.ย.2563 เพื่อส่งเสริม&amp;nbsp; &amp;nbsp;และสนับสนุนพัฒนาประสิทธิภาพด้านการบริหารจัดการร่วม โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นต้นแบบบริการทางสังคมด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิต เด็ก เยาวชนและครอบครัวต่อเนื่องตลอดช่วงวัย และการพัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในปีแรกจะมีชานชาลาหรือการพัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ร่วมและส่งต่อบริการร่วมกันของ 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1.กลุ่ม ผู้ให้บริการจากศูนย์บริการสาธารณสุข 45 ชุมชนร่มเกล้า คุณครูจากศูนย์เด็กเล็ก และโรงเรียน 2.กลุ่มผู้รับบริการที่เป็นเด็กเยาวชน&amp;nbsp; และครอบครัว และ 3.คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับเขต คณะกรรมการคุ้มครองเด็ก ที่เป็นกลไกร่วมจัดบริการ ซึ่งจะพัฒนาเป็นต้นแบบนวัตกรรมระบบดิจิทัลของเขตลาดกระบัง กทม. และทดสอบการขยายผลในพื้นที่อื่นๆ ครอบคลุมทุกเขตต่อไป &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คนส่วนใหญ่มองว่า เด็กเมืองกรุงได้รับสิทธิ์และโอกาสมากกว่า หรืออยู่ในระดับดี เพราะเป็นเด็กในเมือง แท้จริงแล้ว...กรุงเทพมหานครรับภาระกับเด็กและเยาวชนที่อยู่ในครอบครัวที่เปราะบางยิ่งกว่าเด็กและเยาวชนในพื้นที่อื่นๆ จากการสำรวจพบเกือบ 1 ใน 6 (ร้อยละ 15.8) ของเด็กอายุ 0-17 ปี ไม่ได้อาศัยอยู่กับพ่อและแม่ เด็กอายุ 1-14 ปี ในชุมชนของกรุงเทพมหานคร ร้อยละ 73.1 ถูกอบรมด้วยการทำร้ายจิตใจหรือร่างกาย นวัตกรรมดิจิทัลเพื่อการจัดการร่วม จะสามารถเป็นจุดสำคัญอย่างยิ่งในงานพัฒนาเด็ก เยาวชน และครอบครัวอย่างเป็นองค์รวมในพื้นที่ กทม.ได้ โครงการนำร่องที่เขตลาดกระบัง (ธนะสิทธิ์ เมธพันธ์เมือง ผอ.เขตลาดกระบัง) เพ็ญศรี สงวนสิงห์ ผู้จัดการมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนานโยบาย (สวน.) ในฐานะผู้จัดการโครงการเปิดประเด็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการนำร่องศูนย์เด็กเล็ก รร.ในสังกัด กทม. (สอนระดับอนุบาล-ประถมปีที่ 6) เขตลาดกระบังอยู่ในความดูแลของ ผอ.เขตลาดกระบัง เด็กส่วนใหญ่เรียนต่อที่ รร.สมิทธิ์รัตนโกสินทร์ สังกัด รร.สพฐ. เนื่องจากเขตลาดกระบังมีพื้นที่ชุมชนร่มเกล้า ซึ่งอยู่ในพื้นที่อุตสาหกรรม ครอบครัวอยู่ในละแวกนี้ พ่อแม่ส่งเด็กเรียนหนังสืออยู่ในละแวกเดียวกัน แต่เดิมจะมีโครงการนำร่องอีกแห่งหนึ่งที่เขตทวีวัฒนา แต่เมื่อสำรวจแล้วพื้นที่ทวีวัฒนาเป็นช่วงรอยต่อ จ.นครปฐม เด็กจากนครปฐมและนนทบุรีจะเข้ามาเรียนใน รร.เขตทวีวัฒนา ส่วนเด็กในเขตทวีวัฒนาอยู่ในชุมชนครอบครัวชนชั้นกลาง เช้าออกจากบ้านไปกับพ่อแม่เพื่อเข้าไปเรียนในเมือง ประชากรในเขตทวีวัฒนาจึงมีความซับซ้อนในการทำข้อมูลประชากรกลุ่มเป้าหมาย &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ชวินทร์ ศิรินาค ผู้อำนวยการสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กทม.มีโรงเรียนในสังกัด 300 แห่ง มีนักเรียนกว่า 2 แสนคน มีศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนสังกัด กทม.ใน 50 เขต 298 ศูนย์ มีเด็ก 25,975 คน มีเด็กและเยาวชนที่อยู่ในครอบครัวที่เปราะบางในพื้นที่จำนวนมาก &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานผลการสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในเขตกรุงเทพมหานคร จากผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติร่วมกับองค์การยูนิเซฟ พบว่า เกือบ 1 ใน 6 (ร้อยละ 15.8) ของเด็กอายุ 0-17 ปี ไม่ได้อาศัยอยู่กับพ่อและแม่ ในชุมชนของกรุงเทพมหานครมีเด็กที่กำพร้าพ่อหรือแม่ หรือทั้งพ่อและแม่ ร้อยละ 3.6 และร้อยละ 0.4 ที่พ่อหรือแม่อย่างน้อย 1 คน อาศัยอยู่ต่างประเทศ และเด็กอายุ 1-14 ปี ในชุมชนของกรุงเทพมหานคร ร้อยละ 73.1 ถูกอบรมด้วยการทำร้ายจิตใจหรือร่างกายในช่วง 1 เดือนก่อนการสำรวจ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จากการพูดคุยกับทีมผู้ให้บริการในพื้นที่เขตลาดกระบังพบว่า เด็กและเยาวชนเกือบร้อยละ 50 ไม่ได้อาศัยอยู่กับพ่อแม่ ซึ่งครอบครัวเป็นเหตุปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรม และทำให้เด็กและเยาวชนเผชิญกับภาวะวิกฤติ ซึ่งส่งผลเป็นวงจรต่อเนื่องกัน วงจรเด็กและเยาวชนในครอบครัวเปราะบางกับดักสู่ความยากจน การทบทวนสถานการณ์ที่บ่งชี้ของครอบครัวเปราะบางพบว่า คือ 1.ด้านเศรษฐกิจครัวเรือน 2.ด้านโครงสร้าง/สัมพันธภาพและการเลี้ยงดูในครอบครัว 3.ด้านการเข้าไม่ถึงสิทธิประโยชน์ตามกฎหมาย 4.ด้านสถานะสุขภาพและสังคมของสมาชิกในครอบครัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตัวบ่งชี้ของครอบครัวเปราะบาง 1.) เศรษฐกิจครัวเรือน รายได้ครัวเรือนน้อยกว่า 1 แสนบาท/ปี ไม่มีอาชีพเป็นหลักแหล่ง มั่นคง ต้องย้ายถิ่นที่อยู่อาศัยบ่อยๆ ที่อยู่อาศัยชั่วคราว ไม่มั่นคง ไม่ปลอดภัย 2.) โครงสร้างและสัมพันธภาพการเลี้ยงดูในครอบครัว อยู่กับพ่อหรือแม่เลี้ยงเดี่ยว อยู่กับปู่ย่าตายาย 2.ปฏิสัมพันธ์ระหว่าง คนในครอบครัว 3.การเลี้ยงดูอย่างไม่ถูกวิธี มีการทอดทิ้งเด็ก 4.มีการทะเลาะวิวาทและใช้ความรุนแรงในครอบครัว 3.) การเข้าไม่ถึงสิทธิประโยชน์ตามกฎหมาย ไม่รู้ว่าตนเองมีสิทธิ์อะไรบ้าง ในแต่ละสถานการณ์ของชีวิต เข้าไม่ถึงบริการ-สวัสดิการที่จำเป็นกับภาวะความเปราะบาง/ความเจ็บป่วย ไม่ได้รับบริการและสวัสดิการ 4.) สถานะสุขภาพและสังคมของสมาชิกในครอบครัว เป็นบุคคลทุพพลภาพ (พิการ) เจ็บป่วยเรื้อรังที่ต้องใช้เวลาและค่าใช้จ่ายในการรักษา มีประวัติอาชญากรรม ติดสารเสพติด (ยาเสพติด ติดเหล้า)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตัวบ่งชี้ลักษณะครอบครัวเปราะบาง จึงเป็นเรื่องท้าทายอย่างยิ่งของภาคส่วนต่างๆ ที่มีพันธกิจในการจัดบริการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กและเยาวชน ซึ่งมีหลากหลายมิติและแยกส่วนกันจนไม่อาจบูรณาการการจัดบริการที่ครอบคลุมต่อเนื่องตลอดช่วงวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์การพลิกผันทางเศรษฐกิจและสังคมที่ประเทศไทยก้าวสู่สังคมสูงวัย การเกิดของเด็กน้อยลงและถ้าขาดคุณภาพก็จะเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งในสากลหรือนานาประเทศให้การยอมรับแล้วว่า การลงทุนพัฒนาเด็กและเยาวชนเป็นหนทางรอดที่คุ้มค่าและมีประสิทธิผล ดังนั้นโครงการพัฒนาด้านการบริหารงานแบบใช้ร่วมกันขององค์กร (Shared Services) ให้เป็นต้นแบบบริการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็ก เยาวชน และครอบครัว จึงมีเป้าหมายในระยะ 3 ปี คือ การพัฒนารูปแบบการจัดบริการร่วมข้ามภาพส่วน (Trans-disciplinary Social Service) ให้จัดวางเป็นชานชาลา/แพลตฟอร์ม (platform) ร่วมพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กและเยาวชนที่เข้าถึงเด็กและครอบครัวเปราะบาง พร้อมไปกับการปกป้องคุ้มครองเด็กและเยาวชนอย่างมีประสิทธิผล ด้วยการปรับใช้วิทยาการข้อมูลข่าวสารดิจิทัล จนสามารถนำรูปแบบไปทดสอบขยายผลให้ครอบคลุมทั้งพื้นที่ กทม. ในระยะแรกเริ่ม 1 ปี ที่เริ่มในเดือน พ.ค.2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กรอบการพัฒนารูปแบบ Prototype การจัดบริการร่วมเชิงรุกเพื่อเข้าถึงเด็กและเยาวชนในครอบครัวเปราะบางแบบไร้ตะเข็บ (Seamless Shared Services) ดังนั้นต้นแบบบริการไร้ตะเข็บด้วยนวัตกรรมดิจิทัลด้วยความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (ไทย-เยอรมัน) จึงเป็นการพลิกโฉมบริการที่เคยแยกส่วนกันให้เกิดเป็นองค์รวม สามารถดูแลต่อเนื่องตลอดช่วงวัย ตั้งแต่ฝากครรภ์ เด็กแรกเกิด เข้าสู่ศูนย์เด็กเล็ก เด็กอนุบาล เด็กและเยาวชนในวัยเรียน จนถึงวัยรุ่นอันเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพตามวิสัยทัศน์ยุทธศาสตร์ประเทศไทย 20 ปี และตามวิสัยทัศน์ &amp;ldquo;มหานครสุขภาพดี ทุกชีวีแข็งแรง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.สุพจน์ เธียรวุฒิ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล กล่าวว่า การออกแบบในการจัดวางบริการแบบใช้ร่วมกัน &amp;ldquo;Shared-Service&amp;rdquo; ก็คือการทำให้เกิดการใช้ประโยชน์ร่วมกันจากทรัพยากรเทคโนโลยี และการเชื่อมโยงข้อมูลดิจิทัลของหน่วยงานต่างๆ ที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และต่อยอดขยายเป็น Open Data กับทาง กทม.และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองสิทธิ์ของเด็กและเยาวชน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเทคโนโลยีดิจิทัลสำหรับภาครัฐ (GovTech) ไปสู่ความเป็นรัฐบาลดิจิทัลต่อไป&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ณัฐยา บุญภักดี ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว สสส. กล่าวว่า โครงการนี้มุ่งพัฒนาต้นแบบระบบการบริหารงานแบบใช้ร่วมกันของหน่วยงานที่ทำหน้าที่จัดบริการ (Shared Service) ทางสังคม สุขภาพ เศรษฐกิจ และการคุ้มครองสิทธิ์เด็ก เยาวชน และครอบครัวเปราะบาง นับเป็นการทำงานเชิงรุกกับเหตุปัจจัยต้นน้ำก่อนที่เด็กและเยาวชนจะเกิดปัญหาหรือวิกฤติในชีวิต ในขณะเดียวกันก็มีระบบดูแลช่วยเหลือส่งต่อเด็กและเยาวชนที่ตกอยู่ในภาวะวิกฤติด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ผ่านมา สสส.ได้ดำเนินโครงการพัฒนารูปแบบการดูแลเด็กปฐมวัยในศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนของ กทม. 3 แห่ง คือ ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนชุมชนวัดสวัสดิ์วารีสีมาราม ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนชุมชนแป้นรักษา และศูนย์พัฒนาเด็กเล็กพิทักษา โดยสนับสนุนการพัฒนารูปแบบการดูแลเด็กปฐมวัยของศูนย์ เครื่องมือสำหรับพัฒนาคุณภาพศูนย์ และพัฒนาสมรรถนะอาสาสมัครผู้ดูแลเด็ก ดังนั้นคาดหวังว่าผลงานนี้จะช่วยอุดช่องว่างการทำงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเด็ก เยาวชน และครอบครัว เพราะมุ่งให้ทุกฝ่ายทำงานบนข้อมูลชุดเดียวกันของผู้ใช้บริการแบบไร้รอยต่อ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเก็บข้อมูลเริ่มตั้งแต่มารดามีครรภ์เข้าไปฝากครรภ์ที่โรงพยาบาล มีการบันทึกข้อมูลทั้งหมด การคลอดที่ผิดปกติ พัฒนาการของเด็ก การฉีดวัคซีนครบหรือไม่ ข้อมูลเด็กในมิติสุขภาพ การศึกษา พัฒนาการ สวัสดิการ ถูกบันทึกอยู่ใน platform เมื่อเข้าไปเรียนในศูนย์เด็กเล็ก เข้า รร.อนุบาล ครูสามารถเข้ามาอ่านข้อมูลได้โดยไม่ต้องให้เด็กเข้ามากรอกข้อมูล เรียกได้ว่าเป็นสมุดประจำตัวเด็ก เป็น Data ต้นแบบ จึงเป็นเรื่องท้าทายของหน่วยงานต่างๆ ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับเด็ก มาคุยและสร้างข้อตกลงร่วมกันในการจัดทำข้อมูล ใครจะเป็นผู้เก็บข้อมูลกลางเหล่านี้ ในเบื้องต้นพ่อแม่เด็กควรจะเป็นผู้เก็บข้อมูลในช่วงที่เด็กยังเล็กอยู่ ต่อไปมีการกำหนดสิทธิ์มอบให้หน่วยงานใดเป็นผู้ดูแล ขณะเดียวกันเรายังมี พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูล เจ้าของข้อมูลมีสิทธิ์ที่จะไม่อนุญาตให้เปิดเผยในบางกรณี อย่างไรก็ตาม ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลตอบโจทย์ในเรื่องฐานข้อมูลได้เป็นอย่างดี &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการนี้นำร่องในพื้นที่ กทม. สำนักงานเขตลาดกระบัง และจังหวัดที่มีพื้นที่ใกล้เคียงกับ กทม.เพื่อเชื่อมต่อข้อมูลจะได้ไม่เป็นปัญหา กรณีที่เด็กเกิดในกรุงเทพฯ แต่ถูกส่งไปให้ปู่ย่าตายายเลี้ยงในต่างจังหวัด เมื่อโตขึ้นกลับมาเรียนหนังสือที่ กทม. ขณะนี้เริ่มมีการพูดคุยกับกรมกิจการเด็กและสตรี กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ทำงานร่วมกัน เพื่อเป็นการทดสอบระบบ ที่ผ่านมานั้นมีปัญหาช่องว่างในการพัฒนาเด็ก หน่วยงานต่างคนต่างทำ ต่างฝ่ายต่างก็ถือข้อมูลของตัวเอง ยังไม่มีเทคโนโลยีในการเชื่อมต่อข้อมูลเข้าด้วยกันเพื่อจะศึกษาร่วมกัน จะเห็นได้ว่าถ้าใช้ EXCEL แต่เป็นคนละรุ่นก็ยังมีปัญหาในการเชื่อมต่อข้อมูล &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในเมื่อเราอยากเห็นการพัฒนาเด็กให้ดี แต่เทคโนโลยียังไม่ตอบโจทย์ ก็ต้องใช้ฐานข้อมูลของกระทรวงต่างๆ มาเชื่อมโยงกันให้ได้ โดยมีเลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลักเป็นตัวเชื่อม แม้จะใช้กันคนละโปรแกรม แต่เรามีดิจิทัลเทคโนโลยีที่จะแก้โจทย์เหล่านี้ได้ ก็ต้องมีผู้เชี่ยวชาญที่มีประสิทธิภาพ เนื่องจาก กทม.เป็นหน่วยงานปกครองพิเศษที่มีครบวงจรทุกเรื่อง พร้อมที่จะปักหมุดนำร่องที่ กทม. เนื่องจากมีทั้งศูนย์เด็กเล็ก กทม. โรงเรียนในสังกัดหน่วยงาน กทม. โรงพยาบาลของ กทม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แนวคิดเรื่องสุขภาวะของ สสส.และ กทม.ไปในทิศทางเดียวกัน อยู่ดีมีสุข ไม่ใช่แต่การไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ แต่มีคุณภาพชีวิตที่ดี กทม.มองถึงระบบการศึกษา ชุมชน การดูแลสุขภาพแบบไหนเพื่อเด็กจะได้เติบโตอยู่ดีมีสุข ไม่ถูกละเมิดสิทธิ์ ได้รับความช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีเมื่อประสบปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธรรมรักษ์ การพิศิษฏ์ ประธานมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนานโยบาย (สวน.) กล่าวว่า ต้นแบบนี้ใช้เป็นพื้นที่เสริมศักยภาพการเรียนรู้ (Empower) ผู้รับบริการ ผู้ให้บริการ และกลไกคณะกรรมการคุณภาพชีวิตระดับเขต (พชข.) และคณะกรรมการคุ้มครองเด็ก ให้มีความมุ่งมั่นในการเปลี่ยนผ่านระบบงานแบบดั้งเดิมไปสู่ระบบงานแบบดิจิทัล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เราต้องการพัฒนาตัวเด็กให้อยู่ดีมีสุข สุขภาวะขึ้นอยู่กับมิติเศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้เด็กเติบโตเป็นเยาวชนที่มีสุขภาวะที่ดี ไม่เพียงดูเรื่องเจ็บไข้ได้ป่วยเพียงอย่างเดียว เจาะลึกไปถึงพ่อแม่มีอาชีพอะไร ระบบการศึกษา สิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็กเป็นอย่างไร โจทย์สำคัญก็คือเราอยากเห็นเด็กมีสุขภาวะที่ดีอย่างไร อยากเห็นหน่วยงานทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับตัวเด็กมองเป้าหมายไปในทิศทางเดียวกัน ดังนั้นข้อมูลนี้จึงเป็น Big Data รู้ทุกมิติที่หน่วยงานทุกฝ่ายจะนำไปใช้ในการวางแผนงานได้เป็นอย่างดี&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การพัฒนาคุณภาพชีวิตและศักยภาพเยาวชนไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปี 2562 ภาพรวมดัชนีความสามารถในการแข่งขันระดับโลกของไทยอยู่อันดับที่ 40 ใน 141 ประเทศ แต่การพัฒนาทุนมนุษย์ด้านทักษะยังอยู่ต่ำกว่า โดยอยู่ที่อันดับ 73 ดังนั้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตและศักยภาพของวัยรุ่นและเยาวชนไทยให้มีความรู้และทักษะเท่าทันในศตวรรษที่ 21 มีสุขภาพที่ดี มีคุณธรรมและจิตสำนึก มีศักยภาพทางเศรษฐกิจ ทักษะทางสังคมและการพัฒนาสิ่งแวดล้อมเป็นเงื่อนไขและปัจจัยที่สำคัญต่อการพัฒนาประเทศ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แผนพัฒนาเด็กและเยาวชนฉบับที่ 2 (พ.ศ.2560-2564) มียุทธศาสตร์ 5 ด้านเพื่อบรรลุวิสัยทัศน์ที่กำหนดไว้คือ เด็กและเยาวชนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพัฒนาการเหมาะสมตามช่วงวัย เป็นพลเมืองสร้างสรรค์และมีส่วนร่วมในฐานะภาคีที่มีพลังในกระบวนการพัฒนาภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน การพัฒนาวัยรุ่นและเยาวชนไทยมีประเด็นความท้าทายที่ต้องพิจารณาหลายเรื่อง จากการจัดอันดับดัชนีการพัฒนาเยาวชนของกลุ่มประเทศอาเซียน ปี 2560 ค่าดัชนีของไทยถูกจัดอันดับที่ 8 จาก 10 ประเทศ โดยเฉพาะด้านที่ยังต้องปรับปรุงคือเรื่องสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี และการมีส่วนรวมทางสังคมของเยาวชนในประเทศ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันดับ 1 คือประเทศสิงคโปร์ อันดับ 2 ประเทศบรูไน อันดับ 3 ประเทศมาเลเซีย อันดับ 4 ประเทศเวียดนาม อันดับ 5 ประเทศเมียนมา อันดับ 6 ประเทศฟิลิปปินส์ อันดับ 7 ประเทศอินโดนีเซีย อันดับ 8 ประเทศไทย อันดับ 9 ประเทศกัมพูชา อันดับ 10 ประเทศลาว &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580) แผนแม่บทในการพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต กำหนดแผนย่อยในการพัฒนาคนในช่วงวัยเรียนและวัยรุ่น มีตัวชี้วัดคะแนนความสามารถในการแข่งขันการพัฒนาทักษะ (skills) ของทุนมนุษย์ ซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งในดัชนีความสามารถในการแข่งขันระดับโลก (Global Competitiveness Index GCI) ของ World Economic Forum (WEF) ประเทศไทยจากอันดับที่ 66 ในปี 2561 ขยับลงไปเป็นอันดับที่ 73 จาก 141 ประเทศ ชี้ให้เห็นว่าศักยภาพของวัยรุ่นและเยาวชนไทย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประชากรในวัยเรียนมีปัญหา และเรื่องที่ประเทศต้องให้ความสำคัญคือ การสร้างโอกาสและพัฒนาความเสมอภาคทางการศึกษาให้แก่ประชากรวัยเรียนทุกกลุ่มในประเทศ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเทศไทยได้มีการจัดตั้งกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ขึ้น โดยมีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อแก้ไขปัญหาให้เด็กและเยาวชนทุกคนมีโอกาสได้รับและเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพทัดเทียมกัน เป็นเงื่อนไขสำคัญในการส่งเสริมพัฒนาศักยภาพทุนมนุษย์และคุณภาพประชากรของประเทศได้ในระยะยาว &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อมูลอ้างอิงจากหนังสือสุขภาพคนไทย 2563.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79301</URL_LINK>
                <HASHTAG>MOU, กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมคุณภาพ (สสส.), ดิจิทัล, ต้นแบบนวัตกรรม, วัยเรียน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201002/image_big_5f76d7f4e92ba.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73142</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/08/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/08/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ‘จุรินทร์’ฟิตจัด ลุยตลาดเกษตร ‘อมก๋อยโมเดล’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;จุรินทร์&amp;quot; ประกาศ &amp;quot;อมก๋อยโมเดล&amp;quot; หาตลาดให้สินค้าเกษตรบนดอย นำเอกชนผู้ซื้อ MOU มะเขือเทศ-กะหล่ำปลี-บุก-ฟักทอง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยนายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน, นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม รองอธิบดีกรมการค้าภายใน พร้อมคณะเกษตรจังหวัด พาณิชย์จังหวัด และผู้บริหารกรมการค้าภายใน พบปะและร่วมรับฟังปัญหาของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ณ หอประชุมที่ว่าการอําเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ร่วมเป็นสักขีพยานลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อสนับสนุนสินค้าทางการเกษตร (มะเขือเทศ ผัก และบุก) มอบถุงยังชีพบรรเทาทุกข์แก่ประชาชน และปรุงอาหารมอบข้าวกล่องให้แก่พี่น้องประชาชน ติดตามโครงการพาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน Lot 4 (พิเศษ)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รมว.พาณิชย์ใช้โอกาสนี้พบปะประชาชนชาติพันธุ์กว่า 2,000 คน และกล่าวว่า ดีใจที่ได้มีโอกาสมาเยี่ยมพี่น้องชาวอมก๋อยได้ และทราบจากท่านรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ บอกว่าอมก๋อยไม่ค่อยได้มีโอกาสต้อนรับเจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่ในคณะรัฐบาล ซึ่งล่าสุดปี 2547 ผ่านมา 17 ปีแล้ว วันนี้ขอทำหน้าที่แทนรัฐบาลและแทนกระทรวงพาณิชย์ มาเยี่ยมพี่น้องที่นี่ มาช่วยแก้ปัญหาให้พี่น้อง โดยกระทรวงพาณิชย์ได้หาคนรับซื้อพืชเกษตร 5 ตัวให้กับพี่น้อง คือ มะเขือเทศ กะหล่ำปลี ฟักทอง พริกและบุก เพื่อให้พี่น้องมีหลักประกันว่า ต่อไปนี้เขาจะมารับซื้อในราคาขั้นต่ำว่าไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละเท่าไร โดยมีพรรคพวกของพี่น้องเองเป็นผู้รวบรวมผลผลิต อาจจะเรียกว่าสหกรณ์หรือกลุ่มสหกรณ์เป็นต้น รวมตัวกันและขายให้กับผู้รับซื้อที่กระทรวงพาณิชย์นำมาซื้อ โดยให้ทำสัญญากันเลย โดยวันนี้จะมีการเซ็นสัญญา 10 สัญญา และตัวแทนเกษตรกรของพี่น้องที่จะมาเซ็นสัญญาจะไปรวบรวมผลผลิตจากพี่น้องตามราคาที่เซ็นสัญญา พี่น้องก็จะมีหลักประกันในการขายผลผลิตทางการเกษตรในราคาที่เป็นธรรม และแน่นอนชัดเจนขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจุรินทร์ระบุว่า เมื่อวานนี้มีโอกาสมานั่งคุยกับพวกเราที่ใต้ต้นมะเดื่อ 30-40 คน รับทราบว่าพี่น้องที่นี่ปลูกมะเขือเทศมีปัญหามาก เพราะว่าเวลาพี่น้องปลูกมะเขือเสร็จ ส่งไปขายเป็นเดือนแล้วยังไม่รู้ว่ามะเขือเทศได้กิโลกรัมละกี่บาท จะมารู้ทีหลัง ซึ่งไม่ยุติธรรม ดังนั้นต่อไปนี้การรับซื้อมะเขือเทศ จะต้องปิดป้ายราคารับซื้อไว้ให้ชัดเจนทุกวัน ตนจะมอบหมายให้อธิบดีกรมการค้าภายในลงนามกำหนดว่าการลงรับซื้อมะเขือเทศต้องประกาศปิดป้ายราคา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และวันนี้ตนพาผู้ซื้อมาเซ็นสัญญามะเขือเทศ กำหนดราคาว่าเบอร์หนึ่งให้รับซื้อกิโลกรัมละ 34 บาท, เบอร์สอง 32 บาท, เบอร์สาม 20 บาท แต่จะมาเซ็นสัญญา 3 เดือนก่อน ตั้งแต่สิงหาคม-ตุลาคม แล้วจะมาเซ็นสัญญารับซื้อ 2,300 ตัน โดยผู้ที่รวบรวมเซ็นสัญญาจะต้องไปกระจายแบ่งกันไปกับผู้ปลูกมะเขือเทศที่ลงทะเบียน พี่น้องต้องมาลงทะเบียน จะได้มีชื่ออยู่ในระบบ มอบหมายให้นายอำเภอและเกษตรจังหวัด รวมทั้งพาณิชย์จังหวัด ได้ไปจัดจุดบริการให้ทุกตำบล และจะแจ้งว่าไปตำบลที่ไหนอย่างไรจึงให้พี่น้องไปขึ้นทะเบียน เพราะถ้าไม่ขึ้นทะเบียนรัฐบาลจะไม่รู้ว่าจะช่วยอย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับกะหล่ำปลี มีผู้รวบรวมโดยกำหนดราคานอกฤดูคือตุลาคมถึงกุมภาพันธ์ กิโลกรัมละ 12 บาท ส่วนในฤดูมีนาคมถึงกันยายน กิโลกรัมละ 5 บาท ส่วนฟักทองจะรับซื้อ 6,000 ตัน โดยกำหนดราคาไว้ที่กิโลกรัมละไม่ต่ำกว่า 11 บาทตลอดปี สำหรับฟักทองขนาด 2-3 กิโลกรัมต่อหัว ตามมาตรฐานที่กำหนด และบุกจะมารับซื้อเซ็นสัญญาวันนี้ โดยกำหนดว่าจะรับซื้อ 6,000 ตันกิโลกรัมละ 25 บาทตลอดปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;พี่น้องปลูกบุกได้ แต่อย่าทำผิดกฎหมาย อย่าบุกรุกป่า อย่าตัดไม้ทำลายป่า จะทำให้พื้นที่ป่าเสียหาย เพราะป่าคือบ้านของพวกเราทุกคน ถ้าป่าหมด สุดท้ายบ้านเราก็จะกลายเป็นบ้านหัวโล้น&amp;nbsp; คนที่ได้รับผลกระทบที่สุดคือรุ่นลูกรุ่นหลานเรา เราต้องช่วยกัน แต่ถ้าเราปลูกพืชเกษตรบนที่ดินที่ถูกต้องเหมาะสม เราจะมีโอกาสขายราคาดี ผมจะเป็นคนหนึ่งที่ช่วยพี่น้องกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรฯ มาช่วยพี่น้องต่อไป&amp;quot; นายจุรินทร์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองนายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่า ได้นำโครงการพาณิชย์ลดราคาช่วยประชาชน มาลดราคาขายของให้พี่น้องด้วย ใครพกสตางค์มาก็ไปซื้อได้ ราคาสินค้าจะถูกเป็นพิเศษ ที่ถูกมากที่สุดมี 5 ตัว คือ 1.ไข่ไก่ ฟองละ 2 บาท 2.น้ำมันพืช ขวดละ 30 บาท 3.น้ำตาลทราย กิโลกรัมละ 20 บาท 4.ปลากระป๋อง กระป๋องละ 10 บาท 5.ข้าวสาร 5 กิโลกรัม 95 บาทต่อถุง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และมีเนื้อหมูราคาพิเศษมาขายด้วย หมูเนื้อแดงกิโลกรัมละ 130 บาท พร้อมจะมีของยังชีพมามอบให้กับพี่น้องที่มาทุกคน โดยประกอบด้วย 1.ผ้าห่มจากบริษัท ไทยเบฟฯ 2.ไข่ไก่คนละหนึ่งแผง มี 30 ฟอง 3.น้ำตาลทรายคนละ 1 กิโลกรัม 4.น้ำมันพืชยี่ห้อมรกตคนละหนึ่งขวด เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ต่อไปจะเป็น &amp;#39;อมก๋อยโมเดล&amp;#39; เพื่อที่จะนำไปใช้ต่อไป เพื่อให้เป็นหลักประกันว่าพี่น้องจะนำสินค้าไปขายได้ดีขึ้น และมีราคาที่พี่น้องคาดหวังได้ชัดเจนขึ้น คำนวณรายได้รายจ่ายของพี่น้องในการปรับปรุงชีวิตได้ชัดเจนขึ้น หวังว่าตัวแทนทั้งสองฝ่ายจะซื่อตรงต่อกัน และปฏิบัติตามสัญญาที่ลงนามไว้ ถือเป็นการลงนามตามกฎหมาย ซึ่งผูกพันทั้งสองฝ่าย ขอแสดงความยินดีกับพี่น้องทุกคน&amp;quot; นายจุรินทร์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายลอยพอ สุริยะบุปผา สมาชิกสภาจังหวัดเชียงใหม่&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นตัวแทนประชาชนกล่าวขอบคุณ พร้อมบอกว่า เป็นเวลาที่ยาวนาน ที่ผู้บริหารระดับสูงของประเทศขึ้นมาบนดอยอมก๋อย จึงเป็นที่ตื้นตันใจมาก และต้องขอบคุณน้ำใจจากรัฐบาลและรองนายกฯ จุรินทร์ ที่ทำงานจริงจัง และนำการซื้อขายให้เกิดขึ้นจริงด้วยการช่วยหาตลาดให้เกษตรกรพื้นที่สูง และที่ประทับใจมากคือเมื่อไปพบเพื่อร้องเรียนแล้วทางรองนายกฯ ได้เดินทางขึ้นมาช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73142</URL_LINK>
                <HASHTAG>MOU, จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, สินค้าเกษตรบนดอย, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อมก๋อยโมเดล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200801/image_big_5f2573b2c95f5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
