<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>69122</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/06/2020 10:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/06/2020 10:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ดร.เสรี-นักพัฒนาสังคม&#039;เขียนถึงนายกฯความหมายของ&#039;ประชาสังคม&#039;ที่จะดึงมาร่วมวางอนาคตประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 มิ.ย.63 -รศ.ดร.เสรี พงศ์พิศ นักวิชาการอิสระพัฒนาสังคม เผยแพร่บทความเรื่อง ประชาสังคม ถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม&amp;nbsp; ภายหลัง ออกโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย แถลงเรื่อง &amp;quot;วิธีการทำงานแบบ New Normal ของนายกรัฐมนตรี&amp;quot; โดยจะผนึกประชาชนทุกภาคส่วนร่วมวางอนาคตประเทศ มีเนื้อหาดงนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
#ประชาสังคม
คำว่าประชาสังคม แปลจากภาษาอังกฤษว่า civil society ความจริง น่าจะแปลว่า พลเมืองสังคม จะตรงกว่า เพราะรากเหง้าของคำนี้มาจากตะวันตกเมื่อสองพันกว่าปีก่อน เมื่อเกิดหน่ออ่อนประชาธิปไตยในกรีก
ผ่านยุคโรมันมาฟื้นฟูความหมายและพลังทางสังคมในยุคฟื้นฟูศิลปะวัฒนธรรม (renaissance) ยุคเกิดใหม่ของประชาธิปไตยเมื่อห้าร้อยกว่าปีก่อน ที่เปลี่ยนผ่านจากแนวคิดเรื่องเทวสิทธิ์ ไปสู่สิทธิมนุษยชน จากสมบูรณาญาสิทธิราชมาสู่ประชาธิปไตย สิทธิของพลเมืองกับระบบรัฐสภา จากประชาชนสู่พลเมือง
ในภาษาตะวันตกนั้น &amp;ldquo;พลเมือง&amp;rdquo; มีความหมายต่างจาก &amp;ldquo;ประชาชน&amp;rdquo; คือยกคุณค่าประชาธิปไตยขึ้นมานำ คำว่า civil มีรากศัพท์จากคำละติน civis&amp;nbsp; ซึ่งแปลว่าพลเมือง civitas แปลว่าเมือง มีที่มาเดียวกับคำว่า civilization&amp;nbsp; คือ อารยธรรม คำว่าพลเมือง จึงหมายถึงประชาชนที่เจริญ เป็น &amp;ldquo;อารยะประชาชน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้มีการใช้คำว่าประชาสังคมกันบ่อย แม้ความหมายจะหลากหลายตั้งแต่แคบไปถึงกว้าง โดยรวมหมายถึง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;rdquo;ภาคที่สาม&amp;rdquo; ในสังคมต่อจากภาครัฐและภาคธุรกิจ ซึ่งก็ไม่ได้แยกกันไปเสียทีเดียว มีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน มีการร่วมมือกัน (แบบปะทะสังสรรค์) ในการทำงาน โดยเฉพาะการกำหนดนโยบายของสังคม
โดยเนื้อหา ประชาสังคมสะท้อนผลประโยชน์และเจตจำนงของพลเมือง เป็นภาคที่ได้รับความเชื่อถือด้วยเหตุว่า โดยทั่วไปไม่มีวาระแอบแฝง หรือผลประโยชน์เหมือนในภาครัฐและภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคมจึงมีภาพของการปกป้องสิทธิของพลเมืองในด้านต่างๆ ทั้งรูปแบบ เนื้อหาและกระบวนการในการต่อสู้
ภาคประชาสังคมมักถูกถือว่าเป็นตัวชี้วัดประชาธิปไตยของสังคม ที่ใดมีองค์กร มีกลุ่มอิสระ การรวมตัวของประชาชน มีสิทธิในการพูดการแสดงความคิดเห็นและได้รับการยอมรับจากรัฐ ไม่ถูกเบียดเบียนข่มขู่อุ้มฆ่าไล่ล่า วัดได้ว่าสังคมนั้นเป็นประชาธิไตยมากหรือน้อย
ความร่วมมือก็มีขัดแย้งก็มาก เพราะประชาสังคมเป็นเหมือน &amp;ldquo;มโนธรรมสำนึก&amp;rdquo; ของสังคม ของรัฐบาล จึงทำหน้าที่ตรวจสอบ ภาคประชาสังคมจึงมักเป็นเหยื่อ ถูกใส่ร้ายป้ายสี ถูกปิดปากหรือ &amp;ldquo;ถูกจัดการ&amp;rdquo; แบบรุนแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในสังคมที่เจริญและเป็นประชาธิปไตย ประชาสังคมได้รับการยอมรับและนับถือว่ามีคุณค่า เป็นทุนของสังคม (social asset) ไม่ใช่เป็นอุปสรรคหรือหอกข้างแคร่ เพราะหากรัฐและเอกชนมีธรรมาภิบาล ก็ไม่มีอะไรที่ต้องไปเกรงกลัวการตรวจสอบของภาคประชาสังคม ซึ่งเป็นตัวแทนอิสระของสังคมเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนเอง
ประชาสังคมมักถูกมองว่าเป็น &amp;ldquo;เอ็นจีโอ&amp;rdquo; เพราะแสดงบทบาทชัดเจนในการทำหน้าที่เป็นปากเสียงแทนประชาชน ทั้งๆ ที่ภาคประชาสังคมเป็นอะไรมากกว่าเอ็นจีโอ เพราะรวมไปถึงกลุ่มองค์กรต่างๆ ที่ไม่ใช่องค์กรของรัฐหรือภาคธุรกิจโดยตรง เช่น สหภาพแรงงาน สหกรณ์ องค์กรชุมชนคนรากหญ้า สมาคม มูลนิธิ ขบวนการต่างๆ ทางสังคมเศรษฐกิจไปถึงขบวนการทางการเมือง เครือข่ายในรูปแบบต่างๆ รวมไปถึงประชาคม หรือชุมชนเสมือนจริง การรวมกลุ่มทางอินเทอร์เน็ต โดยโซเชียลมีเดียที่สื่อสารกันทันสมัยในหลากหลายประเด็น
ที่เห็นชัดเจนในการทำงานของภาคประชาสังคม คือ เรื่องสิทธิพลเมือง ความเท่าเทียมทางเพศ สีผิวและเผ่าพันธุ์ สิ่งแวดล้อม การศึกษา สุขภาพ ความยากจน เด็ก เยาวชน คนสูงอายุ และอื่นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;#อำนาจรัฐกับประชาสังคม
ประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญต่างๆ ทางสังคม เล็กๆ ไปถึงใหญ่จนกลายเป็น &amp;ldquo;การปฏิวัติทางสังคม&amp;rdquo; ล้วนมาจากการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ คือ การมองโลกมองชีวิตที่สร้างฐานคิดใหม่ ระบบคุณค่าใหม่ให้สังคม ส่วนใหญ่มาจากการริเริ่ม การรณรงค์ การทำงานของภาคประชาสังคม
การปฏิวัติวัฒนธรรมในยุค 1960s 1970s มาจากขบวนการภาคประชาสังคมในยุโรป อเมริกา ที่ต่อต้านระบบโครงสร้างสังคมเก่าที่ปกครองและควบคุมโดยสถาบันทางสังคมเศรษฐกิจการเมืองแบบอนุรักษ์มายาวนาน เป็นยุคของฮิปปี้ ดนตรีร็อค การแสดงออกต่างๆ เพื่อสะท้อน &amp;ldquo;วิญญาณเสรี&amp;rdquo; ของคนรุ่นใหม่
บ้านเราก็อยู่ในกระแสโลก ยุคที่นักศึกษาธรรมศาสตร์ปลดปล่อยจากระบบโซตัส เลิกประเพณีการรับน้องที่สะท้อนอำนาจนิยม ระบบอาวุโส เพื่อแสดงถึงความเท่าเทียม แสดงออกภายนอกก็มี &amp;ldquo;หลายย.&amp;rdquo; ผมยาว เสื้อยืด กางเกงยีน สะพายย่าม รองเท้ายาง ไม่ต้องแต่งชุดนักศึกษาที่เหมือนตัวแทนของอำนาจเก่าสถาบันเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปฏิเสธไม่ได้ว่า เหตุการณ์ 14 ตุลาฯ 2516 เป็นผลของการเปลี่ยนแปลงที่มาจากภาคประชาสังคม นำโดยขบวนการนักศึกษา แรงงานและชาวไร่ชาวนา แม้ว่ามีปัจจัยอื่นเกี่ยวข้องทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และเปิดการต่อสู้ระหว่าง &amp;ldquo;ซ้ายกับขวา&amp;rdquo; สวิงกลับไปหาอำนาจเก่าสถาบันเดิมหลัง 6 ตุลาฯ 2519
เหตุการณ์ประท้วง ต่อต้านวัฒนธรรมเก่าในทศวรรษ 1960 ที่มีส่วนทำให้สงครามเวียดนามจบลงด้วยความพ่ายแพ้ของสหรัฐอเมริกา ชัยชนะของพรรคคอมมิวนิสท์เวียดนาม ในเวลาเดียวกันก็พัฒนาไปสู่การล่มสลายของระบอบคอมมิวนิสท์ในยุโรปตะวันออก สหภาพโซเวียต และยูโกสลาเวีย ที่แตกออกเป็นประเทศอิสระหลายประเทศ โดยในกรณีของยูโกสลาเวียนั้นต้องเสียเลือดเนื้อจากสงครามกลางเมือง ที่ผู้นำต้องถึงศาลโลกในข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
เหตุการณ์เหล่านี้ ภาคประชาสังคม องค์กรอิสระทั้งบนดินและใต้ดินต่างๆ มีบทบาทอย่างสำคัญในการต่อสู้เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าสงครามเวียดนาม การพังทลายของกำแพงเบอร์ลิน การล่มสลายของสหภาพโซเวียตและยูโกสลาเวีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมืองในสหรัฐอเมริกาในยุค 1960 ในเรื่องการเหยียดผิว (racism) มาจากการรณรงค์นำโดยมาร์ติน ลูเธอร์ คิง ที่เป็นขบวนการใหญ่และมีพลังจนมีการแก้ไขกฎหมาย และต่อเนื่องการต่อสู้เพื่อการปลดปล่อยจากการครอบงำของคนผิวขาวในแอฟริกาใต้ (apartheid) ที่ไม่ได้มีแต่เนลสัน แมนเดลา แต่มีขบวนการพลเมืองทั้งในแอฟริกาและทั่วโลกที่ให้การสนับสนุน เป็นขบวนการระดับโลกที่ภาคประชาสังคมรวมพลัง ทั้งองค์กรกีฬา การค้า การความร่วมมือในด้านต่างๆ ที่บอยคอตกดดันแอฟริกาใต้
ศตวรรษนี้เราเห็นปรากฎการณ์ใหม่ทางการเมืองในยุโรปที่พยายามปรับภาพลักษณ์ของพรรคการเมือง จากความเป็นสถาบัน (establishment) มาสู่ขบวนการประชาสังคม ที่มีชีวิต จิตวิญญาณมากกว่า โดยเริ่มตั้งแต่ชื่อพรรคก็เปลี่ยนให้มีสีสันและมีพลัง อย่าง &amp;ldquo;เดินหน้า&amp;rdquo; (En Marche หรือชื่อเต็มว่า สาธารณรัฐเดินหน้า) ของทางนายเอมมานูแอล มาครง ที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นรัฐบาลที่ฝรั่งเศส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พรรค &amp;ldquo;เดินหน้า&amp;rdquo; มาจากการรวมกลุ่มภาคประชาสังคม อาชีพต่างๆ อย่างครอบคลุมทั้งชาวนา กรรมกร อาชีพอิสระ นักวิชาการ คนพิการ เอ็นจีโอ องค์กรสิทธิ องค์กรสตรี กลุ่มเพศที่สาม สิ่งแวดล้อม โดยมีตัวแทนและมีส่วนร่วมอย่างสำคัญใน &amp;ldquo;พรรค&amp;rdquo; ได้เป็นรัฐมนตรีและมีบทบาทในรัฐบาล
ที่ประเทศอื่นๆ ในยุโรปก็มีปรากฎการณ์ของขบวนการทางการเมืองคล้ายกันมาก่อนนั้นอีก ถ้าค่ายตะวันออกก็มีขบวนการแรงงานที่โปแลนด์ที่มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมประชาธิปไตย ที่อิตาลีก็มีพรรคการเมืองที่มาในชื่อใหม่และเป็นขบวนการ แต่ส่วนใหญ่ก็ยังเหมือนย้อมสีใหม่ให้ดูดี แต่เนื้อหาก็ไม่ได้แตกต่างไปจากเดิม อย่างพรรค &amp;ldquo;ห้าดาว&amp;rdquo; (5 Stelle) พรรค &amp;ldquo;อิตาลีสู้ๆ &amp;ldquo; (Forza Italia) เป็นต้น
ที่น่าสนใจเกิดขึ้นที่อิตาลีเมื่อปีที่แล้ว เมื่อเกิดขบวนการ &amp;ldquo;ซาร์ดีนส์&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;ปลากระป๋อง&amp;rdquo; ที่ใช้สมาร์ทโฟนชวนผู้คนออกไปอัดกันแน่นเหมือนปลากระป๋องหลายหมื่นคนในจตุรัสกลางเมืองใหญ่ๆ ในอิตาลี เพื่อต่อต้านการเข้าสู่อำนาจของพรรคการเมืองขวาจัด โดยขบวนการซารดีนส์ไม่ได้สังกัดพรรคการเมืองใด และทำได้สำเร็จ พรรค Lega ขวาจัดที่คิดว่าจะชนะการเลือกตั้งในแคว้น Emilia Romagna แบบ &amp;ldquo;นอนมา&amp;rdquo; กลับพ่ายแพ้ และไม่สามารถก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในรัฐบาลกลางอย่างที่ตั้งใจไว้ได้ เป็นฝีมือของขบวนการซาร์ดีนส์แท้ๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การต่อต้านการเหยียดผิวและผู้อพยพในเยอรมันหลังการรวมชาติ เยอรมันตะวันตกตะวันออก เกิดการหลั่งไหลผู้อพยพจากประเทศยุโรปตะวันออก จากตะวันออกกลางและอื่นๆ เข้าไปในเยอรมัน ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสังคมของประเทศ เกิดขบวนการต่อต้านผู้อพยพด้วยวิธีการรุนแรง รัฐไม่สามารถแก้ปัญหาได้ จนภาคประชาสังคมลุกขึ้นมาร่วมตัวกันรณรงค์แก้ไขปัญหาเอง รวมไปถึงการจับมือเป็นโซ่มนุษย์ยืนบนถนนนับพันกิโลเมตรจากเหนือสุดไปจรดใต้สุดของประเทศ โดยคนนับล้าน
และจบด้วยการเดินขบวนอย่างสงบในเมืองใหญ่ต่างๆ ในตอนค่ำ คนสามแสนห้าหมื่นถือเทียนเดินตามถนนในเมืองมิวนิก ถือป้ายไว้ว่า &amp;ldquo;เราทุกคนต่างก็เป็นผู้อพยพ อยู่ที่ว่าใครมาก่อนเท่านั้น&amp;rdquo; เหตุการณ์จึงได้คลี่คลาย แต่ก็มีปัญหามาต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้ รัฐบาลต้องทำงานหนัก แต่ก็ได้แรงหนุนจากขบวนการประชาสังคมที่ต่อต้านการเหยียดผิวและความรุนแรงของกลุ่มขวาจัดนาซีใหม่
ภาคประชาสังคมจัดประท้วงใหญ่ต่อเนื่อง ตามขบวนการ &amp;ldquo;ชีวิตคนดำสำคัญ&amp;rdquo;&amp;nbsp; ไม่กี่วันก่อน ที่คน 20,000 คน ยืนเป็นโซ่มนุษย์ ไม่ได้จับมือกัน ยืนระยะห่างตามนโยบายโควิด ต่อกันด้วยกระดาษริบบิ้นสีต่างๆ เป็นระยะทาง 9 ก.ม. ในกรุงเบอร์ลิน รวมประท้วงนโยบายล็อคดาวน์โควิดไปด้วย โดยบอกว่า &amp;ldquo;เรื่องสิทธิมนุษยชน ความยุติธรรมทางสังคม และความยุติธรรมทางภูมิอากาศเป็นเรื่องเดียวกัน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;#ศาสนากับประชาสังคม
ถ้ารัฐบาลคือส่วนที่สำคัญที่สุดในภาครัฐ บริษัทในภาคธุรกิจ ศาสนาก็น่าจะเป็นส่วนสำคัญที่สุดส่วนหนึ่งในภาคประชาสังคม
หลายคนอาจคิดว่า ศาสนาวันนี้ถึงจุดเสื่อมหนักจนอาจจะล่มสลายไปจากสังคม ถ้าไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของโลกที่รวดเร็วนี้ได้ แต่ก็คงแปลกใจที่นักปรัชญานักวิพากษ์สังคมชาวเยอรมันคนดังอย่าง Juergen Habermas มองว่า ศาสนากลับมามีพลังอย่างสำคัญในใจกลางสังคมตะวันตก
หรือ David Putnam แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ที่ไปทำวิจัย 20 ปีที่อิตาลีเรื่อง &amp;ldquo;ประชาธิไตย&amp;rdquo; และเขียนหนังสือที่มีอิทธิพลมากที่สุดต่อแวดวงวิชาการรัฐศาสตร์ในยุคใหม่ (Making Democracy Work : Civic Traditions in Modern Italy) ศาสตราจารย์นักรัฐศาสตร์ท่านนี้มองว่า ศาสนาเป็นตัวร้อยรัดผู้คนทางสังคมในอดีต และยังมีบทบาทต่อไปในฐานะทุนทางสังคมที่สำคัญ ที่ทำให้คนไว้วางใจกัน มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน เมตตาเอื้ออาทร
ศาสนาอันเก่าแก่และโบราณคงเสื่อมได้เหมือนวัดโบสถ์ที่ทำด้วยวัตถุ ระบบกฎเกณฑ์ของศาสนาในฐานะสถาบันก็เช่นกัน ขณะเดียวกันเราก็เห็นอีกด้านหนึ่งของขบวนการทางสังคมที่มีฐานคิดและอุดมการณ์ทางศาสนา อันนี้ต่างหากที่ทั้งฮาเบอร์มาสและพุตนัมมองเห็นและให้ความสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ศาสนาคริสต์มีบทบาทสำคัญในกระบวนการปลดปล่อยจากอำนาจเผด็จการไปสู่ประชาธิปไตยในละตินอเมริกา ผู้นำศาสนาและผู้นำทางสังคมที่มีอุดมการณ์ถูกอุ้มถูกฆ่าจำนวนมาก อย่างบิชอป Oscar Romero แห่งแอล ซัลวาดอร์ ที่ถูกยิงเสียชีวิตในโบสถ์ขณะที่ทำพิธีมิสซาเมื่อปี 1980 และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนักบุญเมื่อปี 2018
เบื้องหลังการต่อสู้ของขบวนการทางศาสนาในละตินอเมริกา คือ แนวคิดเทวศาสตร์แห่งการปลดปล่อย (Theology of Liberation) ที่นำมาร์กซิสท์มาประยุกต์ มองเห็นบาปสังคม (social sin) คือระบบโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรม ที่ก่อให้เกิดปัญหาความอยุติธรรมทั้งมวล ความยากจน ความเหลื่อมล้ำ การกดขี่ข่มเหง จึงควรได้รับการเปลี่ยนแปลงทั้งระบบ
ดอม เฮลเดอร์ คามารา บิชอบชาวบราซิลในยุคเผด็จการครองเมืองบอกว่า &amp;ldquo;เมื่อข้าพเจ้าให้อาหารคนจน คนก็บอกว่าข้าพเจ้าเป็นนักบุญ แต่เมื่อข้าพเจ้าถามว่า ทำไมคนจึงยากจน คนก็หาว่าข้าพเจ้าเป็นคอมมิวนิสท์&amp;rdquo; แต่ที่สุดเราก็ได้เห็นชัยชนะของขบวนการประชาธิปไตยในละตินอเมริกา แม้ต้องแลกด้วยหลายหมื่นหลายแสนชีวิต
แนวคิดนี้แพร่ไปในอีกหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะที่ฟิลิปปินส์ ที่ทำให้เกิดพลังในการต่อสู้กับเผด็จการมาร์กอส ที่แพ้พ่ายไปในท้ายที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แนวคิดทางศาสนาที่ใช้มาร์กซิสท์ประยุกต์มีพลังในการวิเคราะห์สังคมได้อย่างแหลมคม และขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง ไม่เพียงแต่ในทางการเมือง แต่ด้านสิทธิพลเมือง ความเสมอภาคทางเพศ การเหยียดผิว ไปจนถึงสิ่งแวดล้อมและประเด็นอื่นๆ แสดงให้เห็นว่า ศาสนายังมีพลัง เป็นฐานให้ต่อยอดเพื่อการเปลี่ยนแปลงได้
แต่บทบาทที่โดดเด่นที่สุดของศาสนาแต่ไหนแต่ไรมาเป็นเรื่องทางสังคม การสงเคราะห์ การพัฒนา การศึกษา การบริการด้านสุขภาพ และการช่วยเหลือคนทุกเพศทุกวัยที่ด้อยโอกาส คนชายขอบ คนยากจน คนเจ็บป่วย คนพิการ คนไร้ที่อยู่อาศัย ที่ถูกทอดทิ้ง ซึ่งแม้ภาครัฐจะมีหน่วยงานที่รับผิดชอบ แต่ก็เป็นงานที่ต้องทำด้วย &amp;ldquo;ใจ&amp;rdquo; ที่คนที่มีความเสียสละและอุดมการณ์จริงๆ เท่านั้นจะทำได้
อย่างที่เราเห็นมูลนิธิช่วยคนตาบอด คนโรคเรื้อน คนเป็นเอดส์ สตรีที่มีปัญหา คนชราที่ยากจนอนาถา และอื่นๆ ที่ล้วนเป็นองค์กรทางศาสนาหรือมีพื้นฐานทางศาสนา หรือได้รับทุนสนับสนุนจากองค์กรทางศาสนา
มีองค์กรทุนที่มาจากศาสนาในยุโรปจำนวนมากที่ให้การสนับสนุนทุนและแนวคิดเพื่อการพัฒนา เอ็นจีโอไทยหลายองค์กรก็ได้รับทุนสนับสนุนจากหน่วยงานที่มีฐานทางศาสนาเหล่านี้ ที่ส่วนใหญ่ได้เงินบริจาคจากประชาชนทั่วไป จากการจัดการณรงค์ในเทศกาลต่างๆ ทางศาสนา
มีขบวนการใหม่อย่าง ขบวนการโฟโคลาเร (Focolare Movement) ที่ก่อตั้งโดยเคียรา ลูบิค ชาวอิตาเลียนระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ที่มีอุดมการณ์แห่งความรักและความเป็นหนึ่งเดียว ให้ &amp;ldquo;โลกทั้งผองเป็นพี่น้องกัน&amp;rdquo; มีสมาชิกที่เป็นนักบวช เป็นฆราวาส ทุกเพศวัยทั่วโลก ส่งเสริมความสัมพันธ์ความร่วมมือกับศาสนาต่างๆ เป็นขบวนการที่มีพลังสำหรับโลกยุคใหม่มากที่สุดขบวนการหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาสนาในสังคมเอเชียก็มีบทบาทสำคัญทางการเมือง พระสงฆ์พุทธในพม่ามีบทบาทสำคัญในการต่อสู้กับอำนาจเผด็จการมาตั้งแต่ร่วมขบวนการปลดแอกจากอาณานิคมของอังกฤษ ต่อมาถูกปราบปรามหนักในยุคเผด็จการทหาร บทบาทจึงถูกจำกัดลงไปมาก แต่ก็ยังเห็นเป็นข่าวอยู่เนืองๆ
บทบาทของพระสงฆ์ไทยก็เห็นได้ในยุคหลัง 14 ตุลาฯ กลุ่มพิราบขาวที่ร่วมเดินขบวนและกิจกรรมทางการเมืองกับประชาสังคม แต่หลัง 6 ตุลาฯ บทบาทก็ลดน้อยลง จนมาปรากฎอีกครั้งกับ &amp;ldquo;สันติอโศก&amp;rdquo; ที่เข้าร่วมขบวนการการเมืองกับกลุ่มและพรรคการเมือง หรือแม้แต่ธรรมกายที่อาจไม่ชัดเจนแบบสันติอโศก แต่ก็เกี่ยวข้องกับการเมืองทั้งโดยตรงโดยอ้อม และมีบทบาทอย่างสำคัญทางสังคม เป็นขบวนการใหญ่ระดับชาติและนานาชาติ
ขณะที่ธรรมกายมีภาพลักษณ์ของ &amp;ldquo;ทุนนิยม&amp;rdquo; แบบ &amp;ldquo;พุทธพาณิชย์&amp;rdquo; สันติอโศกเป็นประชาคม &amp;ldquo;สังคมนิยม&amp;rdquo; ที่พวกเขาเรียกว่า &amp;ldquo;บุญนิยม&amp;rdquo; ที่พึ่งพาตนเองและอยู่แบบพอเพียงโดยระบบเศรษฐกิจแบ่งปัน (sharing economy) ที่ชัดเจน แสดงว่าศาสนาไม่ได้ล้าสมัย สามารถนำไปสู่การปฏิบัติและแก้ปัญหาของบุคคลและชุมชน และส่งผลไปถึงระดับชาติได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาสนาพุทธในเมืองไทยนอกจากสองสำนักดังกล่าวข้างต้น อื่นๆ ก็เป็นกลุ่มผู้คนที่ศรัทธาในพระภิกษุสงฆ์ ผู้นำสำคัญทางจิตวิญญาณอย่างหลวงพ่อคูณ หลวงตามหาบัว เกจิอาจารย์ ที่เคารพนับถือเป็นพระอรหันต์ต่างๆ ซึ่งก็อยู่ในกรอบเก่าประเพณีเดิม ไม่ได้มีบทบาทสำคัญพิเศษทางสังคมการเมือง
ศาสนาในสังคมเอเชียยังมีบทบาทสำคัญ นิกายหรือศาสนาใหม่ๆ ในญี่ปุ่นมีสมาชิกหลายล้านก็มี นับเป็นขบวนการทางสังคมที่มีพลัง แนวคิดเรื่องจิตอาสาของมูลนิธิฉื่อจี้ที่ไต้หวันที่ทำให้ &amp;ldquo;คนรวยช่วยคนจน&amp;rdquo; ได้อย่างไม่น่าเชื่อว่า แม่ชีเล็กๆ คนหนึ่งจะสามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคมได้มากเพียงนั้น
ศาสนาเป็นมโนสำนึกของสังคม ขณะที่เทวศาสตร์แห่งการปลดปล่อยเป็นฐานคิดของละตินอเมริกา ของเอเชียก็มีเศรษฐศาสตร์ชาวพุทธ ที่อีเอฟ ชูมาเคอร์ได้สังเคราะห์ออกมา เช่นเดียวกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งได้รับการยอมรับจากสหประชาชาติ เพียงแต่ว่ายังไม่มีการนำแนวคิดนี้มาประยุกต์ใช้อย่างจริงจังเท่านั้น แม้แต่ในประเทศไทย &amp;ldquo;บ้านเกิด&amp;rdquo; ของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
แต่วันนี้ที่โควิดมาเร่งการเปลี่ยนแปลง จีน ฝรั่งเศสและหลายประเทศประกาศชัดเจนว่า &amp;ldquo;แต่นี้ไปเราจะพึ่งพาตนเอง&amp;rdquo; เพราะโควิดได้พิสูจน์ว่า โลกาภิวัตน์ไม่ได้ช่วยให้แก้ปัญหาในคราวิกฤติ ตรงกันข้าม ดูเหมือนว่าสาหัสกว่าเดิม เพราะต่างคนต่างก็หาทางเอาตัวเองรอดก่อน
วันนี้คงถึงเวลาของ &amp;ldquo;เศรษฐกิจพอเพียง&amp;rdquo;
อย่างที่วิคตอร์ ฮูโกบอก &amp;ldquo;พันกองทัพยังไม่เท่าความคิดหนึ่งที่ถึงเวลาของมัน&amp;rdquo; (Stronger than a thousand armies, is an idea whose time has come)
&amp;nbsp;เสรี พงศ์พิศ 19 มิถุนายน 2020&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69122</URL_LINK>
                <HASHTAG>New Normal ของนายกรัฐมนตรี, ดร.เสรี พงศ์พิศ, ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ภาคประชาสังคม, เศรษฐกิจพอเพียง, เอ็นจีโอ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200619/image_big_5eec2965e46a2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69110</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/06/2020 08:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/06/2020 07:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ดร.พิชาย&#039;เสนอโจทย์6ข้อที่ปชช.ควรได้เห็นหาก&#039;ประยุทธ์&#039;มีเจตจำนงจะทำงานแบบNew Normal</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;#39;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19&amp;nbsp;มิ.ย.63-รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต อดีตคณะบดีพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า)และประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) โพสตข้อความผ่านเฟซบุ๊กกรณีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม&amp;nbsp; ออกโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย แถลงเรื่อง &amp;quot;วิธีการทำงานแบบ New Normal ของนายกรัฐมนตรี&amp;quot;&amp;nbsp; มีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากพลเอกประยุทธ์มีเจตจำนงแน่วแน่และจริงใจตามที่ประกาศ &amp;ldquo;เป็นสัญญาประชาคม&amp;rdquo;&amp;nbsp; ในเรื่อง &amp;ldquo;การผนึกทุกภาคส่วนร่วมวางอนาคตประเทศไทย&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;การประเมินผลงานภาครัฐ โดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตัวจริง&amp;rdquo; และ &amp;ldquo; การทำงานเชิงรุก&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สิ่งที่ควรตามมาและประชาชนควรได้เห็นภายในเดือนนี้หรือเดือนหน้าคือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๑) จะเห็นพลเอกประยุทธ์ออกมาปฏิบัติการเชิงรุก ด้วยการประกาศยกเลิกภาวะฉุกเฉิน และแถลงแผนการจัดการเลือกตั้งท้องถิ่นในทุกระดับ เพราะการเลือกตั้งท้องถิ่นคือการสร้างการมีส่วนร่วมให้แก่ประชาชนในการกำหนดนโยบายและแผนพัฒนาท้องถิ่นอย่างกว้างขวาง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๒) เราจะเห็นพลเอกประยุทธ์ออกมาประกาศว่ารัฐบาลจะสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างจริงจัง เพื่อให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการร่างอย่างกว้างขวาง และมีเนื้อหาที่มีความเป็นประชาธิปไตย เพิ่มอำนาจแก่ประชาชน ขยายการมีส่วนร่วมและเสรีภาพมากขึ้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๓) การประกาศยกเลิกยุทธศาสตร์ ๒๐ ปี (๒๕๖๑ &amp;ndash; ๒๕๘๐)&amp;nbsp; เพราะยุทธศาสตร์ฉบับนี้ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; และในปัจจุบันก็ล้าสมัยไปแล้ว&amp;nbsp; พร้อมกันนั้นก็แก้ไขพรบ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ๒๕๖๐ เสียใหม่ เพื่อผนึกพลังทางสังคมและให้ประชาชนทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติใหม่
๔) ประกาศสนับสนุนและสร้างกลไกที่เป็นรูปธรรมเพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษา ตำรวจ และกองทัพ&amp;nbsp; โดยให้ประชาชนทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๕) การปรับคณะรัฐมนตรี โดยปรับบุคคลทุกคนที่มีชื่อเสียงและพฤติกรรมอื้อฉาวเรื่องการทุจริตประพฤติมิชอบ ปกปิดทรัพย์สิน และมีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติด และบุคคลที่ไร้ความสามารถออกจากตำแหน่งทุกคน&amp;nbsp; จากนั้นแต่งตั้งบุคคลใหม่เข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีแทนโดยพิจารณาจากความสามารถ ความซื่อสัตย์ และการเสียสละต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง&amp;nbsp; มิใช่แต่งตั้งตามจำนวนโควต้าของส.ส.ของแต่ละกลุ่ม แต่ละพรรค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๖)&amp;nbsp; ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อจัดตั้ง คณะกรรมการประเมินผลแห่งชาติ&amp;nbsp; และมีอนุกรรมการประเมินผลแห่งชาติระดับจังหวัด ที่ประกอบด้วยตัวแทนประชาชนทุกภาคส่วน&amp;nbsp; คณะกรรมการและอนุกรรมการมีอำนาจหน้าที่ติดตามประเมินผลโครงการของรัฐบาล หน่วยราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และรัฐวิสาหกิจ&amp;nbsp; ทุกระดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่หากไม่มีเรื่องเหล่านี้ให้เห็น แม้แต่เรื่องเดียวภายในหนึ่งหรือสองเดือน&amp;nbsp; เราก็สามารถสรุปได้ว่า สัญญาประชาคมที่พลเอกประยุทธ์ประกาศออกมาเป็นเพียงสัญญาที่ว่างเปล่า&amp;nbsp; และเป็นเพียงปฏิบัติการเชิงจิตวิทยามวลชนเพื่อลดแรงกดดันต่อรัฐบาลเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิ่งที่รัฐบาลประยุทธ์จะเผชิญ กรณีที่ละเมิดสัญญาประชาคมก็คือ ความเสื่อม เสียงวิจารณ์ การตำหนิ และการขับไล่ออกจากอำนาจ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69110</URL_LINK>
                <HASHTAG>New Normal ของนายกรัฐมนตรี, การทำงานเชิงรุก, การแก้ไขรัฐธรรมนูญ, ยกเลิกภาวะฉุกเฉิน, รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200525/image_big_5ecb47e547e51.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
