<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>93666</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/02/2021 14:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/02/2021 14:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คณะเภสัช จุฬาฯ พัฒนาสมุนไพร &quot;พ่นจมูกและลำคอป้องกันการติดเชื้อโควิด-19&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
20ก.พ.64-การใส่หน้ากากอนามัยและล้างมือบ่อยๆเป็นขั้นตอนสำคัญที่สุดในการป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนาแม้จะปฏิบัติตัวอย่างเคร่งครัดก็อาจเกิดการติดเชื้อได้เนื่องจากต้องมีการปลดหน้ากากอนามัยขณะรับประทานอาหารที่สำคัญเชื้อไวรัสมักจะปนเข้ามากับอากาศและเข้าสู่ร่างกายทางจมูกและปาก การรับประทานสมุนไพรเพิ่มภูมิคุ้มกันอาจเป็นข้อจำกัดในคนบางกลุ่มเช่น ผู้มีโรคเรื้อรัง ผู้สูงอายุดังนั้นวิธีป้องกันการติดเชื้อไวรัสเฉพาะที่ด้วยสมุนไพรที่มีความปลอดภัยจึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดย ศ.ภญ.ดร.พรอนงค์ อร่ามวิทย์ ภาควิชา เภสัชกรรมปฎิบัติ ได้ร่วมมือกับ University ofInnsbruck และ ADSI ประเทศออสเตรีย ประสบความสำเร็จในการศึกษาวิจัยการนำลำไยสกัดเข้มข้นด้วยกรรมวิธีพิเศษมาพัฒนาเป็นสูตรตำรับสมุนไพรพ่นลำคอและจมูกสามารถลดปริมาณไวรัสที่เกาะติดเยื่อบุและลดปริมาณไวรัสที่อาจเข้าสู่ร่างกายได้ เหมาะสำหรับการนำมาใช้ป้องกันการติดเชื้อไวรัสทุกนิดรวมทั้งไวรัสโควิด-19 โดยลำไยสกัดเข้มข้นด้วยกรรมวิธีพิเศษ (P80)ได้ผ่านการทดสอบแล้วว่าสามารถลดการยึดเกาะของเชื้อไวรัสที่เยื่อบุอ่อนไม่ว่าจะเป็นที่ โพรงจมูกและลำคอได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกทั้งยังสามารถลดการสร้าง complementary C3a ซึ่งเป็นสารก่อการอักเสบที่รุนแรงในปอดได้นับเป็นสมุนไพรตัวแรกที่พัฒนาขึ้นเพื่อใช้ในการลดการติดเชื้อที่โพรงจมูกและลำคอได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลการศึกษาพบว่าฤทธิ์ดังกล่าวสามารถอยู่ได้นานถึง 2 วันขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการศึกษาประสิทธิภาพในผู้ป่วยจริงทางคลินิกโดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติศ.ภญ.ดร.พรอนงค์ เปิดเผยถึงเหตุผลที่สนใจนำสารสกัดลำไยมาพัฒนาเป็นสูตรตำรับสมุนไพรดังกล่าว เนื่องจาก ลำไยเป็นผลไม้ที่เรานำมารับประทานเป็นอาหารอยู่แล้วจึงมีความปลอดภัยสูงเมื่อศึกษาตำราแพทย์แผนโบราณระบุว่าลำไยสามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้จึงได้ศึกษาวิจัยสารสกัดลำไยจนพบว่าสามารถลดการยึดเกาะเชื้อไวรัสและมีฤทธิ์ต่อเชื้อไวรัสแทบทุกชนิดโดยได้ทำการทดสอบไปแล้วกับเชื้อไวรัสหลายประเภท เช่นเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ เชื้อที่ก่อให้เกิดโรคเริม ฯลฯซึ่งได้ผลมีประสิทธิภาพดี กับเชื้อไวรัสทุกชนิดที่ทำการทดสอบสำหรับกระบวนการในการทำวิจัย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เยื่อบุในภาวะปกติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เยื่อบุจมูกที่ติดเชื้อไวรัสและมีสารก่อการอักเสบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;


	
		
			เยื่อบุจมูกติดเชื้อหลังได้รับสารสกัดลำไยเข้มข้น
		
	


&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.ภญ.ดร.พรอนงค์กล่าวว่าเริ่มจากการเลือกสารสกัดลำไยที่มีสารสำคัญในกลุ่มโพลีฟีนอลในปริมาณสูง ซึ่งเป็นสารสกัดลำไยที่ผ่านกระบวนการสกัดพิเศษด้วยอุณหภูมิต่ำภายใต้ความดันสูงและผ่านการกรองหลายครั้งจนได้ารสกัดที่มีความเข้มข้นของสารสำคัญจากนั้นจึงนำมาตั้งสูตรตำรับสำหรับพ่นจมูกและลำคอเพื่อให้มีความหนืดและค่าความตึงตัวที่เหมาะสม เมื่อพ่นเข้าไปในโพรงจมูกและลำคอแล้วไม่ระคายเคืองที่สำคัญต้องสามารถให้ขนาดละอองที่พอเหมาะสามารถเข้าไปถึงอวัยวะที่ต้องการออกฤทธิ์ได้ ถ้าพ่นที่โพรงจมูกต้องขนาดเล็กพอให้ทั่วโพรงจมูกแต่ไม่เล็กจนทำให้เข้าสู่ปอด ถ้าพ่นลำคอต้องให้สามารถให้ละอองถึงด้านในลำคอได้โดยไม่ติดที่ปาก ลิ้น และฟัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อศึกษาความคงตัวของสูตรตำรับแล้วจึงนำมาทดสอบทางคลินิกเพื่อดูประสิทธิภาพในผู้ป่วยจริง ในปริมาณการใช้สารสกัดลำไยที่เข้มข้นสำหรับป้องกันการติดเชื้อไวรัสนั้นใช้ปริมาณเล็กน้อยเท่านั้นสามารถใช้สารสกัดนี้พ่นได้ทั้งลำคอและช่องจมูก วันละ 2 ครั้งเช้าเย็น &amp;nbsp;ซึ่งสามารถออกฤทธิ์ได้ทันทีทั้งการออกฤทธิ์ทางกายภาพคือป้องกันการยึดเกาะของเชื้อไวรัสต่อเยื่อบุผิว และการออกฤทธิ์ทางชีวภาพเพื่อป้องกันการเกิดสารก่อการอักเสบในกรณีที่ผู้ใช้ต้องเดินทางไปในสถานที่ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ที่ๆมีคนแออัดก็สามารถใช้พ่นจมูกหรือลำคอก่อนเข้าสู่บริเวณดังกล่าวแล้วจึงสวมหน้ากากอนามัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;งานวิจัยเรื่องนี้ได้ทำมาประมาณ 1 ปีครึ่งแล้วตั้งแต่ยังไม่มีการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยทดสอบกับเชื้อไวรัสอื่นเมื่อมีการระบาดของเชื้อโรคนี้ จึงเริ่มนำมาทดสอบกับเชื้อโควิดขณะนี้อยู่ในระหว่างการทดสอบทางคลินิกในอาสาสมัครจำนวน 62 รายโดยมีความร่วมมือทางวิชาการกับโรงพยาบาลวิภาราม ชัยปราการคาดว่าอีก 3 เดือนผลิตภัณฑ์น่าจะออกสู่ท้องตลาดได้&amp;rdquo; ศ.ภญ.ดร.พรอนงค์กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/93666</URL_LINK>
                <HASHTAG>P80, ศ.ภญ.ดร.พรอนงค์ อร่ามวิทย์, สารสกัดลำใย, โควิด19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210220/image_big_6030bf0cd6f97.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14489</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/08/2018 08:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/08/2018 08:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“มหากิจศิริ” ปั้น P80 วางแผน 5ปีเป็นแบรนด์ระดับโลก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;มหากิจศิริ&amp;rdquo; ปั้น P80 ลุยตลาดเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ พร้อมเร่งส่งออกเอเชียและยุโรป ฟุ้ง 5 ปี เดินหน้าก้าวสู่การเป็นโกลบอลแบรนด์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประยุทธ มหากิจศิริ ประธานกรรมการ บริษัท พีเอ็ม กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า ได้จัดตั้งบริษัท เนเชอรัล เบฟ จำกัด เพื่อดำเนินธุรกิจเครื่องดื่มกลุ่มฟังก์ชันนอล ดริงค์ภายใต้แบรนด์ &amp;quot;พี 80&amp;quot; (P80) โดยที่ผ่านมาใช้เงินลงทุนมากกว่า 2,000 ล้านบาทในการสร้างโรงงานที่ จ. ลำพูน บนพื้นที่กว่า 140 ไร่ และงบวิจัยพัฒนาสินค้า เนื่องจากเล็งเห็นว่าแนวโน้มสินค้าเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพเติบโตเพิ่มขึ้นทุกปี หรือมีมูลค่าประมาณ 1.7 &amp;ndash; 2 หมื่นล้านบาท เบื้องต้นบริษัทเชื่อว่าจะมียอดขายในปีแรก 2,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแนวทางการดำเนินธุรกิจภายใต้แบรนด์ดังกล่าว บริษัทวางเป้าหมายระยะ 5 ปีให้เดินหน้าไปสู่โกลบอลแบรนด์ โดยในประเทศไทยวางจำหน่ายผ่านช่องทางโมเดิร์นเทรดและร้านสะดวกซื้อ อาทิ บิ๊กซี กูร์เมต์ มาร์เก็ต วิลล่า มาร์เก็ต วัตสัน บูทส์ และแฟมิลี่ มาร์ท เป็นต้น ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการนำเข้าสู่ร้านสะดวกซื้อเซเว่น อีเลฟเว่นเพิ่มเติมอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมกันนี้ เพื่อเป็นการสร้างแบรนด์เป็นที่จดจำมากยิ่งขึ้น จึงได้ใช้ ณเดชน์ คูกิมิยะ เป็นพรีเซ็นเตอร์ ภายใต้งบประมาณการตลาดมากกว่า 20% ของงบลงทุน สร้างการรับรู้และเข้าถึงผู้บริโภคทั้งในกรุงเทพฯ รวมถึงต่างจังหวัด ผ่านโฆษณาการประชาสัมพันธ์ ทั้งสื่อทีวี ออนไลน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกเหนือจากการทำตลาดในประเทศไทยแล้ว การสร้างธุรกิจให้สู่การเป็นโกลบอลแบรนด์ ก็ต้องมีการส่งออกไปยังต่างประเทศด้วยเช่นเดียวกัน โดยเลือก แมนนี่ ปาเกียว มาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ เพื่อรุกกลุ่มซีแอลเอ็มวี ซึ่งได้มีการเซ็นสัญญากับตัวแทนจำหน่ายในกัมพูชาไปแล้ว ขณะนี้กำลังเตรียมขยายไปยัง สปป.ลาว รวมถึงเมียนมา และเวียดนาม ส่วนจีนเป็นตลาดที่มีความน่าสนใจ เพราะมีหลายมณฑลและขนาดใหญ่ ตอนนี้กำลังจะเซ็นสัญญากับตัวแทนจำหน่ายที่สามารถเข้าถึงผู้บริโภคในกวางเจา เซียงไฮ้ และปักกิ่ง ทั้งยังมีการเจรจากับตัวแทนจากยุโรป ได้แก่ ฝรั่งเศส และเบลเยี่ยม โดยอนาคตยังมองโอกาสไปทำตลาดแถบอเมริกา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หากสินค้ามีผลตอบรับจากผู้บริโภคที่ดี ก็คงต้องมีการขยายกำลังการผลิต เราตั้งใจว่าอีก 5 ปีจะผลักดันให้พี 80 กลายเป็นโกลบอลแบรนด์ หากถึงเวลานั้นหากเป็นไปได้ส่วนตัวก็อยากให้มียอดขายสัก 1 หมื่นล้านบาท &amp;rdquo; นายประยุทธ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14489</URL_LINK>
                <HASHTAG>P80, ประยุทธ มหากิจศิริ, พี 80, เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ, โกลบอลแบรนด์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180801/image_big_5b610d2bb4ca3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
