<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>39272</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/06/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/06/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อนาคตของโลกเมื่อ Facebook ออกเงินสกุลดิจิทัลของตัวเอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สัปดาห์ก่อนผมขึ้นเวทีกับคนรุ่นใหม่ 3 คนจากอเมริกา ที่เป็นทั้งนักลงทุนและลงมือทำ fintech ที่เป็น startup การเงินภายใต้หัวข้อ &amp;quot;ธนาคารในปี 2025 จะมีหน้าตาอย่างไร&amp;quot;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สามหนุ่มจากอเมริกามีเชื้อสายอินเดียซึ่งกำลังทำชื่อเสียงในอเมริกาในวงการเทคโนโลยี อีกทั้งคนรุ่นใหม่ที่มีเชื้อสายภารตะเหล่านี้ยังมีตำแหน่งบริหารที่สำคัญๆ ในสหรัฐฯ อีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สามหนุ่มชื่อ Neil Dugal, Senior Corporate Counsel at Omidyar Network กับ Sheel Mohnot, &amp;nbsp;Partner at 500 Startups และ Rishi Mohnot, VP, Business Operations at Sentieo
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หนึ่งในคำถามที่กำลังเป็นประเด็นร้อนเรื่องการเงินการทองและอนาคตของธนาคาร คือคำประกาศของ Facebook ที่จะออกเงินสกุลดิจิทัลของตัวเองที่เรียกว่า Libra ซึ่งแปลตรงตัวคือราศีตุล แต่เป็นภาษาละตินแปลว่าความเที่ยงธรรมและยุติธรรมด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมถามทั้งสามว่าการที่ Facebook จะมีเงินสกุลของตัวเองอย่างนี้ถือเป็นแนวโน้มที่ดีหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งสามตอบเกือบจะตรงกันว่า ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ ถ้า Facebook สามารถชักชวนบริษัทยักษ์ ๆ ในวงการดิจิทัลมาร่วมใช้เงินคริปโตฯ อย่างนี้ได้ เราก็คงต้องตั้งรับให้จงดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจ้า Libra นี้เป็นอย่างไร ทำไมจึงสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งวงการได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่แน่ๆ คือ Libra จะอยู่ใต้การควบคุมดูแลของ The Libra Association ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำให้ผู้คนสนใจเป็นพิเศษคือ FB บอกว่าจะมีสมาชิกร่วมก่อตั้ง 27 บริษัทชั้นนำชื่อดังมากมาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่ว่าจะเป็น Mastercard, Visa, eBay, Paypal, Spotify, Uber, Lyft, Vodafone, Stripe, Booking &amp;nbsp;Holdings, Facebook
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หรือแม้แต่บริษัทบล็อกเชนอย่าง Coinbase, Anchorage รวมทั้งกองทุนร่วมทุน Andreessen &amp;nbsp;Horowitz, Breakthrough Initiatives ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พอเห็นชื่อผู้ร่วมก่อตั้งเท่านั้น คนส่วนใหญ่ก็ต้องยอมรับว่านี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อมูลที่สำคัญคือเงินสกุล Libra ถูกจัดอยู่ในประเภท Stable Coin หรือเงินที่มีมูลค่าค่อนข้างคงที่ มีเสถียรภาพ อิงกับ &amp;quot;สินทรัพย์อ้างอิง&amp;quot; ที่มีอยู่จริงในอัตรา 1:1
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำถามคือสินทรัพย์ที่ว่านี้คืออะไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คาดกันว่าสินทรัพย์ที่ Facebook จะใช้ค้ำประกันอาจไม่ใช่เงิน Fiat สกุลใดสกุลหนึ่งเพียงสกุลเดียว เหมือนเหรียญ Stable Coin สกุลอื่นที่ออกมาก่อนหน้า (USDT, GUSD)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่น่าจะเป็น &amp;quot;ตะกร้าเงิน&amp;quot; (Basket of Currencies) ที่อาจประกอบด้วยเงินสกุลต่างๆ ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล เช่น เงินดอลลาร์สหรัฐ, ยูโร, เยน, ปอนด์, ฟรังก์สวิส, หยวน ฯลฯ ในอัตราส่วนที่ฟังดูแล้วน่าเชื่อถือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และทำให้ FacebookCoin มีเสถียรภาพ น่าเชื่อถือกว่าการอ้างอิงมูลค่าไว้กับสินทรัพย์ชนิดใดชนิดหนึ่งอย่างทองคำ, น้ำมัน หรือเงิน Fiat สกุลใดสกุลหนึ่งเพียงสกุลเดียว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อ Libra เป็น Stable Coin ก็จะมีความผันผวนต่ำ มีราคาอ้างอิงที่ค่อนข้างคงที่ต่างจาก Bitcoin &amp;nbsp;หรือเงินคริปโตฯ สกุลอื่น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้นจึงสันนิษฐานว่า FBCoin น่าจะใช้เพื่อการโอนเงินข้ามประเทศ หรือการจับจ่ายซื้อสินค้าและบริการผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ ที่ได้รับการยินยอมจาก Facebook
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รวมถึงสินค้าและบริการของกลุ่มธุรกิจที่เข้าร่วมในเครือข่ายที่ให้การเปิดตัวโครงการนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายละเอียดที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ บริษัทที่จะเข้ามาร่วมโครงการจะมีส่วนร่วมในการประมวลผล, ยืนยันธุรกรรม ทำหน้าที่ Nodes (อันหมายถึงเครื่องเซิร์ฟเวอร์ที่ใช้ในการประมวลผล การทำธุรกรรมที่เกิดขึ้นใน network นั้นๆ) ของเครือข่ายเงินสกุลนี้ ต้องได้รับการอนุมัติอีกทั้งยังต้องจ่ายค่าธรรมเนียมให้ Facebook 10 ล้านดอลลาร์ สำหรับสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลและเปิดใช้งานเครือข่ายด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่ได้เข้าร่วมฟรีๆ นะครับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข่าวชิ้นแรกๆ บอกว่าบริษัทชั้นนำจากหลายภาคธุรกิจที่ได้แสดงความสนใจเข้าร่วมมีแล้วเช่น &amp;nbsp;Paypal, Visa, Mastercard, Booking.com, Uber ฯลฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ว่ากันว่าโครงการนี้จะเปิดใช้อย่างเป็นทางการก็ในไตรมาสที่ 1 ของปี 2020&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ช่วงแรกๆ ก็อาจจะเริ่มด้วยพนักงานที่อยู่ในเครือข่ายของ Facebook เช่นใช้ Libra จ่ายเงินเดือนและผลตอบแทนต่างๆ โดยสามารถเก็บรักษา ใช้จ่าย หรือแลกเปลี่ยนเป็นสกุลเงินท้องถิ่นได้ผ่านตู้ ATM ที่รองรับ และอาจจะสามารถโอน รับ จ่าย ซื้อสินค้า และบริการได้เช่นเดียวกับเงินสกุลดิจิทัลสกุลอื่น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่าได้แปลกใจหากจะขยายบริการเข้าไปที่ฐานผู้ใช้งานแพลตฟอร์มอื่นของเครือข่ายเดียวกัน เช่น &amp;nbsp;Instagram, WhatsApp&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความจริง Messenger ได้ทดลองออก Crypto Wallet หรือกระเป๋าสำหรับเก็บเงินคริปโตฯ ในชื่อ &amp;nbsp;Lite.im ให้แก่ผู้ใช้งาน Facebook Messenger ได้ทดลองใช้แล้วเมื่อปลายปีที่แล้วด้วยซ้ำไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าสนใจไม่น้อยคือ Libra จะมี smart contract หรือ &amp;quot;สัญญาอัจฉริยะ&amp;quot; ซึ่งนักพัฒนาสามารถนำไปเขียนโค้ดต่อยอดพัฒนาเพิ่มเติมได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งหมดนี้ย่อมสร้างความตื่นเต้นไปทั่วโลก แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้ผู้คนเป็นห่วงว่าหาก Facebook &amp;nbsp;ทำสำเร็จจะมีอิทธิพลเหนือคนทั้งโลกมากเกินกว่าที่ธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งจะพึงมีได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จึงคาดได้ว่าจะต้องมีคนออกมาคัดค้านในประเด็นนี้อย่างกว้างขวางเช่นกัน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39272</URL_LINK>
                <HASHTAG>Booking, Business Operations at Sentieo, eBay, facebook, Holdings, Lyft, Mastercard, Neil Dugal, Partner at 500 Startups, Paypal, Rishi Mohnot, Senior Corporate Counsel at Omidyar Network, Sheel Mohnot, Spotify, Stripe, Uber, Visa, Vodafone, VP, กาแฟดำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180720/image_big_5b515c1cad535.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15886</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/08/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โลกปัจจุบันเต็มไปด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากมาย สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับมนุษย์ถูกพัฒนาขึ้นด้วยเทคโนโลยีเหล่านี้ ทำให้การใช้ชีวิตสะดวกสบายขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก แม้กระทั่งการจับจ่ายใช้สอยก็สะดวกสบายแบบสุดๆ เพราะมีเรื่องการ &amp;quot;ซื้อของออนไลน์&amp;quot; เข้ามาเติมเต็ม และตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในยุคนี้ได้เป็นอย่างดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยจากข้อมูลของ PayPal จากการวิจัยพฤติกรรมผู้บริโภคทั่วโลกในปี 2559 โดยการสำรวจพฤติกรรมการซื้อของออนไลน์ของผู้บริโภคมากกว่า 2.8 หมื่นคน ใน 32 ประเทศ รวมถึงกลุ่มผู้บริโภคในประเทศไทยจำนวน 800 คน ทำให้พบโอกาสใหม่สำหรับผู้ค้าออนไลน์ชาวไทยที่ต้องการขยายตลาดไปยังต่างประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ จากข้อมูลยังพบอีกว่า ยอดการใช้จ่ายออนไลน์ของคนไทยในปี 2559 อยู่ที่ 3.25 แสนล้านบาท เติบโต 19% จากปี 2558 โดยคนไทยที่ซื้อสินค้าผ่านระบบออนไลน์มีสูงถึงเกือบ 8 ล้านคน จำแนกในรายละเอียดลงไปอีกจะพบว่า ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนอยู่ที่ประมาณ 4.12 หมื่นบาท โดยในจำนวนคนไทยที่ซื้อสินค้าผ่านออนไลน์มี 2 ล้านคนซื้อขายออนไลน์ข้ามประเทศ โดยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนราว 3.08 หมื่นบาท คิดเป็นยอดใช้จ่ายรวมกว่า 6 หมื่นล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ปี 2560 ที่ผ่านมา ตัวเลขการใช้จ่ายคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 16% จากปีก่อน มาอยู่ที่ 3.76 แสนล้านบาท ส่วนคาดการณ์ในปี 2561 ยังเป็นทิศทางขาขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีการประเมินว่านักช็อปออนไลน์ชาวไทยจะมียอดการใช้จ่ายผ่านระบบออนไลน์ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 4.26 แสนล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตัวเลขที่ปรากฏดังกล่าวเป็นตัวสะท้อนได้เป็นอย่างดีว่า ปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมาก จากที่เคยเดินทางไปซื้อสินค้าถึงร้านค้า หรือห้างสรรพสินค้าต่างๆ ก็เปลี่ยนเป็นใช้เทคโนโลยีตามยุคตามสมัยตอบสนองความต้องการ และความสะดวกสบายของตัวเองมากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ พบว่าปัจจัยที่สนับสนุนพฤติกรรมผู้บริโภคให้หันไปใช้จ่ายออนไลน์มากขึ้น นั่นคือความสะดวกสบายของการช็อปปิ้งออนไลน์เป็นประเด็นสำคัญ ถัดมาคือการส่งของที่รวดเร็ว นี่เป็นอีกประเด็นที่น่าสนใจ เพราะปัจจุบันพบว่าธุรกิจเกี่ยวกับโลจิสติกส์ต่างๆ ในประเทศไทยได้รับความนิยมและถูกพัฒนาให้มีบริการที่หลากหลายมากขึ้น ตัดคำว่า &amp;quot;ผูกขาด&amp;quot; ทางธุรกิจไปได้แทบจะสิ้นเชิง เพราะไม่ได้มีแค่ใครที่เป็นเจ้าตลาดของธุรกิจโลจิสติกส์แบบตายตัว นี่จึงกลายเป็นอีกเหตุผลที่ว่า &amp;quot;การช็อปปิ้งออนไลน์&amp;quot; ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกเหตุผลที่สนับสนุนพฤติกรรมผู้บริโภคให้หันมาช็อปปิ้งออนไลน์มากขึ้น คือ ประหยัดเงินได้มากกว่า ไปจนถึงการจัดส่งสินค้าที่ถูกลง รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้วยความนิยมที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ธุรกิจช็อปปิ้งออนไลน์กลายเป็นอีกกลุ่มธุรกิจที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง นับแค่ผู้ให้บริการช็อปปิ้งออนไลน์ขนาดใหญ่ทั้งสัญชาติไทยและต่างชาติก็มีให้เลือกอย่างมาก เปิดตัวกันหลากหลาย นำทัพสินค้าต่างๆ มาตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค ยิ่งเป็นการตอกย้ำนิยามของคำว่า &amp;quot;สะดวกสบาย&amp;quot; ได้เป็นอย่างดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และเดาได้ไม่ยากว่า กลุ่มที่ให้ความนิยมเรื่องการช็อปปิ้งออนไลน์อย่างมาก คงหนีไม่พ้น &amp;quot;กลุ่มผู้หญิง&amp;quot; ด้วยความที่เป็นกลุ่มชอบใช้จ่ายอยู่แล้ว เมื่อมีสิ่งอำนวยความสะดวกเข้ามา ไม่เพียงแค่สะดวกเท่านั้น แต่ยังช่วยประหยัดเวลาในการเดินทางไปเลือกซื้อของได้อย่างมาก ทำให้มีเวลาเหลือไปจัดการชีวิตประจำวันอย่างอื่นได้มากขึ้นด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกทั้งสินค้าส่วนใหญ่ที่นำมาขายผ่านระบบออนไลน์นั้น ก็ครบครัน ตอบโจทย์ความต้องการได้อย่างชัดเจน ตั้งแต่เครื่องอุปโภคบริโภค ของใช้ในครัว ของใช้ในบ้าน เครื่องประดับ เสื้อผ้า และอื่นๆ เรียกว่าครบ จบที่ช็อปปิ้งออนไลน์จริงๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ด้วยความสะดวกสบายนี้เอง อาจทำให้นักช็อปปิ้งออนไลน์ทั้งหลายละเลยวินัยทางการเงินได้ง่ายๆ ทำให้เกิดการดึงเงินในอนาคต เงินเก็บออกมาใช้จ่ายด้วยไม่รู้ตัว และบางรายกว่าจะรู้ตัวก็ต้องเจอกับคำว่า &amp;quot;หนี้สิน&amp;quot; ไปเสียแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น นักช็อปปิ้งออนไลน์ทั้งหลาย นอกจากมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย สามารถใช้จ่ายได้เพียงปลายนิ้วมือเท่านั้น ก็อาจจะต้องมีสติในการคิดวิเคราะห์ด้วยว่า สินค้าที่กำลังจะกดซื้อนั้น มีความจำเป็นมากน้อยเพียงไร การรู้เท่าทันเทคโนโลยี และใช้อย่างมีสติ น่าจะเป็นตัวที่ช่วยทำให้เทคโนโลยีทันสมัยที่อยู่ในมือมีประโยชน์สูงที่สุด.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครองขวัญ รอดหมวน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15886</URL_LINK>
                <HASHTAG>PayPal, กระจกไร้เงา, ครองขวัญ รอดหมวน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
